++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ทำบุญอย่างไร ล้างบาปได้มากที่สุด


หลายคนที่เผลอทำสิ่งที่ผิด ไม่เข้าท่า คงคิดว่า บาปนั้น สามารถล้างออกได้
เหมือนที่เคยได้ยินพิธีล้างบาปของชาวตะวันตก


แต่ในมุมมองทางพุทธศาสนา
คนที่คิด ที่บอกมาแบบนี้ ไม่ใช่พระแน่นอน
เพราะบุญ มีไว้เสพ บาปมีไว้ชดใช้ บุญไม่ได้มีไว้ล้างบาป
เมื่อถึงเวลาก็จะต้องชดใช้บาปกรรม
บุญและบาป เกิดต่างเวลากัน
สิ่งที่น่าคิด คือ อนิจจังไม่เที่ยง
จะไปหลงยึดถืออะไรกันนักหนา




การนำปิ่นโตไปถวายพระ ต่างกับการตักบาตรที่หน้าบ้านอย่างไร?


รูปแบบที่มองเห็นนั้นต่างกัน
ลงแรง เดินทางต่างกัน
ใช้เวลาทั้งหมดไม่เท่ากัน
ทั้ง 2 อย่าง น่าจะต่างกัน


แต่ที่จริงแล้ว เหมือนกัน เพราะเป็นการถวายถัตตาหารเช่นกัน
การไปตีความถึงรูปแบบวิธีการที่ต่างกันนั้น เป็นการมองที่เหตุ
แต่มองที่ผลแล้ว ได้ผลเช่นกัน




เคล็ดลับอายุยืน - อายุวัฒนะ


หลวงปู่ธรรมอิสระ ให้กล่าวในรายการสภาท่าพระอาทิตย์ ในช่วงสายวันที่ 29 มิ.ย.50 ที่ออกอากาศทางช่อง ASTV News1
หลักธรรมที่เป็นเคล็ดลับที่ทำให้อายุยืน มี 7 ข้อ


1 อยู่ให้ได้ สบายกาย สบายใจ
2. อย่ายึดติด ..
3.เป็นคนกินง่าย อยู่ง่าย กินอาหารย่อยง่าย
4. รู้ตัวว่า เวลาไหนควรทำ ไม่ควรทำ อย่าหักโหมทำงาน
5. ใน 1 สัปดาห์ ขอสัก 1 วันให้ยึดพรหมจรรย์ ไม่หมกมุ่นมในกาม
6. สำรวมกาย วาจาใจ
7. คบคนดี



วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ฆ่าความโกรธได้อยู่เป็นสุข..

เมื่อครั้งพุทธกาล มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อ "อักโกสะ" โกรธแค้นพระพุทธเจ้ามาก ที่สามารถเทศนาจนเพื่อนพราหมณ์ของเขาเลื่อมใสจนออกบวชเป็นพระ เขาผูกใจเจ็บเรื่อยมา

วันหนึ่งเขากลั้นความโกรธไว้ไม่ไหว จึงตามมาด่าพระพุทธเจ้า เขาด่าอย่างหยาบคายต่างๆนานาสารพัด พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งฟังเฉยอยู่ ไม่โต้ตอบแม้แต่คำเดียว อักโกสะด่าจนเหนื่อยหอบ หมดแรง จึงได้หยุด พระบรมศาสดาจึงทรงถามเขาว่า...

" อักโกสะ เมื่อมีญาติมิตรมาสู่บ้านเรือนของท่าน ท่านยกอาหารมารับรอง ถ้าญาติมิตรเหล่านั้น ไม่บริโภคอาหารของท่าน ท่านจะเอาอาหารไห้ใคร"

"ผมก็บริโภคเองน่ะสิ จะเอาไปให้ใครที่ไหน" อักโกสะตอบห้วนๆ

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "เรื่องนี้ก็เช่นกัน อักโกสะ ท่านด่าเรา - เราผู้ไม่ด่าตอบ ท่านโกรธเรา - เราผู้ไม่โกรธตอบ เราไม่รับคำด่าและความโกรธที่ท่านให้เรา คำด่าและความโกรธนั้นก็เป็นของท่านแต่ผู้เดียว

อักโกสะ ผู้ใดด่าตอบผู้ที่กำลังด่าอยู่ โกรธตอบผู้ที่กำลังโกรธอยู่ ผู้นั้นชื่อว่า บริโภคอาหารของความโกรธร่วมกัน เราไม่ขอบริโภคร่วมด้วย"

อักโกสะได้ฟังก็หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง เกิดความเลื่อมใส ทูลขอบวชทันที

ท่านผู้ที่ขี้โกรธทั้งหลาย มาใช้วิธีของพระพุทธเจ้า ดับความโกรธกันเถอะ จะพบความสงบเย็นและเป็นสุข

" โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ - ฆ่าความโกรธได้ อยู่เป็นสุข "


คัดลอกจากหนังสือ ธรรมะระงับดับร้อน - จัดพิมพ์โดยกองทุนสืบอายุพระพุทธศาสนา
ขออนุญาตเผยแพร่เป็นธรรมทาน..

...

ผู้ไม่โกรธตอบ ผู้ไม่ด่าตอบ อาจถูกปรามาสว่าเป็นคนขี้แพ้..
ใครจะว่าอย่างไรก็ช่างเถอะ..แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้แพ้ในสายตาใครๆมากมาย
แต่เราเป็นผู้ชนะสำหรับตนเอง..

ชนะตนเอง...คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

...ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/

คติธรรมคำสอน ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี )

ทางแห่งความหลุดพ้น
       เจ้าประคุณสมเด็จฯ มักจะกล่าวกับสานุศิษย์ทั้งหลายอยู่เสมอว่าชีวิตมนุษย์อยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยปีก็ต้องตายและถูกหามเข้าป่าช้า ดังนั้นจึงควรประพฤติปฏิบัติอยู่ใน ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ ท่านเปรียบเทียบว่า มนุษย์อาบน้ำชำระกายวันละสองครั้งเพื่อกำจัดเหงื่อไคลสิ่งโสโครกที่เกาะร่างกาย แต่ไม่เคยคิดจะชำระจิตให้สะอาดแม้เพียงนาที ด้วยเหตุนี้ ทำให้จิตใจของมนุษย์ยุคปัจจุบันเศร้าหมองเคร่งเครียดและดุดัน ก่อให้เกิดปัญหาความพิการในสังคมความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน จนกระทั่งเกิดความขัดแย้ง และกลายเป็นสงครามมนุษย์ฆ่ามนุษย์ด้วยกัน  

แต่งใจ 
       ขอให้ท่านได้พิจารณาไตร่ตรองให้จงดีเถิดว่า ร่างกายของเรานี้ไฉนจึงต้องชำระทุกวันทั้งเช้าและเย็นจะขาดเสียไม่ได้ทั้งที่หมั่นทำความสะอาดอยู่เป็นนิจ แต่ยังมีกลิ่นไม่น่าอภิรมย์ออกมา แม้จะพยายามหาของหอมมาทาทับ ก็ปกปิดกลิ่นนั้นไม่ได้ ...ใจของเราล่ะ ซึ่งเป็นใหญ่กว่าร่างกายเป็นผู้สั่งบัญชางานให้กายแท้ๆ มีใครเอาใจใส่ชำระสิ่งสกปรกออกบ้าง ตั้งแต่เล็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มันสั่งสมสิ่งไม่ดีไว้มากเพียงใด หรือว่ามองไม่เห็นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำความสะอาดหรือ...  

กรรมลิขิต 
       เราทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติแล้ว  ล้วนแต่มีกรรมผูกพันกันมาทั้งสิ้น ผูกพันในความเป็นมิตรบ้าง เป็นศัตรูบ้าง แต่ละชีวิตก็ย่อมที่จะเดินไปตามกรรมวิบากของตนที่ได้กระทำไว้ ทุกชีวิตล้วนมีกรรมเป็นเครื่องลิขิต            

       อดีตกรรม ถ้ากรรมดี เสวยอยู่
       ปัจจุบันกรรม สร้างกรรมชั่ว ย่อมลบล้าง
       อดีตกรรม กรรมแห่งอกุศล วิบากตน
       ปัจจุบัน สร้างกรรมดี ย่อมผดุง

เรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าเป็นชาวพุทธแล้ว เขาถือว่าเป็นกฎแห่งปัจจัตตัง ผู้ที่ต้องการรู้ ต้องทำเอง รู้เอง ถึงเอง แล้วจึงจะเข้าใจ  

นักบุญ
       การทำบุญก็ดี การทำสิ่งใดก็ดี ถ้าเป็นการทำตนให้ละทิฏฐิมานะ ทำเพื่อให้จิตเบิกบาน ย่อมเสวยบุญนั้นในปรภพ มนุษย์ทุกวันนี้ทำแบบมีกิเลส ดังนั้น บางคนนึกว่าสร้างโบสถ์เป็นหลังๆ แล้วเขาจะไปสวรรค์.. เขาตายไปอาจจะต้องตกนรก เพราะอะไรเล่า เพราะถ้าเขาสร้างด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ เป็นการทำเพื่อเอาบุญบังหน้าในการเสวยความสุขส่วนตัวก็มี บางคนอาจเรียกได้ว่าหน้าเนื้อใจเสือ คือข้างหน้าเป็นนักบุญ ข้างหลังเป็นนักปล้น    

ละความตระหนี่มีสุข         
       ดังนั้นบุญที่เขาทำนี้ถือว่าไม่เป็นสุข หากมาจากการก่อกรรม บุญนั้นจึงมีกระแสคลื่นน้อยกว่าบาปที่เขาทำเอาไว้ หากมีใครเข้าใจคำว่า บุญ นี้ดีแล้ว การทำบุญนี้จุดแรกในการทำก็เพื่อไม่ให้เรานี้เป็นคนตระหนี่ รู้จักเสียสละเพื่อความสุขของผู้อื่น ธรรมดาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมีทุกข์ก็ควรจะทุกข์ด้วย เมื่อมีความสุขก็ควรสุขด้วยกัน

อย่าเอาเปรียบเทวดา
       ในการทำบุญ สิ่งที่จะได้ก็คือ ระหว่างเราผู้เป็นมนุษย์เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนี้จะเป็นมงคล ทำให้จิตใจเบิกบานดี นี่คือการเสวยผลแห่งบุญในปัจจุบัน ทีนี้การทำบุญเพื่อจะเอาผลตอบแทนนั้น มนุษย์นี้ออกจะเอาเปรียบเทวดา ทำบุญครั้งใด ก็ปรารถนาเอาวิมานหนึ่งหลังสองหลัง การทำบุญแบบนี้เรียกว่า ทำเพราะหวังผลตอบแทนด้วยความโลภ บุญนั้นก็ย่อมจะไม่มีผล ท่านอย่าลืมว่า ในโลกวิญญาณเขามีกระแสทิพย์รับทราบในการทำของมนุษย์แต่ละคน เขามีห้องเก็บบุญและบาปแห่งหนึ่งอันเป็นที่เก็บบุญและบาปของใครต่อใคร และของเรื่องราวนั้นๆ กรรมของใครก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของตนๆนั้น ไปตลอดระหว่างที่เขายังไม่สิ้นอายุขัย

บุญบริสุทธิ์         
        การที่สอนให้ทำบุญโดยไม่ปรารถนานั้นก็เพื่อให้กระแสบุญนั้นบริสุทธิ์เป็นขั้นที่หนึ่ง จะได้ตามให้ผลทันในปัจจุบันชาติ แต่ถ้าตามไม่ทันในปัจจุบันชาติ ก็ติดตามไปให้เสวยผลในปรภพ คือ เมื่อสิ้นอายุขัยจากโลกมนุษย์ไปแล้ว ฉะนั้น เขาจึงสอนไม่ให้ทำบุญเอาหน้า ทำบุญอย่าหวังผลตอบแทน สิ่งดีที่ท่านทำไปย่อมได้รับสนองดีแน่นอน เป็นการสั่งสมบารมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักปฏิบัติธรรมแล้ว การทำบุญทำทานย่อมเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติจิตให้บรรลุธรรมได้เร็วขึ้นเป็นบารมีอย่างหนึ่ง ในบารมีสิบทิศที่ต้องสั่งสม เพื่อให้สำเร็จมรรคผลนิพพาน

เมตตาบารมี         
         การทำบุญให้ทานเพียงแต่เรียกว่า ทานบารมี หากบำเพ็ญสมาธิจิตจนได้ญาณบารมี และโดยเฉพาะการบำเพ็ญทุกอย่างนั้น ถ้าท่านให้โดยไม่มีเจตนาแห่งการให้ ให้สักแต่ว่าให้เขา ท่านก็ย่อมได้กุศลเรียกว่าไม่มาก และทัศนคติของอาตมาว่าการบำเพ็ญเมตตาบารมีในภาวนาบารมีนั้นได้กุศลกรรมกว่าการให้ทาน  

แผ่เมตตาจิต         
        ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสัมฤทธิ์ผลนั้น เกิดจากกรรม 3 อย่าง คือ มโนกรรม เป็นใหญ่ แล้วค่อยแสดงออกมาทางวจีกรรม หรือกายกรรมที่เป็นรูป การบำเพ็ญสมาธิจิตเป็นกุศลดีกว่า เพราะว่าการแผ่เมตตา 1 ครั้ง ได้กุศลมากกว่าสร้างโบสถ์ 1 หลัง ขณะจิตที่แผ่เมตตานั้น จะเกิดอารมณ์แจ่มใส สรรพสัตว์ไม่มีโทษภัย ตัวท่านก็ไม่มีโทษภัย ฉะนั้น เขาจึงว่านามธรรมมีความสำคัญกว่า

อานิสงส์การแผ่เมตตา       
        ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่า ความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไปเมื่อจิตของเรามีเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคน เมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่าเราผูกมิตรกับเขาๆก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆวัน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้ เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆดวง ดวงวิญญาณทุกๆดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้นจะเสมอ แล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป ฉะนั้น ผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้ว โรคที่เป็นอยู่มันจะหายไป ถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย หรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้ว ก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวยได้ หรือจะให้มันสบายหายเป็นปกติดั่งเดิมได้

ประโยชน์จากการฝึกจิต        
        ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนมีสมาธิแน่วแน่ เมื่อจิตนิ่งก็รู้ตน เริ่มพิจารณาตน รู้ตนเองได้ ปัญญาก็เกิดขึ้น ปัญญานี้เรียกว่า ปัญญาภายในจากจิตวิญญาณ ซึ่งเราจะใช้ปัญญานี้ได้แน่นอน เมื่อเกิดมีปัญหาขึ้นในชีวิตตลอดระยะเวลาอันยาวนานข้างหน้า นี่คือประโยชน์ของการฝึกจิตแล้ว คุณของสมาธิยังเป็นพลังป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัยเจ็บป่วยได้ กล่าวคือ การบำเพ็ญจิตจนจิตสงบนิ่งแล้ว ระบบต่างๆทางประสาทจะได้รับการพักผ่อน เป็นการปรับธาตุในกายให้เกิดพลังจิตเข้มแข็ง กายเนื้อก็จะแข็งแรงกระชุ่มกระชวยด้วย โลหิตในร่างกายจะหมุนเวียนสะดวกขึ้น ความตึงเครียดตามร่างกายและประสาทต่างๆจะผ่อนคลายเป็นปกติ โรคต่างๆจะลดน้อยลงโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง หายป่วยได้ด้วยการฝึกจิตและเดินจงกรม

จาก Fw Mail ฉบับคัดลอกจากหนังสือเรียน ธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน
เล่มของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

ขอขอบพระคุณ ...



วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2550

หนี้ศักดิ์สิทธิ์

เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ตอนที่ยังไม่ได้บวช อาตมาเชื่อว่าปัญญาเกิดจากประสบการณ์ จึงเดินทางออกจากบ้านเกิดเมืองนอนที่ประเทศอังกฤษ ระเหเร่ร่อนหาประสบการณ์ชีวิตทางยุโรปและเอเซีย ยิ่งลำบากยิ่งชอบ เพราะรู้สึกว่าความลำเค็ญช่วยให้รู้จักตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นกำไรชีวิต

แต่การเดินทางไปอินเดียผิดหวังนิดหน่อย ไม่ได้ท้าทายอย่างที่คาดหวัง ขากลับจึงตัดสินใจลองเดินทางจากประเทศปากีสถานไปยังอังกฤษโดยไม่ใช้เงิน โบกรถไปเรื่อยๆ อยากจะรู้ว่าเป็นไปได้ไหม อยากจะทราบความรู้สึกของผู้ไม่มีอะไรอย่างลึกซึ้ง

ผจญภัยเยอะเหมือนกันและผ่านเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืมเลือน อย่างเช่น พอถึงเตหราน เมืองหลวงของประเทศอิหร่าน รู้สึกจะหมดแรงแล้ว ผอมแห้งบักโกรก เสื้อผ้าก็มอมแมมกระดำกระด่าง คงดูน่าเกลียดพอสมควร เห็นหน้าในกระจกห้องน้ำสาธารณะก็ตกใจ ส่วนใจก็เป็นเปรตมากขึ้นทุกวัน กังวลหมกมุ่นแต่ในเรื่องอาหารการกิน วันนี้เราจะมีอะไรทานไหมหนอ? แต่ละวันท้องจะอิ่มจะว่างก็แล้วแต่น้ำใจของเพื่อนมนุษย์ เราจำเป็นต้องพึ่งบารมีเพราะไม่มีอย่างอื่น

พอดีเจอผู้ชายอิหร่านคนหนึ่ง เขาคงสงสารและอยากฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วย เขาจึงพาไปกินน้ำชาแล้วให้สตางค์ไปเล็กๆน้อยๆ กลางคืนพักข้างถนนในซอยเงียบ กลัวว่าตำรวจเห็นจะซ้อม รุ่งเช้าเดินไปร้านขายซุปแห่งหนึ่ง ซึ่งจำได้ว่าซื้อซุปหนึ่งจานแล้วเขาให้ขนมปังฟรี

ในขณะที่กำลังเดินไปโดยพยายามไม่มองร้านอาหารข้างทางที่ดึงดูดตาเหลือเกิน ไม่ดมกลิ่นหอมที่โชยออกมา เราได้สวนทางกับผู้หญิงคนหนึ่ง เขาเห็นเราก็หยุดชะงัก จ้องมองเราอย่างตะลึงสักพักหนึ่ง แล้วเดินตรงมาหาหน้าตาบูดบึ้ง แล้วสั่งให้ตามเขาไปโดยใช้ภาษามือ เราเป็นนักแสวงหาเลยยอมตามไป เดินไปสักสิบนาทีก็ถึงตึกแถว ขึ้นลิฟต์ไปชั้นสี่ สันนิษฐานว่าคงเป็นบ้านเขา แต่เขาก็ไม่พูดอะไรเลย ยิ้มก็ไม่ยิ้ม หน้าถมึงทึงตลอดเวลา

พอเปิดประตูเข้าไป ปรากฏว่าเป็นบ้านของผู้หญิงคนนี้จริงๆ เขาพาเข้าห้องครัวแล้วชี้ไปที่เก้าอี้ให้นั่ง นั่งแล้วเขาเอาอาหารมาให้ทานหลายๆอย่าง อาตมารู้สึกเหมือนกับขึ้นสวรรค์ ทำให้รู้ว่าอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก คืออาหารที่ทานในขณะที่หิวและท้องกำลังร้องจ๊อกๆ เขาเรียกลูกชายมาสั่งอะไรก็ไม่รู้เพราะฟังไม่รู้เรื่อง แต่สังเกตว่าลูกดูจะอายุไล่เลี่ยกับเรา สักพักใหญ่ลูกชายก็กลับมาด้วยกางเกงและเสื้อเชิ้ตชุดหนึ่ง พอเขาเห็นว่าเราอิ่มหนำสำราญแล้วก็ชี้ไปที่ห้องน้ำ สั่งให้อาบน้ำเปลี่ยนผ้าชุดใหม่ (ของเก่าน่ากลัวเอาไปเผา) เขาไม่ยิ้มไม่แย้ม ไม่พูดจาอะไรเลย มีแต่สั่งอย่างเดียว ขณะที่อาบน้ำอยู่ก็คิดสันนิษฐานว่าแม่คนนี้อาจเห็นอาตมาแล้ววาดภาพนึกถึงลูกชายเขาเองว่า ถ้าสมมุติว่าลูกเราเดินทางไปต่างประเทศแล้วตกทุกข์ได้ยากอย่างนี้ อยู่ในสภาพน่าสมเพชอย่างนี้ มันจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นอาตมาจึงคิดว่าเขาช่วยเราด้วยความรักของแม่ เลยคิดแต่งตั้งเขาเป็นแม่กิตติมศักดิ์ประจำเมืองอิหร่าน ยืนยิ้มหน้าบานอยู่ในห้องน้ำคนเดียว

เมื่อเสร็จเรียบร้อย เขาก็ไปส่งเราตรงจุดที่ได้เจอกัน แล้วเดินลุยเข้าไปในกระแสชาวเมืองที่กำลังเดินไปทำงาน อาตมายืนมองผู้หญิงอิหร่านคนนั้นถูกหมู่ชนกลืนไป อาตมาประทับใจและซาบซึ้งมาก น้ำตาทำท่าจะไหลคลอ เขาให้เราทั้งๆที่ไม่รู้จักกันเลย ตัวสูงๆผอมๆเหมือนไม้เสียบผีจากป่าช้าไหนก็ไม่รู้ เสื้อผ้าก็เหม็นสกปรก ผมก็ยาวรุงรัง แต่เขากลับไม่รังเกียจเลย มิหนำซ้ำยังพาเราไปที่บ้าน และดูแลเหมือนเราเป็นลูกของเขาเองโดยไม่หวังอะไรตอบแทนจากเราเลยแม้แต่การขอบคุณ เวลาผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้ว อาตมาจึงอยากประกาศคุณของพระโพธิสัตว์หน้าบูดคนนี้ ให้ทุกคนได้ทราบว่าแม้ในเมืองใหญ่ๆ ก็ยังมีคนดีและอาจมีมากกว่าที่เราคิด

ไม่ใช่เพียงแค่คนนี้คนเดียว ตอนสมัยที่อาตมาแสวงหาประสบการณ์ชีวิตนั้น ได้รับความเมตตาอารี ความช่วยเหลือเจือจานจากคนหลายๆชาติ ทั้งๆที่เราไม่ได้ขออะไรจากใคร ทำให้ตั้งใจว่ามีโอกาสเมื่อไหร่ต้องช่วยคนอื่นบ้าง ต้องมีส่วนในการสืบอายุของน้ำใจในหมู่มนุษย์ แม้สังคมทั่วไปจะอัตคัดกันดารคุณงามความดีเพียงไร แต่ขอให้เราพยายามเป็นแหล่งเขียวเล็กๆแก่เพื่อนร่วมโลกก็ยังดี

