วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แรงจูงใจ" Motivation

แรงจูงใจ" Motivation
จากผลการสำรวจคะแนนความผูกพันกับองค์กร (Employee Engagement)
คุณรู้มั๊ยว่า MK สาขาไหนที่พนักงานทำงานแล้วมีความสุขมากที่สุด ?

...
ถ้าพูดถึง "แรงจูงใจ" ของคนเรา จริงก็แบ่งง่ายๆได้สองอย่าง
1) "Extrinsic" แรงจูงใจภายนอก เช่น เงินเดือน โบนัส ตำแหน่ง รางวัลต่างๆ
2) "Intrinsic" แรงจูงใจภายใน เช่น การมีอิสระ (Autonomy) การพัฒนาตนเอง (Mastery) และ "คุณค่า" ของงาน (Value and Meaning)

คำถามคืออะไรสำคัญกว่า ?

กลับไปที่ MK
สาขาที่พนักงานทำงานมีความสุขที่สุดคือ "โรงพยาบาลศิริราช"
แปลกมั๊ย ทั้งๆ พนักงานสาขานี้ได้เงินเดือนเท่ากับสาขาอื่น
แถมลูกค้าโดยเฉลี่ยก็เยอะกว่า ปิดก็ดึกกว่า สรุปคือ งานหนักกว่า แต่เงินเท่าเดิม
ที่ไม่เหมือนกับสาขาอื่นๆอีกอย่างคือ ........
ที่สาขานี้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้จะมอบให้กับโรงพยาบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย

นั่นหมายถึง ถ้าทำงานหนัก บริการดี ลูกค้าเข้าร้านมาก ร้านก็จะมีรายได้เพิ่ม
แล้วสุดท้าย ร้านก็จะมีเงินไปช่วยเหลือ"ผู้ป่วย"ได้มากขึ้น
นี่แหละคือ "Intrinsic Motivation"
พนักงานที่สาขานี้ไม่ได้ทำงานเพื่อ "เงินเดือน" เพียงอย่างเดียว
แตทำเพื่อ"ช่วยชีวิตคน" เพิ่มเติมจากเงินภาษีของรัฐบาล

แน่นอนว่า "ค่าตอบแทน" เป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งในการจูงใจให้คนทำงาน
แต่ "ความหมายและคุณค่าของงาน" จะทำให้องค์กรและพนักงาน ......

"เป็นหนึ่งเดียว"



Cr. "Influence" by Robert Cialdini

มี 3 สิ่งที่บอกได้ง่ายๆว่าผู้ชายคนนั้นจริงจังและจริงใจแค่ไหนในการคบกับเรา

มีข้อคิดที่น่าสนใจสำหรับผู้หญิงทุกคนมาฝาก
จากคอลัมน์ Mind Training ในนิตยสาร Secret ที่คุณหนูดี - วนิษา เรซ เขียนไว้ค่ะ

สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดในโลกใบนี้คือ
การที่ผู้หญิงไม่เห็นค่าตัวเอง และคิดว่าเราต้อง “ยอม” เพื่อให้ผู้ชายมารัก
แต่ผู้ชายที่รักเราจริงจะไม่ทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเอง
จะไม่ทำให้เราเสียเกียรติ จะไม่ลบหลู่ความเป็นผู้หญิงของเรา

มี 3 สิ่งที่บอกได้ง่ายๆว่าผู้ชายคนนั้นจริงจังและจริงใจแค่ไหนในการคบกับเราซึ่งหนูดีถูกสอนมาสมัยเรียนครอบครัวศึกษา (ปริญญาตรีของหนูดีค่ะ) เรียกว่า 3 P’s นั่นคือ Protect, Profess, Provide…
มาดูกันนะคะว่ามีอะไรบ้าง จะได้เอาไว้สอดส่องพฤติกรรมคนที่เข้ามาหาเรา

1. Protect
รักจริงต้องพร้อมปกป้องทั้งร่างกาย จิตใจ เกียรติยศ ศักดิ์ศรีของเรา...ผู้ชายบางคน อย่าว่าแต่ปกป้องเราจากคนอื่นเลย มีแต่เรานั่นละที่ต้องปกป้องตัวเองจากเขา อืม นี่คือรัก...จริงหรือเปล่านี่

2. Profess
นั่นคือ พร้อมประกาศกับโลกใบนี้ว่าเราคือแฟน คือคู่หมั้นหรือคือภรรยา...ตามแต่ที่ตกลงกัน
ดังนั้นชายคนไหนเก็บเราไว้ในเงามืด ไม่ยอมออกสื่อ ไม่ยอมบอกเพื่อน ขอให้คบกันแล้วเก็บเป็นความลับ นั่นคือเขาไม่รักเราค่ะ ไม่ต้องหาเหตุผลให้มาก อย่าหาข้ออ้างให้ผู้ชาย ถ้าเขาแอบไว้คือเขาไม่รักจบข่าว

ใครโดนแบบนี้ ท่องเลยค่ะ เขาไม่รักๆๆๆๆ และหาทางเลิกอย่างด่วน อย่าจมชีวิตอันมีค่ากับผู้ชายที่ไม่เห็นค่าเราพอที่จะประกาศก้องกับโลกว่า “นี่คือผู้หญิงของฉัน-น-น” ใครรักเราจริง เขาต้องดีใจเนื้อเต้นที่ได้เป็นแฟนเรา และรีบประกาศให้ทุกคนในโลกของเขาและของเรารับรู้สิคะ ถูกต้องไหมเอ่ย

3. Provide
คือให้ค่ะ ให้ความรัก ให้เวลา ให้เงิน ให้ทรัพยากร ฯลฯ ชายที่รักเราจริงจะไม่งกกับเรา ถ้าไปเดตกันและขอให้ 50/50 ส่วนใหญ่มักมองเราเป็นตัวเลือก เพราะผู้ชายที่รักจริง ต่อให้จนแค่ไหนจะอยากแสดงความแมนด้วยการดูแลเราให้ครบถ้วน ไม่กินแพงก็ได้ แต่ผมไม่ยอมให้คุณควักกระเป๋าแน่

ผู้หญิงทุกคนในโลกนี้ ไม่จำเป็นต้องมีแฟนหรอกค่ะ แต่หากจะมีต้องมีให้ดีกว่าอยู่คนเดียว หนูดีเองเห็นด้วยกับการมีแฟนที่ดี การแต่งงาน และมีครอบครัวที่มีคุณภาพ แต่ไม่เห็นด้วยกับการที่ผู้หญิงคิดว่า “ต้องมีแฟน”

เราไม่ต้องมีหรอกค่ะ เว้นแต่ว่าผู้ชายพิสูจน์ตัวเองว่า “มีค่าพอ” เราจึงค่อยพิจารณาดูกันนานๆ อย่างน้อยให้เกิน 1 ปี ค่อยตัดสินใจ ส่วนใหญ่คนเรา “เฟค” ได้ไม่เกินปีก็เห็นธาตุแท้แล้ว...

