วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

อยู่ตรงกลาง ดูนอก ดูใน ไม่เข้าไม่ออก

อยู่ตรงกลาง ดูนอก ดูใน ไม่เข้าไม่ออก

สมัยเด็กหลวงพ่อเคยไปกับโยมแม่ไปปลูกแตง ปลูกถั่ว เวลาฝนตกใหม่ๆ
เวลาโยมแม่เอาเมล็ดแตงเมล็ดถั่วปลูกโยนลงไป
โยมแม่จะพูดออกไปว่า

“คนกินเป็นบุญ นกกินเป็นทาน นกกินเป็นทาน คนกินเป็นบุญ”

มันทำให้เราสบายใจดี เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป
เราก็จะคิดไปว่ามันจะได้ผล จะขาดทุน จะกำไร จะเสียหายอย่างไร
ตรงนี้มันสิ้นเปลืองพลังงานไปเปล่าๆ

บางทีก็นับวันเวลาไปเรื่อย
ลักษณะนี้แสดงว่ายังเป็นผู้ไม่รู้

แต่บางคนก็เป็นผู้รู้ไปแล้ว
เข้าไปง่ายๆ ถลำเข้าไปในความคิด ไปปรุงแต่ง
ตัวสังขารไปปฏิบัติธรรม ตัวหลงมันปฏิบัติธรรม
ปฏิบัติอยู่ก็ยังหลงอยู่ รู้แล้วไม่รู้แล้ว

อยู่กับความรู้ อยู่กับความไม่รู้
อยู่กับความผิด อยู่กับความถูก
ถ้าเข้าไปอยู่มันจะเห็นได้อย่างไร มันก็เลยอยู่ในถ้ำ

หลวงปู่เทียนท่านสอนพวกเรา สมัยที่หลวงพ่อปฏิบัติใหม่ๆ
หลวงปู่เทียนท่านให้เข้าไปในกุฏิของท่าน

แล้วบอกว่า

“เอ้า ปิดประตู ปิดประตู”

หลวงพ่อก็ปิดประตู หลวงปู่เทียนก็ถามว่า

“เห็นข้างนอกไหม”

ท่านก็ตอบว่า

“ไม่เห็นครับ”

หลวงปู่เทียนก็ถามอีกว่า

“ถ้าไม่เห็นแล้ว จะทำอย่างไรจึงจะเห็น”

นั่นก็คือ ต้องเปิดประตูนั่นเอง
นี่แสดงให้เห็นว่า อย่าพยายามเข้าไปอยู่

อย่าไปเอา อย่าไปเป็น เป็นผู้ผิด เป็นผู้ถูก เป็นผู้ได้ เป็นผู้ไม่ได้
ถ้าอย่างนั้นมันก็เหมือนมีม่านมาขวางกั้น
มันไม่ตรง มันไม่เปิดออก มันไม่เปิดเผย

ว่าด้วยเรื่องกรรม การกระทำให้กำหนดรู้ ต้องรู้สึกตลอดเวลา
ไม่ว่าจะพลิกมือขึ้นหรือยกมือขึ้นต้องรู้

เวลามีคนมาปฏิบัติธรรมหลวงพ่อจะให้เขากำหนดเช่นนี้ ราว ๓๐ นาที
ต่อจากนั้นก็จะพาเขาเดิน เดินก้าวไปให้รู้
เขาก้าวไปที่ใด หลวงพ่อก็จะเอามือเคาะแขนเขาให้เขารู้ว่า
ความรู้สึกว่า “รู้” มันเป็นแบบนี้

จากนั้นเมื่อเดินอีกสัก ๓๐ นาที ก็เรียกเขามานั่ง
ให้เขายกมือสร้างจังหวะอีก เขาได้สัมผัสกับความรู้สึก
ให้ตัวสัมผัสอยู่กับสติอยู่กับกาย ก็ถามเขาว่า

เมื่อกี้คุณมีสติอยู่กับกาย จิตใจของคุณคิดไปทางอื่นบ้างไหม

ในหมู่พุทธบริษัท จุดอื่นมันไม่บกพร่องกันหรอก
มันมักจะบกพร่องกันในจุดนี้
พุทธศาสนาเกิดขึ้นตรงนี้
พระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ ก็เกิดขึ้นตรงนี้
ตรงนี้เป็นที่เกิดของพุทธภาวะ คือ ภาวะที่รู้

แม้แต่ที่หลวงพ่อพูดอยู่เดี๋ยวนี้
ก็ไม่ใช่ฟังแล้วจำ แต่ให้ฟังแล้วทำ ฟังแล้วกระทำ
ทำอยู่ในกายในใจของเรา สัมผัสอยู่กับตัวเรา

พอหลวงพ่อพูดถึงสติ เราก็รู้ รู้อยู่กับการได้ยิน
สิ่งที่หลวงพ่อพูดก็มีอยู่กับเรา อยู่กับตัวเรา
คล้ายกับว่ายิ่งหลวงพ่อพูด เราก็ยิ่งเห็นตัวเรา
เห็นอะไรเห็นในสิ่งที่หลวงพ่อพูด
เช่นความรู้สึก เราก็มีความรู้สึก อยู่เฉยๆ ก็มีความรู้สึก

ถ้าเราชำนาญอาจจะไม่ต้องยกมือเคลื่อนไหวก็ได้
นั่งอยู่เฉยๆก็มีความรู้สึก กระพริบตาก็รู้สึกได้
หายใจก็รู้สึกได้ ตัวรู้ที่มาที่ไป
รู้การกระพริบตาก็เป็นความรู้สึก

