วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552

หนัง..ฟ้าใสใจชื่นบานกับคอมมิวนิสต์ไทย!

โดย ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย    
การเมืองไทยวันนี้..เหมือนหนังไม่ถึงตอนตื่นเต้น เรื่องจึงเดินแบบเอื่อยเฉื่อย..ชวนหลับ!
      
        แถมผมเป็นโรคเบื่อเนวิน-เซ็งโสภณ ซารัมย์ จะนั่งบ่นงึมงำก็ใช่ที่..เลยชะแวบ แอบไปดูหนัง “ประวัติศาสตร์ขำได้” ฟ้าใสใจชื่นบาน..ที่ลงโรงอยู่ในขณะนี้เสียเลย
      
        ต้องขอชมผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับหนังเรื่องนี้ว่า กล้า..กล้าหาญมั่กมาก กล้าเอาเรื่องของคอมมิวนิสต์ไทยมาสร้างหนัง แถมดันเป็นหนังตลก..ชนิดฮากันจนเหงือกแห้ง..
      
        ที่ว่ากล้าหาญมั่กมาก..เพราะชาวคอมมิวนิสต์ไทย ที่เป็นทั้งคอมมิวนิสต์แท้-เทียม ส่วนใหญ่ยังมีชีวิตและประกอบอาชีพหลายหลากอยู่ในสังคมไทยครับ
      
        แถมคนเคยเข้าป่าจับปืนร่วมกับคอมมิวนิสต์ไทยบางคนนั้น ทั้งในอดีตและปัจจุบันเคยดำรงตำแหน่งใหญ่โตทางการเมือง เป็นถึงรองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ นับไม่ถ้วน
      
        ที่ต้องถือว่า..พระเจ้าจอร์จเล่นตลก ก็คือ วันนี้..คนที่เคยต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับเผด็จการทหาร จนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และถูกคณะทหารทำรัฐประหารเข่นฆ่าอย่างทารุณ ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
      
       รวมทั้งมีอุดมการณ์ตรงกัน ถึงขนาดเข้าป่าจับปืนกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยร่วมต่อสู้กับอำนาจรัฐเผด็จการด้ วยกัน แต่วันนี้..คนเหล่านั้นบางส่วนกลับมีความเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน และยืนถือหางทางการเมืองอยู่คนละฝ่าย อีกทั้งยังต่อสู้และห้ำหั่นกันเองทางการเมืองในขณะนี้
      
       ฟ้าใสใจชื่นบาน..หนังตลกที่เอาชาวคอมมิวนิสต์มาล้อเลียน ได้กลายเป็น “ศูนย์รวม” การวิพากษ์วิจารณ์ของมวลคอมมิวนิสต์ชน ที่กระจายอยู่ในกลุ่มเอ็นจีโอ ในพรรคการเมืองต่างๆ และในกลุ่มพันธมิตรฯ อ้อ..รวมทั้งพวกอดีตคอมมิวนิสต์ที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดด้วย ฯลฯ
      
       กล้าแรก..คือ..กล้าสร้างหนัง ที่ใช้ประเด็นประวัติศาสตร์อันเต็มไปด้วยชีวิตและเลือดเนื้อของผู้คนมากมาย ซึ่งถูกฆ่าอย่างป่าเถื่อนกลางกรุงเทพมหานคร ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ให้เป็นจุดเริ่มต้นของ..หนังตลก!
      
       กล้าสอง..คือ..กล้าใช้ทีมงานที่ไม่รู้เรื่องคอมมิวนิสต์ มาสร้างหนังเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ในป่าเขาแบบถูกๆ ผิดๆ ด้วยจินตนาการอิสระโดยไม่รู้สึกเกร็งใดๆ เลย..ก็เพราะมันเป็นหนังตลก!!
      
       กล้าสาม..คือ..กล้าสร้างหนังโดยคนที่รู้ และสัมผัสการเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ยังมีตัวตนและมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้เต็มไปหมด โดยผู้สร้าง..ผู้กำกับไม่ได้แยแสคนเหล่านั้นเลย..อ้อ.. เพราะนี่มันเป็น..หนังตลก!!!
      
       ด้วยความเป็นหนังและผู้สร้างกับทีมงาน บอกชัดถ้อยชัดคำว่า..เป็น “หนังตลก” หนังตลกที่ใช้แค่จุดจริงในประวัติศาสตร์ มาเป็นจุดนับหนึ่งของหนังตลกเรื่องนี้เท่านั้น..เข้าใจอ๊ะป่าว?
      
        ดังนั้น..เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ จึงไม่ตรงกับความจริงของชาวคอมมิวนิสต์ไทย ยิ่งมุขตลกด้วยแล้ว..ยิ่งไม่ตรงใหญ่ มันเป็นมุขตลกแบบคาเฟ่ผสมสภาโจ๊ก ที่ชาวคอมมิวนิสต์ไทยบางคนบอก..หัวเราะไม่ออก แต่..นั่นเป็นเรื่องอดีตชาวคอมมิวนิสต์ไทยต้องทำใจ (ว่ะ) ครับ
      
       แหม..ผู้สร้าง-ผู้กำกับไม่ได้บอกสักนิดว่า เป็นหนังอิงประวัติศาสตร์หรือหนังเสนอข้อเท็จจริง ทางประวัติศาสตร์ของคอมมิวนิสต์ไทยนี่หว่า..ฮ่าฮ่าฮ่า..
      
        ดังนั้นดูหนังเรื่องนี้แล้ว..จะด่ากราดคนสร้างหนังและผู้กำกับ..ก็ใช่เรื่อง เพราะพวกเขาโฆษณาหนังเรื่องนี้มาโดยตลอดว่า..มันเป็นหนังตลก ไม่เคยบอกว่าเป็นเรื่องจริง..นะโว้ย ผมเลยต้องงัดตำราดูหนังดูละคร..แล้วต้องย้อนกลับมาดูตัวเอง
      
       จากนั้นก็ต้องใช้เวลาหลังหนังจบ อรรถาธิบายให้คนที่ไปดูหนังด้วยกัน เข้าใจเรื่องราวและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในป่าของชาวคอมมิวนิสต์ไทยให้พวกเ ขาฟัง โทษฐานที่เราดันอยู่ร่วมในเหตุการณ์คราครั้งนั้นด้วย
      
        ผมพาครอบครัวไปดูหนังเรื่องนี้ กลับบ้านจึงต้องอธิบายให้ลูกๆ ฟังแทบตาย เพราะวัยรุ่นยุคนี้..รู้แต่เรื่องดาราและนักร้องเกาหลี แต่ไม่รู้เลยว่า..คอมมิวนิสต์นั้นคืออะไร? ที่สำคัญ..จริงหรือเปล่าที่คอมมิวนิสต์ไทย ดุร้ายและไม่มีเหตุมีผลเอาเสียเล้ย..?
      
       ดูสิ..ในหนัง “ฟ้าใสใจชื่นบาน” น่ะ “สหายเที่ยง” ยิงสหายคอมมิวนิสต์ที่ได้รับบาดเจ็บ และหนีทหารรัฐบาลไม่ไหวให้ตายคาต้นไม้..อืม..ช่างทารุณจริงๆ
      
       โหดไม่พอ..ในหนัง “สหายเที่ยง” คนเดียวกันนั่นแหละ ยังตามไปยิง “สหายเม็ดทราย” นางเอกหน้าตาสะสวย จนต้องตายคาอ้อมกอด “สหายก้อง” พระเอกอย่างน่าสงสาร มันเป็นการฆ่าคนแบบไม่มีเหตุมีผลแม้แต่น้อยครับ
      
       อ้อ..นอกจากเห็นคอมมิวนิสต์เป็นคนดุร้ายแล้ว ลูกๆ ผมยังคิดว่า..พวกคอมมิวนิสต์ไทยเนี่ย เป็นตัวตลกคาเฟ่แบบที่ในหนังเขาสร้างกันใช่ไหม?
      
       ผมต้องเริ่มด้วยการชี้แจงแถลงไขให้ลูกฟัง ถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของหนัง “ฟ้าใสใจชื่นบาน” ก่อน จากนั้นก็เอาหนังสือในเหตุการณ์เดียวกันบางเล่ม..ให้ลูกอ่าน ผมระบุว่า..ลูกต้องอ่านต้องรู้ต้องดู แม้นจะมีรูปที่ไม่ควรดู รูปของการเข่นฆ่าคนมากมายอย่างหฤโหด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 คือ..รูปจริงเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในเมืองพุทธแห่งนี้แหละลูกเอ๋ย..
      