วันหนึ่งอาตมานั่งนึกแปลกใจตัวเองว่า เมื่อไหร่ที่เราระลึกในความมีน้ำใจของผู้ที่เคยเกื้อกูลการเดินทางของเรา ให้อาหารบ้าง ให้ที่พักสักคืนสองคืนบ้าง เราจะรู้สึกทึ่งทุกครั้ง แต่ทำไมพ่อแม่เลี้ยงเรามา 18 ปี ให้อาหารทุกวันไม่เคยขาด วันละสามมื้อบ้าง สี่มื้อบ้าง และยังเป็นห่วงว่าจะไม่ถูกปากเราอีก ท่านให้ทั้งเสื้อผ้าและที่นอน ยามป่วยไข้ท่านก็พาไปหาหมอ และดูเหมือนว่าท่านจะเป็นทุกข์มากกว่าเราเสียอีก ทำไมเราไม่เคยซาบซึ้งในเรื่องนี้เลย? มันไม่ยุติธรรมและน่าละอาย สำนึกตัวว่าประมาทเหลือเกิน ในขณะนั้นเหมือนเขื่อนพัง ตัวอย่างความดีของพ่อแม่ไหลทะลักเข้ามาในจิตจนตื้นตันใจมาก นี่คือจุดเริ่มต้นของการรู้จักบุญคุณของพ่อแม่ในชีวิตของอาตมา

เราคิดต่อไปว่าตอนคุณแม่ท้องก็คงลำบาก ในช่วงแรกคงแพ้ท้อง ต่อมาการเดิน การเหิน การเคลื่อนไหวทุกประเภทคงไม่สะดวกไปหมด ปวดเมื่อย แต่ท่านก็ยอมเพราะเชื่อว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นมีความหมาย และความหมายนั้นก็คือเรา...

ตอนเด็กเราต้องอาศัยท่านหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ทำไมเรารู้สึกเฉยๆ เหมือนกับว่าเป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องให้และเป็นสิทธิของเราที่จะรับ ต่อมาเลยสำนึกว่าที่มีโอกาสปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นที่พึ่งของตน ก็อาศัยที่ว่าคุณพ่อคุณแม่เคยเป็นที่พึ่งอันมั่นคงแก่เราในกาลก่อน ทำให้จิตใจเรามีฐานที่เข้มแข็งพอที่จะสู้กับกิเลสของเราได้


~ ~ ~ หนี้พ่อแม่ไม่ใช่หนี้ธรรมดา แต่เป็นหนี้ศักดิ์สิทธิ์ ~ ~ ~


********************************************

neesaksit.jpg

ส่วนหนึ่งจาก หนังสือ “หนี้ศักดิ์สิทธิ์”
ผู้นิพนธ์: พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ
ภาพปก: ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

หากท่านใดประสงค์จะพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน โปรดติดต่อโรงเรียนทอสี โทร. 02-713 3674
http://www.thawsischool.com/

ขอขอบพระคุณ ...





ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/forgiven/

อุเบกขา..


อุเบกขาคือความวางใจเป็นกลาง เป็นปกติ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นไปตามสมควรแต่เหตุปัจจัยตามกฎแห่งกรรม

หลายคนเข้าใจผิดว่า อุเบกขาคือเฉยๆ ไม่สนใจว่าใครจะทำอะไร ช่างมัน ฉันไม่เกี่ยว อุเบกขา มาจากความหมายเดิมว่า เข้าไปดู เข้าไปดูจนเข้าใจชัดเจน แล้วจิตปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย วางเฉยเสีย

ครูบาอาจารย์เปรียบเทียบไว้ว่า เมื่อลูกของเราจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเรียนต่อ ก่อนเดินทาง พ่อแม่ อบรมสั่งสอนทำหน้าที่ของพ่อแม่ให้ดีที่สุด และสมบูรณ์ด้วยความเมตตา กรุณา มุทิตา เมื่อลูกเดินทางไปต่างประเทศแล้ว ไม่ต้องคิดถึง หรือเป็นห่วงวิตกกังวลใดๆอีก ทำใจวางเฉย รักษาใจ สงบใจ สุขใจ เราจะพัฒนาอุเบกขาขึ้นในจิตใจได้ ต้องเข้าใจความจริงอย่างหนึ่งของชีวิต ว่าไม่มีใครหนีพ้นจากโลกธรรมแปด โลกธรรมแปดฝ่ายน่าปรารถนาคือ ได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ สุข โลกธรรมฝ่ายไม่น่าปรารถนาได้แก่ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

โดยเฉพาะโลกธรรมฝ่ายไม่น่าปรารถนานี้ หากเกิดขึ้นกับบุคคลอันเป็นที่รัก เช่นลูกของเราแล้ว ยากที่เราจะวางใจให้เป็นกลางได้ เรามักคิดว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม ไม่สมควรเลย แต่หากเราพิจารณาชีวิตด้วยปัญญาชอบแล้ว จะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราประสบอยู่นั้นมันเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทุกสิ่งที่เราประสบล้วนเป็นมรดกแห่งกรรมของเราเอง ชีวิตที่เราประสบการณ์อยู่นี้สมบูรณ์ด้วยเหตุผล สมบูรณ์ตามเหตุปัจจัยของมันเสมอ

การกระทำของตัวเอง มองดูจากระยะยาว ตั้งแต่อเนกชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจึงพอเหมาะ พอดี สมบูรณ์แล้วด้วยกฎแห่งกรรม ใช้สติปัญญา เข้าใจความเป็นไปของชีวิต ปล่อยวางได้ ทำใจได้ ไม่ทุกข์ใจ เอาใจใส่ และรับผิดชอบในชีวิตปัจจุบัน ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดด้วยความพอใจ สงบใจ

ที่สุดของอุเบกขาคือไม่มีปฎิฆะ อันหมายถึง ความกระทบกระทั่งใจ ความหงุดหงิดขัดเคือง เกิดขึ้นในใจแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะมีเรื่องราวเดือดร้อนรุนแรงขนาดไหนเข้ามากระทบ ก็ทำใจปล่อยวางและสงบใจได้ อุเบกขาจึงถือเป็นคุณธรรมขั้นสูงอันเปี่ยมไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อย่างสมบูรณ์ในขณะเดียวกัน

คัดลอกจากหนังสือ สาระแห่งชีวิตคือรักและเมตตา - พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

ขออนุญาตเผยแพร่เป็นธรรมทาน..

........


สหายในธรรมท่านหนึ่งได้กรุณายกตัวอย่างเรื่อง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้เห็นภาพชัดขึ้นดังนี้คือ..

ถ ้าเราไปพบเห็นสุนัขตัวหนึ่งถูกฝูงสุนัขรุมรังแกจนบาดเจ็บ เราสงสารเกิดความเมตตาอยากให้พ้นจากทุกข์ทรมานนั้น จึงกรุณานำมันมาทำแผลหาอาหารให้กิน ระหว่างที่มันกินด้วยความเอร็ดอร่อย เราก็เกิดมุทิตาจิตยินดีที่มันมีความสุข หลังจากที่มันกินเสร็จมันก็วิ่งข้ามถนนเพื่อกลับบ้านแต่ถูกรถชนตายเพราะวิ่ง ตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด เราช่วยอะไรไม่ได้จึงวางอุเบกขา...

จากตัวอย่างทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจยิ่งขึ้น และคิดว่าผู้อ่านทุกท่านคงเข้าใจกระจ่างชัดมากขึ้นด้วยเช่นกัน..

....
ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/





วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2550

กฎแห่งกรรม

ชาวตะวันตกส่วนใหญ่เข้าใจผิดในเรื่องกฎแห่งกรรม เขาเข้าใจผิดว่ามันเป็นเรื่องของพรหมลิขิต ที่คนจะถูกกำหนดให้ทนทุกข์ทรมานด้วยความผิดที่เขาไม่รู้จากอดีตชาติที่เขาลืมไปแล้ว มันไม่ใช่เช่นนั้นทีเดียวหรอก ดังเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ...