สติตัวรู้ที่ไปรู้ลมหายใจ ก็เป็นความรู้สึก คือสติ
ความรู้ที่กระดิกนิ้วมือ ก็เป็นความรู้สึก คือสติ
อยู่เฉยๆ ก็เป็นสติ อยู่ที่ไหนก็เป็นสติ
แม้แต่อยู่เฉยๆ นั่งเฉยๆ ก็เป็นความรู้สึกตัว


หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ
วัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ

ความตายอันประณีต

ความตายอันประณีต

คำว่า"แน่" มีสักกี่คนที่จะไม่ชอบคำๆนี้ แต่............คำว่า"ไม่แน่"นี่สิชอบแต่พูดๆกัน
แล้วจะมีสักกี่คนชอบจริงๆกับคำว่า"ไม่แน่" ยิ่งชอบเท่าไรยิ่งใกล้พระพุทธเจ้าไปเท่านั้น เอวัง

                           เณรน้อยด้อยปัญญา
ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรมให้อยู่เป็นสุข โดยธรรมสุจริต "ตดเกิดตดดับ"


                                                       ความตายอันประณีต


                   ประชากรโลกที่มีมากถึง 7,087 ล้านคน ที่ไม่รู้จะอยู่มุมไหนหรือส่วนไหนของโลกก็ตาม จะเป็นคนสันชาติไหน อยู่ฝั่ตะวันออกหรือฝั่งตะวันตก ขั้วโลกเหนือหรือใต้ที่เกิดมาล้วนแต่อาศัยกิน กาม เกียรติกันเป็นพื้นฐานกันทั้งนั้น ส่วนการศึกษาขึ้นอยู่ว่าไปเกิดที่ท้องถิ่นไหน บุญทำกรรมแต่งมาเช่นไร ไม่ต้องไปนับถึงสีผิว วรรรณะ ความร่ำรวยหรือยากจน มันย่อมผิดแผกแตกต่างกันไปทั่ว
                  เพราะโลกถูกจัดสรรมาเช่นนี้
                   มีคำถามหนึ่งที่ผู้เขียนเชื่อว่าผู้คนทั่วโลกรู้จัก ได้ยินหรือเคยถามเช่นนี้กันมาแล้วทั้งนั้น
                  " เกิดมาทำไม "
                  แต่จะมีสักกี่คนดิ้นรนค้นหาคำตอบอย่างจริงจัง หรือว่าสงสัยอย่างชัดแจ้งว่า " เกิดมาทำไม "
                  ในท่ามกลางที่โลกทั้งใบแทบจะคิดเหมือนกันที่เรียกว่าโลกาภิวัฒน์ เพราะท่ามกลางกระแสความคิดของผู้คนสมัยนี้ล้วนไหลไปในทิศทางเดียวกันที่เรียกว่า" กระแส " ความรวดเร็วของกระแสในหลายสิบประเทศแทบจะไม่ช้าไปกว่ากันเท่าไร
                   ยกตัวอย่างภาพยนตร์ดังหรือหนังฟอร์มยักษ์ เกือบจะฉายพร้อมกันทั่วโลกเป็นตัวอย่าง และที่ผู้คนเอาเป็นเยี่ยงอย่างก็มาจากดูหนังดูละครกันส่วนหนึ่ง ดังได้เห็นแฟชั่นการแต่งกายหรืออะไรหลายๆอย่าง
                   แต่จะมีผู้คนสักกี่คนถามใจตัวเองว่า " เกิดมาทำไม "
                   เมื่อสองพันกว่าปีที่ผ่านมา มีมหาบุรุษพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าสิทธัตถะ เป็นเจ้าชายแห่งกรุงกบิลพัสด์ราชธานีแห่งแคว้นสักกะ ทรงเติบโตมาพร้อมกับความเกษมสำราญ แต่พระองค์ยังทรงทุกข์อยู่ในใจ
                  จนทรงพบเห็นความจริงแห่งชีวืตคือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นเป็นทุกข์
                  เมื่อพระองค์ไตร่ตรองโดยละเอียดแล้วว่าน่าจะมีหนทางแห่งการก้าวล่วงจากการเป็นทุกข์ไปได้
                  ครานั้นพระองค์ได้เสด็จไปพร้อมกับนายฉันทะ สารถี ซึ่งเตรียมม้าพระที่นั่ง นามว่ากัณฑกะ มุ่งตรงไปยังแม่น้ำอโนมานที ก่อนจะประทับนั่งบนกองทราย ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุดผ้ากาสาวพัตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) และให้นายฉันทะ นำเครื่องทรงกลับพระนคร ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่) ไปโดยเพียงลำพัง เพื่อมุ่งพระพักตร์ไปยังแคว้นมคธ ในขณะที่มีพระชนม์ 29 พรรษา
                   หลังจากทรงผนวชแล้ว พระองค์มุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ ได้พยายามเสาะแสวงทางพ้นทุกข์ ด้วยการศึกษาค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร แต่เมื่อเรียนจบทั้ง 2 สำนักแล้ว ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์

                   จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร จนร่างกายซูบผอม แต่หลังจากทดลองได้ 6 ปี ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา และหันมาฉันอาหารตามเดิม ด้วยพระราชดำริตามที่ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสายที่ 1 ขึงไว้ตึงเกินไปเมื่อดีดก็จะขาด ดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไว้หย่อน เสียงจะยืดยาดขาดความไพเราะ และวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดท้ายที่ขึงไว้พอดี จึงมีเสียงกังวานไพเราะ ดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นว่า ทางสายกลางคือไม่ตึงเกินไป และไม่หย่อนเกินไป นั่นคือทางที่จะนำสู่การพ้นทุกข์

