++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553

นิทานเซน เสื้อแห่งความสุข

นิทานเซน เสื้อแห่งความสุข
โพสท์ในลานธรรมเสวนา โดยคุณ : Lynnie [ 22 ก.ค. 2542]
เมื่อพระราชาป่วยหนักโดยไม่รู้สาเหตุ ราชสํานักจึงวุ่นวาย ไม่มีใครรู้ว่าทําไมพระราชาที่
แข็งแรงมาตลอดจู่ ๆ ก็ต้องมาล้มเจ็บลงอย่างกะทันหัน พระราชามีอาการไข้สูง หน้าแดง และลุก
เดินหรือแม้เพียงลุกจากเตียงก็ไม่ได้แต่ทรงเสวยอาหารและทรงดื่มได้เป็นปกติ หมอหลวงทั้งสิบ
คนไม่มีใครรู้จักโรคจึงไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้พระราชาก็เลยส่งไปลานประหารทั้งสิบคนให้ไป
เรียนวิชากันใหม่ในปรภพ ในที่สุดก็ต้องประกาศหาแพทย์จากภายนอกพระราชวัง แต่ก็ไม่มีใครยอม
มา พวกหมอทั้งหลายต่างพากันเลิกอาชีพแพทย์เพราะกลัววินิจฉัยโรคพระราชาไม่ได้
จะพลอยถูกสั่งให้ตายฟรี ๆ ดังนั้นจึงหันไปหาอาชีพอื่นหรือไม่ก็หลบหนีหาที่ซุกซ่อนตัวในที่
ต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม มีหมอที่มีชื่อเสียงมากที่สุดสองคน ที่หนีอย่างไรคงไม่พ้นเพราะชื่อเสียงที่คํ้า
คอจนหนีตัวเองไม่ได้หมอที่มีชื่อเสียงว่าเก่งคนหนึ่งนั้นยากจนเหมือนกับหนูแก่ ๆ ในบ้านคนจน
เขาอยู่กับห้องหนังสือและการค้นคว้า หากว่ารักษาไม่หายก็ไม่เรียกร้อง
หากว่ารักษาไม่หายคนไข้ตายไปญาติก็ยังแซ่ซ้องว่าพยายาม หมอที่ดีคนนี้ดูพระราชา แต่ไม่
ว่าจะตรวจอย่างไรก็ไม่พบอะไรผิดปกติ
"พระองค์ทรงแข็งแรงยิ่งกว่าคนธรรมดาเสียอีก"
หมอบอกกับพระราชา
และทันทีนั้นพระราชาก็บอกกับทหารรักษาพระองค์
"เอาหมอไปประหารเดี๋ยวนี้ !! "
ส่วนหมอที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งที่เข้าเฝ้าพระราชา เขามาด้วยอาการหน้าซีดเหมือนกับไก่ต้ม
ฟัก หมอคนนี้ไม่เคยอ่านหนังสือหรือค้นคว้าอะไรทั้งสิ้น แต่เขาเลือกที่จะรักษาคน คนที่ป่วยหนักไม่
รักษา คนไม่มีเงินไม่รักษา และคนแก่ก็ไม่รักษา
หมอสั่งให้พระราชาอ้าปาก แล้วทันทีก็ดีดนิ้วมือเป๊าะ ๆ
"โอ..." เขาพูด
"พระราชาป่วยจริง ๆ ด้วย แต่รักษาง่ายมาก"
เขาประกาศพร้อมกับบอกวิธีรักษาเสียงดัง
"ขอให้ไปหาเสื้อของผู้ที่มีความสุขตลอดเวลามาให้พระราชาใส่นอนเป็นเวลาหนึ่งคืน
พระราชาก็จะหายเป็นปกติ" หมอยืนยัน
พระราชาสั่งทันควัน ทหารจํานวนมากถูกสั่งให้ไปหาเสื้อตัวนั้น มาให้ได้ก่อนคํ่าของวันนั้น ทุก
คนแยกย้ายกันไปทุกทิศทุกทาง เพื่อหาเสื้อแห่งความสุขมาให้พระราชาสวมใส่ให้ได้ทหารบางคน
ไปถามเศรษฐีที่รํ่ารวยเหลือล้น มีบ้านช่องใหญ่โตมีข้าทาสบริวารเป็นร้อย แต่ก็ไม่มีเศรษฐีมหา
