++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Dhamma แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Dhamma แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะของหลวงปู่ทวด อ่านแล้วส่งต่อเพื่อเป็นธรรมทาน

หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี
ท่านเป็นพระมหาเถระที่รู้จักกันทั่วประเทศ ในนาม " หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด "
คาถาบูชาท่าน คือ นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา
ชาติกาล 3 มีนาคม พ.ศ. 2125
ชาติภูมิ บ้านเลียบ ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา
บรรพชา เมื่ออายุได้ 15 ปี
อุปสมบท เมื่ออายุ 20 ปี
มรณภาพ 6 มีนาคม พ.ศ. 2225
สิริรวมอายุได้ 99 ปี
คติธรรมคำสอน ของ
หลวงปู่ทวด
ธรรมประจำใจ
พูดมาก เสียมาก พูดน้อย เสียน้อย ไม่พูด ไม่เสีย นิ่งเสีย โพธิสัตว์
ละได้ย่อมสงบ
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนแต่เคลื่อนที่ไปสู่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ทุกอย่างในโลกนี้ เคลื่อนไปสู่การสลายตัวทั้งสิ้น ไม่ยึด ไม่ทุกข์ ไม่สุข
ละได้ย่อมสงบ
สันดาน
ภูเขาถูกมนุษย์ทำลายลงมาได ้
แต่สันดานของคนเราที่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้ง
ซึ่งไม่เหมือนกันย่อมขัดเกลาให้ดีเหมือนกันได้ยาก
ชีวิตทุกข์
การเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง จะว่าประเสริฐก็ประเสริฐ จะว่าไม่ประเสริฐก็ไม่ประเสริฐ
จะเห็นได้ว่า ตื่นเช้าก็มีความทุกข์เข้าครอบงำ
จะต้องล้างหน้า ล้างปาก ล้างฟัน ล้างมือ
เสร็จแล้วจะต้องกินต้องถ่าย นี่คือความทุกข์แห่งกายเนื้อ
เมื่อเราจะออกจากบ้าน

ก็จะประสบความทุกข์ในหมู่คณะ ในการงาน ในสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงตนชอบ
นี่คือ ความทุกข์ในการแสวงหาปัจจัย
บรรเทาทุกข์
การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้น
เราจะต้องรู้ว่า เรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคม เราต้องเป็นตัวของเราเอง
และเราจะต้องวินิจฉัยในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเราว่า สิ่งใดเราควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ
ยากกว่าการเกิด
ในการที่เราเกิดมา ชีวิตแห่งการเกิดนั้นง่าย แต่ชีวิตแห่งการอยู่นั้นสิยาก
เราจะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างสุขสบาย
ไม่สิ้นสุด
แม่น้ำทะเล และมหาสมุทร ไม่มีที่สิ้นสุดของน้ำ ฉันใด
กิเลสตัณหาของมนุษย์ก็ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ฉันนั้น
ยึดจึงเดือดร้อน
ทุกวันนี้
เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโนน่ ยึดนี่
ยึดพวกยึดพ้อง ยึดหมู่ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะ โดยไม่คำนึงถึงธรรมสากล
จักรวาลโลกมนุษยนี้ ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก
สัตว์โลกทุนคนต้องใช้กรรมตามวาระ ตามกรรม
ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน เกิดการฆ่าฟันกัน
เพราะอารมณ์แห่งการยึดถืออายตนะ ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า
สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือ หลักความจริงของธรรมะ

อยู่ให้สบาย
ในภาวะแห่งการที่จะอยู่อย่างสบายนั้น
เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด อยู่กันอย่างไม่ยินดี อยู่กันอย่างไม่ยินร้าย
อยู่กันอย่างพยายามให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้นเหนืออารมณ์
เหนือคำสรรเสริญ เหนือนินทา เหนือความผิดหวัง เหนือความสำเร็จ เหนือรัก เหนือชัง
ธรรมารมณ์
การอยู่อย่างมีธรรมารมณ์ คือ การอยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง
อยู่อย่างรู้หน้าที่การเป็นคน และรู้หน้าที่ในการงาน คือ รู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องทำ
ไม่ใช่ทำเพื่อหวังผลตอบแทน เพราะถ้าเราทำงานเพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆ แล้ว
ถ้าสิ่งต่างๆไม่สัมฤทธิ์ผลตามความหวังนั้น เราย่อมเกิดความโทมนัส เสียใจน้อยใจ เป็นทุกข์
กรรม
ถ้าเรามีชีวิตอยู่อย่างที่ว่า
เกิดเพราะกรรม อยู่เพื่อกรรม ทำเพราะกรรม ตายเพราะกรรมแล้ว
ชีวิตการเป็นมนุษย์ย่อมมีความภิรมย์ มีความรื่นเริง
มารยาทของผู้เป็นใหญ่
ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เกิดก่อน ผู้ดีไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูง
มารยาทจรรยาของการเป็นผู้ใหญ่ ก็คือต้องสุขุมรอบคอบ และไม่ยึดติดเสียงเป็นหลัก
คือ ต้องไม่หวั่นไหวกับคำนินทาและสรรเสริญ
โลกิยะ หรือ โลกุตระ
คนที่เดินทางโลกุตระ ย่อมไปดีทางโลกิยะไม่ได้
คนที่เดินทางโลกิยะ ย่อมสำเร็จทางโลกุตระได้ยาก เพราะอะไร ?
ถ้าคนหนึ่งสำเร็จได้ทั้งโลกิยะ และโลกุตระง่ายแล้ว
ทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธโคดม
ต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิไปเป็นธรรมราชาเล่า ?
ถ้าเป็นไปได้ พระองค์เป็นมหาจักรพรรดิพร้อมทั้งธรรมราชา ไม่ดีหรือ ?
แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกของโลกิยะและโลกุตระเดินคู่ขนานกัน
เราต้องตัดสินใจ ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญในการที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง
ศิษย์แท้
พิจารณากายในกาย พิจารณาธรรมในธรรม พิจารณาวิญญาณ ในวิญญาณ
นั่นแหละ คือ สานุศิษย์อันแท้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
รู้ซึ้ง
ทุกอย่างจะต้องมีเหตุ เมื่อมีเหตุจึงจะมีผล ผลนั้นเกิดจากเหตุ
เราได้วินิจฉัยข้อนี้แล้ว เราจึงรู้ซึ้งถึงพุทธศาสนา

ใจสำคัญ
การทำบุญนั้น จะต้องทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์
จะต้องทำด้วยความศรัทธา
ผลสะท้อนมันจะเกิดขึ้นเกินความคาดหมาย

หยุดพิจารณา
คนเรานี้ ถ้าไม่มีอะไรทำอยู่ในที่วิเวกคนเดียว จิตมันจะฟุ้งซ่าน
และถ้าภาวะนั้น
ตนไม่ปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ คือ หยุดพิจารณา
แล้วค้นสัจจะของ ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมที่จะค้นหาสัจจะในธรรมะได้
บริจาค
ทำบุญสังฆทานเป็นจาคะ จาคะเป็นการบริจาคโภคทรัพย์ภายนอก
การสวดมนต์เป็นการภาวนา การภาวนาเป็นการบริจาคภายใน
เพราะฉะนั้น ถ้านับในด้านทิพย์อำนาจ
การบริจาคภายในย่อมได้กุศล มากว่า การบริจาคภายนอก
นี่คือเรื่องของนามธรรม
ทำด้วยใจสงบ
เราจะทำบุญก็ดี เราจะทำอะไรก็ดี จงทำด้วยความสงบ
อย่าทำด้วยอารมณ์แห่งความร้อน เพราะการทำด้วยอารมณ์ร้อนนั้น มันจะพาเราไปสู่หายนะ
เมื่อเกิดอารมณ์ร้อน เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จงอย่าทำ
นั่งให้จิตใจมันสบายเสียก่อน เมื่อจิตใจสบายแล้ว ปัญญาก็เกิด
เมื่อเกิดปัญญาแล้ว จะทำสิ่งใดก็เป็นไปโดยความสะดวก
มีสติพร้อม
จะทำสิ่งใดก็ตาม เราต้องมีสติพร้อม
คือ
อย่าให้มีโทสะ อย่าให้อารมณ์เข้ามาควบคุมสติ
อย่าให้เรื่องส่วนตัวและขาดเหตุผล มาอยู่เหนือความจริง
เตือนมนุษย์
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่งานส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีง านทำในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่ทรัพย์ส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีทรัพย์ครองในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่นอนมาก มนุษย์ผู้นั้น จะไม่ได้นอนในไม่ช้า
พิจารณาตัวเอง
คืนหนึ่งก็ดี วันหนึ่งก็ดี ควรให้มีเวลาว่างสัก 5 นาที หรือ 10 นาที
ไม่ติดต่อกับใคร
ให้นั่งเฉยๆ คิดถึงเหตุการณ์ที่เราทำไปแต่ละวันๆ ว่า ที่เราทำไปนั้นเป็นอย่างไร
คือให้ปลีกตัวมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง คิดเอาแต่เรื่องของตัว อย่าไปคิดเรื่องของคนอื่น
เพราะมนุษย์เราส่วนมากทุกวันนี้ มักเอาแต่เรื่องของคนอื่นมาคิด ไม่ค่อยคิดเรื่องของตัวเอง
คัดลอกจากหนังสือ เรียนธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน เล่มของหลวงปู่ทวด
ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม
ธรรมะของหลวงปู่ทวด อ่านแล้วส่งต่อ เพื่อเป็นธรรมทาน

จิตใจเศร้าหมอง...หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

ถ้าจิตใจเศร้าหมองมีแต่ความทุกข์อยู่ในใจแล้ว
ปัญญาหมดเลย ไม่มีสติปัญญา
ขอฝากพี่น้องไว้ มัวแต่อะไรกันเล่า
เศร้าหมองใจเคียดแค้นเหมือนยักษ์มาร
ทะเลาะวิวาทกันตลอดเวลากาล
เป็นที่น่าเสียใจ น่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง

โลกนี้ระอุมาก สัตว์โลกที่อยู่หมู่สัตว์
แผ่นดินไหวบ้าง ล่มจมกันบ้าง
ถูกลมสลาตันบ้านเมืองพังหมด
แต่ประเทศไทยบางจุดนั้นเป็นสุวรรณภูมิ
เป็นเมืองพระพุทธเจ้าที่เจริญธรรมสัมมาปฏิบัติ
เกิดกลียุคแล้ว ฆ่ารันฟันแทงกันหลายประการ
อุบัติเหตุกันไม่พัก
คนที่ดีมีบุญวาสนา ก็จะหลบเข้าร่มโพธิ์ร่มไทร
ปรึกษาผู้ใหญ่ แล้วก็นั่งบำเพ็ญกุศลภาวนา
สมาธิเป็นร่มใหญ่ภายในย่อมร่มเย็นเป็นสุข

ถ้าไม่มีสมาธิเป็นร่มใหญ่
ภายในท่านจะไม่มีความร่มเย็นเป็นสุขเลย
มีแต่ความทุกข์ เจ็บระทวยป่วยไข้ก็เป็นทุกข์
เกิดทุกข์เหลือเกิน
เกิดทุกข์แล้วก็ไม่สามารถบำบัดทุกข์ให้เกิดความสุขได้
มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น
หลบเข้าร่มโพธิ์ร่มไทร หลบเข้าถ้ำบำเพ็ญจิตภาวนา

โยมหญิงโยมชายที่มาครั้งนี้ ก็มาแสวงบุญ
บุญอยู่ตรงไหน ปัญญาก็บอกว่า
บุญอยู่ที่ความสุข ความสุขจะมีได้ต้องชำระใจให้บริสุทธิ์
ไม่มีธุลีที่จะเกาะจิตใจให้เศร้าหมอง
ท่านถึงจะมีความสุขบริสุทธิ์ใจ อยู่ตรงนี้นะ

อภัยทานนี้เป็นคุณแก่ผู้ให้ ยิ่งกว่าแก่ผู้รับ

การบริหารจิตสำหรับผู้ใหญ่
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

อภัยทาน คืออย่างไร ?


อภัยทาน ก็คือการยกโทษให้
คือการไม่ถือความผิดหรือการล่วงเกินกระทบกระทั่งว่าเป็นโทษ


อภัยทานนี้เป็นคุณแก่ผู้ให้ ยิ่งกว่าแก่ผู้รับ



เช่น เดียวกับทานทั้งหลายเหมือนกัน คืออภัยทานหรือการให้อภัยนี้ เมื่อเกิดขึ้นในใจผู้ใด จะยังจิตใจของผู้นั้นให้ผ่องใสพ้นจากการกลุ้มรุมบดบังของโทสะ



อันใจที่แจ่มใส กับใจที่มืดมัว ไม่อธิบายก็น่าจะทราบกันอยู่ทุกคนว่าใจแบบไหนที่ยังความสุขให้เกิดขึ้นแก่ เจ้าของ ใจแบบไหนที่ยังความทุกข์ให้เกิดขึ้น และใจแบบไหนที่เป็นที่ต้องการ ใจแบบไหนที่ไม่เป็นที่ต้องการเลย



ความจริงนั้น ทุกคนที่สนใจบริหารจิต จะต้องสนใจอบรมจิตให้รู้จักอภัยในความผิดทั้งปวง ไม่ว่าผู้ใดจะทำแก่ตน แม้การให้อภัยจะเป็นการทำได้ไม่ง่ายนัก สำหรับบางคนที่ไม่เคยอบรมมาก่อน แต่ก็สามารถจะทำได้ด้วยการอบรมไปทีละเล็กละน้อย เริ่มแต่ที่ไม่ต้องฝืนใจมากนักไปก่อนในระยะแรก



ตัวอย่างเช่น เวลาขึ้นรถประจำทางที่มีผู้โดยสารคอยขึ้รถอยู่เป็นจำนวนมาก หากจะมีผู้เบียดแย่งขึ้นหน้า ทั้งๆ ที่ยืนอยู่ข้างหลัง ถ้าเกิดโกรธขึ้นมาไม่ว่าน้อยหรือมาก ก็ให้ถือเป็นโอกาสอบรมจิตใจให้รู้จักอภัยให้เขาเสีย เพราะเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรถือโกรธกันหนักหนา เป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกินควรจะอภัยให้กันได้ แต่บางที่ไม่ตั้งใจคิดเอาไว้ก็จะไม่ทันให้อภัยจะเป็นเพียงโกรธแล้วจะหายโกรธ ไปเอง



โกรธแล้วหายโกรธเอง กับโกรธแล้วหายโกรธเพราะให้อภัย ไม่เหมือนกัน โกรธแล้วหายโกรธเองเป็นเรื่องธรรมดา ทุกสิ่งเมื่อเกิดแล้วต้องดับ ไม่เป็นการบริหารจิตแต่อย่างใด แต่โกรธแล้วหายโกรธเพราะคิดให้อภัย เป็นการบริหารจิตโดยตรง จะเป็นการยกระดับของจิตให้สูงขึ้น ดีขึ้น มีค่าขึ้น



ผู้ดูแลเห็นความสำคัญของจิต จึงควรมีสติทำความเพียรอบรมจิตให้คุ้นเคยต่อการให้อภัยไว้เสมอ เมื่อเกิดโทสะขึ้นในผู้ใดเพราะการปฏิบัติล้วงล้ำก้ำเกินเพียงใดก็ตาม พยายามมีสติพิจารณาหาทางให้อภัยทานเกิดขึ้นในใจให้ได้ ก่อนที่ความโกรธจะดับไปเสียเองก่อน


ทำได้เช่นนี้จะเป็นคุณแก่ตนเองมากมายนัก ไม่เพียงแต่จะทำให้มีโทสะลดน้อยลงเท่านั้น และเมื่อปล่อยให้ความโกรธดับไปเอง ก็มักหาดับไปหมดสิ้นไม่ เถ้าถ่านคือความผูกโกรธมักจะยังเหลืออยู่ และอาจกระพือความโกรธขึ้นอีกในจิตใจได้ในโอกาสต่อไป



ผู้อบรมจิตให้คุ้นเคยอยู่เสมอกับการให้อภัย แม้จะไม่ได้รับการขอขมา ก็ย่อมอภัยให้ได้ ในทางตรงกันข้าม ผู้ไม่เคยอบรมจิตใจให้คุ้นเคยกับการให้อภัยเลย โกรธแล้วก็ให้หายเอง แม้ได้รับการขอขมาโทษ ก็อาจจะไม่อภัยให้ได้ เป็นเรื่องของการไม่ฝึกใจให้เคยชิน



อันใจนั้นฝึกได้ ไม่ใช่ฝึกไม่ได้ ฝึกอย่างไดก็จะเป็นอย่างนั้น ฝึกให้ดีก็จะดี ฝึกให้ร้ายก็จะร้าย...

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คิดแต่เรื่องดี…มีแต่ความสุข

วจนะจากธรรมบทกล่าวไว้ว่า...
" ทุกอย่างที่เราเป็นอยู่ เป็นผลของสิ่งที่เราคิด
และถูกสร้างขึ้นมาด้วยความคิดของเรา "

เช่นเดียวกับความสุขของชีวิต จิตแพทย์ทั่วโลกมีความเห็นตรงกันว่า
ผู้ที่มองโลกในแง่ดี มักจะมีความสุข
และทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทั้ง ยังมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี
สามารถรองรับความเครียดต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าชีวิตจะเป็นเช่นใด
การมองโลกในแง่ดีและคิดแต่เรื่องดีๆ
จะทำให้ชีวิตมีความสุข มีความก้าวหน้า

1. จงคิดให้อภัยตนเอง
ให้อภัยในสิ่งที่ได้เคยคิด ได้เคยทำ และได้เคยพูดในสิ่งที่ไม่ดี
ไม่ดูถูกตนเองแม้เพียงเรื่องเล็กน้อย

2. จงคิดให้อภัยผู้อื่น
คิดในแง่มุมที่ดี คิดในส่วนที่ดีของบุคคลอื่น โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง

3. จงคิดแต่เรื่องดี
ไม่ยึดติดกับความผิดหวังหรือความเสียใจเก่าๆ ลืมเรื่องร้ายๆ เสียให้หมดสิ้น

4. จงคิดใหญ่ เลิกคิดในเรื่องจุกจิกทั้งคำพูดและความคิด
มุ่งเน้นพิจารณาวัตถุประสงค์หลัก อย่าเสียเวลากับเรื่องเล็กน้อย

5. จงคิดและใช้คำพูดที่เป็นเชิงบวกเสมอ
เช่น ใช้คำพูดในเชิงต่อสู้ชนะอุปสรรค มีความหวัง มีความสุข
หลีกเลี่ยงคำพูดที่สร้างความท้อแท้ ล้มเหลวหรือเศร้าโศก

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วิธีตัดสังโยชน์ ๑๐ แบบรวบยอด

ถาม : สังโยชน์ ๑๐ ตัดสักกายทิฏฐิ ถ้าละได้ก็ไปแล้ว

ตอบ : ถ้า เราทำ ๓ ข้อแรกได้ เขาให้จับข้อสุดท้ายไปเลย สำคัญที่สุด ๓ ข้อแรก ใน ๓ ข้อแรกไม่ใช่ละได้เด็ดขาด ละได้ระดับที่ต้องการก็จะเป็นพระโสดาบัน เสร็จแล้วไปจับตัวท้ายเลย เพราะว่า ต้น กลาง นั่นมันสำคัญที่สุดตรงปลาย ปลายมันเป็นราก แล้วตัดรากแก้วขาดมันตาย ถ้ารากแก้วไม่ขาดมันก็ยังพยายามจะงอกอยู่เรื่อย

ถาม : ตัวท้ายอะไรครับ ?

ตอบ : อวิชชา อวิชชา ตามศัพท์เขาแปลว่าไม่รู้ จริงๆ แล้วต้องแปลว่า รู้ไม่หมด รู้ไม่ครบ สมเด็จพุฒาจารย์ วัดระฆัง อย่าลืม อาตมาบอกสมเด็จพุฒาจารย์ สมัยก่อนตำแหน่งแค่นั้น มาตอนเหลังเขาเพิ่มเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดระฆัง คือหลวงพ่อโต ท่านบอกว่า มันต้องแปลว่ารู้ไม่หมด อวิชชาแยกเป็นศัพท์ ๒ ตัว คือ ฉันทะ ความพอใจ แล้วก็ราคะ ความยินดี อยากมี อยากได้ เกิดความพอใจก็เลยยินดี อยากมีอยากได้ พอใจปุ๊บก็ยินดี เออ! ถ้าหากว่าเป็นแฟนเราก็ดี อันนี้เป็นราคะ

ถ้าหากว่าตาเห็น ว่ามันสวยก็เกิดจิตปรุงแต่งอยากจะได้ขึ้นมา หูได้ยิน เออ! มันไพเราะอยากจะฟัง จมูกได้กลิ่น เออ! มันหอม อยากจะดมอีก ลิ้นได้รส เออ! อยากจะกินอีก กายสัมผัส เออ! นุ่มดีอยากสัมผัสอีก

เพราะฉะนั้นมันอยากละเอียดมากต้องระวังให้ทัน แว่นตา เออ! ชัดดี พอใจมันนี่เสร็จแล้วนะ เครื่องคิดเลข เออ! ตัวใหญ่ดีใช้ง่ายสะดวก เสร็จอีกแล้วนะ ยากไหม ? แต่ถ้าถึงเวลานั้นแล้วมันไม่อยาก มันเหมือนกับเรามีกล้องจุลทรรศน์ แรกๆ พวกสักกายทิฏฐินี่ เหมือนกับเราไปฆ่าช้าง ตัวมันใหญ่ยิงง่าย พอไปกลางๆ มังเล็กลงมาเท่าหมาเท่าแมวเท่าหมู มันเล็กไปเรื่อยๆ มันเท่ายุุง เท่ามดเท่านั้น ตอนนี้สติปัญญาของเราทุกอย่าง มันจะแหลมคมและชัดเจนแจ่มใสมากเหมือนกับมีกล้องจุลทรรศน์ เมื่อมีกล้องจุลทรรศน์อยู่ยุงมันตัวใหญ่เกินไปเสียด้วยซ้ำ สอยได้ไม่ยากหรอก

ถาม : สักกายทิฏฐิกับมานะ ต่างกันตรงไหนครับ ?

ตอบ : ต่างกัน มานะ เป็นสันดานในใจของเรา เขาเรียกว่า อนุสัย เป็นตัวที่ละเอียดลึกอยู่ สักกายทิฏฐิ เป็นความรู้สึกปกติ ความรู้สึกปกติเหมือนกับเราหวงของอย่างหนึ่ง มันก็เลยรู้สึกว่าหวงร่างกายนี้ แต่ตัวมานะนั้นมันไม่ได้หวงเฉยๆ มันคิดว่ากูดีกว่าด้วย ของชิ้นนี้ของกู กูรักกูหวงอย่างเดียวไม่พอ ของกูดีกว่าของมันด้วย ต่างกันไหม ? ต่างกันอยู่หน่อยเดียวแหละ

ถาม : ตัดมานะได้ก็แปลว่า ตัดสักกายทิฏฐิได้แล้วหรือครับ

ตอบ : ถ้าตัดสักกายทิฏฐิได้ มานะมันเหลือกำลังน้อยเต็มที อธิบายง่ายเกินไปหรือเปล่า



สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๖(ต่อ)
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

การสร้างบารมีของ พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อ เราได้ติดตามดูการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับตั้งแต่พระชาติแรกเป็นต้นมา ก็พอจะสรุปได้ว่า มี อยู่ ๒ ขั้นตอนใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ

ขั้นตอนที่ ๑
ช่วยตนเองให้พ้นทุกข์ได้จริง เป็นการบำเพ็ญบารมีแบบพระอรหันต์ทั่ว ๆ ไป คือ พยายามละเว้น ความชั่วทุกชนิดอย่างเด็ดขาด ขวนขวายทำความดีทุกอย่างที่ขวางหน้าโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก และพยายามกลั่นจิตใจให้ผ่องใสไม่ว่างเว้น เต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ ในชาตินั้น ๆ โดยอาศัยคำสอนจากนักปราชญ์บัณฑิต ตลอดจนพระพุทธเจ้าในยุคนั้น ๆ ขั้นตอนที่ ๑ นี้ ถ้าจะแบ่งย่อยการบำเพ็ญบารมีออกไปอีกก็ได้ ๒ ระยะคือ

ระยะแรก สร้างบารมีไปเงียบ ๆ โดยไม่เอยปากบอกใคร และไม่ชักชวนใคร เพราะบารมียังอ่อนอยู่ ต้องใช้เวลาไปในระยะนี้ทั้งหมด นานถึง ๗ อสงไขยกัป

