++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เผยคนกาฬสินธุ์เสี่ยงตายโรคพยาธิใบไม้ตับสูง เหตุบริโภคอาหารสุกๆดิบๆ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2553 12:48 น.
กาฬสินธุ์-พบ ประชาชนจังหวัดกาฬสินธุ์ ป่วยตายด้วยโรคมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี สูงที่สุดในภาคอีสาน สาเหตุมาจากปัญหาการบริโภคอาหารสุกๆดิบๆ ที่มีพยาธิใบไม้ตับเป็นตัวก่อมะเร็ง ล่าสุด สาธารณสุขอำเภอเมือง ทำการรณรงค์วิธีการรับประทานอาหารเป็นต้นแบบสร้างชุมชนปลอดพยาธิใบไม้ตับ

ที่ศาลาวัดสว่างโพธิ์ชัย บ้านต้อน หมู่ที่ 7 ตำบลเหนือ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ นายสงวน ดอนสินพูล หัวหน้าสถานีอนามัยบ้านต้อน นำเจ้าหน้าที่ออกรณรงค์ป้องกันพร้อมเปิดการอบรมความรู้เรื่องโรคโรค หนอนพยาธิแก่แกนน้ำชุมชน ตามโครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบเพื่อปลอดพยาธิใบไม้ตับตำบลเหนือ หลังจากพบว่ามีประชาชนเป็นโรคพยาธิใบไม้ตับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสงวน ดอนสินพูล หัวหน้าสถานีอนามัยบ้านต้อน กล่าวว่า โรคพยาธิใบไม้ตับถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่นชี้ชัดว่า การเป็นโรคพยาธิใบไม้ตับทำให้เกิดการอักเสบของท่อน้ำดี ทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง มีการสร้างสารก่อมะเร็ง ทำลายสารพันธุกรรม กระตุ้นเซลล์ให้แบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็ง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีโอกาสเป็นมะเร็งท่อน้ำดีและเสียชีวิตได้

ทั้งนี้ผลการศึกษาของสาธารณสุขในปี 2551 พบว่าประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับและมะเร็งท่อ น้ำดีสูงมาก ปีละ 28,000 คน เฉลี่ยชีวิตวันละ 76 คน เสียค่าใช้จ่ายในการรักษา 80,000 บาทต่อรายหรือประมาณ 22,400 ล้านบาทต่อปี ส่วนในปี 2552 จากการสำรวจพยาธิใบไม้ในตับของกรมควบคุมโรคพบว่าคนไทยร้อยละ 8.7 เป็นโรคพยาธิใบ้ไม้ตับ และพบว่าประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือป่วยเป็นโรคพยาธิใบไม้ตับสูงสุดร้อย ละ 16.6
นายสงวน กล่าวต่อว่า สำหรับในพื้นที่สาธารณสุขเขต 12 หรือเรียกย่อว่า ร้อยแก่นสารสินธุ์ พบว่าจังหวัดกาฬสินธุ์มีอัตราการติดพยาธิใบไม้ตับสูงที่สุดในเขต 12 คือร้อยละ 27.4 รองลงมาคือจังหวัดขอนแก่นร้อยละ 14.2 ส่วนอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดีในเขต 12 ก็อยู่ในระดับต้นๆของประเทศ ซึ่งเมื่อเทียบกับประชากร 100,000 คน พบว่าจังหวัดร้อยเอ็ดมีอัตราการตายสูงสุดคือ 54.8 คน รองลงมาคือจังหวัดกาฬสินธุ์ 50.9 คน

สำหรับผลการสำรวจของสถานีอนามัยบ้านต้อน โดยการตรวจอุจระหาไข่พยาธิของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปจำนวน 1,119 ราย พบว่าเป็นโรคหนอนพยาธิมากถึงร้อยละ 37.62 ซึ่งพบโรคหนอนพยาธิใบไม้ตับสูงสุด และยังมีพยาธิปากขอ พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ลำไส้อีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังได้สุ่มตรวจกลุ่มเด็กนักเรียนในพื้นที่ตำบลเหนืออีก 644 ราย พบว่านักเรียนป่วยเป็นโรคหนอนพยาธิร้อยละ 15.37 และที่สำคัญพื้นที่ตำบลเหนือมีอัตราการตายด้วยโรคมะเร็งตับและมะเร็งท่อ น้ำดีเป็นอันดับที่สูง เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมบริโภคอาหารประเภทสุกๆดิบๆสูงถึงร้อยละ 77.5 ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าว

ดังนั้นสถานีอนามัยบ้านต้อนจึงได้ร่วมกับเทศบาลตำบลเหนือ ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชมรมอสม.และกองทุนพัฒนาสุขภาพตำบลเหนือจัดทำโครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบเพื่อ การปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับขึ้น เพื่อรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโรคอาหารสุกๆดิบๆชองประชาชน และตรวจบำบัดรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคพยาธิใบไม้ตับ

รพ.แม่สอด รณรงค์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ใช้บันได 10 ขั้น พัฒนาแม่และเด็ก

#



เนื่องด้วยทุกวันที่ 1-7 สิงหาคมของทุกปี องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การพันธมิตร นมแม่โลก ร่วมกันจัดกิจกรรมสัปดาห์นมแม่โลกขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน และให้เลี้ยงควบคู่กับอาหารตามวัยจนลูกครบ 2 ปีหรือมากกว่านั้น ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่ได้กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนเต็ม โดยที่ไม่ได้อาหารอื่นแม้กระทั่งน้ำจะทำให้เด็กเจริญเติบโตทั้งร่างกายและ จิตใจ มีสมองที่ฉลาด อารมณ์ดี เนื่องจากนมแม่ มีสารอาหารครบถ้วนและมีมากกว่า 200 ชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของลูก โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรก หลังคลอด น้ำนมเหลืองหรือโคลอสตรัมของแม่จะเป็นภูมิคุ้มกันและป้องกันการติดเชื้อให้ แก่ลูกได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันมีโรงพยาบาลมากกว่า 20,000 แห่งใน 152 ประเทศทั่วโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโรงพยาบาล สายสัมพันธ์แม่-ลูก และปฏิบัติตามบันได 10 ขั้นสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่



สำหรับประเทศไทยมีการรับรองมาตรฐานโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่-ลูก จำนวน 792 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 98.5 ในปี 2548 และในปี 2549 ถือเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาจากโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่-ลูก เป็นโรงพยาบาลสายใยรักแห่งครอบครัวเพื่อสนองโครงการสายใยรักแห่งครอบครัวใน พระราชูปถัมภ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ซึ่งเป็นการบูรณาการและเสริมสร้างความเข้มแข็ง ระบบบริการอนามัยแม่และเด็กในสถานบริการสาธารณสุข ครอบครัว และชุมชนแบบองค์รวม ส่งผลให้ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่ได้รับการประเมินผ่านเกณฑ์มาตรฐานโรงพยาบาล สายใยรักแห่ครอบครัวระดับทองแล้ว จำนวน 483 แห่ง ซึ่งจำนวนนี้มีการปฏิบัติตามบันได 10 ขั้นสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และมีผลลัพธ์อัตราการเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.4 ในปี 2549 เป็นร้อยละ 25 ในปี 2553



นาย แพทย์เล็ก นพดลรัตน์กุล นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ด้านสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลแม่สอด กล่าวว่า โรงพยาบาลแม่สอด ได้ดำเนินงาน ตามโครงการโรงพยาบาลสายใยรักแห่งครอบครัว เพื่อพัฒนาระบบบริการ อนามัยแม่และเด็กแบบบูรณาการและเสริมสร้างความเข้มแข็งระบบบริการในสถาน บริการ ครอบครัวและชุมชน ในขณะนี้โรงพยาบาลแม่สอด ได้มีการรณรงค์การส่งเสริมให้มีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ และให้ความรู้กับประชาชนโดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ผู้ปกครอง ที่รับบริการในโรงพยาบาลแม่สอด ให้ทราบถึงประโยชน์ของนมแม่ นอกจากนี้ยังใช้แนวทางการดำเนินงานโรงพยาบาลสายใยรักแห่งครอบครัวตามบันได10 ขั้นสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ประกอบด้วย 1. มีนโยบายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นลายลักษณ์อักษรที่สื่อสารกับบุคคลากรทาง การแพทย์และ สาธารณสุขทุกคนได้เป็นประจำ 2. ฝึกอบรมบุคคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกคนให้มีทักษะที่จะนำนโยบายนี้ไป ปฏิบัติ 3. ชี้แจงให้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนทราบถึงประโยชน์และวิธีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 4. ช่วยแม่เริ่มให้ลูกดูดนมภายในครึ่งชั่วโมงแรก หลังคลอด 5. สอนให้แม่รู้วิธีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และวิธีทำให้น้ำนมคงมีปริมาณพอเพียงแม้ว่าจะต้องแยกจากลูก 6. อย่าให้นมผสมน้ำหรืออาหารอื่นแก่เด็กแรกคลอดนอกจากนมแม่ เว้นแต่จะมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ 7. ให้แม่และลูกอยู่ในห้องเดียวกันตลอด 24 ชั่วโมง 8. สนับสนุนให้ลูกได้ดื่มนมแม่ตามต้องการ 9. อย่าให้ลูกดูดหัวนมยางและหัวนมปลอม และ 10. ส่งเสริม ให้มีการจัดตั้งกลุ่มสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และส่งแม่ไปติดต่อกลุ่ม ดังกล่าวเมื่อออกจากโรงพยาบาลหรือคลินิก หากมีปัญหาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สามารถมารับบริการได้ที่คลินิกนมแม่ ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติ หรือโทรศัพท์ 055-531224 ,055-531229, 055-531990 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พยาบาล จ.น่าน คว้ารางวัลวิจัยยอดเยี่ยม พัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียสำเร็จ ผู้ป่วยไม่มีโรคแทรกซ้อน ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ลดค่ารักษาได้เกือบครึ่ง ผู้ป่วยพึงพอใจสูง

#





พยาบาล วิชาชีพประจำโรงพยาบาลท่าวังผา จ.น่าน คว้ารางวัลวิจัยยอดเยี่ยมกระทรวงสารณสุขประจำปี 2552 จากความสำเร็จในการคิดค้นพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยโรคเลือดฮีโมฟีเลีย ซึ่งมีปัญหาเลือดออกง่าย เป็นตลอดชีวิต โดยใช้ทีมสหวิชาชีพร่วมงาน ทำให้ผู้ป่วยมีความรู้และดูแลตนเองที่บ้านได้เหมาะสม ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ไม่เกิดปัญหาพิการ ค่ารักษาลดลงกว่าเดิมเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยพึงพอใจสูงถึงร้อยละ 96

ในการ ประชุมวิชาการประจำปี 2553 เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 78 พรรษา 12 สิงหาคม 2553 ที่โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นางจุฬารัตน์ สุริยาทัย พยาบาลวิชาชีพชำนาญการจากโรงพยาบาลท่าวังผา จังหวัดน่าน ได้รับรางวัลผลงานวิชาการยอดเยี่ยม ประจำปี 2552 ของกระทรวงสาธารณสุข จากผลงานโดดเด่นการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยฮีโมฟีเลียจังหวัดน่าน ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันแบบสหวิชาชีพ มุ่งเน้นตอบสนองความจำเป็นของผู้ป่วย เพิ่มพลังให้ผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยให้สามารถดูแลสุขภาพร่วมกันได้ ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยได้เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

นางจุฬารัตน์ กล่าวว่า โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) หรือโรคเลือดออกง่ายหยุดยาก เป็นโรคที่เกิดจากการขาดสารช่วยให้เลือดแข็งตัวเรียกว่าแฟคเตอร์ 8 และ 9 (Factor VIII, IX) เป็นโรคเรื้อรัง ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เมื่อได้รับยีนโรคนี้ ฝ่ายหญิงจะไม่แสดงอาการของโรค แต่มียีนแฝงและถ่ายทอดไปสู่ลูกได้ โดยลูกชายจะแสดงอาการของโรค คือเลือดออกง่าย และหยุดยาก ในประเทศไทย มีคนเป็นโรคฮีโมฟีเลียประมาณ 4,000คน จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โรคนี้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องรักษาต่อเนื่องตลอด ชีวิต ซึ่งที่จังหวัดน่าน มีผู้ที่เป็นโรคนี้ 14 คน

ที่ ผ่านมาโรงพยาบาลน่าน ทำหน้าที่เป็นเพียงหน่วยบริการส่งต่อผู้ป่วยเท่านั้น เนื่องจากขาดแคลนแพทย์ พยาบาล ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเฉพาะ ทำให้ผู้ป่วยต้องเดินทางไปรักษาในต่าง จังหวัดที่มีความพร้อมเช่นที่ อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ดังนั้นในปี 2550 โรงพยาบาลน่านจึงได้พัฒนาแนวทางดูแลผู้ป่วย เพื่อให้ได้รับบริการอย่างทันท่วงทีภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด เนื่องจากโรคนี้มีความเสี่ยงความพิการสูง เพราะอาการของเลือดออกนั้น จะปรากฏภายในข้อต่างๆ ของร่างกาย เมื่อแรกเริ่มมีอาการ ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดตึง ขัดๆที่บริเวณกล้ามเนื้อและข้อ อาการจะรุนแรงมากขึ้น มีข้อติด กล้ามเนื้อลีบ หรือเกิดภาวะข้อพิการได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม โดย ได้จัดตั้งกลุ่มผู้ป่วยโรคฮีโมฟิเลียน่านภายใต้มูลนิธิโรคเลือดออกง่ายฮีโม ฟิเลียแห่งประเทศไทย โดยขอรับการปรึกษาสนับสนุนด้านวิชาการจากแพทย์ผู้เชียว ชาญโรคเลือดจากโรงพยาบาลรามาธิบดี รวมทั้งชุดตรวจจำแนกชนิดของโรคภาคสนาม จำนวน 30 ชุด และขึ้นทะเบียนผู้ป่วยทั้งหมดในโครงการหลักประกันตามสิทธิ์ผู้ป่วยโรคที่มี ค่าใช้จ่ายสูง และเปิดคลินิกให้ บริการโรคฮีโมฟิเลีย ที่แผนกผู้ป่วยนอก เพื่อบริการตรวจสุขภาพผู้ป่วยโรคนี้ทั้งเรื่องสุขภาพฟัน การทำงานกระดูกและข้อ การให้คำปรึกษา ให้ความรู้แนะนำผู้ป่วยในการแลตัวเองตามแนวทางขององค์การฮีโมฟีเลียโลกและ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ใน 4 หลักการใหญ่ ดังนี้

1.การ ป้องกันภาวะเลือดออก เสริมสร้างพลังผู้ป่วยและครอบครัวในการดูแลตนเอง ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่จะทำให้เลือดออก การเลือกอาชีพที่เหมาะสม การตรวจสุขภาพช่องปาก การทำงานของข้อ 2.การรักษาในภาวะที่เลือดเริ่มออก จะเน้นรูปแบบการดูแลรักษาที่บ้าน (home – based care) โดยจ่ายยาแฟกเตอร์เข้มข้นให้ผู้ป่วยไปเก็บที่บ้านเพื่อนำมาใช้อย่างทันท่วง ที ภายใน 1 ชั่วโมง พร้อมทั้งสอนผู้ป่วยและญาติในการดูแลดูแลเบื้องต้นเมื่อมีเลือดออกฉุกเฉิน สอนวิธีการฉีดยาแฟคเตอร์เข้าเส้นเลือดดำและประเมินภาวะเลือดออกก่อนตัดสินใจ ฉีดยา เช่น วัดรอบข้อที่บวม การประเมินความเจ็บปวด และจัดยาสำรองไว้ที่สถานีอนามัย โรงพยาบาลชุมชนที่มีผู้ป่วยขึ้นทะเบียนในความดูแล พร้อมใช้ทันทีสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินและเป็นอันตรายถึงกับชีวิต 3. การดูแลระบบข้อและกล้ามเนื้อในระยะยาว ตามหลักสากล เช่นการวัดมุมข้อ การยืดเหยียด การเอ็กซเรย์ การฝึกสอนการออกกำลังกาย การกายภาพบำบัด จัดระบบติดตามผู้ป่วยทางโทรศัพท์ ทีมงานเยี่ยมบ้านปีละ 1-2 ครั้ง และ 4.การป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา เช่นการแพ้ยา การเกิดสารต้านปัจจัยการแข็งตัวของเลือด

นาง จุฬารัตน์กล่าวต่อว่า จากการวิจัยประเมินผลการดูแลผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียในจังหวัดน่านในพ.ศ. 2551 หลังดำเนินการพัฒนาระบบมาแล้ว 12 เดือน ศึกษาจากผู้ป่วยทั้งหมด 13 คน อายุระหว่าง 6-41 ปี เป็นเด็ก 6-15 ปี จำนวน 5 คน และผู้ใหญ่ 8 คน อยู่ในระดับความรุนแรงมาก 8 คน ปานกลาง 4 คน และรุนแรงน้อย 1 คน มีรายได้ครอบครัวต่อเดือนเฉลี่ย 2,850 บาท โดยประเมินใน 6 เรื่องเปรียบเทียบกับช่วงก่อนดำเนินการในปี 2550 ดังนี้ 1.ผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับโรคและการดูแลตนเองดีขึ้นร้อยละ 27 จากเดิมเฉลี่ย 7.50 เป็น 10.25 (คะแนนเต็ม 20) 2. ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ผู้ป่วยสามารถไปโรงเรียนได้ ทำงานได้ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลเลย ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยนอนเฉลี่ยคนละ 1-2 ครั้งต่อปี 3. ค่ารักษาลดลงร้อยละ 44 จากเดิมปีละ 620,450บาท เหลือเพียง 344,468.95 บาท เฉลี่ย 26,497 บาท 4. ไม่มีปัญหาแทรกซ้อนจากการใช้ยาเช่นแพ้ยา ซึ่งก่อนหน้าพบผู้ป่วยแพ้ส่วนประกอบของเลือด 2 ครั้ง 5 ผู้ป่วยมีความพึงพอใจร้อยละ 96 ส่วนผู้ให้บริการมีความพึงพอใจร้อยละ 92 6. ไม่มีรายงานความพิการของข้อเพิ่มขึ้น โดยจำนวนครั้งการเจ็บป่วยด้วยฮีโมฟีเลียเฉลี่ย 1.25 ครั้งต่อเดือน ซึ่งมีผลให้ค่าใช้จ่ายลดลง คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“การ ดูแลผู้ป่วยฮีโมฟีเลียจังหวัดน่านภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดในระบบหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า นี้ สามารถพัฒนาและจัดระบบที่มีประสิทธิภาพได้ เพียงแต่ผู้ให้บริการเข้าใจและเข้าถึงปัญหาของผู้ป่วยและญาติ ซึ่งเป็นหัวใจ ของการบริการที่ดีต่อผู้ป่วย ดังนั้นสถานบริการสาธารณสุขอื่นๆทั้งรัฐและเอกชน สามารถนำรูปแบบนี้ไปปรับปรุงใช้เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยฮีโมฟีเลียในพื้นที่ ได้ ดิฉันและทีมงานโรงพยาบาลน่านยินดีและพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย” นางจุฬารัตน์ กล่าว

*********************************** 5 สิงหาคม 2553
+++++++++++++++++++++++++

นักวิจัยกรมวิทย์ฯ ประสบผลสำเร็จพัฒนาชุดตรวจหายาสเตียรอยด์ ต้องห้ามใช้ในยาสมุนไพร อ่านผลง่าย ด้วยตาเปล่าได้เลย

#





นัก วิชาการจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ คิดค้นนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยต่อการบริ โภค โดยพัฒนาชุดทดสอบการปนปลอมยาสเตียรอยด์ที่ห้ามใช้ในยาสมุนไพร คือ เดกซ์ซาเมธาโซน และเพร็ดนิโซโลน เป็นผลสำเร็จ สามารถนำไปใช้ตรวจสอบเบื้องต้นกับผลิตภัณฑ์สมุนไพรทุกรูปแบบ เช่น ยาเม็ด ยาลูกกลอน และยากวน ให้ผลแม่นยำ รู้ผลรวดเร็ว อ่านผลง่ายด้วยตาเปล่าภายใน 10-15 นาที

ในการ ประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุขประจำปี 2553 เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 78 พรรษา 12 สิงหาคม 2553 ที่โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นางสาววลัยลักษณ์ เมธาภัทร นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ จากสำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้รับรางวัลผลงานวิชาการยอดเยี่ยม ของปี 2552 จากดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข จากผลงานโดดเด่นในการวิจัยและพัฒนา“ชุดทดสอบอิมมูโนโครมาโทกราฟีของเดกซ์ซาเมธาโซน และเพร็ดนิโซโลนในผลิตภัณฑ์สมุนไพร” หรือชุดตรวจหาสารเสตียรอยด์ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่างง่าย เพื่อใช้ในการคุ้มครองความปลอดภัยจากสารต้องห้ามใช้ในยาสมุนไพร

นางสาววลัยลักษณ์ กล่าวว่าปัจจุบันผลิตภัณฑ์สมุนไพร กำลังเป็นที่นิยมทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยสมุนไพรมักแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยา อาหารเสริมและเครื่องสำอาง แต่ ปัญหาที่น่าห่วง และมักเป็นประเด็นใช้โอ้อวดสรรพคุณยาสมุนไพร ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิด และเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ก็คือกลุ่มยาแผนโบราณซึ่งทำในรูปของยาลูกกลอน ยาเม็ด ยากวน มีการลักลอบผลิตและวางจําหน่ายโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การผลิตขาดสุขลักษณะที่ดี ส่งผลให้ยาแผนโบราณพบการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์สูง การติดฉลากโฆษณาโอ้อวดเกินจริง และที่เป็นอันตรายมากคือการนําตัวยาแผนปัจจุบันมาผสม โดยเฉพาะยาสเตียรอยด์ได้แก่ เดกซ์ซาเมธาโซน (dexamethasone) และเพร็ดนิโซโลน (prednisolone) ซึ่ง มีความเป็นพิษสูงและจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ยาสมุนไพรที่มีส่วนผสมของ สเตียรอยด์ เมื่อนำไปกินในระยะแรกอาการจะดีขึ้นอย่างทันตาเห็น แต่พอต่อไปจะเกิดความ เป็นพิษ แต่อวัยวะหลายส่วน

ทั้ง นี้ยาเดกซ์ซาเมธาโซน และเพร็ดนิโซโลน เป็นยาในกลุ่มสเตียรอยด์ที่พบมีการปนปลอมในผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร พิษของยา สเตียรอยด์จะกดภูมิคุ้มกันร่างกาย ทําให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารทําให้กระเพาะอาหารเป็นแผลหรือถึงขั้นทะลุได้ เกิดการสะสมของไขมันในอวัยวะบางส่วน ทําให้หน้ากลมผิดปกติ เรียกว่าหน้าพระจันทร์หรือมูนเฟซ (moon face) และหลังเป็นหนอกคล้ายหลังควาย เกิดการคั่งของเกลือ ทำให้บวม เป็นอันตรายมากต่อผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ การใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์นานๆ ทําให้กล้ามเนื้อลีบ กระดูกผุ นํ้าตาลในเลือดสูง ซึ่งในปัจจุบันได้มีมาตรการเพื่อควบคุมดูแลผลิตภัณฑ์ สมุนไพรมากขึ้น โดยการตรวจสอบหาการปนเปื้อนของยาแผนปัจจุบัน โดยเฉพาะยาในกลุ่มสเตียรอยด์ และกลุ่มอื่นๆที่อาจมีการเติมลงในยาสมุนไพร

นางสาววลัยลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า ในการตรวจสอบหาการปนปลอมเดกซ์ซาเมธาโซน และเพร็ดนิโซโลน ขณะนี้สามารถทำได้หลายวิธีแต่เป็นวิธีที่ต้องใช้ผู้ชำนาญการในการตรวจสอบ อีกทั้งมีขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างหลายขั้นตอน ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ และผู้ชำนาญการในการทดสอบและอ่านผล ทำให้ยุ่งยาก เสียเวลาและมีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น โดยมีรายงานว่าผลการตรวจพบยาทั้งสองชนิดในยาแผนโบราณเพิ่มขึ้นตามการขยาย ตลาดผลิตภัณฑ์ จึงส่งผลให้ต้องมีภาระงานของการตรวจสอบมากขึ้นไปด้วย ดัง นั้นจึงได้ทำการพัฒนาวิธีการตรวจให้ง่ายขึ้น สามารถนำไปใช้ในภาคสนามและประชาชนทั่วไปสามารถนำไปใช้ตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะส่งผลให้การคุ้มครองผู้บริโภคทุกพื้นที่เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

นางสาววลัยลักษณ์ กล่าวต่ออีกว่า ใน การพัฒนาชุดทดสอบสเตียรอยด์ดังกล่าว จะใช้เทคนิคอิมมูโนโครมาโทกราฟี เป็นเทคนิคที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือและผู้ชำนาญการในการทดสอบ โดยใช้หลักการ ของเกิดปฏิกิริยาระหว่างแอนติเจนและแอนติบอดี และให้แถบสีแดงสามารถอ่านผลได้ด้วยตาเปล่า โดยหากพบว่าเป็นเส้นสีแดง 2 เส้นแสดงว่าไม่มีการปนปลอมของยาสเตียรอยด์ในยาสมุนไพรที่ทดสอบ แต่ถ้าเห็นเป็นเส้นสีแดง 1 เส้น แสดงว่ามีการปนปลอมของสารสเตียรอยด์ในยาสมุนไพรที่ทดสอบ

โดย วิธีการตรวจสอบยาสมุนไพรด้วยชุดทดสอบด้วยเทคนิคอิมมูโนโครมาโทกราฟี มีดังนี้คือ ถ้าตัวอย่างยาสมุนไพรเป็นยาเม็ด ให้บดให้แตกละเอียดหรือใช้กรรไกรสะอาดตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ตักตัวอย่างด้วยหลอดพลาสติกสำหรับตักตัวอย่างหรือหลอดหยดตัวอย่างที่เป็นของ เหลวลงในหลอดทดสอบพลาสติก จากนั้นให้หยดน้ำยาจากขวดบรรจุน้ำยาละลายตัวอย่างลงในหลอดทดสอบที่ใส่ ตัวอย่างยาสมุนไพร แล้วปิดจุกพลาสติกให้แน่น จากนั้นเขย่าให้เข้ากันประมาณ 3 นาที ตั้งทิ้งไว้จนเกิดการแยกชั้น จากนั้นดูดน้ำยาส่วนใสไม่ให้มีฟองอากาศ และหยดลงในหลุมทดสอบในลักษณะตั้งตรงทีละหยด จำนวน 4 หยด อ่านผลการทดสอบภายใน 10-15 นาที

ขณะนี้ชุดทดสอบสเตียรอยด์ดังกล่าว ได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปแล้ว มีจำหน่ายที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในราคา ชุดละ 55 – 65 บาท ได้รับความสนใจและมีการติดต่อสอบถามทั้งจากหน่วยงานราชการและประชาชนทั่วไปที่จะนำไปใช้ในการตรวจสอบเดกซ์ซาเมธาโซนและ/หรือเพร็ดนิโซโลนที่ปนปลอมในยาแผนโบราณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ประชาชน โดยทั่วไปสามารถตรวจสอบการปนปลอมของเดกซ์ซาเมธาโซนและเพร็ดนิโซโลนใน ผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้ด้วยตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพในเวลาอันรวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้ความชำนาญการหรือเครื่องมือพิเศษ จึงเป็นชุดตรวจสอบที่จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการตรวจสอบเบื้องต้นสำหรับ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรยา และยังสามารถนำการพัฒนานี้ไปประยุกต์ใช้ตรวจสอบเดกซ์ซา เมธาโซน และเพร็ดนิโซโลนในผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆได้อีกด้วย นอก จากนี้องค์ความรู้ที่ได้รับในการพัฒนาวิธีตรวจสอบด้วยเทคนิคอิมมูโนโครมาโท กราฟีนี้เป็นแนวทางที่สำคัญในการนำไปพัฒนาชุดตรวจสอบชนิดรวดเร็วของสารชนิด อื่นๆได้ต่อไป”นางสาววลัยลักษณ์ กล่าว

*************************** 5 สิงหาคม 2553

สธ. มอบ 4 รางวัลการวิจัยเพื่อพัฒนาทางการแพทย์และสาธารณสุขยอดเยี่ยมประจำปี 2552

#

กระทรวง สาธารณสุข มอบรางวัลให้เจ้าหน้าที่ที่ชนะเลิศผลงานวิชาการระดับยอดเยี่ยม และระดับดีเด่น ประจำปี 2552 จำนวน 4 รางวัล เป็นประโยชน์ในการขยายผลเพื่อพัฒนาระบบริการผู้ป่วย ในงานประชุมวิชาการประจำปี 2553 ที่จังหวัดภูเก็ต ในปีนี้มีผู้นำเสนอผลงานวิชาการ 630 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ 112 เรื่อง คณะกรรมการจะพิจารณาตัดสินและมอบรางวัลในการประชุมวิชาการปีหน้าต่อไป

เช้าวันนี้ (5 สิงหาคม 2553) ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดประชุมวิชาการ สาธารณสุขประจำปี 2553 เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 78 พรรษา 12 สิงหาคม 2553 ที่โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ จ.ภูเก็ต มีเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์และสาธารณสุขทั่วประเทศเข้าประชุม 3,500 คน โดยได้มอบรางวัลผลงานวิชาการยอดเยี่ยม 2 รางวัลพร้อมเงินสดรางวัล 20,000 บาท รางวัลผลงานวิชาการดีเด่น 2 รางวัล พร้อมเงินสดรางวัลละ 10,000 บาท และมอบรางวัลการปฏิบัติงานให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ดีเด่น ประจำปี 2552 จำนวน 22 รางวัล

ดร.พรรณ สิริกล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีที่บุคลากรสาธารณสุขทั้งส่วนกลางและภูมิภาค มีความสนใจและมุ่งมั่นตั้งใจที่จะแลกเปลี่ยนความรู้ แนวคิด รวมถึงพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงระบบงานให้เกิดประโยชน์ต่อวงการสาธารณสุขของ ประเทศ การจัดประชุมวิชาการเป็นประจำทุกปีนับเป็นเรื่องที่ดี นอกจากจะเป็นเวทีทางวิชาการที่รวบรวมผลงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนางานทาง การแพทย์และสาธารณสุขแล้ว ยังเป็นช่องทางในการระดมความคิดที่เป็นแนวทางใหม่ๆ ก่อประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงการ แผนงานที่รับผิดชอบให้บรรลุตามนโยบายของรัฐบาล และเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนไทยให้มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ

เนื่อง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 78 พรรษา 12 สิงหาคม 2553 นี้ ขอให้ชาวสาธารณสุขพร้อมใจกันนำกระแสพระเสาวนีย์ รวมทั้งพระราชกรณียกิจของพระองค์มาเป็นหลักในการทำภารกิจในบทบาทหน้าที่ที่ รับผิดชอบให้ดีที่สุด เพื่อถวายเป็นเบื้องพระยุคลบาทเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ

ทางด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ได้รับผลงานวิชาการยอดเยี่ยม 2 เรื่อง ได้แก่ ผลงานเรื่อง “การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย จ.น่าน ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ของนางจุฬารัตน์ สุริยาทัย โรงพยาบาลท่าวังผา จ.น่าน และผลงานเรื่อง “ชุดทดสอบสเตียรอยด์ 2 ชนิด คือเด็กซ่าเมทาโซนและเพร็ดนิโซโลนในผลิตภัณฑ์สมุนไพร” ของนางสาววลัยลักษณ์ เมธาภัทร สำนักยาและวัตถุเสพติด ผลงานวิชาการดีเด่น 2 รางวัล ได้แก่ ผลงานเรื่อง “อุบัติการณ์กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุจังหวัดลำปาง : ผลการศึกษา 10 ปีและการพยากรณ์ ของนายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ โรงพยาบาลลำปาง และผลงานเรื่อง “การ สำรวจการได้รับวัคซีนในเด็กรักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และปีที่ 6 พ.ศ. 2551 ของนางสาวเอมอร ราษฎร์จำเริญสุข สำนักโรคติดต่อทั่วไป

งาน ประชุมวิชาการปีนี้ มีผู้นำเสนอผลงานวิชาการ 630 เรื่อง ครอบคลุมทุกสาขา ในจำนวนนี้มีการนำเสนอผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เพื่อใช้ใน การดูแลผู้เจ็บป่วย ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้พิการอีก 112 เรื่อง ซึ่งคณะกรรมการจะพิจารณาคัดเลือกเข้ารับรางวัลผลงานวิชาการยอดเยี่ยมในแต่ละ ประเภทต่อไป

******************** 5 สิงหาคม 2553

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2550

คุยมือถือ10นาทีมีโอกาสสมองผิดปกติ!?!
















โดย ผู้จัดการออนไลน์30 สิงหาคม 2550 17:28 น.











































ขอบคุณภาพประกอบจาก telegraph.com


นักวิทยาศาสตร์อิสราเอลชี้ การคุยโทรศัพท์มือถือต่อเนื่องนานเพียง 10 นาทีก็เพียงพอต่อการก่อตัวของเซลล์เนื้องอกในสมอง ย้ำว่าคลื่นความถื่ในโทรศัพท์มือถือล้วนมีผลรบกวนกระบวนการแบ่งเซลล์สมองไม่ ว่าจะเป็นคลื่นความถี่สูงหรือต่ำ โดยกระบวนการแบ่งเซลล์สมองที่ผิดปกตินี้เองที่จะนำไปสู่การเกิดก้อนเนื้อร้า ยในอนาคต

ผลการศึกษาชิ้นนี้เป็นของกลุ่มนักวิจัยในสถาบันวิทยาศาสตร์ไวส์แมนน์ (Weizmann Institute of Science) ของอิสราเอล โดยแม้ทีมวิจัยจะไม่ได้แถลงว่าคลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่มีอันตรายอย่าง ชัดเจน แต่การศึกษาพบว่ามีโอกาสเป็นไปได้ สวนทางกับผลวิจัยของหลายสถาบันที่ยืนยันว่าการใช้งานโทรศัพท์มือถือไม่มีผลเ กี่ยวข้องกับสาเหตุการเกิดก้อนเนื้องอกหรือมะเร็งในสมองแต่อย่างใด

สถาบันเหล่านี้ระบุว่าโทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากปริมาณคลื่นความถี่ที่โทรศัพท์มือถือส่งออกมานั้นอยู่ในระดับต่ำมา ก ซึ่งไม่เข้มข้นพอจะทำให้เกิดการผิดปกติในสมอง แต่การศึกษาของทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวอิสราเอลพบว่าคลื่นความถี่เพียงน้อยนิดก ็สามารถเกิดความเสี่ยงได้ โดยทำการทดลองนำเซลล์สมองของมนุษย์และหนูมาวิจัยร่วมกับคลื่นรังสีระดับ 875 เมกะเฮิร์ตซ์ ซึ่งเป็นความถี่ย่านเดียวกับที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือหลายๆรุ่น

จ ากการทดลองใช้คลื่นความถี่ระดับอ่อนกว่าคลื่นความถี่ในโทรศัพท์มือถือรุ่นทั ่วไป คลื่นเหล่านี้เริ่มมีปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นสัญญาณเคมีในเซลล์สมองโ ดยใช้เวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น ทีมวิจัยระบุว่าสัญญาณเคมีที่ตรวจจับได้ส่งผลโดยตรงต่อการแบ่งตัวของเซลล์สม อง

ผลการศึกษาเรื่องนี้โดยละเอียดถูกตีพิมพ์เป็นรายงานในนิตยสารเคมีชีว ภาพ Biochemical Journal โดยระบุว่าความร้อนไม่มีผลต่อปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น และย้ำว่าการค้นพบครั้งนี้คือการประกาศความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์จากการใช้โ ทรศัพท์มือถือที่แตกต่างจากการวิจัยอื่นๆในอดีต

"การทดลองนี้ทำให้เห็นปฏิกิริยาของสมองที่เกิดขึ้นกับคลื่นความถี่โด ยไม่มีการนำประเด็นความร้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง" ดร.รอนนี่ ซีเกอร์ (Rony Seger) หนึ่งในสองผู้เขียนรายงานการวิจัยครั้งนี้ให้สัมภาษณ์

ไม่เป็นเอกฉันท์

ผลการวิจัยล่าสุดนี้กลับสวนทางกับความเห็นของนักวิทยาศาสตร์รายอื่นแ ม้แต่ในอิสราเอลเอง เช่น ดร.ไซมอน อาเธอร์ (Simon Arthur) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัย Dundee University ระบุว่าผลการศึกษาที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างจากมูลเหตุการเกิดโรคมะเร็งโดยสิ้น เชิง เช่นเดียวกับดร.ดาเรียส เลสซินสกี้ (Dariusz Leszczynski) จากสำนักงานดูแลความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์และคลื่นความถี่ในเฮลซิงกิ ที่มองว่าตราบใดที่คลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงด้าน ชีววิทยา เมื่อนั้นคลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือก็จะไม่มีทางเป็นอันตรายต่อมนุษย์

"เมื่อไรก็ตามที่มีใครสามารถแสดงผลข้างเคียงด้านชีววิทยา เมื่อนั้นถึงจะเป็นเรื่องที่แตกต่างอย่างแท้จริง"

สำนักข่าวเดลีเมลของอังกฤษรายงานว่า รายงานการศึกษาความปลอดภัยจากการใช้โทรศัพท์มือถือหลากหลายชิ้นจะถูกตีพิมพ์ เผยแพร่โดยสำนักอนามัยหรือ Health Protection Agency ของอังกฤษในเดือนกันยายน โดยเป็นรายงานต่อเนื่องจากรายงานที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2004 เพื่อให้ประชาชนวางใจการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างเต็มที่ ซึ่งการตีพิมพ์ในครั้งนั้นมีการแนะนำให้ระวังการใช้งานในเด็กเป็นพิเศษ

Company Related Links :
Weizmann Institute of Science


วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ข้ อควรรู้เกี่ ยวกับมะเร็ง ( ดีมาก ๆ )


1. ทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลล์จำพวกนี้จะไม่สามารถตรวจหาพบโดยเครื่องมืออทางการแพทย์
จนกว่าจะมีปริมาณเซลล์เป็น
2-3 ร้อยล้านเซลล์

หากไปพบหมอ แล้วหมอบอกว่าคุณไม่มีเซลล์มะเร็งในร่างกายหลังจากการตรวจ

นั่นแค่หมายความว่า เครื่องมือทางการพทย์ไม่สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้

เนื่องจากขนาดของเซลล์มะเร็งยังไม่มากพอ หรือขาดยังไม่ใหญ่พอให้เครื่องมือตรวจเจอ


2.
เซลล์มะเร็ง เกิดขึ้นมาก ถึง 6 -10 ครั้ง ใน 1 ช่วงชิวิตของมนุษย์

3.
เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง เซลล์มะเร็งก็จะถูกทำลาย
เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งขยายตัว และสร้างก้อนเนื้อร้าย


4.
เมื่อคนไข้ ถูกบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็ง แสดงให้เห็นว่ามีการขาดสารอาหารบางชนิด หรือ โภชนาการไม่ดี
ซึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม อาหาร หรือปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิต


5.
การเอาชนะเซลล์มะเร็ง สามาถทำได้โดยการสร้างความแข็งแกร่งให้เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย

6.
ก ารให้คีโม หรือสารเคมีบางชนิด เป็นทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายเซลล์ที่ดีของร่างกายไปด้วยอย่างรวดเร็ว
ซึ่งเป็นอาจทำลายระบบของอวัยวะสำคัญไปด้วย เช่น ตับ ไต หัวใจ หรือปอด


7.
การฉายรังสี ก็จะทำลายเซลล์มะเร็ง และทำให้เนื่อบางส่วนไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลล์ เนื่อเยื่อที่ดีไปด้วยเช่นกัน

8.
โ ดยทั่วไปแล้ว การให้คีโม หรือการฉายรังสี อาจจะทำให้ขนาดของก้อนเซลล์มะเร็ง ลดลง แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้มีผลทำลายก้อนเนื่อไปมากกว่านั้น

9.
เมื่อร่างกายต้องรับสารพิษจำนวนมาก จากการให้คีโมหรือการฉายแสง



ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะถูกทำลายไปด้วย
ดังนั้นร่างกาวยก็ง่ายต่อการติดเชื้อ หรือพ่ายแพ้เซลล์มะเร็ง


10.
การให้คีโม หรือการฉายแสง อาจเป็สาเหตุให้เซลล์มะเร็ง มีการกลายพันธุ์ หรือดื้อยา
ทำให้ยากแก่การทำลาย การผ่าตัด ก็อาจสามารถทำให้ เซลล์มะเร็งกระจายไปยังส่วนอื่น


11.
วิธีที่มีประสิทธิภาพที่จะต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง คือ หยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยการหยุดให้อาหารที่เซลล์มะเร็งจำเป็นต้องนำไปใช้


สารอาหารที่เซลล์มะเร็งต้องการ


1.
น้ำตาล เช่น น้ำตาลทรายขาว equal
โดยใช้น้ำตาลจากธรรมชาติแทน เช่น น้ำผึ้ง แต่ต้องใช้ในปริมาณที่น้อยมากมาก

เกลือ มีสารจำเป็นที่เซลล์มะเร็งนำไปใช้ ควรงด หรือในปริมาณน้อย


2.
นม ควรดื่ม นำนมถั่วเหลืองทดแทน

3.
เซลล์มะเร็ง เจริญเติบโตในสภาพที่เป็นกรด การบริโภคเนื้อสัตว์ทำให้เกิดสภาพเป็นกรด
ควรรับประทานอาหารประเภทปลา ดีกว่าหมู เนื้อ และเนื้อสัตว์ มีแบคทีเรีย ใช้โฮโมนในการเจริญเติบโตปนเปื้อน ที่เป็นอันตรายต่อคนไข้ที่เป็นมะเร็ง


4. 80 %
ของผักและนำผลไม้สด ถั่งเมล็ดแห้ง ธัญญาพืช จะช่วยให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่าง 20% จากอาหารที่ปรุงแล้ว
น้ำผักและนำผลไม้สด จะให้เอนไซม์ที่ ง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เพื่อไปเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์ที่ดี

ดังนั้นควรดื่มน้ำผักสด และกินผักดิบ
2 -3 ครั้งต่อวัน เพราะเอนไซม์จะถูกทำลายที่ 40 c

5.
หลีกเลี่ยงชา กาแฟ ชอกโกแลต ที่มีคาเฟอีนที่สูง เป็นดื่มชาเขียวที่มี สารต้านมะเร็ง
ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำกรองดีที่สุด หลีกเลี่ยงน้ำประปา และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่มีสภาพเป็นกรด


6.
เนื้อสัตว์ ย่อยยาก และต้องการเอนไซม์ในการย่อยเป็นจำนวนมาก
และเนื้อที่ย่อยไม่หมด จะคงตกค้างอยู่ในลำไส้ อันนำไปสู่สารพิษตกค้าง


7.
เซลล์มะเร็ง มีโปรตีนที่ยากแก่การทำลายเป็นเกราะป้องกัน
การบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น


8.
อาหารเสริมบางอย่างช่วยเสริมสร้งความแข็งแกร่งให้กับระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง เช่น วิตามินอี วิตามินซี

9.
เซลล์มะเร็ง เป็นเชื้อโรคของจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาน
การควบคุมอารมณ์ และมองโลกในแง่ดีจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น

อารมณ์โกรธ ขมขื่น หรือความเครียดจะสร้างสภาพความเป็นกรดให้ร่างกาย

ควรเรียนรู้ที่จะรัก และให้อภัย พักผ่อนและสนุกกับการใช้ชีวิต


10.
เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจิญเติบโตในที่มีออกซิเจนได้
การออกกำลังกายทุกวัน และหายใจเข้าลึกลึก จะช่วยเพิ่มระดับ ออกซิเจนในเซลล์

การบำบัดด้วยออกซิเจนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำลายเซลล์มะเร็ง

_________________

วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็ง ชนิดต่างๆ



อาการของ การเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย


1.
มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ
อาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์
หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าว ไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้


2.
มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง

3.
มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมออนหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์
มีปัญหา เกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง


4.
มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติ
มักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ
และมักจะเกิดร่วมกับอาหาร ปวด ตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
บางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของ ช่องท้อง


5.
มะเร็ง ปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลาย
น้ำหนักลดอย่าง ฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบาก หรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ



ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6.
มะเร็ง ตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
ตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ ชัด


7.
มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ

8.
มะเร็ง สมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย
เช่น อาเจียน หรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ
อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหัน
อวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงาน เช่น มีอาการชา และเป็น อัมพาตชั่วคราว
ควรให้ความระวังเป็นพิเศษ หากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย


9.
มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา
หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือก



เนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ หรือ เป็นเวลานาน

10.
มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันที ทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก
หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับ และรู้สึกได้


11.
มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาเจียนออกมาเป็นเลือด
ท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ


12.
มะเร็งทรวงอก อาการมีเลือด หรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนา ขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้
เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้น ที่เต้านมเป็นเวลานาน
ควรระวังเพราะผู้หญิง
9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อมีอายุมากขึ้น
เ นื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า ซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อน ว่าคืออะไรกันแน่


13.
มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
มีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ


****
ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้ว
คือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับ แล้วเลือดมีสีแดงสด นั่นคืออาการของริดสีดวงทวาร
แต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น คือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้


14.
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง


อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานาน ตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้น
และมีการเปลี่ยนสี หรือรูปร่าง ขนาด


นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา (
Melanoma) คือ เนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่
เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า
50 เม็ดทั่วร่างกาย
หรือ มีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อน คุณจะ มี อัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ


ส่วนอันนี้เค้าฟอเวิร์ดติดมาด้วย
-

ถ ึงท่าน ผู้โชคดี ขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเป็นวิทยาทาน ท่านจะโชคดีมีความสุขตลอดกาล ตำรานี้ใช้แก้โรคมะเร็งผู้เป็นมะเร็งจะหายโดยไม่คาดคิดสำหรับมะเร็งจะหายภาย ใน
6



วัน


วิธีรักษา - ไปที่ร้านยาจีน ซื้อหัวเตย
1 ตำลึง หัวขิง 1 ตำลึงก้อนเกลือ 3 ก้อน นำมารวมกันแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ในน้ำ 1 ชาม ให้ดื่มจนหมดชาม


สรรพคุณ ใน การรักษา - หลังจากดื่มยานี้แล้ว ควรดื่มน้ำตามมาก ๆ นำส่วนที่เหลือมารับประทาน


ยานี้จะ ขับเอาของเสียออกทางอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ต้องตกใจ เป็นการขับของเสียออกหมดแล้วจะปกติ


***
ตำรานี้ห้ามซื้อขาย



หรือคิดเป็นเงินค่ารักษา


เรื่อง: แจกยาฟรีผู้ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว


แจกยาฟรีผู้ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว
(ลูคีเมีย)
และมะเร็งกระเพาะอาหาร ขอประชาสัมพันธ์ครับ
สำหรับผู้ป่วย หรือมีคนใกล้ตัว คนข้างบ้าน
หรือคนรู้จักเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย)
และมะเร็งกระเพาะอาหาร จะได้ช่วยกันบอกต่อ...



เนื่องจากเป็นโรคร้ายที่นำมาซึ่งความทุกข์ทรมาน
และคร่าชีวิตผู้คนในอันดับต้นๆ
ในทุกวันนี้คงต้องนับรวมมะเร็งเม็ดเลือดขาว
และมะเร็งกระเพาะอาหารไว้ด้วยโดยผู้ป่วยด้วยโรค


มะเร็งเม็ดโลหิตขาวเรื้อรังและโรคที่เกี่ยวกับ
ความผิดปกติของเลือด นี้ส่วนใหญ่นอกจาก




จะต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายค่ายาสูงลิบก็ยัง
ประสบ ปัญหาเรื่องการทำงานการใช้
ชีวิตที่มีข้อจำกัดอย่างยิ่งภาวะของโรคจะบั่นทอนลงไปเรื่อยๆ
สร้างความหดหู่ทั้ง ต่อผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิด
ล่าสุด บริษัทยาข้ามชาติ โนวาร์ตีส
ได้จัดตั้งโครงการเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยนานาชาติจีแพป
(GIPAP:Glivec International Patient Assistance Program)

ซึ่งเป็นโครงการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยมะเร็ง
เม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง(
Chronic Myeloid Leukemia)
ที่มีผลฟิลาเดเฟียโครโมโซม (
philadephia chromosome)
เป็นบวก ผู้ป่วยมีอาการในระยะรุนแรงของโรคหรือ
ผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารชนิดจีสต์

(GIST-Grstro-Intesinal Stromal Tumor)

ที่ผ่าตัดไม่ได้ และอยู่ในระยะลุกลาม
มี
c-Kill >



หรือ CD117 เป็นบวก)
โดยโครงการจะจัดมอบยาของบริษัท
ให้แก่ผู้ป่วยโดยไม่คิดมูลค่า
รวมทั้งจะมอบให้ต่อเนื่องจนกว่าจะมียาอื่น
ที่เป็นทางเลือกของผู้ป่วยได้ต่อไป


ดร. แดเนียล วาเซลลา ผู้บริหารระดับสูงของโนวาร์ตีส

(
สหรัฐอเมริกา) กล่าวว่า> ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 80
ประเทศทั่วโลกที่ได้รับอนุมัติในโครงการดังกล่าว
ปัจจุบันจีแพปมีผู้ป่วยมากกว่า
1.8หมื่นราย
โดยมีผู้ป่วยจากประเทศไทยประมาณ
800 คน
ซึ่งนับว่ายังน้อยมากจึงต้องการประชาสัมพันธ์
เพื่อผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าวอาจ




จะสนใจเข้าร่วมโครงการทั้งนี้ ได้จัดตั้งมูลนิธิแมกซ์
ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลนานาชาติในการประเมิน
และอนุมัติผู้ป่วยที่มีสิทธิได้รับยาฟรีดังกล่าว
ทั้งนี้ สำนักงา นมูลนิธิแมกซ์ ตั้งอยู่ที่ซีแอตเติล
ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อตั้งขึ้นในปี 2540
โดย "เพโดร ริวาโรลา" (
Pedro Rivarola)
เพื่อเป็นเกียรติแก่บุตรชาย
"แม็กซิมิเลียโน ริวาโรลา"
(Maximi lliano Rivarola)
ซึ่งเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเม็ดโลหิตด้วยวัยเพียง
17 ปี
สำหรับมูลนิธิแมกซ์ในประเทศไทยได้จัด
ตั้งมูลนิธิสาขา ได้แก่ แมกซ์
(ประเทศไทย)
ซึ่งจะเป็นผู้ทำการพิจารณาอนุมัติอย่างอิสระ


สำหรับผู้ป่วยที่จะขอความช่วยเหลือจากจีแพปได้
ต้องมีคุณสมบัติดังนี้


1.
ผู้ป่วยจะต้องได้รับการวินิจฉัยโรค
โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่าป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว
ชนิดเรื้อรัง
(CML-Chronic Myeloid Leukemia)
หรือ มะเร็งกระเพาะอาหาร (
GIST)
ซึ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่า
มีผล
CD 117 เป็นบวก

2.
ผู้ป่วยเป็นผู้มีสัญชาติไทยและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย

3.
ไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้

4.
ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองได้และ




ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากที่ใดทั้งสิ้น

หากมีคุณสมบัติครบให้ปฏิบัติดังนี้


1.
แจ้งความประสงค์เข้าร่ว


วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2550

แนะพระสงฆ์เดินบิณฑบาตจีวรปลิวส่งผลดีต่อสุขภาพ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 6 สิงหาคม 2550 17:57 น.
ผ อ.โรงพยาบาลสงฆ์แนะประชาชน ถวายอาหารที่มีกากใยแด่พระสงฆ์ งดอาหารรสหวานจัด เค็มจัด ไขมันสูง เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ชี้พระสงฆ์เดินบิณฑบาตให้จีวรปลิวส่งผลดีต่อสุขภาพ

พญ.วราภรณ์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ กล่าวแนะนำประชาชนร่วมดูแลสุขภาพพระสงฆ์ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาว่า ในการทำบุญประชาชนนิยมถวายอาหารสำเร็จรูปที่มีส่วนผสมของโซเดียมจำนวนมาก และอาหารที่บริโภคง่าย เช่น ผัดไทย ขาหมู ซึ่งล้วนแต่มีรสหวานจัด เค็มจัด และไขมันสูง เป็นอันตรายต่อสุขภาพของพระสงฆ์

สำหรับอาหารที่ประชาชนควรนำถวาย และส่งผลดีต่อสุขภาพของพระสงฆ์ ได้แก่ อาหารที่มีกากใย และครบ 5 หมู่ ไม่หวานและเค็มจนเกินไป และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะคิดถวายอาหารแต่ในสิ่งที่เราชอบ ด้วยความเชื่อว่าชาติหน้าหรือภพหน้าจะได้รับสิ่งนั้น เนื่องจากอาหารที่เราชอบ บางครั้งอาจไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการ

อย่างไรก็ตาม แม้พระสงฆ์จะไม่สามารถออกกำลังกายได้ แต่การปฏิบัติศาสนกิจทั่วไปก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี เช่น การเดินบิณฑบาต การกวาดลานวัด การถูพื้น ขัดบันได และจากข้อมูลพบว่า ก ารออกกำลังกายที่ดีที่สุดของพระสงฆ์ ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจสูบฉีดได้ดีนั้น คือ การเดินบิณฑบาต และต้องเดินให้จีวรปลิวจึงจะส่งผลดี เนื่องจากช่วยลดและป้องกันโรคไม่ติดต่อที่พบในพระสงฆ์ส่วนใหญ่ คือ โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

วิธีการถนอมดวงตา


น่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเราที่ใช้ computer บ่อยๆ
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทุกวัน หรือ ใช้ปาล์มบ่อย ๆ
วิธีการถนอมดวงตา วิธีนี้คิดค้นขึ้นโดยจักษุแพทย์ชาวอเมริกันชื่อว่า
นายแพทย์ วิลเลียม เอช. เบตส์ (ค.ศ. 1860-1931)
วันหนึ่งนายแพทย์เบตส์กลับจากทำงานด้วยดวงตาอันอ่อนล้า
เขานั่งลงที่โต๊ะทำงานในห้องที่ยังไม่ได้เปิดไฟ
วางข้อศอกทั้งสองข้างลงบนโต๊ะ
โค้งอุ้งมือทั้งสองวางครอบดวงตาของตน
หลับตาพักผ่อนในท่านั้นอยู่สิบนาที
พอลืมตาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เขารู้สึกว่าอาการปวดเมื่อยดวงตาหายไป
แถมมองเห็นสิ่งต่างๆ ในห้องชัดเจนขึ้นกว่าเก่าอีกด้วย
จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว
นายแพทย์เบตส์ได้ค้นคิดวิธีการฝึกสายตาอย่างธรรมชาติ
เพื่อพักผ่อนกล้ามเนื้อตาและช่วยรักษาสายตาให้ดีขึ้น
นายแพทย์เบตส์เขียนหนังสือชื่อ Perfect Sight without Glasses
เป็นที่นิยมแพร่หลาย แม้ภายหลังเขาเสียชีวิต
แต่วิธีการของนายแพทย์เบตส์ยังได้รับการเผยแพร่โดยแพทย์ทั้งหลาย
ทั่วยุโรปและอเมริกา "วิธีของเบตส์" มี 7 ท่าด้วยกัน

ท่าที่ 1
ครอบดวงตา โค้งอุ้งมือทั้งสองครอบดวงตาไว้เฉย ๆ
ระวังอย่าให้อุ้งมือกดทับดวงตาร
นึกถึงบรรยากาศที่ผ่อนคลาย
เช่น วันพักผ่อนสุดสัปดาห์ตามป่าเขาหรือชายทะเล
อยู่ในท่านี้สัก 10 นาที

ท่าที่ 2
สร้างจินตภาพ ต่อจากท่าที่ 1 ยังคงครอบดวงตาอยู่
สร้างจินตภาพว่าตนเองกำลังมองวัตถุบางอย่างที่มีสีสันสดใส
มีรายละเอียดต่างๆ ที่ชัดเจน เช่น
มองเห็นดอกเบญจมาศสีเหลืองสวย
เห็นกลีบดอกแต่ละกลีบละเอียดชัดเจน
สายตาที่คมชัดจากจินตนาการของเราเอง
จะช่วยเยียวยาสายตาจริง ๆ
ของเราได้เป็นอย่างดี

ท่าที่ 3
กวาดสายตา มองแบบไม่ต้องจ้อง
(คนสายตาสั้นมักจ้องและเขม้นตา)
กวาดสายตาไปตามวัตถุที่อยู่ไกล ๆ
ทางโน้นบ้างทางนี้บ้าง
ทำให้ตาของเราได้ผ่อนคลาย

ท่าที่ 4
กะพริบตา ฝึกนิสัยให้กะพริบตา 1-2 ครั้ง ทุก ๆ 10 วินาที
ช่วยให้แก้วตาสะอาดและมีน้ำหล่อเลี้ยง
โดยเฉพาะคนที่สวมแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ยิ่งจำเป็น

ท่าที่ 5
โฟกัสภาพใกล้และไกล เหยียดแขนซ้ายไปให้ไกลที่สุด
ตั้งนิ้วชี้มือซ้ายขึ้นเพื่อเป็นจุดโฟกัส ขณะเดียวกัน
ตั้งนิ้วชี้มือขวาให้ห่างจากใบหน้าสัก 3 นิ้ว (7.5 ซม.)
โฟกัสภาพที่แต่ละนิ้วสลับกันไปมา ทำบ่อยๆ เมื่อโอกาสอำนวย

ท่าที่ 6
ชโลมดวงตา ตื่นนอนทุกเช้าใช้มือวักน้ำชโลมดวงตาด้วยน้ำอุ่น สัก 20 ครั้ง
สลับกับการวักน้ำเย็นชโลมดวงตาอีก 20 ครั้ง
ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาดีขึ้น
การจบด้วยน้ำเย็น ทำให้กล้ามเนื้อตาและหนังตากระชับไม่หย่อนยาน
ก่อนเข้านอนให้วักน้ำชโลมดวงตาอีกครั้งหนึ่ง
แต่คราวนี้ชโลมด้วยน้ำเย็นก่อนแล้วตามด้วยน้ำอุ่น
จะทำให้กล้ามเนื้อตาและหนังตาได้ผ่อนคลาย ก่อนเข้านอน

ท่าที่ 7
แกว่งตัว ยืนแยกเท้าเท่ากับช่วงไหล่
แกว่งตัวไปมาจากซ้ายไปขวา
ถ่ายน้ำหนักตัวบนขาแต่ละข้างสลับไปมา สายตามองไปไกล ๆ
แต่ไม่ต้องจ้อง ปล่อยให้จุดที่เรามองแกว่งไปมา
ซ้ายขวาตามการแกว่งตัว ท่านี้จะทำให้ดวงตาได้พัก
และมีการปรับตัวดีขึ้น ทำบ่อย ๆ เมื่อมีโอกาส
เปิดเพลงคลอไปด้วยก็ได้

"วิธีของเบตส์" ได้รับการยืนยันจากจักษุแพทย์จำนวนมากว่า
เป็นการฝึกดวงตาที่เป็นระบบช่วยรักษาสายตาคนไข้ได้เป็นจำนวนมาก

