วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ง่าย...ยาก...???



ง่าย... ที่จะหาที่อยู่ในสมุดโทรศัพท์  ยาก... ที่จะหาที่อยู่ในใจคน

ง่าย... ที่จะตัดสินความผิดของผู้อื่น  ยาก... ที่จะยอมรับความผิดของตนเอง

ง่าย... ที่จะพูดโดยไม่คิด  ยาก... ที่จะยั้ง ลิ้นของตน

ง่าย... ที่จะทำให้คนที่รักเราเจ็บ  ยาก... ที่จะรักษาบาดแผล

ง่าย... ที่จะขอการอภัย  ยาก... ที่จะให้อภัยผู้อื่น

ง่าย... ที่จะตั้งกฎเกณฑ์  ยาก... ที่จะทำตามกฎเกณฑ์

ง่าย... ที่จะฝัน  ยาก... ที่จะต่อสู้เพื่อความฝัน

ง่าย... ที่จะอวดชัยชนะ  ยาก... ที่จะพ่ายแพ้อย่างสง่า

ง่าย... ที่จะชื่นชมพระจันทร์ข้างขึ้น  ยาก... ที่จะเห็นพระจันทร์ข้างแรม

ง่าย... ที่จะสนุกสนานกับชีวิต  ยาก... ที่จะให้คุณค่าแท้จริงของชีวิต

ง่าย... ที่จะให้คำสัญญา  ยาก... ที่จะทำตามคำสัญญา

ง่าย... ที่จะบอกว่ารัก  ยาก... ที่จะแสดงออกว่ารักจริง

ง่าย... ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น  ยาก... ที่จะปรับปรุงตัวเอง

ง่าย... ที่จะทำผิด ยาก... ที่จะเรียนรู้จากความผิดนั้น

ง่าย... ที่จะคิดปรับปรุง  ยาก... ที่จะลงมือกระทำ

ง่าย... ที่จะรับ  ยาก... ที่จะให้

^___^


ง่าย... ที่จะอ่านตั้งแต่บรรทัดแรก.....
ยาก... ที่จะเข้าใจทุกบรรทัดที่อ่านและปฏิบัติได้
"
"
"
บางที...เรื่องที่ยาก...อาจกลายเป็นง่าย...
ถ้าเข้าใจและ...เลือกที่จะทำ...อย่างเต็มใจ
เพราะในอุปสรรคต่างๆนั้น...มักมีรางวัลซ่อนอยู่เสมอ...
"
"
"
แต่ความจริงแล้ว...ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ง่าย...หรือยากจนเกินไป…
เพราะถ้าอะไรง่ายไปหมด...แล้วพจนานุกรมจะมีคำว่ายากไว้ทำไม...

"
"
"
Whatever it is easy or difficult...up to your perspective.
There maybe some gifts hiding in those difficulties!

บันทึกของคนตาบอด





ถ้าดวงตาของคุณมีโอกาสชื่นชมโลกได้เพียงสามวัน คุณอยากมองเห็นอะไรมากที่สุด ?

คำถามนี้เคยถามเด็กหญิงคนหนึ่ง ซึ่งตาบอดและหูหนวกมาตั้งแต่กำเนิด เธอตอบไว้อย่างลึกซึ้งกินใจว่า

...ฉันเคยคิดบ่อยๆว่า คงจะดีไม่น้อย ถ้ามนุษย์เราตกอยู่ในสภาพตาบอดและหูหนวกสนิท ในเวลาสอง หรือสามวันในช่วงที่เริ่มเป็นผู้ใหญ่ ความมืดจะทำให้เห็นคุณค่าของความสว่างมากขึ้น และโลกเงียบจะสอนให้รู้จักชื่นชมเสียงต่างๆรอบตัว

เมื่อมีโอกาส ฉันมักจะทดสอบเพื่อนที่ตาดีว่าพบเห็นอะไรบ้าง ไม่นานมานี้ ฉันถามเพื่อนซึ่งกลับจากเดินเล่น ในป่า ว่าพบเห็นอะไรน่าสนใจบ้าง แล้วก็ได้คำตอบว่า

“ไม่เห็นมีอะไรพิเศษ ”

ฉันไม่เข้าใจว่าเป็นไปได้อย่างไร ที่เดินเล่นในป่าเป็นชั่วโมง แต่ไม่เห็นอะไรสะดุดตา ...

ส่วนฉันซึ่งมองไม่เห็นกลับรู้สึกว่า มีสิ่งน่าสนใจมากมายทั้งที่เคยแค่สัมผัส ฉันรู้สึกถึงลายเส้นงดงาม ของใบไม้ ฉันเคยลูบไล้ผิวเรียบลื่นของต้นเบิร์ชและเปลือกหยาบขรุขระของต้นสน เมื่อย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ ฉันชอบคลำไปตามกิ่งไม้ด้วยความหวังว่า จะได้สัมผัสตุ่มใบอ่อนอันเป็นสัญญาณว่า ธรรมชาติกำลัง ตื่นจากหลับใหลของฤดูหนาว

บางครั้งถ้าโชคดี ฉันจะค่อยๆ วางมือลงบนต้นไม้เล็กๆ และรับรู้ถึงแรงสั่นไหวของกิ่งไม้ว่านกกำลังขับขานอย่างมีความสุข

หัวใจฉันร่ำร้องบ่อยๆว่าปรารถนาจะเห็นสิ่งเหล่านี้ แค่สัมผัสฉันยังเป็นสุขถึงเพียงนี้ แล้วถ้าได้เห็นอย่างเต็มตาจะอิ่มเอมใจสักเพียงใด

ฉันลองนึกว่าอยากเห็นอะไรมากที่สุดถ้าดวงตาใช้การได้ปกติ แค่สามวันก็พอ...

ฉันจะแบ่งเวลาทั้งหมดเป็นสามส่วน วันแรก ฉันอยากเห็นรูปร่างหน้าตาของบุคคลที่มอบความเมตตา ปรานีแก่ฉันเสมอมา และทำให้ชีวิตมีค่าขึ้น ฉันไม่รู้ว่าการมองลึกผ่านดวงตาซึ่งเป็น “ หน้าต่างของหัวใจ ” เข้าไปยังก้นบึ้งของดวงใจจะเป็นอย่างไร

คนตาดีอย่างพวกคุณน่าจะพอใจที่สามารถเข้าถึงอารมณ์อันหลากหลายของผู้อื่นได้ง่ายและไวกว่า เพียงใช้สายตาเฝ้ามองท่าทางที่แสดงออกซึ่งบ่งบอกความรู้สึก แต่จะมีสักกี่คนที่ใช้ประสาทตาพินิจลงไปถึง จิตใจของคนรอบข้าง เกือบทุกคนสนใจเพียงลักษณะภายนอก และไม่เคยคิดจะพิเคราะห์ให้ลึกซึ้งกว่านั้น....

หากคุณอยากพบความสุข ขอเพียงไม่มองข้ามความสำคัญของสิ่งต่างๆ รอบตัว หากเราสามารถมองหา ความสุขจากสิ่งที่มี ไม่วิ่งหาความสุข...จากสิ่งที่ไม่มี คงไม่ต้องมาเสียใจภายหลังว่า ...กว่าจะรู้ซึ้งถึงคุณค่า ต่อเมื่อเวลาต้องสูญเสียไป...

อำนาจที่ยิ่งใหญ่ของใจ

อำนาจที่ยิ่งใหญ่ของใจ   



พระนิพนธ์ เรื่อง ตนอันเป็นที่รักยิ่งของตน


๐   “ความพอ” เป็นเรื่องของใจ
ความคิดอย่างหนึ่ง  ที่สมควรฝึกให้เกิดขึ้นเป็นประจำ  คือ ความคิดว่า “พอ”  คิดให้ “รู้จักพอ”
ผู้รู้จักพอจะเป็นผู้ที่มีความสบายใจ  ส่วนผู้ไม่รู้จักพอจะเป็นผู้ร้อนเร่า  แสวงหาไม่หยุดยั้ง  ความไม่รู้จักพอมีอยู่ได้แม้ในผู้เป็นใหญ่เป็นโต  มั่งมีมหาศาล  และความรู้จักพอก็มีได้แม้ในผู้ที่ยากจนต่ำต้อย  ทั้งนี้เพราะความพอเป็นเริ่องของใจที่ไม่เกี่ยวกับฐานะภายนอก  คนรวยที่ไม่รู้จักพอ  ก็เป็นคนจนอยู่ตลอดเวลา คนที่รู้จักพอ ก็เป็นคนมั่งมีอยู่ตลอดเวลา

๐   การยกระดับใจให้มั่งมีนั้นทำได้ทุกคน
การยกฐานะจากยากจนให้มั่งมีนั้น  ทำได้ไม่ง่าย  บางคนตลอดชาตินี้อาจทำไม่สำเร็จ  แต่การยกระดับใจให้มั่งมีนั้น  ทำได้ทุกคน  แม้มีความมุ่งมั่นจะทำจริง
คนรู้จักพอไม่ใช่คนเกียจคร้าน  และคนเกียจคร้านก็ไม่ใช่คนรู้จักพอ  ควรทำความเข้าใจในเรื่องนี้ให้ถูกต้อง แล้วอบรมตนเองให้ไม่เป็นคนเกียจคร้าน  แต่ให้เป็นคนรู้จักพอเมื่อรู้สึกไม่สบายใจ  ให้รีบระงับเสียทันที  อย่าชักช้า  ตั้งสติให้ได้ในทันที  รวมใจให้ความคิดวุ่นวายไปสู่เรื่องอันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ความไม่สบายใจ  อย่าอ้อยอิ่งลังเลว่าควรจะต้องคิดอย่างนั้นก่อน  ควรจะต้องคิดอย่างนี้ก่อน  ทั้งๆที่ความไม่สบายใจหรือความร้อนเริ่มกรุ่นขึ้นในใจแล้ว
ถ้าต้องการความสบายใจ  ก็ต้องเชื่อว่าไม่มีความคิดใดทั้งสิ้นที่จำเป็นต้องคิดก่อนทำใจให้รวมอยู่  ไม่ให้วุ่นวายไปในความคิดใดๆ ทั้งนั้น  ต้องเชื่อว่าต้องรวมใจไว้ให้ได้  ในจุดที่ไม่มีเรื่องอันเป็นเหตุแห่งความร้อนเกี่ยวข้อง