                  หลังจากพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ทำให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ ที่มาคอยรับใช้พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อพระองค์ค้นพบทางพ้นทุกข์ จะได้สอนพวกตนให้บรรลุด้วย เกิดเสื่อมศรัทธาที่พระองค์ล้มเลิกความตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี
                  ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ

          ยามต้น หรือปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ สามารถระลึกชาติได้

          ยามสอง ทางบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือ รู้เรื่องการเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรมที่กำหนดไว้

          ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ หรือกิเลส ด้วยอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค และได้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นศาสดาเอกของโลก ซึ่งวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ขณะที่มีพระชนม์ 35 พรรษา
                    หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาธรรมที่พระองค์ตรัสรู้มาเป็นเวลา 7 สัปดาห์ และทรงเห็นว่าพระธรรมนั้นยากต่อบุคคลทั่วไปที่จะเข้าใจและปฏิบัติได้ พระองค์จึงทรงพิจารณาว่า บุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวกอย่าง บัว 4 เหล่า ที่มีทั้งผู้ที่สอนได้ง่าย และผู้ที่สอนได้ยาก พระองค์จึงทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส ผู้เป็นพระอาจารย์ จึงหวังเสด็จไปโปรด แต่ทั้งสองท่านเสียชีวิตแล้ว พระองค์จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 ที่เคยมาเฝ้ารับใช้ จึงได้เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

                     ธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงธรรมคือ "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แปลว่าสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้เป็นไป ซึ่งถือเป็นการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรก ในวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา

                     ในการนี้พระโกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรมเป็นคนแรก พระพุทธองค์จึงทรงเปล่งวาจาว่า "อัญญาสิ วตโกณฑัญโญ" แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้ว ท่านโกณฑัญญะ จึงได้สมญาว่า อัญญาโกณฑัญญะ และได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา โดยเรียกการบวชที่พระพุทธเจ้าบวชให้ว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"

                     หลังจากปัญจวัคคีย์อุปสมบททั้งหมดแล้ว พุทธองค์จึงทรงเทศน์อนัตตลักขณสูตร ปัญจวัคคีย์จึงสำเร็จเป็นอรหันต์ในเวลาต่อมา
                     ในปัจจุบันที่เลยพุทธกาลมาสองพันกว่าปี ผู้คนต่างอยู่อย่างสบายสุดขั้วส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งยากจนข้นแค้นอย่างน่าอนาถ ดังจะเห็นได้จากประเทศอย่างอเมริกา และอาฟริกาเป็นตัวอย่าง
                     ผู้คนก็ยังคงตั้งคำถามเดิมๆอยู่กันว่า" เกิดมาทำไม "และยังคงหาคำตอบไม่พบ แต่ก็ยังคงดิ้นรนเสาะแสวงหากิน กาม เกียรติอย่างเมามัน เลยเถิดไปถึงการแสวงหาชีวิตที่เป็นอมตะ ที่มีเพียงแต่ในนิทาน
                     มีเพียงผู้คนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งที่เห็นโทษแห่งความลุ่มหลงกิน กาม เกียรติ และไม่อยากสนองความอยากหรือตัณหาแห่งตน ศรัทธาในพระพุทธองค์อย่างแท้จริง ที่ทรงตรัสสอนอย่างละเอียดในคำตอบสำหรับคำถามที่ว่า" เกิดมาทำไม "
                     และพระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นทุกข์ ที่มาแห่งทุกข์ สภาวะพ้นจากทุกข์ และหนทางแห่งทุกข์ที่เชื่อได้แน่ว่าทุกคนสามารถค้นพบ ที่เรียกว่า"สภาวะพุทธะแห่งตน"ในหนทางสายกลางที่เรียกว่ามรรคที่มีองค์แปด
                     การฟังเทศน์ ตรึกธรรม สอนธรรม สวดมนต์ เตริญภาวนานับเป็นเครื่องมือชั้นเลิศแห่งหนทางสายกลางที่จะตอบคำถามที่กล่าวได้อย่างชัดแจ้ง
                      เพียงแต่ว่าท่านทั้งหลายลงมือทำกันแล้วหรือยัง..........เท่านั้น
                      เมื่อท่านได้พบหนทางแห่งการเกิดดับหรือความตายอันประณีตแล้ว ความสิ้นสงสัยก็จะบังเกิดขึ้น  เอวัง

                                                                              เสียงออนไลน์

                    หมายเหตุ
                    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
                    ประชากรโลก เป็นจำนวนมนุษย์ทั้งหมดที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลก ปัจจุบัน สำนักสำมะโนสหรัฐอเมริกา (USCB) ประมาณว่าประชากรโลกมี 7,087 ล้านคน[2] โดย USCB ประมาณว่าประชากรโลกมีเกิน 7 พันล้านคนเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2012[3] ตามข้อมูลการประมาณของกองทุนประชากรสหประชาชาติ ประชากรโลกมีเกิน 7 พันล้านคน เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2011[4][5][6]

ประชากรโลกเติบโตอย่างต่อเนื่องนับแต่ทุพภิกขภัยใหญ่และแบล็กเดทในปี 1350 เมื่อประชากรโลกมีราว 370 ล้านคน[7] อัตราการเติบโตสูงสุดที่กว่า 1.8% ต่อปี เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 และอีกระยะหนึ่งระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1960 และ 1970 อัตราการเติบโตสูงสุดที่ 2.2% ต่อปีในปี 1963 และปัจจุบันคาดว่ายังค่อนข้างคงที่ที่ระดับอัตราการเติบโตเมื่อปี 2011 ที่ 134 ล้านคนต่อปี[8] ขณะที่มีจำนวนผู้เสียชีวิต 56 ล้านคนต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 80 ล้านคนต่อปีเมื่อถึงปี 2040[9]