เศรษฐีแม้แต่คนเดียวที่บอกว่าตนเองมีความสุข
"อย่าว่าแต่ตลอดเวลาเลย แม้แต่ความสุขเพียงอึดใจเดียว ข้าก็ไม่เคยจะมีกับเขา"
พวกเศรษฐีทุกคนต่างกล่าวเหมือนกันเช่นนั้น
ทหารบางคนไปหาหัวหน้าข้าราชการและผู้ทรงเกียรติระดับสูง เผื่อว่าเกียรติยศและตําแหน่ง
อาจให้ความสุขตลอดเวลาได้บ้าง ก็พบแต่คนที่ส่ายหน้า
"มีความสุขกับผีอะไรกัน วัน ๆ เอาหัวให้ติดอยู่กับบ่าได้ก็บุญโขแล้ว"
พวกเขาไม่มีทางรู้ว่าเมื่อไรจะถึงเวลาที่พระราชาจะสั่งประหาร
"พ่อข้าเคยสั่งเอาไว้ว่า บรรดางานอาชีพทั้งหมด ที่ควรจะหลีกหนีให้พ้น มีเพียงประการเดียว
นั่นก็คือ งานหรืออาชีพใดที่ทําให้ต้องเข้าไปอยู่ใกล้กับพระราชา"
"แต่พวกข้าไม่เชื่อ และตอนนี้รู้ทั้งรู้ก็ถอนตัวไม่ได้ถอนก็ตายไม่ถอนก็ตาย แล้วจะให้มี
ความสุขอย่างไร"
Page 2
ตกลงเศรษฐี ข้าราชการก็ไม่ใช่ผู้มีความสุขตลอดกาล
ทหารอีกกลุ่มหนึ่งจึงไปหาพวกพระที่หนีไปอยู่ป่าแสวงหาวิเวก ผู้ปฏิบัติสมาธิโดยคิดว่าพวก
เขาน่าจะเป็นผู้ที่มีความสุขตลอดเวลาที่สุด
แต่ไม่ว่าพระหรือนักบวชสัญญาสีที่ไหนคนใดล้วนตอบเหมือน ๆ กัน
"หากว่าข้ามีความสุข ข้าจะมานั่งทรมานกายทรมานใจอด ๆ อยาก ๆ กันไปทําไมกัน เพราะข้า
มีแต่ความทุกข์ข้าถึงพยายามหนีตัวเองให้พ้นอยู่นี่ไงล่ะ ? "
ตกลงนักบวชหรือพระก็ไม่ใช่ผู้มีความสุขตลอดกาลอีกเหมือนกัน
ทหารพากันไปหาที่ไหน ๆ ก็ไม่พบคนมีความสุข นางคณิกาไม่มีความสุข ครูและอาจารย์ก็ไม่
มีความสุข กวีและนักดนตรีเมื่อไม่เขียนหรือท่องกวีหรือเล่นดนตรีก็ไม่มีความสุข ใครเล่าที่ท่องกวี
เล่นดนตรีจนไม่ทํามาหากิน คนเราลงต้องอยู่กับชุมชนต้องทํามาหากินกัน และเมื่อไรที่คนต้องทํา
มาหากิน คน ๆ นั้นก็ไม่มีทางพบกับความสุขกันทั้งนั้น
เวลาใกล้คํ่าเข้ามาเต็มทีแต่เหล่าทหารก็ยังไม่พบว่าจะมีใครสักคน ที่อาจบอกได้ว่าเป็นผู้มี
ความสุขตลอดเวลา ในที่สุดพวกทหารต่างก็หมดปัญญาและพากันเดินทางกลับเข้าเมือง ทันใด
นั้นเองทุกคนก็ได้ยินเสียงเพลงแห่งความสุขดังขึ้นมา ราวกับว่าผู้ร้องมีความสุขเต็มประดา
เสียงเพลงดังก้องไปทั่วทุกท้องถนน
"ข้านี่สิคือความสุข ข้ามีแต่ความสุขและไร้ซึ่งความทุกข์ ไม่ว่าทุกข์ใดแม้นาทีเดียวก็ไม่
สามารถพานพบข้าได้... ข้ามีความสุขอย่างที่สุดจริง ๆ ด้วย ฮา ฮา ฮา..."
ทหารหาญต่างวิ่งกรูเข้าไปหาต้นเสียงที่ร้องกังวานนั่น
"ท่านเป็นใคร ? ท่านแน่ใจหรือว่าท่านมีความสุขตลอดเวลาอย่างแท้จริง"
หลายคนตะโกนถาม
"แน่นอนที่สุด เพราะตัวข้าคือตัวความสุข ข้าคือความสุข...ฮา ฮา ฮา..."