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

วิธีการถนอมดวงตา


น่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเราที่ใช้ computer บ่อยๆ
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทุกวัน หรือ ใช้ปาล์มบ่อย ๆ
วิธีการถนอมดวงตา วิธีนี้คิดค้นขึ้นโดยจักษุแพทย์ชาวอเมริกันชื่อว่า
นายแพทย์ วิลเลียม เอช. เบตส์ (ค.ศ. 1860-1931)
วันหนึ่งนายแพทย์เบตส์กลับจากทำงานด้วยดวงตาอันอ่อนล้า
เขานั่งลงที่โต๊ะทำงานในห้องที่ยังไม่ได้เปิดไฟ
วางข้อศอกทั้งสองข้างลงบนโต๊ะ
โค้งอุ้งมือทั้งสองวางครอบดวงตาของตน
หลับตาพักผ่อนในท่านั้นอยู่สิบนาที
พอลืมตาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เขารู้สึกว่าอาการปวดเมื่อยดวงตาหายไป
แถมมองเห็นสิ่งต่างๆ ในห้องชัดเจนขึ้นกว่าเก่าอีกด้วย
จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว
นายแพทย์เบตส์ได้ค้นคิดวิธีการฝึกสายตาอย่างธรรมชาติ
เพื่อพักผ่อนกล้ามเนื้อตาและช่วยรักษาสายตาให้ดีขึ้น
นายแพทย์เบตส์เขียนหนังสือชื่อ Perfect Sight without Glasses
เป็นที่นิยมแพร่หลาย แม้ภายหลังเขาเสียชีวิต
แต่วิธีการของนายแพทย์เบตส์ยังได้รับการเผยแพร่โดยแพทย์ทั้งหลาย
ทั่วยุโรปและอเมริกา "วิธีของเบตส์" มี 7 ท่าด้วยกัน

ท่าที่ 1
ครอบดวงตา โค้งอุ้งมือทั้งสองครอบดวงตาไว้เฉย ๆ
ระวังอย่าให้อุ้งมือกดทับดวงตาร
นึกถึงบรรยากาศที่ผ่อนคลาย
เช่น วันพักผ่อนสุดสัปดาห์ตามป่าเขาหรือชายทะเล
อยู่ในท่านี้สัก 10 นาที

ท่าที่ 2
สร้างจินตภาพ ต่อจากท่าที่ 1 ยังคงครอบดวงตาอยู่
สร้างจินตภาพว่าตนเองกำลังมองวัตถุบางอย่างที่มีสีสันสดใส
มีรายละเอียดต่างๆ ที่ชัดเจน เช่น
มองเห็นดอกเบญจมาศสีเหลืองสวย
เห็นกลีบดอกแต่ละกลีบละเอียดชัดเจน
สายตาที่คมชัดจากจินตนาการของเราเอง
จะช่วยเยียวยาสายตาจริง ๆ
ของเราได้เป็นอย่างดี

ท่าที่ 3
กวาดสายตา มองแบบไม่ต้องจ้อง
(คนสายตาสั้นมักจ้องและเขม้นตา)
กวาดสายตาไปตามวัตถุที่อยู่ไกล ๆ
ทางโน้นบ้างทางนี้บ้าง
ทำให้ตาของเราได้ผ่อนคลาย

ท่าที่ 4
กะพริบตา ฝึกนิสัยให้กะพริบตา 1-2 ครั้ง ทุก ๆ 10 วินาที
ช่วยให้แก้วตาสะอาดและมีน้ำหล่อเลี้ยง
โดยเฉพาะคนที่สวมแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ยิ่งจำเป็น

ท่าที่ 5
โฟกัสภาพใกล้และไกล เหยียดแขนซ้ายไปให้ไกลที่สุด
ตั้งนิ้วชี้มือซ้ายขึ้นเพื่อเป็นจุดโฟกัส ขณะเดียวกัน
ตั้งนิ้วชี้มือขวาให้ห่างจากใบหน้าสัก 3 นิ้ว (7.5 ซม.)
โฟกัสภาพที่แต่ละนิ้วสลับกันไปมา ทำบ่อยๆ เมื่อโอกาสอำนวย

ท่าที่ 6
ชโลมดวงตา ตื่นนอนทุกเช้าใช้มือวักน้ำชโลมดวงตาด้วยน้ำอุ่น สัก 20 ครั้ง
สลับกับการวักน้ำเย็นชโลมดวงตาอีก 20 ครั้ง
ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาดีขึ้น
การจบด้วยน้ำเย็น ทำให้กล้ามเนื้อตาและหนังตากระชับไม่หย่อนยาน
ก่อนเข้านอนให้วักน้ำชโลมดวงตาอีกครั้งหนึ่ง
แต่คราวนี้ชโลมด้วยน้ำเย็นก่อนแล้วตามด้วยน้ำอุ่น
จะทำให้กล้ามเนื้อตาและหนังตาได้ผ่อนคลาย ก่อนเข้านอน

ท่าที่ 7
แกว่งตัว ยืนแยกเท้าเท่ากับช่วงไหล่
แกว่งตัวไปมาจากซ้ายไปขวา
ถ่ายน้ำหนักตัวบนขาแต่ละข้างสลับไปมา สายตามองไปไกล ๆ
แต่ไม่ต้องจ้อง ปล่อยให้จุดที่เรามองแกว่งไปมา
ซ้ายขวาตามการแกว่งตัว ท่านี้จะทำให้ดวงตาได้พัก
และมีการปรับตัวดีขึ้น ทำบ่อย ๆ เมื่อมีโอกาส
เปิดเพลงคลอไปด้วยก็ได้

"วิธีของเบตส์" ได้รับการยืนยันจากจักษุแพทย์จำนวนมากว่า
เป็นการฝึกดวงตาที่เป็นระบบช่วยรักษาสายตาคนไข้ได้เป็นจำนวนมาก

ถ้าจะรวย ก็ขอให้รวยสุขภาพเถอะ


เมื่อคุณผู้อ่านได้อ่านบท ความนี้ ก็คงจะเลยปีใหม่ไปหลายวันแล้ว ไม่เป็นไรครับ สายไปหน่อย แต่ความจริงไม่สายเลย เพราะผมเขียนเรื่องนี้ ขณะ วันปีใหม่พอดี จึงขออวยพรด้วยความจริงใจ ถึงท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ไม่อวยพรให้ร่ำรวยเงินทอง อย่างที่หลายท่านต้องการ หรอกครับ แต่ขออวยพรให้ท่านมีสุขภาพดี และมีความสุขทั้งกายและใจ


อย่าไปบ้าตามคำอวยพรของใครต่อ ใครทั้งหลายที่เห็นอวยพรกันเกลื่อนในทีวี "นึกถึงเงินแสนขอให้ได้แสน เงินล้านขอให้ได้ล้าน" อย่าไปมัวตั้ง หน้าตั้งตาหาแต่เงินแต่ทองเลย ถ้าอยากจะรวยก็ขอให้รวยสุขภาพ รวยสุข-ภาพจนล้นฟ้า จึงจะมีความสุขโดยแท้จริง


ปีใหม่ปีนี้ผมไปนอนเงียบๆคนเดียวอยู่ที่ไร่ที่แม่ริม ซึ่งคิดว่าห่างไกลความจอแจของสังคมสมัยใหม่ดีพอสมควร หวังว่า จะได้อยู่กับธรรมชาติเงียบๆ อยู่กับป่าโปร่งภูเขาสูงและความหนาวเย็นแสนบริสุทธิ์


แต่ตลอดเวลาปี เก่าและเริ่มปีใหม่ซึ่งอยู่บ้านนอกห่างไกลแสงสี และความเอะอะอึกทึกของชาวเมืองอย่างนั้น ก็กลายเป็นบรรยากาศของชาวนรกขึ้นมาจนได้ เริ่มต้นจากเสียงเครื่องกระจายเสียงจากวัดซึ่งผมเคยทำบุญมานาน สมัยที่วัดยังมีแต่พระองค์เดียว จนกระทั่ง


กลายเป็นโบสถ์ถาวร มีพระหลายองค์ และกลายเป็นศูนย์กระจายข่าวของตำบลกระจายเสียงลั่นโลกอยู่เกือบจะทุกวันขณะนี้


พอตอนบ่ายก็เสียงลั่นจากวงดนตรีของร้านอาหารและร้านเหล้า พอตกค่ำก็มีแก๊งมอเตอร์ไซค์นับเป็นร้อยๆคัน ไม่ทราบมาจากไหน ระคนกับเสียงจุดประทัด จุดพลุดังตึงตัง และที่ร้ายที่สุดก็คือเสียงตะโกนด่า ทอตบตีกันระหว่างพวกขี้เมา-นักท่องเที่ยว และเด็กผู้หญิงทั้งคนดีและไม่ดี อาละวาดกันมาจนถึงหน้าบ้านผมเองตลอดคืน


ลองถามพวก เพื่อนๆซึ่งหลบความจอแจเอะอะของปีใหม่มาหาความเงียบ ก็เล่าให้ฟังว่า เป็นเหมือนกันหมดทุกแห่ง ทุกตำบลเล็กๆของเชียงใหม่เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเมืองคาวบอย


เหมือนอย่างในทีวีไม่มีผิด ยิ่งเป็นตำบลซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ กลับยิ่งอึกทึกเสียยิ่งกว่าในเมืองเสียอีก


ความสงบเงียบ การยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความบริสุทธิ์ใจ ความเอื้ออารีและอัธยาศัยไมตรีแบบชาวบ้าน เดี๋ยวนี้หายไปไหนหมดก็ไม่ทราบ


ผมนึกถึงครูของผมคนหนึ่ง คือ ดร.ไลนัส พอลลิ่ง นักเคมี ฟิสิกส์ ผู้มีชื่อเสียงก้องโลก ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์คนเดียวในโลกที่ได้


รับรางวัลโนเบลถึงสองครั้งติดต่อกัน


ท่านได้รับรางวัลโนเบล ครั้งแรกเมื่อปี 1954 ในด้านเคมี และอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี 1962 ในฐานะเป็นผู้นำในด้านใฝ่หาสันติภาพ


ผมจำภาพ 3 ภาพของท่านได้ติดตา ภาพ แรก เป็นภาพของคุณครูอายุประมาณ 40 กว่าปี แต่งตัวด้วยสูทค่อนข้างจะปอนๆ ใส่หมวกแบเรต์ แบบฝรั่งเศสซึ่งมีจุกเล็กๆอยู่กลางศีรษะ พอเข้าห้องเลกเชอร์ ท่านก็หันหน้าเข้ากระดาน เริ่มต้น เขียนสูตรเคมี และก็เขียนต่อๆไปตามสูตรซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ท่าน เขียนๆๆอยู่ร่วมชั่วโมงจนจบสูตร แล้วท่านก็หันหน้ามาที่ผู้ฟัง ยกมือสองข้างจับขอบเสื้อ ยิ้มอย่างบริสุทธิ์ใจเหมือนเด็กๆที่ได้ของเล่น แล้วก็อธิบายสูตรเคมีนั้นต่อผู้ฟัง


ผมจำยิ้มซึ่งซื่อและบริสุทธิ์เหมือนเด็กๆของท่านติดตามาจนบัด นี้


ภาพที่สองเป็นภาพของครูไลนัส พอลลิ่ง ซึ่งขณะนั้นอายุเกือบ 65 ปีแล้ว ท่านนั่งร่วมกับผู้ ประท้วงกลางถนนอีกหลายหมื่นคน ท่านเป็นหัวหน้าประท้วงกลางถนนการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ท่านไม่ต้องการให้ประเทศใดในโลก ทดลองการสร้างอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไป เพราะนิวเคลียร์จะล้างโลกและล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้หมดไปจากโลกนี้ ท่านไม่ ต้องการเห็นมนุษย์ฆ่าฟันกัน ท่านต้องการสันติภาพ