๐   การจะทำให้ความยากลำบากคลี่คลาย ต้องกระทำเมื่อจิตใจสงบเยือกเย็นแล้วเท่านั้น
ที่ท่านสอนให้ท่องพุทโธก็ตาม  ให้ดูลมหายใจเข้าออกก็ตามนั่นคือการสอนเพื่อให้ใจไม่วุ่นวายซัดส่ายไปหาเรื่องร้อน  เป็นวิธีที่จะให้ผลแท้จริงแน่นอน
ไม่ว่าจะเผชิญกับความลำบากกายใจอย่างใดทั้งสิ้น ให้มั่นใจว่าการจะทำให้ความยากลำบากนั้นคลี่คลาย จะต้องกระทำเมื่อจิตใจสงบเยือกเย็นแล้วเท่านั้นใจที่เร่าร้อน  ขุ่นมัว  ไม่อาจคิดนึกตรึกตรองให้เห็นความปลอดโปร่งได้  ไม่อาจช่วยให้ร้ายกลายเป็นดีได้

๐   ใจที่สงบ  เยือกเย็น  มีสติปัญญาเข้มแข็งมาก
อย่าคิดว่าเป็นความงมงาย  เป็นการเสียเวลา  ที่จะปฏิบัติสิ่งที่เรียกกันว่า “ธรรม” ในขณะที่กำลังมีปัญหาประจำวันวุ่นวายขอให้เชื่อว่า  ยิ่งมีปัญหาชีวิตมากมายหนักหนาเพียงไร  ยิ่งจำเป็นต้องทำจิตใจให้สงบเยือกเย็นเพียงนั้น
พยายามฝืนใจไม่นึกถึงปัญหายุ่งยากทั้งหลายเสียชั่วเวลาเพียงเล็กน้อย  เพื่อเตรียมกำลังไว้ต่อสู้แก้ไข  กำลังนั้นคืออำนาจที่เข้มแข็งบริบูรณ์ด้วยปัญญาของใจที่สงบ
ใจที่สงบ มีพลังเข้มแข็ง  และเข้มแข็งทั้งสติปัญญา  ใจที่สงบจะทำให้มีสติปัญญามากและแจ้มใส  ไม่ขุ่นมัว
ความแจ่มใสนี้เปรียบเหมือนแสงสว่าง  ที่สามารถส่องให้เห็นความควรไม่ควร  คือควรปฏิบัติอย่างไร  ไม่ควรปฏิบัติอย่างไรใจที่สงบก็จะรู้ชัดถูกต้อง  ตรงกันข้ามกับใจที่วุ่นวายไม่แจ่มใสซึ่งเปรียบเหมือนความมืด  ย่อมไม่สามารถช่วยให้เห็นความถูกต้อง ความควรไม่ควรได้  มีแต่จะพาให้ผิดพลาดเท่านั้น

๐   หมั่นพิจารณาให้เห็นโทษของความโลภ
ความโลภ ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นได้เลย  วัตถุสิ่งของเงินทองทั้งหลายที่ได้จากความโลภนั้น ดูเผินๆ เหมือนเป็นการยกฐานะ เพิ่มความมั่นคง แต่ลึกลงไปเป็นการทำลายมากกว่า
สิ่งที่ได้รับจากความโลภ  มักจะเป็นสิ่งที่ไม่สมควร มักจะเป็นการได้จากความต้องการเสียของผู้อื่น  ผู้อื่นทั้งหลายที่ต้องเสียนั่นแหละจะเป็นเหตุทำลาย  ความไม่ไว้วางใจของคนทั้งหลายจะเป็นเครื่องทำลายอย่างยิ่ง  จะเป็นเหตุให้อะไรร้ายๆตามมาเมื่อถึงเวลา  อะไรร้ายๆนั้นก็จะทำลายผู้มีความโลภจนเกินการเมื่อเวลานั้นมาถึงก็จะสายเกินไป  จนไม่มีผู้ใดจะช่วยได้  ฉะนั้นก็ควรหมั่นพิจารณาให้เห็นโทษของกิเลสคือความโลภเสียตั้งแต่ยังไม่สายเกินไป

๐   นับถือพระพุทธเจ้า  ต้องนับถือให้ถึงใจ
ถ้าความโลภเป็นความดี  พระพุทธเจ้าก็จักไม่ทรงสอนให้ละความโลภ  และพระองศืเองก็จะไม่ทรงพากเพียรปฏิบัติละความโลภ จนเป็นที่ปรากฏประจักษ์ว่าทรงละความโลภได้อย่างหมดจนสิ้นเชิง เป็นแบบอย่างที่บริสุทธิ์  สูงส่ง ยั่งยืนอยู่ตลอดมาจนทุกวันนี้  แม้ว่าจะได้ทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้วกว่าสองพันห้าร้อยปี
เราเป็นพุทธศาสนิก  นับถือพระพุทธเจ้า  อย่าให้สักแต่ว่านับถือเพียงที่ปาก  ต้องนับถือให้ถึงใจ  การนับถือให้ถึงใจนั้นต้องหมายความว่า ทรงสอนให้ปฏิบัติอย่างไร  ต้องตั้งใจทำตามให้เต็มสติปัญญาความสามารถ
ที่สวดกันว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ  ข้ามเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ  ข้ามเจ้าถึงพระธรรมเจ้าเป็นที่พึ่ง
สังฆัง  สรณัง  คัจฉามิ  ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
หมายถึง จะปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า พระธรรม  และพระสงฆ์ อย่างจริงจัง

๐   เมื่อมีพระพุทธ พระธรรม  พระสงฆ์  เป็นที่พึ่งและปฏิบัติตาม  จะได้รับความสุขสวัสดีอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนให้สวดมนต์เพื่อขอร้องวิงวอน  ให้ทรงบันดาลให้เกิดความสุขสวัสดีโดยเจ้าตัวเองไม่ปฏิบัติดีความหมายในบทสวดมีอยู่บริบูรณ์  ที่ผู้สวดจะได้รับผลเป็นความสุขความเจริญรุ่งเรืองถ้าปฏิบัติตาม  แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามความหมายของบทสวดมนต์  หรือเช่นไม่ปฏิบัติตามที่สวดว่าข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง  ก็จะไม่ได้รับผลอันเลิศที่ควรได้รับเลย  ฉะนั้นจึงควรปฏิบัติให้ได้ถึงพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง  คือปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติ  ปฏิบัติตามพระธรรมที่ทรงสั่งสอน  และปฏิบัติตามพระสงฆ์สาวกที่ปฏิบัติเป็นแบบอย่างไว้เกิด จะได้รับความสุขสวัสดีอย่างยิ่งตลอดไป  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

๐   ความเห็นถูกไม่ตลอด  ทำให้เกิดกิเลส
“ไม่มีผู้ใดเลยที่เห็นว่า  ความโลภ  ความโกรธ ความหลง เป็นความดี” 
ทุกคนเห็นว่าไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น  นับว่าเป็นความเห็นถูก  แต่เพราะเห็นถูกไม่ตลอด  จึงเกิดปัญหาในเรื่องกิเลสสามกองนี้ขึ้น
ที่ว่าเห็นถูกไม่ตลอดก็คือ  แทบทุกคนไปเห็นว่าคนอื่นโลภโกรธหลงไม่ดี  แต่ไม่เห็นด้วยว่าตนเองโลภโกรธหลงก็ไม่ดีเช่นกัน กลับเห็นผิดไปเสียว่าความโลภโกรธหลงที่เกิดขึ้นในใจตนนั้น  ไม่มีอะไรไม่ดี  นี่คือความเห็นถูกไม่ตลอด  ไปยกเว้นที่ว่าดีที่ตนเองเมื่อเห็นผู้อื่นที่ไม่โลภโกรธหลงน่ารังเกียจเพียงใด ให้เห็นว่าตนเองที่มีความโลภโกรธหลงนั้นน่ารังเกียจยิ่งกว่า  แล้วพยายามทำตนให้พ้นจากความน่ารังเกียจนั้นให้เต็มสติปัญญาความสามารถจะเรียกได้ว่าผู้มีปัญญา  ไม่ปล่อยตนให้ตกอยู่ใต้ความสกปรกของความโลภโกรธหลง


๐   เมื่อเห็นคนโลภ  คนโกรธ  คนหลง  นับเป็นโอกาสอันงาม  ที่จะนำมาพิจารณาตนเอง
โอกาสที่จะได้เห็นคนโลภคนโกรธคนหลงมีอยู่ทุกเวลานาที  เรียกได้ว่าโอกาสที่จะดูตนเองให้เห็นโทษเห็นผิดของตนเองนั้น  มีอยู่มากมายทุกเวลานาทีเช่นเดียวกัน  สำคัญที่ว่าจะต้องไม่ละเลยปล่อยโอกาสอันงามนั้นให้พ้นไป  อย่าลืมนึกถึงตนเองด้วยทุกครั้งไปที่พบเห็นคนโลภ  คนโกรธ  คนหลง
การแก้ความวุ่นวายทั้งหลายนั้น  ที่ถูกแท้จะให้ผลจริง  ต้องต่างคนต่างพร้อมใจกันแก้ที่ตัวเองเท่านั้น  พร้อมใจกันและแก้ที่ตัวเองเท่านั้นที่จะให้ผลสำเร็จได้จริง

๐   อำนาจที่ยิ่งใหญ่ของใจ
ไม่มีอำนาจของบุคคลอื่นใด  ที่จะสามารถบังคับบัญชาให้ใครหันเข้าแก้ไขตนเองได้ นอกจากอำนาจใจของเจ้าตัวเองเท่านั้นที่จะบังคับตัวเอง  จึงจะสามารถนำให้หันเข้าแก้ไขตนเอง
ควรพยายามทำความเชื่อให้แน่นอนมั่นคงสียก่อน  ว่าการแก้ที่ตนเองนั้นสำคัญที่สุด  ต้องกระทำกันทุกคน  ผลดีของส่วนรวมของชาติ  ของโลกจึงจะเกิดขึ้นได้
ทุกคน ขอให้เริ่ทฃมแก้ที่ตัวเองก่อน  แก้ให้ใจวุ่นวายเร่าร้อนด้วยอำนาจของกิเลสมีโลภโกรธหลง  ให้กลับเป็นใจที่สงบเย็นบางเบาจากกิเลสคือโลภโกรธหลง
ที่เคยโลภมาก..ก็ให้ลดลงเสียบ้าง  ที่เคยโกรธแรง..ก็ให้โกรธเบาบางลง  ที่เคยหลงจัด..ก็ให้พยายามให้สติปัญญาให้ถูกตามความจริงให้มากกว่าเดิม  ตนเองจะเป็นผู้สงบเย็นก่อน  ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดความสงบเย็นกว้างขวางออกไปได้อย่างไม่ต้องลังเลสงสัย



ที่มา http://www.dhammajak.net/book-somdej2/9.html

มองชีวิตที่เปลือยเปล่า


คนอยู่บนสวรรค์ เงินอยู่ในธนาคาร ; คนเราตอนมีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช้เงินตายแล้วเงินก็ยังใช้ไม่หมด
หวางจวินเหยานักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ในเจ้อเจียงเสียชีวิตในขณะที่อายุยังไม่มาก เหลือเงินฝากไว้ให้ภรรยา 1,900,000,000 และภรรยาได้แต่งงานใหม่กับคนขับรถของคุณหวางในสมัยที่คุณหวางยังมีชีวิตอยู่
ในขณะที่คนขับรถคนนั้นใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เขาก็คิดว่า”แต่ก่อน เรานึกว่าเราเป็นคนทำงานให้เจ้านาย ตอนนี้เราเพิ่งเข้าใจแล้วว่าเจ้านายทำงานให้เรามาตลอด
ความจริงที่โหดร้ายนี้เป็นตัวแสดงว่า : มีชีวิตที่ยืนยาว สำคัญกว่าความรวยความหล่อ
ขอให้ทุกคนหมั่นออกกำลังกาย ระวังสุขภาพ ใครเป็นฝ่ายทำงานให้ใครนั้นพูดยาก
- โทรศัพท์ที่ทันสมัย1เครื่อง 70% ของฟังก์ชั่นในโทรศัพท์นั้นไม่มีประโยชน์
- รถหรูๆ 1 คัน 70% ของความเร็วนั้นเหลือใช้
- บ้านหรูๆ 1 หลัง 70% ของพื้นที่นั้นว่างเปล่า
- ในมหาวิทยาลัยสักแห่ง 70% ของศาสตราจารย์เป็นพวกไร้สาระ
- กิจกรรมทางสังคมหลายอย่าง 70% เป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อ
- เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน 70% ไม่ได้ใช้ ไร้ประโยชน์
- เงินที่หามาทั้งชีวิต 70% ก็ทิ้งไว้ให้ผู้อื่นใช้
สรุป: ชีวิตที่เรียบง่าย ให้สนุกกับการใช้ชีวิต 30% ที่เป็นของคุณ
- ไม่เจ็บปวดแต่ก็ต้อง บำรุง
- ไม่กระหายแต่ก็ต้อง ดื่มน้ำ
- ว้าวุ่นแค่ไหนก็ต้อง ปล่อยวาง
- มีเหตุมีผลแต่ก็ต้อง ยอมคน
- มีอำนาจแต่ก็ต้องรู้จัก ถ่อมตน
- ไม่เหนื่อยแต่ก็ต้อง พักผ่อน
- ไม่รวยแต่ก็ต้อง รู้จักพอเพียง
- ธุระยุ่งแค่ไหนก็ต้องรู้จัก พักผ่อน
หมั่นเตือนตน: ชีวิตนี้สั้นนัก
หากเวลาของคุณยังมีเหลือเฟือ ส่งต่อข้อความเหล่านี้ต่อให้เพื่อนของคุณ ให้เพื่อนได้อ่านบ้าง เพื่อจะได้ใส่ใจตัวเองบ้าง
ดังนั้น
- อยากกิน...กิน
- อยากเที่ยว....เที่ยว
- เรื่องกลุ้มอย่าเก็บไว้
- สุขสบายทุกเพลา
- เวลาที่ยังจับมือไหว ให้เชิญเพื่อนมาสังสรรค์
- เวลาที่ยังกอดไหว ให้โอบกอดให้ชื่นใจ
- ทำหน้าที่พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา พี่ น้อง เพื่อนที่ดีต่อไป
- เวลาที่อยู่ด้วยกัน อย่าได้โกรธกันง่ายๆ
- รู้จักให้ ทำเพื่อผู้อื่นบ้าง ทำบุญบ้าง จะทำให้ชีวิตคุณมีค่ามากขึ้น

ทำดี คุณทำได้



การอยู่ในชีวิตประจำ วัน ควรจะอยู่ด้วยความสบายใจมากกว่าอยู่ด้วยความไม่สบายใจ เพราะความไม่สบายใจนั้นมันสร้างปัญหา แต่ความเบาใจโปร่งใจไม่สร้างปัญหาอะไรให้เกิดขึ้น ผู้มีปัญญาจึงควรจะรักษาตนให้มีสภาพจิตใจสงบทุกโอกาส

ทีนี้การที่เราจะทำใจให้สงบได้ทุกโอกาสนี่แหละเป็นปัญหา เป็นเรื่องที่เราควรจะศึกษาทำความเข้าใจ การ ศึกษาธรรมก็เพื่อประโยชน์แก่เรื่องนี้ คือเพื่อให้รู้ว่าเราควรจะอยู่อย่างไร ควรจะคิดอย่างไร ควรจะทำอย่างไร ชีวิตจะสดชื่นรื่นเริง และควรจะเป็นความสดชื่นตามแบบผู้ประพฤติธรรม

ไม่ควรจะรื่นเริงตามแบบผู้คะนองในความสุขทางเนื้อหนัง หรือว่าในทางวัตถุมากเกินไป เพราะว่าความสุขอันเกิดจากวัตถุนั้น มันก็เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งนั้น เช่นเวลาได้ก็ดีใจ เวลาเสียก็มีความเสียใจ ก็สิ่งทั้งหลายนั้นมันไม่มั่นคงถาวร ไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมของมันตลอดเวลา แต่มันอาจจะเปลี่ยนแปลงเป็นอะไรไปเมื่อใดก็ได้

เมื่อสิ่งนั้นมันเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ ถ้ามันมีอยู่กับเรา เราก็สบายใจ แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงไปเราก็เป็นทุกข์ เราก็ต้องมีความทุกข์สุขสลับสับเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา ไม่จบไม่สิ้น เวลาใดได้ก็สบายใจ เวลาเสียไป ก็มีความทุกข์ มีความเสียใจ เรื่องได้กับเสียนี้มันเป็นสิ่งคู่กัน เดินทางกันมาด้วยกัน คล้ายกับการสลับฉากของสิ่งต่างๆ เวลาหนึ่งมันเป็นเรื่องของการได้ แต่เวลาหนึ่งมันก็เป็นเรื่องของการเสียไป

ถ้าจิตใจเราไม่มีหลักประจำแล้ว เราก็ขึ้นๆ ลงๆ กับเรื่องได้เรื่องเสีย ไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น การที่มีจิตขึ้นๆ ลงๆ อยู่อย่างนั้น มันจะเป็นความสุขได้อย่างไร เป็นความสงบได้อย่างไร มันเป็นเรื่องที่เราไม่ควรจะทำในเรื่องอย่างนั้น แต่เราควรจะได้มีการรู้เท่ารู้ทันต่อสิ่งนั้นตามสภาพที่เป็นจริงฉะนั้นจึง ต้องมาทำการศึกษาในเรื่องนั้นๆ เพื่อจะได้ต้อน รับสิ่งเหล่านั้นให้ถูกต้องตามเรื่องที่มันควรจะเป็น

การต้อนรับสิ่งเหล่านี้ให้ถูกต้องนั้น คือเราจะต้องรับมันด้วยปัญญา ไม่ใช่รับด้วยความเขลา ถ้าเราไปรับเอาอะไรด้วยความเขลาก็เหมือนกับว่าเรากินผลไม้ทั้งเปลือก กินทุเรียนทั้งเปลือกไม่ได้แน่ เพราะว่าหนามทุเรียนจะตำปากเราให้เลือดไหล กินมังคุดทั้งเปลือกก็ไม่ได้ นั่นคือการกินทั้งเปลือกมันได้ทุกข์อย่างนั้น

ในอารมณ์ทั้งหลายที่มันมากระทบเราก็เหมือนกัน เราต้องปอกสิ่งเหล่านั้นออกไป แต่เราควรจะปอกมันด้วยปัญญา ให้รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น อะไรตั้งอยู่ อะไรเปลี่ยนแปลงไป ต้องรู้สภาพความจริงของเรื่องให้ถูกต้อง แล้วเราก็ไม่ต้องนั่งเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้นๆ

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้น มันก็ปนกันไปตลอดเวลา คนเคยเป็นใหญ่อาจจะกลายเป็นผู้น้อยไปเมื่อใดก็ได้ มั่งมีอาจจะกลายเป็นคนจนไปเมื่อใดก็ได้ เคยมีพวกพ้องบริวาร อาจจะกลายเป็นคนหมดพวกหมดบริวารไปก็ได้ อันนี้มันเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นได้เพราะความประมาทความเผลอเรอในการ ดำรงชีวิต

ในทางธรรมะท่านจึงสอนให้เราไม่ประมาท ให้รู้จักสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งร้ายเกิดขึ้น เพื่อให้สิ่งที่ดีคงอยู่อย่างนั้นตลอดไป เรื่องอย่างนี้มันเป็นเรื่องที่ทำได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องเหลือวิสัย บางทีเราอาจจะนึกไปว่าทำไม่ได้ เช่น คนบางคนมักจะพูดว่า แหมทำไม่ได้..เหตุที่ทำไม่ได้เพราะว่าไม่มีความตั้งใจที่จะทำ ไม่มีความรักที่จะทำ สิ่งอะไรที่เราไม่พอใจ จะทำ มันก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าเรามองเห็นว่าเป็นเรื่องควรจะทำได้ แล้วก็สร้างความพอใจให้เกิดขึ้น การกระทำสิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้น และเมื่อเราทำไปๆ ก็จะรู้สึกว่ามันค่อย เบาขึ้นสบายขึ้น ไม่ว่าเรื่องอะไรทำในขั้นตอนแรกมันก็หนักหน่อย แต่ว่าทำไปๆ ก็ค่อยเบาขึ้น

อันนี้เราจะเห็นง่ายๆ ในการทำวัตถุประเภทใดก็ตาม เบื้องต้นรู้สึกว่าลำบาก เพราะยังไม่เข้าใจวิธีของการกระทำ ยังไม่คล่อง เราก็รู้สึกอึดอัดขัดใจเล็กน้อย แต่ถ้าเรามีความเพียรมั่น มีความอดทน มีความตั้งใจจริง สิ่งที่ยากนั้นจะกลายเป็นของธรรมดา แล้วก็เป็นเรื่องกล้วยๆ เราสามารถจะทำได้สำเร็จในเวลาไม่กี่นาที อันนี้เราเห็นอยู่ทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวันของเราแล้ว ฉันใด

ในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติขัดเกลา จิตใจตนเองก็เหมือนกัน มันไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าเหลือวิสัย ที่เราจะทำไม่ได้ เพราะถ้าทำไม่ได้พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่บัญญัติไว้ ที่พระองค์บัญญัติหลักธรรมไว้นั้นแสดงว่าพระองค์ได้กระทำด้วยพระองค์เองแล้ว เห็นผลจากการกระทำนั้นแล้วว่า ได้จริงๆ จึงได้นำมาสอนแก่ชาวโลก เพื่อให้ชาวโลกได้นำมาปฏิบัติต่อไป

เพราะฉะนั้น เราอย่าเหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่ายในเรื่องนั้น แต่ให้คิดว่ามันเป็นเรื่องดีมีประโยชน์ เป็นเรื่องที่จะก่อให้เกิดความสุขอย่างแท้จริงในทางจิตใจ มีความสงบเกิดขึ้นแล้วเราก็พยายามที่จะกระทำเท่าที่เวลาจะอำนวยให้ ทีนี้เรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่จิตใจของเรา ทำไมเราจึงทำไม่ได้ ถ้าหากว่าตั้งใจจริงแล้วก็จะสำเร็จตามความปรารถนา...

เราลองมาคิดในแง่ตรงกันข้าม คือว่าในฝ่ายต่ำนั้น เราทำได้ คือว่าทำจนกลายเป็นนิสัยสันดานแล้ว ทีนี้เรามาคิดว่า ฝ่าย ดีนี้ก็น่าจะทำได้ เราเปลี่ยนกำลังเปลี่ยนความคิด ใช้สติปัญญาให้มากสักหน่อย กลับมาสร้างเสริมในด้านดีด้านงามต่อไป ก็ไม่เป็นเรื่องเหลือวิสัย เมื่อนิสัยในทางดีมีความละอายมีความกลัวต่อสิ่งชั่วสิ่งร้าย จิตใจก็มั่นคงอยู่ในคุณธรรม เราก็จะพ้นจากความ ทุกข์ความเดือดร้อนได้เหมือนกัน

ทีนี้การกระทำในด้านดีนี่แหละเรียกว่าการปฏิบัติธรรม การกระทำในด้านเสียนั้นไม่ชื่อว่าการปฏิบัติธรรม แต่เป็นการละเลยต่อธรรมะ ยิ่งมีการละเลยเพิกเฉยต่อ ธรรมมากเท่าใด ความตกต่ำทางจิตใจก็มีมากขึ้น แต่ถ้าเราเข้าใกล้ธรรมะมากเท่าใด จิตใจก็จะสูงขึ้นสะอาดขึ้นประณีตขึ้น แล้วก็จะมีความสุขทางใจเพิ่มขึ้น เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่ประจักษ์แก่ตน ผู้ใดประพฤติปฏิบัติก็จะเห็นผลด้วยตนเองว่ามีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจของเราบ้าง เช่นเราไม่เคยเข้าวัดรักษาศีลฟังธรรม แล้วเรามาเริ่มเข้าวัดรักษาศีลฟังธรรม เราจะรู้สึกว่าสภาพชีวิตเปลี่ยนแปลงไป มีความรู้ในเรื่องชีวิตถูกต้องขึ้น มีสติปัญญาเพิ่มขึ้น จะคิดอะไรจะพูดจะทำอะไรก็มีหลักมีเกณฑ์ มีระเบียบประจำจิตใจ ไม่ทำอะไรตามอารมณ์ ตามสิ่งที่มากระทบ

เราก็จะเห็นว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงไป คือเปลี่ยนแปลง ในทางที่ฉลาดขึ้น เข้าใจสิ่งต่างๆ ถูกต้องดีขึ้น การทำอะไรก็ไม่มีความประมาท รู้จักใช้เหตุใช้ผล ไม่เป็นคนอารมณ์ร้อนอารมณ์แรงมากเกินไป อันนี้คือผลที่ปรากฏแก่เราผู้เข้ามาปฏิบัติ ว่ามันเกิดผลแก่เราอย่างไร เมื่อเรา ได้เห็นผลเช่นนั้นแล้ว เราก็พอใจในการที่จะศึกษาปฏิบัติมากขึ้น เพราะชีวิตมันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีงาม มีความสุขสงบทางด้านจิตใจขึ้นกว่าปกติ



http://www.bhikkhupanyananda.org/index.php?option=com_content&view=article&id=25:%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89&catid=2:article-panyananda&Itemid=2

10 คำคม จาก 10 ภาษา

10 คำคม จาก 10 ภาษา
ภาษาจีน ??????????
(เม่ยเกอะเริ่น โย่วจื้อจี๋เตอะลู้เย้าโจ่ว)
ความหมาย ทุกคนมีทางเดินเป็นของตัวเอง
ทุกๆ คนมีสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ฝัน และทางเลือกเป็นของตัวเอง สิ่งหนึ่งที่เราชอบ อาจเป็นสิ่งที่อีกคนเกลียด หรือสิ่งหนึ่งที่เราฝัน อาจเป็นสิ่งที่อีกคนมีอยู่แล้วและไม่จำเป็นต้องไขว่คว้า เพราะฉะนั้นขอให้ภูมิใจกับทางเดินของตัวเอง เพราะนั่นคือสิ่งที่แสดงถึงความเป็นตัวเราได้ดีที่สุ ด

ภาษาอังกฤษ Life is what we make of it
(ไลฟ์ อิส วอท วี เมค ออฟ อิท)
ความหมาย ชีวิตคือสิ่งที่เราสร้างเอง
คนเรา ถึงแม้เลือกเกิดไม่ได้ แต่สามารถเลือกสร้างชีวิตได้ ขวนขวายโอกาส และมีความพยายามได้สร้างชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้น เพื่อพร้อมรับโอกาสดีๆ ที่อาจจะเข้ามาได้ทุกเวลา ความสำเร็จในชีวิตสร้างได้ด้วยตัวเองค่ะ

ภาษาญี่ปุ่น ???????????????????????
(เทน วะ ฮิโตะโนอูเอะ นิ ฮิโตะโวะ ซึคุราซึ ฮิโตะโนะชิตะ นิ ฮิโตะโวะ ซึคุราซึ)
ความหมาย ฟ้ามิได้สร้างคนให้อยู่เหนือคน และมิได้สร้างคนให้อยู่ใต้คน
ประโยคนี้ ฟุคุซาวะ ยูคิชิ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคโอเป็นผู้พูด ซึ่งหมายความว่า คนเราทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งแยกว่าสูงกว่าหรือต่ำกว่า เพราะฉะนั้นเราไม่ควรดูถูกผู้อื่น รวมถึงใครที่กำลังท้ออยู่ก็ห้ามคิดว่าตัวเองด้อยกว่า คนอื่น

ภาษาฝรั่งเศส Le génie est une longue patience
(เลอ เจนี เอ อูน ลง ปาซิยองซ์)
ความหมาย อัจฉริยภาพคือความอดทนอันยาวนาน
การที่คนๆ หนึ่งจะกลายเป็นคนเก่งที่ฉลาดรอบรู้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แน่นอนว่าพวกเขาต้องขยันแล้วก็ขยัน ซึ่งความขยันที่ทุ่มเทลงไปนั้น อาจจะทำให้พวกเขาบางคนพลาดสิ่งสนุกๆ ในชีวิต เช่น การเที่ยวเล่นกับเพื่อน การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งต้องอดทนและข่มใจเพื่อให้ผ่านช่วงเวลานั้นไปได้

ภาษาเกาหลี ??? ? ??
(ฮานึลเล พยอล ตากี)
ความหมาย เด็ดดาวบนท้องฟ้า
หมายถึงสิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้ นั่นเอง ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ต้องดูขีดความสามารถของเราด้วยว่าเรามีพลังพอที่จะทำ มั้ย แต่บางคนอาจเป็นพวกชอบลอง รู้ว่าไม่ได้ แต่ก็อยากลอง แต่ก็อย่าลืมว่า ถ้าเราเอาเวลาตรงนั้นไปมุ่งมั่นกับสิ่งที่มีโอกาสเป็นไปได้ล่ะก็ คุ้มค่ากว่าเยอะเลย จริงมั้ย

ภาษาเยอรมัน Das Leben ist eine Reise
(ดาส เลเบน อิส อายเนอ ไรเซอ)
ความหมาย ชีวิตคือการเดินทาง
อาจจะตีความหมายได้ 2 แง่คือเริ่มเดินทางตั้งแต่เกิดจนตาย หรือเดินทางเพื่อไปหาเป้าหมายในชีวิต แต่ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในรูปแบบไหน เราก็ต้องเจอทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี และอุปสรรคที่เราเจอนั้นจะยิ่งทำให้เราภูมิใจและสามารถยิ้มได้ทุกครั้งที่ย้อนมองกลับไปว่าเราเอาชนะมันได้

ภาษาสเปน Cuando una puerta se cierra, otra se abre
(ก๊วนโด้ อู๊น่า ปูเอรฺต้า เซ เซียร่า โอ๊ตร้า เซ อาเบร่)
ความหมาย เมื่อประตูบานนึงถูกปิดลง อีกประตูก็จะเปิดขึ้น
เชื่อเถอะ ว่าถึงแม้ประตูบานนึงจะถูกปิดไป ก็ย่อมมีประตูอีกบานที่เปิดรับและฉายแสงส่องสว่างให้อย่างดี หนทางไม่ได้มืดมนเสมอไป ถ้าเราเจอเรื่องแย่เรื่องหนึ่ง ลองมองรอบตัวดีๆ นะคะ สิ่งดีๆ อาจจะยืนรออยู่อีกมุมก็ได้

ภาษาเวียดนาม Ai c?ng ph?i ch?t m?t l?n
(อาย กุ๊ง ฝาย เจ๊ท โหมด เหลิ่น)
ความหมาย คนเราตายได้แค่ครั้งเดียว
คนเราเกิด ครั้งเดียว ตายครั้งเดียว ถ้าตายนั่นหมายถึงการสิ้นสุดของชีวิตที่ไม่สามารถทำอะไรต่อไปได้อีก เพราะฉะนั้นลองคิดให้ดีนะคะว่าชีวิตตลอดเวลาสิบกว่าปีหรือยี่สิบปี เราได้ใช้ทำอะไรที่มันคุ้มค่าบ้างแล้วหรือเปล่า เพราะอนาคตคือสิ่งที่เราไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น รวมถึงเราไม่มีทางรู้เลยว่าวันไหนคือวันสุดท้ายของชีวิตเรา