       ครั้งนั้นคนตายสี่สิบกว่า..บาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน ส่วนคนที่รอดตายจำนวนมาก จำต้องหนีการไล่ล่าจากรัฐไทยอำมหิตยุคนั้น เข้าไปใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่ในป่า ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย
      
        ผมยังต้องอธิบายให้เพื่อนฝูงบางส่วนลึกลงไปอีกว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2516 นั้น นักศึกษาและประชาชนคนไทยจำนวนหนึ่ง ได้ศึกษาทฤษฎีมาร์กซ์-เลนิน-เหมาเจ๋อตุงกันอย่างเอิกเกริก เพราะหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้มีการพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย และคอมมิวนิสต์สากลวางขายกันเกร่อ ตามแผงขายหนังสือทั่วประเทศไทย
      
        อีกทั้งการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาไทยบางส่วน และผู้ใช้แรงงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งชาวไร่ชาวนาในชนบท มีคนของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย มาจัดตั้งและเคลื่อนไหวอย่างลับๆ อยู่ด้วย
      
        แถมห้วงนั้น..คอมมิวนิสต์เวียดนาม ลาว กัมพูชา ยังบุกเข้ายึดครองอำนาจจากรัฐบาลเก่าได้ ก่อนจะเปลี่ยนประเทศเป็นระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อีกด้วย
      
        นั่นทำให้รัฐไทยทุกส่วนที่ดูแลด้านความมั่นคง ไม่วางใจในสถานการณ์..เพราะกลัวคอมมิวนิสต์ไทย จะร่วมมือกับคอมมิวนิสต์อินโดจีน..บุกยึดประเทศไทย
      
        ต้องยอมรับว่า การต่อสู้หลัง 14 ตุลาคม 2516 จนถึงห้วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จึงเป็นการต่อสู้ที่ผสมปนเป มีทั้งนักศึกษาประชาชนที่รักประชาธิปไตยแบบยุโรปและอเมริกา และนักศึกษาประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงชาติไทย ให้เป็นระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย
      
        การเมือง..หากไม่มีฝ่ายใดยอมกัน สุดท้ายมักลงเอยตรง..ต่อสู้กันอย่างนองเลือด คราครั้งนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่า หากฝ่ายคอมมิวนิสต์ไทย..ชนะระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประม ุข จะต้องถูกถอนรากถอนโคนหมดสิ้นจากแผ่นดินไทย ในทางกลับกัน..หากฝ่ายประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข..ชนะฝ่า ยสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ย่อมปราชัย..ด้วยถูกปราบปรามเข่นฆ่า..
      
        6 ตุลาคม 2519 นักศึกษาประชาชนที่นิยมสังคมนิยมคอมมิวนิสต์..แพ้ จึงต้องหันไปใช้แนวทางจับปืนขึ้นสู้ในเขตป่าเขาร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย
      
       การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยมายุติลง เมื่อคอมมิวนิสต์ประเทศจีนผู้เป็นหนึ่งในพี่เอื้อย ขัดแย้งกับคอมมิวนิสต์ประเทศรัสเซียและคอมมิวนิสต์อินโดจีน ต่อมารัฐบาลไทยได้หันไปจับมือกับคอมมิวนิสต์จีน จนคอมมิวนิสต์จีนที่เป็นหัวเรือใหญ่ ได้ยุติการช่วยเหลือคอมมิวนิสต์ไทยโดยสิ้นเชิง
      
       ตามด้วย..พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ออกแนวนโยบาย 66/2523 ทำให้นักศึกษาและประชาชนจากเขตป่าเขา ทยอยกลับออกมาใช้ชีวิตตามปกติในสังคมไทย..
      
       ส่วนเรื่องในป่านั้น..ต้องอธิบายตามความจริงว่า คอมมิวนิสต์ไทยนั้นเวลาออกศึกสงคราม ใครได้รับบาดเจ็บ..พวกเขาจะไม่ทิ้งกัน หากเกิดเสียชีวิต..ก็จะไม่ทิ้งศพกัน..จะต้องพยายามเอาศพกลับฐานที่มั่นเสมอ นั่นถือเป็นเรื่องสำคัญที่ชาวคอมมิวนิสต์ไทย..ต้องปฏิบัติ
      
       ส่วนผู้นำนักศึกษาและนักการเมือง ที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคน เกิดมีความคิดเห็นทางการเมืองต่างกับคอมมิวนิสต์ไทย ถึงขนาดอยู่ร่วมกันไม่ได้นั้น ก็สามารถขอเดินทางกลับคืนเมือง ผมไม่เห็นคอมมิวนิสต์ไทยยิงหรือเที่ยวฆ่าคนเหล่านั้น ทุกคนได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย
      
       ก็แหม..ขนาดทหารหรือตำรวจ ตชด.ที่คอมมิวนิสต์ไทยถือเป็นศัตรู ยามรบก็รบกันอย่างดุเดือด แต่เมื่อจับเป็นเชลยได้..คอมมิวนิสต์จะปฏิบัติต่อกันอย่างดี ใครบาดเจ็บก็รักษาพยาบาลให้ รวมทั้งจะให้การศึกษาต่อเชลยศึกว่า ทำไมคอมมิวนิสต์ไทยจึงจำเป็นต้องจับปืนสู้กับรัฐบาลเผด็จการไทย..
      
        ดังนั้นการกระทำอย่าง “สหายเที่ยง” ที่ยิงพวกเดียวกัน ซึ่งได้รับบาดเจ็บจนตายอย่างทารุณนั้น..เรื่องจริงไม่มี การยิงข้างหลังผู้หญิงหรือนางเอกอย่าง “สหายเม็ดทราย” โดยไม่มีเหตุผลดังในหนัง “ฟ้าใสใจชื่นบาน” ยิ่งไม่ใช่เรื่องจริงใหญ่..
      
        ทว่าข้อคิดดีๆ ของพระเอกในหนังที่ว่า ความสุขอยู่ในใจของเรานั้น..ลูกๆ ผมชอบครับ
      
       ส่วนเรื่องไม่จริงในหนัง “ฟ้าใสใจชื่นบาน” นั้น ก็มันเป็นหนัง..แถมเป็นหนังตลก จะเอาความจริงจีรังอะไรกับหนังตลกเล่าว่ะ..จริงมั้ย???
      
        ฟ้าใสใจชื่นบาน..ตลกดี..ตลกจริงๆ อิงนิยายโกหกเยอะ แต่ติดเรื่องจริงแค่นิดเดียว ถ้าใครมัวแต่ซีเรียสนั่งค้นหาข้อเท็จจริง จนไม่ยอมตลกไปกับหนังเรื่องนี้ คนนั้นแหละ..จะกลายเป็นตัวตลกของผู้สร้าง-ผู้กำกับหนัง เพราะทะลึ่งไปดูหนังตลกแล้วดันไม่ตลก..ไม่หัวเราะสักก๊าก..
      
        ส่วนผม..เสียตังค์ดูหนังตลก “ฟ้าใสใจชื่นบาน” แล้ว ขืนไม่หัวเราะ..ก็ขาดทุนน่ะสิ ว่าแล้ว..ตลกก็ตลกสิวะ..ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!!!!!!

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000006591

    เฮียชัชฯสุดยอดเลยเจ้าคะ..
เพิ่งไปดูมาเหมือนกันเจ้าคะ
หนักดำเนินเรื่องเรื่อยๆ..ก็หนุกดี
แต่บางตอนบังคับให้คนขำเกินไป..

ในทัศนะนู๋พระเอกคือ "ค่อม-ชวนชื่น"
อื่นก็ดูโดยรวมก็ทรงตัวเจ้าคะ
เอาฮา แบบที่เฮียชัชฯว่านั่นแหละ..

แต่เอ.....

นู๋ว่าเฮียชัชฯ
น่าจะอธิบายต่อไปว่า..
เรื่องที่ "ตลก"กว่านั้นคือ..
การผสมพันธ์ระหว่าง"ฝ่ายซ้าย-ขวา"
ในทำเนียบรัฐบาล...(ในศึก192วัน)

เพราะเห็นฝ่ายซ้ายบางคน..
ร้องเพลงสรรพระบารมีซะคล่องปาก...
ขณะที่"ฝ่ายขวา"ร้องเพลง"นกสีเหลือง"
ใช่ไหมจะเฮีย..

อิอิๆๆ
นู๋พริ้งฯ เจ้าคะ

3 ความคิดเห็น:

  1. ชอบมากๆ เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ20 กันยายน 2552 18:16

    ดูหนังเรื่องนี้แล้วชอบมาก เพราะมัน ตลก แต่ก็ไม่คิดจะเอาเรื่องประวัติศาสตร์อะไรจากหนังเรื่องนี้ เพราะ มันเป็นหนังตลก

    คอมมิวนิสต์ไทย เป็นอย่างไรไม่รู้ แค่คอมมิวนิสต์อย่าง ลาว เขมร มันโหดจริงๆ

    แต่หนังมันมีข้อคิดดี ๆ แฝงอยู่นะคะ ตรงที่พระเอกบอกนางเอกว่าทำไมจึงไม่ร่วมอุดมการณ์ด้วย

    เราไม่คิดว่าคนเรามีอะไรเท่ากัน หรือได้รับทรัพยากรเท่ากัน แล้วจะมีความสุขเหมือนกัน

    ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ

.

Waiting....