Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553
Spot โฆษณา เราจะสู้เพื่อประเทศไทย หลักคิดที่แตกต่างจาก "ขอโทษประเทศไทย"
โฆษณาตัวนี้ ถูกแบน ไม่มีวันได้ออกฟรีทีวีตลอดไป ยิ่งกว่า "ขอโทษประเทศไทย" เสียอีก โฆษณาตัวนี้ชื่อ "เราจะสู้เพื่อประเทศไทย"
วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550
ทฤษฎีผีเสื้อกระพือปีก ทฤษฏีพลังเงียบ
เป็นแนวคิดที่บอกว่า
ผีเสื้อ 1 ตัวกระพือปีก จะไม่เกิดอะไรขึ้น
หากกระพือปีกเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนตัวพร้อมๆกัน ก็สามารถที่จะเกิดพายุได้
มีคนนำแนวความคิดนี้ไปเปรียบเทียบกับการชุมนุมที่สนามหลวงของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม
ถ้าตามทฤษฏี ต้องเป็นการกระพือปีกพร้อมกัน จึงจะมีพลัง
แต่การกระพือปีกของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม ไม่ค่อยมีพลัง
เพราะ ไม่ได้กระพือปีกพร้อมกัน และกระพือปีกอย่างแข็งขันเพียงฝ่ายเดียว
วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2550
เกิดเป็นเจ้าหน้าที่ผู้รักษาความสงบต้องอดทน..
ภาพพจน์ของตำรวจทหารในสายตาของหลายคนนั้น มองบุคคลเหล่านี้ในแง่ลบ
ตำรวจชั้นผู้น้อย มักจะรับผลกระทบจากความรู้สึกในแง่ลบของคนหลายคน
แต่มีส่วนน้อยที่จะส่งต่อความรู้สึกในแง่ลบไปยังระดับใหญ่ๆ
ในการชุมนุมประท้วงที่สนามหลวงเมื่อวันเสาร์ที่ 9 มิ.ย.2550 ที่ผ่านมา
ที่กลุ่มผู้ชุมนุมก่อกวน ได้ยั่วยุ ใช้อารมณ์รุนแรงแบบสุดๆ
พังรั้ว ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ็บไปหลายคน
คิดแล้ว สงสารเจ้าหน้าที่ที่รักษาความสงบเหล่านั้น
ต้องมีความอดทน อดกลั้นอย่างสูง
ไปยืนรักษาความสงบ ไม่พกอาวุธ
แต่ฝ่ายม็อบ กลับใช้ความรุนแรง มีทั้งมอเตอร์ไซต์ พร้อมปะทะ และอารมณ์รุนแรง
เห็นภาพเจ้าหน้าที่ที่ยืนกันและโดนคนประท้วง รุกไล่
สงสาร เห็นใจเจ้าหน้าที่ที่พยายามรักษาความสงบที่ยืนอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
ทั้งๆที่เป็นคนไทยด้วยกันแท้ๆ
แต่คนไทยไม่รักกัน
วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2550
จดหมายจากครูใต้ คนที่อยากรู้ว่าทำไม ใต้จึงไม่สงบซะที
> >>เรื่อง ขอยืนยันทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดนี้ต่อไป
> >>ดิฉันเป็นคนไทยธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่เคยชื่นชม
> >>นับถือแนวความคิดของคุณและติดตามการทำงานของคุณมาช้านาน
> >>ดิฉันเชื่อในความตั้งใจดีของคุณ
> >>นานมาแล้วที่ดิฉันบอกใครๆว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีสุด เหมาะสมที่สุด และยังคิดเช่นนั้นอยู่
> >>แต่วันนี้ดิฉันและคุณมีความเชื่อในสถานการณ์ภาคใต้ที่ต่างกัน
> >>ดิฉันไม่เคยมีอคติกับใครรวมทั้งคุณ
ดิฉันถือว่าเราต่างคนต่างมีความเชื่อ
> >>เลยขอเรียนว่า
> >ทำไมถึงมีความเชื่อที่ต่างจากคุณ ที่เห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดความเลวของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ ( คงต้องรวมถึงดิฉันที่เป็นข้าราชการครูด้วย )
> >>ดิฉันขอเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองเห็นเมื่อเป็นครูภาคใต้มา 35 ปี
> >>1. ชาวบ้านแท้ เป็นคนซื่อแต่เชื่อผู้นำอย่างหูหนวก ตาบอด
> >>ผู้หญิงขยันและอดทนอย่างเหลือเชื่อ ( เคยถามคนที่ไม่เคยคลุมหัวฮิญาบ ว่าทำไมเดี๋ยวนี้ต้องคลุม เธอบอกว่าผัวได้บุญ ) ในขณะที่ผู้ชาย
ขี้เกียจ
> >>อ้างศาสนาเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ ( มีลูกกี่คนก็ได้ ยิ่งมากยิ่งดี เพราะถือว่าเป็นของขวัญจากพระเจ้า ) เชื่อในชีวิตหน้า
> >>ชีวิตนี้จะลำบากแค่ไหนก็ได้ ( ตายก็ได้ถ้าผู้นำชี้แนะ ขนาดที่มีลูกสาวสวย ผู้นำจะชี้เอาเป็นเมียก็ต้องให้ )
> >>2. ผู้นำที่เลว ใช้ศาสนาทำให้ชาวบ้านอยู่ในระบบปิดไม่พูดภาษาไทย ไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนไทย ไม่รับรู้โลกภายนอก เพื่อให้ตัวเองเป็นคนสำคัญ และมีอำนาจเหนือชาวบ้าน ( ผู้ปกครองนักเรียนแอบมาเล่าว่าอยากให้ลูกเรียนสูงๆบ้าง ทีลูกผู้นำ เขาส่งเรียนสูงๆ แต่ลูกเรา เขาบอกให้เรียนปอเนาะได้บุญ) เขาขอให้ครูช่วยหาทางให้ลูกเขาได้เรียนด้วย ครูก็ช่วยแล้วมาน้ำตาตกทีหลัง เมื่อมาพบว่าเด็กมาเรียนจนจบปริญญาแล้วเขาไม่รู้จักเรา แถมบางคนทำท่าเหมือนเรามาอาศัยแผ่นดินเขาอยู่ )
> >>3. โดยนิสัยคนพื้นเมืองที่มีความรู้และได้เป็นใหญ่ จะเห็นแก่ตัว ไม่ช่วยพัฒนาคนระดับล่างให้มีความรู้ ไม่รู้จักบุญคุณคนโดยเฉพาะคนนอกศาสนา
> >>ถ้าใครให้ เขาจะรับ แต่ไม่ให้ตอบเพราะบาป
> >>น ักการเมืองรุ่นเก่าจะเอื้อประโยชน์กับผู้นำศาสนาและชาวบ้าน (เพื่อคะแนนเสียง ) โดยยอมรับเรื่องที่ผู้นำปิดโลกของคนพื้นเมืองจากโลกภายนอก ทำให้คนพื้นเมืองอยู่ไปวันๆ อย่างไม่มีอนาคตในโลกนี้ เพราะโลกหน้าต่างหากที่เป็นของจริง เมื่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขายากจน ก็เป็นความผิดของรัฐบาลที่ไม่เข้าไปดูแล> >>เมื่อเขาพูดไทยไม่ได้และไม่รู้ว่าที่นี่คือประเทศไทย
เขาก็ต้องฟังผู้นำ
> >>ในอนาคตพวกเขาจะเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ในพื้นที่เพราะมีลูกมาก
> >>และคนไทยอพยพหนีตาย จากนั้นก็เรียกร้องขอแผ่นดินที่มีแต่พวกเขา
เรื่องนี้เล่นไม่ยากในเวทีโลกไม่ใช่หรือ?
> >>4. ระยะหลังเริ่มมีขบวนการแบ่งแยกเชื้อชาติ และส่งเสริมให้ขับไล่ซือแย (ไทยพุทธ ) ออกจากแผ่นดินรุนแรงขึ้น เนื่องจากได้เงินสนับสนุน (จากไหนบ้างคุณน่าจะรู้ ) ได้ความฮึกเหิมของชาวอิสลามที่ร่ำรวยขึ้น และการปลูกฝังว่าอิสลามว่าเป็นพี่น้องกันทั้งโลก ( แต่อยู่ร่วมกับใครไม่ได้ )
> >>เรื่องอย่างนี้เหมือนน้ำท่วมปาก แต่ไม่มีใครกล้าพูดดังๆ ให้พวกคุณฟัง เพราะเรากลัวตาย การฆ่ารายวันเกิดขึ้นได้ เพราะผู้ร้ายไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
> >>เรื่องที่พูดมานี้เพื่อจะบอกคุณว่า ในเมื่อคนพื้นเมืองถูกครอบงำให้คิดว่า พวกเขาไม่ใช่คนไทย แผ่นดินนี้เป็นของเขา ทุกสิ่งที่เราให้ เขารับ
แต่เขาขอบคุณพระเจ้าที่บันดาลให้ เราให้จึงไม่มีบุญคุณต่อคนนอกศาสนา
>>ดิฉันเจ็บใจเวลาที่เห็นพวกคุณแสดงความเห็นใจคนพวกนี้และว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของคนไทย
> >>คุณรู้กันบ้างไหมว่าทุกสิ่งที่เราทำ เราไม่เคยมีความคิดว่าเรื่องนี้ทำให้เฉพาะคนไทยเพราะเราทุกคนเป็นคนไทย
> >>ในจังหวัดที่ดิฉันเป็นครูมา 30 ปี ดิฉันไม่เคยเห็นส่วนข้าราชการไหนที่แบ่งเขาแบ่งเรา มีแต่เขานั่นแหละที่ทำตัวผิดแปลกแตกแยกมากขึ้นทุกวัน
> >>ถ้าคุณอยู่ที่นี่ซึ่งเป็นแผ่นดินไทย คุณจะรู้สึกอย่างไร
> >>เมื่อเขาเรียกร้องเอาโน่นเอานี่มากขึ้นทุกวัน
ฉันจะต้องแต่งตัวอย่างนี้ ฉันจะต้องหยุดวันนี้ ฉันจะไม่ไหว้ครูร่วมกันคนพุทธ ฉันจะไม่เรียนวิชานี้ ฯลฯ
> >>ด้วยข้ออ้างว่าเพราะขัดกับหลักศาสนา แล้วเราก็ยอมเขาทุกเรื่อง และให้เห็นความแตกแยกชัดเจนขึ้นทุกวัน
> >นักการเมืองที่เป็นพวกเขา ก็พูดเอาแต่ได้ และการเอาแต่ได้ของเขาโดยอ้างศาสนา ก็กดคนของเขาให้หูหนวกตาบอด ให้ขี้เกียจ ให้ไม่มีความรู้ เพื่อเขาจะได้ใช้คนพวกนี้เป็นฐาน โดยมีกลุ่มคนที่มองภาพรวมในเรื่องความไม่เท่าเทียมที่คนในสังคมชนบทได้รับ( อย่างพวกสิทธิมนุษยชน ) เป็นเครื่องมือ
> >>ใจคอคุณจะให้ยอมจนกระทั่งคนไทยที่อยู่ใน 3 จังหวัดต้องพูดภาษาถิ่นที่โลกนี้เขาไม่พูดกัน เพื่อเข้าใจเขาแต่เขาไม่ต้องหัดพูดภาษาไทยเพื่ออยู่ในโลกปัจจุบันได้กระนั้น หรือ ( แต่ครั้นก็ยังช่วยอะไรไม่ได้หรอก เพราะเขาถูกสอนว่าเราเป็นคนนอกศาสนานอกเชื้อชาติเขา ) ทำไมคนไทยที่มีภาษาถิ่นในภาคอื่น เขาไม่ทำกันอย่างนี้บ้าง ทำไมเขาถึงยอมพูดภาษากลางที่เป็นภาษาราชการ เพราะเขาคิดว่าเป็นคนไทย
> >>แต่คนพวกนั้นไม่เคยคิดใช่ไหม
แ ล้วเราจะยอมให้เขาคิดต่อไปหรือให้เขาเลิกคิดกันเสียที ให้เขาได้หลุดพ้นจากการครอบงำของคนที่หาประโยชน์จากความไม่รู้ของพวกเขาจะดี กว่าไหม ถ้าหวังดีกับคนพื้นเมืองจริงๆ
> >>ดิฉันแปลกใจที่คนในกลุ่มคุณอานันท์ (ประธานกอส.)พร่ำพูดแต่เรื่องก รือเซะ เรื่องตากใบ ทำไมไม่เคยพูดถึงผลที่มาจากเหตุ คุณตัดตอนมาแต่ความผิดของเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร ทำไมคุณไม่พูดบ้างว่าคนที่พาคนพวกนี้มาตายมีความผิดไหม บ้านเมืองมีกฏเกณฑ์กติกาในการอยู่ร่วมกันอย่างไร คนระดับคุณไม่เข้าใจพวกบ้าคลั่งลัทธิเชียวหรือ ทำไมต้องดูแลเอาใจคนพวกนี้ให้ฮึกเหิมว่ามีคนดีๆในสังคมอย่างพวกคุณคอยหนุนหล ังอยู่ เขาใช้ประโยชน์จากพวกคุณ (ที่พวกดิฉันแอบเรียกว่าพวกซื่อบริสุทธิ์) เพื่อสร้างภาพว่าเขาเป็นฝ่ายถูกทั้งที่เขาก่อเหตุร้ายขึ้นในแผ่นดิน
> >>ถ้าคุณเป็นครูมานาน เท่าดิฉันที่เป็นคนภาคกลาง แต่ไปอยู่ที่นั่น คุณจะรู้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวขนาดไหน
> >>ดิฉันเคยไปไหนมาไหนในจังหวัดอย่างคนที่เป็นครู
> เจอลูกศิษย์ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เจอผู้คนที่มีอัธยาศัย แม่ค้าในตลาดพูดกันรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้บ้าง แต่ต่างฝ่ายต่างพยายามสื่อสารกัน จนดิฉันเชื่อว่าจะใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นี่ได้
> >>แต่สิบปีที่ผ่านมานี้ สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลง จากการเรียกร้องของผู้ที่อ้างศาสนาทุกวันนี้ เราต้องอยู่ท่ามกลางการไม่ไว้ใจกัน ทุกอย่างเห็นชัดว่าเลวร้ายมากขึ้นจากการแยกตัวของพวกเขาที่เข้มงวดเรื่องการ แต่งกาย เรื่องภาษา เรื่องศาสนา และจากเด็กที่เกิดเป็นจำนวนมาก จนน่าตกใจ
> >>เขาเชื่อว่าลูกคือของขวัญจากพระเจ้า ยิ่งมีมากยิ่งดี
แต่ไม่สนใจว่าจะเลี้ยงให้มีคุณภาพได้อย่างไร
(รัฐบาลดูแลแก้ไขไปซิ)
> >>สังคมของเขาปัจจุบันนี้ผู้ชายก็ยังแสดงโวหารตามร้านน้ำชา ทำงานอืดๆเอื่อยๆ นึกจะพักก็พัก นึกจะเลิกก็เลิก
