วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บทอุณหิสวิชัย (บทคาถา ใช้สวด ป้องกันภัย)

@บทอุณหิสวิชัย (บทคาถา ใช้สวด ป้องกันภัย)

#บทคาถา :

อัตถิ อุณ์หิสสะ วิชะโย ธัมโม โลเก อะนุตตะโร
สัพพะสัตตะหิตัตถายะ ตัง ต์วัง คัณหาหิ เทวะเต
ปะริวัชเช ราชะทัณเฑ อะมะนุสเสหิ ปาวะเก
พะยัคเฆ นาเค วิเส ภูเต อะกาละมะระเณนะ วา
สัพพัส์มา มะระณา มุตโต.... ฐะเปต์วา กาละมาริตัง
ตัสเสวะ อานุภาเวนะ โหตุ เทโว สุขี สะทา
สุทธะสีลัง สะมาทายะ ธัมมัง สุจะริตัง จะเร
ตัสเสวะ อานุภาเวนะ โหตุ เทโว สุขี สะทา
ลิกขิตัง จินติตัง ปูชัง ธาระณัง วาจะนัง คะรุง
ปะเรสัง เทสะนัง สุต์วา .... ตัสสะ อายุ ปะวัฑฒะตีติ

#คำแปล :

ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เอาบุญของข้าพเจ้าทุกชาติ
ให้กับบิดามารดา ครูอาจารย์ เทพเทวดา เชื้อโรคในตัวข้าพเจ้า
เจ้ากรรมนายเวรเจ้าบุญนายคุณของข้าพเจ้า ขอให้เจ้ากรรมนายเวร เจ้าบุญนายของคุณข้าพเจ้า ได้โปรดอนุโมทนาบุญ และอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้เถิด ..

แม้แต่กรรมใดที่ใครทำไว้แก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมทั้งสิ้น ยกถวายแด่พระพุทธเจ้าเป็นอภัยทาน เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมใดๆ ต่อไป

ด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ คุ้มครองข้าพเจ้า บิดามารดา
ครูบาอาจารย์ คู่ครอง ญาติมิตร บุตรบริวาร ตลอดจนผู้อุปถัมภ์
ข้าพเจ้า มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรง มีดวงตาที่เห็นธรรมพบเจอแต่กัลยาณมิตร เทอญ ..

#หมายเหตุ ...... สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ภายใต้ต้นปาริชาติในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทรงแสดงพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์แก่เทพยดาทั้งหลาย ในกาลนั้นมีเทพบุตรองค์หนึ่งชื่อว่า สุปติฏฐิตเทพบุตร ถึงกาลที่จะต้องไปเสวยผลกรรมในนรกเป็นเวลาหนึ่งแสนปีในอีก ๗ วันเข้าสักการบูชาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ครั้นถวายอภิวาทแล้วก็กราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ พระพุทธองค์จึงทรงแสดงบทอุณหิสวิชัย เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว เทวดาทั้งหลายอันมีองค์อมรินทราธิราชเป็นประธาน ต่างซาบซึ้งในพระสัทธรรมบรรลุธรรมพิเศษคือ มรรคผลเป็นอันมาก ส่วนสุปติฏฐิต

เทพบุตรก็มีใจน้อมนับถือในพระพุทธเจ้า เลื่อมใสในธรรมของพระองค์และจะมีอายุยืนยาวสืบต่อไปจนถึงสมัยที่พระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปลงมาตรัสรู้ จึงจะมาจุติลงสู่โลกมนุษย์และจะได้เป็นพระอรหันต์ ด้วยอานิสงส์แห่งการฟังอุณหิสสะวิชะยะคาถา

ฟัง รายการ ในหลวงในดวงใจ Radio ตอน 20 ความสุข - โดย Thida Weangsamoot & Maliwan Pukka Keewiriyakul

