วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552

คุณหมอฟิตแอนด์เฟิร์ม “นพ.วิวัฒน์ วิริยกิจจา”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


“ตอนเด็กๆ ผมสังเกตด้วยตัวผมเองน่ะนะ ว่า คนเรามี 2 ประเภท คือ พวกที่มีสมองและพวกที่มีร่างกาย พวกที่มีสมอง คือ พวกความคิดดี ฉลาด ส่วนใหญ่มักจะร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง แต่พวกที่มีร่างกายแข็งแรง ก็มักจะไม่ค่อยฉลาด ผมก็เลยตั้งคำถามว่า ถ้าผมอยากฉลาดด้วย อยากแข็งแรงด้วย ผมต้องทำอย่างไร ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาที่ทำให้แบ่งเวลาเรียนเพื่อออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ผมออกกำลังกายมาตั้งแต่อยู่ ม.ศ.1 จนปัจจุบันนี้ ผมก็ยังคงออกกำลังกายของผมอยู่ตลอด”
      
       หนุ่มใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสวมเนกไทติดกระดุมคอและแขนดูเรียบ ร้อย เอ่ยขึ้นมาง่ายๆ เมื่อถูกถามถึงที่มาแห่งแรงบันดาลใจให้เขากลายเป็นหนุ่มสปอร์ตแมนมาจนถึง ปัจจุบันนี้...นพ.วิวัฒน์ วิริยกิจจา รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แลดูเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มากพิธีรีตองนัก และแววตาหลังแว่นตาก็ดูอ่อนโยนใจดี พร้อมที่จะตอบทุกคำถามที่มีข้อสงสัย
      
       “ยิ่ง ช่วงก่อนเอนทรานซ์ผมยิ่งฟิต เพราะตอนแรกไม่ได้คิดจะเรียนหมอ แต่อยากเป็นทหาร แต่บังเอิญอากู๋น้องชายแม่ผมเกลี้ยกล่อมให้เรียนหมอ เพราะอยากให้เอามาดูแลคนในครอบครัวได้”
      
       นพ.วิวัฒน์ เล่าต่อไปอีกว่า สอบสอบแพทย์ติดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยิ่งทำให้เขามีโอกาสออกกำลังกายมากขึ้น
      
       “คุณลองไปหาหมอ มช.รุ่นเก่าๆ นะ พวกนี้นักกีฬาทุกคนแหละ สมัยผมเชียงใหม่ไม่เหมือนทุกวันนี้ ไม่มีที่เที่ยว ไม่มีที่ไหนจะไปมากนัก พอเรียนเสร็จหรือติวหนังสือเสร็จ นักเรียนแพทย์แทบทุกคนจะใช้เวลาอยู่ในสนามกีฬา ตอนที่เป็นนักเรียนแพทย์ผมเล่นกีฬาหลายอย่าง ผมเป็นนักกีฬารักบี้ ยูโด ฟุตบอล วิ่ง ยิงปืน”
      
       คุณหมอจอมฟิตรายนี้กล่าวต่อไปอีกว่า สุขภาพเป็นของสำคัญ การใส่ใจสุขภาพและการออกกำลังกายถือเป็นยาวิเศษทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคลากรผู้ประกอบอาชีพแพทย์ พยาบาล และอื่นๆ ที่ต้องทำงานในโรงพยาบาล
      
       “หมอนี่ต้องแข็งแรงนะครับ รวมถึงบุคลากรด้านสุขภาพอื่นๆ ที่ต้องทำงานในโรงพยาบาลด้วย เพราะโรงพยาบาลเป็นสถานที่มีผู้ป่วยมารับรักษา ถ้าหมอไม่แข็งแรง ก็จะป่วยได้ง่ายเพราะอาจจะติดเชื้อจากคนไข้ ดังนั้นหมอและบุคลากรด้านสุขภาพ จึงจำเป็นต้องดูแลใส่ใจสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
      
       แล้ว ส่วนตัวนะ ผมคิดว่า เราแนะนำให้คนไข้ทำนั่นทำนี่ ดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย เราก็ควรจะทำให้เป็นตัวอย่างแก่เขา ไม่ใช่แนะนำเขาแล้วเราไม่ได้ทำ ไม่ออกกำลังกายเลย
      
       เวลาคนไข้มาหาผม หรือเป็นรุ่นพี่ รุ่นน้อง เพื่อนฝูง ผมจะแนะนำเขาว่า ผมมียาวิเศษให้เขาตัวหนึ่ง นั่นคือ “กีฬา” เพราะกีฬาเป็นยาวิเศษ ถ้าคุณเล่นกีฬา ออกกำลังกาย ร่างกายคุณจะแข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรคมากกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกาย”
      