ผลการคาดคะเนปัจจุบันแสดงการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องของประชากรในอนาคตอันใกล้ (แต่มีอัตราการเติบโตของประชากรลดลงสม่ำเสมอ) คาดว่าประชากรทั่วโลกจะถึงระหว่าง 7,500 ถึง 10,500 ล้านคนในปี 2050[3][10][11] การประมาณระยะยาวกว่านั้นทำนายประชากรโลกเมื่อถึงปี 2150 ไว้หลากหลาย ทั้งเติบโต ซบเซา หรือกระทั่งลดลงในภาพรวม[12] นักวิเคราะห์บางคนตั้งคำถามว่า ประชากรโลกจะเติบโตได้ต่อไปหรือไม่ โดยอ้างแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ปริมาณอาหารโลก และทรัพยากรพลังงาน[13][14][15]
                         http://hilight.kapook.com/view/37629
                       
                   

                         ขอขอบคุณท่าน เสียงออนไลน์ครับ ที่ยังเจ็บป่วยอยู่ แต่ก็ยังมีตามหาแก่นธรรมตอนล่าสุดมาให้อ่านกันอีก ขออนุโมทนาและสาธุการครับ หายป่วยไวๆนะครับท่าน

                                                สะมะชัยโย

                               หมายเหตุแก่นธรรมวันนี้
                       ๑. ผู้เขียนและคณะเป็นผู้เขลาทางปัญญา หากมีข้อผิดพลาดบกพร่อง ขอน้อมรับทุกประการ บุญกุศลที่เกิดจากบทความนี้ขอน้อมถวายแด่หลวงปู่ หลวงตา หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์ และอุทิศให้แก่บรรพบุรุษ อันมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นปฐม เจ้ากรรมนายเวร สรรพสัตว์ทั้งหลายในสากลโลกนี้ รวมทั้งท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป
                       ๒. เพื่อนๆพี่น้องครับ ผ้าป่าแก่นธรรมสามัคคีฯที่ห่างหายกันไปนานหลายปี ขอจัดใหม่ในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนของปีนี้แล้วแต่หลวงพ่อเจ้าคุณเจ้าอาวาส จะไปทอดที่วัดสุนทรธรรมทาน( แค นางเลิ้ง )เพื่อบูรณะโบสถ์และก่อสร้างถาวรวัตถุทางธรรม และนำอีกส่วนหนึ่งไปบริจาคให้โรงพยาบาลจุฬา สภากาชาด เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอนาถาที่มีจำนวนมากขึ้นทุกวันๆ ต่อชีวิตกันไป สามเณรในครั้งพุทธกาลยังรอดจากกรรมเก่าเพราะช่วยชีวิตปลาเลย
                       มาก่อกุศลกรรมร่วมกันเถอะครับ วันเวลาจะเเจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง การดำเนินการรูปแบบเดิม พบกันที่วัดนะครับเพื่อนๆพี่น้องแก่นธรรมทั้งหลาย อ้อกองทุนพระรัตนตรัยบริจาคแรกเริ่มสองหมื่นบาทถ้วนแล้วครับ

ฟังรายการวิทยุรักพ่อ ตอนที่ 196 ห้วยฮ่องไคร้ ต้นทางป่าไม้ปลายทางประมง - โดย กลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ

ฟังรายการวิทยุรักพ่อ ตอนที่ 196 ห้วยฮ่องไคร้ ต้นทางป่าไม้ปลายทางประมง - โดย กลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ


http://youtu.be/aNY323ZW1No

รายการรักพ่อ196 ห้วยฮ่องไคร้ ต้นทางป่าไม้ปลายทางประมง





ฟังรายการทั้งหมด http://www.youtube.com/playlist?list=PL381074716754C1A0


พบกับสารคดีเทิดพระเกียรติ "ห้วยฮ่องไคร้ ต้นทางป่าไม้ปลายทางประมง" ช่วงในหลวงในดวงใจ, ทีนพลัสรักพ่อ จากชมรมวิทยุเด็ก เยาวชน และครอบครัว จ.ชลบุรี (กนกพรรณ รัตนวิเวก),  บทกวีจากณุ บูรพา , ทำไมเรารักพระเจ้าอยู่หัว,
ฟังเพลงผนึกแรงแสดงพลัง ,รักพ่อ, พระภูมิพล,  ออกอากาศทาง FM87.75 MHz คลื่นแห่งมิตรภาพ จ.นนทบุรี เมื่อ 22 พ.ค.2556



มาแล้วครับรายการรักพ่อ ช่วยสายต่อ ให้ระบือ ส่งสื่อสาร
เหมือนคนที่มีจิตร่วมกัน ร่วมปกป้องสถาบัน ให้มั่นคง
ช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ขอนำท่านผู้ฟังเข้าสู่รายการรักพ่อ

รายการวิทยุดีๆที่ตั้งใจทำในแนวจิตอาสา
ผู้ดำเนินรายการ : สุเวศน์ ภู่ระหงษ์
ทีมงาน ห้องบันทึกเสียง สิงหา ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี
- กลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ

(4) เหนือสุดแดนสยาม: สารคดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินี ชุดพระเมตตาดั่งสายธาร

(4) เหนือสุดแดนสยาม: สารคดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินี ชุดพระเมตตาดั่งสายธาร
พระเมตตาดั่งสายธาร ตอนที่ 4
สารคดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิร?ิกิติ์ ครบรอบ ๘๐ พรรษา ชุดพระเมตตาดั่งสายธาร ตอนที่ 4 เหนือสุดแดนสยาม
อีกครั้งที่ในหลวงและพระราชินีได้เสด็จเยี?่ยมประชาชนที่ภาคเหนือ ด้วยระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร แม้เส้นทางที่ไปต้องลัดเลาะตามหุบเขาหรือเ?จอเส้นทางที่ขุรขระ จนต้องเปลี่ยนรถพระที่นั่งถึง 2 ครั้ง แต่ทั้งสองพระองค์ก็ไม่ย่อท้อยังคงมุ่งหน้?าเดินทางต่อไป เพื่อให้ได้เห็นปัญหาของประชาชนอย่างแท้จร?ิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า ยาเสพติด หรือการดำเนินชีวิตที่แตกต่างเผาพันธุ์ จนก่อกำเนิดโครงการพระราชดำริที่ภาคเหนืออ?ย่างมากมายมาจนถึงทุกวันนี้
http://www.youtube.com/watch?v=sz-W6KAdWOw



วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ธรรมะ สิ่งที่สูงกว่าเงิน ว.วชิรเมธี

ธรรมะ สิ่งที่สูงกว่าเงิน ว.วชิรเมธี

ธรรมะท่านว่าเงินทองเป็นสิ่งนอกกายเมื่อตายไปไม่สามารถนำติดตัวไปได้ แต่ถ้าพูดถึงในเรื่องธุรกิจเขาก็มีคำกล่าวของเขาคือ เงินคือพระเจ้า ดูเหมือนว่าเรื่องธรรมะกับเรื่องธุรกิจเงินทองจะสวนทางกันซะแล้ว แต่แท้จริงธรรมะสามารถดำเนินควบคู่ไปกับเงินทองได้ ธรรมะสามารถดำเนินไปพร้อมทุกการกระทำทุกความคิด เมื่อดำเนินชีวิตไปพร้อมกับธรรมะย่อมเจอกับแสงสว่างไม่ช้าก็เร็ว

ปุจฉา:
สิ่งที่สูงกว่าเงิน
ตอนนี้มีหลานสาวกับหลานชาย กำลังอยู่ในวัยรุ่นพอดี ก่อนหน้านี้เค้าทั้งคู่เรียนหนังสือแย่มากค่ะ หลานสาวเอาแต่ติดเล่นเกม เล่นกับเพื่อน ส่วนหลานชาย คนนี้เรียนไม่เก่ง แต่เอาดีด้านกีฬา เราก็ไม่ค่อยจะห่วง แต่หลานสาวเนี่ย ใช้หลายวิธีแล้วค่ะ ทั้งดุ ทั้งว่า คอนจ้ำจี้จ้ำไชตลอด แต่ก็ไม่ดีขึ้น วันหนึ่งเลยคิดอุบายบอกเค้าว่า ถ้าเขาเรียนได้เกรดดี คือ ถึงระดับเฉลี่ย 3.00 ขึ้นไป ก็จะให้เงินเป็นรางวัล มาตอนนี้เขาทำได้จริง ดีใจมากค่ะ แต่กำลังสับสนว่าเราสอนเค้าถูกวิธีหรือป่าว พระอาจารย์เห็นว่าอย่างไรค่ะ ช่วยแนะนำด้วยค่ะ


วิสัชนา:
อยากจะเล่าเรื่องๆ หนึ่งในสมัยพุทธกาลให้อ่าน เมื่ออ่านแล้วคุณโยมคงจะตอบด้วยตัวเองได้ว่า วิธีการที่ใช้อยู่เป็นวิธีการที่ถูกต้องหรือไม่ กล่าวกันว่า ในยุคที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ มีมหาเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ “อนาถปิณฑิกเศรษฐี” มหาเศรษฐีคนนี้ เป็นคนใจบุญมาก เป็นคนที่สร้างวัดเชตวันถวายพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าก็ประทับที่วัดนี้มากเป็นพิเศษกว่าวัดใดๆ ตัวของมหาเศรษฐีเอง เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธองค์มาก ถวายความอุปถัมภ์แก่พระพุทธองค์ แก่คณะสงฆ์อย่างมากมายจนยากจะหาใครมาทัดเทียม แต่ละวันท่านมักจะไปวัดถึงสามครั้ง ด้วยความที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับคณะสงฆ์อย่างนี้เอง ท่านเศรษฐีจึงได้ “ดวงตาเห็นธรรม” สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน ตัวของท่านเศรษฐีกลายเป็นพระอริยบุคคลผู้หยั่งลงสู่กระแสพระนิพพาน ทั้งยังเป็นบุคคลสำคัญที่ได้ถวายความอุปถัมภ์บำรุงแก่พระพุทธองค์อย่างใกล้ชิดดังกล่าวมาแล้ว มองเผินๆ ก็ดูเหมือนว่า คนในตระกูลของท่านทั้งหมดก็คงจะได้อานิสงส์เป็นผู้ใกล้ธรรมะไปโดยปริยาย

แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นทั้งหมด เพราะยังมีลูกชายของเศรษฐีอยู่คนหนึ่งซึ่งเป็นลูกคนเล็ก ทำตัวเป็นลูกไม้ไกลต้น พ่อไปทางธรรม แต่ลูกไปทางโลกอย่างชนิดตรงกันข้าม ไม่ว่าท่านเศรษฐีจะพยายามอย่างไรให้ลูกสนใจธรรมะ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ วันหนึ่งท่านเศรษฐีจึงมานั่งคิดกุศโลบายได้ว่า เราเป็นคนมีเงิน ก็น่าจะใช้เงินนี่แหละในการกรุยทางให้ลูกเข้ามาสู่เส้นทางธรรม ครั้นคิดแล้ว ท่านจึงเรียกลูกคนเล็กมาสั่งให้ไปวัด ถ้าลูกไปวัด พ่อจะให้รางวัลเป็นเงินอย่างงาม เจ้าลูกชาย รู้ว่าถ้าไปวัด จะได้เงิน จึงรีบปฏิบัติตาม เขาหายไปหนึ่งวันเต็ม ก็กลับมาบ้าน พ่อถามว่า วันนี้พระพุทธเจ้าเทศน์เรื่องอะไร ลูกชายตอบว่าไม่รู้ เมื่อพ่อซักว่าทำไมไม่รู้ เขาตอบว่า ในคำสั่งไม่เห็นบอกว่าต้องไปฟังธรรม พ่อบอกแค่ว่าไปวัด เขาก็ไปวัดก็เท่านั้นเอง พ่อจึงได้บทสรุปว่า เป็นความผิดพลาดของตัวเองที่สั่งไม่รัดกุม วันต่อมาท่านเศรษฐีจึงเรียกลูกมาสั่งใหม่ว่า คราวนี้ให้ไปวัดและขอให้ฟังธรรมด้วย ถ้าทำได้ ก็จะได้เงินอย่างงามทีเดียว ลูกชายเศรษฐีเห็นเงินมากขึ้นก็ตาโต รีบรับคำ เขารีบไปวัดฟังธรรม แล้วก็กลับมาในตอนเย็น ท่านเศรษฐีถามว่าพระพุทธเจ้าเทศน์อะไร ลูกตอบจำไม่ได้ เมื่อถามว่า ทำไม เจ้าลูกชายก็ตอบว่า จำไม่ได้ เพราะพ่อบอกแค่ว่าให้ไปฟังธรรม ไม่เห็นบอกว่าต้อง “จำ” ด้วยนี่นา ท่านเศรษฐีจึงคิดขึ้นมาได้ว่า คำสั่งของตัวเองไม่รัดกุม จึงสั่งใหม่อีกครั้งหนึ่งว่า วันรุ่งขึ้นถ้าลูกไปฟังธรรม และ “จำ” ได้ด้วยว่า พระพุทธเจ้าเทศน์เรื่องอะไร คราวนี้จะเพิ่มเงินหลายร้อยเหรียญทองทีเดียว คราวนี้เจ้าลูกชายเห็นเงินก้อนโต ยิ่งดีอกดีใจใหญ่ วันรุ่งขึ้นตั้งอกตั้งใจไปวัด

คราวนี้เขาไปนั่งใกล้ๆ พระพุทธองค์ตั้งใจฟังธรรมและจดจำเต็มที่ ระหว่างฟังธรรมและตั้งใจจำนั่นเอง ลูกชายก็เกิดอาการ “หยั่งรู้” ในธรรมที่ทรงแสดงจนได้ “ดวงตาเห็นธรรม” สำเร็จเป็นพระโสดาบันเช่นเดียวกับผู้เป็นพ่อ เมื่อเขากลับมาถึงบ้านในเย็นวันนั้น พ่อเอ่ยขึ้นว่า วันรุ่งขึ้นจะนิมนต์พระพุทธเจ้ามาเสวยที่บ้าน และจะมอบเงินต่อหน้าพระพุทธเจ้าทีเดียว พระพุทธองค์จะได้พลอยโมทนา พลันที่พ่อพูดเช่นนั้น เจ้าลูกชายก็หน้าแดงด้วยความขวยอาย โพล่งออกมาว่า “พ่ออย่าแจ้งเรื่องที่ลูกไปฟังธรรมเพราะเห็นแก่เงินเป็นอันขาดเชียวนะ ถ้าพระพุทธองค์รู้เข้า ลูกอายแย่เลย” ทันทีที่ลูกชายพูดเช่นนี้ พ่อก็รู้ทันทีว่าลูกชายตัวเองไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว นาทีนั้นพ่อจึงยิ้มออก เพราะรู้แล้วว่า ลูกชายได้ค้นพบสิ่งที่ “สูงกว่าเงิน” คือ ความเป็นพระอริยบุคคลเรียบร้อยแล้ว

จากเรื่องที่เล่ามา คุณก็คงเห็นแล้วว่า วิธีการของคุณนั้นไม่ใช่วิธีการใหม่แต่อย่างใด ตรงกันข้ามเป็นวิธีการที่เคยมีคนทำมาแล้ว และได้ผลอย่างดีเยี่ยมอีกต่างหาก ปัญหาของคุณมีแต่เพียงว่า ต้องคอยดูแลลูกอย่างใกล้ชิด และบอกเขาด้วยว่า เงินเป็นแค่ “รางวัล” เท่านั้น ไม่ใช่เป้าหมายของการศึกษา เมื่อลูกมีปัญญามากๆ แล้ว วันหนึ่งข้างหน้า เขาก็จะรู้เองว่า มีสิ่งที่สูงค่ากว่าเงิน นั่นคือ ปัญญา ความดีงาม และคุณภาพชีวิต