ฟัง รายการ ในหลวงในดวงใจ Radio ตอน 20 ความสุข -  โดย Thida Weangsamoot & Maliwan Pukka Keewiriyakul

http://www.youtube.com/watch?v=vt7z-qVgIjI

ช่วงในหลวงในดวงใจ 20 ความสุข

ช่วง"ในหลวงในดวงใจ" ตอน20 (ความสุข) ในรายการวิทยุรักพ่อ  โดย ธิดา เวียงสมุทร (Thida Weangsamoot) และ มะลิวัลย์ กี้วิริยะกุล (Maliwan Pukka Keewiriyakul)
ฟังเเพลง  Smile , เรื่องเล่าในหลวง ทรงพระราชทานความสุขอันแท้จริงให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้โดยทั่วกัน, ค่ำแล้ว-ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี,สารคดี ๙ คำพ่อสอน ตอน  คนเราจะต้องรับ และ จะต้องให้ : อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ ผู้ตั้งกองทุนช่วยเด็ก ผู้แบ่งปันความสุขให้กับเด็กประถมผู้ยากไร?, ฟังเพลงครองแผ่นดินโดยธรรม,  เพลงบรรเลง Friday Night Rag, พระราชดำรัสปิดท้ายรายการ


ดูวิดีโอทั้งหมด http://www.youtube.com/playlist?list=PLVsD_y46lu19NJdvLk3XHzdc1DoPcoCE-





สร้างรายได้ ลดรายจ่ายด้วยโรงปุ๋ยชุมชน : 108 วันมหัศจรรย์พอเพียง ตอนที่ 96


ตอนที่ 96 : สร้างรายได้ ลดรายจ่ายด้วยโรงปุ๋ยชุมชน

ปุ๋ย หนึ่งในความจำเป็นของเกษตรกร เมื่อดินที่ผ่านการเพาะปลูกมาหลายปี หมดสิ้นอินทรียวัตถุ ชาวบ้านจึงถูกทำให้เชื่อว่า การใส่ปุ๋ยลงไปในดิน คือ ทางออกเดียวที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตให้เพียงพ?อ แต่แล้ว...ปุ๋ยนั่นเอง กลับทำให้เกษตรกลายเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นต?ัว ยากที่จะดิ้นหลุด เมื่อเหตุแห่งทุกข์ คือ การเกิดหนี้จากการกู้ยืมปุ๋ย ทางออกจากการหลุดพ้นห้วงแห่งปัญหานี้ ย่อมหนีไม่พ้นปุ๋ย ชุมชนบ้านยางตาเดียวมองเห็นทางออกจากปัญหา แต่พวกเขายังขาดจุดเริ่มต้น แต่เมื่อมีโครงการชุมชนพอเพียงเข้ามา ก็เหมือนกับมีหลักยึดให้เริ่มเดินหมุนกลับ?ออกจากมุมของปัญหา
http://www.youtube.com/watch?v=TZ0Ib3ZikDc

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สายฝน น้ำป่า กับสำนึกของมนุษย์

ทุกครั้งที่ฝนตก จะมีแต่ความชุ่มฉ่ำเย็นทุกครั้ง...
แต่ในยุคนี้ ที่ธรรมชาติ ป่าไม้ถูกบุกรุกทำลาย ฝนตกจะนำพาน้ำป่า เอ่อท่วม และทำความเสียหายให้กับบ้านเรือน ทรัพย์สินหลายอย่าง...

ไม่รู้เหมือนกันว่า มนุษย์จะต้องทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เพื่อผลกำไรไปอีกมากมายสักเท่าไร...

เพราะนั่นถือเป็นการทำลายตัวเอง ทำลายโลกที่ถือเป็นบ้านหลังใหญ่ที่พวกเราอยู่อาศัยกันมาอย่างยาวนาน..

ผลเสียที่เกิดขึ้นมันก็ย้อนกลับมา ทำลาย ทำร้ายพวกเรากันเอง..

มันคุ้มมั้ยละ กับผลประโยชน์ ผลกำไรเพียงไม่กี่ปี...

คนเราน่าจะสำเหนียกกันได้แล้วนะ ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ ...
แม่งจะทำลาย ทำร้ายธรรมชาติไปอีกนานแค่ไหน ถึงจะพอใจกันล่ะวะ...

