++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

มองการเมืองไทยในปี 2552

โดย สิริอัญญา     25 ธันวาคม 2551 17:03 น.
คนไทยมีความทุกข์ มีความเครียด และหม่นหมองใจมาหลายปีแล้ว หัวร่อก็มิได้ ร้องไห้ก็มิออก เป็นความทรมานใจที่สุดแสนจะทนทาน แต่สภาพเช่นนั้นสร่างสิ้นสลายไปแทบจะสิ้นเชิงในวันที่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
      
       เพื่อนำรายชื่อนายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และในวันนั้นคนไทยทั้งประเทศก็ได้เห็นพระผู้สถิตในดวงใจคนไทยทั้งชาติทรงยิ้ มพระสรวล จนหลายคนต้องหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตันใจ ไม่เว้นแม้กระทั่งนายชัย ชิดชอบ ผู้ล่วงวัย 80 ไปแล้ว
      
       แ ต่วิบากกรรมของไทยก็ยังไม่สิ้นสุดเสียทีเดียว คนจำนวนมากยังวิตกกังวลว่าวิกฤตทางการเมืองและวิกฤตทางเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไ รต่อไป และจะส่งผลอะไรกับประเทศไทยของเรา
      
       ดังนั้นในยามอัสดงแห่งปี 2551 จึงสมควรที่จะได้ทำความเข้าใจและคาดการณ์ความที่จะเป็นไปในปี 2552 ที่กำลังทอแสงแห่งอรุณและใกล้มาถึงเต็มทีแล้ว
      
       ขอให้ถือว่านี่คือความเห็นหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่อย่างน้อยก็จะเป็นประกายแห่งความคิดให้ได้ครุ่นคิดพิจารณากันสืบไป
      
       ส ถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่การเมืองเปลี่ยนขั้วแล้ว อำนาจรัฐหลุดมือจากระบอบทักษิณไปสู่รัฐบาลผสมที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนน ำแล้ว
      
       จะต้องลองย้อนไปสักหน่อยหนึ่งว่า กว่าจะมาถึงวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้หักด่านอันวิกฤตได้สำเร็จถึง 2 ด่าน จึงเบิกสถานการณ์ใหม่ให้กับบ้านเมืองดังที่เป็นอยู่
      
       ด่านแรก คือการช่วงชิงโอกาสที่พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ล่มสลายเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง แล้วจับขั้วตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ขึ้นได้สำเร็จในท่ามกลางการต่อสู้อย่างดุเด ือดแหลมคม ทั้งที่ลับ ที่แจ้ง และที่มืดกับอำนาจรัฐเก่า
       ความสำเร็จดังกล่าวนี้ได้มาจากพลังของมวลมหาประชาชนที่มีพันธมิตรประ ชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นแกนนำ ซึ่งได้ทำการต่อสู้อย่างทรหดอดทน ไม่กลัวยากลำบาก ไม่กลัวตาย และด้วยความเสียสละขั้นสูงสุด ยอมพลีแม้ชีวิตเพื่อชาติและราชบัลลังก์
      
       และยังได้มาจากความกล้าหาญยุติธรรมของกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ รวมทั้งการตัดสินใจย้ายจุดยืน ย้ายขั้วการเมืองของอดีตพรรคร่วมรัฐบาลเดิมมาร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ และแน่นอนว่าย่อมเกิดขึ้นด้วยความเสียสละอดทนอดกลั้นและกลืนเลือดของชาวพรรค ประชาธิปัตย์ด้วย
      
       พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเห็นเหตุปัจจัยที่มาและต้องทำความเข้าใจอย่าง ถ่องแท้ ด้วยจิตที่เป็นกุศลอันประกอบด้วยกตัญญูกตเวทิตา หาไม่แล้วก็จะได้รับความอัปมงคล
      
       ด่านที่สอง คือการฝ่าด่านการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งหวุดหวิดจักแหล่นจะล้มเหลวลงในห้วงเวลาสำคัญอันวิกฤต เพราะมีการช่วงชิงชักเย่อเพื่อไม่ให้การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีสำเร็จลุล่วง อันจะทำให้สถานการณ์พลิกผันกลับไปสู่ที่เดิม
      
