วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552

ท่องเที่ยวบำเพ็ญประโยชน์ มิติใหม่การท่องเที่ยวไทย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

มัสยิดชุมชนคลองตะเคียน 1 ใน 4 ชุมชนนำร่องโครงการท่องเที่ยวเพื่อบำเพ็ญประโยชน์
...ทุกวันนี้เรามีชุมชนเล็กๆมากมายที่
เปิดตัวเองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น
ซึ่งการท่องเที่ยวโดยชุมชนนี้กำลังเป็นจุดเปลี่ยนของโลกแห่งการท่องเที่ยว
เป็นทางเลือกใหม่เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว...

จากบทความ "เที่ยวให้รู้เปิดประตูสมอง กับการท่องเที่ยวชุมชน"
(คอลัมน์ "รอบรู้เรื่องเที่ยว" หน้าท่องเที่ยว นสพ.ผู้จัดการรายวัน
ฉบับวันที่ 1 ต.ค. 51) แสดงให้เห็นถึงบทบาทของ "การท่องเที่ยวชุมชน"
ที่เริ่มเป็นที่นิยมในวงกว้างมากขึ้น

ผลพวงจากการท่องเที่ยวชุมชนที่ก้าวเดินไปข้างหน้า
ปัจจุบันได้ก่อให้เกิดการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ที่เรียกกันว่า
"การท่องเที่ยวเพื่อบำเพ็ญประโยชน์" (Voluntourism) ขึ้น

รู้จักการท่องเที่ยวเพื่อบำเพ็ญประโยชน์

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)
ได้ให้ความหมายของการท่องเที่ยวเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ว่า
เป็นการท่องเที่ยวที่เน้นไปในกลุ่มนักท่องเที่ยวเยาวชน
ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา
เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงที่สุด
เพราะอยู่ในวัยที่แสวงหาประสบการณ์ กระตือรือร้น มีความคิดสร้างสรรค์
พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่อยู่เสมอ
รวมทั้งมีจิตสำนึกที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่สังคม ชุมชน
มีแนวคิดที่จะจัดให้มีค่ายอาสาสมัครเดินทางเข้าไปในแหล่งท่องเที่ยว
เพื่อบำเพ็ญประโยชน์และช่วยพัฒนาชุมชนด้านการท่องเที่ยว อาทิ
การถ่ายทอดความรู้ด้านการเป็นวิทยากรนำชมพื้นที่
การออกแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อพัฒนาเป็นสินค้าที่ระลึก เป็นต้น
ขณะเดียวกันกลุ่มอาสาสมัครดังกล่าว
ก็จะได้เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของท้องถิ่น
จากการได้ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชน
ได้ใกล้ชิดกับชาวบ้านที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่น

วันเสด็จ ถาวรสุข
นายวันเสด็จ ถาวรสุข รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ด้านตลาดในประเทศ เปิดเผยว่า
การท่องเที่ยวเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ในระยะแรกได้ตั้งเป้าหมายไปยังกลุ่มนิสิต
นักศึกษา และอาจจะขยายผลไปยังกลุ่มเป้าหมายต่างๆในระยะถัดไป ทั้งนี้
โครงการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาเดินทางไปท่องเที่ยวยัง
แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ
ในขณะเดียวกันก็ได้มีโอกาสเรียนรู้ในสิ่งที่แตกต่างออกไป อาทิ วิถีชีวิต
ศิลปวัฒนธรรม ที่สำคัญ คือ ความแตกต่างในการดำเนินชีวิต
ซึ่งเป็นการเปิดโลกทัศน์ของนิสิตนักศึกษาจากการท่องเที่ยว และสุดท้าย คือ
นิสิตนักศึกษาเหล่านั้นได้แบ่งปันความรู้ ความสามารถ ความคิด
รวมไปถึงหยาดเหงื่อและแรงกายของตนเองในการสร้างสรรค์ประโยชน์
และสิ่งดีงามให้แก่ชุมชนด้วย
ในที่นี้เป็นการเสริมสร้างศักยภาพทางด้านตลาดของชุมชน
ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นความสมบูรณ์แบบของการเดินทางท่องเที่ยว

"ในสมัยก่อน นิสิตนักศึกษาชาวต่างประเทศนิยมเก็บออมเงิน
โดยมีเป้าหมายเพื่อเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศต่าง ๆ
ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายของกลุ่มนิสิตนักศึกษาเหล่านั้น
พวกเขาไม่เพียงแต่จะเดินทางมาท่องเที่ยวเท่านั้น
รูปแบบการท่องเที่ยวของเขายังรวมไปถึงการแบ่งปันความรู้ให้แก่คนในชุมชนต่าง
ๆ ที่เขาเหล่านั้นไปเยือน ด้วยการสอนภาษาอังกฤษให้แก่คนในชุมชน
ซึ่งเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกอิ่มเอมใจ
นอกไปจากได้ชมทัศนียภาพความงดงามของแหล่งท่องเที่ยว ต่าง ๆ เท่านั้น"

