++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2555

"คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ"

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

ความเห็นของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยอยู่เสมอ แต่ความจริงแล้วทุกความเห็นที่แสดงกันอยู่เวลานี้ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ให้หยุดการพิจารณาวาระที่ 3 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 นั้นอยู่ในระดับแค่ "ความเห็น" เท่านั้นและไม่สามารถลบล้าง "คำวินิจฉัย"ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ซึ่งได้ลงมติ 7:1 ให้รับคำร้องและสั่งลงให้เลิกการลงมติวาระ 3 เอาไว้ก่อนจนกว่าจะได้ข้อยุติ ดังปรากฏในรัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรค 5 ที่ได้บัญญัติเอาไว้ว่า:

"คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ"

ดังนั้นถึงวันนี้ต้องถือว่าผู้เสนอวาระแก้ไขรัฐธรรมนูญและลงมติในวาระที่ 1 และ 2 ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่ามีความผิดหรือไม่? เพราะศาลรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริงซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีคำวินิจฉัยท้ายสุดเป็นอย่างไร

แต่ถ้าหากสมาชิกรัฐสภาตัดสินใจดึงดันที่จะลงมติเพราะ "เชื่อเอาเอง"โดยความเห็นจากนักวิชาการหรือ นักการเมืองว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจ ก็จะมีความเสี่ยงที่อาจจะตกอยู่ในฐานะผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรค 5 โดยทันทีเป็นอย่างน้อย ซึ่งนอกจากนักการเมืองที่ลงมติวาระ 3 จะเสี่ยงต่อการถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งและยุบพรรคเพื่อไทยแล้ว ยังจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกด้วย

และหากนักการเมืองที่จะลงมติวาระที่ 3 จะมีความผิดกรณีนี้ก็จะเป็นหนทางกำจัดนักการเมืองโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย"รุ่นนี้"ให้จบลงเร็วที่สุด

และเมื่อนักการเมืองรุ่นนี้จบลงเร็วที่สุด ก็จะทำให้นักการเมืองแห่งบ้านเลขที่ 111 เข้าสู่เวทีการเมืองได้เร็วที่สุด ซึ่งอาจหมายรวมถึงนายจาตุรนต์ ฉายแสงด้วย

ความเห็นของนายจาตุรนต์ ฉายแสง ในเวลานี้จึงย่อมเป็นความเห็นที่มีความขัดกันแห่งผลประโยชน์ จริงหรือไม่?

เพราะความเห็นของนักวิชาการ นักการเมือง หรือแม้แต่องค์กรของรัฐที่แต่งตั้งขึ้น ก็ไม่ใช่ผู้ที่จะลบล้างคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ เพราะถ้าสามารถลบล้างหรือยกเลิกคำวินิจฉัยได้จริงคดีที่ควรจะลบล้างไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรมเป็นคดีแรกก็ควรจะเป็นคดี "ซุกหุ้น ภาค 1" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ดังปรากฏในรายงานความคืบหน้า คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ครั้งที่ ๒ (๑๗ มกราคม ๒๕๕๔ – ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔) โดยมีนายคณิต ณ นคร เป็นประธานที่รายงานดังกล่าวจัดทำเสร็จสิ้น ณ เดือน ธันวาคม 2554 ความตอนหนึ่งว่า:

"๕.๙ จากภาพเหตุการณ์ต่อเนื่องมาตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ถึงการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ คอป. เห็นว่ารากเหง้าของ ปัญหาความขัดแย้งส่วนหนึ่งมาจากกระบวนการที่ละเมิดหลักนิติธรรม กระบวนการประชาธิปไตย กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ที่ทุกๆอย่างมีความอ่อนแอ และขาดประสิทธิภาพ จนนําไปสู่กระบวนการ ใช้อํานาจนอกระบบในการแก้ไขปัญหา โดยการรัฐประหารซึ่งเป็นการละเมิดหลักการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง ซึ่งแทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา แต่ในท้ายที่สุดกลับสร้างปัญหามากยิ่งขึ้น

การละเมิดหลักนิติธรรมโดยกระบวนการยุติธรรมอันเป็นรากเหง้าของปัญหาเกิดจากกรณีของคํา วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๗ ในคดีที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทํา ผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๙๕ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “คดี ซุกหุ้น” ที่ศาลรัฐธรรมนูญมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักแห่งกฎหมาย

กล่าวคือในทางหลักกฎหมายนั้น โดยทั่วไปในการวินิจฉัยคดีไม่ว่าของศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลใด ๆ ก็ตาม ศาลต้องตั้งประเด็นในประการ แรกว่าคดีที่ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดนั้นอยู่ในอํานาจของศาลหรือไม่ อันเป็นประเด็นในเรื่อง “เงื่อนไขให้ อํานาจดําเนินคดี” (Prerequisite for prosecution) ซึ่งเป็น “เงื่อนไขที่ต้องพิจารณาก่อน” (prerequisite)