       หนุ่มใหญ่เจ้าของรูปร่างสุดเฟิร์มกล่าวต่อไปว่า เขายึดคติประจำใจอยู่ 3 ข้อ คือ การ ช่วยเหลือคนอื่น เหนื่อยน้อยกว่าการไปขอให้คนอื่นช่วยเหลือ, เขาทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อให้ได้ดี และเขาใช้นามสกุล “วิริยกิจจา” และเขาจะประพฤติรอยชีวิตของเขาให้ได้ตามความหมายของนามสกุลของเขา
      
       “สุขภาพดีไม่ใช่เฉพาะสุขภาพกายนะครับ แต่มันต้องเกี่ยวกับสุขภาพใจด้วย ทุกวันนี้นอกจากออกกำลังกายแล้ว ผมก็มีแนวคิดเรื่องการปฏิบัติของผมอยู่สองสามอย่าง ผมมักจะบอกคนรอบๆ ตัวผมเสมอว่าการช่วยเหลือคนอื่น เหนื่อยน้อยกว่าการไปขอให้คนอื่นช่วยเหลือ
      
       ข้อสองคือ ผมทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้หวังว่าจะทำความดีเพื่อให้ได้ดี ต่างกันนะครับ ทำดีเพื่อให้มันเป็นความดี ผมไม่หวังว่าผมทำแล้วผมจะได้อะไร ผมแต่งงานสองครั้ง ภรรยาคนแรกผมเสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็ง ตอนนั้นเป็นช่วงที่ย่ำแย่มาก แต่พอผ่านมาได้ก็ได้คิดอะไรหลายอย่าง เตี่ยผมเป็นคนแข็งแรงมากครับ อายุมากแล้วก็ยังถางหญ้าตัดหญ้าทุกวัน แต่วันหนึ่งท่านเส้นเลือดในสมองแตก ตอนนี้อยู่ไอซียู ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนไม่ให้ผมนั่งฟูมฟาย แต่ผมเอาเวลาไปช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่จะทำได้และเท่าที่ถูกร้องขอ ผมเชื่อว่าการทำความดีเพื่อความดีของผม จะช่วยเตี่ยผมได้
      
       ข้อสามคือ ผมว่าเตี่ยผมเก่งนะ นามสกุลของเรานี่เตี่ยเป็นคนตั้ง “วิริยกิจจา” แปลว่า มีความพยายามในการทำงาน ผมยึดแนวนี้มาตลอด ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งหรือรู้หรือฉลาด แต่ผมจะคิดว่าผมไม่เก่ง ผมต้องพยายาม จริงๆ แล้วว่าข้อดีของผมคืออึดครับ ไม่ค่อยเหนื่อยไม่ค่อยท้ออะไรกับใครเขา” คุณหมอหนุ่มใหญ่ กล่าวปนหัวเราะ
      
       เมื่อถามต่อถึงกิจกรรมการออกกำลังกายของ นพ.วิวัฒน์ เจ้าตัวตอบว่าเขาไม่เคยละทิ้งการออกกำลังกาย จนบัดนี้วัยเลยเลข 50 ไปแล้ว ก็ยังออกกำลังกายทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ทั้งที่คนภายนอกอาจจะมองว่างานระดับรองอธิบดีกรม และงานนายแพทย์ ไม่น่าจะมีเวลามากมายนัก
      
       “ผมออกกำลังกายทุกครั้งที่ผมว่าง”
      
       คุณหมอจอมฟิตพูดขณะแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตออก เผยให้เห็นเสื้อกล้ามกลางเก่ากลางใหม่ที่เริ่มมีรูตามตัวเล็กน้อย เจ้าตัวดูเหมือนจะเขินและออกตัวว่า เสื้อตัวนี้มันใส่สบายดีเวลาออกกำลังกาย...ว่าแล้ว...คุณหมอก็สาธิตวิธีการ ออกกำลังกายในออฟฟิศแบบเนื้อที่จำกัดให้ดูทันที
      
       “ผู้ ที่อยากออกกำลังกายแต่คิดว่าตัวเองไม่มีเวลา ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้ารองเท้าฟิตเนส หรือไม่มีสถานที่ อยากให้เปลี่ยนความคิดครับ เสื้อผ้าอะไรก็ได้ที่คุณใส่อยู่ สวมออกกำลังกายได้ทั้งนั้น รองเท้าด้วย บางครั้งที่ผมมีเวลาออกกำลังกาย แต่ผมสวมรองเท้าหนัง ผมก็วิ่งมันทั้งอย่างนั้นแหละครับ เพราะว่าคุณจะเสียเงินซื้อเสื้อผ้าหรือรองเท้าทำไมครับ ถ้ามันใส่วิ่งไม่ได้ จริงไหม?
      
       สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศที่ไม่มีอุปกรณ์และไม่มีเวลาเลย ผมแนะนำให้คุณเอาขวดน้ำมาใส่น้ำให้เต็ม ยกแทนดัมเบล คุณใช้พื้นที่ไม่มากหรอกครับ ยกขวดน้ำแทนดัมเบล 8 ท่า ท่าละ 9 ครั้ง แค่ 5 เซ็ทคุณก็เหงื่อโชกแล้ว ไม่ต้องใช้พื้นที่มาก ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์อะไรเลย ไม่ได้ใช้เวลาเยอะด้วย แต่ที่สำคัญคือ ต้องจำไว้ว่าคุณออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงของร่างกายนะครับ อย่าไปห่วงเรื่องน้ำหนักและเรื่องหุ่นว่าผอมไม่ผอม เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงคือสุขภาพที่ดีครับ”
      
       ปัจจุบันคุณหมอผู้หลงใหลการออกกำลังกายรายนี้ ระบุว่า กีฬาและกิจกรรมการออกกำลังกายของเขาที่ยังทำเป็นประจำและสม่ำเสมอคือขี่ จักรยาน ว่ายน้ำ วิ่ง และเวทน้ำหนัก ส่วนความฟิตนั้นไม่ต้องพูดถึง วันดีคืนดีเกิดนึกครึ้ม หลังเลิกงานจากกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี คุณหมอก็คว้าจักรยานคันเก่งที่จอดอยู่ในห้องทำงาน ปั่นไปถึงอยุธยาเพื่อบริหารกล้ามขา ออกจากกระทรวง ตอน 16.30 คุณหมอปั่นไปถึงอยุธยาตอน 18 นาฬิกาเศษๆ จากนั้นก็ปั่นกลับบ้าน!
      
       ยัง...ยังไม่หมด ก่อนหน้านี้ ที่คุณหมอเป็นสาธารณสุชจังหวัดระยอง ได้นำทีมรณรงค์เลิกบุหรี่ ปั่นจักรยานข้าม 6 จังหวัดชนิดค่ำไหนนอนนั่นเป็นเวลา 6 วันเต็มๆ
      
       “ลูกสาวคนเล็กของผมตอนนี้ 8 ขวบ ตอนเขาเล็กๆ ผมเอาเขาใส่คอเสื้อ หนีบเขาไปด้วยเวลาไปขี่จักรยาน พอเริ่มทรงตัวได้ นั่งได้ก็พาเขาซ้อน แล้วพอขี่จักรยานเป็น ผมก็พาเขาขี่ครั้งแรก 40 กิโลเมตร กลับมาแรกๆ ก็ไข้ขึ้น แต่หลังๆ นี่เขาฟิตกว่าผม มีการแบบพาไปขี่จักรยานเสร็จกลับมาชวนผมไปว่ายน้ำต่อด้วยซ้ำ” นพ.วิวัฒน์ อธิบายพลางเปิดรูปถ่ายครอบครัวให้ดูประกอบไปด้วย
      
       ถึงตรงนี้คาดว่าผู้อ่านหลายท่านที่ชักจะได้แรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้น มาขยับแข้งเขย่าขาออกกำลังตามคุณหมอก็ชักอยากจะทราบถึงวิธีการเริ่มต้นออก กำลังกายบ้างแล้ว
      
       “ถ้าออกกำลังกายได้แบบเต็มรูปแบบ อย่างวิ่ง ว่ายน้ำ หรือเล่นกีฬาประเภทต่างๆ ได้จะดีมากครับ แต่ถ้าเวลาและโอกาสไม่เอื้ออำนวย ถ้าอยู่ที่ออฟฟิศก็ตามที่บอกครับ เล่นเวทขวดน้ำ หรือกระทั่งนั่งเฉยๆ คุณก็แต่เกร็งแขม่วท้องขมิบก้นไปทำงานไป อันนั้นกล้ามเนื้อคุณก็ได้ออกกำลังกายนะ
      
       ส่วน คุณแม่บ้านพ่อบ้านที่ต้องทำงานบ้าน อันนี้เป็นโอกาสดีครับ งานบ้านทุกอย่างเป็นการออกกำลังกายที่ดีทั้งนั้น มีข้อแม้ว่า คุณต้องทำงานบ้านแบบแอโรบิค คือทำให้เหนื่อยและห้ามหยุด อย่างถูบ้านหรือเช็ดรถ หรือขัดอะไรก็ตาม ถ้าใช้มือขวาถู เมื่อยแล้ว อย่าหยุดครับ แต่เปลี่ยนมาเป็นมือซ้าย ทำสลับไปให้ร่างกายเคลื่อนไหวตลอดเวลา อันนี้ก็เป็นการออกกำลังกายแบบหนึ่งที่ทุกคนทำได้ที่บ้านของตัวเอง แถมบ้านสะอาดด้วย ไม่ต้องเสียค่าฟิตเนส ไม่ต้องซื้อรองเท้า ไม่ต้องเสียเงินแต่อย่างใดครับ” คุณหมอสุดฟิตกล่าวทิ้งท้าย

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000040006

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

.

Waiting....