++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556

กลับสู่ชนบท



วันรุ่งขึ้นที่ ๑๖ พฤษภาคม ผมกลับไปยังที่ทำงานและประกาศลาออกจากงานในทันที ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานของผมต่างพากันประหลาดใจและไม่อาจเข้าใจการกระทำเช่นนี้ได้ พวกเขาจัดงานเลี้ยงอำลาให้ผมในภัตตาคารเหนือท่าจอดเรือ แต่บรรยากาศออกจะพิกลอยู่ ชายหนุ่มผู้นี้แต่ไหนแต่ไรมาเคยเป็นคนเข้ากับใครต่อใครได้อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งดูเหมือนจะไม่เคยรู้สึกไม่พอใจงานที่ตนทำ ในทางตรงกันข้าม เขาได้ทุ่มเทให้กับงานวิจัยด้วยชีวิตจิตใจทั้งหมด แต่จู่ ๆ ก็ประกาศลาออกจากงานในทันทีทันใด ทั้งผมยังหัวเราะอย่างมีความสุขอีกด้วย

ตอนนั้นผมกล่าวกับทุกคนว่า
"ฝั่งนี้คือท่าจอดเรือ และฝั่งโน้นก็คือสะพานจอดเรือที่ ๔ หากคุณคิดว่าชีวิตอยู่ฝั่งนี้ ความตายก็จะอยู่ฝั่งโน้น หากคุณต้องการกำจัดความคิดเกี่ยวกับความตาย คุณก็ต้องกำจัดความคิดที่ว่ามีชีวิตอยู่ฝั่งนี้ออกไปด้วย เพราะชีวิตและความตายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน"
เมื่อผมกล่าวคำพูดเหล่านั้นออกมา ทุกคนก็ยิ่งพากันเป็นห่วงผมมากขึ้น
"เขาพูดอะไรน่ะ เขาต้องเสียสติไปแล้วแน่ ๆ" พวกเขาคงต้องคิดเช่นนี้ พวกเขาพากันมองดูผมด้วยใบหน้าสลด มีผมเพียงคนเดียวที่เดินอย่างกระฉับกระเฉงด้วยท่าทีร่าเริงสบายใจ

ในเวลานั้น เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งของผมมีความวิตกกังวลห่วงใยผมมาก และแนะนำให้ผมไปพักผ่อนเงียบ ๆ สักระยะที่ฝั่งทะเลโบโซ ผมก็เลยไป ตอนนั้นผมไปทุกที่ที่มีคนแนะนำให้ไป ผมขึ้นรถประจำทางไปเป็นระยะทางหลายไมล์ ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง แลดูท้องนาแปลงสี่เหลี่ยมเหมือนตาหมากรุกและหมู่บ้านเล็ก ๆ ตามเส้นทางถนนหลวง เมื่อรถจอดที่สถานีหนึ่งผมแลเห็นป้ายเล็ก ๆ แผ่นหนึ่ง อ่านได้ความว่า "เมืองในฝัน" ผมรีบลงจากรถและก็ออกเดินหาสถานที่นั้น

ผมพบโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ อยู่บริเวณชายฝั่งทะเล ขณะที่ปีนขึ้นทางหน้าผาผมก็พบสถานที่ที่มีทิวทัศน์งดงามอย่างยิ่ง ผมพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนั้น และใช้เวลาเป็นวัน ๆ หมดกับการเอนกายเคลิ้มหลับอยู่ในพงหญ้าสูงซึ่งมองลงไปแลเห็นทะเล อาจจะเป็นเวลาหลายวัน เป็นอาทิตย์ หรือเป็นเดือน ที่ผมอยู่ที่นั่น ผมไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ เอาเป็นว่าผมได้พักอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไป ความร่าเริงเบิกบานของผมก็ค่อย ๆ อาจคลายลง ผมเพิ่งจะเริ่มรู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้น คุณอาจจะพูดว่า ในที่สุดผมก็กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง

ผมกลับไปโตเกียว และพักอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง ใช้เวลาให้หมดไปวัน ๆ กับการเตร็ดเตร่อยู่ในสวนสาธารณะ พูดคุยกับคนบนท้องถนน ไปนอนที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง เพื่อนผมเป็นห่วงมากและแวะมาดูว่าผมเป็นอย่างไรบ้าง เขาถามว่า
"นี่คุณไม่ได้หลงอยู่ในโลกของความสนุกหรือโลกแห่งมายาอะไรสักอย่างหรือ"
"ไม่" ผมตอบ "คุณต่างหากเล่าที่อยู่ในโลกของความฝัน"
เราทั้งคู่ต่างคิดว่า "ฉันถูกและคุณต่างหากที่อยู่ในโลกของความฝัน"
เมื่อเพื่อนบอกอำลา ผมก็ตอบเขาในทำนองนี้ว่า
"อย่าพูดว่าลาก่อน การจากก็คือการจาก"
ดูเหมือนเพื่อนจะรู้สึกหมดหวังในตัวผม

ผมเดินทางออกจากโตเกียวผ่านมณฑลคันไซ* และไปจนถึงใต้สุดที่กิวชิวผมรู้สึกเพลิดเพลินกับการเร่ร่อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเหมือนกับสายลม ผมเที่ยวได้ท้าทายใครต่อใครถึงความเชื่อมั่นของตนเองที่ว่า ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนไร้ความหมาย และปราศจากคุณค่า และสรรพสิ่งกลับคืนสู่ความว่าง

แต่นี่อาจจะมากเกินไป หรือน้อยเกินไป สำหรับโลกทุกวันนี้ที่จะเข้าใจ ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีวิธีที่จะสื่อสาร ผมคิดแต่เพียงว่าความคิดเกี่ยวกับความไร้ประโยชน์นี้ เป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่ต่อโลกมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกปัจจุบันที่กำลังเคลื่อนไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างรวดเร็ว ผมตั้งใจจะท่องเที่ยวไปให้ทั่วประเทศเพื่อประกาศถึงความเชื่อนี้ แต่ผลลัพธ์ก็คือไม่ว่าที่ไหนที่ผมไป ผมไม่เคยได้รับการใส่ใจจากผู้คน เพราะพวกเขาคิดว่าผมเป็นคนไม่เต็มเต็ง ผมจึงตัดสินใจกลับไปบ้านนาของพ่อในชนบท

พ่อผมทำสวนส้มอยู่ในตอนนั้น ผมย้ายเข้าไปอยู่อาศัยในกระท่อมบนภูเขาและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายที่นัน ผมคิดว่าถ้าผมเป็นเกษตรกรอยู่ที่นี่ ผมก็จะสามารถทำให้ความจริงที่ผมได้ค้นพบเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง ดังนั้นอาจจะทำให้สัจจะที่ผมค้นพบเป็นที่ยอมรับได้ การปฏิบัติตามความเชื่อนี้ จะไม่เป็นวิธีที่ดีกว่าการอธิบายด้วยคำพูดเป็นร้อย ๆ ครั้งละหรือ เกษตรกรรมแบบ "ไม่กระทำ"** เริ่มต้นขึ้นบนฐานของความคิดนี้ ขณะนั้นเป็นปีที่ ๑๓ ของรัชกาลปัจจุบันซึ่งตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๘๑

ผมปักหลักอยู่ที่นั่นและทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยดี จนกระทั่งพ่อวางมือมอบให้ผมดูแลสวนส้มที่ให้ผลดีมากสวนนั้น พ่อได้ตัดแต่งกิ่งส้มให้เป็นพุ่มคล้ายรูปถ้วยสาเก เพื่อให้การเก็บผลส้มทำได้ง่าย เมื่อผมปล่อยทิ้งไว้ในสภาพนั้นผลก็คือ กิ่งก้านของต้นส้มแตกแขนงซ้อนไขว้กันไปมาอย่างไม่มีระเบียบ แมลงก็รวมกันเข้ามาทำลาย และในที่สุดสวนส้มขนัดนั้นก็เฉาตายไปในเวลาไม่นานนัก

ความเชื่อของผมคือพืชพันธุ์ไม้ทั้งหลายจะเติบโตของมันเอง และไม่มีความจำเป็นที่ต้องเข้าไปแทรกแซงการเจริญเติบโตของมัน ผมได้ทำตามความเชื่อที่ แต่ผมก็พบว่าหากเรานำเอาความคิดนี้มาปฏิบัติในทันทีทันใด ย่อมจะประสบความล้มเหลว เพราะนี่เป็นการปล่อยปละละเลย ไม่รับผิดขอบ ไม่ใช่เกษตรกรรมธรรมชาติ

พ่อผมตกอกตกใจมากกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ท่านบอกว่าผมต้องปรับปรุงตัวเองเสียใหม่ และให้หางานในเมืองทำไปพลาง ๆ ก่อน จนกว่าสติสัมปชัญญะจะกลับคืนมา จึงค่อยกลับบ้าน ในเวลานั้นพ่อผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน และแลเห็นว่าชาวบ้านคงจะเข้ากับลูกชายไม่เต็มเต็มของท่านได้ยาก เห็นได้ชัดว่าผมเป็นพวกแผลง ๆ ที่ไม่สามารถเข้ากับผู้คนได้ อย่างการแยกตัวไปอยู่คนเดียวที่หลังเขา ยิ่งกว่านั้น ผมไม่ชอบการเป็นทหาร และในระหว่างนั้นสงครามกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกที ผมจึงตัดสินใจหางานทำตามความประสงค์ของพ่ออย่างว่าง่าย ในเวลานั้นผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคยังมีอยู่น้อย สถานีทดลองในจังหวัดโคชิได้ยินชื่อเสียงเกี่ยวกับตัวผม จึงเสนอให้ผมมารับตำแหน่งหัวหน้านักวิจัยทางด้านควบคุมโรคพืชและแมลง ผมจึงตอบสนองความกรุณาของจังหวัดโคชิด้วยการทำงานอยู่ที่นั่นนานเกือบ ๘ ปี ในสถานีทดลองแห่งนี้ ผมยังเป็นทีปรึกษาของแผนกเกษตรกรรมวิทยาศาสตร์อีกด้วย นอกจากนี้ผมยังได้ทุ่มเทให้กับการวิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตทางอาหารในระหว่างสงคราม ในระหว่าง ๘ ปีนั้น ผมครุ่นคิดคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรรมวิทยาศาสตร์และเกษตรกรรมธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา เกษตรกรรมเคมีซึ่งอาศัยสติปัญญาของมนุษย์ มีกิตติศัพท์ในความเหนือกว่า คำถามที่ติดอยู่ในใจของผมตลอดเวลาก็คือ เกษตรกรรมธรรมชาติและสามารถยืนผงาดอย่างทัดเทียมกับวิทยาศาสตร์แผนใหม่ได้หรือไม่

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ผมก็รู้สึกเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง และเดินทางกลับสู่บ้านเกิดเพื่อเริ่มต้นงานเกษตรที่นั่นใหม่

* โอซาก้า โกเบ เกียวโต
** โดยคำพูดนี้ ฟูกูโอกะต้องการอธิบายถึงความง่ายโดยเปรียบเทียบกับวิธีอื่น การทำเกษตรกรรมวิธีนี้ต้องทำงานหนัก โดยเฉพาะในฤดูเก็บเกี่ยวแต่ก็น้อยกว่าวิธีแบบอื่น ว่าสรรพสิ่งควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของมัน
ที่มา https://www.facebook.com/KhayKhawKlxngHxmMaliXinthriy100SinkhaHomMed

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น