> >>เพราะเพื่อนไปทำถนนที่ปัตตานี ต้องเอาคนงานอีสานไป เพราะคนที่โน่นไม่อดทนทำงาน (ดีแต่เรียกร้อง)ไม่มีเงินก็ตั้งวงด่าว่าสังคมไม่เป็นธรรม
> >>ใครจะทำธุรกิจก็มีใบปลิวมาขอค่าคุ้มครองแล้ว ใครจะอยากมาลงทุน
>>เขาพร่ำสอนกันว่า พวกคนเจ๊กคนไทยเอาเปรียบเขา ทั้งที่มาอาศัยแผ่นดินเขาอยู่
> >>คนที่เคยเป็นมิตรกัน ก็มองกันอย่างไม่ไว้ใจ
ไม่ทักทายปราศรัยกันเหมือนเดิม
> >>ครูอิสลามบางคน ที่ไม่ใช่คนที่นี่ บอกว่าคงอยู่ไม่ได้เพราะเขาไม่คลุมหัวก็โดนมองแปลกๆ จากพวกศาสนาเดียวกัน แต่พวกที่ไม่ใช่อิสลามก็มองเขาอย่างไม่ไว้วางใจ
> >>ดิฉันเชื่อว่า ในคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่เป็นฝ่ายอิสลาม จะต้องแสดงความคับแค้นนานับประการ ที่ได้รับจากบ้านเมือง
> >>ช่วยถามเขาด้วยนะคะว่าทุกวันนี้เขาโดนกดขี่จากใคร เขาทำตัวกดขี่คนระดับล่างของเขาเองหรือใครทำ ?
มีเรื่องอะไรบ้างที่ภาครัฐปิดโอกาสเขาไม่ให้ได้รับแล้วให้แต่ซือแย (ไทยพุทธ)จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
> >>เคยบ้างไหมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า จะทรงคิดว่าเขาเป็นคนอื่น ท่านทรงมีเมตตากับทุกคนทุกหมู่เหล่าอย่างไม่เคยเลือกที่รักมักที่ชัง อย่างนี้แล้วข้าราชการของท่านจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร
>>แผ่นดิ นนี้ ประเทศนี้ ให้ชีวิตกับเขาได้เจริญก้าวหน้ากว่าคนศาสนาเดียวกัน เขาควรสำนึกในบุญคุณ ของแผ่นดินและช่วยพัฒนาคนของเขา แต่เขากลับเลือกใช้ความกลัว
ความไม่รู้ของชนชาติเดียวกับเขา เป็นฐานให้เขาได้เป็นใหญ่ต่อไป เขาทำลายผู้อื่น เพื่อให้ได้สิ่งที่เขาต้องการเขาคิดว่าทำถูกต้องแล้วหรือ
>>แล ้วพวกคุณก็พลอยเห็นดีเห็นงาม สนับสนุนเขาไปด้วยทั้งที่คุณรู้เห็นอยู่เต็มตาว่า ประเทศที่ผู้นำแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า ประชาชนได้รับความเดือดร้อนแค่ไหน
> >>ดิฉันขอประณามและสาปแช่งผู้อยู่เบื้องหลังความไม่สงบ จงประสบแต่ความวิบัติในชีวิต และขอให้บาปทั้งมวลสืบต่อไปถึงลูกหลานให้เป็นผู้ที่ไม่มีแผ่นดินอยู่อาศัย สมกับที่บรรพบุรุษได้เนรคุณต่อแผ่นดินเกิด ขออย่าให้ได้รู้จักกับความสุขสงบเมื่อมีชีวิตอยู่ในโลกนี้และเมื่อล่วงลับไป สู่โลกหน้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์บนสรวงสวรรค์ย่อมรับรู้ในบาปชั่ว ไม่รับวิญญาณขึ้นไปอยู่กับพระองค์ ต้องตกนรกหมกไหม้จนชั่วนิรันดร์ เพื่อชดใช้ความผิดอันเลวร้ายที่ทำต่อมนุษย์ผู้บริสุทธิ์และแผ่นดินที่อยู่อา ศัยในปัจจุบัน
> >>หนึ่งในครูภาคใต้
++++++++++++++
ที่มา http://webboard.mthai.com/58/2007-06-06/326594.html
วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2550
ประชามติกับความรู้เรื่องการเมืองของคนไทย
ทำไมประชาธิปไตยแบบไทยๆ ดูวุ่นวายมากกว่าที่อื่นๆ
ทุกช่วง 10-20ปี ต้องมีปฏิวัติ รัฐ ประหาร
มีการคอรัปชั่นที่ล้ำลึกมากขึ้น
เวลาที่พูด เรื่องการเมืองในปัจจุบัน คนไทยหลายกลุ่มเข้าใจมากแค่ไหน
มีแต่มุมมอง ความคิดเห็น ผสมกับอารมณ์ ความรู้สึกออกมามากมาย
แล้วมีความรู้ และความเข้าใจในเรื่องนั้นหรือไม่
คำวินิจฉัยของตุลาการ รัฐธรรมนูญ มีความรู้ความเข้าใจแค่ไหน ทำไมถึงได้ตัดสินเช่นนั้น
คำวินิจฉัยนั้น มีทั้งหลักการ และมาตราที่ใช้กำกับไว้ชัด ซึ่งจะบอกเหตุที่ต้องใช้ มาตรานั้นในการตัดสิน
แต่หลายคนชอบที่จะแสดงความคิดเห็น บนพื้นฐานความไม่รู้
ความไม่รู้ คือ ขาดความรู้
หลายคนชอบฟังความเห็นจากคนอื่น ก็เข้าใจว่า นั่นคือ ข้อมูล ก็เอามาใส่ความเห็นของตนเองเพิ่มเข้าไปอีก
ใส่ความรู้สึก อารมณ์ เพิ่มเข้าไป
นั่นคือ การรับรู้ ไม่ใช่ความรู้
หลายคนรับฟัง รับรู้มาก แต่นั่นอาจไม่ใช่ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง
เมื่อสังคม ไทย มีแต่ความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึก มากกว่า ความรู้
ทำให้การเมืองไทยยิ่งดูยุ่งเหยิงมากยิ่งขึ้น

ในการออกเสียง แสดงประชามติในหลายเรื่องของคนไทย
จึงเน้นที่ปริมาณมากไว้ก่อน
เน้นจำนวนคนเป็นหลัก เอามากๆเข้าไว้
การเมืองไทยจึงแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน
และคงจะยุ่งไปอีกนาน
Technorati : political, การเมือง, ความยุ่งเหยิงของการเมืองไทย, ความรู้, ความเข้าใจ, ความเห็น
พื้นที่ข่าวสารที่ถูกยื้อแย่งไป : การเมืองเรื่องยุบพรรค - วันวิสาขบูชา - วันงดสูบบุหรี่โลก
31 พ.ค.2550 เป็นวันวิสาขบูชา และตรงกับวันงดสูบบุหรี่โลกอีกด้วย
แต่ 30 พ.ค.2550 มีการอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมือง
พรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค
และกรรมการ บริหารพรรค 111 คน ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง
ข่าวทีวี เล่นข่าวนี้ ทั้งวิเคราะห์ วิจารณ์ แตกประเด็นข่าวเกี่ยวกับ ไทยรักไทยอย่างมาก
ความจริงแล้ว มีข่าวงานวิสาขบูชา และงานวันงดสูบบุหรี่โลกเหมือนกัน
แต่ดูเวลาในการนำเสนอในทีวี
ข่าวการเมืองข่าวยุบพรรค มีช่วงเวลาในการนำเสนอมากกว่า
ถูกพูดถึงมากกว่า
ที่จริงแล้ว หลายคนไม่ได้ใส่ใจข่าวยุบพรรคมากนัก
บางคนโล่งใจที่พรรคนั้นถูกยุบ
บางคนเสียใจ แต่ก็ ยอมรับคำตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญ
![]()

หลายคนฟังข่าว ดูข่าวแล้ว ก็ออกไปทำงาน ทำภาระกิจประจำวันตามปกติ
ปล่อยวางได้แล้ว
แต่สื่อยังคงเกาะติดข่าว เกาะติด สถานการณ์อย่างเข้มข้น
ทำให้ข่าวการเมือง แย่งความสำคัญของวันวิสาขบูชาไป
การเมืองแย่งความสำคัญของหลายเรื่องมากเกินไปแล้ว
สื่อทำให้การเมืองผูกติดกับ ชีวิตของคนไทยมากขึ้น
ทั้งที่หลายเรื่องไม่จำเป็นต้องผูกติด ติดตามมากถึงขนาดนั้น

Technorati : กระแสข่าว, การนำเสนอ, การเมือง, พื้นที่ข่าวสาร, ยุบพรรค, วันงดสูบบุหรี่โลก, วันวิสาขบูชา, สื่อมวลชน
Mind Map ยุบพรรคไทยรักไทย
มาแล้ว สดๆ ร้อนๆ Mind Map ยุบพรรคไทยรักไทย
Posted by myplanet
ที่มา http://www.oknation.net/blog/myplanet/2007/05/31/entry-2
Mind Map เป็นเครื่องมือ ที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการสรุปเรื่องราวที่มีความเชื่อมโยงกัน ผมเองก็เขียน บ่อยในส่วนของ งาน วันนี้ไปซื้อหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก มาอ่าน ก็เลย อยากเขียน mind map มาให้เพื่อน และก็อยากส่งเสริมให้ ใช้ Mind Map กันให้มากๆ นะครับ (คลิกโหลดภาพใหญ่ไปดูได้นะครับ)
Posted by myplanet
ที่มา http://www.oknation.net/blog/myplanet/2007/05/31/entry-2
สุดยอดคำวินิจฉัยยุบพรรคของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ถือว่า เป็นคำวินิจฉัยที่ยาวที่สุดในโลก
คำวินิจฉัยยุบพรรคของ
พรรคประชาธิปัตย์ ยาว 88 หน้ากระดาษ A4
พรรคไทยรักไทย ยาว 104 หน้ากระดาษ A4
อ่านกันทั้งหมดร่วม 4-5 ชั่วโมง
เขียนอย่างละเอียด อดทนมากๆ ชี้แจงข้อมูล ครอบคลุมทุกประเด็น
สำหรับคนฟัง ถ้าไม่อดทนฟัง ฟังบางตอน อาจจะรู้บ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง
เป็นสุดยอดคำวินิจฉัยที่เอาข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้น + คำวินิจฉัยในตอนท้าย
ถือว่า เป็นคำวินิจฉัยที่ยาวที่สุดในโลกใช้เป็นตำราทางกฏหมายที่ให้นักศึกษารุ่นหลังๆศึกษาค้นคว้ากันต่อไป
มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โดย สนธิ ลิ้มทองกุล ได้มอบให้ นำสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ ในเครือผู้จัดการ จัดพิมพ์คำวินิจฉัยออกมาเป็นเล่ม โดยไม่ตัดทอนแต่อย่างใด
เพราะมีคอการเมืองที่ติดตามเรื่องนี้ อยากได้
หลายคน อยากให้ทำเป็น VCD ออกมา จะได้เก็บไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์
ความจริง เนื้อหาคำวินิจฉัยนั้น ยาวมากๆ
อาจจะมีคนพูดไป ให้ความเห็นในประเด็นที่สนใจ
พูดไปตามความเข้าใจ
บางคนหงุดหงิด พูดให้ความเห็นไปตามที่ตัวเองรู้สึก
หากอยากจะรู้ข้อมูลจริงๆ ต้องทนอ่าน ให้จบ อ่านให้กระจ่าง
ใช้เวลาอ่านทั้งหมด
เพื่อไม่ให้ใครๆมาให้ความเห็นชี้นำคุณได้
มีหลายๆเวบไซต์ ได้สรุปเนื้อหาคำวินิจฉัยในประเด็นสำคัญให้อ่านได้ง่ายขึ้น
บางเวบไซต์ อย่างเช่น เวบ ผู้จัดการออนไลน์ www.manager.co.thได้รวบรวมทั้งภาพ เสียง และไฟล์เอกสาร ให้เข้าถึงข้อมูลได้ มากขึ้น
ตั้งแต่ 19 ก.ย. 2549 เป็นต้นมา
ดูเหมือนว่า นอกจาก วันที่ 19 ก.ย.แล้ว
คืนวันที่ 30 พ.ค. เป็นอีกวันหนึ่งที่หลายคนมีความสุข เหมือนวันที่ 19 ก.ย.49
ข้อมูลเพิ่มเติม จากผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/30may/default.html
| ||||
Technorati : political, กฏหมาย, การเมือง, คำพิพากษา, คำวินิจฉัย, ตุลาการรัฐธรรมนูญ, ประชาธิปไตย, ประวัติศาสตร์, ยุบพรรคการเมือง
วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2550
วันชี้ชะตาคดียุบพรรค - ประชาธิปัตย์ ไทยรักไทย
30 พ.ค.2550 ถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ทางการจริงๆ ทั้งๆที่ก็ไม่น่าจะมีอะไร
ทีวีทุกช่องถ่ายทอดสด ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมือง เริ่มจาก 13.30 น. ไปเสร็จเอาตอน 24.00 น.
อ่านคำวินิจฉัยร่วมครึ่งวัน
อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพรรคประชาธิปัตย์ 4 ชั่วโมง ส่วน ไทยรักไทยเกือบ 6 ชั่วโมง (จาก 6 โมงเย็น เสร็จเกือบ 6 ทุ่ม)
สรุปว่า ประชาธิปัตย์ รอดพ้นถูกยุบพรรค ส่วนพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค
กรรมการบริหารพรรค 111 คน ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี
ไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง , ออกเสียงลงประชามติ ไม่มีสิทธิ์เป็นกรรมการบริหารพรรคใหม่
โดนเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี
คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญเขียนละเอียดมากๆ
ยกทั้งคำกล่าวหา คำแก้ต่าง คำพูด คำด่า เอามาอ่านหมด และสรุปตอนท้ายคือคำวินิจฉัย
เรื่องนี้ เป็นกรณีศึกษาของนักศึกษากฏหมาย เกี่ยวกับการพิจารณาคดีประวัติศาสตร์ในครั้งนี้
ภาพข่าวที่ปรากฏในทีวี ปชป. ได้เฮ ส่วน ทรท. ได้โฮ
เรื่องราวและพฤติกรรมของนักการเมือง และคำตัดสินต่างๆ ได้ถูกเผยแพร่ทางทีวีทุกช่อง หลังจากที่ข้อมูลการกระทำผิดหลายอย่างไม่เคยถูกเผยแพร่มาก่อน ถูกปกปิดและบิดเบือน ทำเป็นลืมเลือนอยู่บ่อยๆ
ติดตามข่าว ดูภาพข่าว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว น่าจะเข้าใจชีวิตได้มากขึ้น
ดูเหมือนว่า ฝ่ายที่ถูกยุบพรรค จะไม่พอใจอย่างแรง เพราะผิดจากที่คาดหมายไว้
นึกว่า จะโดนแค่ยุบพรรคเท่านั้น
แต่นี่ โดนทั้งยุบพรรค และตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี
ก็เลยไม่สามารถลงสมัครเลือกตั้งได้ถึง 2 สมัย (สมัยละ 4 ปี)
ความจริงแล้ว ประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนเพียง 100 คนนี้เท่านั้น
ถึงไม่มีคนทั้ง 100 คน ก็ย่อมที่จะมีคลื่นลูกใหม่ หน้าใหม่ เกิดขึ้นมาทดแทนคนเก่าๆ
บางที คนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่วงการเมือง อาจจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมาก็ย่อมได้
ขอให้บ้านเมืองสงบสุขโดยเร็ว
Technorati : political, thai rak thai, การเมือง, คดีประวัติศาสตร์, คำวินิจฉัย, ตุลาการรัฐธรรมนูญ, ยุบพรรคการเมือง, ยุบไทยรักไทย
Del.icio.us : political, thai rak thai, การเมือง, คดีประวัติศาสตร์, คำวินิจฉัย, ตุลาการรัฐธรรมนูญ, ยุบพรรคการเมือง, ยุบไทยรักไทย
วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2550
ระเบิดที่ตลาดโต้รุ่งปัตตานี ความรุนแรงที่ยังไม่จบที่ภาคใต้
มีผู้บาดเจ็บ 26 คน และเสียชีวิต 1 คน
คนที่เสียชีวิต เป็นนักศึกษาจากเชียงใหม่ ที่มาเรียนในภาคใต้
น่าเสียดายอนาคตของชาติจริงๆ
ข่าวระเบิด บาดเจ็บและเสียชีวิตที่ภาคใต้ ที่มีข่าวปรากฏในสื่ออยู่บ่อยๆ
สำหรับหลายคน อาจได้ยินได้ฟัง จนกลายเป็นความคุ้นเคยไปแล้ว
เหมือนกับตอนเช้าต้องกินข้าว ไปทำงานตามเวลา
เคยชินจนไม่รู้สึกตื่นเต้นแต่อย่างใด
หลายคนกำลังเฉยชากับความทุกข์ของคนทางภาคใต้
เหตุที่เกิดขึ้น มีผู้สันนิษฐานว่า เกิดจากการสร้างสถานการณ์ของบางกลุ่ม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ใครที่มีญาติไปทำงาน เป็นทหาร ตำรวจที่ลงไปรักษาความสงบในภาคใต้ ย่อมเป็นห่วง กลุ้มใจ เครียด
แพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาล ยะลา – ปัตตานี – นราธิวาส ทำงานหนัก
เจอคนเจ็บ จนขวัญผวา บางคนอาจจิตใจเข้มแข็ง มั่นคง
รักษา พยาบาลคนเจ็บป่วย จนชำนาญ
ไม่มีใครรู้ว่า ในวันต่อไป จะเกิดระเบิดที่ไหน ใครจะบาดเจ็บ เสียชีวิตอีกบ้าง
แต่ขอเป็นกำลังใจให้คนไทยในภาคใต้ ต่อไป
เข้มแข็ง ยืนหยัด มั่นคง
ระมัดระวัง รักษาชีวิต
หากเป็นพ่อ แม่ ก็ควรที่จะอยู่เพื่อเฝ้าดูบุตรหลานให้เติบโตต่อไป
วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2550
การว่าจ้างบริษัทอเมริกัน ทำประชาสัมพันธ์ให้กับรัฐบาลไทย แล้วสังคมตะวันตกเข้าใจสังคมไทยดีแค่ไหน
ในสายตาของต่างประเทศ มองประเทศไทยในแง่ลบเป็นส่วนใหญ่
ฝ่ายรัฐบาลจึงไปว่าจ้างบริษัททำประชาสัมพันธ์ให้บ้าง
เดือนละ 2 แสนเหรียญสหรัฐ
แล้วบริษัทที่รับจ้าง เข้าใจสังคมไทยมากแค่ไหน
เข้าใจรูปแบบการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเพียงใด
เข้าใจความซับซ้อน ความลึกซึ้งที่เข้าถึงจิตใจคนไทยมากแค่ไหน
น่าสนใจต่อการทำงานของฝรั่ง ในการพยายามเข้าใจสังคมไทย
รูปแบบของสังคมตะวันตกนั้น เข้าใจง่ายกว่า ซึ่งฝ่ายอดีตนายกฯ ให้ข่าว+ข้อมูลในแนวทางของสังคมตะวันตก
น่าห่วงว่า แนวรบด้านสื่อของไทย
การชี้แจงทำความเข้าใจที่ถูกต้อง อาจจะยากพอสมควร
ในเมืออีกฝ่าย ให้ข้อมูลในด้านตรงกันข้ามตลอดเวลา
ทักษิณกลับมาเป็นนายกฯ แล้ว เมื่อ 30 เม.ย. 2550
มีความพยายามที่จะกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง
และในวันนี้ ฝันนั้นก็เป็นจริง
ในการประชุมประจำปี ของสมาคมกอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย ได้เลือกนายกสมาคมคนใหม่
ซึ่งได้ แก่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกสมาคมกอล์ฟ
ตอนนี้ จึงเรียก นายกฯทักษิณได้เช่นเดิม
แต่เป็นนายกสมาคมกอล์ฟ!!!
อาจถือว่า ได้กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง
.. น่าสังเกตว่า สมาคมกีฬาของไทย มีกลุ่มนักการเมืองเข้ามามีบทบาท มีตำแหน่งในสมาคมต่างๆหลายสมาคม
ข่าวเล็กๆชิ้นนี้ เป็นความพยายามสร้างความเคลื่อนไหวให้เกิดเป็นข่าวอยู่ตลอด
ไม่ยอมอยู่เฉยๆซักที
เมืองไทยคงจะวุ่นวายไปอีกนาน
วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2550
ยามเฝ้าแผ่นดินในแบบฉบับเดี่ยวไมโครโฟน 20 เม.ย. 2550 โดย คุณสนธิ ลิ้มทองกุล
เปลี่ยนรูปแบบใหม่แบบนี้ นานๆโผล่มาที ชักจะคิดถึงเหมือนกัน แต่คุณสนธิได้อธิบายแนวคิดว่า วันจันทร์ ถึง วันพฤหัสบดี จะมียามคนอื่นๆ มาเข้าเวร ทั้งคุณสโรชา พรอุดมศักดิ์ , คุณจินดารัตน์ เจริญไชยชนะ สลับกันเป็นผู้ดำเนินรายการ และมี อ.ปานเทพ พงษ์พัวพันธ์ และคุณคำนูณ สิทธิสมาน มาวิเคราะห์ข่าวสารการเมืองที่เกิดขึ้นวันต่อวัน ส่วนคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ขอพูดคนเดียว เพื่ออธิบายภาพรวม หรือป่าทั้งป่า ในวันศุกร์ เป็นเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง
รับชมแล้ว มองเห็นภาพรวมจริงๆ
เมื่อมาจัด 1 วัน ดูแล้วคุณสนธิ ลิ้มทองกุลดูสดชื่นมากขึ้น เพราะมีเวลาพักมากขึ้น และดูขลังยิ่งขึ้น
โผล่มาวันนี้ ห้อยจตุคามรามเทพมาด้วย ซึ่งคุณสนธิ บอกว่า จตุคามนั้น เริ่มเป็นที่รู้จักจากการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เริ่มมีการนำธงพระยาชิงชัย และเริ่มมีการนำจตุคามรามเทพมาแจกจ่ายในที่ชุมนุมของพันธมิตร จนเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ
ASTV ถือว่า เป็นทีวีเสรีอย่างแท้จริง เพราะไม่ขึ้นกับทุนที่ครอบสังคมไทยจากบริษัทใหญ่ๆ ที่สื่ออื่นๆ ไม่กล้าไปแตะต้อง เพราะจะไม่ได้รายได้จากค่าโฆษณา แต่ ASTV กล้าแตะ กล้าบอกถึงความไม่ชอบมาพากล จึงต้องพึ่งพาการสนับสนุนรายได้จากประชาชน โดยหนึ่งช่องทางในการสนับสนุนผ่านช่องทางของมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินนั่นเอง เพื่อให้สามารถที่จะยืนหยัดนำเสนอข้อมูลอยู่ได้
จัดว่า ไม่ถอดใจ มั่นคงในจุดยืนอย่างมาก
มุมมองการวิเคราะห์ของคุณสนธิในเรื่องต่างๆ ได้ให้ความรู้อย่างมาก เสียดายที่คนอีกหลายภาคส่วน ไม่มีโอกาสได้ชมรายการนี้ ซึ่งในเวลาเดียวกัน หลายคนต่างเฝ้าดูรายการละครทีวีอย่างใจจดใจจ่อ
คนรู้ทันเกมการเมือง จึงเป็นคนที่รับข้อมูลข่าวสารจาก ASTV และจาก Nation TV ด้วย ในขณะที่คนที่เข้าไม่ถึงข้อมูล จึงตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมืองในการปลุกระดมเพื่อข้อเรียกร้องและผลประโยชน์ต่างๆ
แม้จะยากลำบาก ในการยืนหยัดต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในสังคม แต่หลายคนหลายส่วนก็ยังติดตามให้กำลังใจให้นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ให้ปัญญาแก่ประชาชนต่อไป
//////////////
ข้อมูลเพิ่มเติม รายละเีอียดในรายการ
//////////////
“สนธิ”ชำแหละแผนภูมิอำนาจ “ฤาษี”ฮั้วทุนเก่า-ใหม่ ถีบส่ง ปชช.-นำวงจรอุบาทว์หวนคืน
ที่มา http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9500000045498
“สนธิ”แฉแผนภูมิอำนาจ อำมาตยาธิปไตยจับมือทุนเก่า ขณะทุนใหม่แทรกตัวเข้าร่วมผ่าน รมต.บางคนในรัฐบาลสุรยุทธ์ ขณะที่พันธมิตรฯ ชนชั้นกลาง ประชาชนที่มีปัญญากำลังจะถูกถีบออกวงนอก นำวงจรอุบาทว์ทางการเมืองหวนคืน พร้อมเตือนพี่น้องพันธมิตรอย่าหลงกลออกไปชุมนุม จนเกิดการปะทะ เข้าทางกลุ่มอำนาจที่จะใช้กำลังปราบทั้ง 2 ฝ่าย
ในช่วงที่ 2 ของรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ออกอากาศทาง เอเอสทีวี คืนวันที่ 20 เม.ย. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้อธิบายถึงโครงสร้างอำนาจการเมืองของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ว่า ในอดีตนั้น (ภาพที่ 1) โครงสร้างอำนาจประกอบด้วยกลุ่มทุนเก่า อภิสิทธ์ชน อำมาตยาธิปไตยบางส่วนทับกันอยู่ โดยในสมัยก่อนการจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นแบบรัฐบาลผสม ส่วนการเลือกตั้งในสมัยก่อนก็เอาเงินไปจ่ายให้กับประชาชน ถ้าได้เป็นรัฐบาลก็จะได้ผลประโยชน์มากมายมหาศาล ส่วนทหารในสมัยก่อนไม่ค่อยได้เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ก็มีส่วนเชื่อมโดยมีการของบประมาณลับ หรืออะไรต่างๆ ซึ่งนักการเมืองก็ให้ เพราะกลัวว่าทหารจะฮึ่มใส่ จึงต้องมีสะพานเชื่อมโดยการให้ถือหุ้น และจัดสรรผลประโยชน์แล้วแบ่งกันกิน
จากนั้น นายสนธิ ได้แสดงภาพที่ 2 ซึ่งเป็นรูปแบบโครงสร้างทางการเมืองระบอบทักษิณยุคแรกโดยนายสนธิ กล่าวว่า ในสมัยก่อนนักการเมืองที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล จะต้องพาดสะพานเข้าไปในกลุ่มทุนเก่า และไม่ว่าใครจะเป็นนายกฯ ในสมัยนั้น ท่อน้ำเลี้ยงอันนั้นก็ยังอยู่ โดยในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระยะที่ 1 จะเห็นว่าทุนเก่า อภิสิทธิ์ชนถูกเตะออกไป และเริ่มมีทุนใหม่เข้ามา ผสมกับอำมาตยาธิปไตย คือข้าราชการประจำ ซึ่งทุนใหม่เข้ามาโดยใช้พวกอำมาตยาธิปไตยผ่านอำนาจทางการเมือง และพรรคไทยรักไทยฉลาด ใช้หลักประชานิยมโดยเอาเงินไปให้ประชาชน แล้วเริ่มเข้าไปในระบบทหาร โดยดึงเอาเตรียมทหารรุ่น 10 ในสายทหารเข้ามาในรัฐบาล จึงเป็นการรุกคืบไปทีละคืบ
ต่อมา นายสนธิ ได้แสดงชาร์ตที่ 3 โดยระบุว่า เป็นโครงสร้างอำนาจเมื่อระบอบทักษิณ ระยะที่ 2 และการที่ไทยรักไทยมีถึง 377 เสียง เหมือนกับเขากลืนไปหมดแล้ว ประชานิยมขยายรากหญ้าออกไปมากขึ้น ทำให้ทุนเก่าเล็กลง และบริษัทต่างๆ ที่เป็นทุนเก่าต้องตัดสินใจว่าจะมารับใช้ทุนใหม่หรือไม่ และเมื่อ 3-4 ปีแรก ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ ทั้งตลาดหลักทรัพย์ ปตท. หุ้นทุกอย่างเข้ามาหมด จึงร่ำรวยกันอย่างมหาศาลบนความทุกข์ยากของแผ่นดิน บนความไม่โปร่งใส บนความขัดแย้งทางนโยบาย ส่วนทหารก็เริ่มขยายมากขึ้น และยังมีตำรวจครอบไปเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นแล้วเขามีอำนาจทางรัฐบาล มีอำนาจในการออกกฎหมาย ออกกฎหมายเพื่อเอื้อทุนเขา อำนาจเขาบังคับอำมาตยาธิปไตยให้สนองตอบได้
ต่อมานายสนธิ อธิบายภาพแผ่นที่ 4 เป็นรูปแบบโครงสร้างภายหลังจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ซึ่งก่อนหน้านั้น กลุ่มทุนเก่า และกลุ่มที่ถูก พ.ต.ท.ทักษิณรุกคืบ เมื่อสู้ไม่ได้จึงต้องเอื้อต่อระบอบทักษิณ แต่ขณะนั้นมีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยอมรับไม่ได้ จึงออกมาสู้ และมีทุนเก่า-อมาตยาธิปไตยที่เคยถูกระบอบทักษิณรังแกเข้ามาร่วมในภายหลัง เมื่อเห็นว่าพลังของฝ่ายพันธมิตรมีมากขึ้น
นายสนธิ กล่าวอีกว่า พอเกิดเหตุการณ์ 19 ก.ย. ทุนเก่าก็สืบสานมาสู่ คมช. อำมาตยาธิปไตยสานเข้ามาสู่ทุนเก่า ทุนใหม่ไม่กล้าเข้ามาทางนี้โดยตรง แต่ว่าเข้าไปทางรัฐมนตรีบางคนของรัฐบาลชุด พล.อ.สุรยุทธ์ เช่น ผ่านทางนายธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่ปรึกษา ซี.พี. ผ่านมาทางนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจากธนาคารกรุงเทพ และนายวีระชัย วีระเมธีกุล ลูกชายนายสุชัย วีระเมธีกุล เจ้าของตึกออลซีซันส์ เป็นอดีตลูกเขยของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ซึ่งมีสายสัมพันธ์กัน เมื่อเป็นเช่นนี้ คมช. จึงตัดสินใจเลือก พล.อ.สุรยุทธ์ เมื่อตัดสินใจอย่างนี้แล้วจึงถีบชนชั้นกลาง และเอเอสทีวีออกไป เพราะกลัวว่าประชาชนจะรู้ทัน เพราะว่าเขาไม่ต้องการประชาชนฉลาดขึ้น และด้วยเหตุนี้เองจะทำให้วงจรอุบาทว์กลับมาเหมือนเดิม ดังรูปที่ 5 ซึ่งทุนใหม่ของพรรคไทยรักไทยเข้ามาร่วมกับทุนเก่าและอมาตยาธิปไตยได้ ส่วนพรรคการเมืองก็มีพรรคเดิมๆ ขณะที่พันธมิตร ชนชั้นกลาง และประชาชนที่มีปัญญาถูกกันออกวงนอก
นายสนธิ ยังแสดงแผ่นภาพที่ 6 โดยระบุว่า เป็นรูปแบบโครงสร้าง และเป้าหมายทางการเมืองในอนาคตในมุมมองของระบอบทักษิณ ซึ่งถ้าสามารถทำให้รัฐบาลชุด พล.อ.สุรยุทธ์ เอื้อกับระบอบทักษิณ ด้วยการเร่งการเลือกตั้งสิ้นปีนี้โดยใส่เกียร์ว่าง ก็จะทำให้รัฐบาลตัวแทนของไทยรักไทยจะเข้ามาเหมือนเดิม ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่จำเป็นต้องกลับมา ทุนใหม่ก็ผสมกับทุนเก่า อิทธิพลของไทยรักไทยก็ยังมีอยู่ นั่นเป็นสาเหตุของการเตะพวกชนชั้นกลาง และพันธมิตรฯ ออกไป ซึ่งพวกเขาสนใจอยู่เพียงแค่นี้
“คมช.วันนี้ก็มีความขัดแย้งกันภายใน รัฐบาลเองก็ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เพราะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็มาอุ้ม พล.อ.สุรยุทธ์ โดยไม่สนใจว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จะเป็นอย่างไร ประชาชนจะชอบหรือไม่ ไม่สนใจ ขอให้อยู่ให้ครบเทอม ผมเองก็เป็นห่วงท่าน พล.อ.เปรม เพราะท่านเป็นประธานองคมนตรี และท่านเองก็เป็นที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพ และที่ปรึกษาของบริษัท ซี.พี.เจริญโภคภัณฑ์ จึงเป็นห่วงท่านมาก ผมพูดด้วยความเป็นเด็กเป็นเล็ก แต่ผมจำเป็นต้องพูด เพื่อชาติเพื่อบ้านเมืองผมไม่พูดไม่ได้” นายสนธิ ระบุ
นายสนธิ กล่าวอีกว่า สิ่งซึ่งทุกคนพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะว่าทุกคนรู้ว่าตัวเองไม่มีวันที่ทำตามที่พระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ เพราะถ้าเป็นเศรษฐกิจพอเพียงจริง ทุนจะไม่ขยายถึงขนาดนี้ ถ้าพอเพียงแล้วทำไมถึงซื้อเครื่องบินการบินไทย ทำไมถึงปล่อยให้ร้านโชห่วยตาย รวมทั้งทำไมค่าเล่าเรียนจึงสูงเหลือเกิน จนกระทั่งพ่อแม่ไม่มีปัญญาส่ง นี่ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งทำไมต้องเอา ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ จนวันนี้ก็ตอบตรรกะของการที่ทำไมต้องแปรรูปให้เอกชนไม่ได้ และทำไมถึงไม่สามารถที่จะจัดการกับทีไอทีวีให้ได้ รวมทั้งการที่เซ็นทรัลจะต่ออายุเช่าที่รถไฟนั้นมีความโปร่งใสหรือไม่
นายสนธิ กล่าวต่อว่า วันนี้พวก พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาป่วน แต่ไม่ต่อว่า พล.อ.สุรยุทธ์ แม้แต่คำเดียว แต่ไปเล่นงาน พล.อ.สนธิ และมาด่าพ่อล่อแม่ตน และนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นั่นเพราะเขาเห็นว่าพล.อ.สุรยุทธ์ เป็นเทพเจ้าในสายตาของพวกทักษิณ พีทีวีก็จะขอตั้งเวทีอีกแล้ว เขากำลังยั่วยุให้เราออกไปชนกับพวกทักษิณ แล้วเขาจะปราบทีเดียว 2 ฝ่าย โดยอ้างความชอบธรรมว่าบ้านเมืองมันแตกแยก อีกทั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ กลับมาบอกว่าให้อภัยโจร ดังนั้นเราไม่ได้ผิดอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วมาโทษบอกว่าทางเรานี่ทำให้การเมืองไม่นิ่ง แต่คนที่ทำให้การเมืองไม่นิ่งก็คือรัฐบาลชุด พล.อ.สุรยุทธ์ กับระบอบทักษิณ ตลอดไปจนถึงสมาชิก คมช.บางคน
พระสมานฉันท์กับโจรได้ วาทะของท่านนายก เมื่อนำมามองในทางธรรมะ
พระ สมานฉันท์กับโจรได้
ในประเด็นนี้ ในมุมมองจากรายการสภาท่าพระอาทิตย์ ที่ออกอากาศทาง ASTV News 1ในเช้าวันที่ 20 เม.ย. 2550
พระที่สมานฉันท์ อยู่ร่วมกับโจรได้นั้น
1. พระเหมือนโจร หรือโจรนั้น เหมือนกับพระ
2. โจรพร้อมรับคำสอนจากพระ เพราะพระ พร้อมที่จะสอนโจรฅ
3. โจรพร้อมที่จะปล้นพระ จึงรอเวลาที่เหมาะสมในการปล้น
การที่พระอยู่ร่วมกับโจร มองในมุมกฏของกรรมนั้น อยู่ได้
ในมุมมองของดำ-ขาว, ดี-เลว, ใช่ต้องใช่ ได้ต้องได้ แบบนี้ อยู่ด้วยกันไม่ได้ เพราะจะเดือดร้อนทั้ง 2 ฝ่าย
กับกรณีเปรียบเทียบ รัฐบาลกับคนโกง อยู่ด้วยกันได้ไหม
เมื่อรัฐบาลชี้ถูกผิด และเป็นผู้รักษากฏหมาย ย่อมอยู่กับคนโกงไม่ได้
เว้นแต่ว่า จะไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่จะต้องทำ
ประเด็นการระบุให้พุทธศาสนาเป็นศาสนประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ในมุมมองจากรายการสภาท่าพระอาทิตย์
พุทธศาสนา คือ หลักธรรม หลักธรรม คือ หลักชีวิต
ไม่ควรยกเข้าไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ของนักการเมืองต่อไป
ไม่ควรที่จะมอง พระพุทธศาสนาแยกออกจากชีวิต จนต้องใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ
การชุมนุมประท้วงในขณะนี้นั้น สังคมมองไม่เห็นธรรมะ แต่เห็นรัฐธรรมนูญ หรือพยายามไปมองตถาคตจากรัฐธรรมนูญ
เมื่อมีการบัญญัติลงในรัฐธรรมนูญแล้ว ศาสนาอื่นอาจจะรู้สึกว่า อยู่ยาก อึดอัด กดดัน
เมื่อมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ดูเป็นเรื่องของอัตตา พวกพ้อง เผ่าพันธ์ เป็นอุปทาน 100%
ยึดติด 100%
ในการชุมนุมเรียกร้องในช่วงนี้ หากเห็นนักวิปัสสนา นักปฏิบัติธรรม มาร่วมเดินชุมนุม ถือว่า ท่านถูกนิมนต์มา
เพราะนักปฏิบัติธรรม ท่านย่อมไม่ยึดติดอยู่แล้ว
นี่คือ อีกมุมมองหนึ่งจากหลวงปู่พุทธะอิสระ ที่กล่าวในรายการสภาท่าพระอาทิตย์ครับ
ที่มาของภาพ ม็อบชาวพุทธเดือด “ประสงค์” - ปัดถูกชักใย นัดชุมนุมใหญ่ 26 เม.ย.