ระยะหลัง สร้าง บารมีไป ก็ประกาศให้ชาวโลกทราบไป และบำเพ็ญตนเป็นกัลยาณมิตร ด้วยการชักจูงผู้อื่นให้สร้างบารมีตาม จะกระทั่งบารมีแก่กล้าเต็มที่ พอจะหมดกิเลสเป็นพรอรหันต์ได้ ( ในพระชาติที่เป็นสุเมธดาบส ) ซึ่งใช้เวลานานอีก ๙ อสงไขยกัป

ขั้นตอนที่ ๒ ทุ่มเท ชีวิต สร้างบารมีเพื่อช่วยเหลือสัตว์โลกโดยส่วนรวม คือ นับตั้งแต่ทันทีที่สุเมธดาบสได้รับพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีปังกร จนกระทั่งได้มาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครูของเรา ขั้นตอนที่ ๒ นี้ เป็นขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่มีต่อสัตว์โลก ไม่มีศาสดาใด ๆ จะเทียบเทียมได้ เพราะต้องใช้เวลาต่อไปอีกถึง ๔ อสงไขยแสนกัป เพื่อสัตว์โลกทั้งหลาย มิใช่เพื่อพระองค์เองเลย ยิ่งกว่านั้นยังเป็นขั้นตอนที่ต้องประพฤติปฏิบัติอย่างรอบคอบ รัดกุม เรียกว่า สร้างบารมี ๑๐ จึงควรที่พวกเราจะต้องจดจำแบบแผนของพระองค์ไว้ให้ดี และตั้งใจปฏิบัติตาม อย่างทุ่มเท

เพื่อความสะดวกในการจดจำ และนำไปปฏิบัติตามจึงขอสรุปการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการอีกครั้งหนึ่งในเชิงปฏิบัติคือ

๑. ทานบารมี ทรงวางแผนแห่งการเสียสละ เพื่อเตรียมเสบียงข้ามชาติ จะได้ไม่ต้องอกอยากยากจน เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลกผู้ไม่ประมาททั้งหลาย

๒. ศีลบารมี ทรงวางแบบแผนแห่งความสำรวมระวังตน เพื่อป้องกันการเบียดเบียน กระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๓. เนกขัมมบารมี ทรง วางแบบแผนแห่งการตัวความกังวลน้อยใหญ่ จะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ด้วยการเสียสละครอบครัว ไม่เป็นภาระในการครองเรือน เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๔. ปัญญาบารมี ทรงวางแบบแผนแห่งการแสวงหาและสร้างเสริมปัญญาให้งอกงามถึงที่สุด เพื่ออาศัยปัญญานั้นฟาดฟันกิเลสให้มอดมลาย เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๕. วิริยบารมี ทรง วางแบบแผนแห่งการฝึกหัดดัดตนจนกระทั่งมีความประพฤติปฏิบัติดีพร้อมบริบูรณ์ ทั้งทางกาย วาจา และ ใจ ใคร ๆ จะตำหนิไม่ได้ เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๖. ขันติบารมี ทรง วางแบบแผนแห่งการต่อสู้หักหาญกับอุปสรรคน้อยใหญ่ ทุก ๆ ชนิดแบบเย็น ๆ จนกว่าจะชนะ แต่ไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๗. สัจจบารมี ทรงวางแบบแผนแห่งความเป็นคนตรง ที่มีความจริงจัง และจริงใจ ทั้งแก่บุคคลและความดี เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๘. อธิษฐานบารมี ทรงวางแบบแผนแห่งความฉลาดรอบคอบในการทำความดี และความเด็ดเดี่ยวในการทำความดีนั้น ๆ ไปจนกว่าจะสำเร็จ เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๙. เมตตาบารมี ทรงวางแบบแผนแห่งความรักสากลให้คนทั้งโลกมีความรกใคร่ปราถนาดี มีไมตรีซึ่งกันและกันเหมือนญาติร่วมสายโลหิต เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๑๐. อุเบกขาบารมี ทรงวางแบบแผนแห่งความเที่ยงธรรม มีใจสงบเรียบสม่ำเสมอ มั่นคง ไม่เอนเอียงขึ้นลง เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

นี้ยังไม่รวมการสร้างบารมีพิเศษเฉพาะพระพุทธเจ้าแต่ละองค์

ชีวประวัติ พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ

Page 1

ชีวประวัติ
พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ
อดีต(๒๔๙๒- ๒๕๐๙)
อภิธรรมปาโมกขแหงอภิธรรมมหาวิทยาลัยแหงประเทศไทย
วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร บางกอกนอยกรุงเทพฯ
ชาติภูมิ
พระอาจารยสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ เปนพระมหา
เถระ ชาวพมา เกิดเมื่อวัน อังคาร ขึ้น ๘ ค่ํา เดือน ๔ ปฉลู
ตรงกับวันที่ ๑๓ เดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ที่จังหวัดเมียน
ฉาน ประเทศพมา มารดาชื่อ ตอติ๊ด บิดาชื่อ อูทุนเมี่ยน มี
นองสาวชื่อ มะซิ่น (ซึ่งทานไดพามาอยูเมืองไทยดวย และคน
ไทยที่คุนเคยจะเรียกนองสาวของทานวา“มัทรี”)
การศึกษา
นับตั้งแตทานพระอาจารยสัทธัมมโชติกะธัมมาจริยะ
อุปสมบทเขามาอยูในเพศบรรพชิต
ทานใฝใจใครใน
Page 2

การศึกษามาก ทานเรียนพระไตรปฎก พรอมทั้งอรรถกถา
และฎีกา จากพระคณาจารยผูเชี่ยวชาญพระไตรปฎก แตละ
ปฎก เชน พระอาจารยภันทันตะกุมารเถระ ผูเปนคณาจริ
ยะธัมมกถิกะ เจาอาวาสวัดโสใต จังหวัดเมี่ยนฉาน และ
พระอาจารยภันทันตะ ญาณิกเถระ ผูเปนพระวินัยธรชั้นฎีกา
และอัครมหาบัณฑิต จังหวัดแรงกูน พระอาจารยภันทันตะ
วิมลเถระ อภิธรรมคณาจริยะ จังหวัดอมรปุระ เปนตน พระ
คณาจารยเหลานี้
ไดถายทอดความรูที่ตนเชี่ยวชาญใหแก
พระสัทธัมมะโชติกะ ธัมมาจริยะ ทําใหทานพระอาจารยมี
ความรูโดดเดน ตั้งแตอายุยังนอย โดยเฉพาะพระอภิธรรม
ปฎก ทานมีความเชี่ยวชาญมาก
การเขามาเผยแผในประเทศไทย
ในสมัยที่พระเดชพระคุณ ทานเจาประคุณ สมเด็จพระ
พุฒาจารย (อาจ อาสภมหาเถระ) อดีตอธิบดีสงฆวัดมหาธาตุ

องคทุติยนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย
ขณะดํารงตําแหนงสังฆมนตรีวาการองคการ
ปกครอง ที่สมณศักดิ์ พระพิมลธรรม นั้น พระเดชพระ
Page 3

คุณทาน ไดริเริ่ม และฟนฟูใหมีการเรียนพระอภิธรรม เมื่อ
พุทธศักราช ๒๔๙๒ ไดเดินทางไปดูงานในประเทศพมา
เห็นวาประเทศพมา มีความเจริญรุงเรือง ทางพระพุทธศาสนา
ทั้งดานคันถธุระ และวิปสสนาธุระ จึงไดขอพระภิกษุบัณฑิต
ชั้น ธัมมาจริยะ จากสภาการศึกษา พระพุทธศาสนา ของ
สหภาพพมา และ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตพมา ประจํา
ประเทศไทย ไดนิมนตพระอาจารย สัทธัมมะโชติกะ ธัม
มาจริยะ ใหมาสอนพระอภิธรรมในประเทศไทย (อีกรูป
หนึ่งคือทานพระอาจารยเตชินทะธัมมาจริยะธัมมกถิกะ)
ผลงานที่โดดเดน
เมื่อทานพระอาจารยสัทธัมมาจริยะ
เดินทางเขาสู
ประเทศไทย ชวงแรกทานพักจําพรรษาที่วัดปรก ยานนาวา
กรุงเทพ ฯ ภายหลัง จึงมาพํานักที่วัดระฆังโฆสิตาราม ฝง
ธนบุรี
ระหวางที่พํานักอยูที่วัดระฆังฯ นั้น
ทานได
ดําเนินการสอนพระอภิธรรม และรจนาคัมภีรพระอภิธรรม
หลายเลม แตเพราะทานมิใชคนไทย ดังนั้น การสื่อสาร
ทางภาษากับบรรดาศิษย จึงเปนไปไดอยากยิ่ง แตทานก็มิได
Page 4

ทอแท มีความวิริยะอุตสาหะอยางยอดเยี่ยม ถึงขนาดใชลาม
ไดอาศัยลูกศิษยที่พอมีพื้นฐานความรูดานอภิธรรมชวย และ
ศิษยเหลานี้ ก็ไดชวยงานจัดทําหลักสูตรการเรียนการสอน
โดยเริ่มในป พ.ศ. ๒๔๙๓ ทานไดเรียบเรียงหลักสูตรเลม
แรก คือ อภิธรรมสังคณีมาติกา ป พ.ศ.๒๔๙๔ เรียบเรียง
คัมภีรมหาปฎฐาน ใชเวลาถึง ๑ ปเศษ ตลอดเวลา ๑๗ ป ที่
อยูประเทศไทย ทานไดเรียบเรียง หลักสูตรการเรียนการ
สอนถึงจํานวน ๒๕ เลม (คือที่เกี่ยวกับพระอภิธรรม ๒๐ เลม
หนังสือการแสดงปาฐกถาปกิณณกะ ๕ เลม เชน คูมือการ
สรางทานกุศล, ธรรมเพื่อสันติภาพของโลกเปนตน) แสดงถึง
ความเปนอัจฉริยะทางดานวิชาการของทาน ประกอบดวยวิ
ริยบารมีของทาน ดังที่ทานปรารภไววา
“...แตอยางไรก็ตาม อาตมภาพลําบากผูเดียว แตทําให
ผูอื่นเปนจํานวนมากไดรับประโยชนและความสุขทั้งในโลกนี้
และโลกหนา อาตมภาพ ก็ยินดียอมรับความลําบากนั้นๆ ทุก
ประการโดยมิไดนึกเปนอยางอื่น ฯลฯ และเพื่อเปนการสราง
สมบารมีทั้ง๑๐ตามสมควรที่จะเปนไปไดประการหนึ่ง....”
Page 5

บําเพ็ญตนเปนพระโพธิสัตวเพื่อสรางบารมี
เมื่อแตงปกรณตางๆจบ ทานจะเขียนขอความปรารถนา
แหงใจของทานวา(มโนปณิธาน)
อิทํ เม ปุฺญํสพฺพฺุตญาณสฺส ปจฺจโยโหตุ.
ขอบุญกุศลตางๆของอาตมภาพที่ไดสําเร็จไปนี้ จงเปน
พลวปจจัยแกปญญาธิกะสัมมาสัมโพธิญาณดวยเทอญ.
บั้นปลายชีวิต
ทานพระอาจารยสัทธัมมะโชติกะ ธัมมาจริยะ ไดจัด
หลักสูตรการเรียนการสอนไดอยางเรียบรอยขาดแตวิปสสนา
ทีปนีเลมเดียว ในป พ.ศ.๒๕๐๙ ทานไดอาพาธหนัก ดวย
โรคความดันโลหิตสูง โดยไดเขารับการรักษาตัวที่โรงพยา
บาลมิชชั่นอยู ๒ ครั้ง ภายหลังไดยายมาพักรักษาตัวที่
โรงพยาบาลศิริราช เปนเวลารวมเดือน แตอาการก็กลับทรุด
หนักลง สุดที่แพทยจะชวยเยียวยาได จนถึงวาระสุดทายของ
ทานอาจารย
Page 6

วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ เวลา ๒๐.๐๐ น. เศษ
ทานพระอาจารยสัทธัมมะโชติกะ ธัมมาจริยะ ผูเปนคันถ
ปาโมกข แหงอภิธรรมมหาวิทยาลัย แหงประเทศไทย ก็ได
มรณภาพลงที่โรงพยาบาลศิริราช ดวยโรคความดันโลหิตสูง
และไตพิการสิริรวมอายุได๕๓ป
ทานพระอาจารยสัทธัมมะโชติกะ ธัมมาจริยะ ไดทํา
หิตานุหิตประโยชนในมนุษยโลกนี้พอสมควร และไดทิ้ง
มรดกอันล้ําคาใหแกศิษยานุศิษยในประเทศไทย
นับเปน
มรดกอันยิ่งใหญ หาสิ่งเสมอไดยาก ควรที่ศิษยานุศิษยของ
อภิธรรมมหาวิทยาลัยแหงประเทศไทยของเรา จะนอมจิต
นอมใจระลึกนึกถึงอุปการะคุณของทานพระอาจารย แลวตั้ง
จิตตั้งใจศึกษาเลาเรียนธรรมะในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะ
พระอภิธรรม เพื่อสืบสานเจตนารมยของทานพระอาจารยให
อภิธรรมนั้นยืนยงยาวนานอยูคูพระพุทธศาสนา
และคู
ประเทศไทย จนตราบเทากาลปวสาน อันเปนการตอบแทน
คุณูปการของทานพระอาจารยสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ
โดยเปนอาจริยบูชา

จิตใจเศร้าหมอง...หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

ถ้าจิตใจเศร้าหมองมีแต่ความทุกข์อยู่ในใจแล้ว
ปัญญาหมดเลย ไม่มีสติปัญญา
ขอฝากพี่น้องไว้ มัวแต่อะไรกันเล่า
เศร้าหมองใจเคียดแค้นเหมือนยักษ์มาร
ทะเลาะวิวาทกันตลอดเวลากาล
เป็นที่น่าเสียใจ น่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง

โลกนี้ระอุมาก สัตว์โลกที่อยู่หมู่สัตว์
แผ่นดินไหวบ้าง ล่มจมกันบ้าง
ถูกลมสลาตันบ้านเมืองพังหมด
แต่ประเทศไทยบางจุดนั้นเป็นสุวรรณภูมิ
เป็นเมืองพระพุทธเจ้าที่เจริญธรรมสัมมาปฏิบัติ
เกิดกลียุคแล้ว ฆ่ารันฟันแทงกันหลายประการ
อุบัติเหตุกันไม่พัก
คนที่ดีมีบุญวาสนา ก็จะหลบเข้าร่มโพธิ์ร่มไทร
ปรึกษาผู้ใหญ่ แล้วก็นั่งบำเพ็ญกุศลภาวนา
สมาธิเป็นร่มใหญ่ภายในย่อมร่มเย็นเป็นสุข

ถ้าไม่มีสมาธิเป็นร่มใหญ่
ภายในท่านจะไม่มีความร่มเย็นเป็นสุขเลย
มีแต่ความทุกข์ เจ็บระทวยป่วยไข้ก็เป็นทุกข์
เกิดทุกข์เหลือเกิน
เกิดทุกข์แล้วก็ไม่สามารถบำบัดทุกข์ให้เกิดความสุขได้
มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น
หลบเข้าร่มโพธิ์ร่มไทร หลบเข้าถ้ำบำเพ็ญจิตภาวนา

โยมหญิงโยมชายที่มาครั้งนี้ ก็มาแสวงบุญ
บุญอยู่ตรงไหน ปัญญาก็บอกว่า
บุญอยู่ที่ความสุข ความสุขจะมีได้ต้องชำระใจให้บริสุทธิ์
ไม่มีธุลีที่จะเกาะจิตใจให้เศร้าหมอง
ท่านถึงจะมีความสุขบริสุทธิ์ใจ อยู่ตรงนี้นะ

โรคกรรม

ไปเยี่ยมเยียน หมอน้องชายเล่าเรื่องแปลกของคนไข้รายหนึ่งให้ฟัง

ซึ่งน่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้คนละบาปได้ดีจึงขอเล่าสู่กันฟังต่อ …….

การสนทนาตอนหนึ่งหมอน้องชายเล่าให้ฟังว่า

ตั้งแต่เป็นหมอมาไม่เคยเห็นผู้ป่วยรายใดต้องผ่าตัดทุลักทุเลซ้ำซากอย่างนี้เลย

สามปีต้องผ่าตัดห้าครั้งและหนักหนายิ่งขึ้นทุกครั้ง

ผู้ป่วยรายนี้ชื่อบุญมาครั้งแรกที่เข้าโรงพยาบาลก็เพื่อมาทำแผลที่นิ้วก้อยที่ถูกตะพาบน้ำกัด

หมอให้ทายากินยาแก้ปวดแก้อักเสบแล้วกลับบ้านดูแล้วไม่น่ าจ ะมีปัญหาอีก

ครึ่งเดือนต่อมาบุญมากลับมาใหม่แผลเก่าอักเสบรุนแรงบวมใหญ่

หมอตรวจพบว่าเชื้อโรคกินเข้ากระดูก จะต้องตัดนิ้วเพื่อไม่ให้เน่าลุกลาม

ซึ่งนิ้วเท้านั้นอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

หลังจากนั้นครึ่งปีบุญมาไปเที่ยวชายทะเลเขาถูกตะพาบน้ำกัดที่นิ้วเท้าอีก

อะไรจะเจาะจงได้ถึงอย่างนั้นนิ้วเท้าของบุญมาที่ถูกตะพาบน้ำกัดครั้งที่สองอักเสบบวมใหญ่

ภายในเวลาสองวัน เมื่อมาฉายเอกซเรย์ที่โรงพยาบาลก็ได้พบอีกว่า

เชื้อโรคกินเข้าไปถึงกระดูกหมดจึงต้องตัดนิ้วเท้าของเขาไปอีกหนึ่งนิ้ว

เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปีบุญมากลับมาที่โรงพยาบาลอีก

ครั้งนี้แผลเก่าทั้งสองแห่งเกิดอักเสบบวมใหญ่ขึ้นพร้อมกัน

พอเอกซเรย์ก็พบว่าแย่แล้ว ! เชื้อโรคแพร่เข้าไปกินกระดูกอย่างรุนแรง

เชื้อโรคนั้นกำลังกลายเป็นมะเร็ง จะต้องผ่าตัดฝ่ามือฝ่าเท้าออกให้หมดก่อนที่จะลุกลามขึ้นไปอีก

บุญมาต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลถึงยี่สิบกว่าวันด้วยสภาพของผู้ป่วยด้วน

วันหนึ่งลูกชายของญาติอุปสมบทบุญมาไปช่วยงาน คืนนั้นผู้ร่วมงานบวชนอนค้างที่วัดกันสี่ห้าสิบคน

เคราะห์หามยามร้ายของบุญมายังไม่จบสิ้นหนูตัวหนึ่งเจาะจงมา

กัดตรงขาด้วนของบุญมาคนเดียว
กัดแล้วก็หนีไป

บุญมาสะดุ้งตื่นด้วยความเจ็บปวดคนที่นอนอยู่ด้วยกันตกใจกับเสียงร้องพากันตื่นหมด

แผลที่หนูกัดไม่กว้างไม่ลึกนักมีเลือดซึมออกมาแต่ทุกคนพากันตกใจที่อยู่ดีๆ

ทำไมจึงมีหนูมากัดคนนอนหลับเพราะหนูจะกัดกินก็เฉพาะศพเท่านั้น

ไม่กัดกินคนเป็นๆบุญมาขวัญเสียถูกเคราะห์กรรมซ้ำเติมจนคิดว่าตนคงจะต้องตายในไม่ช้า

มันทารุ ณจิตใจมากไม่นานต่อมาเกิดอาการเจ็บคันบริเวณแผลเก่าที่มือที่เท้าอีก

บุญมารีบมาหาหมอที่โรงพยาบาลโดยเร็ว

ผลการฉายเอกซเรย์ปรากฏว่าเชื้อมะเร็งกินลึกเข้าไปมาก
หมอจำเป็นต้องจัดการตัดแขนขาทั้งท่อนของบุญมาทิ้งไป


หมอน้องชายซึ่งเป็นเจ้าของคนไข้แปลกใจในชะตากรรมของบุญมานัก

จึงสอบถามประวัติอย่างละเอียดอีกครั้งไว้และได้ความว่า


บุญมาชายอายุยี่สิบสามปี
อาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างก่อสร้าง
ชอบดื่มเหล้าเป็นประจำชอบแกล้มเหล้าด้วยปลาน้ำจืด
โดยเฉพาะชอบกินเต่ากินตะพาบ

บุญมาเคยได้ยินมาว่าใครกินตะพาบน้ำได้สิบถึงยี่สิบตัวแล้ว

ตลอดชีวิตจะไม่เป็นโรคไขข้ออักเสบอีกทั้งยังช่วยบำรุงไต

บุญมาจึงเพียรหาตะพาบน้ำมาผัดเผ็ดแกล้มเหล้าขาว
บุญมากินตะพาบน้ำมาแล้วเกือบยี่สิบปี นับไม่ได้แล้วว่ากินเข้าไป
ได้กี่ตัว วันหนึ่งบุญมาซื้อตะพาบน้ำตัวใหญ่จากตลาดมา

ตะพาบน้ำตัวนี้น้ำหนักตั้งสิบกว่ากิโลกรัมเขาดีใจมาก
ตัวใหญ่ขนาดนี้ฆ่ากินทีเดียวไม่หมดจะต้องค่อยๆกิน ที่บ้านไม่มีตู้เย็นให้แช่เก็บได้จึงต้องกินผ่อนทีละน้อย ตะพาบน้ำเป็นสัตว์อายุยืนอดทนไม่ตายง่ายๆ ไม่ว่าจะถูกกักขังอยู่ในสภาพใดก็อดทนมีชีวิตอยู่ได้เป็นปี

บุญมาเห็นแก่กินไม่นึกถึงว่าตะพาบจะต้องทนทุกข์ทรมานนานเพียงไร
ต้องเจ็บปวดแสนสาหัสครั้งแล้วครั้งอีก

เขาตัดเฉือนเนื้อตะพาบส่วนต่างๆ ตามความพอใจมาปรุงอาหารทีละชิ้นๆ
บาดแผลรอบตัวตะพาบเขาทาด้วยปูนแดงที่กินกับหมากเพื่อไม่ให้เนื้อตัวตะพาบเน่า ตะพาบตัวนั้นต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นานกว่าครึ่งเดือน

จากนั้นบุญมาจึงประหารเอามากินเป็นมื้อสุดท้าย
บุญมาพอใจกับวิธีที่จะได้กินเนื้อตะพาบสดๆ ทุกวันอย่างนี้เรื่อยมา

ผลสรุปประวัติผู้ป่วยที่โรงพยาบาลบันทึกไว้ในตอนท้ายมีอยู่ประโยคหนึ่งว่า …..