วัวขาวหางดำ

วัวขาวหางดำ

วัวตัวหนึ่งมีสีขาวทั้งตัว แต่มีสีดำติดอยู่ตรงปลายหางนิดหนึ่ง ควายอีกตัวมีสีดำทั้งตัว ทั้งวัวและควายสองตัวนี้ ต่างก็อยู่ในคอกเดียวกันและเป็นเพื่อนรักกันมานาน วันหนึ่งควายพูดกับวัวว่า......
“นี่ วัวจ๋า ฉันมีเรื่องอยากบอกเธอมานานแล้วล่ะ แต่กลัวเธอจะว่าเอา”
วัวบอกควายว่า “มีอะไรหรือควาย เราเป็นเพื่อนกันนะ เพราะฉะนั้นพูดมาได้เลยจ๊ะ”
ควายจึงโล่งใจและพูดขึ้นว่า “นี่แน่ะวัว ตัวเธอน่ะมีสีขาวสวยงามมากจริงๆ นะ สวยกว่าวัวทุกตัวที่ฉันเคยเห็นเลยล่ะ เสียอยู่หน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง
“อะไรหรือ” วัวถาม
“ก็ปลายหางของเธอน่ะดำปี๋เลย ดูแล้วไม่สวย เธอไม่น่าจะมีสีดำตรงนั้นเลยนะ”
วัวบอกควายว่า “ก็จะให้ทำอย่างไรล่ะจ๊ะควาย สีดำตรงนั้นมันติดตัวฉันมาตั้งแต่เกิดแล้วนี่นา”
“ก็นั่นน่ะสิ ไม่รู้จะมีมาทำไมนะ ทำให้เธอเป็นวัวที่มีตำหนิ ไม่สวยเลยล่ะ”
ควายยังแสดงความคิดเห็นต่อ ส่วนวัวไม่ได้พูดอะไรอีก มันก้มลงเล็มหญ้า

หลังจากวันนั้น ควายก็ยกเอาเรื่องปลายหางสีดำของวัวขึ้นมาพูดทุกวัน
“สีดำตรงปลายหางเธอนี่ไม่สวยเลยนะ”
“ดูกี่ทีๆ ก็เหมือนมีรอยตำหนิล่ะ”
“ถ้าเธอไม่มีรอยดำตรงปลายหาง เธอต้องสวยกว่านี้แน่”
“สีดำนั้นดำมากเลยนะ เธอไม่น่ามีมันเลยล่ะ”

ในที่สุดวัวก็ทนไม่ไหว พูดกับควายว่า
“พอที ทำไมเธอต้องมามองแต่จุดดำของฉัน ไม่สังเกตบ้างหรือไงว่า เธอน่ะดำหมดทั้งตัวเลย”

คนเราหลายๆ คนก็มักมองเห็นแต่จุดดำ หรือข้อผิดพลาดของคนอื่นมากกว่าจุดดีๆ หรือสิ่งดีๆ ในตัวเขา ที่แย่กว่านั้น คนแบบนี้มักจะไม่ค่อยย้อนมองดูตัวเอง จึงไม่รู้ว่าตัวเองมีส่วนที่เป็นสีดำมากกว่า และแย่กว่าจุดดำเล็กๆ ที่คนอื่นมีเสียอีก ซึ่งไม่มีใครดีพร้อมหรอก ทุกคนต่างก็มีจุดบกพร่องและเรื่องไม่ดีเล็กๆ น้อยๆ แซมอยู่ในตัวเอง ไม่เว้นแม้แต่ตัวเรา ถ้าเขาเป็นคนดี การคบเขาก็เป็นเรื่องที่ถูกที่ควรแล้ว ส่วนข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ นั้น เมื่อสนิทชิดเชื้อพอที่จะเตือนกันได้ ก็ค่อยเตือนเขาให้ปรับปรุง ซึ่งถือเป็นหน้าที่หนึ่งของเพื่อนแท้

ดังนั้น อย่าเพิ่งประเมินใครในแง่ร้ายจนกว่าจะได้รู้จักคนๆ นั้นจริงๆ เพราะอาจจะเสียโอกาสที่จะได้รู้จักคนดีที่สุดในชีวิตไปเลยก็ได้ ซึ่งเราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า ในชีวิตของเรา จะมีโอกาสเจอคนดีๆ อย่างนั้นได้สักกี่ครั้งกันเชียว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

สังคมไทย “ชอบทำบุญแต่ไร้น้ำใจ"


สังคมไทย “ชอบทำบุญแต่ไร้น้ำใจ” เป็นพฤติกรรมที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่ชาวพุทธ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าคนไทยนับถือพุทธศาสนากันอย่างไรจึงมีพฤติกรรมแบบนี้กันมาก เหตุใดการนับถือพุทธศาสนาจึงไม่ช่วยให้คนไทยมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่ทุกข์ยาก การทำบุญไม่ช่วยให้คนไทยมีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นเลยหรือ
หากสังเกตจะพบว่าการทำบุญของคนไทยมักจะกระทำต่อสิ่งที่อยู่สูงกว่าตน เช่น พระภิกษุสงฆ์ วัดวาอาราม พระพุทธเจ้า เป็นต้น แต่กับสิ่งที่ถือว่าอยู่ต่ำกว่าตน เช่น คนยากจน หรือสัตว์น้อยใหญ่ เรากลับละเลยกันมาก - พระไพศาล วิสาโล

ดอกสัก...มีศักดิ์ศรีนะครับ...

ดอกสัก...มีศักดิ์ศรีนะครับ...
ในสวน ได้ปลูกไม้สักไว้ 50 ต้นพอดี เอาไืว้ให้ลูกหลานทำบ้านทำเรือนวันข้างหน้า ตามแนวคิดของปราชญ์ที่ให้ปลูกพืช5ชั้น..
ชั้นที่ 1. คือ ระดับชั้นใต้ดิน โดยจะปลูกพวกพืชหัว เพื่อเป็นอาหาร ได้แก่มันสำประหลัง มันเทศ
ชั้นที่ 2. คือชั้นระดับผิวดิน โดยจะปลูกพวกพืชผักสวนครัวเป็นหลัก เช่น ขิงข่า ตระไคร้ หอมเป (ชีฝรั่ง) สะระแหน่ บัวบก และพวกสมุนไพร เป็นต้น
ชั้นที่ 3. คือชั้นระดับต่ำ เป็นการใช้ประโยชน์จากต้นไม้ที่มีทรงพุ่มเตี้ย ได้แก่พวก ผักเม็ก ผักติ้ว มะกรูด มะนาว กระสัง กล้วย แก้วมังกรเป็นต้น
ชั้นที่ 4. คือชั้นระดับกลาง เป็นชั้นที่มีความสูงเป็นรองกลุ่มไม้ยืนต้น ได้แก่พวกไม้ผล เช่น ลำไย มะม่วง มะขาม ลิ้นจี่ เงาะ ไผ่ เป็นต้น
ชั้นที่ 5. คือชั้นสูงสุด อยู่ในอากาศ ในกลุ่มนี้จะปลูกไม้ใหญ่ ไม้ยืนต้นซึ่งเป็นไม้ติดแผ่นดิน ช่วยรักษาระบบนิเวศน์ อีกทั้งเป็นการออมเพื่ออนาคตสำหรับตนเอง และลูกหลานโดยในสวนจะปลูกต้นยางนา สะแบง ประดู่ สัก กฤษณา เป็นหลักครับ

แมงมุมในสวน...

 แมงมุมในสวน...
แมงมุมเวลาอยู่บนตาข่ายใยตนเอง เอาหัวขึ้น หรือ ลง ? (ตอนถ่ายภาพก็จำไม่ได้ว่าแมงมุมเอาหัวขึ้นหรือลง 555......)
ความน่าสนใจของเส้นใยแมงมุมอยู่ที่คุณสมบัติทางกลที่ทั้งเหนียวและแข็งแรง ใยบางแบบสามารถยืดออกได้ 2 ถึง 3 เท่าโดยที่ยังไม่ขาด ขณะที่เส้นใยบางแบบมีความแข็งแรงกว่าเส้นใยเหล็กที่มีน้ำหนักเท่ากันถึง 5 เท่า และเกือบแข็งแรงเท่ากับเส้นใยเคฟลาร์ที่เป็นเส้นใยที่แข็งแรงที่สุดที่มนุษย์ผลิตได้ แต่เหนียวกว่าและมีความยืดหยุ่นดีกว่าเคฟล่าร์ นอกจากนี้กระบวนการผลิตเส้นใยของแมงมุมก็เป็นวิธีที่ดีกว่าการผลิตเส้นใยของมนุษย์อย่างเทียบกันไม่ได้ เพราะเป็นวิธีที่ไม่สร้างมลภาวะ เนื่องจากใช้น้ำเป็นองค์ประกอบหลัก มีสมบัติที่หลากหลาย แข็งแรงและเหนียวอย่างน่าทึ่ง ซึ่งเชื่อว่าบรรพบุรุษของแมงมุมได้เคยสร้างรังอยู่ตามฝั่งริมน้ำ มันจึงใช้วิธีปั่นใยขึ้นมาบุรังของมันเพื่อทำให้รังแข็งแรง
บรรพบุรุษของแมงมุมใช้วิธีขับฉีดสารโปรตีนออกจากร่างกายง และโปรตีนที่ว่านั้นคือใยแมงมุมนั้นเอง......
ตามปกติใยแมงมุมจะมีขนาดและรูปทรงต่างๆ กัน ในบางครั้งเราจะเห็นแมงมุมกินใยของมันเองทั้งนี้ก็เพื่อบริโภคน้ำที่ติดอยู่ตามใย และจริงๆ แล้วใยก็คืออาหารประเภทโปรตีนสำหรับร่างกายมัน.....
อ่านเพิ่มที่ http://www.isan.clubs.chula.ac.th/insect_sara/index.php?transaction=insect_1.php&id_m=17863

กระบวนการล้างพิษทางอารมณ์ มีหลายขั้นตอนให้ชิมลาง....

@ล้างตะกอนใจ.......
กระบวนการล้างพิษทางอารมณ์ มีหลายขั้นตอนให้ชิมลาง....
ขั้นที่ 1 Emotion Detox Exercise เรียนรู้สมาธิกับการเคลื่อนไหวทางร่างกาย โดยการเฝ้ามอง สังเกต จดจ่ออยู่กับร่างกาย จังหวะการเต้นของหัวใจ ฟังหัวใจของตัวเองจากเบาสุดสู่การเต้นเร็วสุด ฝึกการตัดและหยุดความคิด ใช้สมองเพื่อเฝ้ามองเพียงอย่างเดียวคือ การเต้นของหัวใจ
ขั้นที่ 2 Basic of Emotion Detox เปิดประตูจิตใต้สำนึก ฝึกสร้างพลังงาน ขับเคลื่อนพลังงานมาชำระล้าง ตะกอนแห่งอารมณ์จากการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย ปลดปล่อยอารมณ์บนพื้นฐานของอารมณ์ความรู้สึก ผ่านการขยับร่างกาย ร่ายรำ กระโดด พูดออกเสียงในภาษาที่ไม่เข้าใจ กรีดร้อง ฝึกปลดปล่อยอารมณ์
ขั้นที่ 3 Emotion Detox ขั้นตอนนี้จะพาดำดิ่งไปสู่จิตใต้สำนึก โดยกระบวนการนั่งหมุน สร้างพลังหมุนวน การเหนี่ยวนำกระแสลมปราณล้างพิษ ใช้การกระทบของประสาทสัมผัส ใช้ความรู้สึกจดจ่อเสียงเพลงเป็นสื่อของการได้ยิน
เนื่องจากพลังจากการหมุนที่แรง ทำให้เกิดลมปราณไหลสู่ร่างกายมนุษย์อย่างสมดุลตามธรรมชาติ แรงเหวี่ยงที่เร็วและแรง ทำให้เราหลุดจากสภาวะอารมณ์ต่างๆ เกิดความว่างตามธรรมชาติ ด้วยหลักการนี้ทำให้จิตเป็นอิสระจากกายและใจ ไม่เป็นทาสของอารมณ์ต่างๆ
ขั้นที่ 4 Emotion Detox Deep Release อารมณ์ต่างๆ ที่เรากักไว้ในอดีตจะระบายออกมา ทั้งอาการร้องไห้ หัวเราะ โกรธ อาเจียน รำพึงรำพัน พักผ่อน เต้นรำ

.

Waiting....