เครียด...วุ้ย!

เครียด...วุ้ย!

ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งป้อนอาหารให้ภรรยาสาวสวยที่นอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ใจกลางกรุงเทพ ใบหน้าสวยของภรรยามองหน้าสามีด้วยอาการที่นิ่งเฉยตาแป๋ว เพราะไม่สามารถขยับตัวได้ เนื่องจากเป็นอัมพาตที่มาจากการสำ ลักอาหาร แล้วเศษอาหารไปติดหลอดลม จนสมองขาดออกซิเจน แล้วก็มานอนเป็นผักปลาอยู่ตรงนั้น ชายผู้สามีแสดงสีหน้าเบื่อโลกเสียเต็มประดาในขณะป้อนอาหารอยู่

พี่วิด ข้าราชการวัยเกษียณ ที่อยู่กับบ้านทำงานผ่านอินเตอร์เน็ท และต้องง่วนกับหมาสิบสองตัวที่เลี้ยงไว้ รักแสนรักราวกับลูก ใช้เวลากับหมาทั้งสิบสองตัวไม่น้อยในแต่ละวัน แต่ทุกวันประมาณตีสี่จะได้ยินเสียงคนข้างบ้านด่ากัน หยาบคายด้วยคำพูดเหมือนปล่อยสัตว์ออกจากปากเป็นอยู่ประจำ จนพี่วิดต้องเรียกเธอคนนนั้นว่าผู้อำนวยการสวนสัตว์

บ๊อบ หนุ่มน้อยวัยยี่สิบสามปีทำงานฝ่ายจัดซื้อของบริษัทคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่ง ที่ต้องปรับตัวอย่างมากกับงานที่เป็นจริงเป็นจังงานแรกในชีวิต และรู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัยกับงานที่ทำและเสี่ยง เพราะอาจมีเรื่องผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียที่เขาไม่รู้
แต่ถ้าเขามีสติ เขาจะรู้ว่าอะไรเป็นหน้าที่ของเขา และทำงานของเขาให้ตรงกับหน้าที่เท่านั้นเอง เพียงแต่ต้องคอยระวังความเผลอเรอของตัวเอง แทนที่จะนึกถึงแต่การลาออกจากงานที่เพิ่งทำได้ไม่กี่สัปดาห์ และไม่มีประสบการณ์อื่นที่จะหางานใหม่ที่ดีกว่านี้ทำได้

ส้ม สาวธนาคารที่หมกมุ่นกับงานมาก รับโทรศัพท์มือถือจากลูกค้าแทบทั้งวัน จนรับไม่ไหว เปลี่ยนเป็นมาใช้บลูทูธแทนก็แล้ว แต่ก็ยังมีปัญหา เพราะชอบกดสวิทซ์วางสายระหว่างคุยกับลูกค้าอย่างไม่รู้ตัวและเผลอไปบ่อยๆ เธอโกรธจนตบหน้าตัวเองต่อหน้าสามี จนทำให้เขาอึ้ง

ชัย อดีตหนุ่มธนาคารที่เกษียณตนเองก่อนอายุ เพราะเบื่องาน แล้วก็หันมาหมกมุ่นกับตัวเอง มัวแต่มองย้อนอดีตที่รุ่งเรืองของตน จนไม่สามารถเหลียวกลับมาเผชิญหน้ากับปัจจุบัน หลบหน้าหลบตาผู้คน แทนที่จะหางานใหม่ทำ จนเลยวัยที่จะหางานได้ แล้วมาก็นั่งสูบบุหรี่เป็นงานอดิเรก ประคับประคองชีวิตกับเงินที่เหลืออยู่ก้อนสุดท้ายอย่างกระเหม็ด กระแหม่ นอกจากกนั้นก็ไม่รู้ว่าเขาเหลืออะไร

โกวิทหนุ่มกลางคนวัยห้าสิบ ทำงานทางด้านการเงิน จนก่อร่างสร้างตัวได้เป็นปึกแผ่น ชอบออกไปตีกอล์ฟกับเพื่อนๆ จนสุดท้ายก็ออกลูกออกหลานมีแค๊ดดี้หรือผู้ช่วยในสนามเป็นกิ๊กสาว กำลังม่วนชื่นกับสาวคราวลูก แต่ก็กลัวเมียจับได้อย่างวิตกและหวาดระแวง

