++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วิจัยพบ "ความขัดแย้ง" ทำลายสุขภาพภรรยาสูงกว่าสามี

#วิจัยพบ "ความขัดแย้ง" ทำลายสุขภาพภรรยาสูงกว่าสามี


แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาของครอบครัวที่จะเกิดความขัดแย้ง ความคับข้องใจ ความไม่เข้าใจกัน แต่ทางออกของคนก็มีแตกต่างกันไป หลายคนเลือกที่จะเงียบ หลายคนเลือกเดินหนีไปสงบสติอารมณ์ หรือบางคู่ก็เลือกการตะลุมบอน ทะเลาะกันรุนแรงหัวร้างข้างแตก ทำลายข้าวของเสียหาย ซึ่งวิธีการแสดงออกยามเกิดความขัดแย้งของคู่สามีภรรยาทั้งหลายเหล่านี้ ได้ถูกนักวิจัยของสหรัฐอเมริกานำมาวิเคราะห์ และพบความเชื่อมโยงบางประการกับปัญหาสุขภาพในระยะยาวด้วย

ทั้งนี้ ในประเด็นที่ว่า ความถี่ในการเกิดความขัดแย้ง หรือต้นเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งนั้น ไม่มีผลต่อสุขภาพของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย หากแต่เป็นการแสดงออก และแนวทางในการเยียวยาแก้ไขความขัดแย้งต่างหากที่ทำให้นักวิจัยจับจุดได้ถึง "โอกาส" ที่จะเกิดปัญหาสุขภาพตามมา

จากการศึกษาคู่สามีภรรยาจำนวน 4,000 คนในรัฐแมสซาชูเสตต์ สหรัฐอเมริกา ในช่วงปี 2007 เกี่ยวกับวิธีที่พวกเขาใช้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งกับคู่รัก และการแสดงออกซึ่งความรู้สึกของตนเองเมื่อความขัดแย้ง พบว่า 32 เปอร์เซ็นต์ของสามี และ 23 เปอร์เซ็นต์ของภรรยายอมรับว่า พวกเขามักจะอดทนอดกลั้น ไม่เปิดเผยความรู้สึกของตนเองให้อีกฝ่ายรับรู้

นักวิจัยเรียกพฤติกรรมการไม่แสดงออกซึ่งความรู้สึกที่แท้จริงเหล่านี้ว่า "self-silencing" ซึ่งในผู้ชายแล้ว "self-silencing" เป็นยุทธวิธีในการสงบศึกที่เป็นอันตรายต่อคนรอบข้างน้อยที่สุด และไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพแต่อย่างใด แต่สำหรับผู้หญิงแล้วผลกลับตรงกันข้าม

ผู้หญิงที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างที่ใจต้องการ อาจทำให้พวกเธอมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากกว่าผู้หญิงที่ได้แสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดของตนเองถึง 4 เท่า ไม่ว่าเธอคนนั้นจะมีความสุขในชีวิตสมรส หรือไม่มีความสุขในชีวิตสมรส

"เมื่อผู้หญิงต้องสะกดกลั้นอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และคำพูดของตนเองไว้ไม่ให้เกิดความขัดแย้งกับสามี จะทำให้เกิดผลในเชิงลบต่อสุขภาพของผู้หญิงในระยะยาว" Elaine Eaker นักจิตวิทยาหัวหน้าโครงการศึกษาวิจัยชิ้นนี้กล่าว "แต่เราไม่ได้หมายความว่า ผู้หญิงสามารถเกรี้ยวกราดได้อย่างอิสระ เราแค่จะบอกว่า ยังมีผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการโอกาส และความเสมอภาคในการโต้เถียงกับสามี"

ดร. Dana Crowley Jack จากมหาวิทยาลัย Western Washington เป็นอีกหนึ่งนักวิจัยที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม Self-Silencing ที่คู่สามีภรรยาใช้เมื่อเกิดความขัดแย้ง โดยพบว่านำไปสู่พฤติกรรมที่ผิดปกติของร่างกายอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นโรคซีมเศร้า หรือพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ รวมไปถึงโรคหัวใจด้วย

"การเงียบอาจเป็นทางออกที่ดี เมื่อถูกนำมาใช้ในการแก้ไขความขัดแย้งในบางเหตุการณ์ หรือบางเวลา แต่คนที่น่าเป็นห่วงก็คือคนที่ต้องทนเงียบตลอดเวลา"

นอกจากนั้น โทนในการแสดงความรู้สึกของสามีภรรยาที่ปรากฏในความขัดแย้งก็มีผลต่อสุขภาพด้วย โดยนักวิจัยจากรัฐยูทาห์ ได้ทำการศึกษาการทะเลาะกันของคู่สามีภรรยา 150 คู่เกี่ยวกับความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจจากสไตล์ของแต่ละคนในการโต้เถียงกัน ซึ่งคู่สามีภรรยาที่เข้าร่วมมีอายุประมาณ 60 ปี และทุกคนล้วนแต่แต่งงานกันมาแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ปี และต้องไม่เคยมีสัญญาณของการเป็นโรคหัวใจปรากฏออกมาก่อน

การวิจัยนี้พบว่า วิธีการที่คู่สามีภรรยาอาวุโสแต่ละท่านแสดงออกมีผลต่อการเกิดโรคหัวใจ พอ ๆ กับการสูบบุหรี่ หรือการมีคลอเรสเตอรอลในเลือดสูงเลยทีเดียว

Timothy W. Smith นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยยูทาห์กล่าวว่า สำหรับผู้หญิงที่เป็นภรรยา การที่สามีเลือกจะโต้เถียงด้วยอารมณ์รุนแรง หรือ แสดงออกว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับเธอมีผลรุนแรงที่สุดต่อสุขภาพของฝ่ายหญิง ขณะที่ระดับของความรุนแรงที่แสดงออกไม่มีผลต่อสุขภาพหัวใจของผู้ชาย แต่ความเสี่ยงต่อโรคนี้ของฝ่ายชายจะเพิ่มขึ้นเมื่อต้องใช้กำลังเพื่อควบคุมสถานการณ์ (ไม่จำกัดว่าผู้ใช้กำลังจะเป็นฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง)

"ความเห็นไม่ตรงกันในชีวิตคู่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อยู่ที่ว่าคุณควบคุมตนเองอย่างไรมากกว่า" ดร.สมิธกล่าวปิดท้าย

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
เรียบเรียงจากนิวยอร์กไทม์

1 ความคิดเห็น: