โดย ไทยทน 28 ธันวาคม 2551 19:18 น.
วันที่ 26 ธันวาคม 2551 หนังสือพิมพ์สเตรทไทม์ (THE STRAITS TIMES) ของสิงคโปร์ ตามลิงก์ http://www.straitstimes.com/Breaking%2BNews/SE%2BAsia/Story/STIStory_318574.html ได้นำเสนอ Breaking News SE Asia ซึ่งเริ่มต้นเรื่องว่า
"อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรผู้เป็นที่เชื่อว่ามีทรัพย์สินกว่า 5 พันล้านเหรียญ (1.75 แสนล้านบาท!) ในต่างประเทศ ตอนที่ตลาดหุ้นอยู่ในระดับสูง ราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 140 เหรียญ/บาร์เรล และราคาอสังหาริมทรัพย์ขึ้นทุกวัน แต่การเกิดวิกฤตการเงิน เศรษฐกิจลูกโป่งแตก และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ ทำให้เชื่อว่าสินทรัพย์หลักของทักษิณ น่าตกลงมาเหลือเพียงไม่เกิน 500 ล้านเหรียญ (1.75 หมื่นล้านบาท !)
"EX-PRIME minister Thaksin Shinawatra was believed to have $5 billion (S$7.2 billion) of overseas assets in nominal value as stock markets were peaking, oil was trading at US$140 a barrel and Middle East real estate was going up every day. But with the collapse of the global financial markets and the commodity prices, Thaksins core money is now believed to be worth not more than US$500 million."
เมื่อถอดรหัสข่าวนี้แล้ว มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ ดังนี้
1. ข่าวสินทรัพย์ที่ทักษิณซ่อนไว้ในต่างประเทศนับแสนล้านบาทนี้น่าเชื่อถือ ด้วยสอดคล้องกับที่ Arabian-business.com ได้รายงานข่าวที่เลื่องลือว่า อังกฤษได้อายัดเงินของทักษิณประมาณ 4 พันล้านเหรียญ ซึ่งสเตรทไทม์เองก็ยังตั้งข้อสังเกตว่า เวลาผ่านมานานนับเดือน แต่ไม่มีใครออกมาแก้ไขข่าวดังกล่าว
2. ทักษิณยังคงทำผิดรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ทักษิณ เคยได้รับความเมตตาจากศาลรัฐธรรมนูญในช่วงปี 2543-2544 เรื่องการ "ซุกหุ้น" ในชื่อคนรถ คนใช้ ยาม โดยยอมรับประเด็น "บกพร่องโดยสุจริต" แต่กลับยังซุกซ่อนทรัพย์สินมหาศาล นับหมื่นๆ แสนๆ ล้านบาท อันเป็นการผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 (ซึ่งท่านต้องยึดถือ) อย่างซ้ำซาก โดยไม่รู้สำนึก ทำให้เชื่อได้ว่า การซุกหุ้นผ่านวินมาร์ค แอมเพิลริช ลูกๆ บรรณพจน์ และยิ่งลักษณ์ ก็เป็นเพียงนอมินีรุ่นใหม่เท่านั้น ด้วยมีหลักฐานที่ผิดปกติมากมาย ตามที่เป็นข่าว และเมื่อโอนผ่านประไหมสุหรี ไปซื้อสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้แล้ว ก็ไม่ปรากฏชื่อนอมินีทั้งหลาย ผู้โอนเงินค่าขายหุ้น SHIN มาให้เป็นผู้ซื้อแต่อย่างใด มีแต่ชื่อท่านเท่านั้น
3. ทักษิณทำธุรกิจสุจริตไม่เป็น หากไม่มีอำนาจรัฐเอื้อธุรกิจพิเศษ ก็จะขาดทุนซ้ำซาก ทักษิณหลงลงทุนน้ำมันยามแพง สินค้าโภคภัณฑ์ทั้งข้าวและทองคำ ตามกระแส และลงทุนอสังหาริมทรัพย์แบบเป่าลูกโป่ง คือกู้เกินตัว ลงทุนเกินตัว จนทุนอาจหมดสิ้นได้ โดยแหล่งข่าวได้บอกว่า "Also, I was told by Adnan Khashoggi's people in Dubai and Abu Dhabi that the huge investment in new condo buildings in the Gulf is at risk of being wiped out since it was loaded with bank debt." ทำให้สะท้อนใจว่า หากไม่มีอำนาจรัฐเอื้อ การทำธุรกิจของทักษิณก็ราวกับเด็กๆ ไม่รู้จักหลัก "เศรษฐกิจพอเพียง" กู้เงินเกินตัว ลงทุนเกินตัว ลงทุนด้วยความโลภแม้ยามลูกโป่งพองตัว
ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ ท่านเคยพยายามสร้างภาพให้ดูเหมือนเป็นผู้เชี่ยวชาญโทรคมนาคมในเมืองไทย แต่ที่แท้เป็นผู้เชี่ยวชาญการให้สินบนซื้ออำนาจรัฐเอื้อธุรกิจโทรคมนาคมในไท ย เมื่อไปลงทุนชินอินเตอร์ในต่างประเทศ ก็ล้มเหลวสิ้นเชิงเช่นกัน!
