++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์อย่างไรให้เหมาะกับผิว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
คอลัมน์สายตรงสุขภาพกับศิริราช
อ.พญ.สุเพ็ญญา วโรทัย ภาควิชาตจวิทยา

เชื่อไหมคะ ผู้หญิงทั่วโลกต่างกังวลเรื่องความงาม
ยิ่งเป็นสิ่งที่เห็นง่ายอย่างผิวหนังด้วยแล้ว ยิ่งทำให้กังวลมาก
โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง มักเกิดริ้ว

รอยได้ง่าย และสิ่งที่ผิวแห้งต้องการมากที่สุดก็คือ "น้ำ" ค่ะ



ผื่นผิวหนังอักเสบที่เกิดจากภาวะผิวแห้ง ลักษณะผิวจะแตกเป็นร่อง แดง คัน
ความสำคัญของน้ำต่อผิวหนัง
น้ำมีความสำคัญต่อผิวหนังอย่างมาก
โดยเป็นตัวที่ช่วยให้ผิวมีความนุ่มเนียน และคงความยืดหยุ่นของผิวไว้
นอกจากนี้ ในกระบวนการผลัดเซลล์ผิวชั้น

นอกนั้น เอนไซม์ที่ทำหน้าที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวต้องอาศัยน้ำในการทำงาน
ดังนั้นถ้าปริมาณน้ำในผิวลดลงอาจทำให้กระบวนการนี้ผิดปกติและเกิดเป็นขุย
หรือ

สะเก็ดปกคลุมผิวหนังได้
กลไกการรักษาน้ำตามธรรมชาติของผิว

ผิวหนังชั้นนอกสุด (stratum corneum) หรือที่เรียกว่า
"ชั้นขี้ไคล" ทำหน้าที่หลักในการรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว
ผิวหนังชั้นนี้จะประกอบด้วยเซลล์ผิว

หนังที่ไม่มีชีวิตเรียงตัวกันเป็นชั้น หนาประมาณ 10-20 ชั้น
ภายในเซลล์เหล่านี้จะมีสารจำพวกโปรตีนที่เรียกว่า เคอราติน (keratin) และ
Natural

Moisturizing Factors (NMF)
ซึ่งมีคุณสมบัติในการซึมซับอุ้มน้ำได้มากและเป็นตัวช่วยเก็บกักน้ำไว้ในผิว
ระหว่างเซลล์จะมีไขมันแทรกอยู่เป็นชั้นๆ ทำหน้าที่

อุดกั้นไม่ให้น้ำสามารถผ่านออกจากเซลล์เหล่านี้ไปยังสิ่งแวดล้อม ภายนอก
นอกจากนี้ต่อมไขมันที่ผิวหนังจะสร้างสารไขมันหลั่งออกตามรูขุมขน สารไขมัน

จะแผ่อออกเคลือบผิวของชั้นหนังกำพร้า ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้นมากขึ้นอีกด้วย

ปกติคนเราควรมีปริมาณน้ำในผิวหนัง 20-35%
ถ้าปริมาณน้ำลดลงน้อยกว่า 10% จะเกิดภาวะ ผิวแห้งขึ้น
โดยผิวจะมีความยืดหยุ่นลดลงและลักษณะ

หยาบ เป็นขุย ถ้าแห้งมากอาจแตกเป็นร่อง แดง คัน
และเกิดผื่นผิวหนังอักเสบตามมาได้ในที่สุด

ปัจจัยที่มีผลต่อความชุ่มชื้นของผิวหนัง
1.พันธุกรรม ลักษณะ ผิวหนังของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน
ทั้งนี้ขึ้นกับพันธุกรรมของแต่ละคนว่ามี ลักษณะผิว อย่างไร
นอกจากนี้โรคทางผิวหนังหลาย

ชนิดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง จะทำให้มีผิวแห้งกว่าคนปกติ

2.สภาวะแวดล้อม
สภาวะแวดล้อมรอบตัวเรามีอิทธิพลต่อการเกิดผิวแห้งอย่างมาก
ในประเทศไทยมีความชื้นในบรรยากาศสูง ทำให้อุบัติการณ์โรคผิว

หนังไม่สูงเหมือนอย่างในประเทศแถบตะวันตก อย่างไรก็ตามควรระวังในฤดูหนาว
เนื่องจากอากาศเย็นและความชื้นในบรรยากาศจะลดลงมากจน ทำให้การ

สูญเสียน้ำออกจากผิวหนังเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ผิวหนังอักเสบจากความแห้ง

ผื่นผิวหนังอักเสบที่เกิดจากภาวะผิวแห้ง ลักษณะผิวจะแตกเป็นร่อง แดง คัน

3.อายุ เมื่อคนเราอายุมากขึ้น
กลไกธรรมชาติที่ผิวหนังรักษาความชุ่มชื้นไว้จะลดน้อยลง
ต่อมไขมันและเซลล์ผิวหนังจะสร้างสารไขมันลดลง เราจึงมัก

เห็นผิวแห้งเกิดขึ้นกับผู้สูงวัย โดยเฉพาะสตรีวัยทอง ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปี ขึ้นไป

4. พฤติกรรมและการดำเนินชีวิต ผู้ที่ชอบล้างมือบ่อยๆ
ฟอกตัวด้วยสบู่ที่เป็นด่างนาน ออกแดดประจำ หรือทำงานกลางแจ้ง ทั้งสารเคมี
แสงแดด ลม

ความชื้นในบรรยากาศจะมีอิทธิพลต่อการเสียน้ำออกจากผิวหนัง
จนทำให้เกิดภาวะผิวหนังแห้ง

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีก
ที่มีผลกระทบต่อความชุ่มชื้นผิวหนัง เช่น ระดับฮอร์โมน ยา
ภาวะโภชนาการบกพร่อง ซึ่งการป้องกันไม่ให้เกิดผิวแห้ง

โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยต้นเหตุดังกล่าว โดยสวมถุงมือ เสื้อผ้าให้มิดชิด
และทาครีมหรือโลชั่นเคลือบผิวที่เรียกว่า มอยส์เจอร์ไรเซอร์

รู้จักมอยส์เจอร์ไรเซอร์
มอยส์เจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer) คือ
สารทาภายนอกที่สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังได้ อาจมีอยู่หลายรูป
เช่น ครีม โลชั่น ขี้ผึ้ง เป็นต้น ส่วน

ประกอบของมอยส์เจอร์ไรเซอร์มีดังนี้

1. สารปิดกั้นไม่ให้น้ำซึมผ่าน (Occlusive)
ออกฤทธิ์โดยปิดกั้นไม่ให้น้ำซึมผ่าน
เมื่อทาลงบนผิวหนังจะกระจายตัวออกคลุมผิวหนังเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ

กันไม่ให้น้ำภายในผิวหนังซึมออกสู่ภายนอก
ทำหน้าที่คล้ายเกราะอ่อนป้องกันสารเคมีไม่ให้ระคายผิวหนัง
แต่ถ้าล้างหรือฟอกผิวหนังบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือดี

เทอร์เจน หรือการถู เช็ดกับผ้าจะทำให้มอยส์เจอร์ไรเซอร์หลุดออกจากผิวหนัง
อาจต้องทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ซ้ำหลายครั้งต่อวัน ตามสภาพการดำเนินชีวิต

ประจำวัน สารกลุ่มนี้ได้แก่ petrolatum, lanolin, dimethicone เป็นต้น

2. สารที่ช่วยดูดซับน้ำ (Humectant)
มอยส์เจอร์ไรเซอร์กลุ่มนี้เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังโดยการจับน้ำในผิว
หนังไว้ไม่ให้ระเหยไป สารกลุ่มนี้ได้แก่

latic acid, polyol, mucopolysaccharide, urea, glycerol, เป็นต้น
สารกลุ่มนี้เมื่อทาบนผิวหนัง อาจระคายผิวหนังได้ ทำให้รู้สึกยิบ ๆ
จึงควรระมัดระวังโดย

เฉพาะผิวหนังที่มีการอักเสบอยู่


3. สารออกฤทธิ์ชนิดอื่นๆ
ซึ่งผสมในมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อให้มีคุณสมบัติอื่นเพิ่มมากขึ้นจากการให้
ความชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียว ที่นิยมได้แก่ สารกัน

แดด สารกลุ่มAHA ซึ่งช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกให้เร็วขึ้น
สารที่ช่วยให้ผิวขาวขึ้น เช่น วิตามิน C, E, Niacinamide เป็นต้น

มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ดีควรมีคุณสมบัติ คือ
สามารถลดการสูญเสียน้ำจากผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำให้ผิวชุ่มชื้นเรียบเนียนขึ้น ดูดซึมเร็ว ออกฤทธิ์

ทันที และอยู่ได้นานบนผิวหนังโดยไม่ต้องทาซ้ำหลายครั้ง
ไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง และมีราคาไม่แพง

เลือกซื้อมอยส์เจอร์ไรเซอร์
1. ดูลักษณะผิวของตนเอง จะรู้ว่าตนเองมีผิวประเภทใด
ก็โดยทดลองทามอยส์เจอร์ไรเซอร์นั้นที่ผิวหนัง
ถ้าผิวหนังเป็นมันวาวมาก แสดงว่าคุณมีผิวมัน ผู้ที่มีผิวมัน
อาจเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีความมันน้อย

2. ดูฤดูกาล เช่น ในฤดูหนาวความชื้นในบรรยากาศน้อย
ควรเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีความมันมาก

3. ดูภูมิประเทศ
ถ้าอยู่ในประเทศไทยหรือประเทศทางตะวันออกที่มีความชื้นในบรรยากาศสูง อาจ
ไม่จำเป็นต้องใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์

4. พิจารณาจากรูปแบบและส่วนประกอบของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ว่า
มีน้ำมันมากน้อยเพียงใด โดยทั่วไปมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่อยู่ในรูปของน้ำมัน
และ

ครีมจะให้ความชุ่มชื้นมากกว่าโลชั่น

5. พิจารณาเรื่องกลิ่น
เพราะมอยส์เจอร์ไรเซอร์มักมีเครื่องหอมผสมอยู่ด้วยเพื่อให้น่าใช้
แต่อาจเป็นสาเหตุของการแพ้ได้

6. ดูราคาในภาวะเศรษฐกิจ ให้เหมาะสมกับฐานะ

7. ทดลองใช้ดู จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด
แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย แนะนำว่าควรทดลองใช้ในบริเวณเล็กๆก่อน เช่น
ทาที่ต้นแขนด้านใน วันละ 1-2 ครั้ง นาน 7

วัน ถ้าไม่มีผื่นแพ้เกิดขึ้น จึงใช้กับผิวหนังทั่วร่างกายได้
ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์อย่างได้ผล

ควรทามอยส์เจอร์ไรเซอร์หลังทำความสะอาดผิวหรืออาบน้ำเสร็จใหม่ๆ
เนื่องจากเป็นช่วงที่สารจะซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดี
ทาให้ทั่วผิวหนังที่ต้องการเคลือบ

ใช้นิ้วมือคลึงเบา ๆ ให้เนื้อครีมกระจายออกทั่วผิวหนัง
ในกรณีที่ผิวหนังมีการอักเสบร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

ขอให้มีสุขภาพผิวที่ดีกันถ้วนหน้านะคะ

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083013

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น