โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
บ อร์ด สปสช.เผยผลประเมินหลักประกันสุขภาพปี 51 พบผู้ป่วยนอกใช้บริการมากขึ้น ปีละ 128 ล้านครั้ง ผู้ป่วยในปีละ 5 ล้านครั้ง ครอบคลุมโรคค่าใช้จ่ายสูง ทั้งมะเร็ง หัวใจ ผ่าตัดสมองได้รับการรักษาทันท่วงที ด้านเลขาธิการ สปสช. เตรียมพัฒนาระบบเพื่อคุณภาพชีวิตคนไทยเต็มที่ ทั้งค้นหาผู้มีสิทธิลงทะเบียน ยกเลิกการลงทะเบียนเลือกหน่วยบริการประจำในจังหวัดภูมิลำเนา เพราะผู้ป่วยมีข้อจำกัดเรื่องการเดินทางไปใช้บริการ ขณะที่สัดส่วนของรายจ่ายด้านสุขภาพต่อรายได้หรือรายจ่ายของครัวเรือนลดลง
นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เปิดเผยว่า จากการประชุมได้มีการนำเสนอผลการประเมินระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประจำป ีงบประมาณ 2551 พบว่า ปัจจุบันประชาชนไทยกว่าร้อยละ 99.16 หรือเกือบทุกคนมีหลักประกันด้านสุขภาพ ซึ่งครอบคลุมเรื่องการดูแลสุขภาพ ส่งเสริม ป้องกันและรักษาโรค ในส่วนของระบบ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือที่รู้จักกันว่าบัตรทองนั้น ในปีงบประมาณ 2551 พบว่า แนวโน้มการใช้บริการของผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นเป็น 128.73 ล้านครั้ง เฉลี่ยใช้บริการ 2.75 ครั้ง/คน/ปี ขณะที่ผู้ป่วยในมีการใช้บริการ 4.95 ล้านครั้ง เฉลี่ยใช้บริการ 0.11 ครั้ง/คน/ปี มีปริมาณการให้บริการผู้ป่วยที่มีค่าใช้จ่ายสูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เช่น ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีมีจำนวน 204,842 ราย ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจมีถึง 8,063 ราย ขณะที่ผู้ป่วยที่ผ่าตัดสมอง 4,131 ราย การและผ่าตัดต้อกระจกในผู้ป่วย 36,439 ราย ซึ่งสะท้อนถึงความครอบคลุมเรื่องการรักษาโรคค่าใช้จ่ายสูงในระบบหลักประกันส ุขภาพที่ทำให้ผู้ถือบัตรทองได้เข้าถึงบริการ
“ผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชาชนไทย คือ อัตราตายมารดาต่อการเกิดมีชีพแสนคน อัตราตายของทารกต่อการเกิดมีชีพพันคน และอัตราเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ตายต่อการเกิดมีชีพพันคน มีแนวโน้มลดลง ทารกแรกคลอดน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ และภาวะขาดอากาศในเด็กแรกเกิดมีแนวโน้มลดลง และสัดส่วนของผู้ป่วยไส้ติ่งแตกต่อผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบ มีแนวโน้มลดลง ซึ่งสะท้อนว่าได้รับการรักษาทันท่วงทีก่อนที่อาการจะแย่ลงจนกลายเป็นไส้ติ่ง แตก ซึ่งจะมีอันตรายมากกว่าไส้ติงอักเสบ ทั้งนี้ การลดลงของตัวเลขดังกล่าวนั้น แสดงถึงประชาชนไทยเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาลสะดวกยิ่งขึ้น และการที่รัฐดูแลเรื่องหลักประกันสุขภาพให้ประชาชน ส่งผลให้สัดส่วนของรายจ่ายด้านสุขภาพต่อรายได้หรือรายจ่ายของครัวเรือนลดลง จากเดิมที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพพุ่งสูงถึงร้อยละ 50 ในปี 2529 ลดลงมาเหลือน้อยกว่าต่ำกว่าร้อยละ 10 ในปี 2550 ซึ่งทำให้คนไทยไม่ต้องล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาลหรือขายทรัพย์สินเพื่อมารัก ษาพยาบาลอีกต่อไป” เลขาธิการ สปสช.กล่าว
นพ.วินัย กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การพัฒนาหลักประกันสุขภาพก้าวต่อไป คือ การสร้างความครอบคลุมและเข้าถึงบริการ โดยเร่งการสำรวจค้นหาเพื่อลงทะเบียนผู้มีสิทธิให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนากลไกการขึ้นทะเบียนและใช้สิทธิได้ทันที กรณีมีการเปลี่ยนสิทธิ การพัฒนาคุณภาพหน่วยบริการ และระบบบริการ สำรวจวิจัยหาข้อมูล เพื่อประมาณการความต้องการ การใช้บริการที่แท้จริงของประชากรในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่พอเหมาะ เพื่อการจัดระบบบริการหน่วยบริการหรือเตียงบริการรองรับความต้องการใช้บริกา รที่แท้จริงของทุกเขตพื้นที่ โดยเฉพาะที่กรุงเทพมหานคร
“ ขณะที่การดำเนินงานเพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์เต็มที่จะยกเลิกข้อกำ หนดการลงทะเบียนเลือกหน่วยบริการประจำในจังหวัดภูมิลำเนา เพราะผู้ป่วยอาจมีข้อจำกัดเรื่องการเดินทางไปใช้บริการ สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยประสานงานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการสร้างความเข้าใจ และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ รวมทั้งการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค พัฒนาระบบและกลไกการให้ความคุ้มครองสิทธิแก่ประชาชน/ผู้ให้บริการอย่างเหมาะ สมและครอบคลุม”เลขาธิการ สปสช.กล่าว
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000154359
ขอบคุณมากครับ สำหรับบทความดีๆ
ตอบลบ