หญิงสองคนต่างกำลังทำขนมเค้ก

หญิงคนแรกมีส่วนผสมที่แย่มากๆ แป้งสาลีเก่าๆ ที่ต้องเก็บเศษเชื้อราเขียวๆออกเสียก่อน เนยที่อุดมไปด้วยไขมันเกือบๆจะเหม็นหืน เธอต้องหยิบก้อนๆสีน้ำตาลออกจากน้ำตาลทรายขาว (เพราะใครบางคนเคยเอาช้อนเปียกๆเปื้อนกาแฟลงไปตักมาแล้ว) ผลไม้อย่างเดียวที่มีคือองุ่นเก่าๆ ที่แข็งราวกับแร่ยูเรเนียม แถมครัวของเธอยังเป็นรุ่นที่เราเรียกว่า ‘ก่อนสงครามโลก’ แต่จะเป็นสงครามโลกไหนเป็นเรื่องที่จะต้องถกเถียงกัน

หญิงคนที่สองมีส่วนผสมคุณภาพเยี่ยม แป้งสาลีโฮลวีทปลอดสารเคมีได้รับการรับรองว่าปราศจากการตัดแต่งพันธุกรรม เธอมีเนยมาร์การีนไร้ไขมัน น้ำตาลดิบ และผลไม้สดฉ่ำจากสวนของเธอเอง และครัวของเธอที่สวยราวกับงานศิลปะก็เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทันสมัยครบครัน

หญิงคนไหนจะทำขนมเค้กได้อร่อยกว่ากัน...

บ่อยครั้งนักที่คนที่พร้อมด้วยส่วนผสมชั้นยอด กลับไม่ใช่คนที่ทำขนมเค้กได้อร่อยกว่าคนอื่น มันมีอะไรมากกว่านั้นในการทำขนมเค้ก ไม่ใช่แค่ส่วนผสมเท่านั้น บางครั้งคนที่มีส่วนผสมแย่ๆนั้น ได้ทุ่มเทความพยายาม ความเอาใจใส่ และความรัก ลงไปในการทำขนมเค้ก ทำให้ขนมเค้กของเขาอร่อยมากที่สุดในบรรดาเค้กทั้งหมด วิธีการที่เราทำกับส่วนผสมต่างๆนั่นแหละที่มีคุณค่า

อาตมามีเพื่อนบางคนที่มีส่วนผสมแย่ๆที่จะใช้การได้ในชีวิตนี้ พวกเขาเกิดมาจน อาจจะโดนทารุณเมื่อเขายังเป็นเด็ก ไม่ค่อยฉลาดในการเรียน อาจจะพิการ ไม่สามารถเล่นกีฬาได้ แต่คุณภาพอันน้อยนิดที่เขามีนั้น เขาได้เอามันมารวมกันไว้อย่างดีมาก จนเขาสามารถทำขนมเค้กออกมาได้ยอดเยี่ยม น่าประทับใจ อาตมาชื่นชมพวกเขาเป็นที่สุด โยมเคยรู้จักคนเช่นนั้นบ้างไหม?

และอาตมาก็มีเพื่อนอีกประเภทหนึ่ง ที่มีส่วนผสมยอดเยี่ยมที่จะใช้การได้ในชีวิต ครอบครัวของเขาร่ำรวย และให้ความรักแก่เขา เขาเรียนหนังสือเก่ง มีพรสวรรค์ด้านกีฬา หน้าตาดี และป๊อบปูล่า แต่พวกเขากลับทำชีวิตหนุ่มสาวของเขาให้สูญเปล่าด้วยยาเสพติด และแอลกอฮอล์ โยมเคยรู้จักคนเช่นนั้นบ้างหรือไม่?

ครึ่งหนึ่งของกรรมคือส่วนผสมที่เรามีอยู่ที่จะใช้การได้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญยิ่ง คือ การเอาส่วนผสมเหล่านั้นไปทำอะไรในชีวิต

****************************************

chuanmuanchaen.jpg

จาก หนังสือ “ชวนม่วนชื่น” ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า
ผู้นิพนธ์: พระอาจารย์พรหม หรือท่านอาจารย์พรหมวงฺโส
ต้นฉบับหนังสือ: Opening The Door of Your Heart
ผู้แปล: ศรีวรา อิสสระ
ผู้ตรวจสอบการแปล: ท่านอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ
ภาพปกโดย: ชัย ราชวัตร

หากท่านใดประสงค์จะพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน โปรดติดต่อโรงเรียนทอสี โทร. 02-713 3674
http://www.thawsischool.com/


ดาวน์โหลดในรูปแบบ E-book ไปอ่านทั้งเล่มได้ที่
http://www.thawsischool.com/dhamma-book/download/chuanmuanchaen.pdf

ขอขอบพระคุณ ...

มุทิตา..


มุทิตาคือความยินดีเมื่อเขาได้ดี เห็นเขาอยู่ดีมีสุข เจริญก้าวหน้า ก็พลอยแช่มชื่นเบิกบานใจ ไม่คิดอิจฉาริษยาและพร้อมที่จะส่งเสริม สนับสนุน

สำหรับคนทั่วไป แม้มีเมตตากรุณามากพอสมควรแล้วก็ตาม แต่ที่จะมีมุทิตาจากใจจริงนั้น ยังหายาก ปกติเมตากรุณาคือการเผื่อแผ่ให้คนที่ด้อยกว่าตน มุทิตาทำจิตพลอยยินดีกับบุคคลที่มีความสุข อาจจะมีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มากกว่าตน ปกติจิตใจที่เห็นแก่ตัว มักจะเกิดความรู้สึกอิจฉา ริษยา น้อยอก น้อยใจ ฯลฯ เป็นธรรมดา

เราจึงต้องพัฒนาจิตใจให้มีมุทิตาต่อตนเองก่อน หมายถึง หัดนิสัยมองดูตนเองให้มากๆ อย่าเปรียบเทียบแต่กับคนที่ดีกว่าเรา คนที่มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข น้อยกว่าเราก็มีมาก พลเมืองในโลกนี้มีประมาณหกพันล้านคน เป็นคนยากจนที่ไม่เคยมีข้าวกินอิ่ม หนึ่งในห้าส่วนก็เท่ากับคนพันสองร้อยล้านคนที่กินข้าวไม่อิ่ม

คนที่อยู่ในสังคมที่ไม่สงบ อยู่ท่ามกลางสงคราม ป่วยเป็นโรค ติดยาเสพติด มีปัญหาในชีวิตมากมาย มองดูตน จะเห็นว่าเรามีโอกาสดีอีกหลายๆคน อย่างน้อยก็ให้เกิดสันโดษขึ้นในจิตใจ ยินดีในสิ่งที่ได้ พอใจในสิ่งที่มีอยู่ ขอบคุณหลายๆคนที่ช่วยสนับสนุนชีวิตของเรา

เมื่อเรามองดูชีวิตของตนด้วยใจเป็นธรรม ใจเป็นศีล ใจมีเมตตา กรุณาแล้ว จะเกิดความพอใจ สุขใจในฐานะของตน สันโดษพอใจในชีวิตตนปัจจุบัน เมื่อใครได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เขาพอใจ มีความสุข เราก็พลอยยินดีกับเขา ยิ่งพลอยยินดีกับความสุขของเขา เราก็ยิ่งเพิ่มความสุขในใจตนยิ่งๆขึ้นไปอีก

มุทิตาธรรมที่สมบูรณ์ จึงต้องประกอบด้วยคุณธรรมของความเมตตาและกรุณาอยู่ในตัวนั่นเอง


คัดลอกจากหนังสือ สาระแห่งชีวิตคือรักและเมตตา - พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

ขออนุญาตเผยแพร่เป็นธรรมทาน..

......

ใ จเปี่ยมด้วยเมตตา ย่อมปรารถนาให้เขามีความสุข ยามเขาทุกข์ก็ใช้ความกรุณาช่วยปลดเปลื้องแก้ไข ชี้ทางที่สว่างให้ หากเมื่อเขาได้ดี มีความสุข เจริญก้าวหน้าในลาภ ยศ สรรเสริญแม้ทุกอย่างจะมีมากกว่าเรา ก็ใช้ความมุทิตาเป็นที่ตั้ง ยินดีกับเขาโดยไม่คิดอิจฉาริษยาแต่อย่างใด..

