++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Fwd: ศีลเพียงข้อเดียวที่หลวงปู่มั่น รักษา

From: Kittipan Silpprasith
Date: Mon, 26 Jan 2009 06:29:18 +0000
Local: Mon, Jan 26 2009 1:29 pm
Subject: Fwd: ศีลเพียงข้อเดียวที่หลวงปู่มั่น รักษา


*คำสอน"หลวงปู่มั่น" *

ห้วงแห่งภาวะแล้งมาเยือนแล้ว แม้แต่ลมหายใจออกมายังร้อนระอุจนรับรู้ได้
คงไม่ต้องบอกว่าแล้วอากาศภายนอกปลายเมษายนเดือดเข้าไปเท่าไหร่แล้ว

ยิ่งเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายนที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมฯพยากรณ์ไว้
เป็นวันที่ร้อนที่สุด ก็คงจะใกล้เคียง เพราะขนาดลมทะเลแถวเกาะช้าง จ.ตราด
ยังช่วยระบายไม่ทัน

แต่ที่ช่วยขับร้อนภายในให้คลายได้ ดุจดังได้น้ำเย็นราดรดลงในใจ
เป็นหนังสือธรรมคำสอนของหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ ที่ท่านหลวงตามหาบัว
ญาณสัมปันโน แห่งวัดบ้านตาด เมืองอุดรธานี
เจ้าของโครงการผ้าป่าช่วยพยุงชาติเมื่อคราววิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐
นำมาถ่ายทอดแบบถามตอบไขปัญหาธรรมและส่วนหนึ่งยังเผยแพร่เป็นธรรมทานในเว็บไซต์หลวงปู
่มั่น

ไม่รู้นักการเมืองเหลี่ยมจัดผู้ห่างธรรมยังจำบุญคุณท่านหลวงตามหาบัวได้หรือไม่?

ในธรรมคำสอนตอนหนึ่งเล่าถึงระหว่างหลวงปู่มั่นมาแวะพักที่วัดบรมนิวาสกรุงเทพฯ
มีคนกรุงกราบถามหลวงปู่มั่นว่า "หลวงปู่รักษาศีลองค์เดียว ไม่ได้รักษาถึง ๒๒๗
องค์ เหมือนพระทั้งหลายที่รักษากันใช่หรือไม่"?

"ใช่ อาตมารักษาเพียงอันเดียว" หลวงปู่มั่นตอบ

คนกรุงกราบถามท่านอีกว่า "ที่หลวงปู่รักษาเพียงอันเดียวนั้นคืออะไร"?

หลวงปู่มั่นตอบสั้นๆ คือ "ใจ"!

คนกรุงผู้ติดอยู่กับการเมืองการเลือกตั้งอุบาทว์ยังไม่แจ่มแจ้ง
กราบถามหลวงปู่มั่นว่า..

"แล้วศีล ๒๒๗ นั้น หลวงปู่ไม่ได้รักษาหรือ"?

หลวงปู่มั่นตอบว่า... "อาตมารักษาใจไม่ให้คิดพูดทำในทางผิด
อันเป็นการล่วงเกินข้อห้ามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ จะเป็น ๒๒๗
หรือมากกว่านั้นก็ตาม บรรดาที่เป็นข้อบัญญัติห้าม อาตมาก็เย็นใจว่า
ตนมิได้ทำผิดต่อพุทธบัญญัติ ส่วนท่านผู้ใดจะว่าอาตมารักษาศีล ๒๒๗ หรือไม่นั้น
สุดแต่ผู้นั้นจะคิดจะพูดเอาตามความคิดของตน
เฉพาะอาตมาได้รักษาใจอันเป็นประธานของกายวาจาอย่างเข้มงวดกวดขันตลอดมา
นับแต่เริ่มอุปสมบท"

คนกรุงผู้ยังไม่พ้นขุมนรกกราบถามอีกว่า "การรักษาศีลต้องรักษาใจด้วยหรือ"?

หลวงปู่มั่นแผ่เมตตาธรรมให้กับคนกรุงผู้ยังเป็นดอกบัวใต้น้ำว่า

"... ถ้าไม่รักษาใจจะรักษาอะไร ถึงจะเป็นศีลเป็นธรรมที่ดีงามได้
นอกจากคนที่ตายแล้วเท่านั้นจะไม่ต้องรักษาใจแม้กายวาจาก็ไม่จำต้องรักษา
แต่ความเป็นเช่นนั้นของคนตายนักปราชญ์ท่านไม่ได้เรียกว่าเขามีศีล
เพราะไม่มีเจตนาเป็นเครื่องส่องแสดงออก
ถ้าเป็นศีลได้ควรเรียกได้เพียงว่าศีลคนตาย
ซึ่งไม่สำเร็จประโยชน์ตามคำเรียกแต่อย่างใด
ส่วนอาตมามิใช่คนตายจะรักษาศีลแบบคนตายนั้นไม่ได้
ต้องรักษาใจให้เป็นศีลเป็นธรรมสมกับใจเป็นผู้ทรงไว้ทั้งบุญทั้งบาปอย่างตายตัว..."

คนกรุงท่านนั้นผู้ได้ฟังธรรมคำสอนง่ายๆ ตรงๆ แต่ลึกของหลวงปู่มั่นแล้ว
ผมไม่รู้จะเป็นบัวพ้นน้ำ หรือบัวแล้งน้ำ!

ที่มา : มติชน ๒๗ เมษายน ๒๕๔๙

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น