โก๋เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันของโกวิท ผู้ที่ตัดใจจากแค๊ดดี้กิ๊กสาววัยสามสิบสอง เพราะเกรงว่าครอบครัวจะแตกแยก และเกือบแตกแหกเป็นชิ้นจริงๆเพราะกิ๊กสาวไปแสดงตัวถึงบ้านโก๋ ดีแต่ภรรยาของเขารักและให้อภัย บ้านก็เลยไม่ร้าวหรือร้าง แต่ทุกวันนนี้โก๋ก็ยังพร่ำเพ้อรำพันถึงกิ๊กสาวที่ไปมีผัวใหม่และค้ายาเสพติดอย่างอาลัยอาวรณ์ จนเพื่อนฝูงที่ไม่เข้าใจในเสน่หาของเขา อยากจะให้สักป้าบ ดีแต่ว่าโก๋เริ่มหันหน้าสนใจในธรรมะเพื่อให้คลายความคิดถึงกิ๊กสาวอย่างยากเย็น แต่เขาก็ยังพร่ำบ่นว่าอีกนานกว่าเขาจะเบื่อหน่ายคลายกำหนัด

ปี๊ดชายกลางคนที่ใช้ชีวิตโดยธรรม สมถะประหยัด อยู่กับภรรยาคู่ทุกข์จนแก่เฒ่า ด้วยที่มีภรรยาเป็นผู้มีรายได้เป็นหลักในครอบครัว การใช้จ่ายและส่งลูกสองตนเรียนหนังสือจนจบจึงเป็นภาระของฝ่ายหลังเป็นส่วนใหญ่ ในวัยเหนื่อยที่ไกลจากวัยหนุ่ม เริ่มมีเสียงกระทบกระทั่งกันหนักขึ้น แต่สุดท้ายก็รอมชอมกันได้ เพราะความเข้าใจกันที่เป็นทุนเดิม อย่างไรก็ตามเสียงกระทบก็ยังลอยลมมาให้ได้ยินบ้างนานๆครั้ง

นิดหญิงสาวที่เรียกร้องพร่ำหาแต่ความต้องการของตัวเอง ทุกเรื่องทุกราวจะพูดถึงตัวเองเป็นบรรทัดฐาว่าอยากจะได้อะไรอย่างไม่รู้ตัว
ในการใช้ชีวิร่วมกับใครก็ตาม เธอไม่เคยสนใจว่าผู้ที่เกี่ยวข้องรู้สึกเช่นใด ราวกับตัวเองเป็นศูนย์กลางของ จักรวาล แม้พระอาทิตย์พระจันทร์ยังต้องชิดหลบลับขอบฟ้าให้ คนที่อยู่ดนเดียวท่ามกลางผู้คนล้อมรอบจะทำเช่นใดดี

ตามหาแก่นธรรมตอนนี้ ผมขอยกตัวอย่างชีวิตที่ขาดธรรมเป็นที่พึ่งส่วนหนึ่งมาเล่าให้ฟัง เพื่อเป็นสะเก็ดชีวิตสำหรับผู้มีฝุ่นละอองเข้าตาให้รู้จักการเดินทางของชีวิตให้คุ้มค่าที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ที่มีชีวิตมิได้ยาวนานนักเลย แต่ทุกคนชอบจะลืมความจริงข้อนี้ไป มัวแต่จมปรักเรื่องราวของตนเองและผู้อื่น จนขาดความใส่ใจที่จะรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ และแก้ไขในสิ่งผิด มันมีเวลากันไม่มากนักหรอกครับ ที่จะหายใจรดทิ้ง แล้วบ่นว่าเครียดวุ้ย

ก่อนจะถึงเวลานอนตากลับ ลองพิจารณาดูสิครับ ว่าสุดท้ายจะเหลืออะไร เหมือนควันบุหรี่ที่บางคนเหม็นแสบจมูก เหมือนน้ำหอมที่ผู้คนรดร่ำบนตัวแล้วเดินผ่านไป สุดท้ายมันก็จางหายไปเป็นไปตามกฎอนิจจลักษณะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

ธรรมะสวัสดี

ตุ๋ย

อคติ

อคติ

dungtrin



อคติเป็นอาการที่จิตเอียงข้างกะเท่เร่
มองไม่เห็นคนอย่างที่เขาเป็น
แต่เห็นเขาอย่างที่เราคิด
และถ้ามองอะไรด้วยอคติ
คุณก็แทบไม่มีทางพูดถึงสิ่งนั้นด้วยเหตุผล

