++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีคิด แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ทำบุญอย่างไร ล้างบาปได้มากที่สุด


หลายคนที่เผลอทำสิ่งที่ผิด ไม่เข้าท่า คงคิดว่า บาปนั้น สามารถล้างออกได้
เหมือนที่เคยได้ยินพิธีล้างบาปของชาวตะวันตก


แต่ในมุมมองทางพุทธศาสนา
คนที่คิด ที่บอกมาแบบนี้ ไม่ใช่พระแน่นอน
เพราะบุญ มีไว้เสพ บาปมีไว้ชดใช้ บุญไม่ได้มีไว้ล้างบาป
เมื่อถึงเวลาก็จะต้องชดใช้บาปกรรม
บุญและบาป เกิดต่างเวลากัน
สิ่งที่น่าคิด คือ อนิจจังไม่เที่ยง
จะไปหลงยึดถืออะไรกันนักหนา




การนำปิ่นโตไปถวายพระ ต่างกับการตักบาตรที่หน้าบ้านอย่างไร?


รูปแบบที่มองเห็นนั้นต่างกัน
ลงแรง เดินทางต่างกัน
ใช้เวลาทั้งหมดไม่เท่ากัน
ทั้ง 2 อย่าง น่าจะต่างกัน


แต่ที่จริงแล้ว เหมือนกัน เพราะเป็นการถวายถัตตาหารเช่นกัน
การไปตีความถึงรูปแบบวิธีการที่ต่างกันนั้น เป็นการมองที่เหตุ
แต่มองที่ผลแล้ว ได้ผลเช่นกัน




เคล็ดลับอายุยืน - อายุวัฒนะ


หลวงปู่ธรรมอิสระ ให้กล่าวในรายการสภาท่าพระอาทิตย์ ในช่วงสายวันที่ 29 มิ.ย.50 ที่ออกอากาศทางช่อง ASTV News1
หลักธรรมที่เป็นเคล็ดลับที่ทำให้อายุยืน มี 7 ข้อ


1 อยู่ให้ได้ สบายกาย สบายใจ
2. อย่ายึดติด ..
3.เป็นคนกินง่าย อยู่ง่าย กินอาหารย่อยง่าย
4. รู้ตัวว่า เวลาไหนควรทำ ไม่ควรทำ อย่าหักโหมทำงาน
5. ใน 1 สัปดาห์ ขอสัก 1 วันให้ยึดพรหมจรรย์ ไม่หมกมุ่นมในกาม
6. สำรวมกาย วาจาใจ
7. คบคนดี



วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2550

มุมมองต่อหนังสือก่อร่าง สร้างฝันที่หนองสรวง : ถ้าเป็นคุณ....จะเขียนไหม?

บันทึกนี้เปิดพื้นที่ให้คุณน้อย ลิขิต ได้แสดงความคิดเห็นเต็มที่

คุณน้อย นักศึกษา ม.ขอนแก่น ซึ่งได้อ่านก่อร่าง สร้างฝันที่หนองสรวง ของคุณอำนาจ แสงสุขแล้ว

แล้วคิดที่จะเขียน ก่อร่าง สร้างฝัน ที่ ต.หนองหิน อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ ออกมาบ้างไหม



"คงไม่เขียนออกมาเป็นหนังสือในรูปแบบนี้ เพราะเขียนไม่เก่ง และไม่ใช่นักคิด นักฝัน ที่จะคิดอะไรได้กว้างไกลแบบนี้ เพราะคนที่จะเขียนอะไรได้แบบนี้ ย่อมต้องมีข้อมูล ความคิดที่มากพอสมควร"


"ในสมัยนี้ คนไทยส่วนใหญ่ อ่านหนังสือน้อยลงเรื่อยๆ มีทีวี วิทยุให้ฟังเยอะแยะ และมี internet ให้เปิดดูข้อมูล ถ้าเขียนก่อร่าง สร้างฝันที่หนองหิน คงจะเขียนลงใน blog ไปเรื่อยๆดีกว่า แต่ตอนนี้ ก็ยังเขียนไม่เป็น ไม่รู้จะเขียนอะไรเหมือนกัน"







" การทำเป็นหนังสือออกมา เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ แต่ต้องใช้เงินมากพอสมควร ลงทุนไม่น้อยเหมือนกัน แล้วหลายคนก็ไม่มีเงินที่จะซื้อหนังสือได้ทุกเล่ม ห้องสมุด และโรงเรียนก็เช่นกัน เมือทำหนังสือออกมาแล้ว อยากให้ห้องสมุดมี ก็ต้องส่งไปให้ กว่าจะส่งไปให้ได้ครบ ต้องใช้เงินมากพอดู"


"แต่ไม่ว่า จะเขียนลง blog หรือทำออกมาเป็นหนังสือ ถ้าคนอ่านไม่สนใจค้นคว้า หามาอ่าน ข้อมูลก็ไม่มีใครได้อ่าน ได้รับรู้อยู่ดี ส่วนการบอกต่อ ป่าวประกาศ ก็น่าจะทำให้คนรู้จักมากขึ้น แต่ก็ควรเจาะกลุ่มเป้าหมาย คือคนในตำบล ในหมู่บ้าน ซึ่งไปพูดคุย เล่าให้ฟัง ทุกคนในหมู่บ้านก็รับรู้แล้ว ไม่ต้องลงทุนทำเป็นหนังสือก็ได้"


"ดูหนังสือก่อร่าง สร้างฝัน ที่หนองสรวงแล้ว คิดว่า ไม่คุ้มกับเงินที่ลงไป เพราะเนื้อหาเอามาใส่ได้ในจำนวนหน้าที่จำกัด เพราะแต่ละหน้า คือ ต้นทุนของหนังสือเล่มนี้ แต่ถ้าเขียนใส่สมุดบันทึก diary ทุกๆวัน จะเขียนได้มากมาย ไม่จำกัดเนื้อหา เขียนเก็บเอาไว้ให้ลูกหลานอ่านในวันข้างหน้าน่าจะดีกว่า"



"แต่สมัยนี้ เทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมามากมาย แทบจะตามไม่ทัน เรื่องราว ความคิดที่เขียนในวันนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่ล้าสมัยในวันหน้าก้ได้ เขียนไปก็ไม่รู้จะมีใครอ่านไหม แต่ก็เป็นอะไรที่น่าจะทำออกมา"



"อยากจะจ้างคนเขียนเรื่องราวให้เหมือนพวกดาราที่จ้างคนเขียนหนังสือออกมาขายให้ แต่ก็ไม่มีเงินมากพอ แต่ที่คิดจะทำคือ เอากล้องวิดีโอมาอัดภาพและเสียง บันทึกเรื่องราวที่อยากจะพูด อยากถ่ายทอด ทำเป็นวิดีโอออกมา เขียนใส่แผ่น VCD เก็บไว้เป็นเรื่องๆ ใครอยากรู้เรื่องไหนก็หยิบมาเปิดดู แบบนี้จะสะดวกและง่ายกว่าที่จะต้องมานั่งเขียนบันทึก หรือเขียนหนังสือ...."


นั่นคือ อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจครับ


มาช่วยบอกบุญ : แต่งงานที่โรงพยาบาลสงฆ์







วันนี้ตื่นเช้ามา ก็พาคุณพ่อและครอบครัวไปไหว้พระบรมสารีริกธาตุที่วัดสระเกศราชวรวิหาร(ภูเขาทอง)
ต่อจากนั้นก็พาคุณพ่อไปทำบุญสังฆทานที่ ร.พ.สงฆ์ ที่นี่มี สงฆ์ที่อาพาธ เยอะนะคะ และต้องใช้ปัจจัย(เงิน)เยอะ

ด ิฉันกับครอบครัวได้ร่วมทำบุญสังฆทาน และบริจาคเงินให้กับ มูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์ เพื่อเป็นค่าภัตตาหาร ค่ายา เวชภัณฑ์ ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพระสงฆ์ที่อาพาธ

และขอแนะนำว่า หากคู่รัก คู่ไหนมีโครงการจะแต่งงาน
อยากให้ไปจัดที่ ร.พ.สงฆ์ แห่งนี้ค่ะ ได้อานิสงค์แห่ง
บุญดีนะคะ ทำบุญกับ ร.พ.สงฆ์ เงินที่เราจ่ายไป เขาจะนำเงินเหล่านั้น ไปบำรุงโรงพยาบาลและพระที่อาพาธ


เ ห็นเจ้าหน้าที่บอกว่า ราคาค่าเช่าสถานที่ 6000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับลักษณะห้องที่จะเช่า แต่ต้องมาจองล่วงหน้าก่อนนะคะ โดยไปหาฤกษ์มาก่อน แล้วก็ไปติดต่อที่นี่ได้ ไม่ต้องเตรียมอะไรมานอกจาก ดอกไม้ธูปเทียน สำหรับพระ 9 รูป เขาจะมีเจ้าหน้าที่จัดให้ค่ะ

วันนี้ ตอนที่ดิฉันไปก็เจอหลายคู่เลยนะคะที่กำลังทำพิธีสงฆ์อยู่ในห้องจัดเลี้ยง ที่มีญาติผู้ใหญ่ และเพื่อน ๆ เจ้าบ่าว-เจ้าสาวมาร่วมงานกันเยอะเลย ไม่แพ้สโมสรหลายแห่งเลยล่ะค่ะ เหมาะสำหรับ คู่-บุญ จริง ๆ ค่ะ

ท่านใดสนใจ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์
445 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 0-2354-4278,0-2354-4293 Fax. 0-2644-9779

*********************************

คำถวายจตุปัจจัยมอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์

อิมานิ มะยัง จะตุปปัจจะยามิ กิลานะภิกขูนัง อุปัฎฐะหะนัตถายะ สังฆะพะยาปารัสสะ มูลนิธิยา นิยยาเทมะ สาธุ
โนภันเต ภิกขุสังโฆ

อิมานิ จะตุปปัจจะยานิ ปฏิคคัณหาตุ อันหากัญเจวะ เปดานัง ญาตะกานัญจะ ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ

คำแปล
ข ้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายมอบถวายจตุปัจจัยเหล่านี้ ให้เป็นทุนมูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์ เพื่อนำดอกผลบำรุงพระภิกษุสามเณรอาพาธ ขอพระภิกษุสงฆ์ ผู้เป็นองค์แทนพระภิกษุสามเณรอาพาธ ได้โปรดรับจตุปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แก่ญาติทั้งหลายผู้ล่วงลับไปแล้วด้วย ตลอดกาลนานเทอญ

สาธุ สาธุ สาธุ
ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/nabhasan2007/



Technorati : , ,

ประชามติกับความรู้เรื่องการเมืองของคนไทย


ทำไมประชาธิปไตยแบบไทยๆ ดูวุ่นวายมากกว่าที่อื่นๆ
ทุกช่วง 10-20ปี ต้องมีปฏิวัติ รัฐ ประหาร
มีการคอรัปชั่นที่ล้ำลึกมากขึ้น
เวลาที่พูด เรื่องการเมืองในปัจจุบัน คนไทยหลายกลุ่มเข้าใจมากแค่ไหน

มีแต่มุมมอง ความคิดเห็น ผสมกับอารมณ์ ความรู้สึกออกมามากมาย
แล้วมีความรู้ และความเข้าใจในเรื่องนั้นหรือไม่


คำวินิจฉัยของตุลาการ รัฐธรรมนูญ มีความรู้ความเข้าใจแค่ไหน ทำไมถึงได้ตัดสินเช่นนั้น
คำวินิจฉัยนั้น มีทั้งหลักการ และมาตราที่ใช้กำกับไว้ชัด ซึ่งจะบอกเหตุที่ต้องใช้ มาตรานั้นในการตัดสิน

แต่หลายคนชอบที่จะแสดงความคิดเห็น บนพื้นฐานความไม่รู้
ความไม่รู้ คือ ขาดความรู้

หลายคนชอบฟังความเห็นจากคนอื่น ก็เข้าใจว่า นั่นคือ ข้อมูล ก็เอามาใส่ความเห็นของตนเองเพิ่มเข้าไปอีก
ใส่ความรู้สึก อารมณ์ เพิ่มเข้าไป
นั่นคือ การรับรู้ ไม่ใช่ความรู้

หลายคนรับฟัง รับรู้มาก แต่นั่นอาจไม่ใช่ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง

เมื่อสังคม ไทย มีแต่ความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึก มากกว่า ความรู้
ทำให้การเมืองไทยยิ่งดูยุ่งเหยิงมากยิ่งขึ้น




ในการออกเสียง แสดงประชามติในหลายเรื่องของคนไทย
จึงเน้นที่ปริมาณมากไว้ก่อน
เน้นจำนวนคนเป็นหลัก เอามากๆเข้าไว้

การเมืองไทยจึงแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน
และคงจะยุ่งไปอีกนาน






Technorati : , , , , ,

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

“ติช นัท ฮันห์” แนะผู้นำทางการเมืองฝึกพลังทางจิตละทิ้งความโกรธ มีรักและเมตตา
















โดย ผู้จัดการออนไลน์28 พฤษภาคม 2550 12:50 น.

