วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

จะขอรำลึกที่วันที่ 7 ต.ค 2551 ไปชั่วชีวิต

    เมื่อวันที่ 7 ต.ค เป็นอีก 1 คนที่ไปร่วมขับไล่ทายาทอสูรทักษิน วันนั้นปิดร้านเลยยอมขาดรายได้เพราะทนพฤติกรรมอันป่าเถื่อนของรัฐบาลและตำรว จชั่วไม่ไหว วันนั้นไปถึงช่วงบ่าย 5 โมงเญ้นเป็นจังหวะที่เค้าประกาศว่ามีผู้เสียชีวิต ดิชั้นเดินเข้าไปทางด้านมฆวานป้าคนหนึ่งบอกว่าอย่าเข้าไปที่หน้ารัฐสภาตอนนี ้เดือดมาก ดิชั้นฟังแล้วไม่รู้สึกกลัวซักนิดดิชั้นเห็นพี่น้องพันธมิตรที่เลิกงาน บ้างก็เพิ่งเดินางมาถึงต่างเดินหน้าเข้าไปยังรัฐสภาดิชั้นจึงตัดสินใจไปตามเ ค้า พอไปถึงผู้คนเยอะมากๆดิชั้นอยู่หางแถวแล้วทุกคนก็ชุมนุมกันปกติ บ้างก็ร้องเพลง บ้างก็จับกลุ่มคุยกัน และในขณะนั้นมีเสียงละเบิด จากหน้ารัฐสภาออกมาเป็น ระยะ พร้อมทั้งตำรวจยิงแก๊สน้ำตา ออกมาตามจุดต่างๆ ทุกคนที่อยู่ที่นั่นไม่กลัว และโห่ร้อง กันเป็นระยะ ๆ เสียงโทรศัพย์มือถือของแต่ละคนดังกันเป็นระยะ ๆ อาจจะเป็นพี่น้อง สามี ภรรยา หรือลูกๆ ญาติพี่น้องโทรมาเตือน ด้วยความเป็นห่วง แต่เห็นทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าจะตายก็ให้มันตายอยู่ตรงนี้ ไม่กลัวอะไรแล้ว( ช่วงนั้นดิชั้นปิดมือถือ กลัวทางบ้านจะโทรมาตาม) ดิชั้นเห็นบรรยากาศ เต็มไปด้วยความสนุก ครึกครื้น มากกว่าความกลัว หวั่นวิตกใด ๆ แต่หวั่นวิตกพี่น้องเราที่ได้รับบาดเจ็บมากกว่าในขณะที่ เสียรถพยาบาล เสียงหวอ ดังสนั่นหวั่นไหว เพื่อรับผู้บาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาล เสียงเตือนจากแกนนำประกาศเตือนพวกเราเป็นระยะให้ถอยล่นออกมาจากหน้ารัฐสภา ช่วงนั้นเป็นเวลา 6 โมง ฟังเพลงชาติแล้วเป็นเพลงที่มีความหมายที่สุดในชีวิต ช่วง 6 โมงครึ่งแกนนำประกาศให้พี่น้อง พธม. ถอยออกไปตั้งหลักในทำเนียบเนื่องจากเริ่มมืดแล้วซอยในรัฐสภาเป็นจุดที่อันตร าย ผู้คนนับหมื่นเริ่มทะยอยกันออกมาโดยทุกคนถือ แบกแพ็คน้ำโพลาลิส กันคนละแพ็ค 2 แพ็ค ไม่มีคนไหนที่มือว่างเลยทุกคนต่างร่วมแรงร่วมใจกันแบกน้ำกลับมาเพื่อเป็นเสบ ียงในทำเนียบเป็นภาพที่น่ารักและน่าประทับใจมาก และพวกเราคิดว่าตำรวจคงจะยุติการยิงแก๊สน้ำตาไว้เพียงแค่นั้น ในระหว่างที่ผู้คนหลายพันคนรวมทั้งดิชั้นด้วยเดินมาจนถึงบริเวณหน้าลานพระบร มรูปทรงม้า สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นมีเสียงละเบิดดังสนั่นหวั่นไหว หูดิชั้นอื้อ ร่างกายสั่นเพราะแรงสั่นสะเทือน มันไม่ใช่ละเบิดแก๊สน้ำตาแล้วแต่มันเป็นละเบิดของจริง ที่เอาไว้ใช้ในสมรภูมิรบ ในสงคราม ละเบิดดังมาจากทุกสารทิศ ทุกคนรวมทั้งดิชั้น อึ้งและตกตะลึงทำอะไรไม่ถูก เสียงแกนนำประกาศอย่าเดินต่อให้หยุดอยู่กับที่ก่อน ตอนนั้นแก๊สน้ำตาเริ่มกระจายเป็ฯหมอกหนาพวกเราหายใจไม่ออก แสบตา แสบจมูก ดิชั้นประคองคุณยายคนหนึ่ง อายุประมาณ 68 -70 แก่เหมือนจะเป็นลม แกบอกว่าแกสู้ไหว ตอนนั้นแกร้องไห้ ดิชั้นก็น้ำตาไหล ไม่ใช่เพราะฤทธิ์ของแก๊สน้ำตา แต่เ็ป็นเพราะคนที่ได้ชื่อว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่รับใช้พวกคนชั่วทำร้า ยประชาชนได้ลงคอ ประชาชนที่มีทั้งคนแก่ เด็ก เยาวชน นักศึกษา ปัญญาชน ทั้งหลาย พวกเค้า พวกเรา มีแค่มือตบ และหน้ากากไว้ป้องกันตัว ไม่มีอาวุธอะไร ทุกคนโดยล้อม ภายใต้เสียงละเบิด ที่ดังถี่ขึ้นเรื่อยๆดิชั้นคิดว่าดิชั้นคงจะต้องตายแน่ๆแล้ว คงไม่เหลือชีวิตกลับบ้านแล้วแต่ชั่ววินาทีนั้นมันรู้สึกว่าลึกแล้วดิชั้นไม่ ได้กลัวเลยจะตายก็ให้มันตายไปซะเราตายเพื่อชาติไม่ได้ตายเพื่อใคร ช่วงขณะนั้น มันระดมยิงมาทางกลุ่มผู้ชุมนุม มันไม่ต่างอะไรกับอยู่ในสนามสงคราม ต่างกันแค่เราเป็นประชาชนไม่มีอาวุธ แต่เค้าเราเหล่านั้นเป็นตำรวจมีอาวุธสงครามครบมือ แก๊สน้ำตาทำให้พวกเราสาบตา แสบหน้า หายใจไม่ออก และไม่คิดเลยว่าน้ำแพ็คที่พวกเราถือกลับทำเนียบในเวลานั้นจะเอามาล้างหน้าแล ะล้างตาของแต่ละคน และภาพที่ดิชั้นสะเทือนใจมากที่สุดพี่ผู้หญิงที่เดินล่วงหน้าไปก่อนเราเธออย ู่หน้าขบวนเธอโดนละเบิดที่นิ้วเท้าเท้าเธอขาดแต่ในมือของเธอยังคงกอดแพ็คน้ำ โพลาลิสไว้ดิชั้นเห็นเธอถูกหามใส่แปล และทราบมาว่าตำรวจชั่วระดมปาระเบิดมาขณะนั้นมีพี่น้องเราบาดเจ็บสาหัส อีกหลายคน มันเป็นภาพที่สุดจะกล่าว มันเจ็บปวด และทรมานที่ได้เห็นภาพพี่น้องเราโดนทำร้าย โดยคนที่ได้ชื่อว่าเป็นตำรวจของประชาชน
จะขอรำลึกที่วันที่ 7 ต.ค ไปชั่วชีวิต


    เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ผู้อ่านทุกคนควรมีเพราะว่าข่าวสารบางมุมบางตอนเราไม่ได้อยู่ตรงน ั้นเอง บางคนเค้าไม่รู้ไม่ได้ไปด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นควรตีแผ่ความจริง
ให้ปรากฏ  นำความรู้สึกของประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์
มาให้พวกรากหญ้าได้อ่าน จะไม่ต้องกินหญ้าอีกต่อไป
พิมพ์ออกมาเยอะๆ


    วันที่ 6 เย็นเลิกงาน ชวนเพื่อนไป ธรรมเนียม อยู่จนดึก มีการเคลื่อนขบวนไปหน้าสภา ชวนเพื่อน ๆตามไปด้วย ไปนั่งเป็นกำแพงมนุษย์ หันไปหันมา มีแต่เด็ก ๆ นั่งกัน เลย ลุกเดินต่อไปที่หน้าสภา อยู่จนดึก มาก ๆๆ กลับบ้าน เช้าตื่นเตรียมไปทำงานดูเอเอส เห็นข่าว โทรชวนเพื่อนหยุดงาไปหน้าสภาตั้งแต่เช้า ช่วยกันแจกข้าวแจกน้ำแจกผ้า ช่วงกลางวันแวะไปพักแถวพระรูป ช่วงนี้ ไม่เห็นมีใครพูดถึงกันเลย ว่า ตำรวจยิงแก๊สน้ำตา ออกมาจาก บชน เป็นจำนวนมากเหมือนกัน ยิงตกลงมากลางแยกมิกสกวันเลย พวก พธม ที่เดินผ่าน 4 แยกนั้น วิ่งหนี้กันวุ่นไปหมด แต่ไม่มีใครบาดเจ็บ มากมาย อยุ่หน้าสภาจนเห็น สส.มาออกันตรงประตูทางออก หลายคนยังบอกเพื่อนว่าผิดปกติ สงสัยเดียวมีเรื่องแน่ ไม่เกิน 10 นาที เสียงดัง ปัง ๆๆ ตลอด จึงถอยออกไปทางข้างพระที่นั่งอนัน เห็นรถพยาบาลวิงผ่านเป็นจำนวนมาก บางคันเป็นรถกระบะ มาคนเจ็บอยู่ท้ายรถหลายคนวิ่งผ่านไป และทุกคนที่ยื่นอยู่ด้วยกัน ร้องไห้ในช่วงที่คุณตั๊มเจรจา ขอให้ตำรวจหยุดยิ่งเพื่อเข้าไปดูคนเจ็บที่ตกค้างอยู่ แล้วได้ยิงเสียงปืนและเสียงคุณตั๊มที่ร้องถามว่ายิงทำไม่ๆๆๆๆ อยู่บริเวณนั้น จนกระทั่งเสียงคณตั๊มขาดหายไป ไม่สามารถสื่อสารใด ๆ ได้ นอกจากฟังวิทยุ 97.75 ซึงชัดบ้างไม่ชัดบ้าง เมื่อเริ่มมืดจึงชวนเพื่อน ๆ กลับ เพราะพวกเราเริ่มเดินกลับทำเนียมกันแล้ว รถออกไปไม่ถึงมัฆวานเลย ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังอีก มากมาย ถึงบ้านแล้วมีแต่ความกังวลโทรถามเหตุการณ์ตลอด เช้า ตามข่าวทาง ทีวี หรือ นสพ. มันไม่เหมือนอย่างที่เราเห็นมาด้วยตัวเอง ต้องบอกเล่า เพื่อน ๆ ที่ทำงานเป็น 10 ๆๆ รอบ ว่าความจริงคืนอะไร แล้วเอา ซีดีตำรวจฆ่าประชาชน ไปให้ดู ทุกคนตกใจมากไม่คิดว่าจะโหดร้ายขนาดนี้ ส่งซีดีไปให้เพื่อนที่เชียงใหม่จำนวนหนึ่งด้วย ให้ส่งต่อ ๆ กันดู เพื่อให้รู้ความจริง
พธมเช่นกัน


    เราเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 6 ต.ค.51 และนอนค้างอยู่ที่หน้ารัฐสภา เราเฝ้ารอการสลายการชุมนุมทั้งคืน จนรุ่งเช้าเราพร้อมพี่ชายร่วมอุดมการณ์ เวลาประมาณ 06.น. เรายังไปเข้าห้องน้ำด้านถ.อู่ทองในแล้วเราก็เดินมาเพื่อไปอาบน้ำที่วัดโสม เราเดินมาพร้อมกับคนอื่นๆที่เขาจะกลับในช่วงเช้า เดินห่างออกมาประมาณ 10 นาทีได้เสียง ปึง .. ปึง พี่ชายบอกเราว่ามันเอาเราแล้วแค่นั้นแหละพวกเราต่างพูดพร้อมกันว่า..เฮ้ยพวก เราไปช่วยกัน ไม่มีใครเดินกลับเลย ..แต่กลับวิ่งเข้าไปช่วยกันโดยที่ในช่วงเช้าเรายังไม่มีอุปกรณ์ที่จะป้องกัน เลย สุดท้ายภาพที่เราเห็นเหมือนกับว่าเราอยู่ในสงครามเล็กๆ ภาพผู้บาดเจ็บ เลือด เสียงร้องไห้ ..และเสียงไซเรนของหน่วนรถพยาบาล มันเป็นสิ่งที่สะเทือนใจเราอย่างที่สุด พวกเรายังคงวิ่งเข้าไป สุดท้ายต้องถอยกลับเพราะเราสู้แก๊สน้ำตาไม่ไหว ตาพร่ามัว และแสบมากๆ หายใจขัดๆสุดท้ายเรามองอะไรไม่ได้เลย พี่ชายต้องหาน้ำมาล้างไห้วันนั้นเราไม่กลัวและไม่กลับด้วย อยู่ด้วยกันยันกลางคืนเราไม่เคยลืมเลยแม้แต่นิดเดียว วันนั้นเราเจอการสลาย3รอบเลย
cook

    ต้องซื้อไว้ครับ เพื่อเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทย และขอเชิดชูเพื่อนๆพันธมิตร ที่สละชีพเพื่อชาติทุกๆท่านครับ
ชมรมศิษย์เก่าเทคนิคตลิ่งชันพณิชยการ(ตำนานพานิชย์โหด)

    จะสร้างบุญด้วยการช่วยซื้อแจกครับ
เพื่อช่วยพธมกู้ชาติ และเผยแพร่ถึงความกล้าหาญ เสียสละของวีรชน
ได้บุญกว่าทำอย่างอื่นแน่นอนครับ
จอส บุรีรัมย์

    -
-
-
มันเหมือนความฝันมากกว่านะ รถทหารมา....แต่แล้วความหวังก็เหือดหายไป....

ขณะที่รถทหารวิ่งเลี้ยวมาจอด เราเองก็ดีใจ เรายิ้มให้ตัวเองด้วยความดีใจ
เราได้เห็นรอยยิ้ม-แววตาความดีใจของพี่น้อง และ.....ได้เห็นแววตาของความผิดหวัง-แววตาแห่งความหมดหวัง-เสียใจของทุกคน...

.... เราเดิน-วิ่ง-จากถนนอู่ทองในมาถึงด้านหน้าพระบรมรูปฯ เสียงระเบิดดังเหมือนพลุงานวัด ทั้งระเบิดทั้งกลุ่มควัน....มันเป็นเวลาเดียวกันกับที่น้องโบว์กำลังเจ็บปวด ......

หากไม่มีชายหนุ่มสองคนที่นั่งหลบอยู่ในรถของเขาเรียกให้เราเข ้าไปหลบแก๊ซน้ำตา เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีวันนี้ที่ได้มานั่งอ่าน-เขียน
-
-
-
วันนี้เราอยู่ที่นี่ด้วยใจปวดร้าวไม่จาง

    หยดเลือด หยดน้ำตา ของพี่น้องทุกท่าน จะต้องไม่สูญเปล่า จะต้องเอาไอ้ตัวบงการมารับโทษให้ได้ รวมทั้งพวกสัตว์นรกในคราบสีกากีทั้งหลาย จะบอกว่าต้องทำตามคำสั่งนาย ไม่กล้าฝืนวินัย ถ้านายสั่งให้มันไปฆ่าหรือทำร้ายญาติพี่น้องมันเอง ดูซิว่ามันจะฝืนวินัยได้หรือเปล่า น้ำตาไหลทุกครั้งที่เห็นภาพที่พี่น้องพันธมิตรทุกคนถูกพวกมันทำร้ายร่างกาย  ตั้งแต่ที่สะพานมัฆวานสัตว์นรกสีกากีมันเอากระบองตีหัวประชาชน สัตว์นรกที่มันขว้างระเบิดใส่ผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภา สัตว์นรกที่มันเล็งปืนใส่กลุ่มผู้ชุมนุมแต่โกหกหน้าด้าน ๆ ว่ามันเล็งที่ล้อรถ ต้องเอาผิดพวกมันด้วย บาดแผลของความเจ็บปวด ความแค้นใจที่มันทำไว้ เราไม่มีวันลืม และเรายังรำลึกถึงพี่น้องผู้ที่สละชีพ หรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกคน หากพี่น้องต้องการความช่วยเหลือ พวกเรายินดีเสมอ เพราะพวกเราเป็นเหมือนคนในสมาชิกครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ครอบครัวที่ยึดมั่น เชิดชูสถาบันสูงสุด ครอบครัวที่รักชาติด้วยจิตใจบริสุทธิ์
ลูกจีนรักชาต


    ทุกวันนี้ผมยังขับรถไป สะพานชมัย มองดูทำเนียบ วนไปสะพานมัฆวาน แยกมิสักวัน หน้า บชน ต่อไปหน้ารัฐสภา
ภ าพแห่งความทรงจำพุดขึ้นมาอย่างพรั่งพราย ทุกอย่างเหมือนความฝัน แต่เป็นฝันที่ต้องฟันฝ่า สุข ทุกข์ รวมชะตากรรมด้วยกัน ผมว่ารายละเอียดมันเยอะมาก ยิ่งตอนที่เราเริ่มยึดทำเนียบ พี่น้องพันธมิตรต้อ
อาศัย ความกล้า ความศนัทธา เข้าต่อสู้ กับการหวั่นไหว ของหัวใจ ที่เต็มไปด้วยความปอดแหก แต่ก็ยังอุตส่าห์ ผ่านมาได้ ทุกวันนี้ก็ยังเฝ้านึกถึงผู้สูญเสียทุกๆท่าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่จากไปหรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกท่าน ยายแก่ๆหลายคนที่ผมได้รู้จักและก็เป็นขาประจำ แนวหน้าให้พวกเราตลอด อยากให้ทางทีมงานทำสมุดรวมภาพการต่อสู้อันยาวนานของพวกเราออกมาจำหน่ายครับ
เด็กพนัส

    วันนั้นไม่ได้ไปร่วมต่อสู้ด้วย แต่ดู tv ที่บ้านร้องไห้ค่ะ เพราะที่เราถูกกระทำมันไม่ยุติธรรมเลย ไอตร.เฮงซวยก็ยังมาหาว่าพวกเราเอาระเบิดมาเอง ฟังแล้วเจ็บใจค่ะ หาว่าสะดุดล้มเองบ้างตร.ไทยปัดความผิดได้ถึงขนาดนี้ แค่อ้าปากศักดิ์ศรีก็หายไปหมดแล้ว ชายชาติตำรวจโจร
จูน

    อยากให้พวกเราเปลี่ยนความคับแค้นครั้งนี้ เป็นพลัง
ที่จะร่วมต่อสู้ ร่วมแรงใจกันต่อไป เพื่ออนาคตที่เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น แก่ลูกหลานของเราในวันข้างหน้า สู้ต่อไปค่ะ
พธม.ปราจีน


    ขอบคุณเหลือเกินค่ะที่เล่าให้ฟัง ขอบคุณความกล้าหาญและเสียลสละของคุณป้า

ดีใจที่คุณป้าปลอดภัยนะคะ

อยากให้มีคนบันทึกเรื่องราวของคุณป้าที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย สำคัญ ไม่อยากให้ต้องผ่านไปโดยไม่มีใครบันทึก

อยากได้ความกล้าสักครึ่งอย่างที่คุณมีค่ะ
ต้องให้ฆาตกรชดใช้

ขอเสริมหน่อยนะครับ เพราะยังจำได้ในทุก ๆ เรื่อง ตอนขากลับจากรัฐสภาพวกเรายังช่วยกันหิ้วลำเลียงน้ำมากันคนละแพกสองแพกเพราะก ลัวพวกตำรวจมันจะมาขนเอาไป เหนื่อยกันลิ้นห้อยกว่าจะมาถึงบริเวณหน้า บชน ที่มีการถล่มพวกเราซ้ำ

ต รงนี้สำคัญ เพราะเห็นได้ชัดว่าพวกเรากำลังถอนตัวจากการชุมนุมหน้ารัฐสภาจะกลับไปที่ทำเน ียบ การที่ตำรวจอ้างว่าใช้กำลัง ( สารพัดระเบิดระดมยิงเข้าใส่ ) จึงไม่น่าเข้าข่ายการสลายการชุมนุม แต่เป็นพยายามฆ่าอย่างมีการวางแผน ทหารที่รักษาการกองทัพภาค 1 น่าจะเป็นพยานได้ เพราะเห็นมายืนชะเง้อดูเหตุการณ์อยู่หลายคน
คิดถึงพวกเราทุก ๆ คนจังเลย




    สารวัตรจ๊าบ ใช้ชีวิตเยี่ยงวีรบุรุษจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต
ดาวเงินที่จรัสแสงที่สุดของตำรวจไทย
คารวะสารวัตรเมธี ชาติมนตรี

    คืนวันที่ 6 ตค เราและพี่น้อง 5 คนต่างเดินไปลานพระรูป เลยไปหน้ารัฐสภา เนื่องจากท้องเสีย จึงกลับบ้าน เชื่อไหมพี่น้อง ใจมันไม่ยอมอยู่บ้าน ขับรถมานอนบ้านพี่สาวที่ซอยอารีย์ก็ไม่วาย จนต้องมาทำเนียบตี 3 เดินไแรัฐสภาเวทีใหญ่มีคนบอกว่าเวทีอู่ทองคนน้อยจึงเดินไป ถ่านรูปถึงแนวการ์ด คุณแหลมกำลังร้องเพลง คุณสเน่ คุณสาวิตยืนอยู่ เราได้ยินเสียงเคาะเกราะของหมาต๋า
บางส่วนของเหตุการ

    ผมยังจำเหตุการณ์ในวันดังกล่าวช่วงเวลา 15.00น เป็นอย่างดี เสียงปืน m79 ที่ยิงระดมใส่ กลุ่มพวกเรา ตลอดไปจนถึง 19.00น ที่บริเวณลานพระรูป เสียงรถ GMC ของทหารที่วิ่งเข้ามา และ วิ่งออกไป ผมไม่มีวันลืมวันนั้นเด็ดขาด ไม่มีวันลืมพี่น้อง พธม. ที่ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกัน
kithanet

.น้องโบว์ทั้งสองที่เสียชีวิต ได้จุติเป็นนางฟ้าอยู่บนสรวงสวรรค์แล้ว รวมทั้งวีรชนของเราทุกคนที่ได้จากไป..
แ ต่พวกเราที่ยังอยู่ และส่วนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บ พิการ ขอจดจำความโหดร้ายเยี่ยงเดรัจฉานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบที่กระทำต่ อเรา ประหนึ่งพวกเราในวันนั้นเป็นโจรผู้ร้ายที่มันจะต้องสังหาร ทำลายอย่างไร้ความปรานี ไม่เว้นแม้เด็ก ผู้หญิง คนแก่ คำพูดมันที่ได้แผดออกมาประดุจดังสัตว์ร้ายขณะขว้างระเบิดใส่พวกเรา "ทนได้ทนไป อยู่ได้ให้มันรู้ไป"อนิจจา อรินธราชชาติชั่ว ฝึกมาเผื่อต่อกรกับผู้ร้าย อาชญากรของชาติ มันกับเอาวิชาเข่นฆ่าทำลายมาใช้กับคนผู้ไม่มีอาวุธ และกำลังต่อสู้ด้วยวิธีสันติ อหิงสาเพื่อในหลวงฯและชาติไทยที่ถูกโกงกินและยกให้เขมรโดยทรราชทักษิณและพวก ..มันคงไม่ใช่คนไทย ไอ้ตำรวจเลวทรามพวกนี้
คนนิ้วขาด สะเก็ดระเบิดฝังใน 7 ตค. 51


    นี่คือจำนวนวันที่เราเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตร นอนได้ตั้งแต่สนามหลวง บนถนนราชดำเนินทุกจุด ดอนเมืองโดยเฉพาะที่สุวรรณภูมิ นอนทุกคืน โดยกลับไปอาบน้ำที่บ้านบางครั้ง บางครั้ง 2-3 วันอาบน้ำ 1ครั้ง ยกเว้นทำเนียบไม่ได้นอน ใครจะเอาผิด เชิญ พวกคุณมันไม่มีน้ำยา ทำไมต้องทรมานตัวเองอย่างนั้น ใครจะตอบ
193-13= 180


    ดูจากคลิ๊ป บนเว็บ ที่มีเสียงเพลง แสงดาวแห่งศรัทธา ประกอบ ในช่วงที่ตำรวจกำลังยิงแก๊ซน้ำมา ซึ้งมาก
แต่จากที่ ดาวน์โหลด ไม่มีเพลงนี้ ประกอบ
ขอให้ เว็บ นำเพลงนี้ ให้ ดาวน์โหลด ได้ด้วย
14 ต.ค.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

.

Waiting....