วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

» รู้ทัน...กลไกการปกป้องตัวเอง




ระยะห่างระหว่างชีวิตในเมืองใหญ่ ผู้คนมากหน้าหลายตาอยู่ใกล้กัน เพียงชั่วประตูห้อง แต่ละห้องขังใครบางคนไว้อย่างโดดเดี่ยว

...เพียงแค่แผ่นพาร์ทิชั่น ก็ขังแต่ละคนไว้ในคอกของการทำงาน

...แม้เพียงยืนเคียงแทบหัวไหล่ชนกัน แต่ช่องว่างเพียงไม่กี่นิ้ว ก็ขังงานในหน้าที่ที่วิ่งมาบนสายพานในโรงงาน อย่างที่ไม่อนุญาตให้ใครคนนั้น ได้มีคนข้าง ๆ เป็นเพื่อน

...ถนนหนทาง ช่องว่างเพียงน้อยนิด ก็ขังแต่ละคนไว้ในรถยนต์ส่วนตัวอย่างมิดชิด

...บนพาหนะสาธารณะอย่างรถเมล์ รถไฟฟ้า ยิ่งหนักหนากว่า ใครหลายคนอยู่ชิดติดกัน มีเพียงเนื้อผ้าบางเบาที่กั้นกันไว้ หรืออาจจะเบียดชิดจนเนื้อหนังสัมผัสกัน ก็เป็นได้

การอยู่ร่วมหลอมหลวมของผู้คน ทำให้เราบอกไม่ได้ชัดถึงความใกล้-ไกลกัน... ที่ใกล้อาจห่างไกลในความสัมพันธ์ที่ไกลห่าง

บางทีกลับรู้สึกใกล้ชิด ด้วยโฉมหน้าใหม่ของการสื่อสาร ที่เปิดให้ใครต่อใครเข้ามาล่วงรู้ความเป็นส่วนตัวทุกกระเบียดนิ้ว แต่ไม่แน่ใจว่านั่นคือความใกล้ชิดหรือไม่

:::::::::::::::::::

ความใกล้-ไกล ระหว่างมนุษย์ทุกคน มีผลทั้งต่อสัมพันธภาพ และจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดเรา ควรใกล้ชิด หรือห่างเหิน วางระยะกับคนรอบตัวเราสักแค่ไหนดี

เชื่อหรือไม่ว่า ทุกชีวิตล้วนมีระยะห่างระหว่างชีวิตที่ตัวเองจะรู้สึกปลอดภัย และปลอดโปร่งด้วยกันทั้งนั้น

- มนุษย์เราอนุญาตหรือยอมให้เฉพาะคนในครอบครัว สัตว์เลี้ยง เพื่อนสนิท คนรัก เข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับเราได้ถึง 45 เซ็นติเมตร หรือระยะน้อยกว่านั้น...ถือเป็นระยะประชิด หรือเอื้อมมือไปถึงเลยก็ว่าได้ จึงต้องเป็นคนที่ไว้วางใจ

- ส่วนถ้าเป็นแค่คนรู้จัก เพื่อนที่ยังไม่สนิท มนุษย์เราก็จะยอมให้เข้าใกล้ได้ ในระยะ 1.5 เมตร ถึง 45 เซ็นติเมตร จะเห็นว่า นี่คือระยะที่คนปกติจะทักทายกัน จับมือ สวัสดี หรือโค้งคำนับ

- สำหรับการติดต่อกันอย่างค่อนข้างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นการประชุม เจรจาธุรกิจ สัมภาษณ์งาน เราก็จะมีระยะให้คนที่เราต้องติดต่อด้วย เข้าใกล้ได้ในช่วง 1.5 เมตร ถึง 3.7 เมตร ฉะนั้นในวงประชุมที่ต้องนั่งกันน้อยกว่าระยะ 1.5 เมตร ก็จะรู้สึกอึดอัดได้

- สุดท้าย ระยะห่างตั้งแต่ 3.7 เมตร ขึ้นไป เป็นระยะสำหรับการปรากฎตัวในที่สาธารณะไม่ว่าจะเป็นการพูดในที่สาธารณะ บรรยาย แถลงข่าว

::::::::::::::::::

นี่เป็นหมุดหมาย ระยะใกล้ – ไกล ที่เขามีการศึกษากันว่า มนุษย์เรามีระยะห่างระหว่างตัวเรากับคนอื่นแค่ไหน ในทางกายภาพ เพื่อปกป้องตัวเองจากคนอื่น

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความซับซ้อนของมนุษย์ ทำให้เรามี`กลไกลปกป้องตัวเอง´มากมายอย่างนึกไม่ถึง

นักจิตวิทยาศึกษาการทำงานของสมอง ส่วนที่เรียกว่า “ลิมบิก” (Limbic) สมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก จะมีการสั่งการที่เป็นการกลไกลการปกป้องตัวเอง และแสดงออกมาด้วยการใช้ท่าทางอย่างที่เราเอง ก็ไม่ทันได้รู้ตัว

Ex 1 : เมื่อคุยกับคนแปลกหน้าที่เรายังไม่ไว้วางใจนัก จะมีการยกมือขึ้น อาจจะอยู่ในท่ากอดอก หรือถือสิ่งของอย่างแก้วเครื่องดื่ม ไว้บริเวณอก หรือถือเอกสารหนังสือ ไว้ในระดับอก

ท่าทางเช่นนี้จะทำให้เรารู้สึกปลอดภัยขึ้น มีท่อนแขนหรือสิ่งของคอยกำบัง

Ex 2 : ระหว่างที่นั่งสนทนาพูดคุยอยู่กับใคร หากมีเรื่องที่เราไม่สบายใจในสิ่งที่กำลังได้ยิน เราจะปิดเปลือกตาลงช้า ๆ หรือยกมือขึ้นลูบ หรือสัมผัสตัวเองส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย อาจจะเป็นมือ แขน

นั่นเป็นการแสดงออกถึงการปลอบโยนตัวเอง ในสิ่งที่กำลังไม่สบายใจ หรือไม่ต้องการรับรู้ในสิ่งที่กำลังได้ยิน

::::::::::::::::::

นี่เป็นอีกหนึ่งกลไกลทางธรรมชาติในการปกป้องตัวเองทางกายภาพ ที่ละเอียดอ่อน จนเราไม่รู้สึกตัว แต่มนุษย์เราก็ยังมีความพยายามในการปกป้องตัวเองในแบบอื่นอีก

มีการวิจัยว่า ในวงประชุม ยิ่งประชุมไอคิว ไอเดีย ในการคิดสร้างสรรค์งาน อาจหดหาย นั่นเป็นเพราะในที่ประชุมหลาย ๆ แห่ง กลายเป็นเวทีสำแดงตัวตน ต่างคนต่างนำเสนอความคิดเห็น ที่เอาตัวเองเข้าไปผูกโยง

หากความคิดอ่าน ถูกปฏิเสธ ก็จะรู้สึกว่า ตัวตนของตัวเองถูกปฏิเสธไปด้วย

การประชุมติดตามงาน ก็ยิ่งต้อง`ปกป้องตัวเอง´มากขึ้น ด้วยการยกเหตุปัจจัยต่าง ๆ นานา ที่เป็นเหตุให้งานไม่เป็นไปตามแผน

การที่ผู้คนเผชิญหน้ากันในวงประชุม จึงอาจเป็นทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันทางความรู้สึกได้

น้อยครั้ง ที่จะเห็นว่า การพบปะกันในที่ประชุม จะเป็นการสร้างบรรยากาศ ความรู้สึกแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ ยอมรับ เคารพในกันและกันอย่างแท้จริง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ต่างคนได้แสดงตัวตน และยอมรับความอ่อนด้อย ผิดพลาด จุดอ่อนของกันและกัน

หากว่า...การประชุมยังไม่สามารถดำเนินไปบนวิถีทางแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ ยอมรับกันและกัน และฟังกันอย่างลึกซึ้ง การประชุมก็อาจทำให้กระบวนการทำงานถดถอย

คนจำนวนไม่น้อย จึงรู้สึกว่า การประชุมทำให้เสียเวลา ไม่เกิดประโยชน์ และน่าเบื่อ
ไม่ว่าจะเป็นการประชุม การติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างบุคคล

::::::::::::::::

• บทสรุป

การที่มนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับใครสักคน เป็นสิ่งที่ทำให้กลไกลทางธรรมชาติในโหมดปกป้องตัวเองตื่นตัว และพร้อมจะทำหน้าที่

หากเราไม่ทันรู้สึกตัว ก็อาจทำให้กลไกลปกป้องตัวเอง ทำงานมากเกินไป จนอาจกลายเป็นการข่มขู่ คุกคาม ผู้อื่นอย่างลืมตัว อาจจะแค่ท่าที ท่าทางเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงคำพูด และอาจจะเป็นการกระทำบางอย่าง

ความขัดแย้งอึดอัดขัดใจระหว่างกัน... บางทีเกิดจากการที่เราปล่อยให้กลไกลปกป้องตัวเองทำงานมากเกินไปก็เป็นได้

ไม่มีอะไรจะแก้ไขได้ดีเท่ากับการมี`สติ´ คอยตรวจสอบการรู้ตัวของตัวเองอยู่เสมอ ๆ ยิ่งการรู้ตัวได้ละเอียดเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เรารู้ทัน รู้กระทั่งว่า คำพูดของใครบางคน ที่ไม่เห็นด้วยกับเรา ทำให้เราสั่นไหว สั่นคลอนความเชื่อมั่น

แค่รู้ให้ทัน ก็จะหยุดความคิดปรุงแต่งที่จะทับถมตัวเอง หรือคิดหาทางตอบโต้ด้วยการพูด หรือกระทำบางอย่างเพื่อปกป้องตัวเอง

แค่รู้สึกในใจ “อ๋อ ! นี่ฉันกำลังหวั่นไหว หวาดหวั่น ที่เขาไม่เห็นด้วยกันฉันสินะ”

นี่คือการรู้ทันตัวเองแล้ว และอดยิ้มให้ตัวเองไม่ได้ว่า นี่ไงเราพอมี`สติ´ รู้ทันความรู้สึกตัวเองบ้างแล้ว

ในขณะที่มี`สติ´ รู้ทันความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ก็อาจจะนำไปสู่การเห็นใจ และเข้าใจกลไกการปกป้องตัวเองของคนอื่นที่เราสัมพันธ์ด้วยก็ได้

และนี่จะนำมาซึ่งการลดความขัดแย้ง ไม่ว่าเราจะมีระยะห่างระหว่างกันมากน้อยแค่ไหนก็ตาม

::::::::::::::::::

Credit : นงลักษณ์ สุขใจเจริญกิจ | คอลัมน์บทความพุทธิกา

ถ้ารู้สึกว่าตัวเอง ทำอะไรแล้วมักหยุดกลางคันก่อนจะสำเร็จ


ถ้ารู้สึกว่าตัวเอง ทำอะไรแล้วมักหยุดกลางคันก่อนจะสำเร็จ หรือได้เงินมา แล้วมักทำให้เงินหมดไป ให้สำรวจว่า ในใจของเราติดค้างอะไร อนุญาตให้ตัวเองสร้างชีวิตที่มั่นคง และมีความสุข เพื่อคนที่เรารักและตัวเราเอง

ปัจจุบันเป็นผลของสิ่งที่เราคิดและทำในอดีต อยากเปลี่ยนอนาคต เปลี่ยนสิ่งที่เราคิดและทำในปัจจุบัน
จะเอาคืนใครให้เริ่มที่เอาชีวิตตัวเองคืนมา



εїз︷‧:(¯`v´¯)︷‧:✿
Thk U K.#เข็มทิศชีวิต ฐิตินาถ ณ พัทลุง

5 อุปนิสัยของคน IQ > 160 พวกนี้


5 อุปนิสัยของคน IQ > 160 พวกนี้ (อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, บิลล์ เกตส์, โทมัส เอดิสัน, เบนจามิน แฟรงคลิน, บีโธเฟน)

1. มีเป้าหมาย - ถ้าไม่ตั้งเป้าหมายแล้วเมื่อไหร่จะรู้ว่าสำเร็จ ดังนั้น คุณมีเป้าหมายอะไร..อย่าแค่คิดในใจ..เขียนมันออกมา..แล้วป่าวประกาศให้ทุกคนรู้

2. มีความมุ่งมั่น - ล้มเหลวแค่ไหนก็ไม่ล้มเลิก เสาะหาทุกวิธีที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

3. เป็นนักอ่าน - การอ่านหนังสือที่หลากหลายเยอะๆ นอกจา...กทำให้เรามีหูตากว้างไกลแล้ว ยังจะช่วยให้เรามีสมาธิ และเป็นคนที่คิดวิเคราะห์ได้หลากหลายแง่มุมอีกด้วย

4. มีวินัยในตนเอง - แน่หละ การที่จะประสบความสำเร็จมันไม่ง่าย กิจกรรมที่จะต้องทำเพื่อการนั้นก็คงไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่ และการจะทำมันได้อย่างต่อเนื่องนั้น ถ้าขาดวินัยนั้นไซร้ ก็คงยากที่จะคงสภาพความมุ่งมั่นนั้นไปตลอดได้

5. เป็นคนรู้คิด - รู้ว่าเรารู้/ไม่รู้อะไร มีจุดดี/ข้อเสียอย่างไร แล้วปรับกระบวนความคิดและการกระทำให้ใช้จุดดี/แก้จุดอ่อนของตัวเองเป็น (ยกตัวอย่างแบบชาวบ้านก็คือ ถ้ารู้ตัวว่าตัวเองกินเหล้าแล้วชอบทำเรื่องเสียหาย ก็หลีกเลี่ยงไม่กินเหล้าเสียตั้งแต่แรก เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม)

ที่มา อ.ธนกร สอนการตลาดออนไลน์

ฟังรายการวิทยุรักพ่อ ตอนที่ 115 รักพ่อ รักในหลวง โดย กลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ - เทิดทูนเหนือหัว



รายการรักพ่อ115 เทิดทูนเหนือหัว

พบกับสารคดีพระเมตตาดั่งสายธาร ตอน คืนชีวิตสู่สายน้ำ, ดอกไม้แห่งอันดามัน, 4 คำถามกับดีเจปลาพยูน, ช่วงทำไมเรารักพระเจ้าอยู่หัว,

http://www.youtube.com/watch?v=yedXBtEdVCk


มาแล้วครับรายการรักพ่อ ช่วยสายต่อ ให้ระบือ ส่งสื่อสาร
เหมือนคนที่มีจิตร่วมกัน ร่วมปกป้องสถาบัน ให้มั่นคง
ช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ขอนำท่านผู้ฟังเข้าสู่รายการรักพ่อ

รายการวิทยุดีๆที่ตั้งใจทำในแนวจิตอาสา
ผู้ดำเนินรายการ : สุเวศน์ ภู่ระหงษ์
ทีมงาน ห้องบันทึกเสียง สิงหา ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี
- กลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ

15 อย่างที่ต้องจำ ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ




1. จำความสำเร็จเดิมๆ - มันเป็นเชื้อเพลิงแห่งแรงจูงใจที่คุณจะฮึดต่อ (โดยเฉพาะในยามท้อถอย)

2. จำไว้ว่าต้องวางแผนล่วงหน้า - เพื่อปูทางสะดวก และสามารถรับมือกับอุปสรรค
...
3. จำว่าต้องทำในสิ่งที่เรารัก - เมื่อไหร่เราทำสิ่งที่เรารัก สิ่งนั้นจะไม่ใช่งานหรือภาระอีกต่อไป คุณจะมีพลังเหลือล้น

4. อย่าลืมว่าคุณอาจผิดพลาดบ้าง - ไม่มีใครไม่เคยล้มเหลวมาก่อน ยกเว้นว่าคุณอยู่เฉยๆ และไม่มีเป้าหมาย/ลงมือทำอะไรสักนิด

5. จำความผิดพลาดครั้งก่อนๆ - จำเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่จำเพื่อแค่ช้ำใจ

6. อย่าลืมเตรียมตัวสำหรับกรณีร้ายๆ - ระลึกไว้ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ ประเมินว่าจุดเลวร้ายสุดๆ ระหว่างทางสู่ความสำเร็จอาจมีอะไรบ้าง จะได้เตรียมตัวป้องกัน/แก้ไขได้ทันท่วงที

7. จำไว้ว่าเวลาไม่คอยใคร - ควรใช้เวลาอันมีค่าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

8. อย่าลืมตั้งเป้าหมาย - ต้องเป็นเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม 'วัดได้' และ 'ไม่ไกลเกินเอื้อม' ถ้าเป้าหมายใหญ่ ให้แตกเป็นเป้าหมายเล็กๆ ระยะสั้น

9. จำไว้ว่าต้องมีวินัยในตัวเอง - อย่าปล่อยให้ความสุขระยะสั้นมาบั่นทอนความสำเร็จไปทีละนิด

10. จำไว้ว่าทุกทางเลือกมีความเสี่ยง - ไม่มีขาวกับดำ ส่วนใหญ่เทาๆ ให้ประเมินความเสี่ยงของทุกทางเลือกอย่างรอบคอบ

11. มีเป้าหมายแล้วอย่าลืมวัดความคืบหน้าไปตลอดทาง - ไม่งั้นจะรู้ได้ไงว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว

12. จำไว้ว่าต้องสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ - ไม่ว่าจะเป็นการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น การไหว้วาน การสั่งงาน การฝึกสอน นี่เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้ที่ประสบความสำเร็จ

13. จำไว้เลยว่า 'คุณต้องเชื่อในตัวเอง' - ถ้ายังไม่เชื่อมั่นในตัวเองแล้วใครจะเชื่อ

14. อย่าลืมว่าเราต้องปรับตัวอยู่เสมอ - สิ่งแวดล้อม สถานการณ์ และเงื่อนไขภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ คนที่ปรับตัวได้ดีเท่านั้นจึงจะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดล้มเหลวระหว่างทางได้

15. อย่าลืมขอความช่วยเหลือคนอื่นบ้าง - ไม่มีใครเก่งมาแต่เกิด อย่ากลัวที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ มันเป็นทางลัด
ที่มา อ.ธนกร สอนการตลาดออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557

3 บทเรียน ที่ สตีฟ จ็อบส์ สอนคุณได้

3 บทเรียน ที่ สตีฟ จ็อบส์ สอนคุณได้

1. คาดหวังกับตัวเองและคนอื่นๆ ให้มากเข้าไว้
เราเคยได้ยินเรื่องสตีฟดุด่าพนักงาน แต่ประเด็นก็คือ สตีฟใส่ใจกับเนื้องานมากๆ เขาต้องการสิ่งที่ดีที่สุดจากทีมงานและตัวเขาเอง ถ้าใครไม่สนใจล่ะก็ สตีฟก็ไม่อยากได้ทำงานด้วย นั่นเป็นสาเหตุให้มีแต่คนเก่งๆ ทำงานกับเขา เพราะมีแต่คนเก่งเท่านั้นที่จะใส่ใจรายละเอียดทุกประการ

2. ทำงานกับคนเก่งๆ
มีคำพูดบอกไว้ว่า ถ้าคุณเก่งแค่ระดับ "B" คุณจะจ้างคนระดับ "C" เพราะไม่อยากให้ใครฉลาดกว่า แต่ถ้าคุณอยู่ระดับ "A" คุณจะจ้างคน "A+" เพราะคุณต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แม้ตอนที่สตีฟออกจากแอปเปิ้ล มูลค่าหุ้นของบริษัทก็ยังไม่ร่วง นั่นเป็นเพราะสตีฟจ้างทีมบริหารเก่งๆ เอาไว้นั่นเอง

3. คิดให้เหนือกว่าทุกคน เคยมีคำกล่าวว่า
ถ้าคุณอยากจะขายของ คุณต้องรู้ว่าลูกค้าอยากได้อะไร แต่สตีฟบอกว่า ลูกค้าไม่รู้หรอกว่าตัวเองอยากได้อะไร ยิ่งถ้าเป็นของที่พวกเขาไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จักมาก่อน สตีฟพิสูจน์ข้อนี้แล้วกับ iPad ที่คนทั่วโลกต้องตะลึง "พวกเราใช้ชีวิตกันมาก่อนหน้านี้โดยไม่มี iPad ได้ยังไงเนี่ย" และกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท

ที่มา www.sanook.com

กฎของเวลา...

กฎของเวลา...

กฎของกระจก คือการสะท้อนกลับมา … แต่กฎของเวลา คือการไม่ย้อนกลับไป

เวลา ไม่เคยพูดอะไรกับเรา แต่ กลับให้อะไรเรา ได้มากกว่าคำพูด

เวลา…ไม่ได้ทำให้เรา รักกันมากขึ้น แต่เวลา…ทำให้เรารู้ ว่าเรารักกันหรือเปล่า

เวลา ไม่อาจจะรักษาทุกสิ่ง.. แต่การยอมรับความจริงจะรักษาทุกอย่าง

อย่ามัวเสียดายเวลา...แต่ให้เสียดายน้ำตาตัวเองบ้าง

อย่ามอง “ความจริงใจ” เพียงผ่านตา แต่ให้ “เรียนรู้” ด้วย เวลา..ที่ผ่านไป

อย่าบอกว่า ไม่ได้ตั้งใจ เพราะการ นอกใจมันต้องใช้ เวลา

อย่ามีชีวิตเหมือน เข็มนาฬิกา ถึงจะเดินไปข้างหน้า แต่ก็วนกลับมาที่เดิม

ทุกคนมีเวลาเท่ากัน อยู่ที่จะใช้มันอย่างไร

คนที่บอกว่าไม่มีเวลา คือคนที่ใช้เวลาไปกับบางสิ่งแล้ว

9 วิธี ฟิตสมองและความจำ



รู้หรือไม่ การใช้ชีวิตแบบเดิม ทำกิจกรรมซ้ำเดิมอยู่ทุกวัน ทำให้ใช้เพียงแค่ประสาทส่วนเดิม ส่งผลให้ลดทอนประสิทธิภาพของเซลล์ประสาทส่วนอื่น จนเป็นเหตุให้เกิดภาวะสมองเสื่อมในวัยชราได้
เรามีเทคนิคจาก ศาสตราจารย์ลอเรนซ์ ซีแคทซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา ชาวอเมริกัน ที่มีแนวคิดการบริหารสมองแบบ "นิวโรบิกเอ็กเซอร์ไซส์" โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ให้ไปกระตุ้นกล้ามเนื้อสมองหลาย ๆ ส่วนให้ขยับและตื่นตัวจากการทำกิจกรรมใหม่ ๆ อยู่เสมอ
ไปดูกันเลยว่าเทคนิคที่ ศ.ลอเรนซ์แนะนำ มีอะไรบ้าง
1. รับรสสัมผัสใหม่ ๆ หลับตาอาบน้ำเปิดฝักบัว ปรับตามความแรงหรืออุณหภูมิของน้ำโดยใช้ประสาทสัมผัสความรู้สึก หลับตาเลือกชุดที่จะใส่ การฝึกใช้มือและนิ้วในการแยกความแตกต่างของผิวสัมผัสของสิ่งของ วิธีเหล่านี้จะช่วยให้สมองสร้างและขยายเครือข่ายของเซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสได้ดี
2. เปลี่ยนชนิดของอาหารในแต่ละวันและแต่ละมื้อ กลิ่นและรสชาติของอาหารที่แปลกจากเดิม เช่น อาหารอินเดีย ญี่ปุ่น เวียดนาม ฝรั่งเศส จะทำให้สมองรู้สึกเหมือนไปท่องเที่ยวในสถานที่แปลกใหม่นั้นด้วย หรือเปลี่ยนเมนูอาหารที่ทานเป็นประจำทุกวัน หรือลงมือทำอาหารเอง ก็จะช่วยประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งหลากหลาย ไม่จำเจ
3. เปลี่ยนความถนัดส่วนตัว ฝึกใช้มือข้างที่ไม่ถนัดมากิจกรรมต่าง ๆ ดูบ้าง เช่น ปกติเขียนหนังสือมือขวา ก็เปลี่ยนเป็นมือซ้ายบ้าง เพื่อเป็นการกระตุ้นสมองอีกด้านให้ทำงานมากขึ้น
4. ทำกิจกรรมใหม่ ๆ ทุกวันไม่ให้ซ้ำแบบเดิม เช่น เปลี่ยนลำดับการทำกิจกรรมในแต่ละวัน เช่น ถ้าปกติอาบน้ำก่อนกินข้าวเช้า ก็ให้เปลี่ยนเป็นกินข้าวก่อน แล้วค่อยไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ ฟังรายการวิทยุ ดูทีวี หรืออ่านหนังสือที่ปกติไม่อ่าน จะช่วยให้สมองสามารถทำงานได้อย่างสร้างสรรค์ จุดประกายความคิดใหม่ ๆ ได้
5. มีเซ็กซ์ ออกกำลังสมอง ใครคิดว่าเซ็กซ์เป็นเรื่องของกามารมณ์แต่เพียงอย่างเดียว ขณะมีเซ็กซ์ ประสาทสัมผัสทุกส่วนในร่างกายจะถูกกระตุ้นในวงจรสมอง รวมทั้งวงจรที่รับรู้เรื่องอารมณ์ด้วย

6. เปลี่ยนเส้นทางใหม่ ๆ เช่น เดินไปในที่ไม่เคยเดิน หรือเดินทางที่ ๆ ไม่เคยไป อาจเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน จะช่วยให้สมองของคุณได้คิดและมีโอกาสพบกับสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา
7. เสริมความจำด้วยกลิ่น ขณะอ่านหนังสือหรือพูดโทรศัพท์ ให้สูดดมน้ำมันหอมระเหย เช่น กลิ่นมินต์ หรือกลิ่นมะนาว จะช่วยกระตุ้นสมองให้จดจำรายละเอียดได้ดียิ่งขึ้น
8. เพลินกับเสียงสุนทรีย์ อ่านหนังสือแบบออกเสียงให้เพื่อนหรือคนใกล้ชิดฟังแล้วสลับบทบาทกัน ลองเป็นผู้ฟังบ้าง เพราะขณะอ่านออกเสียงร่างกายจะใช้วงจรในสมองคนละส่วนกับวงจรที่ใช้ขณะอ่านในใจ นั่นคือ การอ่านออกเสียง สมองทั้งซ้ายและขวาจะกระตุ้นสมองชั้นนอกซีรีเบลลัมจะทำงานไปพร้อมกัน ขณะที่อ่านในใจจะกระตุ้นสมองชั้นนอกซีกซ้ายเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ส่วนการฟัง สมองชั้นนอกจะได้รับการกระตุ้นทั้งซีกซ้ายและขวา
9. ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เช่น จัดบ้าน จัดสวน เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ พบปะผู้คนใหม่ ๆ สมองซีกซ้ายจะพัฒนาด้านความคิดสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนี้ในแต่ละวันเรายังสามารถออกกำลังสมองได้ด้วยการคิดเลขคำนวณแบบง่าย ๆ คะเนระยะทาง เล่นหมากรุก หมากล้อม สแครบเบิลต่าง ๆ เกมโซดูกุ ต่อจิ๊กซอว์ เกมเสริมทักษะความคิดเหล่านี้ จะกระตุ้นให้สมองทำงานและมีการพัฒนาตลอดเวลา ลดภาวะการเกิดอัลไซเมอร์หรือโรคความจำเสื่อมในวัยสูงอายุได้
แค่นี้ ไม่ว่าจะคิดอะไร ก็จะมีไอเดียใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ

คนที่ความคิดว่าทรมานเด็กก็มี

คนที่ความคิดว่าทรมานเด็กก็มี คนที่คิดว่าสาธุพระท่านสอนเด็กได้ดีมากเลยก็มี ขนาดสัปหงกยังใช้ความอดทนนั่งอยู่ เด็กทั่วไปจะไม่ทำอย่างนั้น เด็กทั่วไปร้องไห้แล้วไม่นั่นแล้ว เจ้ากรสัปหงกแต่ยังอดทนนั่งต่อไป เราฝึกเขามาแบบนี้แล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไร สวยงามไหม?
เพราะฉะนั้นการมองว่าเป็นการทรมานๆ คนส่วนมากที่อาจเป็นการทรมาน ก็พากันตามใจลูก แล้วเป็นอย่างไงเดี๋ยวนี้ลูกติดยา ลูกติดเกม ทีนี้ถูกลูกทรมานบ้างแล้ว ฉะนั้น อาจารย์ทรมานตั้งแต่เด็กๆ ดีกว่าที่จะต้องทรมานตอนโต
/.....ท่านอาจารย์อำนวย จิตตสังวโร วัดป่ามณีกาญจน์

.

Waiting....