ที่มา http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000061206
























พ ระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ แนะผู้นำทางการเมืองและเศรษฐกิจ หากใช้อำนาจในทางที่ผิดจะเป็นผลเสียต่อประเทศชาติ แนะฝึกพลังอำนาจทางจิตวิญญาณ ละทิ้งความโกรธ มีความรัก เมตตา มีปัญญา ให้อภัย รวมทั้งมีศีล 5 ซึ่งจะทำให้ตัวเอง ประเทศชาติมีความสุข และแก้ปัญหาทุกอย่างได้

วันที่ 3 ของการประชุมชาวพุทธนานาชาติ ครั้งที่ 4 เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก ประจำปี 2550 พระสงฆ์ ผู้นำชาวพุทธจาก 61 ประเทศ เข้าร่วมงานที่ศูนย์การประชุมแห่งสหประชาชาติ โดยในช่วงเช้าเวลา 08.30 น.เริ่มต้นด้วยพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา จากนั้นได้มีการกล่าวสุนทรพจน์และอ่านสารจากประมุขสงฆ์และผู้นำองค์กรทางพระ พุทธศาสนาจากประเทศต่างๆ

พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ จากประเทศฝรั่งเศส ปาฐกถาเรื่อง "พระพุทธศาสนากับธรรมาภิบาลและการพัฒนา" ว่าความหมายที่แท้จริงของการพัฒนาประเทศ และการปกครอง ควรนำไปสู่ความสุขที่แท้จริงโดยไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไขว่คว้าหาอำนาจ ชื่อเสียง เงินทอง และเรื่องทางเพศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำลายตัวเอง ครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติ โดยเฉพาะผู้นำทางเศรษฐกิจและผู้นำทางการเมือง อาจจะใช้อำนาจที่มีอยู่ในทางที่ผิดได้ และเป็นผลเสียต่อประเทศชาติด้วย หากไม่มีอำนาจทางจิตวิญญาณ ซึ่งพลังอำนาจทางจิตวิญญาณนั้นสามารถฝึกได้ในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมี 3 พลังอำนาจ คือ 1.การละทิ้งตัดออกซึ่งความอยาก ความโกรธ 2.ปัญญา หมายถึงการเข้าถึงแหล่งพลังปัญญา เข้าใจในความเป็นอนิจจัง อนัตตา 3.พลังแห่งความรัก ความเมตตา การให้อภัย การยอมรับ

น อกจากนี้ ยังรวมถึงการฝึกปฏิบัติบนหนทางแห่งจิตวิญญาณ ฝึกเดินอย่างมีสติ ฝึกลมหายใจอย่างมีสติ ฝึกปฏิบัติในทางศีล 5 จะทำให้ตัวเองมีความสุข ประเทศชาติมีความสุข และแก้ปัญหาทุกอย่างได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบสภาผู้แทนราษฎรที่รับฟังกัน ไม่ต่อสู้กันเพื่อความคิดหรือพรรคของตัวเอง รวมทั้งการแก้ปัญญาหาการก่อการร้ายที่เกิดจากความเกลียดชัง การถอนรากถอนโคนนี้จะต้องใช้วิธีฝึกปฏิบัติ มีความรัก ความเมตตา ฟัง เข้าใจ และลดความเข้าใจที่ผิดลงก็จะแก้ปัญหาได้


วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

การเปิดใจใน blog แบบไร้ขีดจำกัด

เมื่อต้องเขียนบันทึก
หลายคนตั้งใจถ่ายทอดความรู้สึก เรื่องราวที่อยากเขียนออกมาอย่างเต็มที่
แต่ในบางเรื่อง ก็ยากแก่การถ่ายทอดออกมา
เนื่องจาก กรอบที่ยึดติด
หัวโขนที่สวมไว้
ขีดจำกัดที่แบ่งกั้น
ยิ่งเป็นที่รู้จักของคนอ่าน ทั้งตัวตนที่แท้จริง ชื่อเสียง สถานที่ทำงาน วุฒิการศึกษา
เสมือนกับต้องมีกรอบครอบตัวเองไว้

เป็นขีดจำกัดที่ทำให้ยากต่อการเขียนความคิด หรือความรู้สึกบางอย่างที่อยากระบายออกมา

แต่ถ้าหากได้ลองเขียนบันทึกในแบบที่ไร้ขีดจำกัดในบางช่วงเวลา
เขียนในสิ่งที่อยากเขียน แม้จะเกินความเป็นจริงไปบ้าง
ในชีวิตจริง ในความเป็นจริง ไม่สามารถที่จะบอกใครๆแบบนั้นได้
หากเขียนเช่นนั้นได้ ความกดดันที่มีอยู่ในใจ ย่อมได้รับการผ่อนคลาย

เมื่อมีโอกาสได้ระบายแล้ว
การเขียนบันทึก เรื่องราวในแบบที่อยู่ในกรอบ
เป็นตัวตนที่แท้จริง ตัวตนที่คนรู้จักภายในกรอบ หรือขีดจำกัดนั้นๆ
ก็สามารถเขียนได้ตามปกติต่อไป

การเขียนบันทึกที่ไร้ขีดจำกัด ในแบบที่ว่า
คือ เขียนใน blog แห่งใหม่ ที่สามารถไปสมัครที่ไหนก็ได้ ใช้ชื่อ นามแฝงอย่างไรก็ย่อมได้
สิ่งสำคัญ คือ ได้ระบายบางสิ่งบางอย่างในใจออกมา

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

คนดีที่หายาก..

พระพุทธศาสนาสอนว่า ในโลกนี้มีคนหาได้ยาก 2 ประเภทคือ..

1.บุพการีบุคคล...

ได้แก่คนที่ทำความดีต่อคนอื่นก่อน ทั้งๆที่เขาคนนั้น คนที่ตนทำความดีต่อนั้น ไม่เคยทำคุณอะไรให้แก่ตนมาก่อนก็ตาม

2.กตัญญูกตเวทีบุคคล คือผู้ได้รับอุปการคุณจากคนอื่นแล้วทำความดีเพื่อเป็นการตอบแทนคุณของผู้นั้น ด้วยความสำนึก

บ ุคคลทั้งสองนี้ เป็นผู้ที่โลกมีความต้องการเป็นอย่างมาก เนื่องจากถ้าขาดบุคคลประเภทหนึ่งประเภทใดไป โลกก็จะแห้งแล้ง ขาดความสุข เป็นโลกที่ต่างคนต่างอยู่ ขาดสายใยยึดเหนี่ยวให้โลกมีความกลมเกลียวปรองดองกัน

แต่โลกยังมีความ งามแห่งมิตรภาพหลงเหลืออยู่บ้าง ก็เนื่องจากยังไม่แห้งแล้งบุคคลทั้งสองประเภทนี้ไปเลยเสียทีเดียว แม้จะหายากไปหน่อย โดยเฉพาะคนดีประเภทที่สอง


คนดีประเภทที่หนึ่งอาจจะหาได้ไม่ยากนัก มีอยู่ให้เห็นเนืองๆเช่น
พ่อ แม่ เป็นบุรพการีบุคคลของลูก
ครูบาอาจารย์ เป็นบุรพการีบุคคลของลูกศิษย์
พระสงฆ์ เป็นบุรพการีบุคคลของชาวบ้าน
พระเจ้าแผ่นดิน เป็นบุรพการีของประชาชน
พระศาสดา เป็นบุรพการีของเหล่ามนุษย์โลก
รวมทั้งคนดี เมธีนักปราชญ์ทั้งหลายผู้ยอมอุทิศตนเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ก็เป็นบุรพการีบุคคลของเหล่าอนุชนทั่วๆไป

ส ่วนคนดีประเภทที่สอง คือคนที่ได้รับอุปการคุณจากคนอื่น จะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม แล้วสำนึกถึงคุณความดีที่ตนได้รับนั้น เพียรสร้างความดีเพื่อตอบแทนคุณท่าน ซึ่งค่อนข้างหาได้ยากอยู่มากพอสมควร

ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวเอาไว้ว่า "ถ้าเพียงแต่มีความกตัญญูรู้คุณคนอื่นเขา เท่านี้โลกก็อยู่รอดแล้ว"

ข้อปฎิบัติ หากได้เจอคนดีที่หาได้ยากนั้นแล้ว
ถ้าพบคนที่ทำดีต่อเราก่อน จงบูชาเขาให้หนัก
ถ้าทำดีต่อใครแล้ว เขาเป็นคนกตัญญูรู้บุญตอบแทนคุณเรา จงรักเขาให้มาก

ปฎิบัติต่อคนที่ทำดีต่อเราก่อนโดยการบูชาเขาให้หนักนั้น สามารถทำได้ดังนี้
อามิสบูชา บูชาคุณของท่านด้วยเครื่องการะบูชาต่างๆ
ปฎิบัติบูชา บูชาคุณของท่านด้วยการปฎิบัติตนเป็นคนดีตามคำสอนของท่านที่มาดหมายอยากให้เราเป็น

บ รรดาการบูชาทั้งสองนี้ ปฎิบัติบูชา พระองค์ยกย่องว่าจะมีอานิสงส์มากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าพระพุทธเจ้าจะทรงปฎิเสธว่าอามิสบูชาไม่ดี เพียงแต่บอกว่า ปฎิบัติบูชาจะมีอานิสงส์มากกว่าอามิสบูชาก็เท่านั้นเช่น

ล ูกที่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ บูชาคุณพ่อแม่โดยการเป็นคนดี พ่อแม่จะยินดีปรีดากว่าได้เพชรนิลจินดาเป็นไหนๆ ชีวิตลูกเองก็จะประสบความเจริญก้าวหน้า ส่วนลูกที่ไปปล้น จี้ ทำสิ่งที่ผิดศีลธรรม เพื่อนำสิ่งของมาให้พ่อแม่ คงไม่มีพ่อแม่คนไหนที่อิ่มอกอิ่มใจกับของกำนัลบาปที่ลูกนำมาให้เป็นแน่ และชีวิตลูกก็จะดิ่งลงเหวแห่งความเสื่อมทรามด้วย

ดังนั้น ปฎิบัติบูชามีอานิสงส์มากกว่าอามิสบูชาเพราะให้ผลเป็นความสุข-เจริญมากกว่า

.....

ย่อความจากหนังสือ ธรรมะอ่านสบาย-หลวงพ่อปัญญา
ขออนุญาตเผยแพร่เป็นธรรมทาน

.....

บ างทีเราอาจจะคิดว่า เรายังตอบแทนพระคุณพ่อแม่โดยไม่สมน้ำสมเนื้อ..ยังไม่ได้ให้อะไรเหมือนที่ท่า นเคยให้เรา แต่จริงๆแล้ว การเป็นคนดี ประพฤติดีต่อท่านก็เป็นการทดแทนคุณอย่างหนึ่งแล้วด้วยเช่นกัน และดูเหมือนว่าเป็นการตอบแทนคุณที่มีคุณค่ามากมายเสียด้วย..


ด้วยจิตคารวะ



ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

บทกวีทิพย์ :: บทอาราธนาพระบรมธรรมบิดา และพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฯลฯ......