.......



ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550

มันอาจจะยุติธรรมก็ได้!

บ่อยครั้งเวลาเศร้าซึมหรือมีปัญหา เรามักคิดว่า ‘มันไม่ยุติธรรมเลย! ทำไมต้องเป็นฉันด้วย?’ ความยุ่งยากจะผ่อนคลายลงสักหน่อย ถ้าชีวิตมันจะเป็นธรรมกว่านี้

น ักโทษวัยกลางคนคนหนึ่งในกลุ่มฝึกสมาธิภาวนาของอาตมาในเรือนจำ ขอพบอาตมาหลังเวลาเลิกงาน เขาเข้ามาร่วมกลุ่มเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว และอาตมาก็รู้จักคุ้นเคยกับเขาค่อนข้างดี

เขาพูดว่า “ท่านพรหม ผมอยากจะเรียนท่านว่า ผมไม่ได้ก่อเรื่องที่ทำให้ผมต้องติดคุกนี้หรอกนะครับ ผมเป็นผู้บริสุทธิ์ ผมรู้ว่านักโทษหลายๆคนคงพูดเหมือนผม และเขาโกหก แต่ผมพูดจริงๆนะครับ ผมไม่โกหกท่านหรอกท่านพรหม ไม่กับท่านแน่ๆ” อาตมาเชื่อเขา พฤติกรรมและลักษณะท่าทางของเขาทำให้อาตมามั่นใจว่าเขาพูดความจริง อาตมาเริ่มคิดว่ามันช่างไม่ยุติธรรมเลย และสงสัยว่าอาตมาจะช่วยแก้ไขความอยุติธรรมที่แย่มากๆนี้ได้อย่างไร แต่เขาได้ขัดจังหวะความคิดของอาตมา

ด้วยรอยยิ้มกว้างที่ดูกวนๆ เขากล่าวต่อว่า “แต่ท่านพรหมครับ ผมได้เคยก่ออาชญากรรมอีกหลายครั้งหลายหน ที่ผมไม่เคยถูกจับได้ ผมจึงเชื่อว่ามันก็ยุติธรรมดีแล้วล่ะ!”

อาตมาเลยต้องหัวเราะออกมาดังๆ อันธพาลเก๋าๆคนนี้เข้าใจกฎแห่งกรรมดี อาจจะดีกว่าพระบางรูปที่อาตมารู้จักเสียด้วยซ้ำ

บ ่อยครั้งแค่ไหนที่เราเคยก่อ ‘อาชญากรรม’ การกระทำที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดโดยมีเจตนาร้าย และเราก็ไม่เคยได้รับผลจากการกระทำนั้นๆ เคยหรือไม่ที่เราจะพูดว่า “มันช่างไม่ยุติธรรมเลย ทำไมฉันถึงไม่โดนจับนะ?”

เมื่อเราต้องทนทุกข์โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน เราจะคร่ำครวญว่า “มันไม่ยุติธรรมเลย! ทำไมต้องเป็นฉันด้วย?”

บ างทีมันอาจจะยุติธรรมก็ได้ เช่นเดียวกับนักโทษในเรือนจำของอาตมา บางทีมันอาจจะมี ‘อาชญากรรม’ อื่นๆอีกหลายเรื่อง ที่เราได้ก่อไว้และไม่เคยถูกจับได้ ที่ทำให้ชีวิตยุติธรรมในที่สุด

******************************************

chuanmuanchaen.jpg


จาก หนังสือ “ชวนม่วนชื่น” ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า
ผู้นิพนธ์: พระอาจารย์พรหม หรือท่านอาจารย์พรหมวงฺโส
ต้นฉบับหนังสือ: Opening The Door of Your Heart
ผู้แปล: ศรีวรา อิสสระ
ผู้ตรวจสอบการแปล: ท่านอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ
ภาพปกโดย: ชัย ราชวัตร

หากท่านใดประสงค์จะพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน โปรดติดต่อโรงเรียนทอสี โทร. 02-713 3674
http://www.thawsischool.com/

ขอขอบพระคุณ ...



กรุณา..

กรุณาคือความสงสาร เมื่อเห็นเขามีความทุกข์ ก็คิดหาทางช่วยเหลือ ปลดเปลื้องทุกข์ของเขา

กรุณาต่อตนเอง หมายถึงมีจิตใจอยากจะช่วยเหลือตนเองให้พ้นจากทุกข์ ด้วยการสำรวจตัวเอง มองดูชีวิตตัวเอง เริ่มต้นที่การกระทำด้วย กาย วาจา มีอะไรบ้างที่เราควรแก้ไขปรับปรุงตน เริ่มต้นตรวจดูด้วยศีล ด้วยกฎหมาย ระเบียบ วินัย กติกาของสังคม หรือจากการที่ พ่อแม่ ครู อาจารย์ หรือเพื่อนๆ ได้ว่ากล่าวตักเตือนเรามีอะไรบ้าง จุดอ่อน จุดบกพร่องของตนเอง เลือกมาข้อใดข้อหนึ่ง ทบทวนตามเหตุผล ยกขึ้นมาตั้งไว้ในหัวใจ

ตั้งใจจะปรับปรุง พิจารณาอยู่บ่อยๆเป็นประจำ ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ขึ้น เหตุการณ์กำลังเกิดขึ้น เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ตั้งใจอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เมื่อเรามีจิตกรุณาที่จะปรับปรุงแก้ไขตัวเองแล้ว ก็ให้อาศัยอิทธิบาท 4

ฉันทะ มีความพอใจในการแก้ไขปรับปรุงตนเอง
วิริยะ มีความพยายาม มีความตั้งใจสม่ำเสมอ
จิตตะ มีจิตใจจดจ่อในการแก้ไขปรับปรุง
วิมังสา ใช้ปัญญาทบทวน พิจารณาหาเหตุผล

เมื่อมีข้อผิดพลาด และหาวิธีการ อุบายต่างๆ ที่จะไม่ให้เกิดผิดพลาดขึ้นอีก สร้างจิตสำนึกในการที่จะพัฒนาตน มีความพอใจในการต่อสู้กับจิตใจตนเอง

กรุณาต่อผู้อื่น จิตที่กรุณาต่อผู้อื่น คือจิตใจที่คิดช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่าเรา ให้เขาพ้นจากทุกข์ แนะนำ ตักเตือนเขา เพื่อให้เขาสามารถดำเนินชีวิตในทางที่ถูกที่ควร

สมมติว่าเราเป็นแม่ ในการเลี้ยงลูกนั้น เรามีความปรารถนาดีต่อลูก ให้ความรักความเมตตา สิ่งใดที่ทำให้ลูกมีความสุข เราก็ทำให้แก่ลูก เรียกว่าทำให้ลูก "ถูกใจ" ก็ดูไม่ยากอะไร แต่ความกรุณาคือช่วยเหลือให้ลูกพ้นทุกข์ เราต้องหมั่นอบรมสั่งสอนให้ลูกรู้จักผิดชอบชั่วดี บางครั้งอาจจะจำเป็นต้องเคร่งครัด ว่ากล่าวตักเตือน ขัดใจลูกก็เพื่อความ "ถูกต้อง" ข้อนี้เริ่มยากแล้ว กรุณาต้องอาศัยกำลังสติปัญญาและจิตใจที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในการเลี้ยงดูลูก เมตตาจะต้องคู่กับกรุณา ลูกจึงจะไม่เสียคน เพราะถูกตามใจมากเกินไป ดังนั้น เมตตากรุณา จึงเป็นคุณธรรมที่ควรพัฒนาไปพร้อมๆกัน

ความกรุณาที่แท้จริงต้องมีพื้นฐานของความเมตตาอยู่ด้วยเสมอ ดังนั้น การที่เราจะว่ากล่าวตักเตือนใคร โดยเข้าใจว่าเป็นความกรุณาที่ต้องการให้เขาพ้นทุกข์ เราต้องสำรวจความรู้สึกตนเองให้ดีด้วยว่า ไม่ได้เจือด้วยความโกรธ หากเรามีเมตตา เราย่อมปรารถนาให้เขาเป็นสุข การว่ากล่าวตักเตือน เราจะต้องคำนึงถึงความรู้สึกของเขาด้วย ต้องทำไปเพื่อประโยชน์และความสุขของเขาจริงๆ

ที่สุดของความกรุณา ก็เป็นเช่นเดียวกับความเมตตา คือไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีประมาณ มีใจกรุณาแก่สรรพสัตว์ทั้งปวง ไม่เว้นแม้แต่ศัตรู

คัดลอกจากหนังสือ สาระแห่งชีวิตคือ รักและเมตตา - พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก..