ภาษาอิตาเลียน Non fare il passo più lungo della gamba
(นน ฟาเร่ อิล ปั๊สโซ่ ปิ๊ว ลุงโก้ เดลลา กัมบ้า)
ความหมาย อย่าก้าวเท้ายาวกว่าความยาวของขา
ในการก้าวนั้น ควรก้าวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ที่สำคัญคืออย่ารีบก้าวยาวมากไป เพราะแทนที่จะถึงจุดหมายไว เราอาจจะต้องลื่นล้มเสีย เวลาเจ็บตัวฟรีๆ เพราะฉะนั้นควรประมาณความยาวของขาและแรง พลังของตัวเองให้ดีว่ามีมากเท่าไหน ช้าๆได้พร้าเล่มงาม

ภาษาดัทช์ Waar een wil is, is een weg
(วาร์ เอิ่นวิลอีส อีสเอิ่นเว็ก)
ความหมาย ถ้าไม่ท้อถอยซะก่อน หนทางสำเร็จก็ไม่ไปไหน
ประโยคนี้ เป็นประโยคที่ผู้ใหญ่เอาไว้ปลอบใจเด็กหรือคนที่อายุน้อยกว่าในเวลาที่ท้อและต้องการกำลังใจ หรืออาจจะแปลง่ายๆ ว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

ติ๋มที่รัก

ติ๋มที่รัก
ผมเองเชื่อมั่นในตัวคุณทั้งกายและใจมาตลอด ว่าคุณช่างงามทั้งกายและใจ แสนจะมีเสน่ห์และเร้าใจ
ยิ่งหมอดูคนที่หนึ่งคอนเฟิร์มว่าเราเป็นเนื้อคู่กัน
ยิ่งหมอดูคนที่สองคอนเฟิร์มว่าเราเป็นเนื้อคู่กันมาหลายชาติแล้ว
ยิ่งหมอดูคนที่สามคอนเฟิร์มว่าเราเป็นเนื้อคู่กันมาหลายสิบชาติแล้วเรายังจะเป็นเนื้อคู่กันต่ออีกหลายสิบชาติ
แต่หมอดูคนล่าสุดที่เป็นท่านเทพยากรณ์นี่สิ ที่แกเป็นแพทย์แผนไทยด้วย แกบอกผมว่า"คุณยังมีอีกหลายร้อยชาตินะ ทางเลือกยังมีอีกเยอะ"
พอผมฟังปุ๊บผมก็เกิดหลงเชื่อท่านปั๊บ ผมเสียใจนะติ๋มที่ชาตินี้ต้องขอพักรอบกับคุณก่อน ตามเทพยากรณ์ท่านสอนไว้ เพื่อรักของเรามันจีรังยั่งยืน
รักคุณจริงๆมาหลายชาติแล้ว และก็ยังคงจะรักต่อไป เจอกันในชาติต่อๆไปนะติ๋มที่รัก
กระจุก

ฟังรายการวิทยุรักพ่อ ตอนที่ 167 รักพ่อ รักในหลวง โดย กลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ - ล้นเกล้าของชาวไทย



รายการรักพ่อ 167 ล้นเกล้าของชาวไทย
http://www.youtube.com/watch?v=6pYPzluBpaE




 พบกับ สารคดีเฉลิมพระเกียรติฯ ในหลวง  3.ประโยชน์สุขแห่งแผ่นดิน เขาหินซ้อน ปฐมบทแห่งการเรียนรู้ , รักพ่อ-มุสลิม6 : ชีวิตที่ดีงามในสังคมทุนนิยม รายการรักพ่อ-เสียงมุสลิม โดย อ. สุรพงศ์ อ่อนหวาน ( รอซีดี อ่อนหวาน) คอเต็บมัสยิดนูรุ้ลมู่บีน บ้านสมเด็จ , หนังสือ ตามรอยพ่อ ตอน ความกตัญญู เสียงโดย ดร.สนอง วรอุไร และ ทพญ.อัจฉรา กลิ่นสุวรรณ์ ธรรมทานจาก ชมรมกัลยาณธรรม,
ทำไมเรารักพระเจ้าอยู่หัว

มาแล้วครับรายการรักพ่อ ช่วยสายต่อ ให้ระบือ ส่งสื่อสาร
เหมือนคนที่มีจิตร่วมกัน ร่วมปกป้องสถาบัน ให้มั่นคง
ช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ขอนำท่านผู้ฟังเข้าสู่รายการรักพ่อ

รายการวิทยุดีๆที่ตั้งใจทำในแนวจิตอาสา
ผู้ดำเนินรายการ : สุเวศน์ ภู่ระหงษ์
ทีมงาน ห้องบันทึกเสียง สิงหา ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี
- กลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ

พุทธศาสนามุ่งหมายอะไร



ความมุ่งหมายของพุทธศาสนานั้น มักจะถูกคนส่วนมากเข้าใจไปเสียว่า มุ่งหมายจะนำคนไปเมืองสวรรค์ จึงได้มีการสอนกันเป็นอย่างมาก ว่า สวรรค์เป็นแดนที่คนควรไปให้ถึง สวรรค์เป็นแดนแห่งความสุขที่สุด เลยมีการชักชวนกัน ให้ปรารถนาสวรรค์ ปรารถนากามารมณ์ อันวิเศษในชาติหน้า

คนทั้งหลายที่ไม่รู้ความจริง ก็หลงใหลสวรรค์ มุ่งกันแต่จะเอาสวรรค์ ซึ่งเป็นแดนที่ตนจะได้เสพย์กามารมณ์ ตามปรารถนา เป็นเมืองที่ตนจะหาความสำราญ ได้อย่างสุดเหวี่ยง แบบสวรรค์นิรันดร ของศาสนาอื่นๆ ที่เขาใช้สวรรค์ เป็นเครื่องล่อ ให้คนทำความดี คนจึงไม่สนใจ ที่จะดับทุกข์ กันที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ตามความมุ่งหมาย อันแท้จริง ของพุทธศาสนา นี่คือ อุปสรรค อันสำคัญ และเป็นข้อแรกที่สุด ที่ทำให้ คนเข้าถึงจุดมุ่งหมายของพุทธศาสนาไม่ได้ เพราะไปมุ่งเอา ตัณหาอุปาทาน กันเสียหมด

ฉะนั้น เราควรจะต้องสั่งสอนกันเสียใหม่ และพุทธบริษัท ควรจะเข้าใจเสียให้ถูกต้องว่า สวรรค์ดังที่กล่าวว่า เป็นเมืองที่จะต้องไปให้ถึงนั้น เป็นการกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน คือ การกล่าว สิ่งที่เป็นนามธรรม ให้เป็น รูปธรรม หรือเป็นวัตถุขึ้นมา การกล่าวเช่นนั้น เป็นการกล่าวในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อในเบื้องต้น ที่เหมาะสำหรับ บุคคลไม่ฉลาดทั่วไป ที่ยังไม่มีสติปัญญามากพอ ที่จะเข้าใจถึงความหมาย อันแท้จริงของพุทธศาสนาได้ แม้คำว่า "นิพพาน" ซึ่งหมายถึง การดับความทุกข์ ก็ยังกลายเป็นเมืองแก้ว หรือ นครแห่งความไม่ตาย มีลักษณะอย่างเดียวกันกับ เทียนไท้ หรือ สุขาวดี ของพวกอาซิ้มตามโรงเจทั่วไป สุขาวดี นั้น ตามความหมายอันแท้จริง ก็มิได้หมายความดังที่พวกอาซิ้มเข้าใจ เช่นเดียวกัน แต่มีความหมายถึง นิพพาน คือ ความว่างจากกิเลส สว่างจากทุกข์ มิได้หมายถึง บ้านเมืองอันสวยงาม ทางทิศตะวันตก ซึ่งมีพระพุทธเจ้า ชื่อ อมิตาภะ ประทับอยู่เป็นประธาน ที่ใครๆ ไปอยู่ที่นั่น แล้วก็ได้รับความพอใจทุกอย่าง ตามที่ตนหวัง เพราะว่าแวดล้อมไปด้วยสิ่งสวยงาม และรื่นรมย์ที่สุด ที่มนุษย์ หรือ เทวดา จะมีได้ นี่เป็นการกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน ทั้งสิ้น

ส่วนพวกนิกายเซ็น ไม่ยอมเชื่อว่า อมิตาภะ เป็นเช่นนั้น แต่ได้เอาคำว่า อมิตาภะ นั้นมาเป็นชื่อของจิตเดิมแท้ อย่างที่ท่านเว่ยหล่างเรียก หรือ เอามาเป็นชื่อของ ความว่าง อย่างที่ท่านฮวงโปเรียก เมื่อเป็นดังนี้ อมิตาภะ หรือ สุขาวดี ของพวกอาซิ้มตามโรงเจ ก็กลายเป็นของเด็กเล่น หรือของน่าหัวเราะเยาะ สำหรับคนฉลาดไป

ฉะนั้น เมื่อถามว่า พุทธศาสนา มีความมุ่งหมายอย่างไร ก็ควรจะตอบว่า มุ่งหมายจะแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวัน ของคนทุกคนในโลกนี้ เพื่อให้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ โดยไม่มีความทุกข์เลย พูดอย่างตรงๆ สั้นๆ ก็ว่า ให้อยู่ในกองทุกข์ โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ หรือพูดโดยอุปมาก็ว่า อยู่ในโลกโดยไม่ถูกก้างของโลก หรือ อยู่ในโลก ท่ามกลางเตาหลอมเหล็กอันใหญ่ ที่กำลังลุกโชนอยู่ แต่กลับมีความรู้สึกเยือกเย็นที่สุดดังนี้ ขอสรุปว่า พุทธศาสนา มุ่งหมายที่จะขจัดความทุกข์ ให้หมดไปจากคน ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้ หาใช่มุ่งหมาย จะพาคนไปสวรรค์ อันไม่รู้กันว่า อยู่ที่ไหน มีจริงหรือไม่ และจะถึงได้ หลังจากตายแล้ว หรือ ในชาติต่อๆไป จริงหรือไม่ เพราะไม่มีใครพิสูจน์ได้ นอกจากการกล่าวกันมาอย่างปรำปรา แล้วก็ยอมเชื่อกันไป โดยไม่ใช้เหตุผล จนเป็นความงมงาย ไปอีกอย่างหนึ่ง

บางคนอาจจะแย้งว่า คำสอนของพุทธศาสนา มีอยู่เป็นชั้นๆ ความมุ่งหมายก็ควรจะมีเป็นชั้นๆ เช่นให้มีความเจริญในโลกนี้ แล้วมีความเจริญในโลกหน้า แล้วจึงถึงความเจริญอย่างเหนือโลก ดังที่ชอบพูดกันว่า มนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติ และ นิพพานสมบัติ ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า เขาเหล่านั้น ไม่ทราบว่า สมบัติทั้ง ๓ นั้น เป็นเพียงระดับต่างๆ ที่ต้องลุถึงให้ได้ในโลกนี้ และเดี๋ยวนี้ หรือในชาตินี้นั่นเอง ไม่ใช่เอาสวรรค์ ต่อเมื่อตายแล้ว และเอานิพพาน หลังจากนั้น ไปอีกไม่รู้กี่สิบชาติ

ตามความหมายที่ถูกต้องนั้น มนุษยสมบัติ หมายถึง การได้ประโยชน์ อย่างมนุษย์ธรรมดาสามัญ จะลุถึงได้ ด้วยการเอาเหงื่อไคลเข้าแลก จนเป็นอยู่อย่างผาสุก ชนิดที่คนธรรมดาสามัญ จะพึงเป็นอยู่กันทั่วไป สวรรค์สมบัติ นั้นหมายถึง ประโยชน์ที่คนมีสติปัญญา มีบุญ มีอำนาจวาสนา เป็นพิเศษ จะพึงถือเอาได้ โดยไม่ต้องเอาเหงื่อไคลเข้าแลก ก็ยังมีชีวิตรุ่งเรืองอยู่ได้ ท่ามกลางทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง และ ความเต็มเปี่ยมทางกามคุณ ส่วน นิพพานสมบัติ นั้นหมายถึง การได้ความสงบเย็น เพราะไม่ถูก ราคะ โทสะ โมหะ เบียดเบียน จัดเป็นประโยชน์ ชนิดที่คนสองพวกข้างต้น ไม่อาจจะได้รับ เพราะเขาเหล่านั้น ยังจะต้องเร่าร้อน อยู่ด้วยพิษร้าย ของราคะโทสะ โมหะ ไม่อย่างใด ก็อย่างหนึ่ง เป็นธรรมดา แต่ถึงกระนั้น ก็ควรพิจารณาให้เห็นว่า สมบัติทั้ง ๓ นี้ เป็นเพียงประโยชน์ที่อยู่ในระดับ หรือ ชั้นต่างๆ กัน ที่คนเรา ควรจะพยายามเข้าถึง ให้ได้ทั้งหมด ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ คือในเวลาปัจจุบัน ทันตาเห็น นี้จึงจะได้ชื่อว่า ได้รับสิ่งซึ่งพุทธศาสนาได้มีไว้สำหรับมอบให้แก่ คนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ คนที่ไม่ไร้ปัญญาเสียเลย

ทีนี้ ก็มาถึงปัญหา ที่จะต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบที่สุดว่า ในบรรดาประโยชน์ ทั้ง ๓ คือ มนุษยสมบัติ, สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ นั้น ประโยชน์อันไหนเป็นประโยชน์ ที่มุ่งหมายอย่างแท้จริง ของพุทธศาสนา ประโยชน์อันไหน เป็นเหมือน ปลาที่มีก้าง ประโยชน์อันไหนเป็นเหมือนปลาไม่มีก้าง และอะไรเป็นเครื่องที่จะช่วยให้สามารถกินปลามีก้างได้ โดยไม่ต้องถูกก้างเลยอีกด้วย ในข้อนี้ แม้คนที่มีสติปัญญาอยู่บ้างแล้ว ก็ย่อมจะมองเห็นได้ด้วยตนเองว่า มนุษยสมบัติ และสวรรค์สมบัตินั้น เป็นเหมือนปลาที่มีก้าง อย่างมองเห็นบ้าง หรือ อย่างซ่อนเร้น อย่างหยาบ หรือ อย่างละเอียด โดยสมควรแก่ ชั้นเชิงของมันทั้งนั้น  คนต้องหัวเราะ และร้องไห้ สลับกันไป อย่างไม่รู้จักสิ้นสุด ก็เพราะ มนุษยสมบัติ และสวรรค์สมบัติ ต้องทนทุกข์ อย่างซ้ำซาก ก็เพราะ สมบัติทั้งสองนี้ ต้องเป็นทุกข์โดยตรง หรือ โดยประจักษ์ชัด ในเมื่อแสวงหามันมา และต้องเป็นทุกข์ โดยอ้อม หรือโดยเร้นลับ ในเมื่อได้สมตามประสงค์ หรือ เมื่อกำลังบริโภคมันอยู่ หรือเมื่อเก็บรักษามันไว้ก็ตาม ตลอดเวลาที่เขายังไม่ได้รับสมบัติอันที่ ๓ อยู่เพียงใด เขาจะต้องทนทุกข์ อยู่อย่างซ้ำๆ ซากๆ อยู่ในท่ามกลาง ของสิ่งที่เขาหลงสำคัญผิดว่า เป็นความสุข ต่อเมื่อได้สมบัติอันที่ ๓ เข้ามา เมื่อนั้นแหละ เขาจะสามารถปลดเปลื้อง พิษสง หรือ ความบีบคั้น ของสมบัติทั้ง ๒ ประเภทข้างต้นออกไปได้ มีชีวิตอยู่อย่างอิสระ เหนือการบีบคั้นของสมบัติทั้ง ๒ นั้นอีกต่อไป นี่แหละ จงพิจารณาดูด้วยตนเองเถิดว่า การได้มาซึ่งสมบัติชนิดไหน จึงจะนับว่า เป็นการได้ที่ดี การได้สมบัติชนิดไหน จะทำให้เราพบความมุ่งหมาย อันแท้จริงของพุทธศาสนา

ความเข้าใจผิด ที่เป็นอุปสรรคแก่การจะเข้าใจพุทธศาสนา มีอยู่อีกอย่างหนึ่งคือ คนมักเข้าใจกันว่า หลักพระพุทธศาสนา อันว่าด้วย สุญญตา หรือ อนัตตา นั้น ไม่มีความมุ่งหมาย หรือ ไม่อาจนำมาใช้กับคนธรรมดาสามัญทั่วไป ใช้ได้แต่ผู้ปฏิบัติธรรม ในชั้นสูงที่อยู่ตามถ้ำ ตามป่า หรือเป็นนักบวชที่มุ่งหมาย จะบรรลุมรรคผลนิพพาน โดยเร็วเท่านั้น แล้วก็เกิดบัญญัติกันเองขึ้นใหม่ว่า จะต้องมีหลักพุทธศาสนาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งเหมาะสำหรับคนทั่วไป ที่เป็นฆราวาสอยู่ตามบ้านเรือน และคนพวกนี้เองที่ยึดมั่นในคำว่า มนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติ แล้วจัดตัวเองหรือสอนคนอื่นๆ ให้มุ่งหมายเพียงมนุษยสมบัติ และสวรรค์สมบัติเท่านั้น ส่วนนิพพานสมบัติ เขาจัดไว้เป็นสิ่งสุดวิสัยของคนทั่วไป เขาจึงไม่เกี่ยวข้อง แม้ด้วยการกล่าวถึง คนพวกนี้แหละ จึงห่างไกลต่อการได้ยินได้ฟัง หลักพระพุทธศาสนาอันแท้จริง กล่าวคือ เรื่องสุญญตา และ อนัตตา คงสาละวนกันอยู่แต่เรื่องทำบุญ ให้ทาน ชนิดที่จะทำให้ตนเป็นผู้มีโชคดีในชาตินี้ แล้วไปเกิดสวยเกิดรวยในชาติหน้า และได้ครอบครองสวรรค์ หรือวิมานในที่สุด วนเวียนพูดกันในเรื่องนี้ ไม่ว่าในหมู่คนปัญญาอ่อน หรือ นักปราชญ์ เรื่องนิพพานสมบัติ จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวไป เพราะรู้สึกคล้ายกับว่า การบรรลุนิพพานนั้น เหมือนกับ การถูกจับโยนลงไปในเหว อันเวิ้งว้าง ไม่มีที่สิ้นสุด แต่จะปัดทิ้งเสียทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะเขาว่าเป็นสิ่งสูงสุด ในพระพุทธศาสนา จึงได้แต่เพียงห้ามปรามกัน ไม่ให้พูดถึง แม้ในหมู่บุคคลชั้นเถระ หรือ สมภารเจ้าวัด พวกชาวบ้านทั่วไป จึงห่างไกลจากการได้ยินได้ฟัง เรื่องซึ่งเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา หรือ หลักพุทธศาสนาอันแท้จริง ที่พระพุทธองค์ทรงมุ่งหมายเอาไว้ หรือมีไว้ เพื่อประโยชน์แก่คนทุกคน และทุกชั้น สถานการณ์ด้านศาสนาของประเทศไทย กำลังเป็นอยู่อย่างนี้ แล้วจะเรียกว่า เป็นการบวชเพื่อสืบพระศาสนาได้อย่างไรกันเล่า