Cr : นิตยสาร Secret คอลัมน์ Mind Training อยู่อย่างเจ็บๆ แบบแฟนเก็บ

การเจริญสติสำหรับ นักลงทุนที่ลงทุนแล้วขาดทุน แล้วก็ที่มีความทุกข์ จะคิดอย่างไร

บางส่วนจากการวิสัชนาเรื่องธรรมะกับการลงทุน ...สู่เศรษฐีแสนสุข


ปุจฉา: ขอพระคุณเจ้ากรุณาชี้แนะการเจริญสติสำหรับ
นักลงทุนที่ลงทุนแล้วขาดทุน แล้วก็ที่มีความทุกข์ จะคิดอย่างไร
ถึงจะเปลี่ยนความทุกข์นั้นให้เป็นความสุขได้

วิสัชนา: อาตมาก็พอจะตอบได้นะว่า นักลงทุนที่ลงทุนแล้ว
ขาดทุน เพราะมีความรู้ด้านเดียว คือมีความรู้เรื่องการลงทุน
เขาควรจะหาความรู้อีกด้านหนึ่งมาประกอบการลงทุน
คือ ความรู้ทางธรรมะ มนุษย์เรามักมีปัญหา คือมีความรู้
เฉพาะทางมากไป เหมือนไมเคิล แจ๊คสัน ที่มีความรู้ทาง
ดนตรีระดับปริญญาเอก มีชื่อเสียงเป็นอัจฉริยะทางดนตรี
แต่ความรู้ด้านบริหารจัดการชีวิตแค่ปริญญาตรี วันหนึ่งเขา
เปิดห้องอัดเองเขาก็ขาดทุนเป็นพันล้าน เพราะเขามีความรู้
เพียงด้านเดียว ฉะนั้นเราทุกคนจะต้องเป็นคนที่พระพุทธองค์
ทรงใช้คำว่า “ต้องมีตา 2 ข้าง” หนึ่ง คือ ตาข้างนอก สอง
คือ ตาข้างใน ตาข้างนอกนี้ก็คือสำหรับทำมาหากิน สำหรับ
นักลงทุน แต่ตาข้างในคือ ตาธรรมะ คำแนะนำคือ นักลงทุน
ต้องเรียนธรรมะควบคู่กันไปด้วย คุณจะต้องรู้ว่าโลกนี้จะ
ไม่มีใครได้ทุกอย่างดังใจหวัง และจะไม่มีใครพลาดหวังทุก
อย่างไป นี่เป็นสัจธรรมพื้นฐานที่เราต้องเข้าใจ ถ้าเราเข้าใจ
แบบนี้ พอเรามาลงทุน การลงทุนก็มีกำไร และมีขาดทุน
วันหนึ่งถ้าเรามีกำไร เราก็รู้จากคำพระที่ว่า กำไรมันจะมา
วันหนึ่งถ้าขาดทุน เราก็รู้ว่านี่ไงที่พระท่านพูด ฉันกำลัง
มีประสบการณ์ตรง พอเรามีความเข้าใจพื้นฐานร่วมกัน
อย่างนี้แล้ว พอเราขาดทุนเราก็ไม่ตีโพยตีพาย เพราะชีวิตก็
เป็นอย่างนี้ มีได้มีเสีย มีขึ้นมีลง มีสูงมีต่ำภาษาพระเรียก
หลักธรรมชุดนี้ว่า “โลกธรรม” แปลว่าธรรมประจำโลก
ถ้าเราเข้าใจโลกธรรม คือธรรมประจำโลกแบบนี้นะ ว่าโลกนี้
มีสูงมีต่ำมีได้มีเสีย มีสุขมีทุกข์ เป็นธรรมดาประจำโลก
โลกธรรมนี้จะทำอะไรเราไม่ได้เลย ถ้ามันเกิดขึ้น เราก็รู้ว่า
พระท่านบอกไว้แล้ว แต่ถ้าเราไม่เข้าใจโลกธรรมชุดนี้ พอเกิด
เหตุการณ์ที่ลงทุนแล้วขาดทุนเป็นทุกข์ เราจะถูก “โลกกระทำ”
ถ้าโลกกระทำไปแล้ว ยังไม่ยอมทำความเข้าใจอีก ยังทุกข์ซ้ำ
ทุกข์ซากอีก ก็จะถูกโลกกระทืบ เพราะฉะนั้นขอแนะนำให้
หาความรู้ทั้งทางการลงทุนและทางธรรมะคู่กันจะได้เอาไว้
ปลอบใจตัวเอง

อย่าท้อ เวลาผ่านไป เงื่อนไขเปลี่ยน สถานการณ์ก็มักผันแปร อาจดีขึ้นก็ได้..

(อ่านแล้วคิดอะไรได้เยอะ)

-นักเขียนอักษรพู่กันจีนชื่อดัง ได้บันทึกถึงความรู้สึกที่มีต่อชีวิต เมื่อผ่านเข้าใกล้วัย 70 ซึ่งมีสาระน่าศึกษาดังนี้
"พออายุใกล้ 70? ข้าพเจ้าเรียนรู้สิ่ง 7 สิ่งในชีวิต
?1. ต้องอยู่ให้รอด - ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วตก อยู่อีก 1 วัน... เหลือน้อยลง 1 วัน
สุขอีก 1 วัน... กำไร 1 วัน
?2. ต้องอยู่ให้มีความสุข-
ตำแหน่งสูง มิสู้มีรายได้สูง..
รายได้สูง มิสู้อายุยืน..
อายุยืน มิสู้มีความสุข..
ขอให้มีความสุข เพราะความสุขคือเงินสด..
นอกนั้นแค่กระดาษเช็ค
?3. ต้องเป็นของเราเอง-
หมายถึงไม่ใช่เป็นของคนอื่น หรือยืมของคนอื่นมาใช้..
..ตำแหน่งเป็นของชั่วคราว
..เกียรติยศเดี๋ยวก็ผ่านไป
..สุขภาพเท่านั้นที่เป็นของเรา
?4. ไม่เหมือนกัน-ย่อมไม่เหมือนกัน
ความรักที่พ่อแม่ให้กับลูกไม่มีขีดจำกัด..
แต่ความรักของลูกต่อพ่อแม่มีขีดจำกัด..
..ลูกๆ ป่วย พ่อแม่กลุ้มใจ
..พ่อแม่ป่วย แค่ลูกๆ มาเยี่ยมมาถามไถ่ ก็พอใจแล้ว
..ลูกๆ ใช้เงินพ่อแม่ สมเหตุสมผล
..พ่อแม่จะใช้เงินลูกๆ ต้องมีเหตุมีผล
..บ้านพ่อแม่ก็คือบ้านลูกๆ
..บ้านลูกๆ ไม่ใช่บ้านของพ่อกับแม่
ไม่เหมือนกันก็คือไม่เหมือนกัน..
พ่อแม่ที่เข้าใจ จะถือเอาความกตัญญูกตเวทีของลูกๆ เป็นจิตอาสาและความสุข ไม่หวังการตอบแทน..
หากหวังการตอบแทน นั่นคือหาทุกข์ใส่ตัว
?5. อย่าคาดหวังใคร-
ยามป่วยอย่าคาดหวังใคร แม้แต่ลูกๆ..
"ไม่มีลูกกตัญญูหน้าเตียงคนป่วยเรื้อรังหรอก"..
คาดหวังคู่ชีวิตหรือ เขาเองก็เอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว
ที่คาดหวังได้ คือเงินอย่างเดียว ใช้เงินรักษาตัว
?6. ระลึกแต่ความหลัง -
อาจจำเป็นเนาะ เพราะจำเรื่องราวได้น้อยลง ลืมมากขึ้น ฉะนั้นสุขภาพคือทรัพย์..จำไว้
..แข็งแรงเข้าไว้ จะได้เตะปี๊บดัง..
..มีเงินเก็บเข้าไว้ หาความสุขเสมอ..
?7. อย่ากลัวความตาย-
เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกคนเท่าเทียมกัน..
ต้องมีความพร้อมด้านจิตใจ พอยมบาลมาเรียก ก็พร้อมที่จะไปได้เลย ต้องไม่มีการอาลัยอาวรณ์..
?ครบ 7 ข้อ?
"ยามลำบาก มากอุปสรรค.. ต้องตั้งหลักให้มั่นคง
ยามได้ดี มียศสูงส่ง.. ต้องรู้ปลง ปลดปล่อยวาง"..
ฉะนั้น อย่าท้อ เวลาผ่านไป เงื่อนไขเปลี่ยน สถานการณ์ก็มักผันแปร อาจดีขึ้นก็ได้..
เราไม่จำเป็นต้องรวยเพราะมีเงินมาก แต่เราอาจรวยความสุขได้เพราะการให้