ตามข่าวมีการซื้อข้าวด้วยสัญญาล่วงหน้า ไม่แน่ ช่วงที่พานายทุนตะวันออกกลางเข้ามา ก็หวังเอาอำนาจรัฐ ผูกขาดข้าวไทย และหวังทำกำไรจากการซื้อสัญญาข้าวล่วงหน้าไว้ในต่างประเทศก็อาจเป็นได้ ไม่แน่ว่า นโยบายรัฐบาลนอมินีที่จำนำข้าว พยุงราคาข้าว ก็อาจจะเพื่อการทำกำไรตรงนี้ โดยรัฐบาลต้องซื้อข้าวแพงเพื่อพยุงราคา และตนไปทำกำไรจากรายการข้าวล่วงหน้าในต่างประเทศ
ดูเหมือนอยากทำกำไรง่ายๆ เหมือนการทำกำไรค่าเงิน เมื่อปี 2540 ซึ่งทนงมาเป็นรัฐมนตรีคลัง โดยอาจมีการส่งเงินไปต่างประเทศในช่วงก่อนลอยตัวค่าเงิน หากทำให้เนียน ก็อาจให้คุณหญิงโอนเงินผ่านรายการหุ้นในบัญชีบรรณพจน์ช่วงก่อนกรกฎาคม 2540 คล้ายๆ กรณีซื้อหุ้นจากดวงตา วงศ์ภักดีก็ได้ แล้วยิ่งทุบบาท ตัวเองก็ยิ่งกำไรมากในต่างประเทศ คนไทยขาดทุน รัฐบาลไทยขาดทุนมหาศาล รวยอยู่คนเดียว เหมือนที่นายเสนาะ เทียนทองได้เปิดโปงไว้เมื่อต้นปี 2549 บนเวทีพันธมิตรฯ และไม่เคยถูกฟ้องหมิ่นประมาท
4. โชคดีของประเทศไทย ที่ช่วงเศรษฐกิจโลกกำลัง "เป่าลูกโป่ง" เราไม่ได้ "ทักษิณ นักเป่าลูกโป่ง" มาบริหารบ้านเมือง ทักษิณบริหารเงินตัวเอง ก็ยังหลงโลภไปกับจังหวะลูกโป่งพองตัวของโลก กู้เงินเกินตัว ลงทุนเกินตัว ใช้จ่ายเกินตัว (แม้อาจจะไม่เกินเมื่อเทียบกับเงินที่ท่านโกงชาติไป) หากปล่อยให้ท่านพาประเทศก่อหนี้เกินตัวไปด้วย พาชาวบ้านรากหญ้าก่อหนี้เกินตัวไปด้วยในช่วงที่ผ่านมา บ้านเมืองเราคงวิบัติไปแล้ว จะว่าไป ต้องชมรัฐบาลเศรษฐกิจพอเพียงอีกครั้งที่ช่วยให้ประเทศไทยไม่วิกฤตตามวิกฤตแฮ มเบอร์เกอร์ในครั้งนี้
5. โชคร้ายของประเทศไทยที่ "ทักษิณ" ยังไม่ยอมจบสักที ห นังสือพิมพ์สเตรทไทม์ ยังได้เปิดโปงว่า ที่หย่ากับภรรยา ก็เพื่อให้กลับมาหาทางติดตามเอาทรัพย์สินในเมืองไทยที่ถูกอายัดไว้คืน แต่จริงๆ แล้ว เขาไม่ทราบเท่าคนไทยว่า จังหวะที่มา พอดีกับช่วงต้องมาหาทางประสาน ส.ส. ไม่ให้แตกแถว แต่เมืองไทยยังโชคดีที่ ส.ส. กลุ่มเพื่อนเนวิน กว่า 30 คน ได้สำนึกว่า ทำไมเราต้องตกเป็นทาสทักษิณ ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด หวังแต่จะยึดอำนาจรัฐไว้ และสร้างความปั่นป่วนแตกแยกในบ้านเมือง เพียงเพื่อปกปิดความผิดของตัว แทนที่จะสู้คดีในศาลอย่างถูกต้อง