อคติมีรากหรือที่ยืนเป็นรักเกินไป
เกลียดเกินไป ไม่รู้แล้วอยากแสดงว่ารู้
หรือกลัวจนขลาดเกินกว่าจะแสดงออก
ความคิดและคำพูดที่ยืนพื้นอยู่บนอะไรที่ "เกินไป" เหล่านี้
นับเป็นอคติได้ทั้งสิ้น

ทุกคนรู้ว่าอคติเป็นสิ่งไม่ดี
แต่ขณะเดียวกันก็อดมีไม่ได้
เนื่องจากอคติเปรียบเสมือนเงาดำติดตัวมาแต่ไหนแต่ไร
จะให้สลัดทิ้ง หรือสั่งตัวเองว่าจงอย่าเกิดอคติอีกเลย
ก็คงเป็นไปไม่ได้
เอาแค่วิธีตีค่าใครให้ตรงตามที่เขาเป็น
เราก็บวกลบคูณหารตามความชอบใจส่วนตัวเข้าไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว

และความจริงประจำโลกนี้ก็ตลกดีครับ
มนุษย์รักที่จะตัดสินคนอื่นด้วยอคติ
แต่เอาเป็นเอาตายเรียกร้องให้คนอื่นตัดสินตนด้วยความเป็นธรรม
นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาช้านาน และจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปไม่สิ้นสุด

เมื่อเกิดอคติ คุณไม่มีทางหยุดคิดทันที
แต่มีทาง "รู้สึกถึงเงาดำของอคติ" ได้ทันใด
เมื่อรู้สึกได้ถึงเงาดำ ก็จะเห็นว่าดำมากหรือดำน้อย
เวลาผ่านไปก็จะรู้สึกว่ามันไม่มากไม่น้อยเท่าเดิม
นั่นแหละ จะค่อยคลายคืนความรู้สึกยึดมั่นในอคติเสียได้

พอจับได้ไล่ทัน
เห็นบทบาททางความคิดอันเป็นเงามืด
อันเกิดจากความรักมากไป เกลียดมากไป
ไม่รู้มากไป ตลอดจนกลัวมากไป
จิตคืนสู่ความเป็นกลางอย่างมีเหตุผล
รับฟังทุกสิ่งด้วยใจปลอดโปร่ง
อคติก็หายไปเกินครึ่งหรือทั้งหมดได้จริงๆครับ

ดังตฤณ
สิงหาคม ๕๔

สิ่งที่จะพลิกโฉมความจริงในสมมุติสัจจะ ก็คือ

สิ่งที่จะพลิกโฉมความจริงในสมมุติสัจจะ ก็คือ

การรู้ตัว การรู้ตัวเป็นการรู้ที่แท้จริง รู้ความจริงแท้ในโลก รู้ความจริงในอริยสัจจะคือ ทุกข์ ที่มาแห่งทุกข์ สภาวะแห่งการพ้นทุกข์ และหนทางแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์ ที่องค์พระบรมครูของเราคือพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ผู้ที่ทรงตรัสรู้เองในพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ และทรงมาโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายเช่นเรา ความจริงอันประณีตที่ทรงตรัสรู้ยากนักที่จะหามหาบุรุษใดในโลกทำได้ เพราะทรงบำเพ็ญบารมีมานานแสนนาน...
สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสล้วนเป็นสัจจะหรือความจริงแท้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะโดยสมมุติสัจจะ เพื่อให้เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายหรือเทวดาทั้งปวงได้อยู่กันอย่างศานติธรรม ในสมมุติสัจจะ และวิมุตตีสัจจะหรือปรมัตถ์สัจจะ เพื่อให้เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย เทวดาทั้งปวงได้บรรลุธรรมกันอย่างศานติหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

ห้องเรียนที่ชื่อว่า "โลก"

ห้องเรียนที่ชื่อว่า "โลก"



ขอบคุณ...ความคิด
ที่ช่วยให้เราได้ใช้อวัยวะที่ชื่อ "สมอง" บ่อยๆ
แม้บาง ครั้ง...ที่ความคิดจะมีมากเกินไปจน "ล้น"
แต่หลาย ครั้ง...ที่เราหยุดทำ เรื่องไร้สาระได้
ก็เพราะสิ่งๆ นี้ห้ามเอาไว้