“เพียงใจเราไม่ท้อ..ชีวิตก็เดินต่อได้”

“เพียงใจเราไม่ท้อ..ชีวิตก็เดินต่อได้”
แม้ฟ้าให้กายเรามาไม่พร้อม..
แต่ถ้าใจเราพร้อม..โชคชะตาก็ยอมแพ้เรา
...........................................................
นี้เป็นเรื่องราวของสาวน้อยจากประเทศจีน ที่ชื่อ “เฉียนหงเยี่ยน”
ที่อุบัติเหตุทางรถยนต์ได้พรากขาทั้ง 2 ข้างของเธอไป พร้อมๆ กับ..
เปลี่ยนสถานะให้เด็กหญิงกลายเป็น “คนพิการ” ตั้งแต่วัยเพียง 4 ขวบ
ทางออกเดียวที่จะทำให้ความสุขในชีวิตเด็กหญิงกลับคืนมาก็คือ
การมี “ขาเทียม” ดีๆ สักคู่ แต่เพราะครอบครัวของเฉียนหง
มีฐานะยากจนเหลือเกิน ด้วยเหตุนี้..
เธอจึงต้อง “อดทน” กับชีวิตไร้ขาอยู่พักใหญ่
ด้วยความสงสารหลานสาว..
คุณปู่ของเด็กหญิงเฉียนหง จึงตัดสินใจนำ “ลูกบาสเกตบอลเก่าๆ”
มาตัดแบ่งครึ่ง แล้วลองสวมเข้ากับร่างกายท่อนล่าง
เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหว
ไม่เพียงเท่านั้นปู่ยังนำ “แปรงขัดพื้น” มาติดหูจับใช้ในการเดิน (ด้วยมือ)...
ด้วยเหตุนี้เอง ผู้คนที่พบเห็นเด็กหญิงจึงมักเรียกเธอว่า..
“สาวน้อยบาสเกตบอล”
แม้โชคชะตาจะขีดเส้นให้เธอต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างไป
แต่เธอก็ยังมี “ความฝัน” เหมือนเด็กคนอื่นๆ ครั้งหนึ่ง..
เมื่อเด็กหญิงมีโอกาสชมการแข่งขันกีฬาเฟสปิกเกมส์ (กีฬาคนพิการ)
กีฬาว่ายน้ำได้สร้างความประทับใจและเป็นแรงบันดาลใจ
ให้เธออย่างมาก ถึงขั้นเอ่ยปากว่า...“อยากเป็นนักว่ายน้ำ”
ในช่วงนั้นเอง “จางหงหู” โค้ชนักกีฬาว่ายน้ำคนพิการชื่อดัง
ได้ก่อตั้งสโมสรนักกีฬาว่ายน้ำคนพิการแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรกพอดี
เด็กหญิงเฉียน จึงตัดสินใจสมัครดู โดยที่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่า
“การไร้ขาทั้งสองข้างนั้น ถือเป็นความพิการระดับรุนแรงมาก”
ในการว่ายน้ำนั้นหากไม่มีขาก็เปรียบเสมือนเรือที่ขาดหางเสือ...
อย่างไรก็ดี ด้วยความที่โค้ชตระหนักดีว่า..
“ทุกคนพัฒนาได้ ถ้าให้โอกาส” พร้อมทั้งได้สัมผัสถึง..
ความมุ่งมั่นและตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมของเธอ..
เขาจึงตัดสินใจเลือกเฉียนหง ให้เป็นนักว่ายน้ำกลุ่มแรก
แม้เด็กหญิงต้องเริ่มฝึกแล้วฝึกอีก ทว่าเธอก็ไม่เคยจะปริปากบ่น
คงมีแต่เสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่ฉาบบนใบหน้าเสมอ
หลังจากฝึกซ้อมได้ไม่นาน โค้ชจางก็ตัดสินใจส่งเฉียนหง
เข้าแข่งขันว่ายน้ำเป็นคนแรกของรุ่นเมื่อปี 2009
และแล้วลูกศิษย์คนนี้ก็ไม่ทำให้โค้ชต้องผิดหวัง
เมื่อเฉียนหง สามารถคว้ามาได้ถึง 1 เหรียญทองและ 2 เหรียญเงิน...
ความสำเร็จครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความภาคภูมิใจแก่เฉียนหงเยี่ยน
และครอบครัวเท่านั้น มันยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนพิการทั่วโลก
อีกทั้งทำให้ทัศนคติของชาวจีนที่เคยมีต่อคนพิการเปลี่ยนไป
ต่อไปคงไม่มีใครกล้าดูถูกเหยียดหยามคนเหล่านี้อีก
เพราะพวกเขาได้เห็นแล้วว่า...”ถ้าตั้งใจทำอะไรสักอย่าง..
คนพิการก็สามารถทำได้ดีไม่แพ้คนปกติเหมือนกัน..
และคนพิการไม่ใช่คนไร้ค่าไร้ความสามารถอย่างที่เคยเข้าใจกัน”
ฝันของเด็กหญิงยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ เพราะเธอยังมีความฝันสูงสุดอีกว่า..
ต้องคว้าเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกให้จงได้
ปัจจุบันแม้ทีมแพทย์จะสร้างขาเทียมให้เธอได้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น..
เธอก็ยังคง "รัก" ที่จะใช้ขาเทียมบาสเกตบอลอันเก่งที่ปู่ทำให้ต่อไป
...........................................................................................
ข้อมูลต้นฉบับ จากคอลัมน์ Inspiration “Basketball girl”
“ไร้ขา แต่ไม่ไร้ฝัน” นิตยสาร Secret ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม 2557
5++++++++++++++++++++//+++++++++++++++++++++++++++++++/++++++++++++
ไม่มีนรก-สวรรค์
ปรัศนี:  เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า สอนว่า ไม่มีนรกไม่มีสวรรค์ หรือแม้หลังจากตายแล้ว และนิพพานอยู่ที่ เมื่อจิตว่าง ดังนี้เป็นการกล่าวตรงตามที่ท่านอาจารย์กล่าวหรือเปล่าครับ?
พุทธทาส: เราไม่ได้พูดว่า ไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ หรือแม้แต่หลังจากตายแล้ว เราว่ามีทั้งสองอย่าง นรกสวรรค์ต่อตายแล้ว ก็ว่าไปตามเดิม ไม่ไปแตะต้องเขา นรกสวรรค์ที่นี่และเดี๋ยวนี้ นี่ยืนยันมากให้ตรงตามพุทธประสงค์ นรกสวรรค์อยู่ที่อายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอันว่ามันมีนรกชนิดนี้ก็มี นรกสวรรค์ต่อตายแล้วไม่ได้ไปแตะต้องเขา ไม่ได้ไปวิพากษ์วิจารณ์เขา ขอให้เก็บไว้ แต่ควบคุมได้ โดยที่จัดนรกสวรรค์เดี๋ยวนี้ให้ถูกต้อง มันควบคุมถึงไปได้ถึงสวรรค์ต่อตายแล้ว เป็นอันว่ามีนรกสวรรค์ทั้งสองชนิด ทั้งสองประเภท ไม่ได้ยกเลิกชนิดไหนเลย
ข้อที่พูดว่า นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ เป็นสำนวนพูดให้เกิดความสนใจ นิพพานมีเมื่อจิตว่างจากกิเลส นี่มีหลักมีเกณฑ์ คือเป็นนิพพานตัวอย่าง คำว่า "นิพพาน" ที่เกี่ยวกันอยู่กับจิตนั้นก็คือ จิตนั้นมันว่างจากกิเลส นี้พูดและยืนยันว่า พูด และจะพูดต่อไปว่า นิพพานตัวอย่างมีเมื่อจิตว่างจากกิเลส เป็นความดับแห่งกิเลส นี่เป็นนิพพานถ้าดับชั่วคราวก็เป็นนิพพานชั่วคราว เรียกว่า ตทังคนิพพาน หรือสมยวิมุตติ นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ขอให้คอยสังเกต เมื่อจิตว่างจากกิเลสโดยเหตุใดๆ ก็ตาม แต่มันยังไม่ใช่นิพพานสมบูรณ์ หรือตลอดกาลหรือนิรันดร นิพพานชั่วขณะ เรียกว่า ตัวอย่างก็ได้ เมื่อใดจิตว่างจากกิเลสน่ะ รีบรู้จักเสียเร็วๆ คอยเฝ้าดูจิตเมื่อไม่ปรุงเป็นกิเลส เป็นจิตเยือกเย็น เป็นนิพพานเพื่อจะได้เป็นตัวอย่าง แล้วจะได้ชอบใจ แล้วจะได้เป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานอันสูงสุด คือ นิพพานเต็มรูปแบบ.
เราสนใจนิพพาน ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันนี้ เพื่อทำให้คนไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องเป็นโรคประสาท ไว้เรื่อยๆ จะเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานอันแท้จริงหรือสูงสุด ที่ว่าอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ นิพพานตัวอย่างนั้นพูดจริง แล้วก็พูดต่อไปอีกด้วย พระนิพพานนี้แปลว่า เย็น เมื่อใดเป็นจิตเย็น เย็นอกเย็นใจละก็เมื่อนั้น เป็นนิพพาน แต่คำวา เย็น คำนี้ ก็พิเศษอีกแหละ กลัวว่า ผู้ถามคนนี้คงฟังไม่ถูก ผู้ถามรู้จักแต่เย็นที่คู่กับร้อน ถ้าร้อนก็ต้องเปิดพัดลม ถ้าเย็นถ้าหนาวก็ต้องห่มผ้า แต่มีความเย็น อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีเมื่อไม่เย็นไม่ร้อน เมื่อไม่เย็นไม่ร้อนชนิดนี้จะเกิดความเย็นชนิดหนึ่งซึ่งเป็นนิพพาน เมื่อไม่รบกวนด้วยความเย็นหรือความร้อนในโลกนี้ มันก็มีความเย็นอย่างโลกุตตระ เป็นนิพพาน ที่ใช้สอนกันในเบื้องต้นว่า เย็นคู่กับร้อน สุขคู่กับทุกข์ สุขที่คู่กับทุกข์ก็ยังเป็นทุกข์เย็นทั้งที่คู่กับร้อนมันก็ยังเป็นทุกข์ ต้องปัดทิ้งไปให้หมดทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งอะไรทุกๆ คู่ จึงจะเป็นนิพพาน, กล่าวว่า จิตเย็นเป็นนิพพาน คือเย็นต่อเมื่อไม่มีทั้งร้อนและทั้งเย็นในความหมายของโลกๆ เอ้า มีอะไรอีก.

