แม้ว่างานวิจัย ศึกษาเกี่ยวกับ "น้ำมันมะพร้าว"
จะยังไม่มีการระบุชัดแน่นอนว่าการกินในลักษณะอาหารเสริม
จะมีผลดีต่อร่างกายหรือไม่อย่างไรอย่างชัดเจน แต่ อ.สุกัญญา หงส์ประภาส
จากแผนกการแพทย์แผนไทย รพ.นครธน ให้ความรู้ว่า
ภูมิปัญญาด้านอาหารแต่โบราณของคนไทยนั้น มีการนำส่วนต่างๆ
ของมะพร้าวมาใช้ประกอบอาหารแทบทุกมื้อทุกวันมานานจนเป็นเรื่องปกติ
"คนไทยเรากินอาหารเป็นยา อย่างกินข้าว กินปลา กินผัก
กินแล้วแข็งแรง นอกจากนี้
เราจะเห็นว่าแทบทุกมื้อจะต้องมีอาหารและขนมที่มีส่วนผสมจากมะพร้าวอยู่
อันนี้เป็นความมหัศจรรย์ของคนโบราณที่เลือกอาหารที่กินแล้วส่งเสริมสุขภาพ
อย่างเหมาะเจาะ"
อ.สุกัญญา กล่าวต่อไปอีกว่า
กะทิหรือมะพร้าวขูดที่ราดหน้าอาหารและขนมบางชนิดแบบไทยๆ นั้น
ไม่ได้มากถึงขั้นทำให้อ้วนเท่าอาหารจังก์ฟู้ดอย่างในทุกวันนี้
ทว่าตรงข้ามโดยสิ้นเชิง เพราะกะทิหรือมะพร้าวเหล่านั้น "จำเป็น"
ต่อร่างกาย
"ไขมันยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย
หลายคนกลัวอ้วนและพยายามหลีกเลี่ยงการกินน้ำมันทุกชนิด
ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ยังมีวิตามินบางชนิดที่ไม่ละลายในน้ำ
แต่จะละลายในน้ำมัน อย่างวิตามินเอ วิตามินอี วิตามินดี และวิตามินเค
จริงๆ คนโบราณคงจะไม่ทราบหรอกว่าในอาหารอะไรมีวิตามินอะไรและควรจะต้องกินกับอะไร
แต่มันเป็นความรู้ที่เกิดจากการสังเกต การลองผิดลองถูก
เป็นภูมิปัญญาที่สืบต่อกันมา"
อ.สุกัญญา
ขยายภาพการประยุกต์ภูมิปัญญาเข้ากับการทำอาหารด้วยการยกตัวอย่างให้เห็น
อย่างชัดเจนต่อไปอีกว่า อาหารไทยประเภทแกงส่วนใหญ่ก็จะใส่กะทิ
ห่อหมกก็มีกะทิหยอดบนหน้า หรือแม้กระทั่งผักต้มแบบโบราณจริงๆ
ก็เป็นผักต้มราดกะทิ ขนมไทยแทบทุกอย่างมีมะพร้าวเป็นส่วนประกอบ
ขนาดขนมธรรมดาๆ ทำง่ายๆ อย่าง "ฟักทองนึ่ง" ก็โรยมะพร้าวขูดลงไปด้วย
อันนี้ไม่ใช่เพื่อรสชาติอย่างเดียว เพราะหากวิเคราะห์จริงๆ แล้ว
ในห่อหมกส่วนใหญ่จะใส่ใบยอ ใบยอมีวิตามินเอสูงมาก
แต่วิตามินเอเหล่านี้ร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้หากไร้ซึ่งไขมัน
เข้าไปละลายวิตามินเหล่านั้น
"แต่เมื่อหยอดกะทิลงไปเล็กน้อยบนหน้าห่อหมก
เราก็จะได้กินทั้งใบยอที่มีวิตามินเอสูง
กับกะทิที่เป็นไขมันซึ่งจะทำละลายวิตามินเหล่านั้นเพื่อให้ร่างกายได้ใช้
ประโยชน์เข้าไปพร้อมๆ กัน
เช่นเดียวกันกับฟักทองนึ่งที่มีวิตามินเอสูงมากเหมือนกัน
โบราณก็จะมีการขูดมะพร้าวลงไป นอกจากจะอร่อยแล้ว
วิตามินเอในฟักทองก็จะถูกทำละลายด้วยไขมันจากมะพร้าวที่โรยหน้า
กระทั่งผักต้ม ถ้าบ้านไหนมีคุณปู่คุณย่า
อาจจะได้เห็นการทำผักต้มแบบราดกะทิ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมี
เพราะส่วนใหญ่กลัวอ้วน หรือกลัวคอเลสเตอรอลสูง"
อ. สุกัญญา กล่าวแนะนำด้วยว่า การกินกะทิหรือมะพร้าวบ้างแต่น้อย
จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้ร่างกายได้รับไขมันที่ยังจำเป็นต่อร่างกายใน
การละลายวิตามิน แต่ก็ต้องคำนึงถึงปริมาณไขมันและปริมาณที่กินเข้าไป
การออกกำลังกายยังคงเป็นยาวิเศษที่จะช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินที่ร่างกาย
รับเข้าไปด้วย
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000118651
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น