ปากซึ่งถูกยกย่องให้เป็นเอก ยังมีความสำคัญกับสุขภาพจิตอีกอย่างหนึ่งด้วย ถึงขนาดที่จะให้จิตใจสดชื่นรื่นเริง หรือจะห่อเหี่ยวได้
องค์การ สุขภาพจิต ประเทศอังกฤษ ได้ประกาศเผยแพร่รายงานอาหาร ซึ่งมีอิทธิพลกับอารมณ์และจิตใจ เพื่อยืนยันความสำคัญของอาหารกับอารมณ์และจิตใจ ผลการศึกษาพบว่า มีคนถึง 1 ใน 4 ที่ยอมรับว่า กินช็อกโกแลตแล้วทำให้รู้สึกจิตใจคึกคัก รื่นเริง แม้หลายคนจะท้วงว่า เป็นเพียงชั่วครู่ก็ตาม ขณะที่มีคนหนึ่งในห้าที่รู้สึกว่า การกินของหวานๆ เช่น ช็อกโกแลต กาแฟ ไข่ นมเนย ส้ม น้ำตาล และอาหารที่ทำจากแป้งสาลี ทำให้รู้สึกเศร้า ส่วนอาหารที่ทำให้อารมณ์และจิตใจดีได้แก่ ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกรดไขมันเช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ฟักทอง และวอลนัท
รายงานยังแจ้งว่า อาหารหลายชนิดอาจแสลงกับโรคต่างๆ อย่างเช่น โรคซึมเศร้า กระวนกระวาย อาการตื่นตระหนก และโรคจิตเสื่อมวัยรุ่นได้
แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า "เคยเห็นมาหลายคนแล้วที่มีอาการกระวนกระวาย และตื่น ตระหนก เมื่อเปลี่ยนอาหาร ภาวะจิตใจก็กลับดีขึ้นมาก ที่จริงแล้วก็มีสาเหตุที่มีผลกับสุขภาพจิตหลายอย่างด้วยกัน แต่อาหารก็พิสูจน์ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่ง"
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547
บอกเล่าไอเดียของขวัญใช้ของไทยไฉไลสุด..สุด
ประเพณีการให้ของขวัญถูกกระแสสังคมกำหนดว่าจะต้องสรรหาสินค้าจากต่างประเทศ ของมีราคามามอบให้แก่กันจนกลายเป็นค่านิยม
แต่ในยามที่บ้านเมืองมีหนี้สินต่างประเทศ การเลือกซื้อเลือกของขวัญในยามนี้จึงต้องมีจิตสำนึกในฐานะคนไทย เลือกที่จะให้แบบเงินทองไม่รั่วไหลออกต่างประเทศ
เพราะปัจจุบันผลิตภัณฑ์ ที่ผลิตเองในประเทศ
โดยเฉพาะจากกลุ่มเกษตรกรทั้งหลาย มีการผลิตออกมาสู่ตลาดกันมากมายแต่ขาดคนซื้อ
กำลังซื้อ ที่เคยเกิดในกลุ่มข้าราชการทั้งหลายหยุดนิ่ง
ขณะนี้ในตลาดของสินค้า จากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรจึงตัน
ช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้
หาก ซื้อไปแล้วได้รับการจัดตกแต่งให้สวยงามของเหล่านั้นจะมีคุณค่าในตัวเองไม่ แพ้ของ นอกราคาแพงเทศกาลปีใหม่ปีนี้จึงมีไอเดียการเลือกสรรของขวัญผลิตภัณฑ์พื้น บ้านจาก ร้านวาสุเทพอาศรม ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแผนไทย กระทรวงสาธารณสุขที่เน้นเลือกผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ สินค้าจากภูมิปัญญาชาวบ้านให้เป็นตัวจุดประกาย สร้างค่านิยมการมอบของขวัญจากฝีมือคนไทยให้คนไทยด้วยกัน
ความคิดของขวัญแนวนี้ถูกจัดแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ได้ประมาณ 10 กลุ่มฝากไว้เป็นแนวทางหากใครกำลังคิดหาของขวัญ
กลุ่มแรกได้แก่ผัก-ผลไม้โดยเฉพาะผลไม้พื้นบ้าน เช่น ส้มโอ กล้วย มะม่วง ฝรั่งขี้นก สับปะรดจัดแต่งเป็นกระเช้าผูกโบ
ถ้าเป็นผักสีเขียวเลือกหาผักพื้นบ้านได้น่าจะดี
เพราะปลอดจากยาฆ่าแมลง เช่น ผักปลัง ฟักทอง ผักบุ้งไทย ตกแต่งด้วยพริก ฟักทอง แครอท มะเขือเทศ เพื่อสร้างสีสันให้กับกระเช้าผักเลือกให้ผู้ได้รับสามารถแปลงเป็นอาหารมื้อ พิเศษในวันนั้น แถมให้เป็นอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอาจจะเขียนระบุสรรพคุณแนบไว้ เพื่อเย้ายวนให้ชวนกิน อาทิพริกกินแล้วช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด กินแครอท ผักบุ้ง ฟักทอง ช่วยยับยั้งมะเร็งได้
ส่วนกลุ่มที่ 2 ธัญพืชประเภทข้าวกล้อง ถั่วแดง ถั่วดำ
สารพัดถั่วที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหารเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากข้าว เช่นนางเล็ด งาตัด ข้าวเม่า ก็สามารถจัดรวมกันเป็นชุดห่อรวมใส่ตะกร้าได้ไฉไล
สำหรับ กลุ่มที่ 3 เครื่องเทศ พริก หอม กระเทียมและของแห้ง นับเป็นสิ่งถูกใจของกลุ่มผู้รับในวัยตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปเพราะคนวัยนี้ชอบทำอาหารทานเอง พริก หอม กระเทียมยิ่งเป็นสิ่งจำเป็น จัดใส่ชะลอมเหมือนผลไม้เก๋ ไปอีกแบบ ถ้าจะเพิ่มคุณค่าด้านสมุนไพรเข้าไปอาจ จัดขิง ข่า ตะไคร้ ผัก พื้นบ้านสะเดา กระถิน กะเพรา พริกเข้าไปได้คุณค่าทางอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย
เปลี่ยนจาก เรื่องกับข้าวกับปลา หันมาพิจารณาผลิตภัณฑ์ชนิดเหล้าไทยและยา ดองถูกจัดไว้ในกลุ่มของขวัญชนิดที่ 4 ที่ผ่านมาจะเห็นภาพการให้ของขวัญเหล้านอกเป็นราคาแพงสูงลิ่ว ปีนี้อาจจะเปลี่ยนเสียเป็นเหล้าไทย ในนามว่า "ยาดอง"
แนะว่าการให้ของขวัญด้วยเหล้าดอง อาจจะเป็นในลักษณะมีเหล้าที่ดองใส่ขวดไว้เรียบร้อยแล้ว
และในกระเช้าอาจมียาดองเหล้าสักห่อ พร้อมระบุสรรพคุณของยาและเหล้าขาวสักขวดเพื่อให้ไปดองเอง
แต่เรื่องยาดองหลายคนไม่ถนัด ที่จะกินเปลี่ยนเป็นไวน์ไทยเช่น ไวน์มะยม ไวน์มะเม่า ไวน์ลูกหว้า
ยอด ขนมขบเคี้ยวทั้งหลายอาจลดลงในเทศกาลปีใหม่ปีนี้ หากเลือกซื้อหาของกินแปรรูปมาจากสินค้าเกษตรแทน เช่น กล้วยตาก สับปะรดกวน ทุเรียนกวน มะม่วงกวน ทอฟฟี่สมุนไพรหรือประเภทชาสมุนไพรทั้งหลาย ยาสมุนไพร ประจำบ้านชนิดต่าง ๆ รวมถึงแชมพู สบู่สมุนไพรจัดใส่ตะกร้าแปลกตาแล้วมีประโยชน์ผู้รับได้กินได้ ใช้ยามคับขันเป็นของขวัญในกลุ่มที่ 5 ที่จะเอาไปพลิกแพลงดัดแปลงให้ผู้ได้รับปลื้ม
และพอใจขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์
ของขวัญประเภทเครื่องหอมเป็นอีกกลุ่มลำดับที่ 6
อันนี้จะทำเองหรือหาซื้อไม่ยากเกินไป เอาดอกไม้ไทยมาทำเป็นบุหงา ถุงหอม สำหรับแขวน หรือตั้งโต๊ะทำงาน ห้องนอน ในรถ จัดเป็นกระเช้าไปมอบสร้างคุณค่าและมิตรภาพเป็นอย่างดี
ขยับมาที่ของมีค่ามีราคาอีกกลุ่มคือกลุ่มที่ 7
ในชุดของขวัญผ้าไทยเลือก ให้เหมาะกับบุคลิกของแต่ละบุคคลไม่ว่าจะเป็นผ้าฝ้ายหรือไหม คำนวณเงินทองในกระเป๋าก่อนซื้อ เชื่อว่าผู้รับย่อมภูมิใจเป็นอีกกระบวนการหนึ่ง
ที่ทำให้เม็ดเงินไหลลงสู่ชาวบ้านในชนบท
กลุ่ม ที่ 8 ถูกจัดให้ใกล้เคียงกันเรียกว่าผลิตภัณฑ์จากนุ่นและฝ้าย หรือสิ่งที่ไม่ใช่การสังเคราะห์ เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เช่น หมอนอิง หมอนขิด เป็นสินค้าที่ผลิตมาจากกลุ่มแม่บ้านเกือบทั้งสิ้น
ของขวัญแนวคิดแปลกที่ทำด้วยใจอีกกลุ่มคือกลุ่มที่ 9
ไม่ต้องลงทุนสูงแต่ลงแรงมากสักหน่อย อาจจะต้องบวกฝีมือเข้าไปเล็กน้อย
ใช้ใบตองมาจัดทำเป็นพานพุ่มดอกไม้ แม้ผู้รับจะไม่ได้ใช้แต่บังเกิดความปีติใจยามเมื่อได้รับของชิ้นนี้ เชื่อหรือไม่เชื่อแต่ก็น่าลอง
สำหรับกลุ่มสุดท้ายมอบพันธุ์ไม้และกล้าไม้ให้แก่กัน
สร้างค่านิยมในการมอบพันธุ์ไม้ หรือกล้าไม้เป็นของขวัญใส่กระถางห่อด้วยกระดาษ สวย ๆ
ตกแต่งให้สวยงามคิดไม่ออก ให้นึกถึงกล้าไม้สมุนไพร เช่น ฟ้าทลายโจร เสลดพังพอน กะเพรา มะนาว สะระแหน่ สารพัดสมุนไพร ปลูกไว้ทำกับข้าวเผื่อเหลือเผื่อขาดเป็นยาสมุนไพรแก้โรคร้ายต่าง ๆ ได้
ด้วยแนวคิดทั้งสิบแบบถ้าใครได้รับแล้วมีจิตใจน้อมรับแบบไม่กังขาไม่เกี่ยงว่า เป็นของด้อยค่าน้อยราคาคิดว่าน้ำใจยิ่งใหญ่กว่าของขวัญ
คนนั้นจะมีความสุขตลอดปีใหม่และตลอดไป.
ดื่มกินของร้อนๆ เสี่ยงมะเร็งสูง
ดื่มกินของร้อนๆ เสี่ยงมะเร็งสูง
วารสาร โรคมะเร็งระหว่างประเทศ ได้บอกเตือนว่า การดื่มเครื่องดื่มกำลังร้อนๆ เสี่ยงกับการเป็นมะเร็งของคอหอย จนถึงกระเพาะ มากกว่าคนที่ดื่มกินอย่างปรกติถึง 4 เท่า นักวิจัยทางการแพทย์ของสเปน ได้ศึกษาหาความเกี่ยวพันของการซดเครื่องดื่ม ที่กำลังร้อนจัดๆ อย่างเช่น ชา พบว่าการดื่มเครื่องดื่มแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ล้วนเสี่ยงกับการเป็นมะเร็ง ของทางเดินอาหาร ทั้งสิ้น
การศึกษา วิจัยได้พบว่า ยิ่งซดเครื่องดื่มอย่างชาและกาแฟที่กำลังร้อนๆ กับนมด้วย ยิ่งชวนเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งหนักขึ้น แต่ลำพังการซดกาแฟดำร้อนๆ อย่างเดียว กลับไม่ปรากฏว่าเกี่ยวพันกับมะเร็งแต่อย่างใด
ไทยรัฐ
วารสาร โรคมะเร็งระหว่างประเทศ ได้บอกเตือนว่า การดื่มเครื่องดื่มกำลังร้อนๆ เสี่ยงกับการเป็นมะเร็งของคอหอย จนถึงกระเพาะ มากกว่าคนที่ดื่มกินอย่างปรกติถึง 4 เท่า นักวิจัยทางการแพทย์ของสเปน ได้ศึกษาหาความเกี่ยวพันของการซดเครื่องดื่ม ที่กำลังร้อนจัดๆ อย่างเช่น ชา พบว่าการดื่มเครื่องดื่มแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ล้วนเสี่ยงกับการเป็นมะเร็ง ของทางเดินอาหาร ทั้งสิ้น
การศึกษา วิจัยได้พบว่า ยิ่งซดเครื่องดื่มอย่างชาและกาแฟที่กำลังร้อนๆ กับนมด้วย ยิ่งชวนเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งหนักขึ้น แต่ลำพังการซดกาแฟดำร้อนๆ อย่างเดียว กลับไม่ปรากฏว่าเกี่ยวพันกับมะเร็งแต่อย่างใด
ไทยรัฐ
ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ระวังลูกเป็นหมัน
AbcNEWS - นักวิจัยชาวเยอรมนีอ้างว่า ความนิยมใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป
เป็นสาเหตุที่ทำให้จำนวนสเปิร์มของผู้ชายทั่วโลกถึงน้อยลงในช่วงสิบยี่สิบ ปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญหลายคนประณามภาพลักษณ์สะอาดของผ้าอ้อมการศึกษาพบว่าเด็กหลายคน ที่สวมผ้าอ้อมสำเร็จรูปแทนผ้าอ้อมฝ้ายจะทำให้อุณหภูมิในถุงอัณฑะสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ในภายหลัง
ถุงอัณฑะเป็นผิวหนังที่ห่อหุ้มอัณฑะซึ่งมีหน้าที่ผลิตสเปิร์ม
โดยปรกติถุงอัณฑะต้องอยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิปกติ
3 องศาถึงจะดีต่อการผลิตสเปิร์ม ดังนั้นโดยกายภาพมันถึงออกมาอยู่นอกร่างกาย ผู้ชายที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์จะได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใส่กางเกงรัด
ๆ และแช่น้ำร้อน แต่ตอนนี้นักวิจัยก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีผลอย่างเดียวกันกับเด็กหรือเปล่า
แต่ หลายคนสงสัยว่าจะให้ผลอย่างเดียวกันกับเด็กหรือเปล่าเพราะเด็กยังไม่ ผลิตสเปิร์มเลย ผู้ผลิตผ้าอ้อมสำเร็จรูปออกมาแย้งว่า แนวโน้มที่ผู้ชายมีสเปิร์มลดลงมีมาตั้ง 60 ปีแล้ว ไม่มีเหตุผลถ้าจะมาโทษผ้าอ้อม
ผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้ความสะดวกกับพ่อแม่ และให้ความสบายกับเด็ก แต่อย่าลืมว่ามันย่อยสลายยากมาก ระวังเถอะสักวันโลกเราจะมีขยะผ้าอ้อมสำเร็จรูปกองสูงเป็นภูเขา
โดยคุณ : วิทยาการ -
เป็นสาเหตุที่ทำให้จำนวนสเปิร์มของผู้ชายทั่วโลกถึงน้อยลงในช่วงสิบยี่สิบ ปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญหลายคนประณามภาพลักษณ์สะอาดของผ้าอ้อมการศึกษาพบว่าเด็กหลายคน ที่สวมผ้าอ้อมสำเร็จรูปแทนผ้าอ้อมฝ้ายจะทำให้อุณหภูมิในถุงอัณฑะสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ในภายหลัง
ถุงอัณฑะเป็นผิวหนังที่ห่อหุ้มอัณฑะซึ่งมีหน้าที่ผลิตสเปิร์ม
โดยปรกติถุงอัณฑะต้องอยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิปกติ
3 องศาถึงจะดีต่อการผลิตสเปิร์ม ดังนั้นโดยกายภาพมันถึงออกมาอยู่นอกร่างกาย ผู้ชายที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์จะได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใส่กางเกงรัด
ๆ และแช่น้ำร้อน แต่ตอนนี้นักวิจัยก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีผลอย่างเดียวกันกับเด็กหรือเปล่า
แต่ หลายคนสงสัยว่าจะให้ผลอย่างเดียวกันกับเด็กหรือเปล่าเพราะเด็กยังไม่ ผลิตสเปิร์มเลย ผู้ผลิตผ้าอ้อมสำเร็จรูปออกมาแย้งว่า แนวโน้มที่ผู้ชายมีสเปิร์มลดลงมีมาตั้ง 60 ปีแล้ว ไม่มีเหตุผลถ้าจะมาโทษผ้าอ้อม
ผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้ความสะดวกกับพ่อแม่ และให้ความสบายกับเด็ก แต่อย่าลืมว่ามันย่อยสลายยากมาก ระวังเถอะสักวันโลกเราจะมีขยะผ้าอ้อมสำเร็จรูปกองสูงเป็นภูเขา
โดยคุณ : วิทยาการ -
คุณสมบติของเบียร
สี
ต้องตรงกับคุณสมบัติของเบียร์ ไม่ใช่เบียร์จะต้องใสเพียงอย่างเดียว
ที่ควรจะใสก็ใส ที่ควรจะข้นก็ข้น ที่ไม่ควรมีตะกอนลอยแขวนก็ไม่ควรมี
ที่ควรมีก็มี ในเมืองไทยเรานิยมดื่มเบียร์ลาเกอร์ตระกูลพิลสเนอร์
ก็ควรมีคุณสมบัติใส สีออกไปทางสีทองเข้มพอสมควร
เมื่อรินลงไปแล้วก็จะเห็นเม็ดคาร์บอนไดออกไซด์ลอยขึ้นเป็นทิว
นี่เป็นการเสพเบียร์ทางตาที่สำคัญ
เหตุฉะนั้นภาชนะสำหรับการดื่มเบียร์ที่ดีคือแก้วใสนี่แหละครับ
ไม่จำเป็นต้องใช้จอกหูกระเบื้องหรือพิวเตอร์(mug)
ฟอง
ก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญของการดื่มเบียร์
วิธีรินเบียร์ให้เป็นฟองไม่ใช่เทลงไปที่ก้นแก้วแรงๆ กระทุ้งให้เกิดฟองขึ้น
เพราะฟองอย่างนั้นไม่ใช่ฟองคุณภาพที่แท้จริง
จะเห็นได้ว่าฟองที่ได้มาด้วยวิธีแบบนั้นจะเป็นฟองหยาบ เหมือนฟองผงซักฟอก
กินไปจนหมดแก้วแล้วก็ไม่เกิดคราบฟองที่ริมแก้วให้เห็น
ฟองที่มีคุณภาพต้องได้มาจากการรินเบียร์ไปที่ข้างแก้ว
แรงของเบียร์ที่ไหลลงไปป่วนก้นแก้วก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดฟองขึ้นแล้ว
ฟองแบบนี้จะเป็นฟองละเอียดค่อนข้างเหนียว
ยอดฟองมักไม่ค่อยราบเรียบแต่มีลักษณะเหมือนเนินเขา
เมื่อกินเบียร์หมดแก้วแล้วก็จะยังเห็นคราบฟองติดอยู่ตามผนังแก้ว
รวมทั้งหนวดและริมฝีปากงามของผู้หญิงด้วย
แต่คุณผู้อ่านจะพบว่า
รินเบียร์อย่างนี้ในเมืองไทยไม่ค่อยได้ฟองหรือได้ฟองที่บางมาก
ทั้งนี้เพราะเราดื่มเบียร์ในอุณหภูมิที่เย็นจัดเกินไป จึงทำให้ไม่เกิดฟอง
นอกจากนี้เบียร์ตลาดซึ่งไม่ค่อยมีคุณภาพก็มักให้ฟองน้อยโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
จึงทำให้เกิดฟองคุณภาพได้ยาก ยกเว้นที่เขาใส่สารเร่งคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนบ่ม
ซึ่งทำให้รสเบียร์เสียไปอีก
เหตุดังนั้นผมจึงไม่ชอบเลยที่ร้านอาหารส่วนใหญ่จะสั่งพนักงานเสิร์ฟไว้ว่า
จงรินเบียร์ในแก้วของลูกค้าหน้าโง่อย่าให้พร่องเป็นอันขาด
เพื่อทางร้านจะได้ขายเบียร์ได้มากๆ หมดแล้วก็รีบเปิดขวดใหม่
บังคับให้ต้องดื่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผมเห็นว่าการดื่มเบียร์ให้หมดแก้วแล้วรินใหม่
จะได้ทัศนียภาพของเบียร์แก้วใหม่ ซึ่งเป็นของอร่อยในการเสพ
หมดขวดแล้วค่อยสั่งใหม่ เปิดป๊อกก็รินได้เลย ไม่ใช่เปิดมาทิ้งราไว้ข้างๆเป็นนาน
รส
รสชาติของเบียร์เกิดจากส่วนผสมหลายอย่าง โดยเฉพาะมอลต์ของบาร์เลย์
และธัญพืชอื่นๆรวมทั้งฮอปซึ่งให้รสขม เบียร์อเมริกันเป็นเบียร์ปร่าๆ
ไม่ใช่เพราะเบียร์อเมริกันมีแอลกอฮอล์น้อยกว่าเบียร์ยุโรปหรือเบียร์ไทย
แต่เพราะเบียร์อเมริกันไม่มี"ตัว"หรือ"body" ไม่ได้รสมอลต์และแทบไม่มีกลิ่นฮอป
เบียร์จะมีแอลกอฮอล์มากหรือน้อยไม่ได้อยู่ที่ว่ามันจืดหรือไม่
ส่วนใหญ่ของเบียร์ในเมืองไทยปริมาณแอลกอฮอล์พอๆกัน แต่รสชาติต่างกันเท่านั้น
ฉะนั้นเวลาดื่มเบียร์จึงควรปล่อยให้มันไหลซาบซ่าไปทั่วลิ้น
เพื่อจะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของเบียร์ไปด้วย
ผมเข้าใจว่ารสที่คอเบียร์เมืองไทยเรียกว่ามัน
ก็คือรสของส่วนผสมที่ไม่ขาดไม่เกินของเบียร์ยี่ห้อนั้นนั่นเอง
คือมีทั้งตัวและมีทั้งรสครบสมบูรณ์
แต่แปลกที่คอเบียร์ในเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบรสขมของเบียร์
จึงพยายามทำลายรสนี้เสีย ด้วยการเอาเบียร์ไปแช่จนกลายเป็นเกร็ดน้ำแข็ง
ความเย็นจัดนี้ไม่ได้ทำลายปุ่มรับรสขมบนลิ้นเท่านั้น
แต่ทำลายทุกปุ่มบรรดามีไปหมดจนไม่ได้รสชาติอะไรของเบียร์เลย
ดื่มแล้วดูเหมือนจะสดชื่น
แต่ถ้าอย่างนั้นเอาโซดาไปแช่แข็งบ้างก็คงจะได้ความรู้สึกสดชื่นเท่ากัน
ซ้ำถูกสตางค์กว่าอีกด้วย
รสขมนี้เป็นรสสำคัญสุดของเบียร์เลยนะครับ
ถ้าเบียร์ไม่ขมก็ไม่รู้จะดื่มไปทำไม เช่นถ้าเบียร์มีรสหวานเหมือนน้ำขวด
ผมเชื่อว่าคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ คงไม่สามารถดื่มเบียร์ทั้งลังข้ามคืนได้
ถ้าขืนทำป่านนี้ก็คงตายด้วยโรคหัวใจวายไปแล้วด้วย
รสขมก็มีหลายพรรณนะครับ ขมอร่อยกับขมไม่อร่อยแตกต่างกันแน่
ขมไม่อร่อยเป็นอย่างไรก็ลองเอาเบียร์ที่ถูกแช่แข็งแล้วมาละลายจนได้อุณหภูมิที่
เหมาะสม แล้วลองดื่มดูสิครับ จะพบว่ารสขมของเบียร์จะเปลี่ยนเป็นลักษณะขมปี๋
ออกขื่น และเปรี้ยวนิดๆด้วย ไม่ได้เป็นสรรพรสเลย
อันที่จริงการเอาเบียร์ไปแช่ในตู้เย็นไว้นานๆก็ไม่ดี ถึงไม่แข็งก็ไม่ดี
เพราะทำให้รสเบียร์เปลี่ยนไปเป็นขมปี๋ ออกขื่นอย่างว่าได้เหมือนกัน
ถึงได้บอกไงครับว่า
สั่งเบียร์ที่ไหนก็สั่งยี่ห้อที่คนอื่นๆในแถวนั้นเขานิยมกันนั่นแหละดี
มันจะได้ไม่ถูกแช่เย็นไว้นานเกินไป
กลิ่น
กลิ่นนี่ยิ่งมีความสำคัญใหญ่ไม่น้อยไปกว่ารสเลย
เบียร์ที่ดีจะให้กลิ่นของมอลต์และฮอปที่พอเหมาะ คือไม่ฉุนเกินไปจนเอียน
แต่เรื่องนี้ไม่น่าห่วงเท่ากับมีกลิ่นน้อยเกินไป
โดยเฉพาะเบียร์ตลาดที่เราดื่มในเมืองไทยนั้นให้กลิ่นจางเกินไป
ยกเว้นตอนอ้วกซึ่งเป็นกลิ่นเบียร์ที่บูดเสียแล้ว
เบียร์ดีบางยี่ห้อนั้นแค่รินลงแก้วก็ได้กลิ่นหอมออกมาแล้วโดยยังไม่ทันดื่ม
สมดุล
สมดุลคือส่วนผสมที่ลงตัวของรสชาติและกลิ่น
เช่นได้ส่วนผสมที่พอเหมาะและไม่เปลี่ยนแปลงในการดื่ม
ได้กลิ่นที่ลงตัวของมอลต์และฮอป เป็นต้น เรื่องสมดุลนี้เป็นศิลปะสำคัญที่สุดของ
brewmaster หรือศิลปินหมักเบียร์เลยนะครับ แต่ละอย่างจะมีสัดส่วนอย่างไร
หมักในอุณหภูมิเท่าไร บ่มในอุณหภูมิเท่าไร
เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เขากำหนดมาไว้ในเบียร์ของเขา
ในอังกฤษแม้จนถึงทุกวันนี้
เขาไม่ได้นับปริมาณของแอลกอฮอล์ในเบียร์เป็นเปอร์เซ็นต์ต่อน้ำหนักหรือปริมาตร
แต่เขานับกันตาม"แรงโน้มถ่วงเดิม"หมายความว่ามีสัดส่วนของสารที่สามารถหมักขึ้น
ได้ต่อปริมาณน้ำเท่าไร เช่นถ้าเบียร์ที่มีสัดส่วนของแรงโน้มถ่วงเดิมเท่ากับ
๑๐๔๐
ก็แปลว่ามีสารที่หมักขึ้นได้อยู่ ๔๐ ส่วนในปริมาณน้ำ ๑๐๐๐ ส่วน
ยิ่งมีสัดส่วนของสารที่หมักขึ้นได้มาก ก็มีแนวโน้มว่าจะมี
แอลกอฮอล์สูงขึ้น
ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ความสมดุลเฉพาะเรื่องของส่วนผสมเพียงอย่างเดียว
มีความสำคัญขนาดไหน
เราในฐานะผู้ดื่มหรือผู้ขายเบียร์จึงไม่ควรเปลี่ยนสมดุลนี้อย่างง่ายๆ
เช่นไม่ควรเอาน้ำแข็งหย่อนลงไปในแก้วเบียร์เป็นอันขาด
เพราะจะทำให้ค่าของแรงโน้มถ่วงเดิมเสียไปทันที
เนื่องจากน้ำแข็งละลายน้ำให้เพิ่มขึ้น
ผมไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด แต่เบียร์ที่ถูกทำให้เป็นวุ้นหรือแข็งแล้ว
แม้เอามาละลายใหม่ก็ทำให้เสียสมดุลไปเหมือนกัน
เพราะรสชาติเสียไปอย่างที่กล่าวข้างต้น
ผมเรียกเบียร์วุ้นหรือเบียร์แช่แข็งเป็นเบียร์ที่เสียแล้วเสมอ
ไม่ควรเอามาเสิร์ฟลูกค้าหรือเพื่อนเป็นอันขาด ผมอยากเดาว่า
เมื่อเบียร์ถูกทำให้เป็นน้ำแข็ง
ก็คือแยกส่วนของน้ำและส่วนผสมอื่นซึ่งเคยผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับน้ำออกจาก
กัน แม้เอามาละลายอีก ก็ไม่สามารถผสมกลมกลืนกับน้ำได้เหมือนเดิม
คือเสียสมดุลไปแล้วนั่นเอง
finish
หรือความรู้สึกที่ได้หลังดื่ม เป็นเรื่องอธิบายยาก
ดื่มลงไปแล้วรู้สึกสดชื่น, อร่อย, กินอาหารอื่นลงไปแล้วก็ไม่รู้สึกพะอืดพะอม,
ฯลฯ พูดสั้นๆก็คือดีล่ะครับ
-"เบียร์" นิธิ เอียวศรีวงศ์
ต้องตรงกับคุณสมบัติของเบียร์ ไม่ใช่เบียร์จะต้องใสเพียงอย่างเดียว
ที่ควรจะใสก็ใส ที่ควรจะข้นก็ข้น ที่ไม่ควรมีตะกอนลอยแขวนก็ไม่ควรมี
ที่ควรมีก็มี ในเมืองไทยเรานิยมดื่มเบียร์ลาเกอร์ตระกูลพิลสเนอร์
ก็ควรมีคุณสมบัติใส สีออกไปทางสีทองเข้มพอสมควร
เมื่อรินลงไปแล้วก็จะเห็นเม็ดคาร์บอนไดออกไซด์ลอยขึ้นเป็นทิว
นี่เป็นการเสพเบียร์ทางตาที่สำคัญ
เหตุฉะนั้นภาชนะสำหรับการดื่มเบียร์ที่ดีคือแก้วใสนี่แหละครับ
ไม่จำเป็นต้องใช้จอกหูกระเบื้องหรือพิวเตอร์(mug)
ฟอง
ก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญของการดื่มเบียร์
วิธีรินเบียร์ให้เป็นฟองไม่ใช่เทลงไปที่ก้นแก้วแรงๆ กระทุ้งให้เกิดฟองขึ้น
เพราะฟองอย่างนั้นไม่ใช่ฟองคุณภาพที่แท้จริง
จะเห็นได้ว่าฟองที่ได้มาด้วยวิธีแบบนั้นจะเป็นฟองหยาบ เหมือนฟองผงซักฟอก
กินไปจนหมดแก้วแล้วก็ไม่เกิดคราบฟองที่ริมแก้วให้เห็น
ฟองที่มีคุณภาพต้องได้มาจากการรินเบียร์ไปที่ข้างแก้ว
แรงของเบียร์ที่ไหลลงไปป่วนก้นแก้วก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดฟองขึ้นแล้ว
ฟองแบบนี้จะเป็นฟองละเอียดค่อนข้างเหนียว
ยอดฟองมักไม่ค่อยราบเรียบแต่มีลักษณะเหมือนเนินเขา
เมื่อกินเบียร์หมดแก้วแล้วก็จะยังเห็นคราบฟองติดอยู่ตามผนังแก้ว
รวมทั้งหนวดและริมฝีปากงามของผู้หญิงด้วย
แต่คุณผู้อ่านจะพบว่า
รินเบียร์อย่างนี้ในเมืองไทยไม่ค่อยได้ฟองหรือได้ฟองที่บางมาก
ทั้งนี้เพราะเราดื่มเบียร์ในอุณหภูมิที่เย็นจัดเกินไป จึงทำให้ไม่เกิดฟอง
นอกจากนี้เบียร์ตลาดซึ่งไม่ค่อยมีคุณภาพก็มักให้ฟองน้อยโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
จึงทำให้เกิดฟองคุณภาพได้ยาก ยกเว้นที่เขาใส่สารเร่งคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนบ่ม
ซึ่งทำให้รสเบียร์เสียไปอีก
เหตุดังนั้นผมจึงไม่ชอบเลยที่ร้านอาหารส่วนใหญ่จะสั่งพนักงานเสิร์ฟไว้ว่า
จงรินเบียร์ในแก้วของลูกค้าหน้าโง่อย่าให้พร่องเป็นอันขาด
เพื่อทางร้านจะได้ขายเบียร์ได้มากๆ หมดแล้วก็รีบเปิดขวดใหม่
บังคับให้ต้องดื่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผมเห็นว่าการดื่มเบียร์ให้หมดแก้วแล้วรินใหม่
จะได้ทัศนียภาพของเบียร์แก้วใหม่ ซึ่งเป็นของอร่อยในการเสพ
หมดขวดแล้วค่อยสั่งใหม่ เปิดป๊อกก็รินได้เลย ไม่ใช่เปิดมาทิ้งราไว้ข้างๆเป็นนาน
รส
รสชาติของเบียร์เกิดจากส่วนผสมหลายอย่าง โดยเฉพาะมอลต์ของบาร์เลย์
และธัญพืชอื่นๆรวมทั้งฮอปซึ่งให้รสขม เบียร์อเมริกันเป็นเบียร์ปร่าๆ
ไม่ใช่เพราะเบียร์อเมริกันมีแอลกอฮอล์น้อยกว่าเบียร์ยุโรปหรือเบียร์ไทย
แต่เพราะเบียร์อเมริกันไม่มี"ตัว"หรือ"body" ไม่ได้รสมอลต์และแทบไม่มีกลิ่นฮอป
เบียร์จะมีแอลกอฮอล์มากหรือน้อยไม่ได้อยู่ที่ว่ามันจืดหรือไม่
ส่วนใหญ่ของเบียร์ในเมืองไทยปริมาณแอลกอฮอล์พอๆกัน แต่รสชาติต่างกันเท่านั้น
ฉะนั้นเวลาดื่มเบียร์จึงควรปล่อยให้มันไหลซาบซ่าไปทั่วลิ้น
เพื่อจะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของเบียร์ไปด้วย
ผมเข้าใจว่ารสที่คอเบียร์เมืองไทยเรียกว่ามัน
ก็คือรสของส่วนผสมที่ไม่ขาดไม่เกินของเบียร์ยี่ห้อนั้นนั่นเอง
คือมีทั้งตัวและมีทั้งรสครบสมบูรณ์
แต่แปลกที่คอเบียร์ในเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบรสขมของเบียร์
จึงพยายามทำลายรสนี้เสีย ด้วยการเอาเบียร์ไปแช่จนกลายเป็นเกร็ดน้ำแข็ง
ความเย็นจัดนี้ไม่ได้ทำลายปุ่มรับรสขมบนลิ้นเท่านั้น
แต่ทำลายทุกปุ่มบรรดามีไปหมดจนไม่ได้รสชาติอะไรของเบียร์เลย
ดื่มแล้วดูเหมือนจะสดชื่น
แต่ถ้าอย่างนั้นเอาโซดาไปแช่แข็งบ้างก็คงจะได้ความรู้สึกสดชื่นเท่ากัน
ซ้ำถูกสตางค์กว่าอีกด้วย
รสขมนี้เป็นรสสำคัญสุดของเบียร์เลยนะครับ
ถ้าเบียร์ไม่ขมก็ไม่รู้จะดื่มไปทำไม เช่นถ้าเบียร์มีรสหวานเหมือนน้ำขวด
ผมเชื่อว่าคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ คงไม่สามารถดื่มเบียร์ทั้งลังข้ามคืนได้
ถ้าขืนทำป่านนี้ก็คงตายด้วยโรคหัวใจวายไปแล้วด้วย
รสขมก็มีหลายพรรณนะครับ ขมอร่อยกับขมไม่อร่อยแตกต่างกันแน่
ขมไม่อร่อยเป็นอย่างไรก็ลองเอาเบียร์ที่ถูกแช่แข็งแล้วมาละลายจนได้อุณหภูมิที่
เหมาะสม แล้วลองดื่มดูสิครับ จะพบว่ารสขมของเบียร์จะเปลี่ยนเป็นลักษณะขมปี๋
ออกขื่น และเปรี้ยวนิดๆด้วย ไม่ได้เป็นสรรพรสเลย
อันที่จริงการเอาเบียร์ไปแช่ในตู้เย็นไว้นานๆก็ไม่ดี ถึงไม่แข็งก็ไม่ดี
เพราะทำให้รสเบียร์เปลี่ยนไปเป็นขมปี๋ ออกขื่นอย่างว่าได้เหมือนกัน
ถึงได้บอกไงครับว่า
สั่งเบียร์ที่ไหนก็สั่งยี่ห้อที่คนอื่นๆในแถวนั้นเขานิยมกันนั่นแหละดี
มันจะได้ไม่ถูกแช่เย็นไว้นานเกินไป
กลิ่น
กลิ่นนี่ยิ่งมีความสำคัญใหญ่ไม่น้อยไปกว่ารสเลย
เบียร์ที่ดีจะให้กลิ่นของมอลต์และฮอปที่พอเหมาะ คือไม่ฉุนเกินไปจนเอียน
แต่เรื่องนี้ไม่น่าห่วงเท่ากับมีกลิ่นน้อยเกินไป
โดยเฉพาะเบียร์ตลาดที่เราดื่มในเมืองไทยนั้นให้กลิ่นจางเกินไป
ยกเว้นตอนอ้วกซึ่งเป็นกลิ่นเบียร์ที่บูดเสียแล้ว
เบียร์ดีบางยี่ห้อนั้นแค่รินลงแก้วก็ได้กลิ่นหอมออกมาแล้วโดยยังไม่ทันดื่ม
สมดุล
สมดุลคือส่วนผสมที่ลงตัวของรสชาติและกลิ่น
เช่นได้ส่วนผสมที่พอเหมาะและไม่เปลี่ยนแปลงในการดื่ม
ได้กลิ่นที่ลงตัวของมอลต์และฮอป เป็นต้น เรื่องสมดุลนี้เป็นศิลปะสำคัญที่สุดของ
brewmaster หรือศิลปินหมักเบียร์เลยนะครับ แต่ละอย่างจะมีสัดส่วนอย่างไร
หมักในอุณหภูมิเท่าไร บ่มในอุณหภูมิเท่าไร
เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เขากำหนดมาไว้ในเบียร์ของเขา
ในอังกฤษแม้จนถึงทุกวันนี้
เขาไม่ได้นับปริมาณของแอลกอฮอล์ในเบียร์เป็นเปอร์เซ็นต์ต่อน้ำหนักหรือปริมาตร
แต่เขานับกันตาม"แรงโน้มถ่วงเดิม"หมายความว่ามีสัดส่วนของสารที่สามารถหมักขึ้น
ได้ต่อปริมาณน้ำเท่าไร เช่นถ้าเบียร์ที่มีสัดส่วนของแรงโน้มถ่วงเดิมเท่ากับ
๑๐๔๐
ก็แปลว่ามีสารที่หมักขึ้นได้อยู่ ๔๐ ส่วนในปริมาณน้ำ ๑๐๐๐ ส่วน
ยิ่งมีสัดส่วนของสารที่หมักขึ้นได้มาก ก็มีแนวโน้มว่าจะมี
แอลกอฮอล์สูงขึ้น
ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ความสมดุลเฉพาะเรื่องของส่วนผสมเพียงอย่างเดียว
มีความสำคัญขนาดไหน
เราในฐานะผู้ดื่มหรือผู้ขายเบียร์จึงไม่ควรเปลี่ยนสมดุลนี้อย่างง่ายๆ
เช่นไม่ควรเอาน้ำแข็งหย่อนลงไปในแก้วเบียร์เป็นอันขาด
เพราะจะทำให้ค่าของแรงโน้มถ่วงเดิมเสียไปทันที
เนื่องจากน้ำแข็งละลายน้ำให้เพิ่มขึ้น
ผมไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด แต่เบียร์ที่ถูกทำให้เป็นวุ้นหรือแข็งแล้ว
แม้เอามาละลายใหม่ก็ทำให้เสียสมดุลไปเหมือนกัน
เพราะรสชาติเสียไปอย่างที่กล่าวข้างต้น
ผมเรียกเบียร์วุ้นหรือเบียร์แช่แข็งเป็นเบียร์ที่เสียแล้วเสมอ
ไม่ควรเอามาเสิร์ฟลูกค้าหรือเพื่อนเป็นอันขาด ผมอยากเดาว่า
เมื่อเบียร์ถูกทำให้เป็นน้ำแข็ง
ก็คือแยกส่วนของน้ำและส่วนผสมอื่นซึ่งเคยผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับน้ำออกจาก
กัน แม้เอามาละลายอีก ก็ไม่สามารถผสมกลมกลืนกับน้ำได้เหมือนเดิม
คือเสียสมดุลไปแล้วนั่นเอง
finish
หรือความรู้สึกที่ได้หลังดื่ม เป็นเรื่องอธิบายยาก
ดื่มลงไปแล้วรู้สึกสดชื่น, อร่อย, กินอาหารอื่นลงไปแล้วก็ไม่รู้สึกพะอืดพะอม,
ฯลฯ พูดสั้นๆก็คือดีล่ะครับ
-"เบียร์" นิธิ เอียวศรีวงศ์
วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2547
ต้องอดทน
สุจินดา เป็นเพื่อนรักกับชวลิต มานาน เมื่อ ชวลิต จะลงสมัคร ส.ส. สุจินดาจึงเตือนเพื่อนด้วยความเป็นห่วง
สุจินดา : คนจะเป็น ส.ส.ได้ต้องใจเย็น ต้องอดทน
ชวลิต : ครับ ขอบคุณครับ ผมจะจำไว้
เวลาผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ สุจินดาก็เตือนชวลิตอีก
สุจินดา : คนจะเป็น ส.ส. ได้ ต้องใจเย็น ต้องอดทน
ชวลิต : ครับ ขอบคุณครับ ผมจะจำไว้
เวลาผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ ก็เตือนอีก
สุจินดา : คนจะเป็น ส.ส. ได้ ต้องใจเย็น ต้องอดทน
ชวลิต : เฮ้ย นี่ลื้อเห็นอั๊วเป็นคนอย่างไรวะ พูดครั้งเดียวกูก็รู้เรื่องแล้ว มึงจะเอายังไงกับกู กูเดือดแล้วโว้ย
สุจินดา : ผมบอกแล้วไง คนจะเป็น ส.ส. ต้องใจเย็น ต้องอดทน
พฤศจิกายน พ.ศ. 2534
สุจินดา : คนจะเป็น ส.ส.ได้ต้องใจเย็น ต้องอดทน
ชวลิต : ครับ ขอบคุณครับ ผมจะจำไว้
เวลาผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ สุจินดาก็เตือนชวลิตอีก
สุจินดา : คนจะเป็น ส.ส. ได้ ต้องใจเย็น ต้องอดทน
ชวลิต : ครับ ขอบคุณครับ ผมจะจำไว้
เวลาผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ ก็เตือนอีก
สุจินดา : คนจะเป็น ส.ส. ได้ ต้องใจเย็น ต้องอดทน
ชวลิต : เฮ้ย นี่ลื้อเห็นอั๊วเป็นคนอย่างไรวะ พูดครั้งเดียวกูก็รู้เรื่องแล้ว มึงจะเอายังไงกับกู กูเดือดแล้วโว้ย
สุจินดา : ผมบอกแล้วไง คนจะเป็น ส.ส. ต้องใจเย็น ต้องอดทน
พฤศจิกายน พ.ศ. 2534
วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2547
แผ่เมตตาจิต ให้ใจเข้มแข็ง
ยามเศรษฐกิจไม่ดี นอกจากจะเกิดความทุกข์ ทางกายมากกว่าสมัยเศรษฐกิจฟองสบู่แล้ว ปัญหาทางใจยังตามมารังควานไม่รู้จักหยุดจักหย่อน
แถม ปัญหาทางจิตใจเนี่ยมันฝังรากหยั่งลึก ยากต่อการซ่อมแซมหรือรักษา อาจจะยากกว่า การรักษาโรคทางกายหลายเท่า เพราะเวลาจิตป่วย ใจจะเตลิดเปิดเปิงได้ง่ายและรวดเร็วเสียด้วย แต่ถ้ากายป่วยยังเยียวยาแก้ไขด้วยการเอกซเรย์, ผ่าตัดหรือให้ยาให้น้ำเกลือยังพอยับยั้งโรค ไว้ไม่ให้ลุกลามได้บ้าง สิ่งที่ปรากฏอยู่ภายนอกจึงรักษาง่ายกว่าของที่ซ่อนอยู่ภายในหลายเท่า
สัปดาห์นี้ขอคุยถึงสุขภาพจิต เรื่องทำอย่างไรถึงจะหยุดตัดสินผู้อื่น (How To Stop Judging Others) สักทีดีกว่า
อธิบาย ก่อนว่า ความนิยมตัดสินผู้อื่นก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนทั่วๆ ไปในสังคม เพียงแต่เมื่อ พูดพาดพิงไปถึงคนอื่น มนุษย์ชอบเอาเรื่องไม่ดีของผู้อื่นมาซุบซิบนินทาหาคำสรรเสริญยาก ทั้งที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงซึ่งพูดออกไปนั้น รู้จริงหรือเปล่า...ก็ยังน่าสงสัยอยู่ แต่ขอให้ได้พูดไว้ก่อน ก็แล้วกัน คนรอบข้างจะได้คิดว่า เราก็มีมนุษยสัมพันธ์เหมือนกันนะ
ทั้งที่ “มนุษยสัมพันธ์” กับการ “นินทา” หรือพวก “ปากมาก”...มันคนละเรื่องกันเลยนะท่าน
สะกิดสะเกากันแล้วก็วกกลับมาคุยเรื่อง ทำไมคนเราจึงควรหยุดตัดสินคนอื่น ต่อซะเลย
โอปราห์ วินฟรีย์ เจ้าแม่รายการทอล์กโชว์ ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เป็นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ คนเราทำออกไป ล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตพวกเขาและความสัมพันธ์ ที่พวกเขามีต่อ คนอื่นเสมอ
“พฤติกรรม กระซิบกระซาบ, วิพากษ์วิจารณ์ และซุบซิบนินทาชาวบ้าน (ในเรื่องไม่เข้าท่า) รู้ไหมว่า ทุกครั้งที่คุณทำสิ่งเหล่านี้ มันเป็นบ่อเกิดสร้างความเจ็บปวดให้ตัวเอง”
แกรี ซูคาฟ นักจิตวิทยาและนักเขียนซึ่งเป็นแขกรับเชิญในรายการของเจ๊โอปราห์กล่าวว่า การตัดสินผู้อื่น (โดยไม่รู้ข้อมูลให้รอบด้าน) คือการสร้างความรู้สึกด้อยค่าและยังเป็นยาพิษ กัดเซาะทำลายตัวเอง ยกเว้นแต่ว่า คนที่คุณพูดถึงนั้นเค้ามีนิสัยยอดแย่ เป็นที่ประจักษ์อย่างแท้จริง... แบบนี้ก็สมควรถูกยำใหญ่
อย่างไร ก็ตาม แทนที่ จะเพลิดเพลินไปกับการติฉินนินทา คุณควรหันมาแผ่เมตตาให้ความเห็นใจ ต่อผู้ด้อยทั้งฐานะและโอกาสกว่าคุณไม่ดีกว่าหรือ ยิ่งคุณให้สิ่งที่ดีต่อผู้อื่นมากเท่าไหร่ จิตใจของคุณก็จะเบิกบานมีความสุขมากเท่านั้น เมื่อใจเป็นสุขก็จะสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้จิตป่วย จิตที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะช่วยให้รอดจากวิกฤติเศรษฐกิจ.
แถม ปัญหาทางจิตใจเนี่ยมันฝังรากหยั่งลึก ยากต่อการซ่อมแซมหรือรักษา อาจจะยากกว่า การรักษาโรคทางกายหลายเท่า เพราะเวลาจิตป่วย ใจจะเตลิดเปิดเปิงได้ง่ายและรวดเร็วเสียด้วย แต่ถ้ากายป่วยยังเยียวยาแก้ไขด้วยการเอกซเรย์, ผ่าตัดหรือให้ยาให้น้ำเกลือยังพอยับยั้งโรค ไว้ไม่ให้ลุกลามได้บ้าง สิ่งที่ปรากฏอยู่ภายนอกจึงรักษาง่ายกว่าของที่ซ่อนอยู่ภายในหลายเท่า
สัปดาห์นี้ขอคุยถึงสุขภาพจิต เรื่องทำอย่างไรถึงจะหยุดตัดสินผู้อื่น (How To Stop Judging Others) สักทีดีกว่า
อธิบาย ก่อนว่า ความนิยมตัดสินผู้อื่นก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนทั่วๆ ไปในสังคม เพียงแต่เมื่อ พูดพาดพิงไปถึงคนอื่น มนุษย์ชอบเอาเรื่องไม่ดีของผู้อื่นมาซุบซิบนินทาหาคำสรรเสริญยาก ทั้งที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงซึ่งพูดออกไปนั้น รู้จริงหรือเปล่า...ก็ยังน่าสงสัยอยู่ แต่ขอให้ได้พูดไว้ก่อน ก็แล้วกัน คนรอบข้างจะได้คิดว่า เราก็มีมนุษยสัมพันธ์เหมือนกันนะ
ทั้งที่ “มนุษยสัมพันธ์” กับการ “นินทา” หรือพวก “ปากมาก”...มันคนละเรื่องกันเลยนะท่าน
สะกิดสะเกากันแล้วก็วกกลับมาคุยเรื่อง ทำไมคนเราจึงควรหยุดตัดสินคนอื่น ต่อซะเลย
โอปราห์ วินฟรีย์ เจ้าแม่รายการทอล์กโชว์ ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เป็นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ คนเราทำออกไป ล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตพวกเขาและความสัมพันธ์ ที่พวกเขามีต่อ คนอื่นเสมอ
“พฤติกรรม กระซิบกระซาบ, วิพากษ์วิจารณ์ และซุบซิบนินทาชาวบ้าน (ในเรื่องไม่เข้าท่า) รู้ไหมว่า ทุกครั้งที่คุณทำสิ่งเหล่านี้ มันเป็นบ่อเกิดสร้างความเจ็บปวดให้ตัวเอง”
แกรี ซูคาฟ นักจิตวิทยาและนักเขียนซึ่งเป็นแขกรับเชิญในรายการของเจ๊โอปราห์กล่าวว่า การตัดสินผู้อื่น (โดยไม่รู้ข้อมูลให้รอบด้าน) คือการสร้างความรู้สึกด้อยค่าและยังเป็นยาพิษ กัดเซาะทำลายตัวเอง ยกเว้นแต่ว่า คนที่คุณพูดถึงนั้นเค้ามีนิสัยยอดแย่ เป็นที่ประจักษ์อย่างแท้จริง... แบบนี้ก็สมควรถูกยำใหญ่
อย่างไร ก็ตาม แทนที่ จะเพลิดเพลินไปกับการติฉินนินทา คุณควรหันมาแผ่เมตตาให้ความเห็นใจ ต่อผู้ด้อยทั้งฐานะและโอกาสกว่าคุณไม่ดีกว่าหรือ ยิ่งคุณให้สิ่งที่ดีต่อผู้อื่นมากเท่าไหร่ จิตใจของคุณก็จะเบิกบานมีความสุขมากเท่านั้น เมื่อใจเป็นสุขก็จะสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้จิตป่วย จิตที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะช่วยให้รอดจากวิกฤติเศรษฐกิจ.
ท่องเที่ยวช่วยบํารุงสุขภาพแข็งแรง
| |||||||||
ดูแลจิตใจเพื่อสุขภาพดีปีใหม่ : ศาสตร์แห่งชีวิต
ศาสตร์ในการดูแลสุขภาพโดยเฉพาะในซีกโลกตะวันออกนั้น มักจะให้ความสำคัญกับเรื่องของจิตใจไม่แพ้ร่างกาย ถึงกับกล่าวกันว่าคนเราไม่อาจมีร่างกายที่แข็งแรงหรือสุขภาพดีได้ถ้าหากจิต ใจไม่อยู่ในศานติมีแต่ความเร่าร้อนทุรนทุราย
ใน ทำนองเดียวกันจิตใจก็ไม่อาจเป็นสุขสงบอยู่ได้ ถ้าหากร่างกายเต็มไปด้วยโรคาพยาธิ พูดอีกอย่างหนึ่งว่าจิตใจและร่างกายนั้นต่างก็อิงอาศัยซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นการที่คนเราจะมีสุขภาพหรือคุณภาพชีวิตที่ดีได้ จึงต้องดูแลรักษาทั้งร่างกายและจิตใจพร้อมๆ กันไป
ศาสตร์อายุรเวทซึ่งเป็นศาสตร์อันเก่าแต่โบราณก็ให้ความสำคัญกับการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ
ใน ทางร่างกายก็มีข้อแนะนำว่าเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าอย่างที่ได้นำเสนอมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ก็ยังมีหลักปฏิบัติตัวในแต่ละฤดูกาล หลักปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติของแต่ละคน เหล่านี้เป็นวิถีปฏิบัติเพื่อให้ร่างกายเกิดความสมดุลทั้งกับตัวเองและขณะ เดียวกันก็สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติที่เราอิงอาศัยอยู่
ในส่วนของจิตใจก็มีหลักหรือข้อปฏิบัติที่เรียกว่า "สัตตวฤต" (Sadvrtta) หรือข้อวัตรปฏิบัติที่ดีงาม
โดยในคัมภีร์อายุรเวทมีจารึกเป็นโศลกถอดความออกมาได้ว่า
"กิจกรรมหรือการกระทำทั้งหลายของมนุษย์นั้น ควรเป็นไปเพื่อความสุขของสรรพชีวิตทั้งมวล"
การ ทำให้ผู้อื่นเป็นสุขได้ ขั้นต้นที่สุดที่พึงกระทำก็คือไม่ทำให้เขาทุกข์ทรมาน เพราะฉะนั้นจึงมีสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยงคือไม่กระทำทั้งทางกาย วาจา และใจ ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือทำร้ายร่างกาย ไม่พรากเอาของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ประพฤติผิดทางเพศ ไม่พูดจาหยาบคายให้ร้ายป้ายสี ไม่พูดปด ไม่พูดจาให้เกิดความแตกแยกประเภทยุให้รำตำให้รั่ว ไม่มีจิตมุ่งร้ายอิจฉาริษยา หรือคอยจ้องจับผิดผู้อื่น
นอกจากหลีก เลี่ยงที่จะไม่ทำให้ผู้อื่นทุกข์ทรมานแล้ว ก็ควรที่จะช่วยลดความทุกข์หรือเกื้อกูลผู้อื่นด้วย เป็นการเกื้อกูลที่ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นญาติมิตรของเราเท่านั้น แต่ควรให้กว้างไกลออกไปถึงคนยากจน คนด้อยโอกาสในสังคม คนเจ็บไข้ได้ป่วย ไปจนถึงคนที่เป็นศัตรูหรือไม่หวังดีต่อเรา
ในคัมภีร์บอกว่าแม้แต่แมลงหรือมดตัวน้อยๆ เราก็ควรดูแลปฏิบัติต่อพวกเขาเหล่านั้นด้วยความเมตตาปรานีเหมือนที่เราปฏิบัติต่อตัวเราเอง
ควร เคารพบูชาต่อบุคคลผู้ควรบูชา เช่น เทพเจ้าที่เรานับถือศรัทธา พระสงฆ์องค์เจ้า พระเจ้าแผ่นดิน แพทย์ ผู้ที่อาวุโสกว่าเรา รวมทั้งแขกที่มาเยี่ยมเยือนควรพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวานอบอุ่นและ จริงใจ รู้จักควบคุมประสาทสัมผัสทั้งห้าคือ ตา หู ลิ้น จมูก กาย (ผิวหนัง) ให้เสพหรือรับรู้สิ่งที่ทำให้เกิดความสมดุลของร่างกายและจิตใจ
ควรประกอบสัมมาอาชีวะ คือดำรงชีวิตด้วยวิชาชีพที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ผิดศีลธรรมอันดีงาม
นอก จากการดูแลจิตใจโดยตรงอย่างที่ว่ามาแล้ว ศาสตร์แห่งชีวิตยังพูดถึงการดูแลร่างกายส่วนต่างๆ ด้วย เพราะร่างกายที่แข็งแรงย่อมทำให้จิตใจพลอยแช่มชื่นแจ่มใสไปด้วย
โดย ให้ดูแลเรื่องผมเผ้า เล็บ หนวด ทวารทั้งหลาย ควรจะตัดให้เรียบร้อย คอยดูแลให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อไม่เป็นแหล่งของโรคภัยไข้เจ็บ ควรอาบน้ำชำระล้างร่างกายและแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่สะอาด
ไม่ ใช้ร่างกายอย่างหักโหม ทุกอย่างควรให้เป็นทางสายกลาง ไม่โดนแดดตากลม หรือสัมผัสกับฝุ่นละอองเป็นเวลานานๆ ที่สำคัญควรพิจารณาไตร่ตรองอยู่เนืองๆ ว่าเราใช้ชีวิตให้ผ่านวันและคืนที่ล่วงเลยไปอย่างไรบ้าง ตรงนี้ในคัมภีร์กล่าวไว้ว่า
"ผู้ที่หมั่นทบทวนไตร่ตรองว่าตนเองใช้ ชีวิตผ่านวันและคืนอย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร จะไม่กลายเป็นเหยื่อของความโศกเศร้าเสียใจ"
หรือจะพูดอีกอย่างว่าให้ เราหมั่นทบทวนและคอยระมัดระวังให้ตัวเองได้ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม เกื้อกูลทั้งตนเอง ทั้งคนรอบข้าง กว้างไกลไปจนถึงธรรมชาติที่ประกอบด้วยสรรพชีวิตอีกนับไม่ถ้วนสายพันธุ์ ก็จะทำให้เกิดความสงบสุขและกลมกลืนระหว่างตัวเราและสิ่งรอบตัว
ปีเก่า ล่วงเลยไป ปีใหม่เข้ามา ให้ของขวัญปีใหม่แก่ตัวเองและผู้อื่นด้วยการดูแลจิตใจของเราให้ดีงามเพื่อ ความเป็นองค์รวมแห่งชีวิตและเพื่อความสุขสันติของโลกทั้งมวลดีไหม
โดยคุณ : มูลนิธิสุขภาพไทย
ใน ทำนองเดียวกันจิตใจก็ไม่อาจเป็นสุขสงบอยู่ได้ ถ้าหากร่างกายเต็มไปด้วยโรคาพยาธิ พูดอีกอย่างหนึ่งว่าจิตใจและร่างกายนั้นต่างก็อิงอาศัยซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นการที่คนเราจะมีสุขภาพหรือคุณภาพชีวิตที่ดีได้ จึงต้องดูแลรักษาทั้งร่างกายและจิตใจพร้อมๆ กันไป
ศาสตร์อายุรเวทซึ่งเป็นศาสตร์อันเก่าแต่โบราณก็ให้ความสำคัญกับการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ
ใน ทางร่างกายก็มีข้อแนะนำว่าเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าอย่างที่ได้นำเสนอมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ก็ยังมีหลักปฏิบัติตัวในแต่ละฤดูกาล หลักปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติของแต่ละคน เหล่านี้เป็นวิถีปฏิบัติเพื่อให้ร่างกายเกิดความสมดุลทั้งกับตัวเองและขณะ เดียวกันก็สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติที่เราอิงอาศัยอยู่
ในส่วนของจิตใจก็มีหลักหรือข้อปฏิบัติที่เรียกว่า "สัตตวฤต" (Sadvrtta) หรือข้อวัตรปฏิบัติที่ดีงาม
โดยในคัมภีร์อายุรเวทมีจารึกเป็นโศลกถอดความออกมาได้ว่า
"กิจกรรมหรือการกระทำทั้งหลายของมนุษย์นั้น ควรเป็นไปเพื่อความสุขของสรรพชีวิตทั้งมวล"
การ ทำให้ผู้อื่นเป็นสุขได้ ขั้นต้นที่สุดที่พึงกระทำก็คือไม่ทำให้เขาทุกข์ทรมาน เพราะฉะนั้นจึงมีสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยงคือไม่กระทำทั้งทางกาย วาจา และใจ ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือทำร้ายร่างกาย ไม่พรากเอาของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ประพฤติผิดทางเพศ ไม่พูดจาหยาบคายให้ร้ายป้ายสี ไม่พูดปด ไม่พูดจาให้เกิดความแตกแยกประเภทยุให้รำตำให้รั่ว ไม่มีจิตมุ่งร้ายอิจฉาริษยา หรือคอยจ้องจับผิดผู้อื่น
นอกจากหลีก เลี่ยงที่จะไม่ทำให้ผู้อื่นทุกข์ทรมานแล้ว ก็ควรที่จะช่วยลดความทุกข์หรือเกื้อกูลผู้อื่นด้วย เป็นการเกื้อกูลที่ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นญาติมิตรของเราเท่านั้น แต่ควรให้กว้างไกลออกไปถึงคนยากจน คนด้อยโอกาสในสังคม คนเจ็บไข้ได้ป่วย ไปจนถึงคนที่เป็นศัตรูหรือไม่หวังดีต่อเรา
ในคัมภีร์บอกว่าแม้แต่แมลงหรือมดตัวน้อยๆ เราก็ควรดูแลปฏิบัติต่อพวกเขาเหล่านั้นด้วยความเมตตาปรานีเหมือนที่เราปฏิบัติต่อตัวเราเอง
ควร เคารพบูชาต่อบุคคลผู้ควรบูชา เช่น เทพเจ้าที่เรานับถือศรัทธา พระสงฆ์องค์เจ้า พระเจ้าแผ่นดิน แพทย์ ผู้ที่อาวุโสกว่าเรา รวมทั้งแขกที่มาเยี่ยมเยือนควรพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวานอบอุ่นและ จริงใจ รู้จักควบคุมประสาทสัมผัสทั้งห้าคือ ตา หู ลิ้น จมูก กาย (ผิวหนัง) ให้เสพหรือรับรู้สิ่งที่ทำให้เกิดความสมดุลของร่างกายและจิตใจ
ควรประกอบสัมมาอาชีวะ คือดำรงชีวิตด้วยวิชาชีพที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ผิดศีลธรรมอันดีงาม
นอก จากการดูแลจิตใจโดยตรงอย่างที่ว่ามาแล้ว ศาสตร์แห่งชีวิตยังพูดถึงการดูแลร่างกายส่วนต่างๆ ด้วย เพราะร่างกายที่แข็งแรงย่อมทำให้จิตใจพลอยแช่มชื่นแจ่มใสไปด้วย
โดย ให้ดูแลเรื่องผมเผ้า เล็บ หนวด ทวารทั้งหลาย ควรจะตัดให้เรียบร้อย คอยดูแลให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อไม่เป็นแหล่งของโรคภัยไข้เจ็บ ควรอาบน้ำชำระล้างร่างกายและแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่สะอาด
ไม่ ใช้ร่างกายอย่างหักโหม ทุกอย่างควรให้เป็นทางสายกลาง ไม่โดนแดดตากลม หรือสัมผัสกับฝุ่นละอองเป็นเวลานานๆ ที่สำคัญควรพิจารณาไตร่ตรองอยู่เนืองๆ ว่าเราใช้ชีวิตให้ผ่านวันและคืนที่ล่วงเลยไปอย่างไรบ้าง ตรงนี้ในคัมภีร์กล่าวไว้ว่า
"ผู้ที่หมั่นทบทวนไตร่ตรองว่าตนเองใช้ ชีวิตผ่านวันและคืนอย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร จะไม่กลายเป็นเหยื่อของความโศกเศร้าเสียใจ"
หรือจะพูดอีกอย่างว่าให้ เราหมั่นทบทวนและคอยระมัดระวังให้ตัวเองได้ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม เกื้อกูลทั้งตนเอง ทั้งคนรอบข้าง กว้างไกลไปจนถึงธรรมชาติที่ประกอบด้วยสรรพชีวิตอีกนับไม่ถ้วนสายพันธุ์ ก็จะทำให้เกิดความสงบสุขและกลมกลืนระหว่างตัวเราและสิ่งรอบตัว
ปีเก่า ล่วงเลยไป ปีใหม่เข้ามา ให้ของขวัญปีใหม่แก่ตัวเองและผู้อื่นด้วยการดูแลจิตใจของเราให้ดีงามเพื่อ ความเป็นองค์รวมแห่งชีวิตและเพื่อความสุขสันติของโลกทั้งมวลดีไหม
โดยคุณ : มูลนิธิสุขภาพไทย
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)