เรื่องสุญญตานี้ เป็นเรื่องของฆราวาส จะต้องสนใจ ทราบได้จากบาลีตอนหนึ่งแห่ง สังยุตตนิกายและที่อื่นๆ ที่ตรงกัน ข้อความในบาลีนั้น มีใจความที่พอจะสรุปสั้นๆ ได้ว่า พวกชาวบ้าน ที่มีอันจะกินกลุ่มหนึ่ง ได้เข้าไปเผ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลให้ทรงทราบ ตามสภาพที่เป็นจริงว่า พวกเขาเป็นผู้ครองบ้านเรือน อัดแอด้วยบุตรภรรยา ลูบไล้กระแจะจันทน์หอม ประกอบการงานอยู่อย่างสามัญชนทั่วไป ขอให้พระองค์ทรงแสดงข้อธรรมะที่ทรงเห็นว่า เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เขา ผู้อยู่ในสภาพเช่นนั้น พระพุทธองค์ จึงสอนเรื่องสุญญตา ซึ่งเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา แก่คนเหล่านั้น โดยทรงเห็นว่า เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเหล่านั้น โดยตรง และทรงยืนยันให้เขาถือเป็นหลักไว้ประจำใจว่า เรื่องสุญญตานั้น เป็นเรื่องซึ่งพระพุทธเจ้าสอน ส่วนเรื่องอันสวยสดงดงามต่างๆ นอกไปจากนั้น เป็นเรื่องของคนชั้นหลังสอน พวกชาวบ้านเหล่านั้นได้ทูลแย้งขึ้นว่า เรื่องสุญญตายังสูงเกินไป ขอให้ทรงแสดงเรื่องที่ต่ำลงมา พระองค์จึงได้แสดงเรื่องการเตรียมตัว เพื่อความเป็นผู้บรรลุถึงกระแสแห่งนิพพาน ซึ่งได้แก่ ข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงความเป็นพระโสดาบัน มีใจความโดยสรุปคือ มีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างไม่ง่อนแง่น คลอนแคลน กับมีศีลชนิดที่พระอริยเจ้าชอบใจ คือ เป็นศีลชนิดที่ผู้นั้นเอง ก็ติเตียนตนเองไม่ได้ และการไม่มีความเชื่อหรือปฏิบัติอย่างงมงาย ในเรื่องต่างๆ พวกชาวบ้านเหล่านั้น ก็แสดงความพอใจ และกราบทูลว่า ตนได้ยึดมั่นอยู่ในหลักปฏิบัติเหล่านั้นอยู่แล้ว

เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณากันอย่างละเอียด เพื่อความเข้าใจถึงความมุ่งหมาย อันแท้จริงของหลักพระพุทธศาสนา พระองค์ ทรงแสดงเรื่องสุญญตา แก่บุคคลผู้ครองเรือน เพราะเป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่เขาตามที่เขาขอร้องตรงๆ พระพุทธองค์ประสงค์จะให้พวกฆราวาส รับเอาเรื่องสุญญตา ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ เพราะมันไม่มีเรื่องอื่น ที่ดีกว่านี้จริงๆ ส่วนเรื่องที่ลดหลั่นลงไป จากเรื่องสุญญตานั้น ก็ได้แก่ ข้อปฏิบัติที่ทำให้เป็นพระโสดาบันนั่นเอง เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเตรียมตัวสำหรับการบรรลุนิพพานโดยตรง จึงนับว่า เป็นเรื่องเข้าถึงสุญญตาโดยทางอ้อมนั่นเอง หาใช่เป็นเรื่องทำบุญให้ทาน ด้วยการมัวเมาในมนุษยสมบัติ และสวรรค์สมบัติ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ก็ไม่วายที่พวกนักอธิบายธรรมะในชั้นหลังๆ จะดึงเอาเรื่องเหล่านี้ มาเกี่ยวข้องกับสวรรค์สมบัติจนได้ และทำไปในลักษณะที่เป็นการหลอก โฆษณาชวนเชื่อยิ่งขึ้นทุกที จึงทำให้เรื่องที่เป็นบันไดขั้นต้นของนิพพาน หรือของสุญญตา ต้องสลัว หรือ ลับเลือนไปอีก จนพวกเราสมัยนี้ ไม่มีโอกาสที่จะฟังเรื่องสุญญตา หรือนำเอาเรื่องสุญญตา อันเป็นตัวแท้ของพระพุทธศาสนา มาใช้ในการบำบัดทุกข์ประจำวัน อันเป็นความประสงค์ที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า พวกเราจึงต้องเหินห่างจากหัวใจของพุทธศาสนา ออกไปมากขึ้นทุกวันๆ เพราะนักสอนนักอธิบายสมัยนี้เอง

การที่พระพุทธองค์ ทรงแสดงเรื่องสุญญตา แก่ฆราวาส ก็ต้องมีความหมายว่า ปัญหายุ่งยากต่างๆ ของฆราวาส ต้องแก้ด้วยหลักสุญญตา ความเป็นไปในชีวิตประจำวันของฆราวาส จะต้องถูกควบคุมอยู่ด้วยความเข้าใจถูกต้อง ในเรื่องอันเกี่ยวกับจิตว่าง เขาจะทำอะไรไม่ผิด ไม่เป็นทุกข์ขึ้นมา ก็เพราะมีความรู้ ในเรื่องสุญญตา มาคอยกำกับจิตใจ ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว ฆราวาสก็คือ พวกที่จะต้องหัวเราะ และร้องไห้ สลับกันไป ไม่มีที่สิ้นสุด และ เพื่อที่จะให้ฆราวาส ไม่ต้องเป็นเช่นนั้น พระองค์จึงได้สอนเรื่องสุญญตา แก่ฆราวาสในฐานที่ "เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่ฆราวาส" ดังที่กล่าวแล้ว หลักพุทธศาสนาอันสูงสุดนั้น มีเรื่องเดียว คือ เรื่องสุญญตา หรือ จิตว่าง ใช้ได้แม้แต่พวกฆราวาสทั่วไป และมุ่งหมายที่จะดับทุกข์ของฆราวาสโดยตรง เพื่อฆราวาสผู้อยู่ท่ามกลางความทุกข์นี้ จะได้กลายเป็น บุคคลที่ความทุกข์แปดเปื้อนไม่ได้ ถ้าเป็นนิพพาน ก็เป็นที่ความทุกข์แปดเปื้อนไม่ได้นั่นเอง ถ้าแปดเปื้อนไม่ได้เลย จนเป็นการเด็ดขาด และถาวร ก็เรียกว่า เป็นผู้บรรลุพระนิพพาน เป็นพระอรหันต์, เป็นแต่เพียงการแปดเปื้อนที่น้อยลงมา ก็เป็นการบรรลุพระนิพพาน ในขั้นที่เป็นพระอริยบุคคล รองๆ ลงมา

"โสตาปัตติยังคะ" ก็คือ ศรัทธาแน่นแฟ้นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และความมีอริยกันตศีล รวมทั้ง ๔ อย่างนี้ เป็นการเตรียมตัวเพื่อลุสุญญตาหรือ นิพพาน ศรัทธา (ความเชื่อ) จะยังไม่แน่นแฟ้นแท้จริง จนกว่าจะได้มองเห็นว่า พระพุทธเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้เรื่องสุญญตา คือ เรื่องสูงสุดที่ดับทุกข์ได้จริง และพระธรรมนั้น ก็เป็นเรื่องอะไรอื่น นอกไปจากเรื่องทั้งหมดของสุญญตา ที่ดับทุกข์ได้จริง กล่าวคือ คำสอนและการปฏิบัติ รวมทั้ง ผลที่มีมาจากความไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวง ส่วนพระสงฆ์นั้น ก็คือ ผู้ที่ปฏิบัติ และได้รับผลการปฏิบัติเช่นนั้น เมื่อมองเห็นอยู่อย่างนี้ ศรัทธาจึงจะแน่นแฟ้นมั่นคง ไม่ง่อนแง่น คลอนแคลน กล่าวคือ จะไม่เลื่อมใสในศาสดาอื่นๆ ในข้อสั่งสอนใดๆ และพวกนักบวชใดๆ ที่ไม่กล่าวสอนหรือปฏิบัติเรื่องสุญญตา หรือ นิพพาน

ส่วน "อริยกันตศีล" นั้นก็เหมือนกัน ศีลที่จะบริสุทธิ์หมดจด ถึงกับถูกจัดเป็น "อริยกันตะ" คือ เป็นที่พอใจของพระอริยเจ้าได้ ก็ต่อเมื่อศีลนั้น มีมูลมาจากการเห็น สุญญตา เท่านั้น แม้ไม่โดยสิ้นเชิง ก็ต้องโดยบางส่วน คือ อย่างน้อย จะต้องมีความเห็นว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น หรือ ยึดมั่นไม่ได้จริงๆ เท่านั้น เขาจึงจะเป็นผู้ไม่มีเจตนา ที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป ที่เป็นการผิดศีล ไม่ว่าจะเป็นศีลเท่าใดข้อไหนก็ตาม อนึ่ง สุขเวทนา และสิ่งอันเป็นที่ตั้งของสุขเวทนา นานาชนิดในโลกนั่นเอง ที่เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น และทำให้คนเราล่วงศีล ทั้งๆที่รู้อยู่ หรือ ทั้งๆที่พยายามจะไม่ให้ล่วง มันก็ล่วงจนได้ ยิ่งไปบีบบังคับหนักเข้า มันก็ยิ่งมีปฏิกิริยามากขึ้น แต่ถ้าหากมีทางระบายความกดดันอันนี้ออก เสียได้ ด้วยความรู้ เรื่องสุญญตาอยู่เสมอๆ แล้ว การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ก็จะมีได้โดยง่ายขึ้น ไม่มีการฝืน หรือ ต่อสู้อะไรมากมาย ศีลก็จะบริสุทธิ์ ถึงขนาดเป็นที่พอใจ ของพระอริยเจ้าได้

ทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่า โสตาปัตติยังคะ ทั้ง ๔ องค์นี้ แม้จะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้า ตรัสเพื่อเลี่ยงคำแย้งของพวกฆราวาสเหล่านั้น ในเรื่องความยากเกี่ยวกับสุญญตา ก็ยังไม่พ้นวงของเรื่องสุญญตา อยู่นั่นเอง ถ้าจะกล่าวอย่างโวหารธรรมดา ก็กล่าวได้ว่า เป็นการซ้อนกล บังคับให้รับเอาเรื่องสุญญตา อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น หรือในลักษณะที่ความรู้เรื่องสุญญตานั้น จักต้องงอกงามเบิกบานออกไปได้ในอนาคต ในตัวมันเองโดยแน่นอน ถ้าเขาจะมีศรัทธาจริง มีศีลจริง ดังที่กล่าวมานี้ มันก็ต้องเป็นศรัทธา หรือศีล ที่มีมูลมาจากสุญญตา ไม่ใช่จากความกระหายต่อสวรรค์ เช่น อยากเป็นเทวดา มีวิมานทอง มีนางฟ้า ๕๐๐ เป็นบริวาร หรืออะไรๆ ที่เขาล่อๆ ให้คนหลงกันอยู่ทั่วไป แม้จะเป็นศรัทธา หรือศีล อย่างรุนแรงเพียงใด ก็หาเป็นสิ่งที่แน่นแฟ้นมั่นคง หรือ เป็นที่พอใจของพระอริยเจ้าไม่ เพราะฉะนั้น เมื่อจะมีศรัทธาและมีศีล อย่างมั่นคงได้ มันก็ต้องเป็นศรัทธา และศีล ที่มีมูลมาจากสิ่งอื่นนั้น จะต้องล้มลุกคลุกคลาน อยู่เสมอไป ครั้งถูกหลอกถูกล่อ หนักเข้า เจ้าตัวก็จะเบื่อหน่าย ต่อศรัทธา และศีล เช่นนั้นขึ้นมาเอง จักเริ่มใช้ปัญญาของตน จนมาพบศรัทธาและศีลที่มีราก คือ สุญญตาเข้าวันหนึ่งจนได้ ฉะนั้น ถ้าจะกล่าวอย่างสำนวนชาวบ้าน เราก็อาจจะกล่าวได้ว่า พระพุทธองค์ได้ทรงวางกับดักล่วงหน้าไว้ดีแล้ว จนกระทั่งว่า ทำอย่างไรเสีย พวกชาวบ้านเหล่านั้น ก็ไม่หลุดรอดไปจากวงของเรื่องสุญญตาได้ ทั้งๆที่เขากำลังปฏิเสธ ไม่ยอมรับเรื่องสุญญตาอยู่อย่างแข็งขันก็ตาม