       ผลจากการฝ่าด่านทั้งสองได้สำเร็จ จึงนำไปสู่กระบวนการเปลี่ยนขั้วอำนาจดังสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในวันนี้
      
       แ ม้เพียงนี้แล้ว ความวิตกกังวลหม่นไหม้ก็ยังปกคลุมโดยทั่วไปว่ารัฐบาลจะอยู่ได้สักกี่วัน จะมีปัญหาขัดแย้งแตกร้าวสักเท่าใด จะสามารถสนองพระเดชพระคุณตามกระแสพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทไว้แก่คณะรัฐมนตรีในวันเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ได้หรือไม่
      
       ประเทศไทยของเราจะมีความสามัคคีปรองดองเอื้ออาทรต่อกันและร่มเย็นเป็ นสุขดังแต่ก่อน เป็นสยามเมืองยิ้มที่น่าอยู่ น่าท่องเที่ยว น่าลงทุนของชาวต่างชาติได้หรือไม่
      
       พิเคราะห์ดูแล้วนับแต่นี้ไปยังมีปราการด่านสำคัญอีก 3 ด่าน หากฝ่าฟันไปได้ก็จะหมดปัญหาทางการเมือง และเป็นเหตุปัจจัยสำคัญให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินได้ตลอดปี 2552 ค่อนข้างจะแน่นอน
      
       ด่านแรก คือการแถลงนโยบายของรัฐบาลตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ซึ่งกลุ่มผู้จัดรายการความจริงวันนี้ได้ประกาศต่อต้าน โดยจะจัดชุมนุมหน้ารัฐสภา ซึ่งคาดหมายว่ามุ่งหมายต่อการปิดล้อมหรือขัดขวางไม่ให้มีการแถลงนโยบายเพื่อ ให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้
      
       แต่เมื่อพิจารณาสถานการณ์โดยรวมและโดยเปรียบเทียบความผันแปรแข็งอ่อน ของรัฐบาลและฝ่ายค้านแล้ว คาดว่ารัฐบาลจะสามารถฝ่าด่านนี้ไปได้อย่างเรียบร้อย
      
       ด่านที่สอง คือการเลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่ง ส.ส. ที่พ้นสภาพ เพราะถูกศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำนวน 29 คน ซึ่งรัฐบาลจะต้องดำรงสัดส่วนคะแนนเสียงในสภาไม่ให้น้อยลงกว่าเดิม หรือมีแต่มากกว่าเดิม
      
       พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พรรคฝ่ายค้านถูกจำกัดด้วยระยะเวลาสังกัดพรรค 90 วัน จึงไม่สามารถจัดสรรคนดีมีฝีมือลงสมัครรับเลือกตั้งได้ดังใจ คงสามารถจัดส่งสมัครได้เพียง 14 เขต และส่วนมากก็เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ที่แทบไม่มีใครรู้จัก ในขณะที่ 15 เขตที่เหลือจำใจต้องปล่อยให้ฝ่ายรัฐบาลจัดส่งผู้สมัครแต่ฝ่ายเดียว
      
       ดังนั้นฝ่ายรัฐบาลจึงมีแนวโน้มว่าจะได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น 15 เสียง และดีร้ายอาจช่วงชิงเสียงในพื้นที่แข่งขัน 14 เขตได้อีกจำนวนหนึ่ง ประมาณการขั้นต่ำคือ 4 เสียง
      
       ก็จะทำให้คะแนนเสียงของรัฐบาลเพิ่มจาก 238 เสียง เป็น 257 เสียง ในขณะที่ฝ่ายค้านจะมีเสียงเพียง 208 เสียง
      
       โดยยังไม่รวมถึงการแบะท่าร่วมรัฐบาลของทั้งพรรคประชาราช ทั้งของกลุ่มพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และกลุ่มเพื่อนเก่าเนวินอีกราว 40 คน
      
       ดังนั้นหลังเลือกตั้งซ่อม คะแนนเสียงสนับสนุนรัฐบาลจึงมีแต่เพิ่มขึ้น และฝ่ายค้านจะยิ่งมีคะแนนน้อยห่างไกลออกไปอีก เป็นอันรัฐบาลฝ่าด่านที่สองนี้ได้แน่นอน
      
       ด่านที่สาม คือการรับมือกับการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะเกิดขึ้นในต้นปีหน้า เนื่องจากเป็นการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไป
      
       พิเคราะห์แล้วเห็นว่ายังเป็นช่วงระยะเวลาข้าวใหม่ปลามัน ฝ่ายรัฐบาลคงยังมีความสามัคคีกลมเกลียวแน่นแฟ้น ดังนั้นจึงยากที่จะล้มครืนลงเพราะการอภิปรายในสภาฯ
      
       ไ ม่เห็นหรือว่าในส่วนการจัดกระบวนทัพในคณะรัฐมนตรีนั้น ได้วางตัวมังกรการเมืองคือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้รับผิดชอบด้านความมั่นคง และพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รับผิดชอบด้านการเมือง ในขณะที่ฝ่ายค้านยังหาผู้นำฝ่ายค้านไม่ได้เลย แล้วจะเอาอะไรไปสู้กัน?
      
       จึงประมาณสถานการณ์ได้ว่า อุปสรรคขวากหนามทั้งสามด่านจากนี้ไป รัฐบาลคงจะฝ่าข้ามไปได้อย่างราบรื่น ครั้นหลังอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจแล้ว ก็จะปิดประชุมสมัยสามัญ และไปเปิดสมัยสามัญนิติบัญญัติอีกครั้งหนึ่งในตอนกลางถึงปลายปี 2552 โดยที่สมัยนี้ฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจไม่ได้
      
       ดังนั้นในส่วนการเมืองด้านสภาฯ รัฐบาลคงฝ่าขวากหนามไปได้ตลอดรอดปี 2552 โดยไม่ต้องสงสัย
      
       คงเหลือการเมืองนอกสภาฯ ซึ่งมีอยู่ 2 ปัจจัยที่รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการให้เหมาะสม
      
       ปัจจัยแรก คือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งขยายตัวเติบใหญ่ไปทั่วประเทศ กลายเป็นสถาบันทางการเมืองภาคประชาชนที่มีประชาชนสนับสนุนร่วม 20 ล้านคนแล้ว
      
       กลุ่มนี้กำหนดท่าทีให้โอกาสรัฐบาลและสนับสนุนรัฐบาลตราบเท่าที่ไม่แก ้ไขรัฐธรรมนูญ และไม่ทุจริตฉ้อฉลปล้นชาติ โดยยังทำการตรวจสอบอยู่ต่อไป ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะแนวทางการเมืองที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ก็ไม่น่าจะมี ปัญหากระทบกระทั่งกัน คงเหลือก็แต่การปฏิบัติให้เป็นจริงตามที่พูดไว้เท่านั้น
      
       หากทำได้ก็จะไม่มีปัญหาขัดแย้งกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิป ไตย ยิ่งถ้ารัฐบาลสามารถแสวงหาความร่วมมือได้มากเท่าใด นำประเทศไปสู่การเมืองใหม่ได้มากเท่าใด ก็มีแต่จะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินราบรื่นมากเท่านั้น
      
       ปัจจัยที่สอง คือกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งมีฐานใหญ่อยู่ในภาคอีสานและภาคเหนือ และขณะนี้แดงอีสานซึ่งจัดตั้งโดยกลุ่มเพื่อนเนวินมาแต่ก่อนได้เข้าร่วมสนับส นุนรัฐบาลผสมชุดนี้อย่างออกนอกหน้า จนถูกตราหน้าว่าเป็นพวกเสื้อแดงที่ซื้อเสื้อมาสวมโดยไม่มีอุดมการณ์
      
       ส่วนเสื้อแดงทางเหนือนั้นไม่มากเท่าอีสาน และไม่แข็งแกร่งเท่าอีสาน ทั้งขาดผู้นำที่จะออกหน้าท้าทาย ที่สำคัญคือการเคลื่อนไหวสุ่มเสี่ยงเอียงซ้ายที่ผ่านมาตกเป็นเป้าหมายการจับ ตามองของฝ่ายความมั่นคง คงจะขยับตัวได้ยากลำบาก และมีแต่จะถูกสลายไปในวันเวลาอันรวดเร็ว
      
       คงเหลืออีกส่วนหนึ่งในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนี้แกนนำก็พยายามลดบทบาทหรือไม่ก็หลบหนีจากคดีความหมิ่นเบื้องสูง จึงคงเหลือแต่แกนนำชุดสามเกลอเท่านั้น ดังนี้แล้วเมื่อขาดเสียซึ่งอำนาจรัฐ แนวรบทางนี้ก็ไม่น่าที่จะเป็นที่หนักใจของรัฐบาล
      
       ดังประมาณสถานการณ์เช่นนี้ จึงคาดว่ารัฐบาลจะฝ่าฟันวิกฤตทางการเมืองในปี 2552 ก้าวสู่ปี 2553 ได้อย่างราบรื่น.


http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000151671

    วันนั้นเราดูทีวี ที่ปู่ชัย ทูลเกล้าพระเจ้าอยู่เสนอให้พระเจ้าอยู่หัวลงพระปรมาภิไธย แต่งตั้งนายกฯ เราเห็นปู่ชัย แต่เหมือนกับเห็นความรู้สึกของปู่ชัย ว่าดีใจหนักหนา ปู่ชัยกราบพระเจ้าอยู่หัวจนก้นโด่ง เห็นครั้งนั้นแล้วรู้สึกรักปู่ชัยขึ้นมาเป็นกอง เห็นแล้วว่าปู่ชัยเคารพรักเทอดทูนพระเจ้าอยู่หัวเป็นล้นพ้น

ก็ขอฝากความหวังทั้งหลายกับผู้นำทุกท่าน ขอให้ฝ่าทุกอย่างไปได้อย่างดี ขอให้ผู้ที่คิดร้ายทั้งหลาย ... พินาศ ...
jantra



http://www.oknation.net/blog/paisalvision/2008/12/20/entry-1

จากไพศาลวิชั่น.....

แ หล่งข่าวลึกได้เปิดเผยกับ ผู้สื่อข่าวว่า ในวันที่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา นำชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2551 นั้น แม้ว่าจะทรงโปรดให้นายชัย ชิดชอบ เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดแล้ว แต่ก็ยังมีระยะห่างช่วงหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัสกับนายชัย ชิดชอบ บางประการ และนายชัย ชิดชอบ ก็ได้กราบบังคมทูลตอบ แต่บางเรื่องทรงตรัสถามอย่างหนึ่ง นายชัย ชิดชอบ กราบทูลตอบไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่านายชัย ชิดชอบ คงหูตึง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล ด้วยน้ำพระทัยที่เมตตา

แห ล่งข่าวใกล้ชิดนายชัย ชิดชอบ เปิดเผยว่านายชัย ชิดชอบ มีอายุมากแล้ว หูไม่ค่อยดี ชั่วชีวิตไม่เคยได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างใกล้ชิดเหมือนครั้งนี้เลย จึงมีความตื่นเต้นเป็นอันมาก นายชัย ชิดชอบ มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและมีความซาบซึ้งตื้นตันใจอย่างยิ่ง ถึงกับน้ำตาซึม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่นายชัย ชิดชอบ เอื้อมมือไปลูบพระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วหมอบกราบนั้น มีความรู้สึกตื้นตันใจอย่างลึกซึ้ง และตั้งใจว่าตั้งแต่นี้ไปจะทำคุณงามความดีสนองพระเดชพระคุณไปจนตลอดชีวิต

แ หล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า นายชัย ชิดชอบ ได้เล่าความรู้สึกที่ตื้นตันใจและซาบซึ้งในพระเมตตาบารมีในพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวให้กับบุตรสุดที่รักและเชื่อว่านับแต่นี้ไปบุตรสุดที่รักของนาย ชัย ชิดชอบ ก็จะทำประโยชนให้กับประเทศชาติสนองพระเดชพระคุณเช่นเดียวกัน

โอ้! พระเมตตาบารมีค้ำจุนชาติบ้านเมืองโดยแท้.
พิไลพรรณ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น