ขอบคุณ...ความฝัน
ที่ช่วย ทำ ให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นมา
เพราะเราอยากเห็นมันกลายเป็นความจริง
และ บางครั้งอีกเหมือนกันที่มันก็สอนให้เราเข้าใจด้วยว่า
"ความฝัน" บางอย่าง เป็นได้แค่ "ความฝัน"
เปลี่ยนเป็นความจริงไม่ได้

ขอบคุณ...ความจริง
ที่ทำให้รู้สึกได้ว่า
ตัวเองยังยืนอยู่บนโลก

ขอบคุณ...ความทุกข์
ที่บอกอะไรเราได้อย่าง ตรงไปตรงมา
ไม่เหมือนกับ...ความสุข
ที่บางทีก็ทำให้ เราหลงเพลิดเพลินจนลืมพิจารณาตัวเอง

ขอบคุณ...ความรัก
ที่ทำให้จิตใจเราอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง
รู้จักการให้ และ เสียสละ
แม้ว่าความรักในระหว่างคน สองคนนั้น
จะต้องมีคนหนึ่งที่รักมากกว่า...อยู่เสมอ...

ขอบคุณ...ความหลง
ที่บอกให้ เรารู้ว่า
ยังมีอีกคำที่คนชอบเข้าใจผิด
ว่าเป็น...ความรัก

ขอบคุณ...ความแตกต่าง
ที่ทำให้โลกนี้สวยงาม และไม่น่าเบื่อ
การยอมรับความแตกต่างของเรากับคนอื่น
จะ ทำให้ประตู ของมิตรภาพ...เปิดออกตลอดเวลา

โลก...คือห้องเรียนห้อง ใหญ่ที่สุด เท่าที่ฉันได้เคยเรียนมา
และเป็นที่แห่งเดียวก็ว่าได้ที่คน เรียนกับคน ให้คะแนนคือคนๆ เดียวกัน
...นั่นคือ ตัวเราเอง...

ทุกวิชาที่ได้เรียน ไม่มีวิชาไหนที่ผ่านไปง่ายๆ
แต่ก็ไม่มีวิชาไหนที่ยาก เกินกว่าจะเรียนรู้

นี่คือบางสิ่งที่ฉันได้มาจากห้องเรียน...ห้อง นี้
และอยากจะเอ่ยคำว่า...

ข้อคิดจากเรื่ิองของใจ

ข้อคิดจากเรื่ิองของใจ

๑.เส้นเลือดเล็กหรือใหญ่มันสำคัญเหมือนกันหมดแหละ ลองตีบหรือแตกสักเส้นสองเส้นสิ เรื่องใหญ่จะตามมาเป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาตปากเบี้ยวแล้วจะเข้าใจ บุญเล็กบาปเล็กบุญใหญ่บาปใหญ่ก็เช่นกัน ลองทำดูสิ จะรู้ผลไม่นาน เหมือนเส้นเลือดนี่ ไม่ต่างกันเลย หมั่นดูแลไม่ทำบาป บำเพ็ญบุญ แล้วเส้นเลือดจะแข็งแรง สบาย (พี่เกษม)
๒.คนที่ไม่เคยหิว หรือคนที่ไม่เคยอิ่ม ใครว่าไม่ทุกข์หรือทุกข์แตกต่างกัน (สะมะชัยโย)

Fwd: ตามหาแก่นธรรม 94 เรื่องของใจ
Thammasatu ธรรมะสาธุ เวบดีดีมีธรรมะ

มาดูวิธีกินแต่พออิ่ม ช่วยให้อ่อนวัยกันค่ะ

มาดูวิธีกินแต่พออิ่ม ช่วยให้อ่อนวัยกันค่ะ

1 . ตักอาหารที่คิดว่ากินแล้วอิ่มพอดีไว้ในจาน เพื่อควบคุมปริมาณการกินของตนเอง

2. เคี้ยวอาหารช้าๆ หากกินเร็ว กว่าจะรู้ตัวก็แน่นท้องเสียแล้ว

3. สังเกตความอิ่มของตนเองก่อนตักอาหารเพิ่ม

4. ควรวางแผนการกินอาหารทุกครั้งก่อนไปงานเลี้ยง โดยเฉพาะอาหารบุฟเฟต์


5. ท่องคาถาระงับความหิวไว้ว่า “กินเพื่ออยู่ (นานๆ) ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน (เยอะๆ)”

กินแต่พออิ่มและอย่าลืมเลือกอาหารที่มีประโยชน์ด้วยนะคะ



**ขอบคุณที่มา ... ชีวจิต และภาพในอินเตอร์เน็ต

************************************************************

" กินเพื่ออยู่ ไม่อยู่เพื่อกิน " ดีที่สุดเนาะ จะได้อยู่มีอายุ อยู่กินได้นานๆ เรียกว่า.." กินอย่างพอเพียง " ดีที่สุดเนาะ..

มื้อที่ควรเป็นมื้อที่หนักสุด ได้อ่านเจอมาจากคุณหมอ คุณหมอบอกว่า มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของคนเราที่ร่างกายต้องการ..ขอให้กินให้มากหน่อย..พอมามื้อกลางวันก็ให้กินพอกลางๆ พอแล้ว..พอตกมื้อเย็น หากเปลี่ยนจากข้าวมาเป็นซุปข้น ผัก ผลไม้ จะดีที่สุด เพราะร่างกายคนเราต้องการพัก ไม่ต้องใช้พลังงานทำอะไรแล้ว กินมากเกินไปกะเพาะก็จะต้องทำงานหนัก ทั้งต้องย่อยต้องส่งสารอาหารไปตามอวัยวะต่างๆของร่างกายอีก..

ขอแถมให้อีกนิดหนึ่ง..คุณหมอบอกว่า กินแต่ล่ะมื้อเอาแค่พอเพียงพอ..ในช่วงว่างๆ อาจชั่วโมง หรือสองชั่วโมง..กินอาหารเสริมจำพวกผลไม้ ถั่ว ธัญพืช ขนมที่ไม่มีรสหวาน อาจเป็นคุ้กกี้ธัญพืช หรือเครื่องดื่มผลไม้ก็ได้ นับว่าดีค่อยๆจิบ ค่อยๆเคี้ยว..จะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายเราขยับตัวได้ง่าย ไม่อ่อนเพลียเกินไป..

อ้อ..คุณหมอให้จิบน้ำใสสะอาดบ่อยๆก็ดี..หรือหากใครเป็นตะคริว แสดงว่าร่างกายของเราต้องการน้ำ ในขณะเป็นตะคริว คุณหมอให้ดื่มน้ำ ดื่มจิบๆสักอึก สองอึก ค่อยๆจิบ ตะคริวก็จะคลายตัว ทำให้เราหายได้..นิสจะใช้วิธีที่ได้คำแนะนำมาจากคุณหมอแบบนี้บ่อยๆ ด้วยอยู่ๆตะคริวจะเป็นตรงใต้ลิ้นปี่..ขวดน้ำดื่มต้องมีอยู่ใกล้ๆมือไว้เลย พอเป็นตะคริว ก็หยิบขวดน้ำมาจิบๆ ที่ล่ะอึกสองอึก ตะคริวจะคลายตัวเองได้จริงๆ ทำให้เราไม่ต้องเกร็งตัว..

สรุป..กินมากรู้สึกแน่นท้อง นั่นแหละทำให้แก่เร็ว..แต่ค่อยๆกินค่อยๆเคี้ยว รู้สึกอิ่มๆ..ก็วางช้อนก่อน..อีกสัก 2 ชั่วโมงก็ค่อยกินใหม่ นั่นแหละจะทำให้ตัวเลขอายุไปข้างหน้า..แต่หน้าตาย้อนกลับไปเป็นเด็กได้ใหม่..อิอิ

สมถะยานิกที่เจริญสมถะกรรมฐานที่นิยมกินลมเป็นอาหารวิเศษจะรู้ได้ดีว่า

สมถะยานิกที่เจริญสมถะกรรมฐานที่นิยมกินลมเป็นอาหารวิเศษจะรู้ได้ดีว่า

สมถะยานิกที่เจริญสมถะกรรมฐานที่นิยมกินลมเป็นอาหารวิเศษจะรู้ได้ดีว่าลมหายใจมันมีค่าและด้อยค่า หากมันวิ่งเข้าวิ่งออกมันก็มีค่ารักษาชีวิต หากมันวิ่งเข้าแล้วไม่ออกหรือวิ่งออกแล้วไม่เข้า มันหมดค่าอย่างสิ้นเชิง เพราะชีวิตที่ประกอบด้วยลมหายใจในกายนี้มันแสดงเช่นนั้น
ความจริงอันพิสุทธิ์ก็คือการพิจารณาลมแล้วรู้ว่าสักแต่ว่าธาตุลม ธาตุดิน ธาตุน้ำ และธาติไฟมาประชุมกันเป็นกายนี้และมีผู้รู้หรือใจที่เป็นส่วนประกอบมาดำรงอินทรีย์นี้ไว้
การเจริญกรรมฐานทั้งปวงก็เพื่อให้เราตระหนักรู้ถึงความจริงในสมมุติสัจจะและวิมุตติสัจจะ เพื่อเข้าสูพุทธภาวะแห่งการหยั่งรู้ที่เรียกว่าวิสังขารหรือไม่ปรุงแต่งทั้งปวง
ท่านผู้อ่านที่รัก ผู้ที่เป็นครูของผู้เขียน ที่ได้แสดงความรัก ความชอบ ความเกลียด ความชัง ร่วมทุกข์และสุขกันมานานแสนนาน ทั้งภพนี้และภพก่อนหน้านี้ ผู้ที่เคยแสนฉลาดและโง่เขลา หากท่านหยั่งรู้ถึงตัวผู้รู้ สมมุติที่อมทุกข์ก็จะกลายเป็นวิมุตติที่คลายทุกข์และหลุดพ้นทันที แค่พลิกหลังมือมาเป็นหน้ามือ โดยการพลิกฝ่ามืออย่างมีสติสัมปชัญญะเท่านั้นเอง เอวัง

ของขวัญที่แท้จริง สำหรับตัวเองและให้ผู้อื่น

ของขวัญที่แท้จริง สำหรับตัวเองและให้ผู้อื่น



“รอยยิ้มเย็นเย็นเป็นตัวอย่าง
สรรสร้างไมตรีดีนักหนา
รอยยิ้มเย็นเย็นเป็นตัวยา
รักษาโรคจิตถอนพิษใจ
ไม่ต้องเรียนหรอกหนาภาษายิ้ม
เพียงทำใจให้อิ่มก็ยิ้มได้
จะซื้อหารอยยิ้มให้อิ่มใจ
ซื้อเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มต้องยิ้มเอง”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันซึ่งเป็นปัญหาใกล้ตัว ที่ทุกวงการพูดถึงอย่างกว้างขวาง ก็คือผลกระทบ อันเนื่องมาจาก “ภาวะโลกร้อน”

เคยถามคนฟังว่า “โยม วิธีการแก้ไขภาวะโลกร้อน ทำอย่างไร?”

หลายคนตอบมาเยอะมาก บางคนก็บอกว่าอย่าตัดต้นไม้ บางคนก็บอกว่าให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ บางคนก็บอกว่าให้ช่วยกันลดใช้พลังงาน

แต่วันนั้นมีเด็กที่มาฟังอยู่ด้วย ตอบน่ารักมากว่า “ใช้แป้งตรางู” เพราะถ้าตัวเราเย็น เราก็ไม่ต้องเปิดแอร์

ความไร้เดียงสาของเด็กทำให้เกิดเสียงหัวเราะ และรอยยิ้มของผู้ที่ได้ฟัง

การยิ้มก็ถือว่าเป็นของขวัญอีกอย่างหนึ่ง เป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้กับตนเองโดยที่ไม่ต้องลงทุน และอาวุธที่ดีที่สุดก็คือ “รอยยิ้ม”

ยิ้มด้วยความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ ตื่นนอนตอนเช้าในทุกๆวัน สิ่งที่เราควรทำกันก็คือ “การยิ้มให้กับตัวเราเอง” ที่หน้ากระจก และบอกกับตัวเองว่า “วันนี้ต้องดีกว่าเมื่อวาน” ก็จะทำให้เป็นเช้าที่สดใส

พูดถึงของขวัญที่แท้จริงอีกสิ่งหนึ่ง

ของขวัญที่เราจะมอบให้แก่กันได้โดยง่าย คือ การรู้จักฟังในการพูดคุย แต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยยอมฟัง ได้แต่พูด ปัญหาความวุ่นวายทั้งหลาย ในปัจจุบันที่เกิดขึ้นก็เพราะ เราไม่ยอมฟังกัน

“ถ้าจะฟังต้องเงียบก่อน ถ้าไม่เงียบก็ฟังกันไม่รู้เรื่อง”

คำว่า Silent ในภาษาอังกฤษแปลว่า “เงียบ” ถ้าเราลองเอาตัวอักษรมาสลับกัน ก็จะได้เป็น Listen ที่แปลว่า“ฟัง”