เป็นประวัติที่แสดงให้เห็นกรรมตามสนองอย่างไม่น่าเชื่อที่ไม่มีข้อสรุปชัดเจน
ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ปัจจุบัน

ปล.คุณควรตระหนักถึงการกระทำที่คุณได้ทำอยู่ในทุกวันนี้

ถึงผลดีและผลร้ายที่คุณได้กระทำลงไป มันจะส่งผลกลับมาหาคุณเอง ที่เรียกกันว่า ' กรรมตามสนอง ' นั้นเอง

ขอขอบคุณหนังสือธรรมะทุกเล่มที่ให้ความรู้แก่ผู้คนทั้งหลายเรื่องดีๆ

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อยู่ที่จิตใจของเราจะคิด

ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงนะ ว่าต้องเกี่ยวข้องกันตลอดไป
แต่ยังไง วันนึง อรต้องเข้มแข็งนะ
ถ้าเกิดว่า ตอนนี้ คุณแม่ของอร ยืนมองอร อยู่ข้างบน ท่านจะรู้สึกยังไงน้อ
ที่อรทุกข์แบบนี้ แม่ของอรคงอยากลงมาอยู่ข้างๆลูกสาวแน่ๆ แต่ก็ทำไม่ได้

ชีวิตทุกเวลานาที มีความหมายทั้งนั้น เหมือนชีวิตที่เป็นไปของอร
หลายครั้ง ไม่มีเวลาแม้แต่จะตั้งสติ ตั้งตัว หรือ ทำใจอะไรทั้งนั้น
เหตุการณ์ต่างๆัมันก็เกิดขึ้นมาทันทีเลย ทั้งเรื่องที่อยากให้เกิด
และไ่ม่อยากให้เกิด

ไม่มีอะไรเร็ว หรือช้าจนเกินไป แต่ทุกอย่างมันมีเวลาของมันเอง
คนเราจะอ่อนแอ หรือเข้มแข็ง อยู่ที่ตัวเราเอง ที่พร้อมจะเผชิญกับทุกอย่าง
ทุกปัญหาหรือไม่ ไม่มีใครอยากจมอยู่กับอดีต หรือ ความทุกข์เดิมๆ
แต่ในความเป็นจริง แม้จะหนีจากมันไม่ได้ เพราะชีวิตต้องข้องเกี่ยวตลอดไป
แต่เราก็สามารถทำให้ปัจจุบัน ดีขึ้นจากอดีตได้ และโอกาส
มักจะไม่รอคอยคนเราทุกครั้งไป เหมือนอย่าง วันนี้อากาศดี แต่วันพรุ่งนี้
ฝนตก เราทุกคนต้องพร้อมทุกครั้งที่จะรับทุกสถานการณ์
ไม่มีเวลาที่จะมาคิดตั้งตัว เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้า
ทุกคนย่อมต้องตัดสินใจ ในทันทีทันใดในเวลานั้น
เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะตรงหน้าให้ดีที่สุด

หากอร คิดที่จะเป็นผู้ชนะ ก็ต้องทำตัวเองให้เป็น ผู้ชนะ
จะยืนอยู่ในร่มเงาของผู้ชนะตลอดไป

หากคิดอย่างคนแพ้ ก็จะอยู่ในเงาของความพ่ายแพ้ตลอดไป

ความคิดนี่ เป็นใหญ่ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย
อยู่ที่ความคิดของเรานี่เอง

เช่นกันกับเพลงที่มอบให้ ฟังแล้ว จะคิดบวก หรือคิดลบ
คิดอย่างผู้ชนะ หรือ ผู้แพ้ สามารถคิดได้ทั้งนั้น
อยู่ที่จิตใจของเราจะคิด

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550

การนำปิ่นโตไปถวายพระ ต่างกับการตักบาตรที่หน้าบ้านอย่างไร?


รูปแบบที่มองเห็นนั้นต่างกัน
ลงแรง เดินทางต่างกัน
ใช้เวลาทั้งหมดไม่เท่ากัน
ทั้ง 2 อย่าง น่าจะต่างกัน


แต่ที่จริงแล้ว เหมือนกัน เพราะเป็นการถวายถัตตาหารเช่นกัน
การไปตีความถึงรูปแบบวิธีการที่ต่างกันนั้น เป็นการมองที่เหตุ
แต่มองที่ผลแล้ว ได้ผลเช่นกัน




เคล็ดลับอายุยืน - อายุวัฒนะ


หลวงปู่ธรรมอิสระ ให้กล่าวในรายการสภาท่าพระอาทิตย์ ในช่วงสายวันที่ 29 มิ.ย.50 ที่ออกอากาศทางช่อง ASTV News1
หลักธรรมที่เป็นเคล็ดลับที่ทำให้อายุยืน มี 7 ข้อ


1 อยู่ให้ได้ สบายกาย สบายใจ
2. อย่ายึดติด ..
3.เป็นคนกินง่าย อยู่ง่าย กินอาหารย่อยง่าย
4. รู้ตัวว่า เวลาไหนควรทำ ไม่ควรทำ อย่าหักโหมทำงาน
5. ใน 1 สัปดาห์ ขอสัก 1 วันให้ยึดพรหมจรรย์ ไม่หมกมุ่นมในกาม
6. สำรวมกาย วาจาใจ
7. คบคนดี



วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ฆ่าความโกรธได้อยู่เป็นสุข..

เมื่อครั้งพุทธกาล มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อ "อักโกสะ" โกรธแค้นพระพุทธเจ้ามาก ที่สามารถเทศนาจนเพื่อนพราหมณ์ของเขาเลื่อมใสจนออกบวชเป็นพระ เขาผูกใจเจ็บเรื่อยมา

วันหนึ่งเขากลั้นความโกรธไว้ไม่ไหว จึงตามมาด่าพระพุทธเจ้า เขาด่าอย่างหยาบคายต่างๆนานาสารพัด พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งฟังเฉยอยู่ ไม่โต้ตอบแม้แต่คำเดียว อักโกสะด่าจนเหนื่อยหอบ หมดแรง จึงได้หยุด พระบรมศาสดาจึงทรงถามเขาว่า...

" อักโกสะ เมื่อมีญาติมิตรมาสู่บ้านเรือนของท่าน ท่านยกอาหารมารับรอง ถ้าญาติมิตรเหล่านั้น ไม่บริโภคอาหารของท่าน ท่านจะเอาอาหารไห้ใคร"

"ผมก็บริโภคเองน่ะสิ จะเอาไปให้ใครที่ไหน" อักโกสะตอบห้วนๆ

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "เรื่องนี้ก็เช่นกัน อักโกสะ ท่านด่าเรา - เราผู้ไม่ด่าตอบ ท่านโกรธเรา - เราผู้ไม่โกรธตอบ เราไม่รับคำด่าและความโกรธที่ท่านให้เรา คำด่าและความโกรธนั้นก็เป็นของท่านแต่ผู้เดียว

อักโกสะ ผู้ใดด่าตอบผู้ที่กำลังด่าอยู่ โกรธตอบผู้ที่กำลังโกรธอยู่ ผู้นั้นชื่อว่า บริโภคอาหารของความโกรธร่วมกัน เราไม่ขอบริโภคร่วมด้วย"

อักโกสะได้ฟังก็หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง เกิดความเลื่อมใส ทูลขอบวชทันที

ท่านผู้ที่ขี้โกรธทั้งหลาย มาใช้วิธีของพระพุทธเจ้า ดับความโกรธกันเถอะ จะพบความสงบเย็นและเป็นสุข

" โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ - ฆ่าความโกรธได้ อยู่เป็นสุข "


คัดลอกจากหนังสือ ธรรมะระงับดับร้อน - จัดพิมพ์โดยกองทุนสืบอายุพระพุทธศาสนา
ขออนุญาตเผยแพร่เป็นธรรมทาน..

...

ผู้ไม่โกรธตอบ ผู้ไม่ด่าตอบ อาจถูกปรามาสว่าเป็นคนขี้แพ้..
ใครจะว่าอย่างไรก็ช่างเถอะ..แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้แพ้ในสายตาใครๆมากมาย
แต่เราเป็นผู้ชนะสำหรับตนเอง..

ชนะตนเอง...คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

...ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/

คติธรรมคำสอน ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี )

ทางแห่งความหลุดพ้น
       เจ้าประคุณสมเด็จฯ มักจะกล่าวกับสานุศิษย์ทั้งหลายอยู่เสมอว่าชีวิตมนุษย์อยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยปีก็ต้องตายและถูกหามเข้าป่าช้า ดังนั้นจึงควรประพฤติปฏิบัติอยู่ใน ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ ท่านเปรียบเทียบว่า มนุษย์อาบน้ำชำระกายวันละสองครั้งเพื่อกำจัดเหงื่อไคลสิ่งโสโครกที่เกาะร่างกาย แต่ไม่เคยคิดจะชำระจิตให้สะอาดแม้เพียงนาที ด้วยเหตุนี้ ทำให้จิตใจของมนุษย์ยุคปัจจุบันเศร้าหมองเคร่งเครียดและดุดัน ก่อให้เกิดปัญหาความพิการในสังคมความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน จนกระทั่งเกิดความขัดแย้ง และกลายเป็นสงครามมนุษย์ฆ่ามนุษย์ด้วยกัน  

แต่งใจ 
       ขอให้ท่านได้พิจารณาไตร่ตรองให้จงดีเถิดว่า ร่างกายของเรานี้ไฉนจึงต้องชำระทุกวันทั้งเช้าและเย็นจะขาดเสียไม่ได้ทั้งที่หมั่นทำความสะอาดอยู่เป็นนิจ แต่ยังมีกลิ่นไม่น่าอภิรมย์ออกมา แม้จะพยายามหาของหอมมาทาทับ ก็ปกปิดกลิ่นนั้นไม่ได้ ...ใจของเราล่ะ ซึ่งเป็นใหญ่กว่าร่างกายเป็นผู้สั่งบัญชางานให้กายแท้ๆ มีใครเอาใจใส่ชำระสิ่งสกปรกออกบ้าง ตั้งแต่เล็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มันสั่งสมสิ่งไม่ดีไว้มากเพียงใด หรือว่ามองไม่เห็นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำความสะอาดหรือ...  

กรรมลิขิต 
       เราทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติแล้ว  ล้วนแต่มีกรรมผูกพันกันมาทั้งสิ้น ผูกพันในความเป็นมิตรบ้าง เป็นศัตรูบ้าง แต่ละชีวิตก็ย่อมที่จะเดินไปตามกรรมวิบากของตนที่ได้กระทำไว้ ทุกชีวิตล้วนมีกรรมเป็นเครื่องลิขิต            

       อดีตกรรม ถ้ากรรมดี เสวยอยู่
       ปัจจุบันกรรม สร้างกรรมชั่ว ย่อมลบล้าง
       อดีตกรรม กรรมแห่งอกุศล วิบากตน
       ปัจจุบัน สร้างกรรมดี ย่อมผดุง

เรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าเป็นชาวพุทธแล้ว เขาถือว่าเป็นกฎแห่งปัจจัตตัง ผู้ที่ต้องการรู้ ต้องทำเอง รู้เอง ถึงเอง แล้วจึงจะเข้าใจ  

นักบุญ
       การทำบุญก็ดี การทำสิ่งใดก็ดี ถ้าเป็นการทำตนให้ละทิฏฐิมานะ ทำเพื่อให้จิตเบิกบาน ย่อมเสวยบุญนั้นในปรภพ มนุษย์ทุกวันนี้ทำแบบมีกิเลส ดังนั้น บางคนนึกว่าสร้างโบสถ์เป็นหลังๆ แล้วเขาจะไปสวรรค์.. เขาตายไปอาจจะต้องตกนรก เพราะอะไรเล่า เพราะถ้าเขาสร้างด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ เป็นการทำเพื่อเอาบุญบังหน้าในการเสวยความสุขส่วนตัวก็มี บางคนอาจเรียกได้ว่าหน้าเนื้อใจเสือ คือข้างหน้าเป็นนักบุญ ข้างหลังเป็นนักปล้น    

ละความตระหนี่มีสุข         
       ดังนั้นบุญที่เขาทำนี้ถือว่าไม่เป็นสุข หากมาจากการก่อกรรม บุญนั้นจึงมีกระแสคลื่นน้อยกว่าบาปที่เขาทำเอาไว้ หากมีใครเข้าใจคำว่า บุญ นี้ดีแล้ว การทำบุญนี้จุดแรกในการทำก็เพื่อไม่ให้เรานี้เป็นคนตระหนี่ รู้จักเสียสละเพื่อความสุขของผู้อื่น ธรรมดาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมีทุกข์ก็ควรจะทุกข์ด้วย เมื่อมีความสุขก็ควรสุขด้วยกัน

อย่าเอาเปรียบเทวดา
       ในการทำบุญ สิ่งที่จะได้ก็คือ ระหว่างเราผู้เป็นมนุษย์เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนี้จะเป็นมงคล ทำให้จิตใจเบิกบานดี นี่คือการเสวยผลแห่งบุญในปัจจุบัน ทีนี้การทำบุญเพื่อจะเอาผลตอบแทนนั้น มนุษย์นี้ออกจะเอาเปรียบเทวดา ทำบุญครั้งใด ก็ปรารถนาเอาวิมานหนึ่งหลังสองหลัง การทำบุญแบบนี้เรียกว่า ทำเพราะหวังผลตอบแทนด้วยความโลภ บุญนั้นก็ย่อมจะไม่มีผล ท่านอย่าลืมว่า ในโลกวิญญาณเขามีกระแสทิพย์รับทราบในการทำของมนุษย์แต่ละคน เขามีห้องเก็บบุญและบาปแห่งหนึ่งอันเป็นที่เก็บบุญและบาปของใครต่อใคร และของเรื่องราวนั้นๆ กรรมของใครก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของตนๆนั้น ไปตลอดระหว่างที่เขายังไม่สิ้นอายุขัย

บุญบริสุทธิ์         
        การที่สอนให้ทำบุญโดยไม่ปรารถนานั้นก็เพื่อให้กระแสบุญนั้นบริสุทธิ์เป็นขั้นที่หนึ่ง จะได้ตามให้ผลทันในปัจจุบันชาติ แต่ถ้าตามไม่ทันในปัจจุบันชาติ ก็ติดตามไปให้เสวยผลในปรภพ คือ เมื่อสิ้นอายุขัยจากโลกมนุษย์ไปแล้ว ฉะนั้น เขาจึงสอนไม่ให้ทำบุญเอาหน้า ทำบุญอย่าหวังผลตอบแทน สิ่งดีที่ท่านทำไปย่อมได้รับสนองดีแน่นอน เป็นการสั่งสมบารมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักปฏิบัติธรรมแล้ว การทำบุญทำทานย่อมเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติจิตให้บรรลุธรรมได้เร็วขึ้นเป็นบารมีอย่างหนึ่ง ในบารมีสิบทิศที่ต้องสั่งสม เพื่อให้สำเร็จมรรคผลนิพพาน

เมตตาบารมี         
         การทำบุญให้ทานเพียงแต่เรียกว่า ทานบารมี หากบำเพ็ญสมาธิจิตจนได้ญาณบารมี และโดยเฉพาะการบำเพ็ญทุกอย่างนั้น ถ้าท่านให้โดยไม่มีเจตนาแห่งการให้ ให้สักแต่ว่าให้เขา ท่านก็ย่อมได้กุศลเรียกว่าไม่มาก และทัศนคติของอาตมาว่าการบำเพ็ญเมตตาบารมีในภาวนาบารมีนั้นได้กุศลกรรมกว่าการให้ทาน  

แผ่เมตตาจิต         
        ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสัมฤทธิ์ผลนั้น เกิดจากกรรม 3 อย่าง คือ มโนกรรม เป็นใหญ่ แล้วค่อยแสดงออกมาทางวจีกรรม หรือกายกรรมที่เป็นรูป การบำเพ็ญสมาธิจิตเป็นกุศลดีกว่า เพราะว่าการแผ่เมตตา 1 ครั้ง ได้กุศลมากกว่าสร้างโบสถ์ 1 หลัง ขณะจิตที่แผ่เมตตานั้น จะเกิดอารมณ์แจ่มใส สรรพสัตว์ไม่มีโทษภัย ตัวท่านก็ไม่มีโทษภัย ฉะนั้น เขาจึงว่านามธรรมมีความสำคัญกว่า

อานิสงส์การแผ่เมตตา       
        ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่า ความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไปเมื่อจิตของเรามีเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคน เมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่าเราผูกมิตรกับเขาๆก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆวัน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้ เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆดวง ดวงวิญญาณทุกๆดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้นจะเสมอ แล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป ฉะนั้น ผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้ว โรคที่เป็นอยู่มันจะหายไป ถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย หรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้ว ก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวยได้ หรือจะให้มันสบายหายเป็นปกติดั่งเดิมได้

ประโยชน์จากการฝึกจิต        
        ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนมีสมาธิแน่วแน่ เมื่อจิตนิ่งก็รู้ตน เริ่มพิจารณาตน รู้ตนเองได้ ปัญญาก็เกิดขึ้น ปัญญานี้เรียกว่า ปัญญาภายในจากจิตวิญญาณ ซึ่งเราจะใช้ปัญญานี้ได้แน่นอน เมื่อเกิดมีปัญหาขึ้นในชีวิตตลอดระยะเวลาอันยาวนานข้างหน้า นี่คือประโยชน์ของการฝึกจิตแล้ว คุณของสมาธิยังเป็นพลังป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัยเจ็บป่วยได้ กล่าวคือ การบำเพ็ญจิตจนจิตสงบนิ่งแล้ว ระบบต่างๆทางประสาทจะได้รับการพักผ่อน เป็นการปรับธาตุในกายให้เกิดพลังจิตเข้มแข็ง กายเนื้อก็จะแข็งแรงกระชุ่มกระชวยด้วย โลหิตในร่างกายจะหมุนเวียนสะดวกขึ้น ความตึงเครียดตามร่างกายและประสาทต่างๆจะผ่อนคลายเป็นปกติ โรคต่างๆจะลดน้อยลงโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง หายป่วยได้ด้วยการฝึกจิตและเดินจงกรม

จาก Fw Mail ฉบับคัดลอกจากหนังสือเรียน ธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน
เล่มของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

ขอขอบพระคุณ ...



วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2550

หนี้ศักดิ์สิทธิ์

เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ตอนที่ยังไม่ได้บวช อาตมาเชื่อว่าปัญญาเกิดจากประสบการณ์ จึงเดินทางออกจากบ้านเกิดเมืองนอนที่ประเทศอังกฤษ ระเหเร่ร่อนหาประสบการณ์ชีวิตทางยุโรปและเอเซีย ยิ่งลำบากยิ่งชอบ เพราะรู้สึกว่าความลำเค็ญช่วยให้รู้จักตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นกำไรชีวิต

แต่การเดินทางไปอินเดียผิดหวังนิดหน่อย ไม่ได้ท้าทายอย่างที่คาดหวัง ขากลับจึงตัดสินใจลองเดินทางจากประเทศปากีสถานไปยังอังกฤษโดยไม่ใช้เงิน โบกรถไปเรื่อยๆ อยากจะรู้ว่าเป็นไปได้ไหม อยากจะทราบความรู้สึกของผู้ไม่มีอะไรอย่างลึกซึ้ง

ผจญภัยเยอะเหมือนกันและผ่านเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืมเลือน อย่างเช่น พอถึงเตหราน เมืองหลวงของประเทศอิหร่าน รู้สึกจะหมดแรงแล้ว ผอมแห้งบักโกรก เสื้อผ้าก็มอมแมมกระดำกระด่าง คงดูน่าเกลียดพอสมควร เห็นหน้าในกระจกห้องน้ำสาธารณะก็ตกใจ ส่วนใจก็เป็นเปรตมากขึ้นทุกวัน กังวลหมกมุ่นแต่ในเรื่องอาหารการกิน วันนี้เราจะมีอะไรทานไหมหนอ? แต่ละวันท้องจะอิ่มจะว่างก็แล้วแต่น้ำใจของเพื่อนมนุษย์ เราจำเป็นต้องพึ่งบารมีเพราะไม่มีอย่างอื่น

พอดีเจอผู้ชายอิหร่านคนหนึ่ง เขาคงสงสารและอยากฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วย เขาจึงพาไปกินน้ำชาแล้วให้สตางค์ไปเล็กๆน้อยๆ กลางคืนพักข้างถนนในซอยเงียบ กลัวว่าตำรวจเห็นจะซ้อม รุ่งเช้าเดินไปร้านขายซุปแห่งหนึ่ง ซึ่งจำได้ว่าซื้อซุปหนึ่งจานแล้วเขาให้ขนมปังฟรี

ในขณะที่กำลังเดินไปโดยพยายามไม่มองร้านอาหารข้างทางที่ดึงดูดตาเหลือเกิน ไม่ดมกลิ่นหอมที่โชยออกมา เราได้สวนทางกับผู้หญิงคนหนึ่ง เขาเห็นเราก็หยุดชะงัก จ้องมองเราอย่างตะลึงสักพักหนึ่ง แล้วเดินตรงมาหาหน้าตาบูดบึ้ง แล้วสั่งให้ตามเขาไปโดยใช้ภาษามือ เราเป็นนักแสวงหาเลยยอมตามไป เดินไปสักสิบนาทีก็ถึงตึกแถว ขึ้นลิฟต์ไปชั้นสี่ สันนิษฐานว่าคงเป็นบ้านเขา แต่เขาก็ไม่พูดอะไรเลย ยิ้มก็ไม่ยิ้ม หน้าถมึงทึงตลอดเวลา

พอเปิดประตูเข้าไป ปรากฏว่าเป็นบ้านของผู้หญิงคนนี้จริงๆ เขาพาเข้าห้องครัวแล้วชี้ไปที่เก้าอี้ให้นั่ง นั่งแล้วเขาเอาอาหารมาให้ทานหลายๆอย่าง อาตมารู้สึกเหมือนกับขึ้นสวรรค์ ทำให้รู้ว่าอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก คืออาหารที่ทานในขณะที่หิวและท้องกำลังร้องจ๊อกๆ เขาเรียกลูกชายมาสั่งอะไรก็ไม่รู้เพราะฟังไม่รู้เรื่อง แต่สังเกตว่าลูกดูจะอายุไล่เลี่ยกับเรา สักพักใหญ่ลูกชายก็กลับมาด้วยกางเกงและเสื้อเชิ้ตชุดหนึ่ง พอเขาเห็นว่าเราอิ่มหนำสำราญแล้วก็ชี้ไปที่ห้องน้ำ สั่งให้อาบน้ำเปลี่ยนผ้าชุดใหม่ (ของเก่าน่ากลัวเอาไปเผา) เขาไม่ยิ้มไม่แย้ม ไม่พูดจาอะไรเลย มีแต่สั่งอย่างเดียว ขณะที่อาบน้ำอยู่ก็คิดสันนิษฐานว่าแม่คนนี้อาจเห็นอาตมาแล้ววาดภาพนึกถึงลูกชายเขาเองว่า ถ้าสมมุติว่าลูกเราเดินทางไปต่างประเทศแล้วตกทุกข์ได้ยากอย่างนี้ อยู่ในสภาพน่าสมเพชอย่างนี้ มันจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นอาตมาจึงคิดว่าเขาช่วยเราด้วยความรักของแม่ เลยคิดแต่งตั้งเขาเป็นแม่กิตติมศักดิ์ประจำเมืองอิหร่าน ยืนยิ้มหน้าบานอยู่ในห้องน้ำคนเดียว

เมื่อเสร็จเรียบร้อย เขาก็ไปส่งเราตรงจุดที่ได้เจอกัน แล้วเดินลุยเข้าไปในกระแสชาวเมืองที่กำลังเดินไปทำงาน อาตมายืนมองผู้หญิงอิหร่านคนนั้นถูกหมู่ชนกลืนไป อาตมาประทับใจและซาบซึ้งมาก น้ำตาทำท่าจะไหลคลอ เขาให้เราทั้งๆที่ไม่รู้จักกันเลย ตัวสูงๆผอมๆเหมือนไม้เสียบผีจากป่าช้าไหนก็ไม่รู้ เสื้อผ้าก็เหม็นสกปรก ผมก็ยาวรุงรัง แต่เขากลับไม่รังเกียจเลย มิหนำซ้ำยังพาเราไปที่บ้าน และดูแลเหมือนเราเป็นลูกของเขาเองโดยไม่หวังอะไรตอบแทนจากเราเลยแม้แต่การขอบคุณ เวลาผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้ว อาตมาจึงอยากประกาศคุณของพระโพธิสัตว์หน้าบูดคนนี้ ให้ทุกคนได้ทราบว่าแม้ในเมืองใหญ่ๆ ก็ยังมีคนดีและอาจมีมากกว่าที่เราคิด

ไม่ใช่เพียงแค่คนนี้คนเดียว ตอนสมัยที่อาตมาแสวงหาประสบการณ์ชีวิตนั้น ได้รับความเมตตาอารี ความช่วยเหลือเจือจานจากคนหลายๆชาติ ทั้งๆที่เราไม่ได้ขออะไรจากใคร ทำให้ตั้งใจว่ามีโอกาสเมื่อไหร่ต้องช่วยคนอื่นบ้าง ต้องมีส่วนในการสืบอายุของน้ำใจในหมู่มนุษย์ แม้สังคมทั่วไปจะอัตคัดกันดารคุณงามความดีเพียงไร แต่ขอให้เราพยายามเป็นแหล่งเขียวเล็กๆแก่เพื่อนร่วมโลกก็ยังดี

วันหนึ่งอาตมานั่งนึกแปลกใจตัวเองว่า เมื่อไหร่ที่เราระลึกในความมีน้ำใจของผู้ที่เคยเกื้อกูลการเดินทางของเรา ให้อาหารบ้าง ให้ที่พักสักคืนสองคืนบ้าง เราจะรู้สึกทึ่งทุกครั้ง แต่ทำไมพ่อแม่เลี้ยงเรามา 18 ปี ให้อาหารทุกวันไม่เคยขาด วันละสามมื้อบ้าง สี่มื้อบ้าง และยังเป็นห่วงว่าจะไม่ถูกปากเราอีก ท่านให้ทั้งเสื้อผ้าและที่นอน ยามป่วยไข้ท่านก็พาไปหาหมอ และดูเหมือนว่าท่านจะเป็นทุกข์มากกว่าเราเสียอีก ทำไมเราไม่เคยซาบซึ้งในเรื่องนี้เลย? มันไม่ยุติธรรมและน่าละอาย สำนึกตัวว่าประมาทเหลือเกิน ในขณะนั้นเหมือนเขื่อนพัง ตัวอย่างความดีของพ่อแม่ไหลทะลักเข้ามาในจิตจนตื้นตันใจมาก นี่คือจุดเริ่มต้นของการรู้จักบุญคุณของพ่อแม่ในชีวิตของอาตมา

เราคิดต่อไปว่าตอนคุณแม่ท้องก็คงลำบาก ในช่วงแรกคงแพ้ท้อง ต่อมาการเดิน การเหิน การเคลื่อนไหวทุกประเภทคงไม่สะดวกไปหมด ปวดเมื่อย แต่ท่านก็ยอมเพราะเชื่อว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นมีความหมาย และความหมายนั้นก็คือเรา...

