++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

ควันหลงเรื่องการถูกฆาตกรรมของพระบัณฑิต

ควันหลงจากเรื่องการถูกฆาตกรรมของพระบัณฑิต
"ท่านรู้ล่วงหน้าแล้ว จากเหตุการณ์หลาย ๆ อย่าง

1. คืนก่อนท่านสิ้น ท่านเทศน์เรื่องกรรมยาวมาก ประมาณว่าผู้ใดทำกรรมไว้ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้รับผลแห่งกรรมไม่อาจหลีกเลี่ยง

2. เช้าวันเกิดเหตุท่านจับ "เจ้าเสือ" สุนัขที่วัดใส่กรง ไม่ให้ตามท่าน

3. ก่อนถึงจุดเกิดเหตุ ท่านบอกให้ลูกศิษย์ที่ปกติเดินตามหลังท่าน ให้เดินล่วงหน้าไปก่อน

4. ปกติท่านให้ยาโยมแม่ อาทิตย์ต่ออาทิตย์ แต่ครั้งสุดท้ายท่านให้ยาโยมแม่ไว้สำหรับกินทั้งปี"

ทั้งหมดเป็นคำบอกเล่าจากจากศิษย์ใกล้ชิด กราบขอขมาท่านพระอาจารย์หากพิมพ์ขาดตกบกพร่อง ฯลฯ

คัดบางส่วน มาจากข้อเขียนของ เปลว สีเงิน พุธที่ 4 มีนาคม 2558 ...

พูดถึงพระ ผมปลงไม่ตกมา ๒-๓ วัน แล้ว คือยังเศร้า-เหงาใจ กับข่าววันก่อนที่....."คนเอ๋ย...คน"......
แน่หรือว่า เจ้าคือคน.......ใจเจ้าทำด้วยอะไรกันแน่?
ฆ่าได้กระทั่ง "พระสงฆ์สาวก" ขณะบิณฑบาตโปรดญาติโยม จนมรณะคาถนน!

ท่านคงทราบจากข่าวกันแล้ว "พระบัณฑิต สุปัณฑิโต" อดีตเป็นนายแพทย์มาบวชเป็นพระปฏิบัติธรรมครัดเคร่ง ที่อุดรธานี
เมื่อวาน อ่านเรื่องที่ "พระนิคม ปัญญาโร" โพสต์ fb ไว้ ดังนี้

"วันนี้ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๘ วันประชุมเพลิงท่านหมอ พระอาจารย์บัณฑิต สุปณฺฑิโต เจ้าอาวาสวัดป่าตอสีเสียด, โนนเดื่อ, อุดรธานี
ท่านมรณะ เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๘

สิ้นอายุขัยตามวิบากกรรมที่ตามมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ท่านเป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบองค์หนึ่ง
ตั้งใจปฏิบัติให้ถึงแก่นแท้ของพระธรรมคำสอนพระพุทธเจ้า เมื่อปี ๒๕๓๘ เราป่วยไม่สบายมาก ก็ได้ท่านหมอนี้แหละมารักษา
ตอนนั้นอดอาหารภาวนา ๒๑ วัน ร่างกายสู้ไม่ไหวเลยป่วยหนัก ไม่มีแรง ก็ได้ท่านหมอมาช่วยรักษา ตอนนั้นท่านหมอบวชใหม่ๆ.........
ท่านพระอาจารย์บัณฑิต สุปณฺฑิโต นามสกุล สงวนแก้ว ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๐ พรรษา ๒๐ สิริอายุรวม ๔๘ ปี
โยมบิดาของท่านชื่อ หลวงปู่สุข โยมมารดาชื่อ รุวณี ท่านพระอาจารย์มีพี่น้องร่วมบิดามารดา จำนวนทั้งหมด ๓ คน โดยมีพี่สาว ๑ คน และน้องสาว ๑ คน

การศึกษาและอุปสมบท
ท่านเข้ารับการศึกษาเบื้องต้นจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่นที่ ๑๐๓ และจบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ.๒๕๓๔
หลังจากจบการศึกษา ท่านได้เริ่มต้นชีวิตราชการ ณ โรงพยาบาลโนนสะอาด และย้ายไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลไชยวาน
ซึ่งที่นี่เอง ท่านได้มีโอกาสฟังธรรม ปฏิบัติธรรม กับพระอาจารย์บุญจันทร์ กมโล วัดปาสันติกาวาส อ.ไชยวาน
ทำให้ท่านมีศรัทธาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่วแน่
ช่วงก่อนปี พ.ศ.๒๕๓๘ ซึ่งเป็นปีอุปสมบท ท่านกำลังจะเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทางที่จุฬาฯ
แต่ท่านพระอาจารย์บุญจันทร์ กมโล ได้กล่าวไว้กับท่านว่า
'วิชาทางโลกเรียนเท่าใดก็ไม่รู้จบ แต่วิชาทางธรรมนั้นเรียนจบ'
จึงเป็นเหตุให้ท่านหักเหชีวิตเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๘ เป็นต้นมา
ก่อนบวชท่านได้ย้ายมาอยู่ประจำ ณ โรงพยาบาลนายูง และลาออกจากราชการเพื่ออุปสมบท ณ วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี
โดยมีพระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป) เป็นองค์อุปัชฌาย์ของท่าน
โดยความเป็นผู้มีกตเวทิตาคุณต่อองค์อุปัชฌาย์ ท่านได้มีโอกาสถวายงานมาโดยตลอด ทั้งเป็นเลขาฯ สมุห์บัญชี
และแพทย์ประจำของท่านได้เป็นหลักสำคัญในการสร้างเจดีย์ สร้างโรงพยาบาล
และในหลวงก็พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ร่วมสร้างโรงพยาบาลผ่านท่านหมอ ๒๒ ล้านบาท

ในความดีที่ท่านหมอทำไว้ ท่านต้องไปสู่ภพภูมิที่ดีแน่นอน
คนเราเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งไม่มีใครมาฆ่า ก็ต้องตายกันทุกๆ คน
# พระนิคม ปัญญาโร"

อืมม....เป็นวันมาฆบูชาที่ผม "เหงาในใจ" ยากนำความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อเรื่องนี้ออกมาพูดผ่านตัวหนังสือจริงๆ
เห็นภาพพุทธบุตรทอดร่างกลางเถื่อนถนน ธงชัยพุทธศาสน์คือผ้าจีวรชุ่มด้วยเลือด...เลือดของสงฆ์สาวก
ผู้เดินตามรอยบาทพระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นพุทธบิดร ในดินแดนอุดรธานี
ใจผมมันแห้งแล้งแต่นั้นแล้ว!

อ่านจากข่าว บิดาท่าน ซึ่งก็บวชเป็นพุทธบุตรเช่นกัน "หลวงปู่สุข"
เมื่อทราบข่าว พระลูกชายถูกคนใจร้ายดักยิงมรณภาพคาถนน ท่านก็รีบไปดู...
เห็นผ้าเหลืองชุ่มเลือดห่มร่างพระลูกชาย...ไร้ชีวิตพระ...ผู้เป็นพ่อ อุ้มช้อนร่างลูก..........
ใครจะเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นพ่อเท่า "พ่อ" และพ่อคนไหนจะเป็นได้เท่า "หลวงปู่สุข" เห็นจะยากนักแล้ว
สมแล้วที่ท่านเป็นนักรบธรรม ในทัพพุทธศาสน์!
ก็ในขณะ "ศพ" พระลูกชายแนบอก ด้วยใจอันชุ่มแล้วด้วยยางแห่งธรรมจากโอษฐ์พระพุทธองค์
ด้วยสติระลึกรู้-ตั้งมั่น และด้วยการเคี่ยวกรำในธรรมปฏิบัติสู่วิมุตติ
พ่อพระผู้เป็นพ่อ กล่าวกับทุกคน และทุกตำรวจที่รายล้อมว่า
"..........ในทางพระ ขออโหสิกรรมให้คนร้ายที่ยิงลูกชาย พระขออโหสิกรรม
ไม่ขอจองเวร ขอให้จบกันในชาตินี้ ถือว่าชดใช้เวรกรรมแล้ว"

ครับ...เป็นครั้งแรกในชีวิต เขียนถึงพระสงฆ์แล้ว
........ร้องไห้!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น