คัดบางตอนจากหนังสือดอกโมกข์ ฉบับพิเศษ พุทธทาสวจนา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๒๐๙-๒๑๐

ขอทานกับเทวดา

ขอทานกับเทวดา

มีขอทานคนหนึ่ง อาศัยอยู่ใน
เมืองที่ใหญ่มากด้วยความที่ใน
เมือง มีขอทานอยู่มากมาย
วันๆ นึงเขาจึงแทบไม่ได้ตังค์เลย
ทั้งๆที่เขาขยันออกขอทานมาก

เทวดาตนหนึ่งที่เฝ้ามองขอทาน
คนนี้มาสักระยะนึงแล้ว จึงแปลง
ร่างเป็นคนลงมา แล้วมาหา
ขอทานคนนี้...

"ข้ามองเจ้ามานานละ เห็นว่า
ยากจนมาก แต่ก็ยังดีที่ขยัน
ทำมาหากิน ไม่ไปปล้นจี้ ขโมย
ของใคร วันนี้ข้าจะให้เงินเจ้า
10,000 บาทละกัน" เทวดาบอก

"จริงเหรอครับ ขอบคุณ
มากครับ !" ขอทานตื่นเต้น
"แต่ข้าถามนิดนึง" เทวดาว่า "เจ้าจะเอาหมื่นนึงนี่ไปทำอะไร
เหรอ ?"

"ข้าจะเอาไปซื้อโทรศัพท์ครับ
ท่าน" ขอทานตอบ
เทวดาก็ถามต่อ "ซื้อไปทำไม?"
"ข้าจะได้โทรไปถามเพื่อนๆข้าว่า
ตรงไหนขอทานแล้วได้เงินดีๆ
บ้างน่ะครับ" ขอทานตอบ

เทวดาได้ฟังคำตอบก็เริ่มตึ้บๆ
"งั้นข้าให้เจ้า 100,000 เลย !" เทวดายื่นข้อเสนอให้มากขึ้นไปอีก ขอทานก็ตอบตกลงอย่างตื่นเต้น แต่ก่อนที่เทวดาจะให้เงิน ก็ถามขอทานอีกครั้งว่า จะเอาเงินแสนนึงนี้ไปทำอะไร"ข้าจะเอาไปซื้อมอเตอร์ไซค์มาขี่ครับจะได้ไปขอทานได้ไกลขึ้นสะดวกขึ้น" เทวดาฟังเสร็จเริ่มเครียด...

"งั้นข้าให้เจ้า 10,000,000 เลยทีนี้ !!
เจ้าจะเอาไปทำอะไร !?!" เทวดาถามครั้งสุดท้าย
"โอ้ !!! ถ้าข้ามีสิบล้าน ! ....ข้าจะเอาเงินไปจ้างให้ขอทานคนอื่นมันออกไปจากเมืองให้หมดเลยครับ ! แล้วข้าจะได้เป็นขอทานแค่คนเดียวในเมืองนี้ !"

เทวดาฟังเสร็จปั๊ปก็เพลียกับคำตอบของขอทานคนนี้ แล้วก็หายวับไปไม่ปรากฏตัวอีกเลย...

แล้วเทวดาก็สรุปออกมาได้ว่า
"คนบางคน ไม่ได้จนเพราะขาดโอกาส
แต่มันจนเพราะความคิดของมันต่างหาก
มันเลยต้องจนทั้งปีทั้งชาติ"

นิทานเรื่องนี้ เปรียบเทียบให้เห็นภาพได้ชัดมาก เรื่องความจนสี่ประเภท

จนเงิน จนเวลา
หากมีโอกาสดีๆมา ยังพอแก้ไขได้

จนโอกาส
หากความคิดดี เมื่อมีโอกาสดีๆมา
ยังพอที่จะเปลี่ยนชีวิตได้

แต่หากจนความคิด ต่อให้มีโอกาสดีๆ ผ่านมาเท่าไร มันก็คงกลายเป็นแค่อากาศที่ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป

วิธีรู้สึกดีขึ้นกับคนที่คุณเกลียด

วิธีรู้สึกดีขึ้นกับคนที่คุณเกลียด

ฉบับที่ ๑๔๐ วิธีรู้สึกดีขึ้นกับคนที่คุณเกลียด

วิธีที่ดีที่สุด
ที่จะรู้สึกดีขึ้นทันทีกับคนที่คุณเกลียด
คือมองเขาเป็นเครื่องฝึกจิต
จะได้เห็นว่า
เขาช่วยทำให้ชีวิตคุณก้าวหน้ากว่าคนทั่วไปมาก

ความรู้สึกที่มีต่อคนคนหนึ่ง
ไม่ได้อยู่ที่ความเป็นเขาถ่ายเดียว
แต่อยู่ที่มุมมองของคุณเองด้วย