บทกวีทิพย์ :: อาราธนาพระบรมธรรมบิดา พระพุทธเจ้า พระอริยเจ้าและผู้มีพระคุณทั้งสามโลก ลูกๆเหล่าพุทธบริษัทตั้งสัจจะ ไหว้กราบพระวิสุทธิพุทธรังษี” ทั้งหญิงชายมาพร้อมกันในวันนี้ อาราธนาพระบารมีพระบิดา ผู้มีพระมหาเมตตายิ่งใหญ่ มอบหัวใจทั้งดวงจิตชีวิตข้าฯ ทุกๆคนถือกำเนิดได้เกิดมา ขอวันทากราบก้มประณมกร อาราธนาพระบารมีชินสีห์พุทธ พระวิสุทธิ์พุทธเจ้าแต่เก่าก่อน ทุกพระองค์ถึงปัจจุบันนิรันดร ขออาทรประทานพระอริยธรรม ชี้ทางให้กลับโลกทิพย์พระนิพพาน กลับคืนบ้านช่วยชุบอุปถัมภ์- โดยง่ายดายด้วยแสงทิพย์อริยธรรม พ้นเวรกรรมทุกข์ยากจากอบาย พร้อมฉัพพรรณรังษีเป็นที่สุด แห่งพระพุทธอภิวันท์ดั่งจันทร์ฉาย ให้ลูกๆพบความจริงทั้งหญิงชาย ที่มั่นหมายคือปรมัตถ์สัจจธรรม์ ได้เข้าใจชีวิตไม่ติดโลก ถอนสุข-โศกตัดละเบ็ญจขันธ์” ส่งจิตสู่สุญญตาวิลาวัณย์ นิพพานนั้นได้สมหวังที่ตั้งใจ ลูกขออัญเชิญพระอริยสงฆ์ ทุกพระองค์จากสถานวิมานไหน แต่สมัยพุทธกาลนานกระไร ถึงสมัยปัจจุบันนั้นทุกองค์ หลวงพ่อปาน-หลวงพ่อฤาษีฯเป็นที่สุด แดนวิมุติให้สมหวังดังประสงค์ ทั้งพ่อ-แม่ทุกชาติภพประสบลง- มาเสริมส่งลูกหลานกลับบ้านเรา..... อีกครูบาคณาจารย์””ท่านเทพไท้ พรหมน้อยใหญ่ที่ดูแลพระแม่เจ้า- แม่ธรณี””พระพิรุณอุ่นอกเรา พระเพลิงเจ้า””พระพายทั้งหลายเชิญ...... พระโพสพ””พระคงคาเชิญมาด้วย ฟ้าดินช่วยสารพัดไม่ขัดเขิน องค์ศาสดาทุกศาสนาพาดำเนิน ขออัญเชิญเทพเจ้าทุกเผ่าพงศ์” ที่ปกปักรักษาบรรดาโลก- สาม....คลายโศกเขลาโฉดโลภ-โกรธ-หลง ทั้งสุริยจักรวาลไพศาลทรง ทุกพระองค์อัญเชิญมา ณ ครานี้...... ท่านท้าวจตุรามหาพรหม สุดนิยมเลิศวิชชาชูราศี ปู่สหัมบดีพรหมอารมณ์ดี เมตตามีล้ำเลิศประเสริฐจริง วิสุทธิทศพลมหาภารตะ พรหมพุทธะ-เด่นทุกทางเลิศอย่างยิ่ง ท่านปู่ชินปัญจระล้วนพระจริง เลิศในสิ่งสุดดีพิธีกรรม เจ้าของพระคาถาชินปัญชร ศรีสุนทรสุดนิยมว่าคมขำ ท่านปู่ท้าวผกาพรหมแหลมคมธรรม ปัญญาล้ำสุดประเสริฐเป็นเลิศพรหม ท่านปู่ท้าวสักกะเทวราช สหชาติคู่บารมีที่เศกสม ท่านย่าพังคราณีที่ชื่นชม แสนภิรมย์ทุกผู้ท่านดูแล ทรงมหาเมตตาจิตนิตย์สอดส่อง ทรงปกครองเทพ-มนุษย์สุดกระแส เทวดาทั้งหกชั้นไม่ผันแปร รวมสัตว์แลสัมภเวสี-ผีทุกตน..... ทั้งสี่ทิศท้าวจตุรมหาราช เป็นเบื้องบาทร่วมสร้างทางกุศล ท้าวธตรฐ-คุมคนธรรพ์อันวิมล ทิศของตนตะวันออกใช่หลอกลวง ท้าววิรุฬหก-คุมกุมภัณฑ์นั้นทิศใต้ ผู้เป็นใหญ่แห่งนาคาใครกล้าล่วง คือ ท่านท้าววิรูปักษ์ไม่หนักทรวง ทิศแหนหวงตะวันตกใช่ยกยอ ท่านท้าวเวสสุวัณ-นั้นคุมยักษ์ ภาระหนักทางทิศเหนือมิเบื่อหนอ รวมทั้งเทพ-พรหมทุกชั้นพร้อมกันรอ อีกข้าฯขอเชิญเจ้าที่-ภูมิเทวา” อยู่ที่ไหนใกล้ไกลในทุกแห่ง โปรดสำแดงอิทธิฤทธิ์ทุกทิศา ท่านท้าวพระยายมราชไม่คลาดคลา รวมบรรดานายนิริยบาล” ขอได้โปรดมาโมทนาสาธุด้วย แล้วขอช่วยส่งความสุขแก่ทุกท่าน- ในยมโลก-ร่วมเป็นสักขีพยาน กุศลทานแห่งพวกข้าฯบรรดามี ลูกขอกราบผู้มีคุณได้อุ่นเกศ สุดวิเศษโปรดเมตตาเหล่าข้าฯนี้ เสด็จมารับเครื่องสักการะมี ที่ลูกนี้นำถวายทั้งกาย-ใจ เป็นพระบรมบิดาบูชา พระพุทธา-พระธรรม-สงฆ์จำนงให้ ทั้งมาตาปิตุบูชาใน- ซึ้งหัวใจอีกครูบาและอาจารย์” ทั้งเทพ-พรหมบูชาศรัทธานัก ด้วยความรักยิ่งใหญ่สุดไพศาล เพื่อประโยชน์มวลมนุษย์สุดประมาณ ทั้งผี-มารร่อนเร่พเนจร..... จะได้บุญสัมผัสชมแสงพรหม-เทพ รับสุขเสพปลดคลายทุกข์ถ่ายถอน คือ แสงทิพย์อริยธรรมล้ำสุนทร พร้อมรับพรฉัพพรรณรังษีฉวีวรรณ ขอทุกดวงจิตวิญญาณบันดาลโชค ทั้งสามโลกสิ้นทุกข์เป็นสุขสันติ์ ทั้งนรก-มนุษย์-เทพ-พรหมสุขสมกัน รับแสงทิพย์อริยธรรม์กันทั้งปวง วันนี้ลูกอัญเชิญพระบิดา อาราธนาเป็นประธานงานใหญ่หลวง ณ บ้านทิพย์ปฏิบัติธรรมทั้งปวง จิตทุกดวงขอน้อมเจตน์โปรดเมตตา ขอบิดาโปรดเมตตาพุทธาภิเษก ดวงจิตเอกเทพ-พรหมและพวกข้าฯ สรรพสัตว์-วิญญาณผีที่มีมา อีกพระเครื่อง-พระบูชา-วัตถุมงคล จงมีพลังแสงทิพย์จากนิพพาน นำจิตผ่านบรรลุธรรมกุศล- สู่อริยะ-มรรค-ผลสุขสิ้นทุกคน นิพพานพ้นทุกข์สรรพโดยฉับพลัน!!! ด้วยพระบรมธรรมบิดานุภาพ พุทธาซาบซึ้ง-ธรรม-สงฆ์ตัดปลงขันธ์ ทั้งครู-เทพ-พรหม-พ่อ-แม่แลเทวัญ สารพันอานุภาพกราบวิงวอน และอานุภาพลูกๆพุทธบริษัท ร่วมปฏิบัติบูชาอนุสรณ์ ขอสวัสดีมงคลล้นสุนทร เมื่อครามรณ์กลับคืนบ้านนิพพานเอยฯ” พุทธญาณ แสงทิพย์BuddhayanSangthip@www.com





ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/SangthipHolyLight/

ลบความช้ำ เลิกจำรอยแค้น..


ถ้าจะรู้จักให้อภัย ก็ต้องเรียนรู้ที่จะคิดแบบยืดหยุ่น อะลุ้มอล่วย และคิดอย่างมีเมตตาเป็นพื้นฐาน รู้จักระบายความโกรธในทางที่ถูกที่ควร ไม่เก็บกดจนกลายเป็นความอาฆาตแค้นและไม่ปลดปล่อยในลักษณะที่ทำให้คนอื่นเดือ ดร้อน..

การให้อภัย สามารถเรียนรู้ได้จากการเคยได้รับการให้อภัยจากคนอื่นๆ..

ก ารให้อภัยเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ต้องฝืนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในเด็กเล็กจะมีเหตุผลทางด้านจริยธรรมน้อยกว่าเด็กโต เด็กอายุ 4 ปีจะยังคงให้ระบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน แต่พอย่างเข้าสู่วัย 11-13 ปีก็เริ่มมองเห็นสิ่งที่เป็นนามธรรมกว่าระบบตาต่อตา..

การที่จะปลูกฝังให้เด็กรู้จักให้อภัยนั้น คงต้องถามพ่อแม่และผู้ใกล้ชิดว่า..

* พ่อแม่หรือผู้ใหญ่เคยให้อภัยต่อกัน ไม่ขุดคุ้ยความผิดพลาดเก่าๆของอีกฝ่ายขึ้นมาว่ากล่าวทุกครั้งที่เกิดการขัดแย้งกันใช่หรือไม่..

* พ่อแม่เคยให้อภัยเมื่อลูกทำอะไรพลาดพลั้งหรือไม่..

ลองดูกรณีศึกษาเหล่านี้ค่ะ..

* นิดหน่อยทำแก้วแตก คุณแม่เห็นเข้าก็ปรี่เข้ามาดุลูก แล้วเลยเถิดสงครามย่อยๆขึ้น คุณแม่หาว่าลูกซุ่มซ่าม นิดหน่อยก็สวนกลับว่า "แล้วแม่ล่ะ ไม่เคยซุ่มซ่ามหรือไง วันก่อนแม่ยังขับรถชนกระถางต้นไม้หน้าบ้านแตกเลย" ซึ่งในกรณีนี้แม่ควรพูดกับลูกว่า "คราวหลังหนูถือแก้วระวังๆหน่อยก็แล้วกัน อย่าให้มือเปียกเพราะแก้วจะลื่น"

*กุ๊กกิ๊กทำนมหก คุณแม่เลยฟาดก้นไปหนึ่งที แล้วดุว่า "ให้มันได้อย่างนี้สิน่า หางานให้ทำจนได้" กุ๊กกิ๊กรู้สึกเสียใจและคิดว่าการทำนมหกเป็นความผิดร้ายแรงหนักหนา ไม่น่าให้อภัยเลย เธอร้องไห้เสียอกเสียใจ" ซึ่งในกรณีนี้คุณแม่ควรบอกลูกว่า "หนูช่วยหยิบผ้ามาให้แม่ที เราจะช่วยกันทำความสะอาด แล้วเดินระวังหน่อยนะจ้ะ อย่าย่ำตรงที่นมหก เดี๋ยวจะเลอะเทอะ"

*ปิงปองกลับจากโรงเรียนมาบอกพ่อว่า คุณครูว่าผมโง่ต่อหน้าเพื่อนๆ คุณพ่อกลับซ้ำเติมว่า ก็เราอยากขี้เกียจนักนี่ สมแล้วล่ะที่จะถูกว่า พ่อบอกกี่ครั้งแล้วว่า ให้ขยันอ่านหนังสือ ก็เอาแต่เล่นเกมทั้งวัน" ซึ่งพ่อควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า "ในความเห็นของพ่อก็คิดว่าครูทำไม่ถูก ที่ทำอย่างนั้น แต่อาจเป็นไปได้ว่า ตอนนั้นครูอาจจะอารมณ์ไม่ดี หรือไม่เข้าใจในตัวลูก คนเราอาจจะทำผิดพลาดกันได้นะลูก อย่าไปโกรธหรือใส่ใจกับคำพูดของครูตอนที่อารมณ์ไม่ดีของครูเลย..

......

อาจสรุปได้ว่า..การอบรมเลี้ยงลูก และวิธีการที่พ่อแม่ปฎิบัติต่อลูกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปลูกฝังในเรื่องการให้อภัย..

ถ ้าพ่อแม่เตือนสติตัวเองว่า การที่ลูกทำอะไรพลาดพลั้งไปบ้าง อย่างทำข้าวของเสียหาย ทำน้ำหก ย่อมไม่ใช่ความผิดร้ายแรง พ่อแม่ไม่ถือโกรธ และไม่เห็นวัตถุสิ่งของสำคัญกว่าลูก จะเป็นพื้นฐานขั้นต้นที่ลูกได้เรียนรู้เรื่องการให้อภัย..

อุปสรรคในการปลูกฝังนิสัยการรู้จักให้อภัยคือ..

อ ายุของเด็ก ถ้าเด็กเล็กมาก คงยากที่จะคาดหวังให้เด็กให้อภัยและไม่ถือสาน้องเล็กที่ทุบหลังเขา เพราะเด็กคงอดโต้ตอบไม่ได้ เพียงแต่พ่อแม่ควรบอกว่า เรารู้ว่าเขาเจ็บและรู้สึกโกรธ เดี๋ยวแม่จะจัดการกับน้องเอง พ่อแม่ควรให้ความยุติธรรมกับเด็ก ไม่แสดงความฉุนเฉียวถ้าเด็กตีน้องตอบ แต่ให้บอกเขาว่า เขาไม่ควรทำอย่างนั้น ควรบอกน้องว่า พี่เจ็บนะ ทำอย่างนี้ไม่ได้ สอนเขาไปเรื่อยๆด้วยความสม่ำเสมอ แล้วเด็กจะเรียนรู้ได้เอง..

สื่อต่างๆเช่นการ์ตูน ภาพยนตร์ที่แสดงความก้าวร้าวรุนแรง การแก้แค้นกันที่ดูแล้วสนุกเพลิดเพลินมีอยู่มาก พ่อแม่ควรคัดกรองสื่อเหล่านั้นก่อนที่จะให้เด็กดู ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรดูกับเขา และถือโอกาสสอนเขาไปด้วย ซึ่งผู้ใหญ่สมัยนี้มักลืมในข้อนี้ และไม่ได้หยิบยกสิ่งที่ได้จากสื่อมาสอนเด็ก..

สภาพชีวิตในปัจจุบันมี เวลาเป็นตัวกำหนดและเร่งรัดให้ต้องเร่งรีบตลอดเวลา ซึ่งมีผลกระทบต่อสภาพอารมณ์ของพ่อแม่และผู้ใหญ่อีกหลายคน บางครั้งสภาพการณ์กระตุ้นให้เห็นแก่ตัว ไร้น้ำใจ ก้าวร้าว คงต้องพยายามเตือนตนเองอยู่เสมอว่ากำลังเป็นแบบสำหรับเด็กๆ ทั้งหลาย ถ้าในภายภาคหน้าผู้ใหญ่ในวันนี้แก่ตัวลง ก็คงอยากอยู่ร่วมกับคนรุ่นใหม่ที่มีน้ำใจ มีความเมตตา อ่อนโยน และรู้จักให้อภัย

สภาพสังคมในภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ในวันนี้ด้วยค่ะ..

"สะสมความเคียดแค้นย่อมเกิดภัย สะสมความรักใคร่ย่อมเกิดสุข"

"การรู้จักให้อภัย คือหัวใจของความสงบสุขในสังคม"

ขอบคุณหนังสือ เสริมหัวใจด้วยใยเหล็ก เขียนโดย คุณอมรากุล อินโชชานนท์
ขอบคุณผู้ที่ให้หนังสือเล่มนี้แก่ข้าพเจ้าด้วย..


ด้วยจิตคารวะ





ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

อริยสมบัติ(อริยทรัพย์).......คุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย




อริยสมบัติ)อริยทรัพย์) คือ คุณสมบัติซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนปรารถนาให้เกิดมีในตน เพื่อผลของการบรรลุธรรม ได้แก่ 1.ศรัทธา-คือ ความเชื่อมั่น เลื่อมใสในพระปัญญา ความสามารถของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เลื่อมใสอยากปฏิบัติ ตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ท่าน เลื่อมใสในพระอริยสงฆ์สาวกสุปฏิปันโนของพระองค์ท่าน เลื่อมใสในกัลยาณมิตร ผู้สั่งสอนอบรม ให้มีความรู้ตามที่ได้ศึกษาจนรู้แจ้งมาแล้ว เช่นพวกเราลูกโยคีเลื่อมใสต่อคุณแม่สิริ กรินชัย เป็นต้น 2.ศีล-ผู้ปฏิบัติทุกท่าน ย่อมปรารถนาทำตนให้เป็นผู้บริสุทธิ์เสียก่อน ทั้งกาย-วาจา-ใจ โดยอาขีวัฏฐมกศีลของลูกโยคี ซึ่งพาทำโดยคุณแม่สิริ เรียกว่า บริสุทธิ์ 3 คือ กายบริสุทธิ์ 3 ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ และไม่ประพฤติผิดประเวณี วาจาบริสุทธิ์ 4 ได้แก่ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดยุยงส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อ มโนบริสุทธิ์ 3 คือ ไม่มีอภิชฌา ได้แก่ ความมีจิตมุ่งร้าย อยากได้ของผู้อื่น ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น และไม่มีความคิดเห็นที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรม เช่น ไม่รู้จักบุญคุณผู้อื่น เห็นว่านรก-สวรรค์ไม่มีจริง ฯลฯ บริสุทธิ์ 3 เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า กุศลกรรมบถ 10 ซึ่งท่านกล่าวว่า จะช่วยให้เราได้เกิดเป็นมนุษย์อีกในชาติหน้า.......

พุทธญาณ ( buddhayan@hotmail.com )

ผู้ปฏิบัติธรรม สายสมถวิปัสสนากรรมฐาน เช่นพวกเราลูกโยคี มีกิจที่ต้องกระทำ ในการปฏิบัติตลอดเวลา คือ ที่เรียกปฏิบัติอินทรีย์สังวรศีล ซึ่งได้แก่ การสำรวม กิริยา วาจา ใจ กำหนดรู้การกระทำของตนเองทุกอย่าง ทุกอิริยาบถ เช่น การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน เคี้ยว ดื่ม กำหนดรู้ผัสสะทุกชนิด(ซึ่งเกิดจากอายตนะภายใน มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เป็นผู้รับ ผู้ส่งคือ อายตนะภายนอก มี รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และความนึกคิด คือ อารมณ์ เกิดวิญญาณรู้ขึ้นที่ใจ และเรากำหนดรู้ทุกครั้ง) อินทรีย์สังวรศีล ช่วยให้เรารู้ตัวการกระทำทั้งหมดของเราเอง ต่อตัวเราเอง ของเราเองต่อผู้อื่น หรือของผู้อื่นต่อตัวเรา ทำให้เราสามารถป้องกันตัวเอง ให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงได้ ทำให้กิเลส ตัณหา อุปาทานต่างๆของเราเองลดลงได้ ซึ่งก็คือ การบรรลุธรรม......การบรรลุธรรม จึงเกิดการเป็นผู้มีบริสุทธิ์ศีล เรียกว่า ศีลวิสุทธิ์ ซึ่งทำให้เกิดจิตวิสุทธิ์ ทิฏฐิวิสุทธิ์ กังขาวิตรณวิสุทธิ์ มรรคามรรคญาณทัสสนวิสุทธิ จนได้ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิและญาณทัสสนวิสุทธิ ตามลำดับ ซึ่งเป็นขั้นตอนของการบรรลุธรรม........ 3.หิริ- คือ ความละอายต่อบาป และ 4.โอตตัปปะ- คือ ความเกรงกลัวต่อบาป ก็คือ คุณสมบัติทางธรรมของผู้มีศีลบริสุทธิ์ ทำให้มีความละอายและเกรงกลัวที่จะทำบาป เพราะรู้ว่า การทำบาป คือ การทำกรรมชั่ว ย่อมมีผลตอบแทนแก่ผู้กระทำในทางชั่วเช่นเดียวกัน........

พุทธจักร ( buddhajakkra@hotmail.com )
5.สุตะ-คือ การได้ยินได้ฟังแต่ในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ผู้ปฏิบัติธรรม ย่อมมีศีลทางวาจาบริสุทธิ์ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ และไม่พูดคำหยาบอยู่แล้ว ยังมีการบรรยายธรรม สนทนาธรรม การโต้ตอบปุจฉาวิสัชนาธรรมกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งดีงาม ก่อให้เกิดสุตมยปัญญาและจินตามยปัญญาทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อนำไปปฏิบัติ ภาวนามยปัญญา ย่อมเกิดตามมา สมประสงค์ของผู้ปฏิบัติธรรม 6.จาคะ-คือ การให้ทาน คือ มีการเสียสละทรัพย์นอกตนและในตน ให้ผู้อื่นด้วยจิตเมตตากรุณา จาคะที่สำคัญคือ อภัยทาน ได้แก่การงดโทษ โกรธ พยาบาทที่มีต่อผู้อื่น ท่านว่า ถ้าสามารถภาวนาจนเกิดอภัยทานได้ ก็จะได้ผลคือ อริยมรรค คือ บรรลุธรรมได้ 7.ปัญญา-ความรู้วิเศษ คือ ภาวนามยปัญญาขั้นสูง 4 ขั้น ได้แก่ โสดาบัน สกิทาคา อนาคาและอรหันต์........

พุทธะปัญโญ ( buddhapanyo@hotmail.com )
อริยทรัพย์
อริยทรัพย์ หมายถึงอะไรบ้างครับ....
อดีตนายพล

อริยปัญโญ(Ariyapanyo@hotmail.com)
อริยทรัพย์ คือ ทรัพย์ภายใน เป็นอาภรณ์เครื่องนุ่งห่ม เป็นรัศมีประจำกาย เป็นสมบัติภายในติดตัวไปตลอดทุกภพทุกชาติ เกิดชาติใดก็เป็นนักปราชญ์ ผู้รู้ตลอด ใครเอาไปไม่ได้ โลกไม่สามารถกลืนกินได้ เป็นความเจริญที่ไม่มีเสื่อมเหมือนความดี ส่วนความชั่ว คือเจริญแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นครับ.....

ทรัพย์ ภายในมี7ประการคือ1.ศีล2.ฌาน(ความสงบ))3.เนกขัมมะ(สันโดษ)4.ญาณ(ปัญญา)5.สมา ธิ(จิตตั้งมั่น)6.วิริยะ(ความเพียร)7.ทาน(การให้).....

สรุปอริยทรัพย์คือสมบัติแห่งพระอริยเจ้า เป็นอริยปัญญาครับติดตามตัวไปตลอดทุกภพทุกชาติ.....

อริยทรัพย์-แสงทิพย์อริยธรรม
อริยทรัพย์คือทรัพย์ภายในแต่ละบุคคลเป็นทรัพย์เฉพาะตัวใครตัวมัน เป็นทรัพย์ที่น้ำไม่ท่วม โจรปล้นไม่ได้ ใครแย่งไปไม่ได้ ไฟไม่ไหม้ เป็นทรัพย์ที่คงทนติดตัวไปทุกชาติทุกภพจนกว่าจะไปสุดสิ้นที่พระนิพพาน .....

ผ ู้รู้ ผู้ฉลาดจริงจึงหาหนทางเปลี่ยนทรัพย์สินต่างๆให้เป็นอริยทรัพย์ ด้วยการทำบุญ ทำกุศล ทำทาน สร้างสมบารมี เป็นเสมือนการสะสมเบียงกรังพร้อมสำหรับเดินทางไกลต่อไปเบื้องหน้า.....

อ ันวิชาความรู้ วิชาชีพก็เป็นเพียงเครื่องมือหาเลี้ยงชีพในชาติปัจจุบันเท่านั้นเอง ไม่จีรังยั่งยืน แต่อริยทรัพย์ 7 ประการดังกล่าวแล้วไม่มีเสื่อม ไม่มีสูญตลอดกาลครับ.......
ล่าสุด มีแสงทิพย์อริยธรรม ส่งลงมาจากแดนนิพพานมาช่วยคนดีในโลกมนุษย์ยามกลียุคนี้ ให้อยู่ได้ ไม่ลำบากมากนัก ยกจิตขึ้นสู่อริชน มุ่งสู่มรรค-ผล-นิพพานต่อไป..... สนใจเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ www.buddhapoem.comwww.buddha-dhamma.com
www.sangthip.com
www.dhammapratarnporn.com


พุทธญาณ แสงทิพย์
BuddhayanSangthip@www.com








ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/SangthipHolyLight/

กราบพระพุทธ ระวังสะดุดทองคำ..

กราบพระพุทธระวังจะสะดุดทองคำ หมายความว่า ระวังจะหลงติดอยู่แค่ทองเหลือง ทองคำ ที่ห่อหุ้มองค์พระอยู่นั้นแทน..

ก ราบที่เห็นองค์พระสวยงาม กราบเพราะยึดถือในความศักดิ์สิทธ์ หาได้เข้าไปถึงเนื้อในของพระไม่..เนื้อในของพระก็คือ...ความสะอาด อันได้แก่ ศีล ความสงบ อันได้แก่ สมาธิ ความสว่างได้แก่ ปัญญา..

เวลากราบพระ ให้น้อมเอาพระคุณทั้งสามของพระพุทธองค์มาใส่เอาไว้ในใจ นั่นก็คือ..
พระปัญญาคุณ เราจะต้องอยู่ด้วยสติปัญญา เรียนรู้ เข้าใจ สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริงของมัน ไม่ไปลุ่มหลงติดอยู่ในความสมมติของมัน..

พระวิสุทธิคุณ เราจะต้องทำใจของเราให้ผ่องใส ไม่ขุ่นมัวด้วยความรู้สึกฝ่ายต่ำ

พ ระมหากรุณาคุณ จะต้องประกอบเมตตาธรรมเอาไว้ในใจของเราเสมอ สงสารเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ในฐานะเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันกับเรา จะไม่ไปเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบ เข่นฆ่ารังแกเขา..

อย่างนี้จึงจะชื่อว่า กราบพระได้ถูกพระ..

ค นที่ไปกราบพระเพื่ออ้อนวอนขอให้พระช่วยเหลือนั้น เป็นการกราบที่ผิดหลัก พระท่านช่วยเหลืออะไรเราไม่ได้หรอก แต่เราต้องทำเอง ที่พระจะช่วยเราได้ก็แค่เตือนสติให้แก่เราเท่านั้น ส่วนจะสำเร็จหรือไม่มันขึ้นอยู่กับตัวเราที่จะต้องทำเอาเอง

นี่ถ้าหล วงพ่อในโบสถ์พูดได้ ป่านนี้ท่านคงพูดไปนานแล้วว่า ลูกเอ๊ย หัดช่วยตัวเองบ้างเถอะนะ หลวงพ่อเหนื่อยแล้ว เพราะคนนั้นก็มาขอให้หลวงพ่อช่วย คนนี้ก็มาขอให้หลวงพ่อช่วย จนหลวงพ่อไม่มีเวลาได้พักผ่อน พวกเจ้าหัดช่วยตัวเองเสียบ้าง..

ท่านห ลวงพ่อเคยเล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปเทศน์ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดภาคกลาง ก่อนถึงเวลาเทศน์ท่านจึงได้ไปกราบพระในอุโบสถ เสร็จแล้วก็ถือโอกาสนั่งพักผ่อน สงบจิตอยู่ในโบสถ์นั้น

ครู่หนึ่งมีสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง อายุน่าจะเกินสี่สิบแล้วทั้งคู่ เข้ามากราบพระแล้วอ้อนวอนของลูกจากพระ..

"ถ้าได้ลูกชาย จะให้เขาบวชถวายแก้บนหลวงพ่อ ถ้าได้ลูกสาวจะให้พ่อเขามาบวชแก้บนแทน" ผู้เป็นภรรยาเริ่มบนบาน

" หื้อ! มันไม่ถูกนะเธอ ถ้าจะให้ลูกบวชแก้บนหลวงพ่อ มันก็ต้องให้เขาบวชทั้งลูกสาวลูกชายซี เป็นผู้หญิงก็บวชชีได้นี่นา คุณจะให้ผมบวชแทนลูกได้ไงกันเล่า" ผู้เป็นสามีเริ่มทักท้วง

"เอ๊ะ คุณนี่ เสียสละแค่นี้เพื่อลูกไม่ได้ บวชชีมันได้บุญมากเหมือนบวชพระที่ไหนกันเล่า เรื่องมากจัง" ผู้เป็นภรรยาตะคอกใส่

ต่อจากนั้นก็เป็นบทถกเถียงกันต่ออย่างไม่มีทีท่าว่าจะจบ..

จ นภรรยาบอกว่าอย่าไปเซ้าซี้ท่านมากเดี๋ยวท่านรำคาญ ไม่ประทานลูกให้พอดีกัน โดนภรรยาขู่เข้าเช่นนี้ ฝ่ายสามีก็เลยหงอ เป็นการยอมรับคำติดสินบนพระโดยดุษณี ว่าถ้าได้ลูกสาวแล้วพ่อจะบวชแก้บนแทน..

ท่านหลวงพ่อได้ยินแล้วก็ขำอยู่ในใจ ก็คงเพราะมัวแต่เสียเวลาทะเลาะกันอยู่อย่างนี้หรือเปล่า ถึงยังไม่มีลูกกับเขาสักที..

ในคัมภีร์พระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า คนที่แต่งงานแล้วจะมีบุตรได้นั้นขึ้นอยู่กับสามองค์ประกอบดังนี้คือ..

๑.มารดา บิดา ร่วมหลับนอนกัน (มาตาปิตโร จ สนฺนิปติตาโหนฺติ)
๒.มารดามีประจำเดือน (มาตา จ อุตุนี โหติ)
๓.มีวิญญาณมาปฎิสนธิ (คนฺธพฺโพ จ อุปฎฐิโต โหติ) คำแปลนี้ผู้เขียนตีความเอง ของเดิมท่านแปลไว้ว่ามีสัตว์ในครรภ์มาเกิด)

ถ ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งไป คู่สามีภรรยานั้นก็ไม่สามารถจะมีบุตรได้ แล้วคนที่ไปอ้อนวอนขอลูกจากพระนั้น ยังไม่รู้ว่าจะให้พระท่านช่วยโดยวิธีไหน ยังสงสัย?

ย่อความจากหนังสือ ธรรมะอ่านสบาย หลากหลายแง่คิดจากหลวงพ่อปัญญา
ขออนุญาตเผยแพร่เป็นธรรมทาน..

เพิ่มเติมสักนิด..

ข ้าพเจ้าคิดว่า เด็กที่เกิดจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดจากการผสมเทียมนั้น น่าจะเป็นเหตุผลของการขาดคุณสมบัติในข้อที่สามกระมังคะ เหตุผลที่ไม่ยอมมาปฎิสนธิในครรภ์มารดา แต่ปฎิสนธิจากปฎิกิริยาภายนอก โดยมีครรภ์มารดาเป็นสถานที่เจริญเติบโตเท่านั้น..


ด้วยจิตคารวะ




ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

เรื่องเล่าจากหนังสือ..

จากหนังสือธรรมะอ่านสบาย..หลากหลายความคิดจากหลวงพ่อปัญญา
เล่าเพิ่มเติมโดย บ.ส.ษิริ บุณยภาค..

...แม่ครับ...ผมเป็นลูกแม่นะครับ...

ม ีอยู่วันหนึ่งขณะที่ผู้เขียนกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่หน้ากุฎิ มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งหน้าตาซึมๆหมองๆ อยู่ในชุดนักเรียนเดินเข้ามาหา ยกมือไหว้ แล้วพูดว่า..

"หลวงพี่ครับ ผมขอข้าวกินหน่อยครับ แล้วผมจะทำงานชดใช้ให้"

ผ ู้เขียนบอกให้เขาไปอาบน้ำ ชำระความอ่อนล้าเสียก่อน แล้วแบ่งอาหารที่เก็บไว้ฉันเพลให้เขากิน ไม่ใช่เพราะคำว่าแล้ว"ผมจะทำงานชดใช้ให้" เป็นเครื่องจูงใจให้ไว้ใจคนแปลกหน้า แต่ดูจากหน้าตา ท่าทางแล้ว ทำให้มั่นใจว่าพ่อหนูคนนี้เป็นคนดีคนหนึ่ง

เมื่อเขากินข้าวอิ่มแล้วก ็ชวนคุย จึงได้รู้ว่าเขาเดินทางมาจากนครสวรรค์ เป็นลูกคนโต มีน้องสาวหนึ่งคน พ่อแม่เป็นครู แต่พ่อไปมีแฟนใหม่ ทิ้งให้เขาอยู่กับแม่และน้อง พ่อไม่ค่อยกลับบ้าน นานๆกลับที บางครั้งนานมาก แม่จึงให้เขาไปตามพ่อกลับ เมื่อพ่อไม่กลับ แม่ก็ด่าเขา..

" แม่จะด่าผมทุกวัน วันไหนผมเลิกเรียนแล้วกลับบ้านช้า ก็จะค้นตามตัว ตามกระเป๋านักเรียนของผม เพื่อหายาบ้า แม่พยายามคาดคั้นให้ผมยอมรับว่าผมไปเสพยาบ้ามา ผมปฎิเสธ แม่ก็ไม่เคยเชื่อ หาว่าโกหก แล้วแม่จะไปตามพ่อให้กลับบ้านเพื่อให้มาดูผม กล่าวหาว่าผมติดยา เพื่อจะได้ไปขู่พ่อให้กลับมาอยู่กับพวกเรา"

"แม่บอกพ่อว่า ผมเป็นเด็กใจแตก ก็เพราะพ่อทิ้งพวกเราไป แม่จะทะเลาะกับพ่อบ่อยๆ เพราะเรื่องของผม" เขาหยุดเล่าเพื่อเช็ดน้ำตาที่รินไหลอย่างไม่รู้ตัว

" เมื่อวาน ที่โรงเรียนมีการประชุม เพื่อคัดตัวแทนนักกีฬาประจำไปแข่งขัน ทำให้ผมกลับบ้านค่ำ แต่แม่ไม่ฟังเหตุผลเลย จะให้ผมยอมรับว่าผมติดตา ใจแตก แม่ด่าว่าผมเลือดชั่วไม่รักดี ผมน้อยใจมาก จึงโต้เถียงแม่ไป ซึ่งผมไม่เคยทำเลยในชีวิต

"ผมย้อนแม่ไปว่า แม่ครับ ถึงผมจะทำดีอย่างไร ผมก็คงดีขึ้นมาในสายตาแม่ไม่ได้หรอกครับ ถ้าแม่ไม่คิดว่าผมดี

เมื่อเขาพูดคำนี้ไป ฝ่ามือของแม่ก็กระทำการอย่างหนึ่งบนใบหน้าของลูก

ผ มจึงวิ่งหนีออกจากบ้าน ทั้งที่อยู่ในชุดนักเรียน มาขึ้นรถโดยสารที่ บ.ข.ส ด้วยเงินติดกระเป๋ากางเก งเพียงสี่สิบกว่าบาท โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารถคันนั้นวิ่งไปไหน เด็กต่างจังหวัดที่ไม่เคยเข้ากรุงเทพ จึงหวาดกลัวไปหมด ต้องนั่งตากยุงอยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าหมอชิต ตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงเวลาสายของอีกวัน..

เขาเห็นรถเมล์สาย 52 ผ่านมา เห็นป้ายเขียนว่า "ปากเกร็ด" แวบหนึ่งของเขา นึกขึ้นได้ว่าที่ปากเกร็ดมีวัดวัดหนึ่ง ซึ่งพระในวัดนี้เคยได้ออกไปบรรยายธร รมแก่เด็กนักเรียนตามโรงเรียนต่างๆ วัดนั้นก็คือ "วัดชลประทานรังสฤษฏ์"

เขาสอบถามทางจากแม่ค้า เพื่อเดินทางมาที่วัดแห่งนี้..

ผ ู้เขียนได้โทรศัพท์ไปเรียกพ่อแม่ให้มารับลูกคืน ไม่เช่นนั้นจะส่งไปสถานเลี้ ยงเด็กกำพร้าแทน แล้วได้พูดให้แง่คิดทั้งพ่อและแม่ไป แต่คงไม่ได้ผลเพราะต่อมาทราบข่าวว่าเด็กคนนั้นติดยาเสพติดจริงๆ เพียงเพื่อต้องการประชดแม่..

จากตัวอย่าง ผู้เขียนไม่ได้เข้าข้างว่า ลูกเป็นฝ่ายถูก และไม่ได้โทษแม่ว่าเป็นฝ่ายผิด เพราะแม่ย่อมจะไม่มีวันผิดอยู่แล้วในสายตาของแม่เอง แต่อยากฝากให้แม่ผู้ไม่เคยยอมรับผิดทั้งหลายเอาไว้ว่า หากท่านไม่รู้จักมั่นใจและไว้วางใจในความดีของลูกบ้าง ลูกของท่านจะไม่มีความสุขได้เลย ความหวั่นกังวลใจของแม่ จนต้องไปเกรี้ยวกราดเอากับลูก ไม่ได้ช่วยให้เขาเป็นลูกที่ดีได้ แล้วท่านจะไม่มีวันได้ยินดีกับความดีของลูกเลย

คนที่ดีที่สุด ประเสริฐที่สุดในชีวิตของลูก ก็คือพ่อ แม่ ดังนั้นทุกการกระทำ ทุกคำที่พูดของคนที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะชั่วหรือดีก็ตาม ย่อมจะตราตรึง แนบแน่นอยู่ในจิตใจ ในความทรงจำ และฝังเป็นอุปนิสัย สันดานของลูก อย่างถาวรที่สุด

รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี คำนี้สอนกันมานานมากแล้ว แต่ก็ยังไม่ล้าสมัยที่จะใช้ และยังคงใช้ได้ผลดีอยู่ หากแต่การตีหรือการทำโทษลูกนั้น จะต้องเป็นการตีเพื่อให้เขาหลาบจำ ไม่ทำผิดเช่นนั้นอีกเท่านั้น อย่าได้ตีลูกเพื่อระบายความแค้นส่วนตัวลงไป ให้ตีเหมือนช่างปั้นหม้อ ที่เขาใช้ทั้งไม้ตี ใช้ทั้งมือลูบหม้อที่เขาปั้น

ลูบ..ในส่วนที่ได้รูปทรง แล้วตี ในส่วนที่ยังบูดๆ เบี้ยวๆ อยู่ไม่ได้ตีเพื่อหวังจะให้หม้อแตกแต่อย่างใด

ก ารทำโทษลูกก็เช่นกัน ควรชี้ความผิดที่ต้องทำโทษให้เขาทราบเสียก่อน อย่าเผลอทำโทษเขาโดยที่เขายังไม่รู้ความผิด เพราะมันจะทำให้เขาแก้ไขตัวเองไม่ถูก ว่าผิดอย่างไรที่ควรแก้ ดีอย่างไรที่ควรทำ และการทำโทษโดยที่ยังไม่ชี้โทษให้เขาเห็นนั้น จะทำให้ลูกท่านเจ็บทั้งกาย ทั้งใจ ซึ่งท่านจะไม่ได้รับผลดีจากการลงโทษนั้นเลย

ความเจ็บใจนี้อาจจะทำให้ เขาเจ็บยาวนานกว่าความเจ็บทางกายหลายเท่า และจะเป็นแผลที่ลบเลือนไม่ลง ทั้งแผลนั้นจะใหญ่ขึ้นทำให้เขาเป็นคนเจ้าคิด เจ้าแค้น ชิงชัง เพราะความโหดเหี้ยมขึ้นในจิตใจ สันดาน

แล้วพ่อ แม่ เองจะได้ชื่อว่าเป็นนักปั้นหม้อที่แย่ที่สุด เพราะหม้อที่ปั้นนั้นนอกจากไม่ได้รูปทรงแล้ว ยังเป็นหม้อแตกร้าวอีกด้วย เป็นขยะที่สกปรก รกรุงรัง ทำให้เขาเอือมระอาที่จะขว้างปาทิ้ง

อีกอย่ าง เวลาที่ทำโทษ หรือ อบรมสั่งสอนเขา สมควรอย่างยิ่งที่จะไม่กระทำให้เขารู้สึกอับอายขายหน้าคนอื่น ไม่ควรลงโทษหรือตักเตือนเขาต่อหน้าผู้คน โปรดอย่าลืมว่า ท่านต้องการจะอบรมสั่งสอนเขา ไม่ใช่มาประจานให้เขารู้สึกอับอาย

และท ี่สำคัญที่ไม่ควรจะลืมคือ ต่อให้ตีลูกจนตาย ก็จะไม่ได้ลูกดี ถ้าพ่อแม่ไม่ทำดีให้ลูกดู ที่ปูมันเดินไม่ตรงทาง ไม่ใช่เพราะพ่อแม่ของมันไม่เคยสอนให้พวกมันเดินให้ตรงทาง แต่เพราะพ่อปูแม่ปูไม่เคยเดินตรงทางให้ลูกของมันดูต่างหาก ลูกปูจึงขาดตัวอย่างที่จะกระทำตาม

ลูกจะประทับใจในสิ่งที่พ่อแม่ทำ มากกว่าจดจำในสิ่งที่พ่อแม่สอน


ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้..และเชื่อว่าจะได้แง่คิดอะไรดีดีกลับไปใช้บ้าง



ด้วยจิตคารวะ







ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/

วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

ศีลควบคุมสัญชาตญาณ..

ศีลคือ การรักษากาย วาจาให้เรียบร้อย นั่นหมายถึงว่าศีลมีไว้ควบคุมพฤติกรรมทางกาย ทางวาจาเป็นสำคัญ ศีลเป็นตัวปิดกั้นการแสดงออกของ " วีติกกมกิเลส " แต่เนื่องจากคนเรายังมีกิเลสอยู่ เขาถูกแรงกระตุ้นทางกิเลสให้ทำโน่นทำนี่อยู่เสมอ คนมีศีลจะรู้จักควบคุมแรงกระตุ้นให้อยู่ในกรอบศีลธรรม เมื่อคนเรายังมีตัณหาก็ต้องใช้ตัณหาสร้างประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น เมื่อเรายังกำจัดตัณหาไม่ได้ก็ต้องรู้จักผันพลังของมันไปสร้างประโยชน์..

ต ัณหาเปรียบได้ดังกับแม่น้ำ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า นตฺถิ ตณฺหาสมานที ไม่มีแม่น้ำใดเทียบได้เท่ากับตัณหา เพื่อป้องกันแม่น้ำล้นตลิ่งท่วมบ้านเมือง คนได้สร้างคันน้ำกั้นริมตลิ่ง ฉันใด เพื่อป้องกันกระแสตัณหาล้นบ่าออกมาสร้างความเดือดร้อนแก่สังคม ศาสนาได้บัญญติศีลสำหรับควบคุมพฤติกรรมทางกาย และทางวาจา ฉันนั้น..

ต ัณหาที่ไม่ได้รับการควบคุมอาจพาเราไปเข้าคุกเข้าตะราง แต่พลังตัณหาที่ควบคุมดีแล้วอาจถูกผันไปใช้ประโยชน์มหาศาล เช่นเดียวกับการสร้างเขื่อนเพื่อใช้พลังน้ำไปสร้างกระแสไฟฟ้า เช่นเด็กบางคน มีภวตัณหาคืออยากให้เพื่อนยกย่องว่าเรียนเก่ง จึงตั้งใจเรียนจนเกิดฉันทะคือการรักเรียน กวีบางคนแต่งกวีได้ไพเราะเพราะความอยากดัง ตัณหาเป็นเหตุให้คนอยากบรรลุนิพพานก็ได้ เช่นพระนันทะตั้งใจปฎิบัติธรรมเพราะพระพุทธเจ้าประกันว่า จะให้ท่านได้นางฟ้าถ้าสามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เมื่อพระนันทะสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วท่านก็ไม่ต้องการนางฟ้าอีกต่อไป นี้เรียกว่าอาศัยตัณหาละตัณหา..

พลังกระตุ้นแห่งสัญชาตญาณที่ควบคุมดีแล้วด้วยศีลย่อมจะทำให้คนมุมานะจนประสบความสำเร็จในชีวิตดังบทกลอนสุนทรภู่ที่ว่า..

จับให้มั่นคั้นหมายให้วายวอด
ช่วยให้รอดรักให้ชิดพิสมัย
ตัดให้ขาดปรารถนาสิ่งใด
เพียรจงได้ดังประสงค์ที่ตรงดี

ส ุนทรภู่สรุปว่า "ดังประสงค์ที่ตรงดี" ซึ่งหมายถึงว่าคนเราต้องควบคุมความต้องการให้อยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีงาม หลีกเลี่ยงการทำไปตามความต้องการแห่งสัญชาตญาณฝ่ายต่ำ พระพุทธเจ้าสรรเสริญความพยายามที่ดีงามว่า..

"วายเมเถว ปุริโส อตฺถสฺส นปฺปทา เกิดเป็นคนต้องพยายามต่อไปจนกว่าจะได้สิ่งปรารถนา"

บ างคนแม้จะรู้ว่าศีลเป็นกรอบแห่งพฤติกรรมที่ดีงาม แต่ก็ไม่สามารถควบคุมสัญชาตญาณให้อยู่ในกรอบนั้นได้ เขาตามใจกิเลสตัณหาจนขาดวินัยในตนเอง คนเราต่อให้มีความสามารถขนาดไหนก็ยากจะประสบความสำเร็จได้ถ้าขาดศีลหรือวินั ยในตนเอง เหตุที่เขาไม่อาจใช้ศีลควบคุมสัญชาตญาณเนื่องจากการขาดสติ..

ว ีติกกมกิเลส คือกิเลสที่เป็นเหตุให้ล่วงละเมิดออกไปทางไตรทวาร สำเร็จเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ หรือว่า ราคะ โทสะ โมหะ อย่างแรง ที่เป็นตัวอกุศลมูล คือเป็นรากเหง้าของอกุศลทั้งหลาย

คัดลอกจากหนังสือ หว่านรักให้เต็มโลก -พระเทพโสภณ(ประยูร ธมฺมจตฺโต)
ขออนุญาตเผยแพร่เป็นธรรมทาน


ด้วยจิตคารวะ



ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/

คนดีเป็นอย่างไร...

คนดีเป็นอย่างไร
โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์


กาลครั้งหนึ่งเนิ่นนานมาแล้ว มีสระแก้วกลางป่าอยู่สระหนึ่ง
น้ำใสใสไหลเซาะอยู่ลึกซึ้ง ทั้งฝูงผึ้งภุมรินบินตอมบัว
บัวชมพูบัวแดงก็แฝงฝัก ดอกบัวขาวพราวพรักอยู่พร้อมทั่ว
ผีเสื้อสวยมากมายมีหลายตัว เข้าพันพัวบัวสายในสระนั้น

ลมเย็นเย็นเป็นระยะระรินรื่น อากาศชื่นฉ่ำใจในป่านั่น
ในสระนี้มียักษ์ตัวสำคัญ ซึ่งเทวัญท่านปราบแล้วสาปไว้
แม้ผู้ใดหลงป่ามากินน้ำ ลงผุดดำว่ายเล่นในสระใหญ่
จงจับตัวกลืนกินเสียทันใด เว้นแต่ใครมีปัญญาอย่าเพิ่งกิน

เจ้าจงถามปัญหาให้เขาตอบ ใครตอบผิดคิดมิชอบจงกินสิ้น
ใครตอบถูกเจ้าจะพ้นซึ่งมลทิน ออกจากถิ่นนี้ได้ในทันที
ยักษ์ต้องสาปหลับใหลอยู่ในสระ เป็นระยะเวลาช้าเหลือที่
ถ้าจะนับก็ไม่น้อยกว่าร้อยปี ยังไม่มีใครสักคนพ้นมือยักษ์

โจรใจบาปหยาบช้าผ่านมาถึง เข้าเด็ดดึงดอกบัวทั้งใบฝัก
ตะกรามแกะกินเม็ดเอร็ดนัก แล้วเอื้อมวักน้ำลูบชโลมตัว
พลันยักษ์ตื่นโผล่ตนขึ้นพ้นสระ เอื้อมมีปะป่ายปับเข้าจับหัว
เจ้าโจรร้ายตัวสั่นหวั่นระรัว กลัวแล้วกลัวแล้วจ้าอย่าทำเลย

ฝ่ายยักษ์ร้องก้องฟ้าเจ้าหน้าโง่ ข้าหิวโซทรมานนานแล้วเหวย
วันนี้ได้เนื้อหนังคนสังเวย นี่แน่ะเฮ้ยมีปัญญาตอบมาไว
ถ้าแม้ตอบได้สิ้นไม่กินเจ้า แต่ถ้าตอบผิดเค้าไม่เอาไหน
ข้าจะทึ้งคอหักควักหัวใจ แล้วยักษ์ใหญ่แลบลิ้นออกเลียโจร

ปัญหาว่า “คนดีเป็นอย่างไร” ตอบไวไวอย่าช้าว่านี่โน่น
โจรตัวสั่นงันงกถูกยกโยน แหกปากร้องตะโกนตะกุยตะกาย
คนดีคือคนขยันหมั่นหาทรัพย์ ยักษ์สำทับเจ้าตัวโตแต่โง่หลาย
ตอบเข้าท่าแต่ถึงคราจะต้องตาย คนขยันมากมายใช่คนดี

คนคดโกงเกเรคนขายชาติ คนอุบาทว์ทำชั่วมีทุกที่
คนขยันเจ้าเล่ห์เสเพลมี อย่างเจ้านี้ขยันทำกรรมชั่วช้า
ว่าแล้วยักษ์หักคอแล้วเคี้ยวกิน อร่อยลิ้นเลือดคนเจ้าโจรป่า
จนวันหนึ่งพระธุดงค์เดินตรงมา วักน้ำล้างหน้าตาและเนื้อตัว

เจ้ายักษ์ใหญ่โผล่ตนขึ้นพ้นสระ มองเห็นพระนึกว่าคนที่โกนหัว
เอื้อมมือจับจีวรร้อนระรัว พระไม่กลัวยักษ์ขยาดชักหวาดเกรง
ท่านเป็นใครไยจึงมาถึงนี่ ตอบปัญหาข้าทีหากท่านเก่ง
ถ้าตอบพลาดผิดเค้าเข้าตัวเอง ท่านจงเร่งหลับตาเตรียมตัวตาย

ปัญหาว่าคนดีเป็นอย่างไร ท่านจงตอบเร็วไวให้ความหมาย
พระนั่งนิ่งภาวนาสาธยาย เจ้ายักษ์ร้ายแลบลิ้นเลียเงี่ยหูฟัง
“คนไม่เห็นแก่ตนคือคนดี” พลันแสงสีสุนีบาตก็ฟาดฝั่ง
บังเกิดพายุกล้ามาประดัง คำสาปสั่งพ้นสิ้นยักษ์ยินดี

เข้าประณมก้มกราบหมอบราบพื้น ข้าได้ฟื้นคืนตนพ้นจากนี่
เพราะท่านให้คำตอบชอบช่วยชี้ ร้อยพันปีรอเวลาท่านมาถึง
พระกล่าวย้ำคำตอบนี้มีความหมาย ควรภิปรายตรองตรึกให้ลึกซึ้ง
ยักษ์เอ่ยปากฝากชีวิตคิดหวังพึ่ง กราบแล้วจึงหายวับไปกับตา

.......................................................

หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน หน้า 6
คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก
วันที่ 02 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10249

ด้วยจิตคารวะ




วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

คนดีเป็นอย่างไร

คนดีเป็นอย่างไร
โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์


กาลครั้งหนึ่งเนิ่นนานมาแล้ว มีสระแก้วกลางป่าอยู่สระหนึ่ง
น้ำใสใสไหลเซาะอยู่ลึกซึ้ง ทั้งฝูงผึ้งภุมรินบินตอมบัว
บัวชมพูบัวแดงก็แฝงฝัก ดอกบัวขาวพราวพรักอยู่พร้อมทั่ว
ผีเสื้อสวยมากมายมีหลายตัว เข้าพันพัวบัวสายในสระนั้น

ลมเย็นเย็นเป็นระยะระรินรื่น อากาศชื่นฉ่ำใจในป่านั่น
ในสระนี้มียักษ์ตัวสำคัญ ซึ่งเทวัญท่านปราบแล้วสาปไว้
แม้ผู้ใดหลงป่ามากินน้ำ ลงผุดดำว่ายเล่นในสระใหญ่
จงจับตัวกลืนกินเสียทันใด เว้นแต่ใครมีปัญญาอย่าเพิ่งกิน

เจ้าจงถามปัญหาให้เขาตอบ ใครตอบผิดคิดมิชอบจงกินสิ้น
ใครตอบถูกเจ้าจะพ้นซึ่งมลทิน ออกจากถิ่นนี้ได้ในทันที
ยักษ์ต้องสาปหลับใหลอยู่ในสระ เป็นระยะเวลาช้าเหลือที่
ถ้าจะนับก็ไม่น้อยกว่าร้อยปี ยังไม่มีใครสักคนพ้นมือยักษ์

โจรใจบาปหยาบช้าผ่านมาถึง เข้าเด็ดดึงดอกบัวทั้งใบฝัก
ตะกรามแกะกินเม็ดเอร็ดนัก แล้วเอื้อมวักน้ำลูบชโลมตัว
พลันยักษ์ตื่นโผล่ตนขึ้นพ้นสระ เอื้อมมีปะป่ายปับเข้าจับหัว
เจ้าโจรร้ายตัวสั่นหวั่นระรัว กลัวแล้วกลัวแล้วจ้าอย่าทำเลย

ฝ่ายยักษ์ร้องก้องฟ้าเจ้าหน้าโง่ ข้าหิวโซทรมานนานแล้วเหวย
วันนี้ได้เนื้อหนังคนสังเวย นี่แน่ะเฮ้ยมีปัญญาตอบมาไว
ถ้าแม้ตอบได้สิ้นไม่กินเจ้า แต่ถ้าตอบผิดเค้าไม่เอาไหน
ข้าจะทึ้งคอหักควักหัวใจ แล้วยักษ์ใหญ่แลบลิ้นออกเลียโจร

ปัญหาว่า “คนดีเป็นอย่างไร” ตอบไวไวอย่าช้าว่านี่โน่น
โจรตัวสั่นงันงกถูกยกโยน แหกปากร้องตะโกนตะกุยตะกาย
คนดีคือคนขยันหมั่นหาทรัพย์ ยักษ์สำทับเจ้าตัวโตแต่โง่หลาย
ตอบเข้าท่าแต่ถึงคราจะต้องตาย คนขยันมากมายใช่คนดี

คนคดโกงเกเรคนขายชาติ คนอุบาทว์ทำชั่วมีทุกที่
คนขยันเจ้าเล่ห์เสเพลมี อย่างเจ้านี้ขยันทำกรรมชั่วช้า
ว่าแล้วยักษ์หักคอแล้วเคี้ยวกิน อร่อยลิ้นเลือดคนเจ้าโจรป่า
จนวันหนึ่งพระธุดงค์เดินตรงมา วักน้ำล้างหน้าตาและเนื้อตัว

เจ้ายักษ์ใหญ่โผล่ตนขึ้นพ้นสระ มองเห็นพระนึกว่าคนที่โกนหัว
เอื้อมมือจับจีวรร้อนระรัว พระไม่กลัวยักษ์ขยาดชักหวาดเกรง
ท่านเป็นใครไยจึงมาถึงนี่ ตอบปัญหาข้าทีหากท่านเก่ง
ถ้าตอบพลาดผิดเค้าเข้าตัวเอง ท่านจงเร่งหลับตาเตรียมตัวตาย

ปัญหาว่าคนดีเป็นอย่างไร ท่านจงตอบเร็วไวให้ความหมาย
พระนั่งนิ่งภาวนาสาธยาย เจ้ายักษ์ร้ายแลบลิ้นเลียเงี่ยหูฟัง
“คนไม่เห็นแก่ตนคือคนดี” พลันแสงสีสุนีบาตก็ฟาดฝั่ง
บังเกิดพายุกล้ามาประดัง คำสาปสั่งพ้นสิ้นยักษ์ยินดี

เข้าประณมก้มกราบหมอบราบพื้น ข้าได้ฟื้นคืนตนพ้นจากนี่
เพราะท่านให้คำตอบชอบช่วยชี้ ร้อยพันปีรอเวลาท่านมาถึง
พระกล่าวย้ำคำตอบนี้มีความหมาย ควรภิปรายตรองตรึกให้ลึกซึ้ง
ยักษ์เอ่ยปากฝากชีวิตคิดหวังพึ่ง กราบแล้วจึงหายวับไปกับตา

.......................................................

หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน หน้า 6
คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก
วันที่ 02 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10249

ด้วยจิตคารวะ




ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/Default.aspx

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

ข้อคิดในแง่ของธรรมะ ๑๐๐ ข้อ

๑. จงทำดี อย่าหวังค่าตอบแทน ถึงแม้จะเป็นเพียงคำสรรเสริญก็ตาม
๒. จงทำดี ให้มันดี ถึงแม้ผลงานออกมาไม่ดี ก็ถือว่าเราทำดีที่สุดแล้ว
๓. จงทำดี แต่อย่าอวดดี เพราะทุกคนก็มีดีไม่เหมือนกัน
๔. อุปสัคมักจะเกิดขึ้นในขณะที่กำลังทำความดี ดีเหลือเกินหนี้สินเก่าจะได้หมดไป
๕. อุปสัคมักจะไม่เกิดขึ้นในขณะกำลังทำความชั่ว เพราะเป็นทางกู้หนี้สินใหม่เข้ามาแทน
๖. ทุก ๆ คนปรารถนาแต่สิ่งที่ดี ๆ แต่ไม่รู้จักการทำความดี
๗. ควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อย่าพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
๘. คนโง่ไม่มีความพยายามที่จะเข้าใจอะไรได้เลย ได้แต่เอะอะโวยวายว่า “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไม ? ถึงต้องเป็นเรา ทำไม ? ทำไม ?
๙. ผู้ฉลาดในธรรม ยอมรับว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ซึ่งไม่มีอะไรที่น่าตกใจเลย เพราะเป็นเรื่องธรรมดา
๑๐. ชีวิตที่ไม่ขาดทุน คือการไม่เคยทำความชั่วเลย
๑๑. เพราะฉะนั้นคนเราเจอทั้งสุขและทุกข์ เพราะว่าทำทั้งดี ทำทั้งชั่ว
๑๒. การตามใจตัวเองอยู่เสมอ เป็นทางตันในการดำเนินชีวิต
๑๓. การขัดใจตัวเอง ก็คือการขัดเกลาหนทางให้ราบเรียบ
๑๔. ถ้าหากเราอยากให้คนอื่นมาเข้าใจหรือเอาใจในตัวเรา เหมือนกับว่าเรายังเป็นเด็กไร้เดียงสาไม่รู้จักเติบโตเลย
๑๕. เราพยายามที่จะเข้าใจคนอื่น มากกว่าที่จะให้คนอื่นมาเข้าใจ ตอนนี้ เรากำลังจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว
๑๖. หลาย ๆ ชีวิต เดินสวนทางกันไปมาอยู่ในขณะนี้ มีทางดำเนินชีวิตไม่เหมือน และก็มีอุปสัคที่ไม่เหมือนกัน
๑๗. เราอย่าเข้าใจว่า มีความทุกข์มากกว่าคนอื่น คนอื่นมีความทุกข์มากกว่าเราก็ยังมี
๑๘. การร้องไห้เป็นการแสแสร้งที่แบบเนียนเหลือเกินในวัน เพราะพรุ่งนี้เราจะร้องเพลงก็ได้
๑ ๙. เพราะฉะนั้น เวลาเรามีความทุกข์ ก็อย่าเข้าใจว่า เรามีความทุกข์ เวลาเรามีความสุข ก็อย่าเข้าใจว่า เรามีความสุข ไม่เช่นนั้นเราต้องเป็นคนบ้า ร้องไห้บ้าง ร้องเพลงบ้าง ตามประสาคนบ้า
๒๐. คนอื่นจะให้ได้ดังใจเรานั้น ทุกอย่างไม่มีเลย เพียงแต่เรายอมรับเขา อยู่ในฐานะใดฐานะหนึ่งเท่านั้น
๒๑. แม้แต่ตัวของเราเองก็ยังไม่ได้ดังใจเรา แล้วคนอื่นจะให้ได้ดังใจเรานั้น เป็นอันไม่มี
๒๒. เราไม่ได้ดังใจเขา จะให้เขาได้ดังใจเราอย่างไร
๒๓. ปรารถนาสิ่งใด อย่าพึงดีใจไว้ล่วงหน้า พลาดหวังสิ่งใด อย่าพึงเสียใจตามหลัง
๒๔. ทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นเช่นนั้นเอง
๒๕. หากยึดถือมาก ให้ความสำคัญมันมาก ทุกข์มาก
๒๖. หากยึดถือน้อย ให้ความสำคัญมันน้อย ทุกข์น้อย
๒๗. ยินดีไปตามความอยาก คือความมักมากไม่มีสิ้นสุด
๒๘. แท้จริง ผัว ไม่มี เมียไม่มี ลูกไม่มี ทรัพย์สมบัติก็ไม่มี แต่ความยึดมั่นด้วยความลุ่มหลงอย่างหนาแน่นว่าเรามี
๒๙. สักวันหนึ่ง เราคงจะไม่มีอะไรสักอย่างเลย ถึงวันนั้น เราทำใจได้ไหม ?
๓๐. การเกิดขึ้น เพื่อเริ่มต้นไปสู่ความดับลง ท่านจะยึดถือ หรือไม่ยึด นั้นมันเป็นเรื่องของท่าน
๓๑. อุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่น กับความรับผิดชอบ มันคนละอย่างกัน
๓๒. วันนี้ต้องดีกว่าวานนี้ พรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้
๓๓. ทำดีในวันนี้ พรุ่งนี้จะดีของมันเอง
๓๔. คนโง่จะเสียใจ ร้องไห้ตลอดวัน โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
๓๕. ส่วนคนฉลาด จะรีบแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เท่าที่จะทำได้
๓๖. เรารักในสิ่งใด จะต้องจากในสิ่งนั้น ช้าหรือเร็วมันอีกเรื่องหนึ่ง
๓๗. ถ้าผัวตายก่อนเมีย เมียจะต้องเสียใจ ถ้าเมียตายก่อนผัว ผัวจะต้องเสียใจ ทำอย่างไร จึงจะไม่เสียใจ
๓๘. ถ้าไม่อยากเสียใจ เมื่อจากกันไป ก็อย่าดีใจเมื่อตอนได้มา
๓๙. ท่านแน่ใจหรือว่าท่านเป็นพระเอกหรือนางเอกตลอดนิรันดรกาล
๔๐. ใช่แน่นอน ! ท่านเป็นตัวเอกในเรื่องของท่าน แต่ท่านอาจจะเป็นตัวสำรองในเรื่องของผู้อื่น
๔๑. เรายืนอยู่บนสนามชีวิต ต้องต่อสู้อุปสัคทุกรูปแบบ จนกว่าจะปิดฉากละครแห่งชีวิต ด้วยการตายลงไป
๔๒. บทเรียนในตำราเรียน กับบทเรียนในชีวิตจริง มันคงละอย่างกัน
๔๓. ไม่มีตำราเล่มไหน ที่จะสอนเราทุกอย่างก้าวว่าวันนี้เราจะต้องเจออะไรบ้าง และจะต้องแก้อย่างไร ?
๔๔. เสียเงินทอง เสียสิ่งของ เสียเวลา และก็เสียใจ เป็นการจ่ายค่าเทอมชีวิต
๔๕. คนฉลาดจะจ่ายค่าเทอมที่ถูกที่สุด ส่วนคนโง่จะจ่ายค่าเทอมที่แพงกว่ากัน
๔๖. ที่จริงคนตาบอด พิกลพิการเขาน่าจะเป็นทุกข์มากกว่าเรา ทำไม ? เขายังยิ้มแย้มแจ่มใสได้
๔๗. ทำไมเราจึงทุกข์กว่าคนพิกลพิการเล่า ?
๔๘. กายพิการ แต่ใจไม่พิการ ใจพิการ แต่กายไม่พิการ อย่างไหนดีกว่ากัน ?
๔๙. เราสามารถตัดสินหนทางดำเนินชีวิตของเราเองได้ ดีหรือชั่ว อยู่ที่ตัวของเรา
๕๐. คนอื่นสามารถบังคับเราเป็นเพียงบางเวลา ส่วนใจของเรานั้น ไม่มีใครสามารถบังคับได้นอกจากตัวของเราเท่านั้น
๕๑. ถึงแม้งานจะสับสนยุ่งยากเหลือเกิน หากใจมีอิสระแล้ว ไม่เห็นจะยุ่งยากตรงไหน
๕๒. ทุกคนเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ ตายเพื่อทำหน้าที่ ดีกว่าตายเพราะไม่ทำหน้าที่
๕๓. รับผิดชอบตัวเอง รับผิดชอบเพื่อนที่ดี และรับผิดชอบสังคม
๕๔. วันนี้เราด่าเขา วันหน้าเขาต้องด่าเรา ชาตินี้เราฆ่าเขา ชาติหน้าเขาจะต้องฆ่าเราอย่างแน่นอน
๕๕. คนทำบาป เพราะเห็นแก่กิน ไม่ต่างอะไรกับกินอาหารผสมยาพิษอย่างเอร็ดอร่อย กินมากก็มีพิษมา กินน้อยก็มีพิษน้อย
๕๖. กฎหมายทางโลก คุ้มครองสัตว์บางจำพวกเท่านั้น ส่วนกฎแห่งกรรมทางธรรม คุ้มครองสัตว์ทุกจำพวก
๕๗. กฎระเบียบของทางโลก อนุโลมไปตามความอยาก ส่วนกฎทางธรรมอนุโลมไปตามความเป็นจริง
๕๘. กรรมคือการกระทำให้สัตว์หยาบ และละเอียดประณีตต่างกัน
๕ ๙. ไม่มีพระเจ้าองค์ใด ที่จะสร้างเรา ไม่มีพระเจ้าองค์ใด ที่จะทำให้เราร่ำรวยได้ ไม่มีพระเจ้าองค์ใด ที่จะทำให้เราเป็นผู้บริสุทธิ์ได้นอกจากตัวของเราเอง
๖๐. คำว่า “ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว” มากเหลือเกินที่คนได้ยิน น้อยเหลือเกินที่คนรู้จัก
๖ ๑. เหตุการณ์ความเป็นไปของทางโลก ไม่มีสิ้นสุด เราไม่สามารถจะติดตามได้ตลอดกาลเพราะอายุยังมีที่สิ้นสุด เราจะบ้ากับมันหรือไม่บ้า มันก็เป็นไปอยู่อย่างนั้น
๖๒. เพื่อมิให้เสียเวลา จงกลับมามองดูจิตใจของตนเอง ทำไมถึงซอกแซกสับส่ายถึงขนาดนั้น
๖๓. มันเคยตัว เพราะเราให้โอกาสมันมากเกินไป เพราะรักมันมาก จึงไม่กล้าขัดใจ นาน ๆ ไปอาจกลายเป็นโรควิกลจริตทางด้านจิตใจ
๖๔. การเอาชนะใจตนเอง ไม่ให้ไหลสู่อำนาจฝ่ายต่ำ เป็นสิ่งประเสริฐแท้
๖๕. วันนี้ เราตามใจของตนเอง ด้วยอำนาจแห่งความอยาก วันพรุ่งนี้ เราต้องหมดโอกาสที่จะสบายใจ
๖๖. วันนี้ เราไม่ตามใจตนเอง พรุ่งนี้ เราจะอยู่อย่างสบาย
๖๗. ยิ่งแก่ ยิ่งงก เพราะเขางกมาตั้งแต่ยังไม่แก่ ยิ่งแก่ ยิ่งดี เพราะเขาดีตั้งแต่ยังไม่แก่
๖๘. การวิ่งไปตามความอยาก คือการฆ่าตนเองด้วยความพอใจ
๖๙. ศัตรูมักมาในรูปรอยแห่งความเป็นมิตร ความทุกข์มักมาในรูปรอยแห่งความสุข
๗๐. น้ำหวานผสมยาพิษ คนโง่จะชอบดื่ม เพราะไม่รู้ ยาเสพติด ทำลายร่างกายตนเอง คนโง่ก็จะพากันเสพทั้งที่รู้
๗๑. ความสบายกายและสบายจิต จะหาซื้อด้วยเงินแสนเงินล้านไม่มีเลย ไม่จำเป็นจะต้องซื้อด้วยเงินและทอง
๗๒. คนที่มีศรัทธา มีคุณค่ายิ่งกว่าเงินแสนเงินล้าน
๗๓. เมื่อมีศรัทธา ควรมีปัญญาประกอบด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นคนงมงาย ขาดเหตุผล
๗๔. คนนิยมสร้างพุทธ ที่เป็นรูป คือพุทธรูป แต่ไม่นิยมสร้างพุทธ ที่เป็นนาม คือสภาวธรรมที่รู้แจ้ง รู้จริง ทำให้รู้จักพุทธะ
๗ ๕. ความจริงต้องมีให้พิสูจน์ จึงจะถือว่าจริงแน่นอน คนโง่จะไม่เชื่อตั้งแต่เริ่มต้น จึงไม่พบกับความจริงในชีวิต มีแต่ความงมงายในชีวิต
๗๖. คนใดถือสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ว่าเป็นสาระ ถือสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ว่าเป็นสาระคนนั้นมีทางดำเนินในทางที่ผิด เขาจะไม่พบแก่นสารชีวิตที่แท้จริงเลย
๗๗. ผู้ที่หลงเปลือกนอก ย่อมไม่เห็นแก่นใน ผู้ถึงแก่นใน ย่อมเข้าใจเปลือกนอก
๗๘. ความสนุกสนานมัวเมาประมาทในชีวิต ไม่ใช่หนทางดำเนินชีวิตที่แท้จริง มันเป็นหนทางที่ทำให้เสียเวลา
๗ ๙. หากคนให้ความสำคัญกับการ กิน เล่น เสพกาม และนอน มากกว่าคุณธรรม เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานจะไม่ดีกว่ากันหรือ ? เพราะว่าไม่มีกฎหมายห้าม
๘๐. หากจิตใจเต็มด้วยความโลภ โกรธ หลง ช่องว่างในหัวใจไม่มี มีแต่ความอึดอัด
๘๑. อาหารที่กินเข้าไปมาก แสนจะอึดอัด แต่มีทางระบายออก
๘๒. ยิ่งความโลภ โกรธ หลง ลดลงมากเท่าไร ความปลอดโปร่ง ยิ่งมีขึ้นมากเท่านั้น
๘๓. แสงสว่างในทางธรรม จุดประกายให้ชีวิต ให้พบแต่ความสดใส
๘๔. ความสุขทางโลก เหมือนกับการเกาขอบปากแผลที่คัน ยิ่งเกายิ่งมัน เวลาหยุดเกา มันแสบมันคัน เพราะเป็นความสุขเกิดจากความเร่าร้อน
๘๕. เมื่อตอนที่อยากได้ ก็เป็นทุกข์ขณะที่แสวงหา ก็เป็นทุกข์ ได้มาแล้วกลัวฉิบหายไป ก็เป็นทุกข์
๘๖. เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็ต้องมี เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ย่อมไม่มี
๘๗. หากมีแล้ว ทำให้มีความสุข ควรมี ถ้าหากมีแล้ว ทำให้มีความทุกข์ ไม่รู้จะมีไว้ทำไม ?
๘๘. ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เที่ยง เราไปยึดมั่นความไม่เที่ยงนั้นว่าความสุข
๘๙. แม้ความสุขนั้นมันก็ไม่เที่ยง จะไปหวังเอาอะไรอีกเล่า ?
๙๐. พบกันก็เพื่อจากกัน ได้มาก็เพื่อจากไป
๙๑. มองทุกข์ให้เห็นทุกข์ จึงจะมีความสุข
๙๒. ความเบาใจ คลายกังวล ย่อมมีได้ แก่บุคคลผู้เข้าใจธรรมะ
๙๓. ยิ่งเข้าถึงธรรมที่เป็นจริงมากเท่าใด ความเบาสบายใจยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
๙๔. เพราะความสุขทางโลก ไม่ให้อะไรมากไปกว่าความเพลิดเพลิน มัวเมา ประมาทในชีวิต จนลืมทางธรรม
๙๕. ทางเดิน ๒ ทาง ทางโลก และ ทางธรรม
๙๖. ทางโลก คือการปล่อยใจไปตามความอยากในโลกีย์ ทางธรรม คือการควบคุมใจตนเอง ให้มีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครอง
๙๗. ผิดหวังทางโลก ยังมีทางธรรมคุ้มครอง หากคนนั้นรู้จักธรรม
๙๘. ผิดหวังทางโลก อยากทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งตนเอง คนนั้นแหละ ไม่รู้จักธรรม
๙๙. ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ควรยึดถือมั่น
๑๐๐. มันเป็นเช่นนั้นเอง. ท่านเข้าใจแล้วหรือยัง สักวันหนึ่งท่านคงจะเข้าใจ
ธรรมวาทะ ศรีคูณ (ธ.วาทะ)


ปล.นำมาให้อ่านกันค่ะ


ที่มา คัดลอกมาจาก : http://weblog.manager.co.th/publichome/phakri/

ความจริงกับการแก้ปัญหา

ในโลกนี้ มีแต่สิ่งหลอกลวงมากมาย

หลอกลวง ลวงหลอก โกหกเพื่อเอาตัวรอด

เพื่อความสบายใจของอีกฝ่าย

เพราะความเข้าใจของคนเรานั้น ไม่เหมือนกัน

การรับรู้ที่ต่างกัน

ปัญหาหลายอย่างจึงเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจตรงกัน

บางคนได้รับข้อมูลที่เป็นเท็จ ผิดพลาด คลาดเคลื่อน และเชื่อมั่นว่า ข้อมูลที่รับรู้เป็นเรื่องจริง
ต่างคนต่างมีศักดิ์ศรี

ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรี

ทั้งๆที่มันกินไม่ได้เหมือนข้าว

ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงดูท่าจะแก้ไขกันยากจริงๆ

ทั้งๆที่หลายปัญหา สาเหตุนั้นเล็กนิดเดียว

ความจริง จะแก้ไขปัญหาทุกอย่าง

และทุกอย่างจะยุติได้ด้วยความจริง
เพียงแต่ความจริง อาจต้องใช้เวลาพอสมควรในการที่จะทำให้ ความจริงนั้น ปรากฏขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2550

ความตาย …

มรณ = ความตาย เหตุที่ทำให้ความตายปรากฏขึ้นมี 4 อย่าง คือ
ความตายเพราะ สิ้นอายุ
ความตายเพราะ สิ้นกรรม
ตายเพราะสิ้นอายุและสิ้นกรรมทั้งสอง
ตายเพราะประสบอุปัทวเหตุ โดยอายุและกรรมยังไม่สิ้น

เป็นธรรมดาของสัตว์โลก ย่อมมีความตายเป็นที่สุด เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงปลงอายุสังขารแล้วตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนพวกเธอ สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ความปรินิพพานแห่งตถาคตจักมีในไม่ช้า โดยล่วงไปอีก 3 เดือนแต่นี้ ตถาคตจักปรินิพพาน” แล้วตรัสว่า “คนเหล่าใดทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งพาลทั้งบัณฑิต ทั้งมั่งมีทั้งขัดสน ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า ภาชนะดินที่นายช่างหม้อกระทำแล้ว ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ทุกชนิดมีความแตกเป็นที่สุดฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น”

ถ้าจะเปรียบเทียบการตายของสัตว์ทั้งหลายกับเหตุให้ความตายปรากฏขึ้น 4 อย่างแล้ว สามารถอธิบายได้ดังนี้
ชีวิตสัตว์ทั้งหลายเหมือนดวงประทีปที่จุดไว้ ต้องดับลงคือสิ้นชีวิตโดยหมดอายุขัย ก็เหมือนดวงประทีปดับลงเพราะ 'ไส้หมด' แต่ 'น้ำมันยังอยู่'
ผู้ที่สิ้นชีวิตลงโดยหมดกรรมก็เหมือนประทีปดับลงเพราะ 'น้ำมันหมด' แต่ 'ไส้ยังอยู่'
ผู้ที่สิ้นชีวิตลงโดยหมดทั้งอายุและกรรมก็เหมือนประทีปดับลง เนื่องจาก 'ทั้งไส้และน้ำมันหมด' ทั้งสองอย่าง
ผู้ที่สิ้นชีวิตลงโดยประสบอุปัทวเหตุต่างๆ นั้น ก็เหมือนดวงประทีปดับลง เนื่องจาก 'ถูกลมพัด หรือถูกเป่าให้ดับ' โดยที่ 'ไส้และน้ำมันยังอยู่'

ตายเพราะสิ้นอายุ
คำว่า 'อายุ' หมายถึง อายุขัย ซึ่งเป็นการกำหนดขอบเขตแห่งการตั้งอยู่แห่งชีวิตรูป เป็นกัมมชรูปผู้รักษาชีวิตของสัตว์ให้เป็นอยู่ได้ในชาติหนึ่งๆ... เมื่อว่าโดยบุคคล คือ การตายเพราะ 'สิ้นอายุ' หมายถึง ตายเมื่อแก่ คือ ถึงความชราแล้วจึงตาย

ในสมัยพุทธกาล มนุษย์มีอายุขัย 100 ปี โดยประมาณ นับแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว อายุขัยก็ลดลงในอัตราส่วน 100 ปีลดลง 1 ปี ขณะนี้ล่วงเลยไป 2500 ปี มนุษย์ปัจจุบันจึงมีอายุขัยประมาณ 75 ปี… เพราะอายุขัยของมนุษย์ไม่แน่นอน มีขัยขึ้นและขัยลง ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงขัยลง ส่วนอายุของเหล่าเทวดาหรือพรหม ต่างก็มีขอบเขตอายุตามภูมิของตนที่เกิดอยู่ปัจจุบันกำหนด 75 ปี เป็นอายุขัย

ดังนั้นมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้แม้ว่าอำนาจกรรมยังมีอยู่ แต่เมื่อครบอายุขัยก็ตายไปเป็นส่วนมาก ผู้ที่มีอายุยืนเกินกว่าอายุขัยที่กำหนดไว้นั้น ก็มีบ้าง แต่หาได้ยาก ท่านเหล่านั้นต้องมีอดีตกรรมที่เกี่ยวกับการไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์จะช่วยอุปถัมภ์ชีวิตและร่างกายให้อยู่ได้นานเป็นพิเศษ หรือมิฉะนั้นด้วยอำนาจชนกกรรมยังมีกำลัง และปัจจุบันมีกรรมฝ่ายดี คือการรักษาศีล 5 ไว้ได้บริสุทธิ์ หรือมีการรักษาสุขภาพอนามัยไว้อย่างดีต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ผู้นั้นมีอายุเกินขัยได้ มีผู้อายุยืนถึง 90 กว่าปีก็ยังมี ปรากฏอยู่ ในสมัยพุทธกาลนั้น กำหนดอายุขัยไว้ 100 ปี แต่ผู้อายุยืนกว่า 100 ปี ก็มีหลายท่าน เช่น พระอานนท์ พระมหากัสสป นางวิสาขา มีอายุ 120 ปี พระพากุลเถระ มีอายุ 160 ปี เป็นต้น

ตายเพราะสิ้นกรรม
คำว่า 'กรรม' ในที่นี้ หมายถึง ชนกกรรมที่ส่งผลให้เกิดในภพนั้นๆ และอุปถัมภกกรรม มีหน้าที่อุดหนุนให้รูปนามที่เกิดจากชนกกรรมตั้งอยู่ได้นานๆในภพนั้น การสิ้นสุดแห่งกรรมทั้งสองที่ชื่อว่า ตายเพราะสิ้นกรรม ฉะนั้นผู้ที่เกิดมาและอยู่ด้วยกรรมทั้งสองนี้ บางคนตั้งเพียง 1 เดือนบ้าง 1 ปีบ้าง หรือ 5 ปี 10 ปี เหล่านี้ย่อมกล่าวได้ว่า เป็นการตายเพราะกรรมสิ้นสุดลง

ตายเพราะสิ้นสุดแห่งอายุและกรรมทั้งสอง
ความตายชนิดนี้ก็หมายถึง ผู้ตายนั้นมีอายุยืนอยู่ได้จนครบอายุขัย และอำนาจของชนกกรรมก็พอดีหมดลงพร้อมกับความสิ้นสุดแห่งอายุ เช่นผู้ที่เกิดมาในสมัยกำหนดอายุ 75 ปี เป็นอายุขัยและอำนาจของกุศลชนกกรรมของผู้นั้นก็มีอำนาจอยู่ได้ 75 ปีเช่นเดียวกัน เมื่อผู้นั้นมีอายุ 75 ปีแล้วตายลงก็กล่าวได้ว่า ความตายของผู้นั้นเป็นการตายแบบสิ้นทั้งอายุและกรรมทั้งสองได้.. แม้อบายสัตว์ก็เช่นเดียวกัน เช่นสุนัข มีอายุขัยกำหนด 10-12 ปี และสุนัขนั้นเกิดด้วยอำนาจอกุศลชนกกรรมก็อยู่ได้ครบ 10-12 ปี แล้วตายลง ก็กล่าวได้ว่า สุนัขนั้นตายแบบสิ้นทั้งอายุและกรรมทั้งสองได้

การตายเพราะประสบอุปัทวเหตุ โดยอายุและกรรมยังไม่สิ้น
เป็นการตายเพราะมีกรรมอื่นเข้าไปตัดวิบากและกัมมชรูป ที่เกิดจากชนกกรรมให้สิ้นสุดลง กรรมนั้นได้แก่ อกุศลกรรม, มหากุศลกรรม, อรหัตตมัคกรรม ผู้ที่มีอายุยังไม่เข้าถึงขีดอายุขัย และอำนาจของชนกกรรมก็ยังไม่หมด แต่ด้วยอำนาจแห่งอกุศลกรรม หรือกุศลกรรมที่ได้ทำมาแล้วในภพก่อนหรือภพนี้ เข้ามาตัดรอนให้ผู้นั้นตายลงเสียก่อน ซึ่งเปรียบได้กับดวงไฟที่ไส้ยังอยู่ น้ำมันก็ยังอยู่แต่ไฟต้องดับลงด้วยเหตุอื่น เช่นถูกลมพัด ถูกน้ำ เป็นต้น...

ตัวอย่าง อกุศลกรรมตัดรูปนามที่เกิดจากกุศล เช่นถูกศัตรูฆ่าตาย ถูกสัตว์ทำร้ายถึงแก่ความตาย แม้ด้วยความพยายามของตนเอง เช่น ฆ่าตัวตาย กระโดดน้ำตาย เป็นต้น.. หรือสัตว์เดรัจฉาน เช่น สุนัข รูปนามเกิดจากอกุศลชนกกรรม มีอายุเพียง 1 ปี หรือ 2 ปี ถูกรถทับตาย เป็นต้น.. ตัวอย่าง กุศลกรรมตัดอกุศลชนกกรรม เช่นสัตว์นรก เมื่อพญายมราชเตือนสติให้ระลึกถึงกุศลที่ทำไว้ ได้กุศลนั้นก็ตัดรูปนามสัตว์นรกนั้นถึงแก่ความตาย ไปเกิดใหม่ในมนุษย์ หรือเทวดาทันที เป็นต้น.. หรืออรหัตมัคกรรมตัดรูปนามของฆราวาสผู้เป็นพระอรหันต์ ถ้ามิได้อุปสมบทภายใน 7 วัน จะต้องสิ้นชีวิต หรือปรินิพพานใน 7 วันนั้นเอง

ความตายทั้ง 4 อย่างนี้ ตายโดยสิ้นกรรม ตายโดยสิ้นอายุ ตายโดยสิ้นทั้งกรรมและอายุ ทั้ง 3 นี้ เป็นการตายที่ถึงเวลา เรียกว่า “กาลมรณะส่วนการตายแบบอุปัทวเหตุอย่างใด อย่างหนึ่งก็ตามเป็นการตายที่ยังไม่ถึงเวลา เรียกว่า “อกาลมรณะ

“อกาลมรณะ” นี้ในสังยุตตบาลี แสดงไว้ว่า “ดูก่อนมหาราชา ในโลกนี้ผู้ใดทำให้คนอื่นตายลงด้วยการอดข้าว ผู้นั้นแม้ยังอยู่ในวัยเด็กก็ตาม วัยหนุ่มสาวก็ตาม วัยชราก็ตาม ย่อมได้รับการเบียดเบียนด้วยการอดข้าว และตายลงด้วยความหิวข้าวนั้นเอง เป็นดังนี้ตลอดแสนชาติ ” หมายความว่า ผู้ที่เคยทำให้ผู้อื่นตายลงด้วยการอดน้ำ ให้งูกัด วางยา เอาไฟเผา ถ่วงน้ำ หรือฆ่าใช้อาวุธเหล่านี้ เป็นต้น ผู้นั้นก็ย่อมตายด้วยการอดน้ำ ถูกงูกัด ถูกวางยา ถูกไฟคลอก จมน้ำ ถูกอาวุธ เช่นเดียวกัน แสดงว่า อกาลมรณะเหล่านี้ จะเว้นเสียจากอดีตกรรมไม่ได้ จึงเรียกอกาลมรณะนี้ว่า อุปัจเฉทกกรรม คือ กรรมที่มาตัดรอนนั่นเอง

ความตายที่เป็น อกาลมรณะนี้ รวมถึงการปฎิบัติตนเป็นไปไม่สม่ำเสมอ ไม่มีปัญญาที่จะบำรุงรักษาร่างกายให้มีชีวิตยืนยาวอยู่ได้ตลอดอายุขัย ไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถใหญ่ให้เป็นไปโดยสม่ำเสมอ มัวปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมด้วยอำนาจกิเลส คือ ความโลภบ้าง ความโกรธบ้าง ความเห็นผิดบ้าง หรือคิดไม่ถึงบ้าง ทำให้คนทั้งหลายต้องตายลงโดยกาลอันไม่สมควรนี้เป็นส่วนมาก

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของมรณะ คือความตายของสัตว์โลกที่เป็นไปในสังสารวัฏนี้

บทความโดย อาจารย์สุคนธ์ สุ่นศิริ

ขอขอบพระคุณ ...

ที่มา คัดลอกมาจาก http://weblog.manager.co.th/publichome/forgiven/Default.aspx