แต่ที่สุดแล้ว คงเป็นเพราะท่านและภรรยาสำนึกได้ว่า ทำมาหากินในประเทศไหน ก็ไม่หมูเท่าที่เมืองไทยอีกแล้ว เมื่อยึดอำนาจได้ ทำธุรกิจอะไรก็ง่าย โทรคมนาคม จะลดส่วนแบ่งรายได้รัฐ เพิ่มส่วนแบ่งของตัวก็ได้ ประมูลสัมปทานมาแบบ Built-Transfer-Operate ที่เหมือนสิทธิการเช่ามาหาประโยชน์ 30 ปี จะหาวิธียกเลิกและยึดไว้เช่น การแปลงเป็นภาษีสรรพสามิต และการโอนลูกค้าไปเครือข่ายใหม่ก็ทำได้ รัฐธรรมนูญห้ามถือหุ้นสัมปทาน ก็เอาไปซ่อนในชื่อคนใกล้ชิด และกองทุนลับต่างประเทศได้
จะลงทุน 3 จีก็ให้ภาษีบริษัทในตลาดฯ โดยบริษัททั่วไปในตลาดฯ ไม่ต้องรู้กันก็ได้ จะลงทุนเครื่องบินไทยแอร์เอเชีย ก็ให้สิทธิประโยชน์ภาษีอ้างเสริมการลงทุน ทั้งๆที่เป็นการนำเข้า จึงไม่ได้เพิ่มจีดีพี แทนที่จะส่งเสริมการลงทุนที่ใช้ทรัพยากรในประเทศ เป็นรายได้ของคนไทย เป็นกลุ่มพิเศษที่หาเรื่องไม่จ่ายภาษีได้อยู่กลุ่มเดียว
ทำธุรกิจอสังหาฯ ในตะวันออกกลางแผ่นดินทองก็ยังขาดทุนอาจหมดตัว ก็มันไม่ง่ายเหมือนมาซื้อที่ดินรัชดาฯ ประมูลรอบแรก มีคนจ่ายมัดจำแล้ว 3 ราย ก็กลับไม่มีใครยื่นซองเลยได้ ลดราคากลางได้ ขึ้นค่ามัดจำรอบใหม่ได้ ภรรยาซื้อได้แล้วก็เปลี่ยนแปลงข้อจำกัดความสูงของอาคารได้ มันหมูกว่าโครงการที่ตะวันออกกลางมาก จึงดิ้นรนทุกวิถีทาง ต้องกลับมายึดอำนาจใหม่ให้ได้ เริ่มต้นทำธุรกิจการเมืองใหม่ ไม่ยอมจบสักที
จริงๆ แล้ว ที่เนวินบอกกับทักษิณว่า "มันจบแล้วครับนาย" น่าจะเข้าหูทักษิณเร็วกว่านี้ ถ้าท่านไม่โลภอย่างนี้ ถ้าท่านยังมีความรักต่อแผ่นดินแม่มากกว่านี้ ท่านก็คงไม่ต้องดิ้นรนไปซื้อทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ เพื่อสร้างพื้นที่ข่าว ทั้งในไทยและในเวทีโลก โดยท่านทำให้ดูเหมือนว่า ซื้อมา 70 ล้านปอนด์ ขายไปได้ 150 ล้านปอนด์ แล้วให้พรรคพวกยกย่องว่า เห็นไหม เก่งอีกแล้ว ทำทีมฟุตบอลก็กำไร ทำอะไรก็ดีไปหมด ตามข่าวสเตรทไทม์ครั้งนี้ เปิดโปงว่า ท่านได้ลงทุนรวมกับซื้อนักกีฬาเป็นเงินถึงกว่า 200 ล้านปอนด์! และจากการตรวจสอบที่มาของเงิน ผ่าน คุณ "Phairoj P" ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ จึงทำให้บัญชีนอมินีต่างๆ ของท่าน ถึง 25-30 บัญชี ต้องถูกแช่แข็ง ดังในข่าวที่ว่า
'All the frozen assets are under nominee names. He has been using 20 to 25 offshore companies for financial transactions, including two major Swiss banks and three private banks in Geneva'
และหากท่านในฐานะที่เป็นคนไทย ระลึกถึงพระคุณแผ่นดินบ้าง ระลึกถึงคำสอน "เศรษฐกิจพอเพียง"ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทุกหมู่ทุกเหล่าทุกฝ่ายทุกๆ คน หากท่านไม่พยายามสร้างภาพว่า ต้องเป็นคนทันสมัย เป็นคนโลกาภิวัตน์ ท่านก็คงไม่ลงทุนเกินตัว หรือกู้เงินเกินตัว โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และจะไม่พาตัวสู่วิบัติเช่นนี้
ข่าวครั้งนี้ มีรายละเอียดน่าเชื่อถือมากกว่าครั้งสื่ออาหรับ เพราะสิงคโปร์รู้จักอดีตนายกฯ ทักษิณดี และมีบัญชีที่ทักษิณใช้อยู่ไม่น้อย เช่น ยูบีเอส สิงคโปร์ ซึ่งดูแลบัญชีแอมเพิลริช และวินมาร์ค เป็นต้น
จ ึงหวังว่า เมื่อท่านน่าจะต้องยอมจำนนแล้วว่า ท่านคงไม่สามารถลวงคนทั้งโลกได้อีกต่อไปว่า ท่านเป็นนักธุรกิจคนเก่ง "รวยแล้วไม่โกง" ก็หวังว่า ท่านจะได้ยอมรับฟังคำแนะนำของลูกน้องผู้เตือนท่านด้วยความรักว่า "มันจบแล้วครับนาย" และหาทางชีวิตที่เหลือในทางชอบธรรม เพื่อไถ่บาปของท่านที่ทำต่อแผ่นดินไทยเสียทีเถอะครับ แล้วท่านจะกลับมามีสันติสุขในชีวิตในบั้นปลายได้ครับ
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000152655
บทพิสูจน์ว่า จริงแท้แล้ว ทักษิณไม่ได้เก่งอะไรเลย
เพียงแต่โชคชตาบันดาล
และลักษณะนิสัยอันธพาล ข่มขู่กรรโชกฉ้อโกงฮุบและริบ
ทำให้มีเงินทองได้มากมาย
สุดท้ายรักษาไว้ไม่ได้
ซึ่ง นักกีฬา รู้กันดี ในประโยค
การเป็นแชมป์ ไม่ยาก
แต่การรักษาตำแหน่ง ยากที่สุด
ทักษิณ โกงและแย่ง รวยได้ง่าย
แต่รักษาทรัพย์ไว้ไม่ได้แล้ว
ต่อไป ลูกลูก ที่ประวัติการเรียน ก็ไม่ใสสอาดกันเลย
จะมีสติปัญญารักษาตัวไว้ไหวใหม
ธนเดช
ทักษิณปล่อยข่าวลวงรึเปล่าเพราะมันซุกเงินไว้ทั่วโลก
แล้วทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อคนอื่นอีกล่ะ
ผลที่ทักษิณได้จากข่าวนี้
1 พันธมิตรดีใจ
2 ทักษิณได้ฟอกเงิน จากข่าวการ ขาดทุนหุ้นน้ำมัน รึเปล่า
3 ลูกสมุนจำเป็นต้องไถเงินน้อยลงเพราะลูกพี่ใกล้ถังแตกแล้ว
paachoo