ที่หัวเลี้ยวของถนนสายหลักในเมือง ชายขอทานร่างพิการนั่งร้องเพลงพร้อมกับหัวเราะร่วนอยู่
ไปมา ทหารทุกคนเข้ามาห้อมล้อมขอทานผู้นั้น
แต่ทว่า อนิจจา... นอกจากกะลาครึ่งใบกับเศษสตางค์สองสามสตางค์ที่ก้นกะลาแล้ว ขอทาน
ก็ไม่มีทรัพย์สินใด ๆ อีก นอกจากผ้าเตี่ยวครํ่าคร่า ที่ไม่หลงเหลือสีสันให้เห็นอีกแล้ว ขอทานผู้มี
ความสุขตลอดกาลผู้นั้นก็ยังไม่มีเสื้อสวมใส่แม้แต่นิดเดียว
(แปลจากเรื่องเสื้อแห่งความสุขโดยจอห์น เฮย์ John Hay 1838 - 1905)
ที่ใจกลางเมืองรามปุระ ชายผู้หนึ่งได้แวะไปหานักบวช ผู้ทรงภูมิรู้
"ข้ามาขอให้ท่านช่วยแนะนําให้พ้นจากความทรมานอย่างสุดซึ้ง หาไม่ข้าจะต้องเป็นบ้าไป
ภายในสองสามวันนี้อย่างแน่นอน"
ชายผู้น่าสงสารออดอ้อน
"ข้าเช่าห้องเล็ก ๆ อยู่ห้องหนึ่ง แต่ต้องอยู่ร่วมกันถึงหกคน คือนอกจากตัวข้าและภรรยากับลูก
เล็กสองคนแล้ว ข้ายังมีน้องสาวกับน้องเขยมาขออาศัยอยู่ด้วย... ทุกวันทุกเวลาทุกนาที ไม่ใครก็
ใครจะต้องตะโกนด่าใส่หน้ากัน เพราะความเครียด ความยัดเยียด.. นรกชัด ๆ "
"แล้วเจ้าจะยินดียอมทําตามทุกอย่างที่ข้าบอกให้เจ้าทําไหมล่ะ ? " อาจารย์ถาม
"ข้าขอสาบาน ข้ายินดี"
ชายผู้คิดว่าตนอยู่ในนรกตอบ
"ดีมาก...เจ้ามีสัตว์เลี้ยงอะไรบ้างและมีอย่างละกี่ตัวล่ะ ? "
อาจารย์ถามต่อ
"วัวหนึ่งตัว แพะหนึ่งตัว แล้วก็ไก่อีกหกตัว"
ชายผู้นั้นอธิบาย
Page 3
"จงเอาสัตว์เลี้ยงทุกตัวเข้าไปไว้ในห้องที่อยู่ของพวกเจ้า แล้วอาทิตย์หน้าเจ้าค่อยกลับมาหา
ข้า"
อาจารย์สั่ง
ชายผู้น่าสงสารอ้าปากค้าง แต่เนื่องจากตนเองได้ให้คํามั่นสัญญาแล้วว่าจะปฏิบัติตามคําสั่ง
ทั้งหมดจึงเป็นไปตามนั้น
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ชายผู้ที่ตอนนี้เหมือนกับว่าได้ตกลงไปในนรกจริง ๆ ก็กลับมาหานักบวชผู้
ทรงภูมิตามคําสั่ง
"หมดกันแล้วชีวิตนี้ ห้องที่แคบนั้นเดี๋ยวนี้กลายเป็นส้วมเป็นถังขยะ เสียงทะเลาะ เสียงด่ากัน
ของคนมันสู้เสียงวัวเสียงแกะหรือไก่ที่ตีกันตลอดเวลาไม่ไหว
และข้าก็ทนไม่ไหวแล้ว อาจารย์ช่วยข้าด้วยเถิด"
"จงกลับไปบ้าน ทีนี้เจ้าจงเอาพวกสัตว์เลี้ยงทั้งหมดออกไปเลี้ยงข้างนอก"
ชายผู้น่าสงสารรีบวิ่งกลับไปบ้าน เขากลับมาหาอาจารย์อีกครั้งในวันรุ่งขึ้น ใส่เสื้อตัวใหม่
สะอาดสะอ้าน
"ชีวิตช่างหวานชื่นมีความสุขเสียเหลือเกิน เมื่อสัตว์เหล่านั้นออกไปอยู่ข้างนอกห้องทั้งหมด
บ้านคือสวรรค์ ทั้งสะอาด ทั้งกว้างขวาง และที่สําคัญ...มันเงียบ"
ไม่ว่าปัญหาใด ๆ จะลึกลํ้าซับซ้อนแค่ไหน ดูเสมือนไร้วี่แววทางออกเพียงไร การแก้ปัญหานั้น
ก็อยู่ที่ใจจริง ๆ ไม่มีอะไรที่ไม่ได้แก้ที่ใจเลย.ส่วนการแก้ปัญหาภายนอกนั้น จะทําหรือไม่ทําก็ได้
แล้วแต่ความเหมาะสมเป็นที่ตั้ง และต้องใช้ปัญญาประกอบด้วยเสมอ.ตอนท้าย ๆ นี่คิดเอาเอง เออ
เอง จริง ๆ แล้วมันคงจะมีแง่มุมอะไรมากกว่านี้แน่เลย
จากคุณ : Lynnie [ 22 ก.ค. 2542]
เรียวกันเป็นพระที่อาศัยอยู่บนภูเขา เป็นคนรักธรรมชาติ จิตใจท่านเรียบง่าย เรียวกันปลูก
กระท่อมหลังน้อยอยู่บนภูเขา ทุกๆ วันท่านจะลงไปเล่นกับเด็กๆ ในหมู่บ้านข้างล่าง อยู่มาวันหนึ่ง
เรียวกันได้สังเกตเห็นต้นไผ่เล็กๆ ต้นหนึ่ง งอกขึ้นมาภายในกระท่อม ไผ่ต้นนั้นจะพลัดหลงเข้ามา
อย่างไรไม่ทราบได้เรียวกันรู้สึกตื่นเต้นต่อสิ่งที่ตนได้ค้นพบมาก ท่านได้เฝ้าถนอมดูแลต้นไผ่ต้นนั้น
จนมันเติบโตขึ้น โตขึ้น โตขึ้น จนดูเหมือนว่าหลังคากระท่อมจะเตี้ยเกินไปสําหรับมัน ยอดไผ่ระอยู่
กับหลังคา ต้นไผ่คือเพื่อนรักของเขา ในที่สุดเรียวกันก็ตัดหลังคา ออกเป็นช่องเพื่อให้ยอดไผ่ได้
งอกออก แทนที่จะรักษาหลังคาไว้และตัดต้นไผ่ทิ้ง เขากลับตัดหลังคาออกเป็นช่อง เพื่อให้เพื่อน
รักของเขาได้งอกยอดอ่อนออก ขึ้นไปบรรจบกับฟากฟ้า ปลดปล่อยออกเพื่อให้พบกับเสรีภาพ
จากคุณ : โยคาวจร [ 23 ก.ค. 2542]
ขอเล่าด้วยคนครับ เมื่อเช้านี้เพิ่งฟังนิทานมาจาก รายการวิทยุของอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ เก็บ
มาเล่าสู่กันฟังครับ เรื่องมีอยู่ว่า
มีนักธุรกิจผู้หนึ่งจบปริญญา ทาง MBA จาก Havard หลังจากที่เขา ออกมาทําธุรกิจจน
ประสบความสําเร็จ รํ่ารวยมหาศาล เมื่อมีเวลา เขาก็มักจะเดินทางไปพักผ่อนที่ชายทะเลแถว
Maxico
วันหนึ่งขณะที่ เขากําลังนอนอาบแดดอยู่ที่ชายหาดนั้นเอง เขาก็เหลือบ ไปเห็นชายหาปลาผู้
หนึ่ง กําลังนั่งตกปลาอยู่ สักพักชายหาปลาผู้นั้นก็ลุกเดินผ่านเขาไป นักธุรกิจรีบทัก
"ลุง ๆ ตกปลามาได้กี่ตัวละ" ชายหาปลาก็ เปิดถังใส่ปลาที่เขาหามาได้ให้ดู ข้างใน ก็มีปลา
อยู่สี่ตัว แล้วบอกว่า "ก็ได้มาสี่ตัว กะว่าจะเก็บไว้กิน สองตัว เอาไปแจกเพื่อนฝูง สักตัว เหลือ อีกตัว
ก็ว่าจะเอาไปขายที่ตลาด"
"แล้วกว่าจะจับปลาได้สี่ตัวนี่นานหรือปล่าวละ" นักธุรกิจถาม
Page 4
"อ๋อ ไม่นานหรอก พักเดียวแหละ" ชายหาปลาตอบ
"อ้าว แล้วเวลาที่เหลือ ลุงทําอะไรละ"
"ก็นอนพักผ่อน ตื่นมาก็เดินเล่นคุยกับเพื่อน พอหิวก็มานั่งตกปลานี่แหละ"
นักธุรกิจรีบออกความเห็น "ทําไมลุงไม่ทําอย่างนี้ละ แทนที่จะจับปลาสามสี่ตัว ลุกก็จับให้มัน
เยอะหน่อย แล้วก็เอาไปขายที่ตลาด พอได้เงินมา ลุงก็เอาเงินไปซื้อเรือสักลํา เพื่อจะได้ออกไป
จําปลากลางทะเล จะได้ได้ปลามาเยอะๆ"
"แล้วยังไง" ชายหาปลาถามแทรก
"ก็พอได้ปลามาเยอะๆ ลุงก็เอาไปขาย ได้เงินมามากเข้ามากเข้า ลุงก็ซื้อเรือลําใหญ่ขึ้น
หลายๆ ลํา เพื่อจะได้จับปลาได้มากขึ้น"
"แล้วยังไง" ชายหาปลาถามอีก
"ทีนี้ลุงก็ต้องสร้างตู้แช่แข็งเป็นของตัวเอง ลุงจะได้เอาไว้เก็บปลาที่หามาได้ไม่เสียของ จะ
ได้เก็บไว้ขายได้ถ้าขายไม่หมดลุงก็ตั้งโรงงานปลากระป๋อง เพื่อแปรรูป ก็จะนํา กลับไปขายได้อีก"
"แล้วยังไง" ชายหาปลาถามอยู่คําเดียว
"อ้าว จะยังไงลุงก็จะรํ่ารวย มีเงินทองเหลือใช้จนไม่ต้องทํางานอีกต่อไป ลุงก็จะมีเวลา มา
พักผ่อนชายหาด เหมือนผมตอนนี้ ว่างๆ ลุงก็เดินไปคุยกับเพื่อน ตกปลาเล่นบ้าง นอนพักผ่อนบ้าง
ไม่ต้องดิ้นรนอีกต่อไป"
"หึ หึ" ชายหาปลาไม่พูดอะไร ได้แต่หัวเราะเงียบอยู่ในใจ
จบแล้วครับ
จากคุณ : มะขามป้อม [ 23 ก.ค. 2542]
ในหนังสือของอ.ประสาน ก็มีเรื่องชายตกปลาค่ะ ซึ่งเป็นน้องชายของนัสรูดินในเรื่องลา (ไม่)
โง่ ขอเล่าตอนต่อเลยละกันนะคะ...
พอชาวประมงได้ฟังเศรษฐีพูดก็ถามอย่างงง ๆ ว่า
"แล้วข้าจะได้อะไรต่อไป"
"ปัดโธ่ เจ้านี้ช่างโง่จริง ๆ เมื่อเจ้ารํ่ารวยเหมือนข้าเจ้าก็จะได้มีความสุข มีความสบาย เจ้าจะ
ได้ชื่นชมกับชีวิตไงล่ะ"
น้องของนัสรูดินมองหน้าเศรษฐีที่พูดไปพลางยังต้องเช็ดเหงื่อที่ไหลหยดย้อย หยดติ๋ง ๆ ไป
พลาง เขาดูดกล้องยาสูบอย่างแรงก่อนที่จะดึงมันออกจากปาก พ่อควันโขมงอ้อยอิ่งเป็นรูปมังกร
"แล้วท่านคิดว่าตอนนี้ข้าไม่ชื่นชมหรือมีความสุขกับชีวิตอย่างไร" ชาวประมงถามลอย ๆ
"หรือจะให้ข้าเหมือนกับท่านที่แก่จนป่านนี้ยังไม่รู้จักเข้าใจความสุขที่แท้จริง ยังต้องทนทุกข์
ทรมานสังขารของตัวเอง"
นัสรูดินที่เงียบมาตลอดเวลา ก็พูดขึ้นมาเป็นปรัชญาว่า
"คนเราทุกวันนี้คิดง่าย ๆ เช่นนี้ไม่เป็นหรอก คิดเป็นแต่เรื่องยุ่งยาก ที่จริงนั้นการที่เราไม่ทํา
อะไรมาก ไม่คิดอะไรมากต่างหาก ที่จะทําให้เราได้สิ่งที่ดีงามมากกว่าเก่า"
"ไม่ทําอะไรจะได้อะไรมากได้อย่างไร" เศรษฐีที่ถูกชมเชยจนหน้าม้านยังคงกังขา
"ได้ซิ" นัสรูดินตอบ
"ได้ความอิสระมากขึ้น และที่สําคัญได้ความสันโดษ ความพอใจต่อสิ่งที่ตนมีอยู่มากขึ้น"
จากคุณ : Lynnie [ 23 ก.ค. 2542]

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น