เช็คอาการ "ติดจอ" หน่อยนะ....15 ข้อขึ้นไป ต้องบำบัด

เช็คอาการ "ติดจอ" หน่อยนะ....15 ข้อขึ้นไป ต้องบำบัด / 6-14 ข้อ กลุ่มเสี่ยง / ไม่เกิน 5 ข้อ ปกติ...
พฤติกรรม "ติดจอ"
1.ตื่นเช้ามาสิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากปิดเสียงปลุกคือ เช็ก Line, Whatsapp, Facebook, Instagram
2.เข้าห้องน้ำ แปรงฟัน ล้างหน้า นั่งชักโครก ต้องพกมือถือเข้าไปด้วยทุกครั้ง
3.กระวนกระวายเหมือนชีวิตขาดหาย ถ้าวันไหนไม่ได้บริหารนิ้วด้วยการ Chat
4.เวลากินข้าวเอามือถือวางไว้ข้างจานเสมอ
5.แค่ลืมมือถือไว้บ้าน เล่นเอาหมดความมั่นใจไปเลย
6.รู้สึกเหงา ว้าเหว่ อ้างว้าง ไม่มีใครรัก ถ้าไม่มีใคร Line มาหรือ Whatsapp หาหลายชั่วโมงติดต่อกัน
7. หงุดหงิดทุกครั้งที่ต้องปิดมือถือ
8.ปิ๊บเมื่อไหร่ต้องใส่ใจทุกครั้ง ทุกโซเชียลเน็ตเวิร์กต้องตั้งค่าให้มีเสียงเตือน และหยิบมือถือมาดูทันทีที่ได้ยินเสียง
9.ช่างไลค์ช่างเลิฟ ใส่ใจไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าใครจะโพสต์อะไรขอให้ได้เข้าไปกดไลค์ เปรียบเสมือนการลงชื่อรับทราบว่าฉันได้เห็นแล้วนะ
10.แชร์ทุกอย่างที่แชร์ได้ ไม่อัพเดตสเตตัส แต่คอยแชร์คำคมจากเว็บดัง หรือคลิปวิดีโอใหม่ๆ ที่กำลังอยู่ในกระแส
11.เช็กอินทุกย่างก้าว รายงานให้โลกรู้ด้วยการเช็กอินทุกสถานที่ที่ได้ไปเยือน
12.เช็กความเคลื่อนไหวในโซเชียลเน็ตเวิร์กได้ตลอด หยิบมือถือมาดู News Feed ใหม่ๆ ทุก 5-10 นาที
13.บริโภคไลค์เป็นอาหาร คอยเช็กฟีดแบ็กทุกครั้งหลังจากโพสต์รูปหรือข้อความลงโซเชียลเน็ตเวิร์ก
14.ก่อนรับประทานอาหารจานโปรดต้องถ่ายรูปอัพขึ้นเฟซ
15.ว่างเมื่อไหร่ต้องคุกกี้รัน ติดเกมในโซเชียลเน็ตเวิร์กจนไม่เป็นอันทำอะไร
16.ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กแทนการยกหูโทรแม้เมื่อมีธุระสำคัญ
17.อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ต่ำกว่าวันละ 8 ชั่วโมง
18.อยู่บ้านต้องเปิดทีวีไว้ตลอดเวลาแม้ว่าจะไม่ได้ดู
หากตอบว่าใช่ตั้งแต่ 15 ข้อขึ้นไป แสดงว่ามีพฤติกรรมติดจอ แต่หากตอบใช่ไม่เกิน 5 ข้อแสดงว่าอยู่ในภาวะปกติ.
ที่มา www.thaipost.net

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการต่างๆ ได้แก่

วัยหมดระดูหรือวัยทอง (Menopause) เป็นวัยที่สิ้นสุด การมีระดูอย่างถาวรเนื่องจากรังไข่สร้างฮอร์โมนลดลง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติเกิดขึ้นกับสตรีทุกคน โดยส่วนใหญ่ สตรีจะเข้าสูวัยหมดระดูเมื่ออายุ 47-50 ปี เริ่มจากรังไข่เริ่มทำงานไม่ปกติ ซึ่งทำให้มีระดูถี่ขึ้นจากช่วงห่าง 28 วัน เป็นประมาณ 21 วัน หรือมีระดูไม่สม่ำเสมอ ระยะเวลาระหว่าง รอบระดูจะคอยๆ เพิ่มขึ้น จนกระทั่งไม่มีระดูอย่างถาวร โดยทั่วไป ช่วงนี้ใช้เวลา 2-8 ปี เราเรียกช่วงเวลานี้ว่าวัยใกล้หมดระดู (Perimenopause) หรือวัยเปลี่ยน (Climacteric)
การเปลี่ยนแปลงในวัยหมดระดูเกิดขึ้นได้หลากหลาย ส่วนใหญ่ดำเนินอย่างค่อยเป็นคอยไป ในสตรีบางคนมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างราบรื่นและไม่พบปัญหา แต่ในสตรีบางคนมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงทำให้มีผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจ ซึ่งต้องการการดูแลรักษา ความแตกต่างในสตรี แต่ละคนนั้นอาจเนื่องจากความแตกต่างในพื้นฐานพันธุ์กรรม การดำเนินชีวิตที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ มีปัจจัยเสี่ยงจาก สิ่งแวดล้อม ซึ่งแตกต่างกันไปตามภูมิภาคและชุมชน ดังนั้นจึง ควรทราบว่าการเปลี่ยนแปลงในวัยหมดระดูนั้นมีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเข้าสู่วัยหมดระดู
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในวัยหมดระดูสามารถแบ่งอย่าง ง่ายๆ ออกเป็น 2 อย่าง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น และ การเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวัยใกล้หมดระดู และวัยหมดระดูช่วงต้น เกิดจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการต่างๆ ได้แก่
1. อาการของระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เกิดอาการร้อน วูบวาบตามตัว (Hot Flashes) มักจะมีอาการร้อนซู่ขึ้นมาทันที่ บริเวณหน้า ลำคอ และหน้าอก มักเกิดอาการอยู่นานประมาณ 3-5 นาที แล้วก็หายไป บางคนพบมีเหงื่อออกมากร่วมด้วย ส่วนใหญ่ มักมีอาการในช่วงกลางคืน ทำให้นอนไม่หลับตามมา
2. อาการของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ ได้แก่ ช่องคลอดอักเสบ คันช่องคลอด ช่องคลอดแห้ง ทำให้เจ็บเวลามีการร่วมเพศ
3. อาการช่องระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย
4. การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจและอารมณ์ ได้แก่ หงุดหงิด ง่าย ซึมเศร้า ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เครียด กังวล เหนื่อย เพลีย หมดความต้องการทางเพศ เป็นต้น
5. การเปลี่ยนแปลงทางผิวหนัง ในวัยหมดระดูผิวหนังจะ บางลง ความยืดหยุ่นลดลง
6. การเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อและข้อ พบว่า กำลังของกล้ามเนื้อลดลง มีอาการปวดตามข้อ

เราควรกระตุ้นให้เกิดการหลั่ง"สารแห่งความสุข" วันละนิด ด้วยการ

*** หากชีวิตทุกวัน ได้ฟังเรื่องเล่าดีๆ สักวันละเรื่อง ชีวิตคงยืนยาวไปอีกนาน" เพราะการฟังเรื่องเล่าดีๆ จะทำให้มีการหลั่งสาร Endorphin หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ “สารแห่งความสุข” ออกมาจากส่วนของต่อมใต้สมอง เข้าสู่กระแสโลหิต และเข้าสู่สมองและไขสันหลังผ่านทางสมองส่วนไฮโปธาลามัส
เอ็นดอร์ฟีน Endorphin เมื่อหลั่งออกมาจะทำหน้าที่ระงับความเจ็บปวด และทำให้อารมณ์ดี มีความสุข รวมทั้งทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ด้วย
ดังนั้นเราควรกระตุ้นให้เกิดการหลั่ง"สารแห่งความสุข" วันละนิด ด้วยการ
1. ฟัง หรืออ่านเรื่องเล่าแห่งความสำเร็จ วันละ 1 เรื่อง หรือ
2. ฟังเรื่องขำๆ วันละ 1 เรื่อง หรือ
3. ทำงานให้สำเร็จ วันละ 1 เรือง หรือ
4. ออกกำลังกายให้เหงื่อออกสักวันละ 20 นาที
ถ้าทำได้แบบนี้ ก็จะรู้สึกสดชื่นและมีความสุข ซึ่งก็จะมีผลทำให้อายุยืน ไม่แก่เร็วครับ

คุณค่าของการมี SEX

เลิกวิ่ง เลิกขี่จักรยาน เลิกตีแบต เลิกเตะบอลได้แล้ว ... ลองอ่านดูนะ ประโยชน์ของการมี SEX 1. เซ็กส์คือ การบำรุงความงาม การทดลองทางวิทยาศาสตร์ พบว่า ขณะผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์ เธอจะหลั่งฮอร์โมนเอสโตรเจนออกมาปริมาณมาก ซึ่งทำให้เส้นผมเป็นเงางามและผิวหนังนุ่มนวล 2. เพศสัมพันธ์ที่อ่อนโยน และผ่อนคลาย ช่วยลดการอักเสบทางผิวหนัง เช่น สิว และผื่นต่าง ๆ ได้ เหงื่อที่ไหลออกมาเป็นตัวชะล้างรูขุมขน ทำให้ผิวหนังผ่องใส 3. เพศสัมพันธ์ ช่วยเผาผลาญ แคลอรี่ที่คุณกินเข้าไป ช่วงมื้อค่ำ อันโรแมนติก 4. เซ็กส์คือ การออกกำลังกาย ที่ปลอดภัยที่สุด มันทั้งช่วย ยืดเส้นยืดสาย และทำให้ กล้ามเนื้อตึงในทุก ๆ ส่วนของร่างกาย อีกทั้งน่าสนุกกว่า จ๊อกกิ้งหรือ ว่ายน้ำสัก 20 เที่ยว เป็นไหน ๆ แถมยังไม่ต้อง ใช้รองเท้ากีฬา แพง ๆ 5. เซ็กส์ช่วย ลดความตึงเครียด ได้ดี ยิ่งกิจกรรมทางเพศ ช่วยหลั่งสาร เอนดอร์ฟินส์ ในกระแสเลือด ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น 6. มีเซ็กส์บ่อย ๆ คุณยิ่งได้รับ สารเคมีที่ชื่อ "ฟีโรโมนส์" มากยิ่งขึ้น 7. กลิ่นตัวที่ถูกขับออกมา ขณะมีความ ต้องการทางเพศ เป็น "น้ำหอม" ที่ช่วยกระตุ้น ให้เพศตรงข้าม คึกคักได้ อย่างเหลือเชื่อ 8. จูบกันทุกวัน ลดอาการฟันผุ การจูบ กระตุ้นน้ำลาย ให้ขับน้ำลายออกมา จึงช่วยชะล้างฟัน ของคุณให้สะอาด 9. เซ็กส์แก้ปวดหัว ตลอดกระบวนการ ทางเพศ จะช่วยผ่อนคลาย ความตึงเครียด ซึ่งไปปิดกั้น หลอดเลือด ในสมอง ไว้ 10. ร่วมเพศบ่อย ๆ ช่วยแก้อาการ คัดจมูก เพราะเซ็กส์เป็นยา แอนตี้ฮิสตามีน จากธรรมชาติ แก้อาการแพ้ฝุ่น แพ้ละออง ได้ดี 11. เซ็กส์จะเป็น ยานอนหลับ ที่มีประสิทธิภาพ ดีกว่า Valium "แวเลี่ยม" หลายเท่า ถ้าคุณสามารถ มีเซ็กส์เกิน 5 ครั้งในหนึ่งคืน ใครไม่ส่งต่อ ขอให้เซ็กส์เสื่อม

.

Waiting....