................

ภาพที่จะอธิบายเรื่องกรุณาได้ชัดเจนที่สุดคือ ภาพระหว่างครูที่ปฎิบัติต่อลูกศิษย์ ยามที่ลูกศิษย์ทำผิดและถึงเวลาที่จะต้องใช้บทลงโทษ การทำโทษของคุณครูนั้นต้องทำด้วยใจเมตตา ไม่ได้ทำด้วยความโกรธหรือความอาฆาต แล้วใช้ความกรุณาว่ากล่าวตักเตือนชี้ทางที่ถูกที่ควรให้แก่ลูกศิษย์..


.................








ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2550

เมตตา..


เมตตาคือความรัก ความปรารถนาดีให้เขามีความสุข การเจริญพรหมวิหาร 4 เริ่มต้นด้วยการเจริญเมตตาก่อน เพราะกรุณา มุทิตา และ อุเบกขานั้น เป็นคุณธรรมที่สูงขึ้น ไปตามลำดับ ต้องใช้กำลังสติปัญญามากยิ่งๆขึ้นไป

เมตตาเป็นบารมีอย่างหนึ่ง
เริ่มต้นให้ฝึกมีเมตตาแต่ตนเองก่อน
พ ยายามฝึกหัดขัดเกลาจิตใจให้มีความรู้สึกที่ดีออกมาให้เป็นไปตามธรรมชาติและใ ห้สังเกตศึกษาถึงความรู้สึกนึกคิด ที่เป็นข้าศึกคอยกีดขวางไม่ให้เกิดความรู้สึกที่ดีออกมา ความรู้สึกที่ไม่ดี จริตนิสัยที่จะคิดไปในทางที่ไม่ดี ซึ่งจะตรงข้ามกับเมตตา ทั้งทางกาย วาจา และ ใจ..

เช่น คิดอาฆาตพยาบาท คิดเบียดเบียน คิดแต่เรื่องกามารมณ์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้าศึกต่อความเมตตา กามารมณ์คือความรักใคร่พอใจในเรื่องของกาม กามราคะตัณหาเป็นอุปสรรคในการมีเมตตาเป็นความรู้สึกที่ทำให้เกิดความเห็นแก่ ตัว อยากจะได้เขามาเป็นของเรา เมื่อไม่ได้ตามที่ต้องการมันเกิดความไม่พอใจ โกรธแค้น บางครั้งถึงกับฆ่าตัวตาย ทำลายชีวิตเขา ถ้าเราสามารถรักษาศีลให้มั่นคงได้ก็จะไม่เกิดเรื่องเดือดร้อนไปเบียดเบียนใค ร แต่ถ้ากามารมณ์รุนแรงมาก ก็ควรที่จะพิจารณาร่างกายของตนว่าเป็นอสุภะ ไม่สวย ไม่งาม เป็นปฎิกูล พยายามสงบระงับซึ่งกามารมณ์ จนรู้สึกได้ว่าทุกคนเป็นพ่อแม่ เป็นญาติพี่น้องของเรา คืออยู่ในวัยเดียวกับพ่อแม่ ก็ทำให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพ่อแม่..

ถ้ าวัยเดียวกับพี่ชาย พี่สาว หรือน้องชาย น้องสาว ก็ทำความรู้สึกเหมือนเป็นพี่ชายพี่สาว หรือน้องชาย น้องสาว ตามนั้น ทำอารมณ์ให้เย็น ใจเย็น หลุดจากโทสะ จากราคะ ทำให้มีความพอใจ สุขใจ และพยายามให้ความปรารถนาดีนี้เผื่อแผ่ไปถึงยังทุกคน

ฝึกคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี เรื่องส่วนตัวและเรื่องรอบๆตัวทั้งโลก เมื่อไม่ดี ไม่ถูกใจ ให้พักไว้ สงบเงียบอยู่ในใจ รู้อยู่ เห็นอยู่ แต่ไม่ต้องปรุงแต่งขึ้นมา มีหิริโอตตัปปะ ต่อคำว่า ไม่ดี รักษาใจ รักษาความรู้สึกที่ดีไว้ เมื่อรู้สึกดี ก็สบายใจ สุขใจ คิดดี พูดดี ทำดี

ส่งความรู้สึก กระแสจิตของใจดี สุขใจนี้ออกไป ความเมตตาจะทำให้เราไม่คิดร้าย ไม่พูดร้าย และไม่ทำร้ายใคร ที่สุดของความเมตตาคือจะไม่มีความพยาบาทเกิดขึ้นในใจ แม้ว่าจะมีผู้คิดร้าย พูดร้าย ทำร้ายเราก็ตาม เป็นความเมตตาที่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีประมาณ เป็นเมตตาที่มีให้แม้แต่กับศัตรู ดังคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่า

"แม้ถูกเขาจับมัดมือมัดเท้า แล้วเอาเลื่อยมาเลื่อยจนร่างกายขาดสองท่อน หากยังคิดโกรธ อาฆาต พยาบาทอยู่ ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเห็นธรรม"

คัดลอกจากหนังสือสาระแห่งชีวิตคือรักและเมตตา - พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

....

ท ี่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ให้ละซึ่งความโกรธ ความอาฆาตนั้น ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากในความรู้สึกของคนธรรมดาเช่นเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนที่ถูกมัดมือมัดเท้าแล้วทำร้ายนั้นคือคนที่เรารัก คงยากยิ่งนักที่จะให้อภัย คงต้องใช้เวลาและการฝึกฝนอย่างมหาศาลแน่นอนถึงจะทำได้..

ในสังคมปัจจ ุบันยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้นคือ แค่การมองหน้ากันธรรมดา ก็สามารถสร้างเรื่องราวขัดแย้งให้เกิดขึ้นได้ โดนรถปาดหน้าก็เป็นอันต้องมีผรุสวาทวาจาออกมา ผู้หญิงและเด็กก็ถูกทำร้ายมากขึ้น...ความเมตตาในหัวใจคนน้อยลงไปทุกที

ดังนั้น..ถ้าจะทำสิ่งใหญ่ๆให้ได้...คงต้องเริ่มที่สิ่งเล็กๆน้อยๆก่อนกระมัง


.....


ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

Nibbana is Supreme Happiness


.....There is a Buddhist proverb which states that "Nibbana is Supreme Happiness". Nibbana means elimination of desire, not only worldly desire but also desire in the sphere of the Dhamma. Action not dictated by greed is action leading to Nibbana.