สรุปความว่า ในหมู่คนที่มีปัญญาแล้ว โดยธรรมชาติที่แท้จริงนั้น เขาย่อมต้องการธรรมะ หรือ หลักแห่งพุทธศาสนาอันเดียวกัน คือ การระงับดับทุกข์ เพื่อให้เกิดความสุขด้วยกันทุกคน เพียงแต่ลดหลั่นกัน ตามสติปัญญาเท่านั้นเอง กล่าวคือ เรื่องสุญญตา ในระดับหนึ่ง ที่เหมาะสมแก่บุคคลเหล่าหนึ่งๆ แต่ข้อเสียดายอย่างยิ่งก็คือ คนเหล่านั้นไม่เคยถูกสอน ให้ต้องการสิ่งที่จะมาดับทุกข์ตามฐานะของตนๆ ให้เหมาะสมกันกับความทุกข์ของตนๆ แต่เขาได้ถูกสอนใ ห้แล่นเตลิดออกไป นอกลู่นอกทาง คือไปต้องการความสุข ชนิดใดชนิดหนึ่ง ตามที่เขาจะชอบนึกฝันเอาเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องไปติดบ่วง ของการเมาสวรรค์ เมาบุญที่นักสอนศาสนาบางคน เขาโฆษณากันอยู่ ทุกค่ำเช้า ฉะนั้น สิ่งที่ชาวบ้านต้องการ จึงไม่ใช่ความดับทุกข์ หรือ ธรรมะที่อาจจะดับทุกข์ ตามที่พุทธศาสนาจะมีให้ แต่มันได้กลายเป็นว่า เขาต้องการความสุข ตามที่เขาคาดฝันเอาเอง สร้างวิมานในอากาศ ฝันหวานๆ ตามความพอใจของเขาเอง ไปเสียแล้ว

ข้อนี้เอง เป็นข้อที่ทำให้ทายกทายิกา หรือพุทธบริษัททั้งหลาย เกิดมีความมุ่งหมายที่จะได้อะไรๆ เกินไปจากที่พุทธศาสนาจะให้ได้ ผิดไปจากความมุ่งหมายเดิมแท้ของพระพุทธศาสนา เพราะจับหลักกันไม่ได้ ว่า พระพุทธศาสนา มุ่งหมายจะอำนวยประโยชน์อันแท้จริงอะไรให้แก่มนุษย์ และหลักธรรมที่จะเป็นเครื่องมือเช่นว่านั้นคืออะไร ฉะนั้น ขอเน้นอย่างสรุปสั้นๆ ว่า พระพุทธศาสนา มุ่งหมายจะให้คนทั้งหลาย อยู่ได้ท่ามกลางของทุกข์ โดยไม่ต้องเป็นทุกข์  เพราะอาศัยความรู้ และการปฏิบัติ ในเรื่องสุญญตา หรือ ความว่างจากตัวตน นั่นเอง หาใช่เพื่อ ความมัวเมาในสวรรค์วิมาน อย่างที่มีการโฆษณา ชวนเชื่ออยู่ตามวัดวาอารามต่างๆ ทั่วไปไม่และขอให้พวกเราเข้ามารู้จักกันเสียใหม่ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อมิให้เสียเวลา (โปรดอ่านหนังสือ "วิธีระงับดับทุกข์" ของท่านพุทธทาส)

ปัญหาต่อไปก็คือว่า ทำไมพวกเราในสมัยนี้ จึงได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนา น้อยเกินไป ในเมื่อเทียบกับประโยชน์ทั้งหมดที่พุทธศาสนาได้มีให้ ไม่มีสันติภาพอันพอควรในหมู่มนุษย์ ซึ่งถือกันว่า เป็นสัตว์สูง เหนือสัตว์ทั้งปวง จนถึงกับกล่าวได้ว่า สันติภาพมีในหมู่สัตว์เดียรฉานทั่วไป มากกว่า ที่มีอยู่ใน หมู่มนุษย์ เพื่อจะตอบปัญหานี้ เราควรจะทำความเข้าใจเสียก่อนว่า คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนานั้น มีอยู่สองประเภทใหญ่ๆ คือ เข้ามาเกี่ยวข้องเพียงสักว่า ทำตามบรรพบุรุษ หรือตามประเพณี อย่างหนึ่ง กับอีกอย่างหนึ่งนั้น เป็นเพราะมีความต้องการในใจ อย่างใดอย่างหนึ่งจากศาสนา

สำหรับอย่างแรก คือ การถือศาสนา สักว่าทำตามบรรพบุรุษ หรือตามประเพณีนั้น ไม่มีผลเป็นชิ้นเป็นอันสำหรับตัวบุคคลนั้นเอง ส่วนการถือศาสนาเพราะมีความมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ก็ยังแบ่งออกเป็นอีก ๒ ประเภท คือ ประเภทที่มีเจตนาอันบริสุทธิ์ คือเข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนา เพื่ออยากพ้นกิเลส พ้นความทุกข์ใจทั้งปวง คนพวกนี้ เป็นพวกที่น่าจะได้รับการสนับสนุน ช่วยเหลือ เท่าที่จะช่วยเขาได้ ส่วนอีกประเภทหนึ่งนั้น ไม่มีเจตนาอย่างนั้นเข้ามา ก็เพราะหวังจะเอาอะไรโง่ๆ จากพระศาสนา เช่น เอาเครื่องลางของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์ อยากให้มีโชค อยากร่ำรวย ให้ได้ชัยชนะ หรือคลาดแคล้ว จากศัตรู จากภูตผีปีศาจ และโรคภัยไข้เจ็บ แล้วก็เที่ยวหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์มาแขวนไว้ที่คอ จนคอแทบจะทนไม่ไหว โดยไม่มีความรู้เลยว่า นั่นคืออะไร มีมูลมาจากอะไร และเพื่ออะไร สิ่งที่ตนคิดว่าเป็นของขลัง และศักดิ์สิทธิ์ นั้นกลับกลายเป็น ข้าศึกแก่ตนเอง ปิดบังปัญญาของตัว

บางพวกก็เข้ามาบวชเพื่อหาความรู้ในทางศาสนา เพื่อจะได้วิชาความรู้นั้น เป็นเครื่องมือยังชีพ หาประโยชน์ทางวัตถุเพื่อตัวเอง เป็นการเพิ่มกิเลสขึ้นอีกอย่างเดียวกัน ในที่สุด ก็ไม่อาจเข้าถึงแก่นของศาสนาได้ เพราะไม่มีเจตน์จำนงค์จะเข้าให้ถึง ไม่มีใจรัก ที่จะเข้าให้ถึง หรือเห็นว่า สัจธรรมไม่ก่อประโยชน์เป็นเงินเป็นทองทันตาเห็น ฉะนั้น การที่ชาวบ้านลงทุนเพื่อบำรุงกิจการพระศาสนา อันไม่น้อยกว่า ร้อยล้าน พันล้านบาท จึงไม่ได้รับผล ตามความมุ่งหมายของศาสนา ไม่คุ้มค่าเงิน ที่ใช้ลงทุนไป เพราะเขาไม่ต้องการคำสอนที่แท้ ของพระพุทธเจ้า มีความต้องการ แต่สิ่งที่ไม่ตรงจุดหมายของพระองค์

จริงอยู่ ความกลัว ย่อมเป็นมูลเหตุอันแท้จริง ของการเกิดขึ้นมา และการตั้งอยู่ได้ ของศาสนาทั้งปวง พวกที่กลัวอำนาจอันลี้ลับ ของผีสางเทวดา รวมทั้งพระเป็นเจ้า ก็ต้องการศาสนาไว้ เพียงเพื่อจะได้เป็นที่โปรดปราน ของผีสางเทวดา และพระผู้เป็นเจ้า ทั้งๆ ที่สิ่งทั้งหมดเหล่านี้ ก็เป็นเพียงอวิชชาความโง่ อย่างหนึ่งเท่านั้น พวกที่กลัวยากจน กลัวโชคร้าย ก็หันเข้ามาหาศาสนา เพื่อเป็นเครื่องมือ ช่วยขจัดความกลัวเหล่านั้น ส่วนความกลัวของพุทธบริษัท ที่แท้จริงนั้น คือ กลัวความทุกข์ หรือ กลัวกิเลส ของตัวเอง โดยเห็นว่าเป็นภัยที่ใหญ่หลวง ยิ่งกว่าภัยใดๆ หมด พอเกิดมา ก็ได้ประสบภัยอันนี้แล้ว และประสบอยู่ต่อไป จนตลอดชีวิต จึงต้องการเครื่องมือ กำจัดมันเสีย เพราะเหตุนี้เอง พุทธบริษัทที่แท้ ที่หวังจะได้รับผลจากพระพุทธศาสนาโดยตรง จึงต้องรีบสะสางปัญหาข้อนี้ โดยมีความต้องการให้ถูกตรง ตามจุดมุ่งหมายของพุทธศาสนา แล้วจะประสบสิ่งที่เราต้องการ กล่าวคือ สันติภาพอันถาวร ของเอกชน และสังคม โดยไม่ต้องสงสัยเลย และนับว่าได้รับสิ่งสูงสุด ที่พุทธศาสนาเจตนาจะให้ กล้าท้าให้พิสูจน์ได้ว่า ไม่มีอะไรที่สูงยิ่งไปกว่านี้ ในการที่จะสร้างสันติภาพ ให้แก่ตนเอง และทุกๆ คนในโลก



http://www.buddhadasa.com/self/self_02.html

.

Waiting....