มองอย่างคาดหวัง
ก็ให้ความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์แบบรอความหวัง
หรือผิดหวังสมหวัง
ทั้งที่เขาอาจไม่ได้อยากรับฝากความหวังให้คุณ

มองอย่างเป็นเพื่อนร่วมโลก
ก็ให้ความรู้สึกพึ่งพาซึ่งกันและกัน
แบบคนที่ต้องอาศัยโลกใบเดียวกัน
คนหนึ่งทำไว้กับโลกอย่างไร
อีกคนก็ได้รับผลกระทบจากความเป็นโลกอย่างนั้น

มองอย่างเป็นศัตรูคู่แข่ง
ก็ให้ความรู้สึกว่าต้องเอาชนะคะคานกัน ทำลายกัน
ยอมกันไม่ได้ ถอยแม้แต่ก้าวเดียวไม่ได้
หรือกระทั่งเป็นสุขกับการอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้

แต่ถ้ามองอย่างเป็นเครื่องฝึกจิต
ความรู้สึกทั้งหมดจะพลิกกลับ
เพราะธรรมดาคนเราจะไม่คิดฝึกจิต
ฉะนั้น เมื่อใครบางคนกลายเป็นที่ตั้งของการฝึกหัด
ความตั้งใจนั้น จะช่วยให้มองย้อนเข้ามาที่ตัว
รู้สึกเข้ามาที่ใจ รู้จักเทียบวัด
เห็นจิตของตัวเองดีขึ้นหรือแย่ลงได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

คุณเลือกฝึกได้สารพัด
ฝึกควบคุมตนเองในสถานการณ์อึดอัด
ฝึกความฉลาดเลือกคำพูดผ่าทางตัน
ฝึกคิดหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับทุกฝ่าย
และที่สุดอันเป็นที่สุด คือ
ฝึกสมาธิแบบแผ่เมตตา

การฝึกแผ่เมตตาให้เข้าถึงอัปปมัญญาสมาบัติ
หรือเอาให้ได้สมาธิชั้นเลิศนั้น
พระพุทธเจ้าก็แนะให้ใช้ความผูกใจเกลียดนี่เอง เป็นตัวตั้ง
โดยพิจารณาความเกลียดเหมือนโรคภัยไข้เจ็บ
คนเราเมื่อหายป่วยได้ ก็กลับฟื้นมีกำลังวังชาได้
ดีใจได้ว่าเราหายแล้ว หรือทุเลาป่วยแล้ว
ความรู้สึกนั้นย่อมให้ความโล่งอกเบาใจ
ความโล่งอกเบาใจจากอารมณ์เกลียด
ปรุงแต่งจิตให้สว่าง ปลอดโปร่ง แผ่ผาย เป็นกุศลใหญ่
จึงง่ายที่จะพัฒนาเป็นจิตใหญ่ ตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เพียงแค่จดจ่อรู้อยู่กับรสสุข สว่างโล่งจากอารมณ์เกลียดนั้น

เพียงระลึกว่า
ไม่มีใครเป็นเป้าฝึกจิตได้เหมาะเท่าคนที่คุณเกลียด
คนที่คุณเกลียดจะไม่น่ารังเกียจอีกต่อไป
ยิ่งถ้าคุณฝึกจิตข้อไหนสำเร็จ
พัฒนาจิตให้ก้าวหน้าขึ้นได้จริง
เมื่อนั้น ภาพในใจของคนที่คุณเกลียด
อาจสว่างเรืองรอง ให้ความรู้สึกดีเกินกว่าจะคาดได้ถูกด้วย

ดังตฤณ
ตุลาคม ๕๗
....................................................
ขอบพระคุณข้อมูลจาก..
"ธรรมะใกล้ตัวฉบับ Lite
ฉบับวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๗"
ที่ได้เผยแพร่สู่ "สาธารณะ"
ให้ทุกคนในโลกนี้
ได้ทราบว่า...
"อะไรผิด, อะไรถูก"
....................................................
....................................................
หมายเหตุ: "สีเขียว" ในที่นี้
ใช้เพื่อระลึกถึง "ใบโพธิ์" ที่ "ต้นโพธิ์"
ไม่ได้เกี่ยวกับ "สี" ที่ "รั้วของชาติ"
ที่ไหนใดๆในโลกนี้ "ใช้" ใดๆทั้งสิ้น
     
โพธิพฤกษ์  หรือ  ต้นโพธิ์,
ต้นพระศรีมหาโพธิ์      
เป็นต้นไม้เป็นที่่ตรัสรู้ ('โพธิ'
หมายถึง 'ปัญญา' เป็นเครื่องตรัสรู้)
เป็นต้นไม้ที่ 'พระผู้มีพระภาค
อรหันตสัมมสัมพุทธเจ้า'
ทรงบำเพ็ญพระบารมีมา
ตลอดระยะเวลานาน
ถึง "สี่อสงไขยแสนกัปป์"
เมื่อทรงเป็นพระโพธิสัตว์
เพื่อที่จะได้เสด็จมาประทับ
ณ บริเวณใต้ต้นไม้ต้นนี้      
แล้วตรัสรู้เป็น 'พระสัมมาสัมพุทธเจ้า'
เป็นการตรัสรู้โดยชอบได้โดยพระองค์เอง    
ไม่มีใครเป็นครูเป็นอาจารย์        
'โพธิพฤกษ์' จึงเป็นบริโภคเจดีย์    
เป็นสถานที่ที่พระองค์ทรงใช้สอย  
เป็นเครื่องเตือนให้พุทธศาสนิกชน
ได้ระลึกถึง 'พระสัมมาสัมพุทธเจ้า'      
ผู้ที่ได้ศึกษาพระธรรม ได้เข้าใจพระธรรม    
ก็จะซาบซึ้งในพระคุณของพระองค์
ที่ทรงมีพระมหากรุณาเกื้อกูลแก่สัตว์โลก
ด้วยการทรงแสดงพระธรรมตลอด ๔๕  พรรษา    
วันหนึ่ง ๆ พระองค์ทรงมีเวลาพักผ่อนน้อยมาก          
ทั้งหมดเพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลกโดยแท้  
เมื่อได้เดินทางไปกราบนมัสการ
สังเวชนียสถาน และ พุทธสถาน
ที่ประเทศอินเดีย โดยเฉพาะที่พุทธยคา
ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระองค์ทรงตรัสรู้
ก็จะมีต้นพระศรีมหาโพธิ์
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วที่ไป
ก็จะเก็บใบที่ร่วงหล่นลงมาที่พื้น
เพื่อสักการะบูชาระลึกถึง
'พระคุณ' ของ 'พระองค์'.
...................................
มีข้อความว่า      
คำว่า สัตว์เหล่านั้น "เป็นผู้ตกต่ำ"
ตั้งอยู่ในกรรมอันไม่เสมอ

มีความว่า คำว่า "ตกต่ำ"
คือ แม้สัตว์ผู้ไปต่ำ ชื่อว่า "ผู้ตกต่ำ"
แม้ผู้มีความตระหนี่ ก็ชื่อว่า "ผู้ตกต่ำ"
ผู้ไม่เชื่อถือคำ ถ้อยคำ เทศนา คำสอน
ของ 'พระพุทธเจ้า' และ 'สาวก'
ของ 'พระพุทธเจ้า' ทั้งหลาย
ก็ชื่อว่า "ผู้ตกต่ำ"
     
ผู้ไปต่ำ ชื่อว่า "ผู้ตกต่ำ" อย่างไรหนอ ?
สัตว์ผู้ไปต่ำ ก็คือ สัตว์ที่ไปสู่นรก
ไปสู่ดิรัจฉานกำเนิด ไปสู่เปรตวิสัย
ชื่อว่า "ไปต่ำ"
ผู้ไปต่ำอย่างนี้ จึงชื่อว่า "ผู้ตกต่ำ"
................................................      
ท่านทั้งหลาย พึงพิจารณา
จากข้อความใน ขุททกนิกาย มหานิทเทส
คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ที่ ๒ ข้อ ๔๒
................................................
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
................................................
โลกใบเดียวกัน

แท้ที่จริงแล้ว
"โลก" ไม่ได้เป็น "ใบๆ, กลมๆ"

เพราะทุกคนมี "จิต" คนละ ๑ ขณะ
(ไม่ใช่ทุกคนมี "โลก" ใบเดียวกัน)

ขณะที่ "ปฏิสนธิจิต" เกิด
แท้ที่จริงแล้ว "ไม่มีแสงสว่าง,
ไม่มีเสียง, ไม่มีอะไรเลย,
มืดสนิท" (ไม่ใช่ "โลก"
เป็น "ใบๆ, กลมๆ")

แต่.. มี "ธาตุรู้" เกิดขึ้น
แล้วขณะใดที่ไม่มีแสงสว่าง
"ขณะนั้น" ก็มืด
อย่างเวลาที่เรากระทบแข็ง
ขณะที่แข็งปรากฏยังไม่ได้สว่างเลย
       
เพราะฉะนั้น ส่วนใหญ่แล้ว
เราจะมีสิ่งที่ปรากฏ "ทางตา"
เป็นแสงสว่าง หรือ "สี" นิดหนึ่ง
แล้วก็ "ดับ" ไป
แต่.. เราก็จำไว้
แล้วคิดเรื่องนั้น
(เป็น"โลก" ใบๆ, กลมๆ
เป็น "สัตว์, มนุษย์, สิ่งของ)

พอมี "เสียง" กระทบ "หู"
ความจริงเป็นเสียง (สูงๆ ต่ำๆ)
แต่เราก็ค่อยๆ "จำ"
จนกระทั่งเป็นภาษา เป็นคำ
จนกระทั่งรู้ความหมายว่า...
ถ้าเสียงสูงอย่างนี้
ภาษานี้ เป็นอย่างนั้น
ภาษานั้น เป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้น ก็มีความทรงจำ
เรื่อง "เสียง" นั่นเอง
       
เพราะฉะนั้น "โลก"
ที่เข้าใจผิดคิดว่า.. เป็น "ใบ" นี้
ความจริงเป็นเพียง การคิดตลอด
ขณะที่จิตคิดนึก "จิต" นั้น "มืดสนิท"
แต่พอมีแสงสว่างปรากฏทางตา
เพียงนิดหนึ่งแล้ว ก็คิดเรื่องนั้น
(เป็น"โลก" ใบๆ, กลมๆ
เป็น "สัตว์, มนุษย์, สิ่งของ)

พอมีเสียงกระทบหูนิดหนึ่งคิดเรื่องเสียง
พอมีกลิ่นกระทบนิดหนึ่งคิดเรื่องกลิ่น
พอมีรสกระทบนิดหนึ่งคิดเรื่องรส
พอมีกายกระทบเย็นร้อนอ่อนแข็ง
ก็คิดเรื่องสิ่งที่กระทบสัมผัส
รวมความว่า... เมื่อยังมีกิเลสอย่างหนา
"อวิชชาครอบงำ" จึงรวม "โลก"
ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ถาวร ที่มั่นคง
(เป็น"โลก" ใบๆ, กลมๆ
เป็น "สัตว์, มนุษย์, สิ่งของ)

แต่ความจริง เป็นเพียงเพราะจิตคิด
ถ้าจะคิดเรื่องหนึ่งเรื่องใดก็ตาม
แต่... "ตายทันที"
ก็จบเรื่องนั้น ทันที นั่นเอง
       
เพราะฉะนั้น เรื่องที่ปรากฏว่า...
เป็นเรื่องยาวๆ เป็นความคิดของเรา
แท้ที่จริงเป็น "จิต" เกิดขึ้น
คิดทีละคำ ทีละขณะ ทีละเรื่อง เท่านั้นเอง
ไม่ว่าจะคิดเรื่อง "โลก"
เป็นใบๆ, กลมๆ ฯลฯ
หรือ เรื่องอะไรทั้งหมด
เรื่องสาขาวิชาการใดๆ ก็ตาม
เพราะมี "จิต" เกิดขึ้น
แล้วขณะนั้น ก็ "คิด" นั่นเอง
       
เพราะฉะนั้น เวลาที่ "บางคน"
ยังไม่รู้จัก "ปรมัตถธรรม"
ยังไม่รู้จักว่า "โลก" นั้น
ความจริง ก็คือ มี "ทาง" (ทวาร)
ที่จะมากระทบ ๕ ทาง
(ตา หู จมูก ลิ้น กาย)
ส่วน "ใจ" นั้น "คิดนึก" ตลอด
       
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่รู้จักอย่างนี้จริงๆ
เหมือนเราอยู่ในโลกที่มีคนเยอะแยะ
แต่.. เยอะเพราะ "คิดนึก" นั่นเอง

เพราะฉะนั้น "บางคน" มีความไม่รู้
(กิเลสอย่างหนา อวิชชาครอบงำ)
เรียกสั้นๆ ว่า.. "โง่"
จึงยืดถือ "โลก" นี้ว่า..
เป็น ใบๆ, กลมๆ

จึงยืดถือ "โลก" นี้ว่า..
"เป็นเรา" ฉันใด
ก็เห็นเป็นคนอื่น ฉันนั้น

เพราะฉะนั้น จึงมีรัก มีชัง
เพราะเหตุว่า.. "ไม่รู้ความจริง"
ว่าเป็น "สภาพธรรม"
ที่เพียง "ปรากฏ" แล้ว "ดับ" สั้นมาก
ถ้าประจักษ์จริงๆ
ความยืดถือ "สภาพธรรม"
ว่า... เป็นตัวตนก็ไม่มี
แต่เพราะว่าไม่ประจักษ์
ก็ยังมีอยู่นั่นแหละ
ยังเป็นเราที่นั่งอยู่ที่นี่
ยังเป็นคนนั้นคนนี้
ถ้าจิตไม่คิดถึงคนนั้น
จะมีคนนั้นหรือ
ถ้าจิตไม่โกรธ
จะมีคนนั้นที่เราโกรธหรือ

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะความโกรธ
หรือ ความรัก ความผูกพัน
ก็เพราะคิดถึงสิ่งต่างๆ
ที่เพียง "ปรากฏ" แล้ว
ก็ "ดับ" ไป นั่นเอง.
..............................................
พระพุทธเจ้าก็แนะให้ใช้ความผูกใจเกลียดนี่เอง เป็นตัวตั้ง

"การสอนให้โกรธ (ความผูกใจเกลียด)
ไม่มีในคำสอนทางพระพุทธศาสนา"

กิเลส เป็นเครื่องเศร้าหมองของ "จิต"
ไม่ได้มีเพียงแค่ ๓ อย่าง
คือ "โลภะ โทสะ โมหะ" เท่านั้น
ยังมีอีกมาก เช่น ความไม่ละอายต่ออกุศล
ความไม่เกรงกลัวต่ออกุศล
ความฟุ้งซ่านไม่สงบแห่ง "จิต" เป็นต้น
และ ทุกครั้งที่ "จิต" เป็น  "อกุศล"
ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม
ก็จะมีโมหะ ซึ่งเป็นความหลง
(ความไม่รู้) เกิดร่วมด้วยทุกครั้ง  
ขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้ว
ไม่เคยนำประโยชน์ใด ๆ
มาให้เลยแม้แต่น้อย
เพราะเป็นสภาพธรรม
ที่ขจัดซึ่งคุณความดี  
พร้อมทั้งให้ผลเป็นทุกข์เท่านั้น      
ตราบใดที่ยังมีกิเลส
ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด
ในสังสารวัฏฏ์อีกต่อไปไม่จบไม่สิ้น
   
"พระธรรม" ที่ 'พระพุทธเจ้า' ทรงแสดง
ตลอด ๔๕ พรรษา
เป็นไปเพื่อความเข้าใจถูก เห็นถูก
เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม
ไม่ใช่อกุศลธรรม    
ไม่มีพระพุทธพจน์แม้แต่บทเดียว
ที่ส่งเสริม หรือ สนับสนุน
ให้คนเกิดอกุศลเลย
แม้เพียงเล็กน้อย
รวมถึงความโกรธ,
ความผูกใจเกลียด ด้วย        
เพราะโดยทั่วไปแล้ว
คนเรามักจะโกรธในคนที่ทำไม่ดี
แต่ความโกรธ ไม่ว่าเป็นใครโกรธ
และ โกรธใคร ก็ไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น
เพราะเป็นอกุศล,
เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ
ไม่ว่าจะจากบุคคลอื่น
หรือ เรืองอื่น ๆ ก็ตาม  
ถ้าหากว่าไม่โกรธ  
ไม่เกิดความไม่พอใจ    
ก็นับว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยาก  
เพราะโดยปกติของปุถุชน
ผู้ที่ยังหนาแน่นด้วยกิเลสแล้ว
กิเลสย่อมเกิดขึ้นมากเป็นธรรมดา  
แต่ก็สามารถขัดเกลาได้
ด้วยการศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ      
"ตามความเป็นจริง"
ที่สำคัญ "พระธรรม" สอนไม่ให้โกรธ  
สอนไม่ให้อาฆาต
ไม่ให้ผูกใจเกลียด
มีแต่สอนให้มีเมตตา
มีความเป็นมิตร มีความเป็นเพื่อน
มีความหวังดีต่อผู้อื่น
ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม
"การสอนให้โกรธ
ไม่มีในคำสอนทางพระพุทธศาสนา"
   
ความโกรธ เป็นสภาพธรรมที่มีจริง
เกิดได้กับทุกบุคคล เมื่อได้เหตุได้ปัจจัย  
แต่... บุคคลผู้มีปัญญาเท่านั้น
ที่จะเห็นโทษของความโกรธ
ว่าเป็นอกุศลธรรม ที่พึง "ละ"    
ไม่ควรพอใจ ไม่ควรยินดีที่จะโกรธต่อไป  
เพราะความโกรธแม้เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ
เมื่อสะสมมากขึ้น
ก็อาจจะถึงขั้นผูกโกรธ
พยาบาท เกลียดชัง แค้นเคือง
ที่จะเป็นเหตุให้เกิดการประทุษร้าย    
ทางกาย หรือ ทางวาจา ในภายหน้าได้      
ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย

ดังนั้น "ธรรม" (ธัมมะ)
ที่ 'พระพุทธเจ้า' ทรงแสดง
จึงเป็นเครื่องเตือนที่ดี
และ ควรอย่างยิ่ง
ที่จะน้อมประพฤติตาม
ด้วยความจริงใจ
กล่าวคือ ควรมีเมตตา    
มีความเป็นมิตร
มีความเป็นเพื่อนต่อบุคคลอื่น
ด้วยกาย วาจา ใจ  
เพราะเหตุว่า แต่ละบุคคล
ก็เป็นเพื่อนร่วมเดินทาง
ในสังสารวัฏฏ์เหมือนกันทั้งนั้น
มีทั้งดี และ ไม่ดี เหมือนกันทั้งนั้น  
การเห็นใจ และ เข้าใจซึ่งกันและกัน
เป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควรที่สุด  
แต่... การไม่ชอบกัน การโกรธกัน
การไม่พอใจกัน ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
มีแต่โทษอย่างเดียว เท่านั้น.
..............................................
บุคคล "บางคน" ในโลกนี้
เป็นคนไม่ดี, ชั่ว
ทำลายพุทธศาสนา
แต่งตำราออกขาย
ได้เงินมากมาย แบบสบายๆ
เราไม่กลัวความผิดพลาดใดๆ
เรา "ยอมผิด" บ่อยๆ
(แต่.. สวดอิติปิโส ตลอดวัน ตลอดคืน
แม้จะสวดจน "ตลอดชีวิต")
เมื่อแตกกายตายไป เข้าสู่ทุคติ
อบายภูมิ มี "นรก" เป็นต้น
เวียนว่ายตายเกิดไม่จบไม่สิ้น
จึงมี "ยามรัก ยามชัง" นั่นเอง.

จีมาผู้ดูแล อ.กำพล ทองบุญนุ่ม

จีมาผู้ดูแล อ.กำพล ทองบุญนุ่ม

"He is my destiny.
ข้าพเจ้า ขออนุญาตใช้พื้นที่แห่งนี้
เขียนคำสรรเสริญ...ชายหนุ่มผู้หนึ่ง
ซึ่งจากบ้านเกิดเมืองนอนจากจีนแผ่นดินใหญ่
มาเพื่อเติมเต็มชีวิตของเขา
เชื่อหรือไม่ว่า เขามาเพื่อค้นหาคำตอบให้กับชีวิต
และวันนี้ เราก็ได้สัมผัสจากเขาว่า
“ความรักและเมตตา” คือกำลังสำคัญ
ที่จะนำพาชายหนุ่มผู้นี้ไปสู่เป้าหมายที่เขารอคอย
“He is my destiny."
เป็นประโยคที่ จีมา ได้กล่าวถึง
ท่าน อ.กำพล ทองบุญนุ่ม นั่นเอง
ก่อนหน้านี้ จีมาได้ติดตาม
ท่านอ.กำพล ทองบุญนุ่ม
มาบวชเรียน ที่วัดป่าสุคะโต จ. ชัยภูมิ
และบัดนี้ ได้สึกออกมาเพื่อดูแลอาจารย์ของเขา
ซึ่งกำลังป่วยด้วยโรคไวรัสซี ตับแข็ง และมะเร็งตับ
การป่วยครั้งนี้ของท่านอ.กำพล
หนักหนาสาหัสจริงๆ
ด้วยเหตุของตับที่แข็งเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่น้อย
ทำให้ท่านสามารถมีอาการแทรกซ้อนได้ตลอดเวลา
ทางทีมงานผู้ดูแล เราทราบประสงค์
ของท่านอาจารย์เป็นอย่างดี
ว่าท่านยอมรับทุกเขเวทนาจากโรคภัย
ที่กำลังเป็นอยู่ได้ทุกรูปแบบ
ด้วย "ใจที่เป็นปกติ” จริงๆ
สิ่งที่ท่านกำลังแสดงให้เราดู
ถือเป็นการส่งกำลังใจและเตือนสติกลับ
มายังทีมงานผู้ดูแลได้เป็นอย่างดีเสมอว่า
สมควรจะดูแลท่านด้วย "ใจที่เป็นปกติ" ด้วยเช่นกัน
จีมา เป็นหนึ่งในทีมงานผู้อุทิศการดูแลรักษา
ท่านอ.กำพล ด้วยกายด้วยใจอย่างชนิดศิโลราบ
ทุกๆ วัน จีมาจะนอนอยู่ปลายเตียง อ.กำพล
ยามคำคืนโดยเฉพาะกลางดึก
อ.กำพล ซึ่งนอนหลับไม่ค่อยได้ดีนัก
จากอาการทางตับ ทุกครั้งที่ท่านต้องขยับตัว
ท่านจะพยายามทำให้เบาที่สุด
เพื่อไม่ให้จีมาได้ยินและตื่นขึ้นมาให้การดูแลท่าน
แต่จีมา ซึ่งได้ผ่านการฝึกเจริญสติด้วย ความรู้สึกตัว
จาก อ.กำพล มาอย่างดี สติท่านจึงไวอยู่ไม่น้อย
สามารถตื่นขึ้นมาปรณนิบัติให้แทบทุกครั้งจนได้
จนกระทั่ง ท่าน อ.กำพล รู้สึกเกรงใจ
อยากให้จีมาได้พักเต็มที่บ้าง
พอจีมาล่วงรู้ จึงรีบเปิดใจกับอาจารย์ทันทีว่า
“ผมดูแลอาจารย์ด้วยความรักครับ
ยินดีทำทุกอย่างเพื่ออาจารย์
ขออย่างได้เกรงใจผมเลย
You are my destiny”
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ทั้งหมด
ยากที่ข้าพเจ้าและทีมงาน
จะสกัดกลั้นน้ำตาไว้ได้
อย่างดีที่สุด ข้าพเจ้าขอนำเรื่องนี้มาขยาย
ความรู้สึกชื่นชมให้ถึงแก่บรรดาญาติธรรมทุกท่าน
ที่เอาใจช่วย บ้างสละกำลังทรัพย์
บ้างแรงกาย บ้างกำลังความรู้
โดยเฉพาะผู้กำลังสละเวลาอ่านทั้งหมดของโพสต์นี้
ขอกราบอนุโมทนาบุญไปพร้อมๆ
กับจีมาของเรานะคะ”
ข้อมูล จาก ท่านประธานชมรมเพื่อนคุณธรรม

นิทานเรื่อง....เเม่มด ถ้าเป็นคุณ จะเลือกแบบไหน ดีมาก ๆ ...อ่านให้จบนะ

ส่งให้ที่รักที่บ้านด้วยนะ โดนมาก ช้อบ ชอบจิง ๆนะ
นิทานเรื่อง....เเม่มด
ถ้าเป็นคุณ จะเลือกแบบไหน ดีมาก ๆ ...อ่านให้จบนะ

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว.....
อาเธอร์ถูกจับและจะประหารชีวิต
แต่ กษัตริย์เสนอให้เขาเป็นอิสระ
ถ้าหากเขาสามารถตอบ ปัญหาแสนยากข้อหนึ่ง ได้ถูกต้อง
อาเธอร์มีเวลาหาคำตอบ 1 ปีเต็ม ถ้าเขาตอบไม่ได้
เขาก็จะ ถูกประหาร ' คำถามนั้นคือ ....
สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆ คืออะไร ?'

ปัญหา ดังกล่าวช่างยากเย็นจนแม้นักปราชญ์ที่ฉลาดก็ยังงุนงง
เขากลับไปยัง อาณาจักรของเขาและ
เริ่มหาคำตอบจากทุกผู้คน
แต่ไม่มีใครให้คำตอบที่ น่าพอใจได้
คนส่วนมากจะแนะนำให้เขาไปปรึกษาเรื่องนี้กับยายแม่มดแก่
ซึ่ง น่าจะเป็นผู้เดียวที่จะรู้คำตอบ
แต่ราคาค่าปรึกษาคงจะแสนแพง

แล้ว วันสิ้นปีก็มาถึง
อาเธอร์ไม่มีทางเลือกอื่น
แม่มดตกลงจะให้ คำตอบ
แต่อาเธอร์ต้องยอมรับเงื่อนไขแลกเปลี่ยนก่อน
นังแม่มดต้องการ แต่งงานกับกาเวน
อัศวินผู้ทรงเกียรติสูงสุดของ เหล่าอัศวินโต๊ะกลม
และ เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของอาเธอร์
อาเธอร์หนุ่มถึงกับสยองขวัญ
เพราะ ยายแก่หลังโกง
มีฟันเหลือซี่เดียว ตัวก็เหม็น เหมือนโถส้วม
ชอบทำ เสียงประหลาดน่ารังเกียจ
เขาปฏิเสธที่จะให้เพื่อนรักแต่งงานกับหล่อน
ฝ่าย กาเวนพอได้รับรู้ถึงข้อเสนอนั้น
เขายอมแต่งงาน
เพื่อชีวิตของอา เธอร์ และการดำรงอยู่ของอัศวินโต๊ะกลม
และยายแม่มดก็ให้คำตอบต่อคำ ถามของอาเธอร์
' สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆ ก็คือการได้เป็นตัวของตัวเอง '
ทุกคนทราบได้ทันทีว่าแม่มดได้กล่าวอมตะ วาจาอันยิ่งใหญ่
และอาเธอร์ก็รอดพ้นจากการประหารแน่นอน
และก็เป็น เช่นนั้นจริง

แต่ทว่า........งานแต่งงานของกาเวนกับนังแม่มด ช่างเหลือรับจริงๆ
กาเวนสง่าผ่าเผยเช่นปกติทั้งสุภาพอ่อนน้อม
ส่วน ฝ่ายนังแม่มดเฒ่านั้นออกลายนิสัยเลวสุดเดช

ทั้งกินมูมมามด้วยสองมือ ทั้ง เรอ ทั้งตด
ทุกผู้คนต่างรู้สึกอึดอัด
และ แล้วยามค่ำของวันส่งตัวก็มาถึง

กาเวนได้ปลอบตนเองพร้อมรับคืนสยอง
เขา ก้าวเขาสู่ห้องนอนวิวาห์
ช่างไม่เชื่อสายตาตนเอง!!!!
หญิงสาวแสนสวย ที่สุดที่ เคยพบพานนอนรออยู่เบื้องหน้า
กาเวนงุนงง ???? สาวแสนสวยเฉลยว่า

เพราะกาเวนช่างแสนดีกับหล่อน ( เมื่อยามเป็นแม่มด)
ดังนั้นครึ่งหนึ่งของวัน เธอจะอยู่ในสภาพพิกลพิการน่า
รังเกียจส่วนอีกครึ่งหนี่งของวัน เธอจะอยู่ในร่างแสนสวยนี้

กลางวันเขาอยากให้เธอเป็นแบบไหน กลางคืนอยากให้เป็นแบบไหน ?

เป็นคำถามที่ช่างโหดร้าย!!! กาเวนเริ่มคิดไตร่ตรอง
หญิงสาวสวยยามกลางวันเพื่ออวดต่อเพื่อนฝูง
แต่ กลางคืนเมื่ออยู่สองต่อสอง เป็นยายแม่มด ?

หรือว่าเขาควรจะเลือกยาย แม่มดตอนกลางวัน
แล้วได้สาวสวยเพื่อเริงระบำยามค่ำคืนดี ??
เป็นคุณ หล่ะ
คุณจะเลือกอย่างไร ???
( กรุณาหยุดคิดสักนิดเมื่อตัดสินใจได้แล้ว ค่อย อ่านคำตอบข้างล่าง นะ )

เอา ละ..
เมื่อได้คำตอบของคุณแล้ว
อ่านคำตอบของกาเวนที่อยู่
ข้าง ล่างนี้ กาเวนตอบว่า
' เขาขอมอบให้เธอเป็นผู้ติดสินใจเลือกเอง '
เมื่อ เธอได้ยินดังนั้น เธอ
จึงประกาศก้องว่าเธอจะสวยตลอดเวลา
เพราะเขา ได้ให้ความเคารพและให้เธอเป็นตัวของตัวเอง
นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า...

1. ผู้หญิงไม่ว่าจะสวยหรือจะน่าเกลียด ลึกๆ ข้างในเธอก็คือ แม่มด
2. ผู้หญิงจะกลายร่างเป็นแม่มด หรือเป็นสาวแสนสวยเมื่อไหร่
นั้นขึ้นอยู่กับ ความประพฤติของผู้ชาย

อย่า ลืมส่งต่อนะ

ส่งมากกว่า 2 คน....
ขอให้พบรักแท้... สาธุ!!!!!!!

.

Waiting....