++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554

ธุระในพระพุทธศาสนา

๑. ธุระ แปลว่า แอก หมายความว่า เป็นกิจอันบุคคลพึงแบกไว้ และนำไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่ตนประสงค์
๒. ธุระ แปลว่า ประธาน หมายความว่า เป็นกิจอันบุคคลพึงเอาใจใส่เป็นพิเศษ
๓. ธุระ แปลว่า เพียร หมายความว่า เป็นกิจอันบุคคลต้องพากเพียรพยายามทำไปจนกว่าจะสำเร็จประโยชน์
๔. ธุระ แปลว่า ฉลาด หมายความว่า เป็นกิจอันบุคคลต้องอาศัยความเฉลียวฉลาดสามารถของตนเองทำไปจนกว่าจะได้ผล
๕. ธุระ แปลว่า ตรา หมายความว่า บุคคลทุกๆคนที่เกิดมาในโลกต่างก็มีหน้าที่รับผิดชอบด้วยกันทั้งนั้นไม่มากก็น้อย ดุจดวงตราประทับบอกให้คนอื่นรู้ ฉะนั้น
๖. ธุระ แปลว่า ไกล หมายความว่า ประโยชน์ต่างๆ เช่น ประโยชน์ภพนี้ ประโยชน์ภพหน้า ประโยชน์อย่างยิ่งนั้นอยู่ไกล บุคคลต้องเดินเข้าไปหา คือ ลงมือทำเองจึงจะได้
๗. ธุระ แปลว่า กิจ หมายความว่า เป็นกิจที่บุคคลจะต้องทำจึงจะเกิดประโยชน์แก่ตน ผู้อื่น ตลอดจนประเทศชาติ ศาสนา
๘. ธุระ แปลว่า การงาน หมายความว่า ทั้งทางโลกและทางธรรม ต้องมีการงานที่จะทำด้วยกันทั้งนั้น
๙. ธุระ แปลว่า หน้าที่ หมายความว่า เป็นหน้าที่ของบุคคลทุกคนที่จะพึงปฏิบัติตาม เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์ภายนอกและทรัพย์ภายใน
สรุป ความว่า คำว่า ธุระ ศัพท์นี้ แปลว่า แอกก็ได้ ประธานก็ได้ ความเพียรก็ได้ ความฉลาดก็ได้ ดวงตราก็ได้ ไกลก็ได้ กิจก็ได้ การงานก็ได้ หน้าที่ก็ได้ หมายความได้ทั้งทางโลกและทางธรรม ดังที่ได้นำมาแสดงไว้แล้วนั้น แต่ในปัญหาวันนี้ หมายเอาเฉพาะธุระในพระพุทธศาสนาเท่านั้น
ธุระ ในพระพุทธศาสนามี ๒ อย่าง คือ คันถธุระ๑ วิปัสสนาธุระ๑ ธุระแต่ละอย่างหมายความต่างกัน คือ
๑. คันถธุระ ได้แก่ การศึกษาเล่าเรียนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เช่น เรียนพระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม ตลอดจนถึงอรรถกถา ฎีกาต่างๆจนมรความรู้ความชำนาญในวิชาการสาขานั้นๆอันเป็นภาคทฤษฎี
๒. วิปัสสนาธุระ ได้แก่ การลงมือปฏิบัติตามภาคทฤษฎีที่ตนศึกษาเล่าเรียนมานั้น เพื่อพิสูจน์ผล คือ ความจริงของวิชาการที่ตนเรียนมานั้นๆ
อุปมาง่ายๆดังนี้ คันถธุระ ดุจบุคคลเรียนวิชาทำกับข้าวแต่ยังมิได้ลงมือปรุงอาหารและรับประทาน ส่วน วิปัสสนาธุระนั้น เหมือนกันกับบุคคลลงมือปรุงอาหารแล้วรับประทานจนได้ผล คือ อิ่มท้องตามหลักวิชาที่ตนได้เรียนมานั้น
อีกอุปมาหนึ่ง คันถธุระ เหมือนกับการเรียนตำรายา รู้ดีว่ายาอะไร แก้โรคอะไรได้บ้าง แต่ยังมิได้ปรุงยานั้นรับประทานเลย ถึงจะมีโรคมากน้อยเท่าไร ก็ยังไม่หายไปจากร่างกายของผู้ป่วยนั้นได้ ส่วนวิปัสสนาธุระเหมือนกันกับได้ปรุงยาตามตำราแล้ว ลงมือรับประทานยาแก้โรคจนหายไปจากร่างกายของคนป่วย ฉะนั้น
ธุระดังที่แสดงมานี้ มีหลักฐานยืนยันรับรองอยู่เป็นอย่างดีซึ่งปรากฏอยู่ในพระธรรมบทขุททุกนิกาย ภาค ๒ หน้าที่ ๒ บรรทัดที่ ๑๐ เป็นต้นไป มีข้อความย่อดังนี้ว่า
เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประ ทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี ได้มีกุฎพีคนหนึ่ง มีบุตรชายอยู่ ๒ คน คนพี่ชื่อ มหากาล คนน้องชื่อ จุลลกาล ต่อมาบิดามารดาตาย วันหนึ่ง มหากาลผู้เป็นพี่ได้ไปฟังพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องอนุปุพพิกถา ๕ คือ .-
๑. ทานกถา พรรณนาถึงทาน
๒. สีลกถา พรรณนาถึงศีล
๓. สคฺคกถา พรรณนาถึงสวรรค์
๔. กามาทีนวกถา พรรณนาถึงโทษแห่งกาม
๕. เนกฺขมฺมกถา พรรณนาถึงอานิสงค์แห่งการออกบวชแล้วปฏิบัติธรรม
ครั้นฟังพระธรรมเทศนาจบแล้ว มหากาลจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า
“ปรโลกํ คจฺฉนฺตํ ปุตฺตธีโร วา ภาตโร วา โภคา วา นานุคจฺฉนฺติ สรีรํปิ อตฺตนา สทฺธี น คจฺฉติ. กี เม ฆราวาเสน ปพฺพชิสฺสามิ”
แปล ว่า บุตร ธิดา พี่ชาย น้องชาย โภคทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ไม่ติดตามบุคคลผู้ไปสู่ปรโลกได้ แม้สรีระก็ไม่ไปกับตนได้ ประโยชน์อะไรด้วยการครองเรือนเราจักบวชแน่
มหากาลจึงได้ตัดสินใจบวชในพระพุทธศาสนา วันหนึ่งได้เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามว่า
ภนฺเต อิมสฺมิ สาสเน กตี ธุรานิ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธุระในพระศาสนานี้ มีเท่าไรพระพุทธเจ้าข้า?
พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า
คนฺถธุรํ วิปสฺสนาธุรนฺติ เทวเยว ธุรานิ ภิกฺขุ
แปลว่า ภิกษุ ธุระในพระศาสนานี้ มีเพียง ๒ อย่างเท่านั้น คือ คันถธุระ๑ วิปัสสนาธุระ๑
พระมหากาลจึงทูลถามว่า
กตมํ ปน ภนฺเต คนฺถธุรํ กตมํ วิปสฺสนาธุรํ
คันถธุระเป็นไฉน และวิปัสสนาธุระเป็นไฉน พระพุทธเจ้าข้า?
พระพุทธองค์จึงตรัสตอบว่า
สตฺตโน ปญฺญานุรูเปน เอกํ วา นิกาเย สกลํ วา ปน เตปิฎกํ พุทฺธวจน อุคฺครฺหิตฺวา ตสฺส ธารณํ กถนํ วาจนนฺติ อิทํ คนฺถธุรํ นาม.
การ ศึกษาเล่าเรียนพระพุทธพจน์ นิกายหนึ่ง หรือสองนิกาย หรือจบทั้งพระไตรปิฎก จำพระพุทธพจน์นั้นได้ เทศน์ได้ สอนได้ อย่างนี้เรียกว่า คันถธุระ
สลฺลหุกวุตฺติโน ปน ปนฺตเสนาสนาภิรตสฺส อตฺตภาเว ขยวยํ ปฏฺฐเปตฺวา สาตจฺจกิริยาเสน วิปัสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อรหตฺตคฺคหณนฺติ อิทํ วิปสฺสนาธุรํ นาม.
การที่ภิกษุผู้ประพฤติปอนๆยินดีในเสนาสนะอันสงัด ตั้งใจปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มีความเพียรติดต่อกันไม่ขาดสาย ได้เห็นความเกิดดับของรูปนาม ตลออดจนได้บรรลุพระอรหันต์ อย่างนี้เรียกว่า วิปัสสนาธุระ
สรุปใจความได้ว่า ธุระในพระศาสนามี ๒ อย่าง คือ เรียนรู้แล้วปฏิบัติตาม คือ เจริญวิปัสสนากรรมฐานจนได้บรรลุผลตามสมควรแก่วาสนาบารมีของตนๆ
การศึกษาธุระ ๒ ประการนี้ เพื่อประโยชน์ คือ
๑. การศึกษาคันถธุระ เพื่อให้เกิดความรู้ขั้นสุตมยญาณและขั้นจินตามยญาณ คือ เรียนรู้คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตามที่ปรากฏอยู่ในปิฎกนั้นๆ แล้วนำมาพินิจพิจารณาหาเหตุผล
๒. การศึกษาวิปัสสนาธุระนั้น เพื่อนำไปปฏิบัติกำจักกิเลส คือ โลภ โกรธ หลง เพื่อรู้แจ้งแทงตลอด มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเรียกว่าปฏิเวธ การศึกษาธุระ ๒ ประการนี้ เป็นหน้าที่ของพุทธบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ธุระ ๒ ประการนี้ มีความจำเป็น และสำคัญมากด้วยกันทั้ง ๒ ประการ เพราะต่างฝ่ายต่างอาศัยซึ่งกันและกัน คือ ปริยัติเป็นปัจจัยให้เกิดการปฏิบัติ ปฏิบัติเป็นปัจจัยให้เกิดปฏิเวธ ถ้าธุระ ๒ อย่างนี้ยังเจริญรุ่งเรืองอยู่ตราบใด พระพุทธศาสนาก็รุ่งเรืองดุจพระจันทร์เพ็ญลอยเด่นอยู่ท่ามกลางนภากาศตราบนั้น ดังหลักฐานรับรองอยู่ว่า
“ยาว หิ อิมา จตสฺโส ปริสา มํ อิมาย ปฏิปตฺติปูชาย ปุเชสฺสนฺติ ตาว มม สาสนํ นภมชฺเฌ ปุณฺณจนฺโท วิย วิโรเจสฺสติ”
จริงอยู่ ถ้าบริษัท ๔ เหล่านี้ ยังบูชาเรา ด้วยการปฏิบัติอยู่ตราบใด ศาสนาของเราจักรุ่งเรืองอยู่ตราบนั้น ปานประดุจหนึ่งว่า พระจันทร์เพ็ญลอยเด่นจ้าอยู่ท่ามกลางนภา ฉะนั้น
แต่ตามหลักฐานต่างๆที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถา พระพุทธองค์ททรงยกย่องการปฏิบัติไว้เป็นพิเศษ เพราะเป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติได้รับผล คือ ความสงบกาย วาจา ใจ พ้นจากภัยในอบายภูมิตลอดจนได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน สิ้นอาสวกิเลส เป็นปริโยสาน ดังนิทานเล่าไว้ในพระธรรมบท ภาค ๗ หน้า ๑๒๓ ว่า
เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่เมืองเวสาลี ได้ตรัสแก้ภิกษุ ๗๐๐ รูปว่า อีก ๔ เดือน เราจักปรินิพพาน ดังนี้ พวกภิกษุที่เป็นพระขีณาสพก็เกิดธรรมสังเวช ที่เป็นปุถุชนก็ร้องไห้ ต่างก็จับกันเป้นพวกเป็นกลุ่มปรึกษาหารือกัน ยังมีพระเถระรูปหนึ่งชื่อว่า ติสสะ คิดว่าตนยังมีกิเลสตัณหาอยู่ จึงตั้งใจเจริญวิปัสสนา กรรมฐานอย่างเต็มที่ ไม่พุดไม่คุยกับใครๆ พวกภิกษุเข้าใจผิด คิดว่า ท่านไม่รักใคร่เคารพพระพุทธเจ้า พากันไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงได้รับสั่งให้ท่านมาเฝ้า แล้วสอบถามความจริง เมื่อทราบว่า ท่านเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จึงทรงประทานสาธุการแก่ท่านว่า สาธุ ติสฺส ดีแล้ว ติสสะ แล้วตรัสให้ภิกษุทั้งหลายเอาเป็นตัวอย่างต่อไปว่า
“ภิกฺขเว มยิ สิเนโห ติสฺสสทิโส ว โหตุ คนฺธมาลาทีหิ ปูชํ กโรนฺตาปิ เนว มํ ปุเชนฺติ ธมฺมานุธมฺมปฏปชฺชมานาเยว ปน มํ ปูเชนฺติ”
ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ผู้ที่มีความจงรักภักดีในเรา จงเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ดุจพระติสสะนี้เถิด ผู้ที่ทำการบูชาอยู่ด้วยของหอมและระเบียบเป็นต้น ก็ยังไม่ชื่อว่าได้บูชาเราอย่างแท้จริง ส่วนชนทั้งหลายผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คือ เจริญกรรมฐานสมควรแก่ มรรค ผล นิพพาน จึงชื่อว่า ได้บูชาเราอย่างแท้จริง ดังนี้
กรรมฐาน หมายความว่า โรงงานฝึกจิตฯกรรมฐานมี ๒ อย่าง คือ สมถกรรมฐาน๑ วิปัสสนากรรมฐาน๑ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง แสดงไว้ ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกหลายเล่ม ทั้งพระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม จะยกมาพอเป็นตัวอย่าง เช่น ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ หน้าที่ ๗๗ บรรทัดที่ ๑๙ ว่า
เทวเม ภิกฺขเว ธมฺมา วิชฺชาภาคิยา กตเม เทว สมโถ จ วิปัสฺสนา จ ดังนี้ เป็นต้น
ใจความว่า ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฎฎสงสารทั้งหลาย ธรรม ๒ ประการ เหล่านี้ เป็นเหตุให้เกิดปัญญา ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน ธรรม ๒ ประการ คือ สมถะ๑ วิปัสสนา๑
แม้ที่ปรากฏอยู่ในธรรมวิภาค ปริจเฉทที่ ๒ ซึ่งคณะสงฆ์ใช้เป็นหลักสูตรนักธรรมชั้นโทอยู่ในสมัยปัจจุบันนี้ ก็เอาไปจากพระไตรปิฎกเล่มนี้
สรุปความได้ว่า การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นมรดกชิ้นเอกของพระพุทธเจ้าและพุทธบริษัทโดยแท้ ดังหลักฐานตัวอย่างที่ได้แสดงมาแล้วนี้
สมถกรรมฐาน กับวิปัสสนากรรมฐาน ต่างกันคือ
๑. สมถกรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายสงบใจ มีกรรมฐาน ๔๐ เป็นอารมณ์
๒. วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา มีปรมัตถเป็นอารมณ์
กรรมฐาน ทั้ง ๒ นี้ มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังนี้ คือ
๑. สมถกรรมฐาน มีกรรมฐาน๔๐ เป็นอารมณ์ กรรมฐาน๔๐ นั้น คือ กสิณ๑๐ อสุภะ๑๐ พรหมวิหาร๔ อรูปกรรมฐาน๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา๑ จตุธาตุววัตถาน๑ ถ้าใครเจริญกรรมฐาน ๔๐ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พุทฺโธ หรือ สมฺมา อรหํ ชื่อว่าเจริญสมถกรรมฐาน
๒. วิปัสสนากรรมฐาน มีวิปัสสนาภูมิ ๖ เป็นอารมณ์ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ย่อให้สั้นได้แก่ รูปนามเท่านั้น ถ้าใครเอาขันธ์ ๕ หรือ อายตนะ ๑๒ เป็นต้น มาเป็นอารมณ์กรรมฐาน ผู้นั้นชื่อว่า เจริญวิปัสสนากรรมฐานที่แสดงมานี้ มีหลักฐานปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก และอรรถกกถาฎีกาทั้งนั้น
วิปัสสนากรรมฐาน แปลว่า โรงงานฝึกจิตให้เกิดปัญญารู้แจ้งแทงตลอดสภาวธรรมตามความเป็นจริง ปัญญานั้นมีอยู่ ๓ ขั้น คือ
๑. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง การเรียน การอ่านหนังสือต่างๆทั้งทางโลกและทางธรรม
๒. จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิด
๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดสภาวธรรมตามความเป็นจริงนี้ ได้แก่ ปัญญาอันเกิดจากการเจริญวิปัสสนาเท่านั้น ดังท่านตั้งวิเคราะห์ไว้ว่า
วิวิธากาเรน อนิจฺจาทิวเสน ปสฺสตีติ วิปัสฺสนา
ปัญญาใดย่อมพิจารณาเห็นรูปนามโดยอาการต่างๆด้วยอำนาจแห่งความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ปัญญานั้น ชื่อว่า วิปัสสนา
วิปัสสนากรรมฐานนั้นเรียนได้ ๒ ทาง คือ
๑. เรียนอันดับ คือเรียนให้รู้จักวิปัสสนาภูมิ ๖ ก่อน ได้แก่ เรียนให้รู้จักขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาท โดยปริยัติก่อน แล้วจึงลงมือปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อภายหลังก็ได้ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้มีเวลามาก
๒. เรียนสันโดษ คือไปเรียนวันนั้น ลงมือปฏิบัติวันนั้น ขณะนั้น ตามที่พระอาจารย์สอนให้ได้เลย เช่น วันแรกจะสอนให้ย่อๆ เพียง ๕ ข้อเท่านั้น คือ ๑. เดินจงกรม ๒. นั่งลงภาวนา ๓. กำหนดเวทนาต่างๆ ๔. กำหนดใจนึกคิด ๕.เวลานอนกำหนดท้องพองยุบ เป็นต้น
สถานที่สำหรับเจริญวิปัสสนา จำกัดไว้ ๓ แห่ง คือ ๑. ป่า ๒. โคนต้นไม้ ๓. ที่ว่างเปล่า
อาศัยมหาสติปัฏฐานสูตรเป็นหลักอ้าง คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสเทศนาไว้ว่า
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา
ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ได้ ไปสู่โคนไม้ก็ได้ ไปสู่เรือนว่างก็ได้ แล้วนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น ดังนี้ เป็นต้น
สรุปความได้ว่า การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้นที่ป่าก็ได้ ที่โคนต้นไม้ก็ได้ ที่ไหนว่างก็ทำได้ เพราะวิปัสสนากรรมฐานปฏิบัติได้ทุก ทวาร คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่น เวลาอารมณ์มาทางตา กำหนดว่า เห็น มาทางหูกำหนดว่า ได้ยิน มาทางจมูกกำหนดว่า กลิ่น มาทางลิ้นกำหนดว่า รส มาทางกายกำหนดว่า ถูก มาทางใจกำหนดว่า คิด เข้ามาในภาษิตโบราณว่า “ไม่หนี ไม่สู้ ไม่อยู่ ไม่ไป” นั้น เป็นวิสัยของนักปฏิบัติ หมายความว่า ไม่ต้องหนีไปไหน เพราะตามีหน้าที่เห็น หูมีหน้าที่ได้ยิน จมูกมีหน้าที่ได้กลิ่น ลิ้นมีหน้าที่ได้รส กายมีหน้าที่สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง ใจมีหน้าที่คิด แต่ว่าเมื่อเห็นแล้วต้องมีสติกำหนด รู้อยู่ ไม่สู้ คือ ไม่สู้กับโลภะ โทสะ โมหะ ไม่อยู่ คืออย่าอยู่ในอำนาจของกิเลส ไม่ไป คือ อย่าไปตามอำเภอใจของตนเอง เพราะการไปอย่างนั้นเป็นอำนาจของกิเลส ต้องให้ไปตามอำนาจของสติซึ่งเป็นตัวกุศลแท้ๆ
วิปัสสนากรรมฐานมีประโยชน์มาก คือ .-
๑. ทำให้คนฉลาด มีหลักการจริง ในชีวิตประจำวัน คือ รู้ปรมัตถธรรม ไม่หลงติดอยู่ในบัญญัติธรรมอันเป็นเพียงโลกสมมติ
๒. ทำให้คนมีศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดีงาม
๓. ทำให้คนรักใคร่กัน สนิทสนมกลมกลืนกัน ให้กรุณาเอ็นดูสงสารกัน พลอยยินดีอนุโมทนาสาธุการเมื่อผู้อื่นได้ดี
๔. ทำให้คนเว้นจากเบียดเบียนกัน เว้นจากเอารัดเอาเปรียบกัน
๕. ทำให้คนรู้จักตัวเอง และรู้จักปกครองตัวเอง คือ อ่านตัวออก บอกตัวได้ ใช้ตัวเป็น อ่านตัวออก บอกตัวได้ ใช้ตัวฟัง
๖. ทำให้เป็นคนว่านอนสอนง่าย ไม่มีมานะถือตัว ไม่เย่อหยิ่ง จองหอง
๗. ทำให้คนหันหน้าเข้าหากัน ให้บรรจบกัน เพราะต่างฝ่ายต่างลดทิฏฐิมานะลง
๘. ทำให้คนหนักแน่นในกตัญญูกตเวทิตาธรรม
๙. ทำคนให้เป็นผู้ประเสริฐ เพราะเหตุว่า การปฏิบัติธรรมนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อคุณสมบัติเหล่านี้คือ .-
๑. เพื่อละนิวรณ์ ๕
๒. เพื่อละกามคุณ ๕
๓. เพื่อหัดให้คนเป็นผู้รู้จักประหยัด
๔. เพื่อละอุปาทานขันธ์ ๕
๕. เพื่อละสังโยชน์เบื้องต่ำ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท
๖. เพื่อละคติ ๕ คือ นรก ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย มนุษย์ เทวดา
๗. เพื่อละความตระหนี่ ๕ คือ ตระหนี่ที่อยู่ ตระหนี่ตระกุล ตระหนี่ลาภ ตระหนี่วรรณะ ตระหนี่ธรรม
๘. เพื่อละสังโยชน์เบื้องบน ๕ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
๙. เพื่อละเจโตขีละ คือ ตาปูตรึงใจ ๕ คือ สงสัยพระพุทธ สงสัยในพระธรรม สงสัยในพระสงฆ์ สงสัยในสิกขา ความโกรธไม่พอใจในเพื่อนพรหมจรรย์
๑๐. เพื่อละเจโตวินิพันธะ คือ เครื่องผูกพันจิตใจ ๕ คือ ไม่ปราศจากกำหนัด ชอบใจ รักใคร่ กระหาย เร่าร้อน ทะยานอยากในกาม ไม่ปราศจากกำหนัดในกาม ในรูป จนกระทั่งความสุขในการกิน การนอน การรักษาศีล ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อเทพนิกาย เป็นต้น
๑๑. เพื่อก้าวล่วงความโศกเศร้าเสียใจปริเทวนาการร่ำไห้ดับทุกข์โทมนัส เพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน
๑๒. อานิสงค์อย่างสูงให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ อย่างกลางก็ให้สำเร็จเป็นพระอนาคามี สกทาคามี โสดาบัน อย่างต่ำลงมาเป็นสามัญ ก็เป็นผู้มีคติเที่ยงที่จะไปสู่สุคติ ดังหลักในวิสุทธิมรรคภาค ๓ หน้า ๒๒๙ บรรทัดที่ ๑๖-๑๗ รับรองไว้ว่า
อิมินา ปน ญาเณน สมนฺนาคโต วิปสฺสโก พุทฺธสาสเน สทฺธสฺสาโส ลทฺธปติฏฺโฐ นิยคติ โก จุฬโสตาปนฺโน นาม โหติ
ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ประกอบด้วยญาณที่ ๒ คือ ปัจจยปริคคหญาณนี้แล้ว ได้ความเบาใจในพระพุทธศาสนา มีคติอันเที่ยง เป็นจูฬโสดาบัน
อนึ่ง ถ้าผู้ใดได้เจริญวิปัสสนา มีดวงตา คือ ญาณเห็นความเกิดดับของรูปนาม คือ เห้นพระไตรลักษณ์จริงแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีชีวิตอันประเสริฐ ดังพระบาลีว่า
โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ อุทยพฺพยํ เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโย อุทยพฺพยํ
ผู้ที่เห็นความเกิดดับของรูปนาม คือเห็นพระไตรลักษณ์ ถึงแม้มีชีวิตอยู่ได้เพียงวันเดียว ก้ประเสริฐกว่าผู้ที่ไม่เห็นความเกิดดับของรูปนาม แต่มีชีวิตอยู่ได้ตั้งร้อยปี
๑๓. ชื่อว่า ได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยปฏิปัตติบูชา ข้อนี้จะพึงเห็นได้จากสมัยเมื่อพระองค์จะปรินิพพานประทับอยู่ใน ณ ระหว่างต้นรัง เห็นเทวดาและมนุษย์นำสักการะมาบูชามากมายจึงตรัสว่า
โย โข อานนฺท ภิกฺขุ วา ภิกฺขุณี วา อุปาสโก วา อุปาสิกา วา ธมฺมานุธมฺมาปฎิปนฺโน เป็น ต้น
ความว่า ดูก่อนอานนท์ ผู้ใดเป็นภิกษุก็ตาม เป็นภิกษุณีก็ตามเป็นอุบาสกอุบาสิกาก็ตาม ถ้าปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คือ เจริญวิปัสสนากรรมฐานสมควรแก่มรรค ผล นิพพานแล้ว ผู้นั้น ชื่อว่าได้สักการะเรา เคารพเรา นับถือเรา บุชาเรา ด้วยการบุชาอย่างสูงที่สุด
๑๔. ชื่อว่า เป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อพระพุทธเจ้า เช่น พระอัตตทัตถเถระเป็นตัวอย่าง ท่านรูปนี้ได้ตั้งใจเจริญวิปัสสนากรรมฐาน สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ได้ตรัสประทานสาธุการ และชมเชยท่านว่า
ภิกฺขเว ยสฺส มยิ สิเนโห อตฺถิเตน อตฺตทตฺเถน วิย ภวิตุ น วฏฺฏติ เป็นต้น
ความว่า ภิกษูทั้งหลาย ผู้ใดมีความจงรักภักดีในเรา ผู้นั้นควรเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ดุจพระอัตตทัตถะเถิด ดังนี้
๑๕. ชื่อว่า เป็นผู้ได้บำเพ็ญสิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อกำจัดกิเลสอย่างหยาบด้วยศีล กำจัดกิเลสอย่างกลาง คือนิวรณ์ ด้วยสมาธิ กำจัดกิเลสอย่างละเอียด คืออนุสัย ด้วยปัญญา

๑๖. ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท เพราะมีสติอยู่กับรูปนามเสมอ ความไม่ประมาทนั้น คือ ไม่อยู่ปราศจากสตินั่นเอง ดังหลักว่า สติยา อวิปฺปวาโส อปฺปมาโท นาม การไม่อยู่ปราศจากสติ ชื่อว่า ความไม่ประมาท และแม้พระปัจฉิมโอวาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็ได้ประมวลลงสู่ที่แห่งเดียวเท่านั้น คือ ความไม่ประมาท ดังพระบาลีว่า
อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ
ท่านทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ดังนี้
๑๗. ชื่อว่า ได้เป็นผู้ทรงธรรม ไม่ประมาทธรรม ดังบาลีว่า
โย จ อปฺปมฺปิ สุตฺวาน ธมฺมํ กาเยน ปสฺสติ โย ธมฺมํ นปฺปมชฺชติ เสว ธมฺมธโร โหติ
ผู้ใด ได้สดับตรับฟังพระพุทธพจน์แม้น้อย แต่สามารถเห็นธรรมด้วนนามกาย และผู้ใดไม่ประมาทธรรม ผู้นั้น ชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรม ดังนี้
๑๘. ชื่อว่า ได้เป็นผู้ปฏิบัติถูกต้อง ทั้งพระไตรปิฎกดังหลักฐานปรากฏอยู่ในธรรมบทขุททกนิกาย ภาค ๒ หน้า ๖๐ บรรทัดที่ ๑ ว่า
สกลํปิ หิ เตปิฏกํ พุทฺธวจนํ อาหริตฺวา กถิยมานํ อปฺปมาทํ เอว โอตรติ
จริงอยู่ พระพุทธพจน์จบทั้งพระไตรปิฏกที่พระธรรมกถึกนำชี้แจงแสดงอยู่นั้น ย่อมประมวลลงสู่ที่แห่งเดียวเท่านั้น คือ ความไม่ประมาท
๑๙. ชื่อว่า ได้ปฏิบัติตามอัฏฐังคิกมรรคทั้ง ๘ ประการ ซึ่งเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา อันไม่แวะเวียนไปหาที่สุด ๒ อย่าง คือ กามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค
๒๐. ชื่อว่า ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง คือ ถึงด้วยอำนาจแห่งการปฏิบัติ คือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เกิดกับการเจริญวิปัสสนา กรรมฐาน ตั้งแต่ ภังคญาณ เป็นต้นไป จนถึงมรรคญาณ ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ เป็นปริโยสาน ดังที่ได้อธิบายมานี้เรียกว่า ประโยชน์ หรืออานิสงค์แห่งการเจริญวิปัสสนากรรมฐานทั้งสิ้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น