++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

'ผีปอบ..จีเอ็มโอร้ายจริงหรือเรื่องเล่า

วันนี้ สถานภาพพืชจีเอ็มโอ มะละกอจีเอ็มโอ ไม่ต่างอะไรกับผี ปิศาล ซาตาน ที่คนบางกลุ่มพยายาม ปลุกปั้นสร้างภาพให้เป็นไป

ผีมีตัวตน สามารถทำอันตราย คนได้หรือไม่...ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเคยเห็น มีแต่เขาว่า เขาเล่าหลอกต่อๆกันมา เราเลยเชื่อและกลัวตามเพราะความไม่รู้

พืชจีเอ็มโอก็เช่นกัน...คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แต่ก็กลัวเพราะมีคนมาบอกมาเล่าว่า มันอันตราย

จริงๆแล้วมันน่ากลัว...แค่ไหน?

พืชตัดต่อพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ จะว่าไปแล้วปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ของสังคมไทยแต่อย่างใด เมืองไทยสนใจเตรียมพร้อมที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีนี้มาร่วมยี่สิบปีแล้ว

กรมวิชาการเกษตรได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรมพืช ที่สหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 2527 เพื่อจะได้นำความรู้มาศึกษาวิจัย ผลิต พันธุ์พืชที่มีคุณภาพ ให้ผลผลิตต่อไร่สูง มีความทนทานต่อสู้โรคศัตรูพืชทั้งหลาย เพื่อเกษตรกรไทยจะได้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำสู้กับต่างประเทศได้

ดร.อนันต์ ดาโลดม ส.ว.สุราษฎร์ธานี อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยถึงที่มา ของพืชจีเอ็มโอในเมืองไทย

และสาเหตุสนใจพืชจีเอ็มโอ เป็นเพราะแต่เดิมการผสมพันธุ์พืช เพื่อให้ได้ พืชพันธุ์ใหม่ๆ ที่ให้ผลผลิตสูงและทนทานต่อโรค โดยการเอาพืชต่างพันธุ์มาผสมข้ามพันธุ์

กว่าจะได้พันธุ์ที่ดี...ต้องใช้เวลานานไม่ต่ำกว่า 10 ปี

อย่างข้าวหอมมะลิ ข้าวชั้นดีของไทย มีปัญหาเรื่องเวลาการปลูกข้าวหอมมะลิจะให้ผลผลิตดี ได้ข้าวหอม ปีหนึ่งปลูกได้แค่ครั้งเดียว และต้องปลูกให้ข้าวตั้งท้องออกรวงในเดือนกันยายน-ตุลาคมเท่านั้น

เพื่อให้ข้าวหอมมะลิปลูกได้ทั้งปี กรมวิชาการเกษตรจึงเอาข้าวพันธุ์ กข. มาผสมพันธุ์กับข้าวหอมมะลิ จนในที่สุดก็ได้ข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 และคลองหลวง 1 แต่กว่าจะได้ผลต้องใช้เวลานานนับ 10 ปี

การผสมพันธุ์พืชเพื่อให้ได้พันธุ์ที่มีคุณสมบัติดีขึ้นกว่าเก่า โดยวิธีเก่า ด้วยการเอาเกสรของต้นต่างพันธุ์มาผสมกันอย่างนี้ ดร.อนันต์ บอกว่า ไม่เพียงจะใช้เวลานาน...การทดลองบางครั้งก็ไม่ประสบความสำเร็จ

แทนที่จะได้พันธุ์ดีขึ้น บางครั้งก็ได้พันธุ์ที่เลวกว่าเดิม

สรุปสั้นๆ การผสมพันธุ์ด้วยวิธีโบราณ เสียเวลา และไม่ได้ผลผลิต ได้เหมือนอย่างที่ต้องการ

ไม่เหมือนการใช้เทคโนโลยีตัดแต่งพันธุกรรม จีเอ็มโอ...สามารถทำได้รวดเร็วกว่า ได้ผลที่แน่นอน ได้พันธุ์ที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการมากกว่า

นี่คือที่มาที่ทำให้เมืองไทยต้องหันมาสนใจเทคโนโลยีตัวนี้

เทคโนโลยีตัดแต่งพันธุกรรม...ทำให้พันธุกรรมพืชเปลี่ยนไป ดีเอ็นเอ พืชเปลี่ยน มันจะทำให้สิ่งแวดล้อมได้รับอันตราย คนที่บริโภคไปได้รับอันตรายหรือไม่