และหากศาลเห็นว่าคดีอยู่ในอํานาจของศาลแล้ว ประเด็นที่จักต้องวินิจฉัยต่อไปก็คือว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทําตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ อันเป็นประเด็นในเนื้อหาของคดี ซึ่งใน “คดีซุกหุ้น” ดังกล่าวนี้แม้ศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นจักได้วินิจฉัยในประเด็น “เงื่อนไขให้อํานาจดําเนินคดี” (Prerequisite for prosecution) ซึ่งเป็น “เงื่อนไขที่ต้องพิจารณาก่อน” (prerequisite) ไว้ถูกต้องแล้ว

โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจํานวน ๑๑ คนเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญจํานวน ๔ คนเห็นว่าคดีดังกล่าวไม่อยู่ในอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามในชั้นพิจารณาชี้ขาดในเนื้อหาของคดีนั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจํานวน ๗ คน ได้วินิจฉัย ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้ทําการซุกหุ้นจริง ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจํานวน ๖ คน วินิจฉัยว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้กระทําผิดในข้อกล่าวหา

แต่ที่น่าประหลาดก็คือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จํานวนอีก ๒ คนที่เคยลงมติว่าคดีไม่อยู่ในอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ลงไปวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหา ของคดีแต่อย่างใด เท่านั้นไม่พอศาลรัฐธรรมนูญเองยังได้นําเอาคะแนนเสียง ๒ เสียงหลังนี้ไปรวมกับคะแนนเสียงจํานวน ๖ เสียงที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้กระทําผิดในข้อกล่าวหาว่า “ซุก หุ้น” แล้วศาลรัฐธรรมนูญได้สรุปเป็นคําวินิจฉัยชี้ขาดยกฟ้อง

การปฏิบัติของศาลรัฐธรรมนูญในคดีดังกล่าว นี้จึงมีความไม่ชอบมาพากลที่ยากท่ีประชาชนทั่วไปจะเข้าใจได้ ทั้งบรรยากาศของบ้านเมืองในขณะนั้นดูจะไม่เอื้อต่อการที่จะทําความเข้าใจในหลักกฎหมายดังกล่าวนี้ด้วย เพราะกระแสสังคมในบ้านเมืองใน ระหว่างการดําเนิน “คดีซุกหุ้น” นั้น เป็นไปในทิศทางที่มีการคาดหวังในตัวบุคคลอย่างรุนแรงมากจนทําให้ศาลรัฐธรรมนูญเกิดหวั่นไหวเลยทีเดียว

การที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๒ คน ไม่วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของคดีก็ดี และการที่ศาล รัฐธรรมนูญเองได้นําเอาคะแนนเสียง ๒ เสียงเข้าไปบวกรวมกับคะแนนเสียง ๖ เสียงก็ดี เป็นการปฏิบัติที่ผิดหลักกฎหมายโดยแท้

กล่าวคือ ทําให้เกิดความผิดพลาด ๒ ประการ คือ

เป็นความผิดพลาดของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๒ คนที่ไม่วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของคดีซึ่งเท่ากับเป็นการไม่ทําหน้าที่ตุลาการของตน เพราะผู้พิพากษาหรือตุลาการนั้นจะไม่ทําหน้าที่ของตนไม่ได้โดยเด็ดขาด

และยังเป็นความผิดพลาดของ ศาลรัฐธรรมนูญเองอีกด้วที่ได้เอาคะแนนเสียง ๒ เสียงไปรวมกับคะแนนเสียง ๖ เสียงที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้กระทําความผิดตามข้อกล่าวหา

ทําให้ผลของคดีดังกล่าวนี้เป็นผลที่มีความไม่ชอบมาพากล เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๓๐๓ บัญญัติเหตุแห่งการ ถอดถอนออกจากตําแหน่งว่า “จงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ผลของการปฏิบัติที่ผิดหลักกฎหมายของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๒ คน และศาลรัฐธรรมนูญโดยรวมดังกล่าวมานั้น จึงเป็นการบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมาย อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทําให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงใน หลักนิติธรรมของประเทศไทย

โดยที่ตั้งแต่ได้เกิดการบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมายขึ้นในคดีที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ ถูกกล่าวหาใน “คดีซุกหุ้น” เมื่อปี ๒๕๔๗ นั้น รัฐยังละเลยและไม่ได้เข้าไปตรวจสอบถึงรากเหง้าของความ ไม่ชอบมาพากลหรือความที่น่ากังขาของเรื่องนี้แต่อย่างใด ดังนั้น คอป. จึงขอเสนอแนะให้รัฐและสังคมได้ ตรวจสอบการยึดถือปฏิบัติตามหลักนิติธรรมอย่างจริงจัง"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น