++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

พธม.ชี้ 4 ข้อไทยเสียดินแดน จี้ “มาร์ค” รับผิด ซัดรัฐสมยอมข้อมูลเท็จแขมร์ ดูวีดีโอประกอบจาก Manager Multimedia

วันนี้ (25 ก.พ.) ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวตอบโต้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวแปลกใจที่พันธมิตรฯ กล่าวหาไทยเสียดินแดนไปแล้ว รวมทั้งนำข้อมูลจากกัมพูชามาขยายผลว่า ตนต้องขอย้ำว่า มีเหตุผล 4 ประการที่ยืนยันว่า ประเทศไทยได้สูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนไปแล้วในทางปฏิบัติ ดังนี้ 1.เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนจากภาพถ่ายและวิดีโอว่ากัมพูชายึดดินแดนไทยอยู่ พร้อมสำแดงอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนไทย ทั้งที่วัดแก้วสิกขาคีรีศวร ภูมะเขือ ปราสาทเขาพระวิหาร บ้านหนองจาน และในพื้นที่อื่นๆ อีกหลายจุด 2.ฝ่ายไทยไม่เคยยืนยันเรื่องเส้นเขตแดนในเวทีระหว่างประเทศ ขณะที่กัมพูชายืนยันพื้นที่ว่าเป็นเขตแดนของตนตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ทั้งในเวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) และในเวทีอาเซียน จึงมีข้อเสนอและแถลงการณ์ให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดยิงถาวร โดยไม่สนใจถึงการรุกล้ำดินแดนไทยและละเมิด MOU 2543 ตลอด 11 ปีที่ผ่านมาของฝ่ายกัมพูชา จึงไม่เกิดข้อเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาถอยออกจากแผ่นดินไทย

นายปานเทพ กล่าวต่อว่า ประการที่ 3 ข้อตกลงหยุดยิงที่มีเงื่อนไข 8 ข้อของฝ่ายทหารเมื่อวันที่ 19 ก.พ.แม้ฝ่ายไทยจะปฏิเสธ ว่า ไม่มีการลงนาม เป็นเพียงสัญญาลูกผู้ชาย แต่ถือเป็นการสละการใช้กำลังทหารผลักดันกองกำลังและชุมชนกัมพูชาออกจากแผ่น ดินไทย และสละการใช้แสนยานุภาพทางการทหารบนโต๊ะเจรจา ทำให้กัมพูชาสามารถยึดครองแผ่นดินได้จนกว่าจะพอใจโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา รวมทั้งเงื่อนไขทั้ง 8 ข้อได้ผ่านการรับทราบในที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน จนมีการออกเป็นแถลงการณ์ออกมา และประการที่ 4 การให้อาเซียนมาเป็นผู้สังเกตการณ์เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีการปะทะกัน อีก เท่ากับว่าฝ่ายไทยและกัมพูชายินยอมให้ประเทศที่ 3 เข้ามา โดยไทยไม่มีสิทธิ์ในการผลักดันทหารกัมพูชาออกจากแผ่นดินได้เลย

“ด้วยเหตุผล 4 ประการนี้ ทำให้สามารถสรุปได้ว่าประเทศไทยได้สูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนไปเป็นที่เรียบ ร้อยแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย และต้องการความรับผิดชอบจากนายอภิสิทธิ์ ที่เคยกล่าวไว้เมื่อวันที่ 7 ส.ค.53 ที่บอกว่าหากทำให้ประเทศสูญเสียดินแดน อย่าว่าแต่การเป็นนายกฯเลย แม้แต่แผ่นดินไทยก็ไม่ควรอยู่ด้วยซ้ำ” นายปานเทพ กล่าว

นายปานเทพ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ทหารอินโดนีเซีย 30 คน ที่จะมาสังเกตการณ์ในพื้นที่เพื่อป้องกันการปะทะด้วยว่า 15 คน ที่จะมียืนในฝ่ายไทยนั้นไม่มีปัญหา แต่ 15 คนที่ไปอยู่ในฝั่งกัมพูชานั้นจะยืนอยู่ตรงจุดไหน หากมายืนที่วัดแก้วฯ ภูมะเขือ หรือเขาพระวิหาร เท่ากับว่า ฝ่ายไทยยอมรับไปอีกว่า พื้นที่เหล่านั้นเป็นของกัมพูชา เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะหากให้ยืนในพื้นที่กัมพูชาต้องยืนอยู่ที่ตีนหน้าผาของเขาพระวิหารและภู มะเขือ หากไปยืนที่อื่นเท่ากับรัฐบาลสมรู้ร่วมคิด และยอมรับว่าเป็นพื้นที่กัมพูชา