คนโบราณบอกว่า “ทำบุญก่อนกิน สมาทานศีลก่อนออกจากบ้าน ล้างจิตวิญญาณ แล้วสมาทานศีลก่อนนอนอีกครั้ง”

นี่คือการให้ของขวัญแก่ตนเอง พอให้ของขวัญแก่ตนเองแล้ว ก็อย่าลืมทำตนเองให้เป็นของขวัญ แก่คนรอบข้างด้วย

วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เกิดวิตกกังวล ท้อแท้ สะพรึงกลัว และเศร้าสลดใจกับข่าวที่เกิดขึ้น เช่น เหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด น้ำท่วมทางภาคใต้ แผ่นดินไหวที่ภาคเหนือ หนาวจัดที่ภาคกลาง

ที่ควรคำนึงก็คือ “มีปัญหาอย่าท้อแท้ หนทางแก้มีเสมอ จงใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาชีวิต อย่าใช้อารมณ์แก้ไขปัญหาชีวิต ทุกปัญหามีทางออก”

ดังนั้น การมอบของขวัญที่แท้จริง คือ การมอบรอยยิ้มให้แก่ตนเอง ให้แก่ผู้อื่น รู้จักฟังผู้อื่น ไม่เบียดเบียน ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่นนั่นเอง

ข้อคิดจากการบรรยาย “ของขวัญที่แท้จริง” โดยพระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณฺโณ ในโครงการ “เรายกวัดมา ไว้ที่เซเว่นฯ” โครงการปฏิบัติธรรมนำสมัย ของ บมจ. ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งจัดทุกวันศุกร์ เวลา 11.30-13.25 น. ชั้น 11 ซีพี ทาวเวอร์

(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 130 กันยายน 2554 โดย พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณฺโณ วัดบางปลากด จ.นครนายก)

ขี้ลืม

ขี้ลืม




ตามหาแก่นธรรมตอนนี้ ผู้เขียนจะเขียนในหัวข้อว่า"ขี้ลืม"ข้างต้น พอดีเจอบทความที่หัวข้อสอดคล้องกันและน่าอ่านก็เลยคัดลอกมาให้อ่านกันด้านล่างตรงหมายเหตุ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านกันตามสมควรนะคะ
เรื่องลืมนี้มีหลายประเด็นชวนให้คิดเหมือนกัน เช่นบางคนอยากลืมดันไม่ลืม บางคนไม่อยากลืมดันลืม
บางคนก็แกล้งลืมเพราะจำไม่ได้ว่าไปรับปากอะไรใครไว้บ้าง ขืนทำเป็นจำได้ก็จะต้องมาตามชดใช้กันอีกมาก ก็เลยลืมมันเสียอย่างนั้นแหละ ไม่ได้ลืมเพราะ ขาดสมาธิในการฟัง ที่เรียกว่าฟังหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่ได้ลืมเพราะป่วยและมีอาการไม่สบาย เครียด กังวลกับการเจ็บป่วย หรือเป็นโรคทางสมอง อุบัติเหตุ และ...แก่เพราะอยู่นาน