นายวันเสด็จกล่าวถึงความคาดหวังของการท่องเที่ยวเพื่อบำเพ็ญประโยชน์
ว่า จะสร้างประโยชน์ให้ทั้งชุมชนและกลุ่มเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ
โดยกลุ่มเยาวชนจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงวิถีชีวิต
และวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างไปในแต่ละพื้นที่ และที่นอกเหนือไปกว่านั้น
คือพวกเขาจะได้เรียนรู้ว่าความรู้ของตนเองสามารถช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้าน
การตลาดให้กับคนอื่น ๆ
หรือแม้กระทั่งเสริมสร้างมุมมองทางด้านตลาดท่องเที่ยวของตนเองในอนาคต
หากเขาจะประกอบอาชีพในธุรกิจท่องเที่ยว

"โครงการดังกล่าวจะทำให้พวกเขาเหล่านั้นมีความเข้าใจทางด้านการท่อง
เที่ยวมากขึ้น มีมุมมองทางด้านตลาดท่องเที่ยวที่กว้างขวางยิ่งขึ้น
ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศในอนาคต
ทางด้านชุมชนหรือหมู่บ้านในพื้นที่ดังกล่าว
จะได้รับประโยชน์จากการเสริมสร้างศักยภาพทางด้านตลาดของสินค้าท่องเที่ยวของ
ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ภูมิทัศน์ สินค้า อาหาร
รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ
ชุมชนจะรู้จักตัวเองมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น
ถึงสินค้าท่องเที่ยวของเขาที่มีศักยภาพ
ซึ่งเมื่อเขารู้จักตัวเองดีขึ้นแล้ว เขาจะสามารถเติบโตได้ถูกทาง
และเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน" นายวันเสด็จกล่าว

อรุณศรี ศรีเมฆานนท์
ด้านนางอรุณศรี ศรีเมฆานนท์ ศาสตรานิติ
ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ททท.กล่าวถึงการดำเนินโครงการว่า การท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่นั้น
แตกต่างจากการท่องเที่ยวในรูปแบบเดิม ด้วยการเพิ่มมิติของการเรียนรู้
และมิติของการแบ่งปันเข้าไปในการท่องเที่ยว
ซึ่งทำให้การเดินทางท่องเที่ยวลงตัวไปด้วยมิติทั้งของ "ผู้ให้" และ
"ผู้รับ" โดยกลุ่มเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการนั้น จะได้มีโอกาสท่องเที่ยว
สนุกสนาน และอิ่มเอมใจจากสิ่งที่ตนเองได้เดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้

นางอรุณศรีกล่าวต่อท้ายว่า
การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นการบูรณาการความร่วมมือในการทำงานระหว่าง
ททท. ชุมชน และสถาบันการศึกษา(อาทิ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยราชธานี
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ) ซึ่งเป็นรูปแบบการบูรณาการความร่วมมือที่ดี
และหวังว่าจะสามารถขยายผลต่อไปในอนาคต ทั้งนี้
สำหรับชุมชนที่เข้าร่วมโครงการนั้น
จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพทางด้านการตลาด
รวมทั้งสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้
การท่องเที่ยวในรูปแบบอาสาสมัครยังสามารถขยายไปยังกลุ่มเป้าหมายกลุ่มต่าง
ๆ ได้อีกด้วย

ผ้าทอย้อมคราม บ้านถ้ำเต่า
4 ชุมชนนำร่อง

โครงการการท่องเที่ยวเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ ในระยะเริ่มต้น ททท.
ได้คัดเลือกชุมชนนำร่องเข้าร่วมโครงการ 4 แห่ง ได้แก่

ชุมชนบ้านถ้ำเต่า ต.สามัคคีพัฒนา อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร
เป็นแหล่งปลูกต้นครามและผลิตน้ำครามมากที่สุดในประเทศ
อีกทั้งยังมีโครงการที่จะจัดเทศกาลตีครามขึ้นในปีนี้เป็นปีแรก
สำหรับประเด็นที่ชาวชุนชนบ้านถ้ำเต่าต้องการให้นักศึกษาช่วยพัฒนาก็คือ
การปรับปรุงที่ทำการกลุ่มเพื่อต้อนรับผู้มาเยือน
การออกแบบลายผ้าและบรรจุภัณฑ์ การตกแต่งตู้แสดงสินค้า
การเตรียมงานและการจัดเทศกาลตีคราม