โฆษกพันธมิตรฯ กล่าวด้วยว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ที่ทางการกัมพูชาออกแถลงการณ์ว่า วัดแก้วฯ สร้างขึ้นเมื่อปี 2541 เพื่อเป็นเหตุว่า ภายใต้ MOU 2543 ห้ามเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมก่อนการลงนามใน MOU 2543 ดังนั้นฝ่ายไทยไม่มีสิทธิ์ที่จะไปรื้อถอนวัดแก้วฯ พันธมิตรฯรอดูท่าทีมา 24 วัน หลังการออกแถลงการณ์เพื่อทดลองใจรัฐบาลว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ปรากฏว่า รัฐบาลไม่ตอบโต้ประเด็นนี้เลย ทั้งที่ในความเป็นจริงกัมพูชาได้สร้างวัดแก้วฯในปี 2546 ถือเป็นการละเมิด MOU 2543 ตามหลักฐานภาพถ่ายที่พันธมิตรฯ มีอยู่ อีกทั้งรายงานการประชุม JBC ก็รับทราบเรื่องนี้ แต่รัฐบาลไทยและฝ่ายทหารกลับยืนยันไปยังนานาชาติ และเวทีในประเทศ ว่า สร้างในปี 2541 ซึ่งเป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น สิ่งนี้คือเจตนาในการสมยอมภายใต้ข้อมูลชุดเดียวกับกัมพูชา ดังนั้นที่นายอภิสิทธิ์บอกว่าพันธมิตรฯอยู่ฝั่งเดียวกับกัมพูชาจึงไม่จริง จึงขอถาม นายอภิสิทธิ์ ว่าจริงหรือไม่ที่วัดแก้วฯสร้างในปี 46

“รัฐบาลต่างหากที่ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับกัมพูชา เจตนาที่ต้องการใช้ข้อมูลของกัมพูชาเพื่อไม่ต้องใช้กำลังในการผลักดัน กัมพูชาและรื้อถอนวัดแก้วฯ หลังจากที่พันธมิตรฯเปิดเผยข้อเท็จจริงนี้แล้ว เราจะเฝ้าติดตามว่ารัฐบาลจะใชเวลาอีกกี่วันในการรื้อถอนวัดแก้วฯ ตามแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 ม.ค.54” นายปานเทพ กล่าว

ส่วนกรณีที่ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ระบุเตรียมนำร่างรายการประชุมทั้ง 3 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้งนั้น นายปานเทพ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการ ได้มีการตั้งข้อสังเกตในหลายจุด ซึ่งดูเหมือนว่าจะดูดี แต่แม้ที่จริงแล้วการนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาจะมีผลรับรองการกล่าวร้าย ฝ่ายไทยว่ารุกรานกัมพูชาตามแผนที่มาตรส่วน 1 ต่อ 2 แสนหลายครั้ง มีการพูดถึงการถอนทหารออกทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งยังเป็นการตอกย้ำการใช้ MOU 2543 และ TOR 2546 รวมทั้งแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนด้วย การที่ นายอรรถวิชช์ มากล่าวอ้างว่า รายงานการประชุมไม่ได้มีถ้อยความที่รับรองแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ระวางดงรัก จุดนี้ เป็นเพื่อความเห็ฯของคณะกรรมาธิการแต่ไม่ผูกพัน JBC เลย ที่สำคัญเอกสารของ JBC ต่างตอกย้ำการใช้แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนในทุกระวาง สิ่งที่คณธกรรมาธิการฯพยายามกล่าวถึงนั้นเป็นเพียงการกล่าวอ้างเพื่อเยียวยา ในประเทศเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในเวทีนานาชาติ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและเป็นอันตรายร้ายแรง ที่กัมพูชาจะนำไปใช้ในศาลโลกว่าฝ่ายไทยไม่ปฏิเสธการรุกรานกัมพูชาที่มีการ กล่าวหาในรายการประชุม อีกทั้งยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนอีกด้วย

เมื่อถามว่า พันธมิตรฯจะมีการเคลื่อนไหวต่อกรณีที่ตัวแทนยูเนสโก เตรียมเข้าพบนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ในวันนี้ (25 ก.พ.) อย่างไร นายปานเทพ กล่าวว่า ในส่วนของพันธมิตรฯไม่มีการเคลื่อนไหว แต่ทราบว่า นักวิชาการบางคนที่ร่วมกับเรา ซึ่งมีองค์กรเครือข่ายของตัวเองได้คัดค้านที่ตัวแทนยูเนสโกเข้ามาในลักษณะ ที่สนับสนุนฝ่ายกัมพูชา โดยได้ยื่นหนังสือก่อนหน้านี้ว่าไม่ต้อนรับผู้แทนยูเนสโกคนนี้ เพราะตัวแทนยูเนสโกมีอคติ อีกทั้งยังมีพฤติกรรมในการช่วยเหลือกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก รวมทั้งพื้นที่รอบๆที่เป็นของไทยด้วย จึงทำให้เกิดปัญหามาถึงทุกวันนี้ รัฐบาลก็มีหน้าที่ในการต้อนรับ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าภาคประชาชนไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ตนทราบข่าวอย่างไม่เป็นทางการมา ว่า ฝ่ายกัมพูชามีความพยายามล๊อบบี้ให้ตัวแทนยูเนสโกกดดันให้ฝ่ายไทยให้ชดใช้ค่า สินไหมในกรณีที่มีเหตุปะทะ เพื่อตอกย้ำสนับสนุนกัมพูชามากขึ้นไปอีก หากเป็นเช่นนี้ฝ่ายไทยต้องปฏิเสธ เพราะถือว่ากัมพูชาใช้วัดแก้วฯ และปราสาทพระวิหาร เป็นที่ซ่องสุมกองกำลังและอาวุธที่ใช้โจมตีราษฎรไทย

เมื่อถามต่อว่า ทางพันธมิตรฯจะขอเข้าร่วมการหารือระหว่าง รมว.ต่างประเทศ และผู้แทนยูเนสโก ด้วยหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวปฏิเสธ พร้อมบอกว่า ไม่มีประโยชน์ เพราะสิ่งที่เราคัดค้านใช้เฉพาะแผนบริหารจัดการ แม้แต่พื้นที่ขอบๆตัวปราสาทพระวิหารที่ขึ้นทะเบียนไปเรียบร้อยแล้วเมื่อปี 51 เราก็ไม่เห็นด้วย เพราะทำให้ข้อสงวนเมื่อปี 2505 ในการทวงคืนปราสาทพระวิหารได้สูญหายไป ภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้ถอนตัวออกจากภาคีมรดกโลก และหากยูเนสโกยังไม่หยุดยั้งพฤติกรรมที่ส่งเสริมให้กัมพูชารุกรานดินแดนไทย และทำให้เกิดปัญหาพิพาทมากกว่าเดิม ในฐานะภาคประชาชนก็มีสิทธิ์ในการเคลื่อนไหวให้ประเทศไทยส่งทูตยูเนสโกกลับ โดยไม่ต้องอยู่ประจำประเทศไทยแล้ว

โฆษกพันธมิตรฯ ยังได้เปิดเผยด้วยว่า วานนี้ (24 ก.พ.) ตน และ นายประพันธ์ คูณมี โฆษกคณะกรรมการป้องกันราชอาณาจักรไทย ได้เป็นโจทก์ในการยื่นฟ้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฐานประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อทั้งรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ความมั่นคงเอง มีการเลือกปฏิบัติเฉพาะพื้นที่และตัวบุคคล จึงขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ทั้งการประกาศครั้งแรกและครั้งล่าสุด เพื่อสร้างบรรทัดฐานในอนาคตว่า การชุมนุมจะถูกกลั่นแกล้งโดยประกาศ พ.ร.บ.ความั่นคงเข้ามาครอบการชุมนุมที่มีอยู่ก่อนแล้วได้หรือไม่ จึงต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ให้ถึงที่สุด

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น