++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2552

แก่งแย่งและต่อรอง : ธาตุแท้ของรัฐบาลผสม

โดย สามารถ มังสัง     22 ธันวาคม 2551 18:03 น.
70 กว่าปีของการปกครองประเทศไทย นับตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ประชาชนชาวไทยได้เห็นรัฐบาลเผด็จการอันเกิดจากการปฏิวัติรัฐประหารสลับกับรั ฐบาลผสมที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งรัฐบาลเผด็จการและรัฐบาลผสมจะจบลงด้วยลักษณะเดียวกัน คือ ถูกขับไล่ด้วยข้อหาทุจริต คอร์รัปชัน ใช้อำนาจรัฐไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนโดยรวม และก่อความเสียหายทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองให้แก่ประเทศโดยรวม จะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งพรรคเดียว เนื่องจากได้รับเลือกตั้งเข้ามามีเสียงท่วมท้น คือ รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ในช่วง พ.ศ. 2544-2549 แต่ก็เป็นรัฐบาลพรรคเดียวเพียงแต่ในนาม เพราะโดยเนื้อแท้แล้วประกอบด้วยกลุ่มการเมืองต่างๆ เป็นมุ้งเล็กอยู่ในมุ้งใหญ่ อันเกิดจากการนำเอาพรรคการเมืองหลายพรรคเข้ามารวมกับพรรคไทยรักไทยก่อนการเล ือกตั้ง จนเกิดเป็นพรรคใหญ่ขึ้นมาโดยอาศัยอำนาจเงิน
      
        ดังนั้น เมื่อพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลจึงมีสภาพไม่แตกต่างไปจากรัฐบาลผสม แต่มีข้อดีกว่ารัฐบาลผสมที่ผ่านมาตรงประเด็นที่ว่า ถึงแม้จะมีหลายกลุ่มร่วมแต่ก็ถูกควบคุมด้วยนายทุนคนเดียวคือ นายใหญ่ และนี่เองคือที่มาของคำว่า รัฐบาลเผด็จการในคราบของระบอบประชาธิปไตย ที่ใครต่อใครเห็นแล้วเข้าใจตรงกันว่าเป็นรัฐบาลภายใต้ระบอบทักษิณ ติดปากมาจนกระทั่งทุกวันนี้
      
        ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลพรรคเดียวภายใต้การนำของนายทุนคนเดียวจึงทำอะไรแบบไม่ต้องเกรงหัวหน้า กลุ่ม และสมาชิกกลุ่มการเมืองที่เข้ามาร่วมกันเหมือนรัฐบาลผสมทั่วๆ ไป ที่จะทำอะไรก็ต้องเงี่ยหูฟังผู้นำกลุ่มการเมืองที่เข้ามาร่วมเป็นรัฐบาลผสมเ พื่อให้มีเสียงพอในการจัดตั้งรัฐบาล ในทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งรัฐบาลผสมภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำรัฐบาลก็ไม่มีข้อยกเว้นในเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์ของรัฐบาลผสม คือ แก่งแย่ง และต่อรองตำแหน่งใน ครม. ดังที่ปรากฏเป็นข่าวออกมาว่า การจัด ครม.ที่ผ่านมาจนถึงวันที่เขียนบทความนี้ (18 ธ.ค.) ได้เกิดมีความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากกลุ่มเพื่อนเนวินได้ต่อรอง และทางพรรคประชาธิปัตย์ยอมยกกระทรวงสำคัญ เช่น กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทยให้ เป็นต้น รวมไปถึงการยอมยกตำแหน่งรัฐมนตรีให้คนนอกโดยการอ้างเงื่อนไขว่ามีส่วนช่วยสน ับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล เป็นต้น
      
        ถ้าข่าวที่ปรากฏออกมาเป็นความจริง ก็แปลความได้ว่าแม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ที่ถือได้ว่าเป็นสถาบันการเมืองท ี่มีระเบียบ และระบบในการจัดการที่ดีที่สุด ถ้าเทียบกับพรรคการเมืองอื่นที่เป็นพรรคเฉพาะกิจ และตั้งขึ้นมารับใช้บุคคลหรือกลุ่มบุคคล ไม่มีระเบียบและระบบการจัดการอย่างมีมาตรฐานที่พรรคการเมืองควรจะมี และควรจะเป็น แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการของนายทุนทางการเมืองเป็นหลักเท่านั้น
      
        อย่างไรก็ตาม ในทันทีที่ได้รับทราบข่าวนี้ ผู้เขียนซึ่งเป็นคนหนึ่งที่นิยมชมชอบแนวทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์มาตล อด ก็รู้สึกไม่สบายใจและหนักใจเมื่อมองไปข้างหน้า เพราะข่าวทำนองนี้ไม่เป็นผลดีต่อพรรคการเมืองเก่าแก่เช่นพรรคประชาธิปัตย์ และที่สำคัญไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์ทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เป็นบวกมาตลอดในสายตาของคนทั่วไป ทั้งยังเป็นความหวังของผู้คนที่เบื่อการเมืองในขณะนี้ว่าเป็นพระเอกขี่ม้าขา วมาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่อยู่ในขณะนี้
      
        เมื่อประชาชนเริ่มผิดหวังกับการจัด ครม.ของพรรคประชาธิปัตย์ และถ้าความผิดหวังที่ว่านี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะมีผลกระทบอย่างไรต่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
      
        เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้เขียนใคร่ขอให้ท่านผู้อ่านลองย้อนไปดูการเข้าไปเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิ ปัตย์ในปี 2540 ต่อจากรัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ต้องอำลาลงจากเก้าอี้เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจถดถอย และมีผลให้ต้องลดค่าเงินบาทและส่งผลกระทบถึงศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล ก็จะพบว่ามีบางอย่างเหมือนกันคือ เสียงของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล แต่ได้เกิดกลุ่มการเมืองหนึ่งแยกตัวออกมาจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมจนได้รับฉายา นักการเมืองกลุ่มนี้ว่า งูเห่า แต่ดูเหมือนว่าการแยกตัวออกมาของนักการเมืองกลุ่มนี้ ถึงแม้จะถูกด่าจากนักการเมืองด้วยกันว่าหักหลังนักการเมืองด้วยกัน แต่ในสายตาของประชาชนทั่วไป และนักการเมืองกลุ่มนี้กลับได้รับการยอมรับว่าเป็นคนเสียสละเพื่อบ้านเมือง ในการช่วยให้ประเทศมีทางออกในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ
      
        แต่เมื่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำไปได้ระยะหนึ่ง เหตุการณ์ที่มิได้คาดไว้ก็เกิดขึ้น คือ นอกจากการแก้ปัญหามิได้ดีขึ้นเท่าที่ประชาชนคาดหวังแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการแสวงหาประโยชน์เกิดขึ้นแฝงเข้ามาในนักการเมืองบ างคน จนถึงกับถูกมองว่ามีเลศนัย รวมไปถึงการออกกฎหมาย 11 ฉบับตามข้อเสนอของไอเอ็มเอฟ และหนึ่งในจำนวนนี้ที่ได้รับการต่อต้านในเวลาต่อมาก็คือ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจนกลายเป็นตราบาปของพรรคประชาธิปัตย์มาระยะหนึ่ง และต้องใช้เวลานานในโอกาสต่อมาในการแก้ตราบาปที่ว่า และน่าจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้งต่อพรรคก ารเมืองในกลุ่มของระบอบทักษิณในปี 2544 และเรื่อยมาจนถึงปี 2550 ค่อยๆ ดีขึ้น จนมีโอกาสเป็นรัฐบาลอีกครั้งในวันนี้ ในภาวะแวดล้อมทางการเมืองที่เหมือนกันคือ ด้วยอาศัยแรงหนุนจากกลุ่มเพื่อนเนวินอันเปรียบได้กับกลุ่มงูเห่า 2
      
        แต่พรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้จะจบลงเหมือนพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฝีมือของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นสำคัญ
      
        แต่ถ้าจะให้คาดเดาโดยอาศัยปัจจัยและข้อมูลทางการเมืองที่ได้จากการจัด ครม.แล้ว พอบอกได้ว่าคงหนีไม่พ้นการยุบสภาฯ เพื่อหนีความขัดแย้งอันเกิดจากการต่อรองทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาล
      
        อ ย่างไรก็ตาม การคาดเดาสามารถบอกได้อีกทางหนึ่งโดยอาศัยโหราศาสตร์ โดยดูจากดวงเมืองและดวงผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีลัคนาอยู่กรกฎ ก็พอบอกได้ว่าคงจะอยู่ได้ไม่น้อยกว่า 6 เดือน และอย่างมากไม่เกิน 1 ปี คงจะมีการยุบสภาฯ ในเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2552 แน่นอน


http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000150258


    ถ้านายกทำดี

เลือกครั้งหน้า เอาสโลแกนนี้เลย

" ถ้าอยากได้รัฐบาลในฝันเลือกพรรคผมให้มากกว่านี้ " (จะได้ไม่ขี้เหล่แบบนี้)

*****************
ทำดีจริง แค่นี้ก็เกินพอแล้ว
ทำดีแค่ 3 เดือนก็มองออกแล้ว ว่าอยู่หรือรอด
ยิ่งถ้ามีกลิ่นไม่ดีแล้ว ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น รับรอง คราวหน้าเก้าอี้ ฝ่ายค้านรอ อยู่แน่นอน

******************
นายกสู้ๆ

    เห็นด้วยกับบทความนี้อย่างยิ่งครับ .... แต่ยังหวังว่า นายกอภิสิทธิ์จะรีบใช้โอกาสนี้เพื่อสร้างทางของการเมืองใหม่โดยเร็ว ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาต่างๆที่ค้างคาอยู่ .... การทำงานต้องยึดถือความถูกต้องเหมาะสมที่อธิบายได้ .... และต้องรีบเร่งในการกำจัดคนคิดร้ายต่อประเทศชาติด้วย ... และการเมืองใหม่เท่านั้นที่จะเป็นทางออกสำหรับประชาธิปัตย์ ..... หากยังวิ่งซ้ำรอยเดิมพวกนักการเมืองน้ำเน่ายังวิ่งวนเวียนอยู่ในกระแสได้ .... โอกาสทางการเมืองของ ปชป. จะจบสิ้นไปอย่างแน่นอน ... เหมือนกับพรรคเฉพาะกิจต่างๆนั่นแหละ .... นายก อภิสิทธิ์ ต้องเร่งชูเรื่องการเมืองใหม่ให้พรรคเร่งการปรับตัว หากทำได้ชัยชนะสำหรับ ปชป. ในข้างหน้ามีแจ่มใสพอสมควร .... ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องรอดูว่า นายก อภิสิทธิ์จะมีพลังบารมีภายในพรรคมากน้อยแค่ไหน .... ภาระกิจครั้งนี้นอกจากต้องเร่งฟื้อฟูประเทศชาติด้วยความรอบคอบแล้ว .... ยังต้องเร่งฟื้นฟูระบบการเมืองให้ถูกต้องด้วย .... คงเป็นงานหนักมิใช่น้อย สำหรับนายกที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ .... หากท่านทำได้สำเร็จ ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึกชื่อท่านไว้อีกยาวนาน
คนแก่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น