The Budhha was once asked what was meant by saying that "Dhamma" including "Nibbana" may be "realized by everyone personally ". The Budhha's reply was as follows. When one's mind is subdued by greed, hatred and delusion, volition harmful to oneself or others or to both oneself and others will arise, causing physical and/or mental suffering. As soon as such volition arises, unwholesome actions, be it of body, speech or mind, will inevitably follow. One in such a state of mind will never be able to recognize, in the light of truth, what is to his own or others' benefit, nor to the benefit to both. However when greed, hatred and delution are eliminated, when there is no more volition harmful to oneself or others, or to both, no more unwholesome bodily, verbal or mental actions, when what is to one's own or others' benefit, or both, is recognized in the light of truth and no more sufferring of the body nor even of the mind occurs, this is the meaning of "Dhamma" leading to "Nibbana". According to this explanation of the Buddha, realization of the Dhamma means realization of one's own mental states, good as well as bed. No matter in what state the mind may find itself, one should realize it correctly in the light of truth. This is what is called realization of the Dhamma. It may be asked what benefit can be derived from such realization? The answer is that it will bring peace of mind. When the mind is poisoned with desire, hatred and delusion, it alway flows outward.If it is brought back to be examined by itself, the fire of desire, hatred and delusion will ultimately subside and peace of mind will ensure. This peace should be carefully discerned and securely retained. This then is realization of peace of mind which is realization of Nibbana. The way to realize the Dhamma and attain Nibbana as taught by the Buddha is a natural one which can be practiced by all from the simplest and lowest to the highest level.

The Nobe Truths, the Three Characteristics of Life and Nibbana are Sacca Dhamma, i.e. Universal or Absolute Truth as realized and taught by the Buddha (as expounded in the first Sermon and in the Dhammaniyama or Fixedness of the Dhamma). This may be termed Truth in the light of the Dhamma, which may be attained through Panna or insight and this is the Buddhist way to end all suffering. Buddhism simultaneously teaches the worldly Dhamma or Lokasacca. This is worldly truth, a "relative reality" or conventional truth which views the material universe as it really is, i.e. an aggregate of composite factors existing in relation to certain imperfect state of consciousness such as belief in the existence of selfhood and all its belongings. But in the worlddly sense it has a conventional identity as exemplified in the Buddha's saying "A man is his own refuge". In this connexion, the Buddha said "As the assembled parts of a cart comprise a cart, so the existence of khandhas or composite factors of being comprise a being". The worldly Dhamma includes conduct in human society. for instance, the Six Direction (conduct towords our fathers and mothers, our teachers, our religion, our wives and children and our servants), as well as religions precepts and disciplinary laws. Along with our practice of the Dhamma to liberate our minds from suffering according to Absolute Truth, we should also practice the Dhamma in the light of worldly or conventional truth. For example, if one is a son, a daughter or a pupil, one should comply with the Dhamma in a manner appropriate to one's status and try to study and use the Dhamma in the solving of one's daily problems, He should try every day to apply the Dhamma in his study, work and other activities. He who conducts himself in this manner will see for himself that the Dhamma is truly of immeasurable benefit to his own existence.

คัดลอกมาจาก หนังสือ "พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร"
WHAT DID THE BUDDHA TEACH ?




Technorati : , , , , , , ,

วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

คติธรรมนำสุข

สุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจมิใช่หรือ
ถ้าเราถือก็เป็นทุกข์ไม่สุขสันต์
หากปล่อยวางก็ว่างทุกข์ สุขนิรันดร์
เพราะฉะนั้น จงเลือกทาง ว่างทุกข์เอย
อันความตาย ชายนารีหนีไม่พ้น
จะมีจน ก็ต้องวายตายเป็นผี
ถึงแสนรักก็ต้องร้าง ห่างทันที
ไม่วันนี้ ก็วันหน้า จริงหนาเรา
อันทานศีล ภาวนา อย่าเลยละ
อุตสาหะ สืบสร้าง ทางสวรรค์
นิสัยส่ง คนนิพพาน ไม่นานครัน
เกษมสันต์ แสนสุข สิ้นทุกข์ภัย
เมื่อเจ้ามา มีอะไร มาด้วยเจ้า
เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน
เมื่อเจ้ามามือเปล่าจะเอาอะไร
เจ้าก็ไปมือเปล่าเหมือนเจ้ามา
อันยศลาภหาบไปมิได้แน่
เหลือก็แต่ ต้นทุนบุญกุศล
ทิ้งสมบัติทั้งหลายให้ปวงชน
ร่างของตน ยังเอาไปเผาไฟ

*****
"อย่าเห็นแก่ตัว
อย่ากลัวลำบาก
จงคิดเสมอว่า
"เราตายแน่ ตายแล้วเอาอะไรไปได้บ้าง"

*****
"กรรม"
อย่าโกรธโทษทั่วให้ เทวา
อย่าโทษสถานพฤกษา ย่านกว้าง
อย่าโทษท้าวพรหมา เล็งโลก
โทษที่กรรมก่อสร้าง หากให้เป็นเอง

******
" แม้เรามิได้เกิดเป็นดอกซากุระ
ก็อย่ารังเกียจที่เกิดมาเป็นบุปผาพันธุ์อื่นเลย
ขอให้แต่เป็นดอกไม้ที่งามที่สดใสในพันธุ์ของเรา
ภูเขาไฟฟูจีมีลูกเดียว แต่ภูเขาทั้งหลายก็หาได้ไร้ค่าไม่
แม้มิได้เป็นซามูไร ก็จงเป็นลูกสมุนของซามูไรเถิด
เราจะเป็นกัปตันกันหมดทุกคนไม่ได้
ด้วยว่า ถ้าปราศจากลูกเรือแล้ว เราจะไปกันได้อย่างไร
แม้เรามิอาจเป็นถนน ขอจงเป็นบาทวิถี

ในโลกนี้มีตำแหน่งและงานสำหรับเราทุกคน
งานใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แต่เราย่อมจะมีตำแหน่งและงานทำเป็นแน่ล่ะ
แม้นเป็นดวงอาทิตย์ไม่ใด้ จงเป็นดวงดาวเถิด
แม้มิได้เกิดมาเป็นชาย ก็อย่าน้อยใจที่เกิดมาเป็นหญิง
จะเป็นอะไรก็ตาม จงเป็นเสียอย่างหนึ่ง
จะเป็นอะไรมิใช่ปัญหา สำคัญอยู่ที่ว่า
" จงเป็นอย่างดีที่สุด ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรก็ตาม.."

......ศรีบูรพา....

๐ มนุษย์ทั้งหลาย
ไม่ควรทำตัวให้เป็นมนุษย์ที่อาภัพ
ไม่มีข้อประพฤติ ไม่มีข้อปฏิบัติ...เป็นคนอาภัพ
คือคนหมดหวังจากมรรคผลนิพพาน...
หมดหวังจากคุณงามความดี...อย่าคิดอย่างนั้น

มนุษย์เป็นผู้มีบุญ..วาสนา
ที่เกิดมาเป็นสัตว์ที่ควรตรัสรู้ธรรมได้
เมื่อมนุษย์เป็นผู้มีบุญวาสนาเช่นนี้แล้ว
จึงควรที่จะปรับปรุงความรู้
ควรที่จะปรับปรุงความเข้าใจต่างๆ
ควรที่จะปรับปรุงความเห็นของตนให้อยู่ในธรรม
ให้สมกับที่เกิดมาเป็นสัตว์ที่ตรัสรู้ธรรมได้

๐ การปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งละเอียด
ผู้มีกริยานุ่มนวล สำรวมปฏิบัติไม่เปลี่ยนแปลง
สม่ำเสมออยู่เรื่อย...นั่นแหละจึงจะรู้จัก
มันจะเกิดอะไรก็ช่างมันเถิด
ขอแต่ให้มั่นคง แน่วแน่เอาไว้
อย่าซวนเซ..หวั่นไหว
ให้มีสติอยู่..เห็นการเกิดดับของใจ
แต่อย่าให้มันมาทำใจให้วุ่นวาย
ให้ปล่อยวางมันไป
ความรัก...เกิดขึ้นก็ปล่อยมันไป
มันมาจากไหน...ก็ให้มันกลับไปที่นั่น
อย่าเก็บมันไว้สักอย่าง

พระธรรมคำสอนชอง หลวงพ่อชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี