++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

นักปฏิบัติธรรม” เป็นคน “ธัมมะธัมโม” เป็นคน “โกรธไม่เป็น”

To:



ถ้าใครโดนคนรอบข้างช่วยกันปะหน้าว่าเป็น “นักปฏิบัติธรรม” เป็นคน “ธัมมะธัมโม” แล้วล่ะก็...เชื่อได้เลยว่าเขาเหล่านั้นจะต้องได้รับการคาดหมาย คาดหวังจากคนอื่นว่า ต้องเป็นคนดี จิตใจงดงาม และที่สำคัญ...ต้อง “โกรธไม่เป็น”
หารู้ไม่...หึหึ

รุ่นพี่ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่โดนคนทั่วไปมองเห็นว่าเป็นคน “ธัมมะธัมโม” เป็นนักปฏิบัติธรรม เพราะแกชอบอ่านหนังสือธรรมะ นั่งสมาธิ เข้าวัดเข้าวา และอื่น ๆ อีกมากที่จะทำให้ใคร ๆ ประทับตราแกในเรื่องนี้


มีเรื่องหนึ่งที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้ คือรุ่นพี่ผมคนนี้แกเป็นคนใจร้อน ขี้โมโห ชนิดโทสะอยู่ปลายจมูก ชนิดที่ใครอย่ามาจี้ถูกจุดเชียว เดี๋ยวพระเพลิงจะไหม้เอา


ตัวพี่เขาก็รู้จักนิสัยตนเองเช่นกัน จึงสนใจนั่งสมาธิ ภาวนาเพื่อขัดเกลาตนเอง...แต่ก็นั่นแหละนะ เจ้าตัวโทสะนี่ มันติดนิสัย สันดานกันมานานหลายชาติหลายภพแล้ว ไม่ใช่ว่าจะมาภาวนากันนิดหน่อย แล้วจะเป็นคนดี จิตใจเยือกเย็น ชนิดโกรธใครไม่เป็นซะเมื่อไหร่


วันหนึ่งรุ่นพี่ผมกำลังคุยกับเจ้านายด้วยปัญหาเรื่องงานอะไรสักอย่าง ผมก็จำไม่ได้แล้ว รู้สึกว่ามีความขัดแย้งกัน ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเอง คนที่พูดคุยด้วยความขัดแย้งย่อมมีโทสะรองเป็นพื้นอยู่แล้ว รอว่าใครจะเป็นฝ่ายจุดติดก่อน


และเจ้านายผม ก็เป็นฝ่ายจุดเพลิงโทสะลูกน้องโดยไม่รู้ตัว


“...ยังนั่งสมาธิอยู่หรือเปล่า”
ที่ถามอย่างนี้เพราะอยากจะติงว่า คนธัมมะธัมโม ทำไมถึงเถียงแกไม่เลิกสักที หรือว่านั่งสมาธิจนเพี้ยนไปแล้ว


หารู้ไม่ว่า คำถามแบบนี้แหละ คือเชื้อเพลิงโทสะชั้นดีสำหรับบางคนเลยทีเดียว
“ยังทำอยู่!” เสียงดังลั่น พร้อมพูดใส่ต่อเป็นชุด...
“ที่ผมนั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมน่ะ ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนดีนะ...เพราะผมมันเลว ไม่ดี อารมณ์ร้าย ถึงได้มาภาวนา...หัวหน้าอย่ามาคิดว่าผมทำแบบนั้นแล้วผมจะเป็นคนใจเย็น เป็นคนดีไม่เถียงใครนะ...เพราะผมไม่ดีนี่แหละ ถึงได้มาภาวนา”


เสียงดังลั่นไปทั่วห้องทำงาน ขนาดคนเป็นหัวหน้ายังหัวหด หน้าเสีย ไม่คิดว่าจะซวยไปแหย่ถูกจุดได้ขนาดนี้


ครูบาอาจารย์ท่านเคยสอนว่า พวกที่ชอบนั่งสมาธิ กดข่มกิเลสตัวเองเป็นประจำนี่ เวลาที่กิเลสมันหลุดออกมาได้แล้ว มันจะร้ายกว่าคนทั่วไป เพราะถูกข่ม ถูกขังมานาน


ถ้าเราปล่อยให้กิเลสมันทำงานไป โดยมีสติคอยตามรู้ ตามดู ไม่กดข่มบังคับ รักษาศีลห้า ระวังไม่ให้มันหลุดทางกาย วาจา คอยดูกิเลสทำงานไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นธรรมชาติการเกิด – ดับของมัน


โทสะก็เหมือนกิเลสตัวอื่น...มันเกิดเพราะมีเหตุ และดับเมื่อหมดเหตุ


ถ้าไปรังเกียจมัน ก็เท่ากับมีโทสะซ้อนโทสะเข้าไปอีก เป็นการเพิ่มเชื้อไฟอย่างไม่หยุดหย่อน ยิ่งถ้าไปกดข่ม บังคับก็ไม่ต่างจากเอาฝาไปปิดในหม้อน้ำที่กำลังเดือดปุด ๆ มันหลุดมาได้เมื่อไหร่ ความแรงของมันย่อมคูณสามคูณสี่ เข้าไป


อดทนตามดูมันไปเรื่อย ๆ ถ้าสติไว โทสะไม่ทันออกฤทธิ์มากมันก็ดับแล้ว... หากสติอ่อน รู้ไม่ค่อยทัน ย่อมโดนกิเลสทำร้าย แม้ตัวโทสะดับแล้ว บางทียังมีอาการอัดอก รุม ๆ ในใจต่อเนื่อง


เหมือนกับกองไฟ ต่อให้มันหมดเชื้อแล้ว ความร้อนก็ยังแผ่กระจายอยู่อีกระยะหนึ่งก่อนมันจะจางหาย...ถ้าไม่มีใครไปเติมเชื้อให้มันอีกนะ..

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น