ตอนเด็กเราต้องอาศัยท่านหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ทำไมเรารู้สึกเฉยๆ เหมือนกับว่าเป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องให้และเป็นสิทธิของเราที่จะรับ ต่อมาเลยสำนึกว่าที่มีโอกาสปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นที่พึ่งของตน ก็อาศัยที่ว่าคุณพ่อคุณแม่เคยเป็นที่พึ่งอันมั่นคงแก่เราในกาลก่อน ทำให้จิตใจเรามีฐานที่เข้มแข็งพอที่จะสู้กับกิเลสของเราได้


~ ~ ~ หนี้พ่อแม่ไม่ใช่หนี้ธรรมดา แต่เป็นหนี้ศักดิ์สิทธิ์ ~ ~ ~


********************************************

neesaksit.jpg

ส่วนหนึ่งจาก หนังสือ “หนี้ศักดิ์สิทธิ์”
ผู้นิพนธ์: พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ
ภาพปก: ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

หากท่านใดประสงค์จะพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน โปรดติดต่อโรงเรียนทอสี โทร. 02-713 3674
http://www.thawsischool.com/

ขอขอบพระคุณ ...





ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/forgiven/

อุเบกขา..


อุเบกขาคือความวางใจเป็นกลาง เป็นปกติ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นไปตามสมควรแต่เหตุปัจจัยตามกฎแห่งกรรม

หลายคนเข้าใจผิดว่า อุเบกขาคือเฉยๆ ไม่สนใจว่าใครจะทำอะไร ช่างมัน ฉันไม่เกี่ยว อุเบกขา มาจากความหมายเดิมว่า เข้าไปดู เข้าไปดูจนเข้าใจชัดเจน แล้วจิตปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย วางเฉยเสีย

ครูบาอาจารย์เปรียบเทียบไว้ว่า เมื่อลูกของเราจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเรียนต่อ ก่อนเดินทาง พ่อแม่ อบรมสั่งสอนทำหน้าที่ของพ่อแม่ให้ดีที่สุด และสมบูรณ์ด้วยความเมตตา กรุณา มุทิตา เมื่อลูกเดินทางไปต่างประเทศแล้ว ไม่ต้องคิดถึง หรือเป็นห่วงวิตกกังวลใดๆอีก ทำใจวางเฉย รักษาใจ สงบใจ สุขใจ เราจะพัฒนาอุเบกขาขึ้นในจิตใจได้ ต้องเข้าใจความจริงอย่างหนึ่งของชีวิต ว่าไม่มีใครหนีพ้นจากโลกธรรมแปด โลกธรรมแปดฝ่ายน่าปรารถนาคือ ได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ สุข โลกธรรมฝ่ายไม่น่าปรารถนาได้แก่ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

โดยเฉพาะโลกธรรมฝ่ายไม่น่าปรารถนานี้ หากเกิดขึ้นกับบุคคลอันเป็นที่รัก เช่นลูกของเราแล้ว ยากที่เราจะวางใจให้เป็นกลางได้ เรามักคิดว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม ไม่สมควรเลย แต่หากเราพิจารณาชีวิตด้วยปัญญาชอบแล้ว จะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราประสบอยู่นั้นมันเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทุกสิ่งที่เราประสบล้วนเป็นมรดกแห่งกรรมของเราเอง ชีวิตที่เราประสบการณ์อยู่นี้สมบูรณ์ด้วยเหตุผล สมบูรณ์ตามเหตุปัจจัยของมันเสมอ

การกระทำของตัวเอง มองดูจากระยะยาว ตั้งแต่อเนกชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจึงพอเหมาะ พอดี สมบูรณ์แล้วด้วยกฎแห่งกรรม ใช้สติปัญญา เข้าใจความเป็นไปของชีวิต ปล่อยวางได้ ทำใจได้ ไม่ทุกข์ใจ เอาใจใส่ และรับผิดชอบในชีวิตปัจจุบัน ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดด้วยความพอใจ สงบใจ

ที่สุดของอุเบกขาคือไม่มีปฎิฆะ อันหมายถึง ความกระทบกระทั่งใจ ความหงุดหงิดขัดเคือง เกิดขึ้นในใจแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะมีเรื่องราวเดือดร้อนรุนแรงขนาดไหนเข้ามากระทบ ก็ทำใจปล่อยวางและสงบใจได้ อุเบกขาจึงถือเป็นคุณธรรมขั้นสูงอันเปี่ยมไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อย่างสมบูรณ์ในขณะเดียวกัน

คัดลอกจากหนังสือ สาระแห่งชีวิตคือรักและเมตตา - พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

ขออนุญาตเผยแพร่เป็นธรรมทาน..

........


สหายในธรรมท่านหนึ่งได้กรุณายกตัวอย่างเรื่อง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้เห็นภาพชัดขึ้นดังนี้คือ..

ถ ้าเราไปพบเห็นสุนัขตัวหนึ่งถูกฝูงสุนัขรุมรังแกจนบาดเจ็บ เราสงสารเกิดความเมตตาอยากให้พ้นจากทุกข์ทรมานนั้น จึงกรุณานำมันมาทำแผลหาอาหารให้กิน ระหว่างที่มันกินด้วยความเอร็ดอร่อย เราก็เกิดมุทิตาจิตยินดีที่มันมีความสุข หลังจากที่มันกินเสร็จมันก็วิ่งข้ามถนนเพื่อกลับบ้านแต่ถูกรถชนตายเพราะวิ่ง ตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด เราช่วยอะไรไม่ได้จึงวางอุเบกขา...

จากตัวอย่างทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจยิ่งขึ้น และคิดว่าผู้อ่านทุกท่านคงเข้าใจกระจ่างชัดมากขึ้นด้วยเช่นกัน..

....
ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/





วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2550

กฎแห่งกรรม

ชาวตะวันตกส่วนใหญ่เข้าใจผิดในเรื่องกฎแห่งกรรม เขาเข้าใจผิดว่ามันเป็นเรื่องของพรหมลิขิต ที่คนจะถูกกำหนดให้ทนทุกข์ทรมานด้วยความผิดที่เขาไม่รู้จากอดีตชาติที่เขาลืมไปแล้ว มันไม่ใช่เช่นนั้นทีเดียวหรอก ดังเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ...

หญิงสองคนต่างกำลังทำขนมเค้ก

หญิงคนแรกมีส่วนผสมที่แย่มากๆ แป้งสาลีเก่าๆ ที่ต้องเก็บเศษเชื้อราเขียวๆออกเสียก่อน เนยที่อุดมไปด้วยไขมันเกือบๆจะเหม็นหืน เธอต้องหยิบก้อนๆสีน้ำตาลออกจากน้ำตาลทรายขาว (เพราะใครบางคนเคยเอาช้อนเปียกๆเปื้อนกาแฟลงไปตักมาแล้ว) ผลไม้อย่างเดียวที่มีคือองุ่นเก่าๆ ที่แข็งราวกับแร่ยูเรเนียม แถมครัวของเธอยังเป็นรุ่นที่เราเรียกว่า ‘ก่อนสงครามโลก’ แต่จะเป็นสงครามโลกไหนเป็นเรื่องที่จะต้องถกเถียงกัน

หญิงคนที่สองมีส่วนผสมคุณภาพเยี่ยม แป้งสาลีโฮลวีทปลอดสารเคมีได้รับการรับรองว่าปราศจากการตัดแต่งพันธุกรรม เธอมีเนยมาร์การีนไร้ไขมัน น้ำตาลดิบ และผลไม้สดฉ่ำจากสวนของเธอเอง และครัวของเธอที่สวยราวกับงานศิลปะก็เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทันสมัยครบครัน

หญิงคนไหนจะทำขนมเค้กได้อร่อยกว่ากัน...

บ่อยครั้งนักที่คนที่พร้อมด้วยส่วนผสมชั้นยอด กลับไม่ใช่คนที่ทำขนมเค้กได้อร่อยกว่าคนอื่น มันมีอะไรมากกว่านั้นในการทำขนมเค้ก ไม่ใช่แค่ส่วนผสมเท่านั้น บางครั้งคนที่มีส่วนผสมแย่ๆนั้น ได้ทุ่มเทความพยายาม ความเอาใจใส่ และความรัก ลงไปในการทำขนมเค้ก ทำให้ขนมเค้กของเขาอร่อยมากที่สุดในบรรดาเค้กทั้งหมด วิธีการที่เราทำกับส่วนผสมต่างๆนั่นแหละที่มีคุณค่า

อาตมามีเพื่อนบางคนที่มีส่วนผสมแย่ๆที่จะใช้การได้ในชีวิตนี้ พวกเขาเกิดมาจน อาจจะโดนทารุณเมื่อเขายังเป็นเด็ก ไม่ค่อยฉลาดในการเรียน อาจจะพิการ ไม่สามารถเล่นกีฬาได้ แต่คุณภาพอันน้อยนิดที่เขามีนั้น เขาได้เอามันมารวมกันไว้อย่างดีมาก จนเขาสามารถทำขนมเค้กออกมาได้ยอดเยี่ยม น่าประทับใจ อาตมาชื่นชมพวกเขาเป็นที่สุด โยมเคยรู้จักคนเช่นนั้นบ้างไหม?

และอาตมาก็มีเพื่อนอีกประเภทหนึ่ง ที่มีส่วนผสมยอดเยี่ยมที่จะใช้การได้ในชีวิต ครอบครัวของเขาร่ำรวย และให้ความรักแก่เขา เขาเรียนหนังสือเก่ง มีพรสวรรค์ด้านกีฬา หน้าตาดี และป๊อบปูล่า แต่พวกเขากลับทำชีวิตหนุ่มสาวของเขาให้สูญเปล่าด้วยยาเสพติด และแอลกอฮอล์ โยมเคยรู้จักคนเช่นนั้นบ้างหรือไม่?

ครึ่งหนึ่งของกรรมคือส่วนผสมที่เรามีอยู่ที่จะใช้การได้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญยิ่ง คือ การเอาส่วนผสมเหล่านั้นไปทำอะไรในชีวิต

****************************************

chuanmuanchaen.jpg

จาก หนังสือ “ชวนม่วนชื่น” ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า
ผู้นิพนธ์: พระอาจารย์พรหม หรือท่านอาจารย์พรหมวงฺโส
ต้นฉบับหนังสือ: Opening The Door of Your Heart
ผู้แปล: ศรีวรา อิสสระ
ผู้ตรวจสอบการแปล: ท่านอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ
ภาพปกโดย: ชัย ราชวัตร

หากท่านใดประสงค์จะพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน โปรดติดต่อโรงเรียนทอสี โทร. 02-713 3674
http://www.thawsischool.com/


ดาวน์โหลดในรูปแบบ E-book ไปอ่านทั้งเล่มได้ที่
http://www.thawsischool.com/dhamma-book/download/chuanmuanchaen.pdf

ขอขอบพระคุณ ...

มุทิตา..


มุทิตาคือความยินดีเมื่อเขาได้ดี เห็นเขาอยู่ดีมีสุข เจริญก้าวหน้า ก็พลอยแช่มชื่นเบิกบานใจ ไม่คิดอิจฉาริษยาและพร้อมที่จะส่งเสริม สนับสนุน

สำหรับคนทั่วไป แม้มีเมตตากรุณามากพอสมควรแล้วก็ตาม แต่ที่จะมีมุทิตาจากใจจริงนั้น ยังหายาก ปกติเมตากรุณาคือการเผื่อแผ่ให้คนที่ด้อยกว่าตน มุทิตาทำจิตพลอยยินดีกับบุคคลที่มีความสุข อาจจะมีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มากกว่าตน ปกติจิตใจที่เห็นแก่ตัว มักจะเกิดความรู้สึกอิจฉา ริษยา น้อยอก น้อยใจ ฯลฯ เป็นธรรมดา

เราจึงต้องพัฒนาจิตใจให้มีมุทิตาต่อตนเองก่อน หมายถึง หัดนิสัยมองดูตนเองให้มากๆ อย่าเปรียบเทียบแต่กับคนที่ดีกว่าเรา คนที่มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข น้อยกว่าเราก็มีมาก พลเมืองในโลกนี้มีประมาณหกพันล้านคน เป็นคนยากจนที่ไม่เคยมีข้าวกินอิ่ม หนึ่งในห้าส่วนก็เท่ากับคนพันสองร้อยล้านคนที่กินข้าวไม่อิ่ม

คนที่อยู่ในสังคมที่ไม่สงบ อยู่ท่ามกลางสงคราม ป่วยเป็นโรค ติดยาเสพติด มีปัญหาในชีวิตมากมาย มองดูตน จะเห็นว่าเรามีโอกาสดีอีกหลายๆคน อย่างน้อยก็ให้เกิดสันโดษขึ้นในจิตใจ ยินดีในสิ่งที่ได้ พอใจในสิ่งที่มีอยู่ ขอบคุณหลายๆคนที่ช่วยสนับสนุนชีวิตของเรา

เมื่อเรามองดูชีวิตของตนด้วยใจเป็นธรรม ใจเป็นศีล ใจมีเมตตา กรุณาแล้ว จะเกิดความพอใจ สุขใจในฐานะของตน สันโดษพอใจในชีวิตตนปัจจุบัน เมื่อใครได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เขาพอใจ มีความสุข เราก็พลอยยินดีกับเขา ยิ่งพลอยยินดีกับความสุขของเขา เราก็ยิ่งเพิ่มความสุขในใจตนยิ่งๆขึ้นไปอีก

มุทิตาธรรมที่สมบูรณ์ จึงต้องประกอบด้วยคุณธรรมของความเมตตาและกรุณาอยู่ในตัวนั่นเอง


คัดลอกจากหนังสือ สาระแห่งชีวิตคือรักและเมตตา - พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

ขออนุญาตเผยแพร่เป็นธรรมทาน..

......

ใ จเปี่ยมด้วยเมตตา ย่อมปรารถนาให้เขามีความสุข ยามเขาทุกข์ก็ใช้ความกรุณาช่วยปลดเปลื้องแก้ไข ชี้ทางที่สว่างให้ หากเมื่อเขาได้ดี มีความสุข เจริญก้าวหน้าในลาภ ยศ สรรเสริญแม้ทุกอย่างจะมีมากกว่าเรา ก็ใช้ความมุทิตาเป็นที่ตั้ง ยินดีกับเขาโดยไม่คิดอิจฉาริษยาแต่อย่างใด..

.......



ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550

มันอาจจะยุติธรรมก็ได้!

บ่อยครั้งเวลาเศร้าซึมหรือมีปัญหา เรามักคิดว่า ‘มันไม่ยุติธรรมเลย! ทำไมต้องเป็นฉันด้วย?’ ความยุ่งยากจะผ่อนคลายลงสักหน่อย ถ้าชีวิตมันจะเป็นธรรมกว่านี้

น ักโทษวัยกลางคนคนหนึ่งในกลุ่มฝึกสมาธิภาวนาของอาตมาในเรือนจำ ขอพบอาตมาหลังเวลาเลิกงาน เขาเข้ามาร่วมกลุ่มเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว และอาตมาก็รู้จักคุ้นเคยกับเขาค่อนข้างดี

เขาพูดว่า “ท่านพรหม ผมอยากจะเรียนท่านว่า ผมไม่ได้ก่อเรื่องที่ทำให้ผมต้องติดคุกนี้หรอกนะครับ ผมเป็นผู้บริสุทธิ์ ผมรู้ว่านักโทษหลายๆคนคงพูดเหมือนผม และเขาโกหก แต่ผมพูดจริงๆนะครับ ผมไม่โกหกท่านหรอกท่านพรหม ไม่กับท่านแน่ๆ” อาตมาเชื่อเขา พฤติกรรมและลักษณะท่าทางของเขาทำให้อาตมามั่นใจว่าเขาพูดความจริง อาตมาเริ่มคิดว่ามันช่างไม่ยุติธรรมเลย และสงสัยว่าอาตมาจะช่วยแก้ไขความอยุติธรรมที่แย่มากๆนี้ได้อย่างไร แต่เขาได้ขัดจังหวะความคิดของอาตมา

ด้วยรอยยิ้มกว้างที่ดูกวนๆ เขากล่าวต่อว่า “แต่ท่านพรหมครับ ผมได้เคยก่ออาชญากรรมอีกหลายครั้งหลายหน ที่ผมไม่เคยถูกจับได้ ผมจึงเชื่อว่ามันก็ยุติธรรมดีแล้วล่ะ!”

อาตมาเลยต้องหัวเราะออกมาดังๆ อันธพาลเก๋าๆคนนี้เข้าใจกฎแห่งกรรมดี อาจจะดีกว่าพระบางรูปที่อาตมารู้จักเสียด้วยซ้ำ

บ ่อยครั้งแค่ไหนที่เราเคยก่อ ‘อาชญากรรม’ การกระทำที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดโดยมีเจตนาร้าย และเราก็ไม่เคยได้รับผลจากการกระทำนั้นๆ เคยหรือไม่ที่เราจะพูดว่า “มันช่างไม่ยุติธรรมเลย ทำไมฉันถึงไม่โดนจับนะ?”

เมื่อเราต้องทนทุกข์โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน เราจะคร่ำครวญว่า “มันไม่ยุติธรรมเลย! ทำไมต้องเป็นฉันด้วย?”

บ างทีมันอาจจะยุติธรรมก็ได้ เช่นเดียวกับนักโทษในเรือนจำของอาตมา บางทีมันอาจจะมี ‘อาชญากรรม’ อื่นๆอีกหลายเรื่อง ที่เราได้ก่อไว้และไม่เคยถูกจับได้ ที่ทำให้ชีวิตยุติธรรมในที่สุด

******************************************

chuanmuanchaen.jpg


จาก หนังสือ “ชวนม่วนชื่น” ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า
ผู้นิพนธ์: พระอาจารย์พรหม หรือท่านอาจารย์พรหมวงฺโส
ต้นฉบับหนังสือ: Opening The Door of Your Heart
ผู้แปล: ศรีวรา อิสสระ
ผู้ตรวจสอบการแปล: ท่านอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ
ภาพปกโดย: ชัย ราชวัตร

หากท่านใดประสงค์จะพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน โปรดติดต่อโรงเรียนทอสี โทร. 02-713 3674
http://www.thawsischool.com/

ขอขอบพระคุณ ...



กรุณา..

กรุณาคือความสงสาร เมื่อเห็นเขามีความทุกข์ ก็คิดหาทางช่วยเหลือ ปลดเปลื้องทุกข์ของเขา

กรุณาต่อตนเอง หมายถึงมีจิตใจอยากจะช่วยเหลือตนเองให้พ้นจากทุกข์ ด้วยการสำรวจตัวเอง มองดูชีวิตตัวเอง เริ่มต้นที่การกระทำด้วย กาย วาจา มีอะไรบ้างที่เราควรแก้ไขปรับปรุงตน เริ่มต้นตรวจดูด้วยศีล ด้วยกฎหมาย ระเบียบ วินัย กติกาของสังคม หรือจากการที่ พ่อแม่ ครู อาจารย์ หรือเพื่อนๆ ได้ว่ากล่าวตักเตือนเรามีอะไรบ้าง จุดอ่อน จุดบกพร่องของตนเอง เลือกมาข้อใดข้อหนึ่ง ทบทวนตามเหตุผล ยกขึ้นมาตั้งไว้ในหัวใจ

ตั้งใจจะปรับปรุง พิจารณาอยู่บ่อยๆเป็นประจำ ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ขึ้น เหตุการณ์กำลังเกิดขึ้น เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ตั้งใจอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เมื่อเรามีจิตกรุณาที่จะปรับปรุงแก้ไขตัวเองแล้ว ก็ให้อาศัยอิทธิบาท 4

ฉันทะ มีความพอใจในการแก้ไขปรับปรุงตนเอง
วิริยะ มีความพยายาม มีความตั้งใจสม่ำเสมอ
จิตตะ มีจิตใจจดจ่อในการแก้ไขปรับปรุง
วิมังสา ใช้ปัญญาทบทวน พิจารณาหาเหตุผล

เมื่อมีข้อผิดพลาด และหาวิธีการ อุบายต่างๆ ที่จะไม่ให้เกิดผิดพลาดขึ้นอีก สร้างจิตสำนึกในการที่จะพัฒนาตน มีความพอใจในการต่อสู้กับจิตใจตนเอง

กรุณาต่อผู้อื่น จิตที่กรุณาต่อผู้อื่น คือจิตใจที่คิดช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่าเรา ให้เขาพ้นจากทุกข์ แนะนำ ตักเตือนเขา เพื่อให้เขาสามารถดำเนินชีวิตในทางที่ถูกที่ควร

สมมติว่าเราเป็นแม่ ในการเลี้ยงลูกนั้น เรามีความปรารถนาดีต่อลูก ให้ความรักความเมตตา สิ่งใดที่ทำให้ลูกมีความสุข เราก็ทำให้แก่ลูก เรียกว่าทำให้ลูก "ถูกใจ" ก็ดูไม่ยากอะไร แต่ความกรุณาคือช่วยเหลือให้ลูกพ้นทุกข์ เราต้องหมั่นอบรมสั่งสอนให้ลูกรู้จักผิดชอบชั่วดี บางครั้งอาจจะจำเป็นต้องเคร่งครัด ว่ากล่าวตักเตือน ขัดใจลูกก็เพื่อความ "ถูกต้อง" ข้อนี้เริ่มยากแล้ว กรุณาต้องอาศัยกำลังสติปัญญาและจิตใจที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในการเลี้ยงดูลูก เมตตาจะต้องคู่กับกรุณา ลูกจึงจะไม่เสียคน เพราะถูกตามใจมากเกินไป ดังนั้น เมตตากรุณา จึงเป็นคุณธรรมที่ควรพัฒนาไปพร้อมๆกัน

ความกรุณาที่แท้จริงต้องมีพื้นฐานของความเมตตาอยู่ด้วยเสมอ ดังนั้น การที่เราจะว่ากล่าวตักเตือนใคร โดยเข้าใจว่าเป็นความกรุณาที่ต้องการให้เขาพ้นทุกข์ เราต้องสำรวจความรู้สึกตนเองให้ดีด้วยว่า ไม่ได้เจือด้วยความโกรธ หากเรามีเมตตา เราย่อมปรารถนาให้เขาเป็นสุข การว่ากล่าวตักเตือน เราจะต้องคำนึงถึงความรู้สึกของเขาด้วย ต้องทำไปเพื่อประโยชน์และความสุขของเขาจริงๆ

ที่สุดของความกรุณา ก็เป็นเช่นเดียวกับความเมตตา คือไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีประมาณ มีใจกรุณาแก่สรรพสัตว์ทั้งปวง ไม่เว้นแม้แต่ศัตรู

คัดลอกจากหนังสือ สาระแห่งชีวิตคือ รักและเมตตา - พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก..


................

ภาพที่จะอธิบายเรื่องกรุณาได้ชัดเจนที่สุดคือ ภาพระหว่างครูที่ปฎิบัติต่อลูกศิษย์ ยามที่ลูกศิษย์ทำผิดและถึงเวลาที่จะต้องใช้บทลงโทษ การทำโทษของคุณครูนั้นต้องทำด้วยใจเมตตา ไม่ได้ทำด้วยความโกรธหรือความอาฆาต แล้วใช้ความกรุณาว่ากล่าวตักเตือนชี้ทางที่ถูกที่ควรให้แก่ลูกศิษย์..


.................








ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/