++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ปัญหาปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ โดย เทพมนตรี ลิมปพยอม

ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับแผ่นดินของไทยบริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหารที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ชันสูตร จำเป็นต้องตระหนักก็คือ บริเวณนั้นเป็นเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร และเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก มิใช่แผ่นดินของประเทศกัมพูชาแต่ประการใด และโดยสภาพภูมิศาสตร์ด้วยแล้วเส้นเขตแดนของทั้งสองประเทศเป็นไปตามอนุสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศสปี ค.ศ. 1904

และสนธิสัญญาปี ค.ศ. 1907 ที่ใช้แนวของสันปันน้ำธรรมชาติเป็นเส้นกันระหว่างแดน และบริเวณพื้นที่ตอนนี้สันปันน้ำได้เป็นเส้นเขตแดนที่ขอบหน้าผา ดังความเข้าใจของประธานคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยามและอินโดจีน-ฝรั่งเศส ชุดปี ค.ศ. 1904 ข้างฝ่ายฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคม คือ พันตรีแบร์นาร์ดได้แสดงความคิดเห็นพร้อมทั้งรายงานการประชุมรวมไปถึงการปาฐกถาสมาคมภูมิศาสตร์ที่จัดขึ้น ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว แบร์นาร์ด ระบุว่า “เส้นสันปันน้ำใช้ขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดน” ด้วยเหตุนี้เองปราสาทพระวิหารที่ตั้งอยู่บนชะง่อนผาเปยตาดีในทิวเขาพนมดงรัก จึงเป็นของประเทศไทยและอยู่ในขอบขัณฑสีมาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

แม้คำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหารศาลโลกได้ตัดสินให้ประเทศไทยคืนอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารให้กับประเทศกัมพูชา ตามคำฟ้องร้องที่ได้เสนอไปแล้วก็ตาม หากแต่รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะนั้นก็มิได้ยอมรับคำพิพากษาของศาลโลก ได้ตั้งข้อสงวนสิทธิ์เรียกคืนตัวปราสาทในอนาคต และได้แถลงออกไปอย่างเป็นทางการในที่ประชุมขององค์การสหประชาชาติ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 แต่เนื่องจากรัฐบาลในเวลานั้นเห็นว่าไทยเราเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติจึงน้อมรับที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่ได้ตั้งข้อสงวนสิทธิ์เอาไว้เป็นที่ชัดแจ้งและไม่มีอายุความแต่ประการใด มติคณะรัฐมนตรีในปี ค.ศ. 1962 จึงสั่งการให้มีการล้อมรั้วลวดหนามและติดตั้งประตูเหล็ก กันอาณาบริเวณให้กัมพูชาเข้ามาใช้อำนาจอธิปไตยตามคำพิพากษาของศาลโลก หาได้มีมติยกดินแดนของไทยในเนื้อที่ 150 ไร่ให้ฝ่ายกัมพูชาแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้เองพื้นที่บริเวณโดยรอบจึงเป็นของไทยชนิดที่ภาษาชาวบ้านว่า ขอบหินชนดิน กัมพูชามีสิทธิ์ที่จะใช้อำนาจอธิปไตยเฉพาะซากปราสาท แต่ไม่มีสิทธิ์ในดินแดนโดยรอบ ส่วนพื้นที่ทับซ้อนที่ว่ากันก็คือพื้นดินใต้ตัวปราสาทแบบขอบหินชนดินนั่นเอง

นอกจากนี้ประเทศไทยยังสามารถทวงคืนตัวปราสาทได้อย่างเต็มที่. ด้วยเหตุนี้รัฐบาลของยิ่งลักษณ์ชันสูตร ต้องแม่นในข้อมูลและการตีความ. ในฐานะเป็นนักวิชาการผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจำเป็นต้องขอคืนตัวปราสาทจากประเทศกัมพูชา หรือต้องให้กัมพูชาถอนทะเบียนปราสาทพระวิหารออกจากบัญชีรายชื่อมรดกโลกจึงจะเป็นการยุติธรรมต่ออนุสัญญาที่ได้จัดทำขึ้นไว้เมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว. ผมทราบข่าวมาว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กระทรวงการต่างประเทศ ไปทบทวนในการกลับเข้าไปเป็นรัฐภาคีมรดกโลกอีกครั้งหนึ่ง แต่ปัญหาคือตอนที่ลาออกมานั้นเราได้แสดงเหตุผลว่า “แผนบริหารการจัดการของกัมพูชาได้รุกล้ำดินแดนของประเทศไทย” ซึ่งตอนที่ไทยได้ลาออกเราได้แสดงเหตุผลคัดค้านการผ่านแผนบริหารจัดการของคณะกรรมการมรดกโลกอย่างชัดเจน.

หากรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะกลับเข้าไปเป็นภาคีสมาชิกอีกครั้งหนึ่ง ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเข้าไปทำไม เข้าไปเพื่อให้ไทยเสียดินแดนกระนั้นหรือ ต้องอธิบายให้คนไทยได้รู้และต้องอธิบายให้ยูเนสโกรวมไปถึงคณะกรรมการมรดกโลกได้รู้ด้วยว่า ประเทศไทยลาออกทำไมในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แล้ววันนี้จะกลับไปทำไมในรัฐบาลของยิ่งลักษณ์เพราะท่าทีกัมพูชายังเหมือนเดิมทุกประการ คือ คอยจ้องหุบดินแดนประเทศไทยโดยคนไทยทั้งแผ่นดินไม่ยอมสนใจเลย.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น