ในชีวิตผมที่เกิดมาอยู่ในเมืองไทยรวม 60 ปีแล้ว ยังไม่เคยเห็นมนุษย์ลวงโลกคนไหน ที่ชั่วเท่าไอ้แม้ว มันอกกตัญญุต่อแผ่นดินแม่แผ่นดินเกิด รวยตั้ง 2 แสนล้าน ขนาดซื้อที่ดินรัชดาภิเษก จะเสียภาษีที่ดินเหมือนชาวบ้านทั่วไป 15 ล้าน มันยังโกงไม่ยอมเสียภาษี ไอ้คนแบบนี้หรือที่บ่นบอกว่า ผมรักชาติ ผมเทอดทูนสถาบัน พี่น้องครับผมถูกกลั่นแกล้ง ไอ้คนชาติชั่วแบบนี้ไม่ควรให้มันกลับมาตายในแผ่นดินไทยอีก เวรกรรมกำลังตามตอบสนองมัน มันคงกำลังจะอกแตกตาย ทำอะไรก็ฉิบหายหมด แม้ครอบครัว ชีวิต มันก็จะรักษาไว้ไม่ได้ คำสาปแช่งนี้จะยังสิงสถิตย์อยู่ในใจมันตลอดเวลา สาธุ
ชลบุรี
ข้อสงสัย
1 ประเมินตัวเลขทรัพย์สินจากอะไร
2 แน่ใจได้อย่างไรว่าตัวเลขใกล้เคียงความจริง
3 ทักษิณปล่อยข่าวลวงรึเปล่าเพราะมันซุกเงินไว้ทั่วโลก
4 แล้วทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อคนอื่นอีกล่ะ
ผลที่ทักษิณได้จากข่าวนี้
1 พันธมิตรดีใจ
2 ทักษิณได้ฟอกเงิน จากข่าวการ ขาดทุนหุ้นน้ำมัน รึเปล่า (เป็นไปได้จริงหรือที่เซียนหุ้นอย่างทักษิณจะปล่อยให้ ขาดทุนในตลาดหุ้น )
3 ลูกสมุนจำเป็นต้องไถเงินน้อยลงเพราะลูกพี่ใกล้ถังแตกแล้ว
ใครรู้ช่วยตอบที
จอม
ในฐานะที่ทำงานในต่างประเทศ ผมเศร้าใจทุกครั้งเวลาต่างชาติถามเรื่องเมืองไทย คุณทักษิณถูกนำไปเทียบกับผู้นำขี้โกงของหลายๆ ประเทศ ทำให้ภาพพจน์เมืองไทยเสียหาย ต่างชาติเขาคงสมเพช ไม่ได้ชื่นชมเป็นอัศวิน อะไรหรอกครับ วิกฤติครั้งนี้เป็นความเจ็บปวด แต่คุ้มค่าสำหรับประเทศในระยะยาว
ผ มติดใจส่วนหนึ่งของบทความที่กล่าวถึงรัฐบาล คมช. ซึ่งผมเห็นด้วยว่า การ break รัฐบาลทักษิณ ในตอนนั้น มีความหมายต่อประเทศไทยมาก หากไม่หยุด ป่านนี้ประเทศคงจมไปพร้อมกับการพังของเศรษฐกิจโลก ผมคิดว่า คมช. และ รัฐบาลคุณสุรยุทธ เข้ามาในจังหวะที่มองย้อนหลังแล้ว เป็นผลดีที่ประเทศเราชลอตัวลงเสียก่อน การพังของเศรษฐกิจโลกเที่ยวนี้สาหัสนะครับ ญี่ปุ่นเองยังแย่ เราเองหากไม่ต้องชลอตัวเพราะการเมือง อาจเสียหายมากกว่านี้ ครับ
ทนายนิวยอร์ก
เมื่อทักษิณขึ้นเป็นนายกฯ
ได้โอนเงินจากสำนักวบประมาณ
ไปกองไว้ที่สำนักนายกรัฐมนตรี
เพื่อให้นายกใช้จ่าย ปีละ 200,000 ล้านบาท ตอนนั้นอ้างว่าเผื่อฉุกเฉิน
5ปี ที่เป็นนายกฯ 1,000,000 บาท
ยอดเงินโดยรวมที่ทักษิณไปฝากไว้ในหลายประเทศ
รวมแล้วเท่ากับเงินงบประมาณที่ตั้งลอยไว้ ให้นายกฯใช้โดยไม่มีโครงการรองรับ
เมื่ออังกฤษถามที่มาของเงินจึงตอบไม่ได้
เงินท่ทักษิณเอาไปละเลง ทำเป็นรวยคือภาษีพวกเราทั้งนั้น
ไม่ได้เกิดจกการทำการค้า
เดโชชัย]\\\
วันนี้นำ FW.Mail จากเพื่อนอีกฉบับนึงมาให้อ่าน
เกี่ยวกับการทุจริตการศึกษาของลูกทักษิณ
คำเตือน : ข้อมูลทั้งหมดมาจาก FW.Mailที่ได้รับ ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ข้อมูลนี้ บางคนอาจได้ทราบแล้ว แต่เชื่อว่า ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่เคยอ่าน
เป็นเรื่องจริงนะ เด็กเกษตรตอนนั้นยืนยันเอง......ก้อง
สิ่งที่น่าคลางแคลงใจเกี่ยวกับการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของ น.ส. พิณทองทา
ชินวัตร ดูเหมือนจะถูกละเลยไม่กล่าวถึง คล้ายกับเป็นสิ่งต้องห้าม
ที่ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัย
ตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างยินยอมพร้อมใจไร้ท่าทีหรือแม่แต่การแสดงความคิดเห็นใดๆต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน
ในการสอบ EntRance 1999 (พ.ศ. 2542)
มีเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
จากโรงเรียนสตรีเอกชนชื่อดัง ซึ่งมีสถานีรถไฟฟ้าชิดลมตั้งอยู่ด้านหน้า
ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะนิสิตชั้นปีที่ 1
สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร (ภาคพิเศษ) คณะอุตสาหกรรมเกษตร
รหัสนิสิต 42150888* ประเด็นที่น่าขบคิด คือ
1. นิสิตใหม่ผู้นี้
จบการศึกษาจากการสอบเทียบ(หรือการศึกษานอกโรงเรียน:
ซึ่งเปิดให้นักเรียนในระบบสามารถสอบเทียบได้เป็นปีสุดท้าย โดยหลังจากปี
2542 แล้วได้ตัดสิทธินักเรียนที่เรียนในระบบ มิให้ใช้สิทธิสอบเทียบอีก)
ขณะที่การศึกษาในโรงเรียนเธอนั้น เธอร่ำเรียนมาในสาย ศิลป์-คำนวณ
หลักเกณฑ์ของคณะในการรับนิสิตนั้น ทางคณะฯรับนิสิตโดยตรง
ซึ่งทำการสอบข้อเขียนที่จัดขึ้นเป็นการเฉพาะและกำหนดคุณสมบัติของนิสิตว่าต้องเป็นนักเรียนสาขาวิทย์-คณิต
เหตุใดเธอจึงเข้าเรียนในสาขาสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร
(ภาคพิเศษ) คณะอุตสาหกรรมเกษตร?
ข้อโต้แย้ง เป็นไปได้ว่า
เธอผู้นี้สอบเทียบในสาขาวิทยาศาสตร์มาก็อาจเป็นได้
2. เธอเข้ามาศึกษาในคณะฯเป็นเวลา 1 ปีเศษ
โดยมีเกรดเฉลี่ยสะสมในภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 เป็น 1.50 และ 1.58
ตามลำดับ
(ต้องการข้อมูลยืนยัน
โปรดติดต่อสำนักทะเบียนและประมวลผล มก. :
รับประกันได้ว่าเขาไม่มีทางให้คุณดูแน่นอน!) แต่สิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุด
คือ ชื่อของเธอผู้นี้ปรากฏอยู่ในรายชื่อของนิสิตใหม่ คณะสังคมศาสตร์
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสสศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ ในปีการศึกษา 2543
ภาคเรียนที่ 1 โดยมีการเปลี่ยนแปลงรหัสนิสิตใหม่อย่างเสร็จสรรพ คือ
4208281*
เงื่อนไขในการเข้าศึกษาคณะสังคมศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์ฯ สาขาบริหารรัฐกิจ
ตามที่ระบุในหนังสือคู่มือการเลือกคณะ แสดงคะแนนรวมต่ำสุดไว้ที่ 57.60%
โดยมีรายวิชาที่ต้องสอบ คือ 01 02 03 08 และ 09
(นิสิตปัจจุบันอาจจะไม่เข้าใจ กล่าวคือ เป็นรหัสวิชา ภาษาไทย สังคมศึกษา
อังกฤษ วิทยาศาสตร์กายภาพและชีวภาพ และคณิตศาสตร์ตามลำดับ)
ถือว่าเป็นคณะและภาควิชาที่มีการแข่งขันสูงคณะหนึ่งและคะแนนก็อยู่ในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานมาโดยตลอด
คำถามก็คือ
2.1 เธอผู้นี้มีคุณสมบัติใด จึงสามารถย้ายคณะได้
ทั้งๆที่เธอเข้ามาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยการสอบตรงของคณะอก.
และเป็นภาคพิเศษ ในปี 2542
(แน่นอนว่าเธอไม่มีคะแนนสอบEnt ในปี 2000 ด้วย)
2.2 การย้ายคณะของเธอกระทำได้อย่างไร
ถูกตามหลักเกณฑ์มหาวิทยาลัยว่าด้วยการย้ายคณะหรือไม่?
และเหตุใดจึงต้องเปลี่ยนรหัสนิสิตใหม่? (การย้ายคณะไม่ใช่เรื่องแปลก
ที่พบเห็นบ่อยครั้ง คือ กรณีการย้ายคณะของนิสิตสายวิทย์ เช่น วิทยา มา
วิศวะ หรือนิสิตคณะเกษตรฯ ย้ายเข้าคณะอก. :
แต่การย้ายทุกครั้งไม่มีการเปลี่ยนแปลงรหัสนิสิตของนิสิตผู้ย้ายคณะแต่อย่างใด
เพราะจะมีปัญหาตามมาภายหลังจากทะเบียนนิสิตซ้ำซ้อน การคิดเกรด
การตรวจสอบการจ่ายค่าการศึกษา การทำเรื่องขอจบ
และการอนุมัติการจบการศึกษา)
เพื่อมิให้เป็นการเสียเวลาท่านผู้อ่านผู้เจริญด้วยปัญญา
ขออนุญาตนำไปพบกับหลักเกณฑ์การย้ายคณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุไว้
คือ ข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรี พุทธศักราช 2521
(ฉบับแก้ไขปรับปรุง) ข้อ 15.1.2 ระบุว่า นิสิตที่เข้าเรียนในคณะเดิม
แต่มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมในปีการศึกษาแรกต่ำกว่า 2.00
“ไม่มีสิทธิย้ายคณะ” แต่ผลการเรียนเฉลี่ยของเด็กสาวคนนั้นเพียง 1.50 และ
1.80 เธอย้ายคณะได้อย่างไร?
กลับมาพิจารณาตามเส้นทางการศึกษาอันน่าพิศวงของเธอกันต่อ
ในความแตกต่างระหว่างภาคพิเศษและภาคปกติ ที่ชัดเจน คือ การคัดเลือกนิสิต
จากการสอบโดยตรงและมีข้อสอบเฉพาะ ความยากง่ายอาจจะไม่ห่างกันเท่าใดนัก
แต่เน้นความรู้ ความเข้าใจในสขาเฉพาะที่คณะหรือภาควิชานั้นต้องการมากกว่า
และภาคพิเศษเป็นโครงการที่เลี้ยงตนเอง
ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยจำนวนมากเช่นภาคปกติ
แน่นอนว่าค่าเล่าเรียนของนิสิตในภาคพิเศษย่อมมีราคาสูง
คำถามที่ชวนขบคิด คือ เกษตรฯมีโครงการภาคพิเศษ(เฉพาะปริญญาตรี) หลายคณะ
เช่น วิศวะ อก. บริหาร เศรษฐ์ วิทย์ เป็นต้น
ถ้ามหาวิทยาลัยอนุญาตให้นิสิตปีหนึ่งเมื่อจบการศึกษาผ่านไป 1 ปี
สามารถย้ายคณะจากภาคพิเศษ ไปภาคปกติในอีกคณะหรือแม้แต่ภายในคณะเดียวกันได้
อยากถามว่า ในอนาคต หากมีนักเรียนที่ต้องการเข้าเรียนในสาขาวิชาหนึ่ง
แต่ไม่อยากสอบ ent
จึงสมัครเข้าเรียนในโครงการภาคพิเศษคณะใดคณะหนึ่งก่อนจะทำเรื่องขอย้ายเข้าเรียนในคณะที่ตนหมายตาไว้ตั้งแต่ต้น
แม้อาจจะเสียเวลาไป 1 ปี
(คล้ายกับเส้นทางเดินของการยักย้ายถ่ายเทหุ้นเลยเนอะ)
ซึ่งหมายความว่าเด็กนักเรียนหรือนิสิตใหม่นั้น สามารถทำได้
เพราะมีกรณีนิสิตสาวผู้นี้เป็นบรรทัดฐานใช่หรือไม่?
สิ่งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเฉพาะผู้บริหารมหาวิทยาลัย
คณบดีของคณะที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ในช่วงขณะที่นิสิตผู้นั้นเข้าศึกษา
ต้องตอบกับสังคม คือ
ปล่อยให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในรั้วสถาบันอุดมศึกษาได้อย่างไร?
มาตรฐานของมหาวิทยาลัยอยู่ที่ไหน?
การกระทำเช่นนี้ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่ต่างอะไรกับการสนับสนุนและส่งเสริมในการกระทำทุจริตทางการศึกษา
เป็นไปได้หรือ? ที่ผู้ปกครองของเด็กสาวจะไม่รู้เรื่องการเรียน
การศึกษาของลูก
เป็นไปได้หรือ? ปฏิเสธ ความไม่รู้ย่อมไม่ได้
เพราะนิสิตสาวผู้นี้ขณะที่กระทำอำพรางทางการศึกษาเช่นนี้เธอยังไม่บรรลุนิติภาวะและเธอก็อาศัยอยู่กับครอบครัวโดยตลอด
เป็นไปได้หรือ? ที่คณะที่เกี่ยวข้องจะอนุโลมให้เด็กสาวผู้นี้เป็นกรณีพิเศษ
เป็นไปได้หรือ? ที่เธอย้ายคณะได้โดยสะดวก
เพราะผู้ปกครองเป็นหนึ่งในกรรมการสภามหาวิทยาลัย
พร้อมทั้งออกทุนทรัพย์ส่วนตนปรับปรุงห้องสมุดให้แก่คณะที่เธอต้องการเข้าศึกษา
และทั้งหมดนี้ คือ คำตอบว่าเหตุใดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
จึงไม่แม้แต่จะแสดงท่าที กำหนดจุดยืนใดๆ ต่อภาวะการณ์ทางการเมือง ณ
เวลานี้ ใช่หรือไม่?
อ้อ....ขอแถมให้อีกนิด นิสิตสาวผู้นี้สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2546
รับพระราชทานฯในเดือนกรกฎาคม 2547 ด้วยคะแนนระดับเกียรตินิยมอันดับ 2
(3.25 ขึ้นไป) และมีความพยายามที่จะหาทางมอบเกียรตินิยมให้เธอให้ได้
แต่มิเป็นผลสำเร็จเนื่องจากเผชิญแรงต้านจากกรรมการตรวจสอบที่ยังคงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือ
ทำให้ เพราะหากจะพิจารณาอย่างจริงจังแล้ว อาจเป็นไปได้ว่า
น่ากลัวจะมีรายการ เพิกถอนปริญญา
พร้อมทั้งสอบสวนผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้สะเทือนลั่นทุ่งบางเขน!!!!!!
แม้กระทั่งการศึกษายังไม่โปร่งใส
แล้วเราจะไว้ใจให้บริหารประเทศต่อไปอีกหรือ?
FW.Mail
ไม่น่าเลย ทำไปได้
ตอบลบ