หากลืมบ่อยๆก็ใส่คำว่าขี้เข้าไปข้างหน้าแล้วอ่านว่าขี้ลืม การลืมอาจจะเป็นการลืมชั่วครั้งชั่วคราวแล้วจำขึ้นมาได้ หรืออาจจะเป็นเรื่องที่ลืมจนจำไม่ได้เลยก็มี เพราะเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว ตามกฎอนิจจลักษณะ หรือไม่เที่ยง เกิดขี้น ตั้งอยู่ ดับไป
มีหลายๆคน( ส่วนน้อย )ที่ลืมอดีตชาติที่ขวนขวายกันมากที่อยากจะรู้ว่าในอดีตชาติตัวเองเป็นใครเป็นมาอย่างไร เพียงแต่ลืมสนใจว่าอดีตในชาตินี้ตน เองทำดีหรือทำชั่วอะไรมาบ้าง
บางคนเสาะแสวงหาแต่อดีตในชาติก่อนจนบ้านช่องแตกกระเจิงก็มี เพราะทิ้งลูกทิ้งเมีย จนหนีหายกันไปหมด
เรื่องอดีตชาติเป็นเรื่องที่ไม่มีสาระสำหรับปัจจุบันเลย แต่พอเปิดหัวข้อคุยกันเรื่องเหล่านี้ผู้คนมักจะนั่งเม้าท์กันตรึม
จนมีคนหลายคนเอาอดีตชาติมาอ้างว่าเเคยกิดเป็นเจ้าคนนายคนในสมัยก่อน เอามาหากินกับคนโง่กว่าและที่หลอกได้ ก็มีไม่น้อย
เพราะมักจะอ้างเรื่องกรรมที่ตนสามารถแก้ให้คนอื่นได้ มาเป็นหัวข้อล้วงเงินในกระเป๋าผู้อื่น ที่น่าแปลกก็คือหลอกเอาเงินได้สำเร็จเป็นส่วนใหญ่ของคนที่ ถูกหลอก
การอ้างอดีตชาติที่ทุกคนจำไม่ได้เป็นเรื่องพ้นวิสัยที่จะรู้ นอก จากพระพุทธองค์ แต่ก็ยังมีผู้คนงมงายกันทั่วโลกที่อยากรู้เรื่องราวในอดีตชาติของตน จากที่เราได้ยินได้ฟังข่าวสารจากนานาประเทศ
แม้กระทั่งมีการตรวจสอบเรื่องคนระลึกชาติที่มีที่อยู่เป็นตัวเป็นตนหรือเป็นหลักฐานของคนทั่วโลกมากมาย ที่ตามตรวจสอบและค้นหาความจริงกันได้ชนิดจับต้นมาชนปลายกัน แล้วสรุปเป็นเอกสารรายงานทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมาอีกด้วย
เรื่องระลึกชาตินี้ ถ้าดูจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมีหลักฐานนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าการเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีจริง ไม่ได้ตายแล้วดับสูญไปไหนในวัฎสงสาร และสอดคล้องกับเรื่องกรรมที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้
การลืมกับการจำได้หมายรู้หรือสัญญา เป็นธรรมะฝ่ายตรงกันข้ามกัน
บางคนลืมแม้กระทั่งการขี้หรือการถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา จนท้องผูกและเป็นปัญหาในเวลาต่อมา นอกจากจะลืมการขี้ที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังลืมกองขี้อีกหลายกองนับแต่ขี้เกียจ ขี้อิจฉา ขี้โอ่ ขี้อวด ขี้โกง ขี้หึง ขี้ระแวงฯลฯ ล้วแต่นนำทุกข์มาให้ทั้งสิ้น
ลืมแม้กระทั่งชีวิตที่เกิดมาจากดิน น้ำ ลมไฟ มาประชุมกับใจจนเป็นกายและใจหรือชีวิตนี้ ลืมแม้กระทั่งใจเป็นนายกายเป็นบ่าว จึงมัวแต่ใช้กายนี้เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อให้ตนได้เสพวัตถุเท่านั้น
สุดท้ายก็จมบนกองทุกข์และหาทางออกไม่ได้มีแต่อบายภูมิที่แปลว่าที่ๆหาความเจริญไม่ได้ตั้งแต่ เดรัจฉาน นรก เปรต และอสูรกายภูมิเป็นที่เกิด
ลืมแม้กระทั่งร่างกายเที่ปรียบดั่งกองขี้ กองคูถและกองมูตร ตั้งแต่ผมสวยก็มีขี้รังแค ตาสวยก็มีขึ้ตา หูสวยก็มีขี้หู จมูกสวยก็มีขี้มูก ฟันสวยก็มีขี้ฟัน ร่างกายสวยงามก็เต็มไปด้วยขี้ไคล ขี้และเชื้อโรคมากมายซึ่งอยู่ในร่างกายเดียวกันกับที่ชวนให้ผู้คนหลงใหลและเพ้อหา
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลืมแล้วนำมาให้เกิดทุกข์ทั้งสิ้น เพราะไม่รู้ความจริงแท้ของชีวิต และการลืมในขี้ต่างๆดังกล่าวข้างต้น ที่ตนเองเป็นผู้ยึดมั่นถือมั่นในกายและใจนี้รวมทั้งขี้นั้นเป็นของตน
และเพื่อที่จะหาทางออกจากการเป็นผู้ขี้ลืมความเจริงแท้โปรด......อย่าลืม ( ว.วชิรเมธี )

.

Waiting....
 

Design in CSS by TemplateWorld and sponsored by SmashingMagazine
Blogger Template created by Deluxe Templates