อดีตอธิบดีกรมวิชาการให้ข้อคิด การผสมพันธุ์พืชแบบโบราณ เอาพืชต่างพันธุ์ เอาข้าวคนละพันธุ์มาผสมกัน เอากล้วยไม้คนละชนิดมาผสมกัน... ต้นไม้พันธุ์ใหม่ที่ได้มา พันธุกรรมก็เปลี่ยนไป ดีเอ็นเอก็ไม่เหมือนเดิม

ในอดีตมีการผสมพันธุ์ ได้พืชพันธุ์ใหม่ มีดีเอ็นเอใหม่ออกมาตลอดเวลา...ที่ผ่านมาต้นไม้พันธุ์ใหม่ๆ ทำอันตรายให้กับคนมากน้อยแค่ไหน...คงรู้กันดี

ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ คน พืช ดีเอ็นดีจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นกระบวนการของธรรมชาติ ที่สิ่งมีชีวิตจะต้องปรับตัว พัฒนาตัวเองให้สู้กับโรคกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

การปรับเปลี่ยนดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิต จะมีทั้งเปลี่ยนแบบค่อยเป็น ค่อยไป และแบบกะทันหัน ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งมีชีวิตนั้นได้ประสบพบอะไรมา การที่สิ่งมีชีวิตมีดีเอ็นเอแหกคอกไม่เหมือนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ไม่ใช่เรื่องแปลก อย่างกรณีของคนเผือก ควายเผือก ปลาเผือก ไม่มีใครไปตัดแต่งพันธุกรรม แล้วทำไมถึงได้เกิดมามีดีเอ็นเอแตกต่างไปจากพ่อแม่ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เคยสร้างภัยอันตรายหรือไม่

ดร.นเรศ ดำรงชัย นักวิจัยประจำสถาบันพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ให้มุมมองถึงการเปลี่ยนแปลงในพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เป็นเรื่องปกติ

ไม่ได้เป็นสิ่งที่จะทำให้เราต้องวิตกจริตมากจนเกินไป

แม้กระทั่งพืชจีเอ็มโอที่เขาบอกว่าอันตราย คนไทยทุกวันนี้รู้หรือไม่...เราได้ดื่มได้กินอาหารที่ผลิตจากพืชจีเอ็มโอมานานไม่น้อยกว่า 8 ปีแล้ว

ถั่วเหลืองที่ขายในประเทศ 80% นำเข้ามาจากต่างประเทศล้วนแต่เป็นถั่วเหลืองจีเอ็มโอ...คิดดูก็แล้วกัน น้ำเต้าหู้แบบใส่ถุงใส่กล่องที่คนไทยกินกันนั้น มีจีเอ็มโอ กินมาร่วมจะ 10 ปีเข้าไปแล้ว ผลเป็นยังไงก็เห็นกันอยู่

ข้าวโพดก็เหมือนกัน ผลิตในประเทศไม่พอต่อการบริโภค ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ก็ล้วนแต่เป็นข้าวโพดจีเอ็มโอ

และถ้าบอกว่าพืชจีเอ็มโอนั้นอันตรายจริง...การปลูกพืชจีเอ็มโอก็ต้องลดน้อยถอยลง เพราะไม่ได้รับความนิยม

แต่สถิติการปลูกพืชจีเอ็มโอกลับเพิ่มมากขึ้น จากเดิมในปี 2539 ทั่วโลก มีการปลูกพืชจีเอ็มโอกันแค่ 10.6 ล้านไร่ มาเมื่อปีที่แล้ว (2546) มีพื้นที่ปลูก เพิ่มขึ้นมาเป็น 423.125 ล้านไร่

ในประเทศสหรัฐอเมริกา, อาร์เจนตินา, แคนาดา, จีน, แอฟริกาใต้, ออสเตรเลีย, เม็กซิโก, บัลแกเรีย, อุรุกวัย, โรมาเนีย, สเปน, เยอรมนี, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, อินเดีย, โคลอมเบีย, ฮอนดูรัส

ชื่อเหล่านี้ล้วนแต่เป็นประเทศที่ปลูกพืชจีเอ็มโอส่งขายในเชิงพาณิชย์

ส่วนไทยแลนด์ของเราไม่มีชื่อในบัญชี เพราะไม่ได้ปลูกขาย ปลูกแค่ทดลอง เพื่อศึกษาและการเรียนรู้

เพื่อจะได้รู้เท่าทันเขา...ต่อไปคนไทยจะได้ไม่ถูกหลอก

จุดยืนของรัฐบาลไทย ไม่ต้องการจะเชียร์ให้ปลูกพืชจีเอ็มโอ และไม่ ปฏิเสธจีเอ็มโอ สิ่งที่เราต้องการก็คือ ให้คนไทยได้เข้าถึงความรู้ ได้รู้จริง รู้จากการทดลองเอง ไม่ใช่รู้แบบไปฟังขี้ปากฝรั่งเล่ามา

เพราะถ้าคนไทยรู้ไม่จริง ไม่มีองค์ความรู้ในเรื่องนี้ เราอาจมีสิทธิ์ตกเป็นเหยื่อของคนต่างชาติเอาเทคโนโลยีมาหลอกขายได้ ถ้าเราไม่ศึกษาหาความรู้ เกิดจีเอ็มโอมันดีจริง เราทำเองไม่ได้ ต่อไปเกษตรกรไทยจะผลิตพืช ปลูกพืชไปขายแข่งกับใครได้ จะได้ของดีมาปลูกก็ต้องเสียเงินซื้อเมล็ดพันธุ์จากเขา ในที่สุดเกษตรกรไทยก็จะได้รับความเสียหาย

นายกร ทัพพะรังสี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า เป็นที่น่าเสียดายในขณะที่คนไทยกำลังจะเข้าถึงองค์ความรู้เหล่านั้น กลับมีคนไทยบางกลุ่มได้เข้าขัดขวางไม่ให้คนไทยได้เข้าถึงความรู้นั้น

เป็นที่น่าเสียดายตรงที่มะละกอนั้น เป็นพืชจีเอ็มโอชนิดเดียวที่คนไทยประสบความสำเร็จในการศึกษาทดลองมากที่สุด ถึงขั้นสามารถนำมาปลูกในแปลงทดลองได้ ส่วนพืชอย่างอื่นนั้นยังอยู่ในขั้นทดลองในห้องแล็บ หรือไม่ก็ ในเรือนทดลองเท่านั้นเอง

ส่วนเรื่องอันตรายของพืชจีเอ็มโอ รมว.วิทยาศาสตร์ฯยืนยัน ทั้ง WHO (องค์การอนามัยโลก) และ FAO (องค์การอาหารและเกษตรแห่ง สหประชาชาติ) องค์กรหลักดูแลเรื่องความปลอดภัยในระดับโลก ได้เคย แถลงออกมาแล้วว่า ไม่พบหลักฐานอะไรที่แสดงว่าผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอ เป็นอันตรายต่อสภาพร่างกายของมนุษย์

ส่วนที่กลัวๆ กันนั้น...กลัวตามฝรั่งยุโรป เพราะเขาไม่กล้ากินอาหารจีเอ็มโอ ...สาเหตุไม่ได้มาจากจีเอ็มโอ

หากแต่บังเอิญว่า ในช่วงที่พืชจีเอ็มโอกำลังแพร่หลายออกสู่ตลาด ในยุโรป เกิดปรากฏการณ์โรควัวบ้าระบาด และมีปัญหาเรื่องอัลฟาท็อกซิลปนเปื้อนในอาหาร

ในยุโรปเลยเกิดกระแสตื่นกลัวภัยจากอาหารการกิน ทั้งที่โรค วัวบ้า และอัลฟาท็อกซิล ไม่เกี่ยวกับจีเอ็มโอแม้แต่นิดเดียว...แต่เนื่องจาก คนยุโรป เกิดกลัวขึ้นมาแล้ว เห็นอะไรแปลกใหม่ก็พากันตื่นกลัวปฏิเสธตามไปด้วย

เมื่อก่อนกลัว...แต่วันนี้เปลี่ยนไป ล่าสุด ยุโรปเพิ่งยอมให้นำข้าวโพดหวานจีเอ็มโอเข้าไปขายได้แล้ว

และที่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน...ปลูกพืชจีเอ็มโอแล้ว ไม่ต้องใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช...คนกินน่าจะชอบ

บริษัทขายยาและสารเคมีจะชอบหรือจะชวนให้คัดค้านจีเอ็มโอ.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น