ธนาคารปู บ้านเกาะเตียบ(ภาพ : www.oknation.net)
ชุมชนคลองตะเคียน ต.คลองตะเคียน อ.พระนครศรีอยุธยา
จ.พระนครศรีอยุธยา มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาลนาอิสลาม(ประมาณ 90%)
เป็นชุมชนเก่าแก่อายุกว่า 400
ปีที่ชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
มีประวัติศาสตร์ชุมชนอันยาวนาน มีโบราณสถานและศาสนสถานต่างๆ
สำหรับประเด็นที่ชุมชนคลองตะเคียนต้องการให้ช่วยพัฒนาคือ
การอบรมภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยวของชาวบ้าน การจัดอบรมมัคคุเทศก์น้อย
การรณรงค์กำจัดขยะอย่างถูกวิธี การอบรมอาหารปลอดภัย

ชุมชนเกาะเตียบ บ้านปากคลอง หมู่ที่ 7 อ.ปะทิว จ.ชุมพร
เป็นชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน มีการจัดตั้งโครงการธนาคารปู
เพื่อนำไข่ที่ชาวประมงจับได้มาฝากขังในกระชังกลางทะเล
และมีเกาะเวียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ซึ่งสามารถจัดกิจกรรมเดินป่า
แคมป์ปิ้ง หรือกิจกรรมอื่นๆได้ สำหรับประเด็นที่ชุมชนเกาะเตียบ
ต้องการให้พัฒนาได้แก่ พัฒนาด้านการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
พัฒนาด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยว
โดยเน้นไปที่การท่องเที่ยวเชิงอนรักษ์
การประชาสัมพันธ์ชุมชนผ่านเว็บไซต์ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ
การพัฒนาการบรหารจัดการโฮมสเตย์

วิถีชีวิตที่ผูกพันกับการทอผ้าที่บ้านาตาโพ
ชุมชนบ้านนาตาโพ ต.บ้านบึง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี
เป็นชุมชนทอผ้ามีชื่อเสียง มีศูนย์การแสดงและสาธิตการทอผ้าพื้นเมือง
มีแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง อย่าง วัดถ้ำเขาวง หุบป่าตาด
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
สำหรับประเด็นที่ชุมชนบ้านนาตาโพต้องการให้ช่วยพัฒนาคือ
การออกแบบลวดลายการทอผ้าให้ดึงดูดใจตลาด
พัฒนาผ้าทอให้เป็นของที่ระลึกที่ทันสมัย
ทำป้ายชี้ทางแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน ปรับภูมิทัศน์ของหมู่บ้าน
การให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการโฮมสเตย์

คีตะพิชณ์ สิริภูบาล
นายคีตะพิชณ์ สิริภูบาล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลคลองตะเคียน
กล่าวถึงแนวทางการท่องเที่ยวของบ้านคลองตะเคียนว่า

"เดิมทีชาวบ้านคลองตะเคียนยังไม่เห็นคุณค่าและศักยภาพทางด้านแหล่ง
ท่องเที่ยวที่แฝงเร้นในชุมชน ทั้งๆที่ชุมชนมีศักยภาพและความพร้อมในหลาย ๆ
ด้าน อาทิ การที่ชุมชนชาวพุทธและชาวมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
อาหารการกินที่หลากหลาย การเดินทางท่องเที่ยวที่สะดวกมีคลองตัดผ่าน
และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนักสามารถเดินทางได้สะดวก
สิ่งเหล่านี้เป็นจุดแข็งที่บ้านคลองตะเคียนมี
แต่ชาวบ้านซึ่งอยู่ในพื้นที่มานานเห็นเป็นความเคยชิน
จนต้องปลุกจิตสำนึกให้ชาวชุมชนเห็นคุณค่าของตนเอง
และพาศึกษาดูงานในแหล่งท่องเที่ยวชุมชนหลายแห่ง
เพื่อเปิดมุมมองการท่องเที่ยวชุมชนให้กว้างขึ้น
ให้ชาวชุมชนภาคภูมิใจกับชุมชนตนเอง
โดยสิ่งที่ชุมชนต้องการให้นักศึกษาเข้ามาช่วยพัฒนา อาทิ
เรื่องการยืดอายุอาหาร การอบรมภาษาอังกฤษ
รวมถึงการสร้างจิตสำนึกให้ชาวชุมชนภูมิใจในท้องถิ่น "

สมคิด พรมจักร์
ด้านนางสมคิด พรมจักร์ ผู้ใหญ่บ้านถ้ำเต่า จ.สกลนคร
กล่าวถึงความโดดเด่นของชุมชนตัวเองว่า บ้านถ้ำเต่า มีผ้าย้อมคราม
เป็นสินค้าขึ้นชื่อของชุมชนบ้านถ้ำเต่า
เนื่องจากได้รับการสืบทอดเป็นมรดกทางภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ นอกจากนี้
ชุมชนยังเป็นแหล่งที่ปลูกต้นครามมากที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่
327 ไร่

อย่างไรก็ตาม
กลุ่มชาวบ้านยังต้องการคำแนะนำด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการ
ของตลาด รวมถึงแนวโน้มแฟชั่นของตลาด
ซึ่งเชื่อมั่นว่ากลุ่มนักศึกษาสามารถให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะเพื่อนำมาผสม
ผสานกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้าน
เพื่อให้สินค้าของบ้านถ้ำเต่าได้รับความนิยมในสังคมวงกว้างอย่างแน่นอน
รวมไปถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่บ้านถ้ำเต่า
ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลตีคราม ซึ่งจะจัดขึ้นในปีนี้เป็นปีแรก
เพื่อเป็นการเผยแพร่การท่องเที่ยวบ้าน ถ้ำเต่า
ตลอดจนการสร้างความตระหนักด้านศิลปวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ในเรื่องของผ้าย้อม
ครามของบ้านถ้ำเต่าให้รู้จักอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้นอีกด้วย

สำหรับโครงการฯ ซึ่งจัดขึ้นที่ บ้านถ้ำเต่า จ.สกลนคร
มีสถาบันการศึกษา 2 แห่ง ส่งนิสิต นักศึกษาเข้าร่วมโครงการ ได้แก่
มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ. ขอนแก่น และมหาวิทยาลัยราชธานี จ.อุบลราชธานี

รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย
รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี
กล่าวถึงความร่วมมือในโครงการนี้ว่า " มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำนักศึกษา
จากคณะสถาปัตยกรรม เข้าร่วมกิจกรรมในโครงการนี้
เนื่องจากเป็นกลุ่มนักศึกษาที่มีทักษะพิเศษตรงกับความต้องการของชุมชน
สามารถเสริมจุดเด่นด้านการท่องเที่ยวให้กับชุมชนได้
โดยส่งนักศึกษาที่มีความรู้ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์มาช่วยพัฒนาผ้าย้อมคราม
ซึ่งชุมชนบ้าน ถ้ำเต่า เป็นแหล่งผลิตผ้าย้อมครามที่มีชื่อเสียง
รวมถึงการส่งนักศึกษาที่มีความรู้ด้านการออกแบบภูมิทัศน์
มาช่วยพัฒนาเรื่องการจัดการโฮมสเตย์ อีกด้วย

สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าว ที่มีขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมนั้น
เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม
และเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนได้ท่องเที่ยวและขณะเดียวกันยังได้มีโอกาสคืน
สู่ท้องถิ่น แลกเปลี่ยนความรู้รวมถึงซึมซับภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อสร้างจิตสำนึกและความ
ภาคภูมิใจท้องถิ่น
ที่สำคัญการเรียนการสอนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่พอ
แต่การให้เด็กก้าวเข้าสู่ห้องเรียนในชีวิตจริงนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สถาบัน
ให้การสนับสนุน นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญที่นักศึกษาได้สัมผัสการท่องเที่ยวในรูปแบบอาสา
พัฒนา หรือ Voluntourism อีกด้วย "

นายยุทธศักดิ์ รุ่งเรืองพลางกูร รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
กล่าวถึงการส่งนักศึกษาเข้าร่วมโครงการในพื้นที่บ้านคลองตะเคียน
จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า

"สถาบันมีจุดแข็งด้านการวิจัยทาง วิทยาศาลตร์และเทคโนโลยี
ซึ่งตรงกับความต้องการของชุมชนที่ต้องการให้ช่วยพัฒนาด้านความสะอาดของอาหาร
, การกำจัดขยะ , การถนอมอาหาร เพื่อพัฒนาสินค้า OTOP
รวมถึงการนำผลผลิตชุมชนอย่าง อวน มาเพิ่มมูลค่า
โดยให้นักศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมที่เรียนด้าน Industrial Design
เข้ามาช่วยพัฒนาและเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวให้กับชุมชนอย่างครบทุก
มิติ สถาบันจึงส่งนักศึกษา และอาจารย์ ร่วมโครงการ
โดยมั่นใจว่านักศึกษาจะได้เติมเต็มประสบการณ์ด้านสังคมจากการร่วมโครงการนี้
"


http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000045721
-----

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

.

Waiting....