ผลของการประท้วงคราวนั้น ท่านถูกตำรวจอุ้มจากถนน ไปขึ้นรถ นำไปขังและควบคุมตัวในฐานะผู้ก่อความไม่สงบ ท่านถูกฟ้องร้องและถูกกล่าวหาจากกลุ่มนักการเมืองฝ่ายขวาคือ แม็คคาร์ธีว่า ท่านเป็นหัวหน้าคอมมิวนิสต์ในอเมริกา ขณะนั้นมีกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอเมริการุนแรงมาก


ผม จำหน้าตาและท่าทางของท่านเมื่อถูกตำรวจอุ้มไปขึ้นรถคุมขังได้ติดตา ยิ้มของท่านยังคงเป็นยิ้มที่เมตตา เป็นยิ้มสดใสและบริสุทธิ์เช่นยิ้ม ของเด็กๆเช่นเดิม


และท่านก็พ้นจากการถูกกล่าวหา และกลับได้รับรางวัลโนเบลเป็นครั้งที่สอง ใน ฐานะผู้ต่อสู้เพื่อสันติภาพของโลก


ครั้งที่สาม เป็นภาพของท่านในงานวันสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมจัดงานกับท่าน และท่านเป็นประธานกรรมการผู้จัดงาน


เราจัดงานเล็กๆกันหน้าตึก สหประชาชาติที่นิวยอร์ก ที่หน้าตึกจะมีระฆังใหญ่แขวนอยู่บนราวไม้หน้าลานตึก หน้าระฆังใหญ่นั้น จะมีท่อนไม้ใหญ่แขวน อยู่สำหรับตีระฆัง


เมื่ออ่านประกาศสิทธิมนุษยชนแล้วท่านค่อยๆก้าวไปหน้าระฆัง หันหน้าไปยิ้มกับ กลุ่มเล็กๆผู้เข้ามาร่วมงาน แล้วท่านก็ตีระฆังดังเหง่งๆสามครั้ง


ยิ้มครั้งนั้นก็ยังเป็นยิ้มอันเดิมเต็มไปด้วยความรัก ซื่อและบริสุทธิ์เหมือนเด็กๆเช่นเดิม


ปีใหม่ที่แม่ริมซึ่งแสนจะอึกทึกและบรรยากาศเต็มไปด้วยความ เมามายทะเลาะ-เบาะแว้งเช่นนั้น ทำให้ผมนึกถึงอาจารย์ไลนัส พอลลิ่งมากยิ่งขึ้น นึกถึงท่านในวันปีใหม่นี้ด้วยเหตุ 3 ประการ


ประการแรก ท่านเป็นผู้บุกเบิกในเรื่องของสุขภาพ โดยเฉพาะในเรื่องของสุขภาพและวิถี ชีวิตที่เป็นไปตามธรรมชาติ รางวัลโนเบลด้านเคมีของท่านนั้น รวมถึงการค้นคว้าและเผยแพร่ในเรื่องวิตามินและแร่ธาตุ ท่านเป็นต้นตำรา ORTHOMOLECULAR ซึ่งเป็นตำราด้านชีวเคมีของวิตามิน และแร่ธาตุซึ่งศึกษากันทั่วโลกขณะนี้


ประการที่สอง ท่านเป็นผู้ที่ต่อสู้ในด้านสันติภาพของโลก และแน่นอนในเรื่องสันติภาพของโลกนั้นย่อมรวมเอาเรื่องความรัก ในมนุษยชาติเข้าไว้ด้วย


ประการที่สาม ท่านเป็นตัวอย่างของผู้ที่ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและใช้ความเรียบง่ายและความรู้ ที่ท่านค้นคว้าเรื่อง ORTHOMOLECU-LAR นี้มาใช้ในเรื่องสุขภาพของท่าน ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีอายุยืนที่สุด เสีย ชีวิตเมื่ออายุ 94 ปี เมื่อแปดปีที่แล้วมานี้เอง


ปีใหม่นี้ ขอให้ท่านผู้อ่านรุ่มรวยด้วยการมีสุขภาพกายและใจที่ดีและ สมบูรณ์เถิด.


# # # # # #


วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

บริโภคผักและผลไม้สัดส่วนแค่ไหนดี


เชื่อเหลือเกินว่าถึงยุคนี้ที่ใครๆ ก็หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น คงทราบดีว่ากินผัก และผลไม้นั้นเป็นของดี เพราะช่วยลดความเสี่ยง จากการเป็นโรคหัวใจ โรคลม ปัจจุบัน และมะเร็ง แต่ก็อาจจะมีคำถามให้สงสัยเล็กๆ ว่า แล้วต้องกินแค่ไหนถึงจะพอดี ในแต่ละวัน


บังเอิญไปพบข่าวนี้จากฝั่งอังกฤษโน่น เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ


ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำว่า ให้กินผัก-ผลไม้วันละ 5 ส่วน คำถามก็ตามมาว่าแล้ว 5 ส่วนนั้นน่ะมันใหญ่โตแค่ไหนกัน


กรมสุขภาพของเกาะอังกฤษประมาณการให้เสร็จ สรรพบอกว่าคะเนได้ง่ายมาก ผัก-ผลไม้ 1 ส่วน หนักประมาณ 80 กรัม หรือภาษาบ้านเราก็คือไม่ถึง 1 ขีด (100 กรัม) นั่น เอง


นอกจากประกาศให้แล้วทางกรมสุขภาพยังจะทำงานต่อไปอีก โดยจะปะยี่ห้อการันตีให้ว่าผลิตภัณฑ์ไหนที่พอจะนับเป็น 1 ใน 5 ส่วนได้ด้วย โดยขั้นต้นจะเริ่มปลายปีนี้ ป้าย 1 ส่วนจะแปะอยู่ตามผักสด อาหารกระป๋อง อาหารแห้ง และผลิตภัณฑ์พืชผักอื่นๆ ที่ไม่เติมน้ำตาล เกลือ หรือไขมัน เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น


ขอยกตัวอย่างให้ดูสักหน่อยว่าปริมาณผัก-ผลไม้ 1 ส่วนหรือ 80 กรัมนั้น น่าจะออกมาประมาณไหนดี ถ้าเป็นผลไม้อย่างแอปเปิ้ล หรือกล้วยก็คือผลขนาดกลาง ถ้าเป็นสลัดก็ ควรจะมีถั่ว หรือแครอท ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ หากเป็นซุปผักเข้มข้น 100 เปอร์เซ็นต์ หรือน้ำผักน้ำผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์กินได้ไม่จำกัด ปริมาณ


บรรดาตัวอย่างที่ยกมาอาจดูเป็นฝรั่งไปสักหน่อย ของไทยก็คงต้องลองปรับกันตามอัธยาศัย แต่ให้อยู่ใน ปริมาณที่ว่ามา รวมแล้วก็คือผัก-ผลไม้ วันละ 5 ส่วน ส่วนละ 80 กรัม ก็ตกประมาณวันละ 400 กรัม หรือ 4 ขีดแค่นั้นเอง ไม่มากมายอะไร.


ทำอย่างไร ให้อายุยืน


หากมีความสุขซะอย่างย่อมอยากอายุยืน ไม่เจ็บ ไม่ไข้ ไม่ป่วย ใช่ไหมล้า


ดังนั้น ปีใหม่ทั้งที ขอให้คุณผู้อ่านอายุมั่นขวัญยืน ประสงค์ สิ่งใดก็ขอให้ได้ดังใจ


แต่อย่าไปคิดสั้น อยากฆ่าตัวตาย ตัดช่องน้อยแต่พอตัวเลย เพราะถึงไง ชีวิตนึงก็ใช่ว่าจะยาวนานนักหนา ขอให้มีความ สุขตามอัตภาพไปวันๆ และมีงานมีการทำ มีเงินมีทองใช้ ไม่ทำ ให้ใครเดือดร้อน ก็พอแล้ว


เหตุนี้ ถ้าใครยังมองหางานทำอยู่ละก็ จงขวนขวายกันต่อไป เพราะความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น


ไม่ต้องมุ่งหางานออฟฟิศทำก็ได้ ถ้าเขายังไม่เปิดรับ แต่ไปเรียนวิชาชีพติดตัว ไว้ก่อนก็ดี เช่น เรียนตัดเสื้อ ทำผม ทำขนมอะไรเงี้ย สามารถยึดเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมดีซะอีกนะ


วกกลับมาเล่าเรื่อง เคล็ดลับช่วยให้ชีวิตยืนยาวอย่างมีความสุข (Tips For Living Longer) ต่อเลยแล้วกัน ไหนๆก็ หนุนส่งให้รักชีวิต หลีกเลี่ยงยาเสพติด และขอให้สะดวกกายสบายอารมณ์กันแล้วนี่นา


ว่าแล้ว ปัจจัย ช่วยให้อายุยืน ได้แก่...


1. อย่าไปโดนแสงแดดแรงจัด นานๆ


ถ้าไม่ เคยทำตัวเป็นคุณนายถือร่มกันแดดกันลมกันฝนก็ทำซะเถิด ไม่งั้นก็ต้องพึ่งครีมกันแดดแล้วล่ะ


2. รายล้อมไปด้วยเพื่อนดีๆ


เชื่อเหอะอยู่ท่ามกลางฝูงชน จะช่วยให้ร่างกายและจิตใจเบิกบานสดใส ถ้ากำลังมีเรื่องมีราวอะไร อยากระบายความในใจก็ทำได้ ทันที หายเครียดเร็วเป็นปลิดทิ้ง โอ้ย อย่างนี้ไม่ชอบได้ไง


3. บริหารสมองไม่ให้ฝ่อหรือเสื่อมไว ด้วยการอ่านหนังสือ หรือฟังเพลง


หรือ อาจเล่นเกมไขปริศนาอักษรซึ่งรู้จักกันว่า crosswords น่าสนุกดีออก


4. เสริมร่างกายให้ฟิตปั๋ง เสมอ


มั่นไปออกกำลังกาย วิ่งไล่จับหรือปั่นแปะบ้างก็ได้ ขืนอยู่นิ่งๆ นานๆ จะเป็นอัมพาตเอา นะจ๊ะ


5. ขยันทำสมาธิ


และควบคุมน้ำหนักตัว ทำได้เท่านี้จิตใจก็เป็น สุข อยากอายุยืนหมื่นปี คิดไกลไปไหมเนี่ย.


วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

พัฒนาการแพทย์ด้านอาชีวเวชศาสตร์มุ่งลดอัตราการป่วย – ตาย จากการทำงาน


กรมการแพทย์รุกงานอาชีวเวชศาสตร์ เน้นถ่ายทอดความรู้ เพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยที่เกิดจากการทำงาน พร้อมสร้างเครือข่ายระดับประเทศ นายแพทย์ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดประชุมวิชาการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ภายใต้ชื่อ "ใต้ร่มพระบารมี นพรัตนราช-ธานี 25 ปี เพื่อสุขภาพที่ดีของปวงประชา" ว่า ปัจจุบันแนวโน้มการเกิด โรคจากการทำงานมีอุบัติการณ์สูงขึ้น เกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เกิดปัญหาอาชีวอนามัยกับทุกกลุ่มอาชีพ ทั้งการเจ็บป่วยชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง ทั้งนี้จากสถิติขององค์การอนามัยโลกพบว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยที่เป็นโรคจากการท ำงานจำนวน 250 ล้านคน และมีคนตายจากโรคดังกล่าวปีละประมาณ 10 ล้านคน สำหรับในประเทศไทยพบโรคจากการทำงานที่สำรวจโดยกองทุนเงินทดแทนประมาณ 1 หมื่นรายต่อปี จากจำนวนทั้งหมด 7 ล้านคน ซึ่งโรคที่พบมากที่สุดคือ อาการปวดหลัง คอ ไหล่ เอว เข่า สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการนั่งไม่ถูกวิธีหรือยืนเป็นเวลานานเกิน 8 ชั่วโมง ซึ่งถ้ายืนเกิน 3 ชั่วโมงควรนั่งพักบ้างเพื่อป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังเมื่อมีอายุมากขึ้น ส่วนโรคที่เกิดขึ้นรองลงมาคือ โรคผิวหนัง ส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น สารเคมี สารพิษ ฝุ่นละออง แสงแดด ความร้อน หรือความเครียด เป็นต้น สำหรับกรมการแพทย์ปฏิบัติงานเชิงรุกด้านอาชีวเวชศาสตร์โดยร่วมมือกับกระทรวง แรงงานจัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญด้านการตรวจรักษาโรคจากการทำงานหรืออาชีวเวชศาส ตร์ขึ้นที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ซึ่งเป็นศูนย์กลางในพัฒนาวิชาการ การศึกษาวิจัย ห้องปฏิบัติการและฝึกอบรมพยาบาล เพื่อเฝ้าระวัง การเกิดโรคดังกล่าว รวมทั้งการตรวจวินิจฉัย การรักษาการฟื้นฟู และการป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วย โดยดำเนินการเชิงรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีผู้ป่วยมารักษาที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีด้วยโรคจากการทำงาน โรงพยาบาลจะมีการติดตามโดยส่งแพทย์และพยาบาลเข้าไปที่สถานประกอบการนั้นเพื่ อค้นหาว่ามีผู้ป่วยรายอื่นด้วยหรือไม่ เพื่อประกอบการวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรค รวมทั้งวางแผนงานด้านอาชีวเวชศาสตร์ เพื่อป้องกันการเกิดโรคจากการทำงานกับบุคคลอื่นต่อไป สำหรับทีมงานด้าน อาชีวเวชศาสตร์มีทั้งแพทย์และพยาบาล ซึ่งแพทย์มีหน้าที่วินิจฉัย ตรวจรักษา ฟื้นฟูโรคจากการทำงาน และพยาบาลมีหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพป้องกันและดำเนินการและดำเนินงานด้านชีวอน ามัย นอกจากนี้อธิบดีกรมการแพทย์ยังแนะนำว่า สำหรับการป้องกันที่สำคัญคือ การตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงที่มี ในโรงงานเพื่อป้องกันการเกิดโรคจากการทำงานได้ทันท่วงที - ขอขอบคุณ -


กรมอนามัยเผยพบเด็กไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น


กรมอนามัยเผยผลสำรวจอนามัยโพลพบเด็กไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นขณะที่นีกเรี ยนกว่าร้อยละ 50 เห็นด้วยกับการห้ามขายน้ำอัดลมและขนมกรุบกรอบในโรงเรียน นายแพทย์ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย ร่วมลงนามความร่วมมือการพัฒนาสุขภาพนักเรียนกับคุณหญิงกษมาวรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยกรมอนามัยจะนำหลักการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพมาใช้พัฒนาเด็กนักเรียนควบคู ่กับการศึกษา โดยหวังให้โรงเรียนเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกฝังพฤติกรรมที่เหมาะสมในการดูแ ลตนเองให้ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงที่มีผลเสียต่อสุขภาพ พร้อมกันนี้กรมอนามัยได้จัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นของเด็กไทยจำนวน 40 คน ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยพบว่าเด็กนักเรียนเริ่มหันมาใส่ใจการดูแลอนามัยของตนเองและสุขภาพในโรงเร ียนมากขึ้น โดยร้อยละ 53.2 เห็นด้วยกับการห้ามขายน้ำอัดลมในโรงเรียนและร้อยละ 47.4 เห็นด้วยกับการห้ามขายขนมกรุบกรอบในโรงเรียน ส่วนพฤติกรรมสุขภาพพบเด็กรับประทานผักร้อยละ 93.8 ใช้ช้อนกลางร้อยละ 51.8 ล้างมือหลังการใช้ห้องน้ำร้อยละ 99 และแปรงฟันหลังอาหารกลางวันร้อยละ 62.3 และในปี 2550 กรมอนามัยจะขยายเป้าหมายการตั้งชมรมเด็กไทยทำได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 จากเดิม ที่มีเพียง 3,266 โรงเรียน ทั้งนี้ กรมอนามัยได้ส่งเสริมโรงเรียนในการแก้ปัญหาหลัก 3 เรื่อง ประกอบด้วย อาหารปลอดภัย สุขาน่าใช้ และเด็กไทยฟันดี โดยใช้กลยุทธ์การมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่าย


ul 10, 2007


วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ออกกำลังฤทธิ์เท่ายารักษาหัวใจปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง

นักวิจัยของสหรัฐฯได้เปิดเผยว่า ประโยชน์ของการออกกำลัง ได้ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ ซึ่งเมื่อสมทบกับความดันโลหิตสูงและไขมันสูง ก่อให้เกิดโรคหัวใจขึ้น แต่การเสียดสีของโลหิตเมื่อไหลเวียน ได้ช่วยบรรเทาการอักเสบ แบบเดียวกับฤทธิ์ของสเตียรอยด์ ได้อย่างน่าประหลาด

รายงานผลวิจัยเผยแพร่อยู่ในวารสารการแพทย์ "การไหลเวียนของโลหิต" กล่าวว่า การอักเสบของหลอดเลือด มีส่วนเกี่ยวพันกับอาการเส้นเลือดแดงแข็ง และเราจึงได้รู้ถึงพลังของการไหลเวียนของเลือด ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผลิตแรงต่อต้านการอักเสบของตนเองขึ้นได้ "อาจเป็นได้ว่า การออกกำลังออกฤทธิ์แรงพอๆกับการให้สเตียรอยด์ปริมาณสูง โดยปลอดจากผลข้างเคียงโดยสิ้นเชิง การค้นพบทำให้เข้าใจได้ว่า การออกกำลัง ช่วยป้องกันโรคหัวใจได้อย่างดียิ่งและเสริมว่า "เราไม่ได้พูดถึงว่า ต้องออกกำลังให้หนักอย่างกับวิ่งมาราธอน เพียงแต่ว่าให้ออกกำลังเพื่อให้เลือดลมไหลเวียนดีเท่านั้น"

เท่าที่ได้มีการศึกษาในระยะสองสามปีมานี้ ได้พบมีเซลล์และตัวสารเคมีที่มีส่วนเกี่ยวกับการอักเสบ ชุมนุมกันอยู่ตรงหลอดเลือดส่วนที่อุดตัน และการศึกษาต่อมาได้แสดงให้เห็นความสำคัญของการบรรเทาการอักเสบเหล่านี้ อย่างเช่นนักวิจัยกำลังศึกษาว่า ควรให้คนไข้กินยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบ เพื่อป้องกันโรคหัวใจดีหรือไม่.

อาหารบำรุงสมอง

อาหารมีสำคัญต่อการพัฒนาสมอง ไม่แพ้การพัฒนาทางร่างกาย
เป็นความจริงที่ยอมรับกันทั่วไป พ่อบ้านแม่เรือนหลายคนตระหนักในความ
สำคัญของอาหาร ฉะนั้นเวลาใกล้ สอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอบครั้ง
สำคัญ เช่น สอบไล่ สอบเข้าชั้น ประถม 1 ม.1 หรือแม้กระทั่งสอบเข้ามหา-
วิทยาลัย จึงทุ่มเทบำรุงลูกหลาน ปรน เปรอเรื่องอาหารการกินเป็นการใหญ่ หาก
ได้ยินมาว่าอาหารใดช่วยบำรุงสมอง ก็จะสรรหามาทำให้กิน ด้วยหวังว่า
อาหารเหล่านั้นจะช่วยให้ความคิดแล่น ความจำดี สมองโปร่งใส จนทำให้ผลการ
สอบดีขึ้น

อาหารที่เชื่อกันว่าบำรุงสมองมีหลายอย่าง เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ น้ำซุป
ไก่ เป็นต้น ที่ขึ้นชื่อที่สุดเห็นจะเป็นปลา ผู้ใหญ่มักชักชวนให้เด็ก กินปลา
โดยอ้างว่าปลาบำรุงสมอง กินปลาแล้วจะฉลาดขึ้น และถ้ากิน หัวปลาได้ก็จะ
ยิ่งฉลาด หากอาหารสามารถบำรุงสมองได้เช่นนั้นจริง คงจะไม่มีเด็กสอบ
ตกถึงปีละล้านคนเป็นแน่ ปลาเป็นอาหารพื้นบ้าน เด็กไทยส่วนใหญ่ไม่รังเกียจปลา
กินปลาเก่งกันทั้งนั้น หลายคนชอบกินหัวปลามากกว่าพุงปลาด้วยซ้ำ
การเร่งบำรุงเรื่องอาหารตอนใกล้สอบ หรือระหว่างสอบ อาจช่วยให้
เด็กมีสมาธิดีขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่ตามปกติกินนอนไม่เป็นเวลา กินอาหาร
น้อย หรือกินอาหารไม่มีประโยชน์ อาหารอาจช่วยให้ดูหนังสือทน สมอง
ปลอดโปร่ง เนื่องจากท้องอิ่ม ไม่มีความหิวมารบกวนนั่นเอง
แต่จะหวังให้อาหารช่วยให้ฉลาดขึ้น คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะสายเกินไป
เสียแล้ว อาหารช่วยบำรุงสมองได้ในระยะที่สมองเติบโต หรือ ในระยะเริ่ม
แรกของชีวิตเท่านั้น เมื่อเด็กเข้าโรงเรียน สมองเติบโตเต็ม ที่เสียแล้ว
ไม่ว่า จะทำนุบำรุงเรื่องอาหารเพียงใดก็ย่อมไม่ได้ผล
ความเฉลียวฉลาดของแต่ละคน ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ ถึงกรรม
พันธุ์จะเป็นตัวกำหนดขีดขั้นของสติปัญญา แต่เด็กจะมีสติปัญญาเฉลียว
ฉลาดได้เต็มขั้นตามที่กรรมพันธุ์กำหนดหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม
อาหารจัดเป็นสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่ง เมื่อมีอาหารบริบูรณ์ นั่นคือ มีสาร
อาหารครบถ้วน และในปริมาณที่ร่างกายต้องการ เซลล์สมองสามารถเจริญ
เติบโตได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นรากฐานที่มั่นคง เมื่อได้รับการศึกษา ได้เล่าเรียน
ฝึกฝน ก็ย่อมมีโอกาสที่จะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดได้เต็มขั้นตามที่กรรมพันธุ์
กำหนด ตรงกันข้าม เมื่อขาดแคลนอาหารทั้งในด้านปริมาณหรือคุณภาพ
เซลล์สมองไม่อาจเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ การแบ่งเซลล์หรือขนาดของ เซลล์อาจ
น้อยลง เมื่อสมองหยุดเติบโตแล้ว จำนวนเซลล์ในสมองของ เด็กเหล่านี้อาจ
น้อยกว่าเด็กที่ได้รับอาหารอย่างเพียงพอถึงร้อยละ 15 ถึง 20
อาการเศร้า ซึมและเชื่องช้าที่ปรากฏภายนอก เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้ผลของจำนวน
เซลล์ที่น้อยกว่าปกติ ซึ่งทำให้การรับส่งสัญญาณของเซลล์ประสาทของสมอง
ช้าลง แม้จะได้รับการศึกษาเล่าเรียน มีโอกาสได้รับการฝึกฝนและอบรม
เท่าเทียมเด็กอื่น ก็ไม่อาจมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเต็มขีดขั้นที่กรรมพันธุ์กำหนด
ได้ หรืออีกนัยหนึ่งถึงพ่อแม่จะฉลาดหลักแหลมเพียงใด
ลูกก็ไม่มีโอกาส ฉลาดเท่าเทียมพ่อแม่ ขบวนการเติบโตของเซลล์สมองมีหล
ายขั้นตอนและซับซ้อน แต่พอจะสรุปได้ดังนี้ ในช่วงแรกซึ่งเริ่มตั้งแต่การปฏิสนธิ เซลล์แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว
แต่มีขนาดของเซลล์คงที่ ต่อมาจะมีทั้งการแบ่งเซลล์และเพิ่มขนาดไปพร้อมๆ
กัน ในขณะเดียวกันเซลล์ก็จะเริ่มสะสมโปรตีน จนกระทั่งได้ขนาดใหญ่เต็มที่
เมื่ออายุครบ 1 ขวบ จำนวนเซลล์สมอง ของเด็กจะเท่ากับของผู้ใหญ่
การขาดอาหารในช่วงที่เซลล์สมองแบ่งตัว จึงมีผลยั่งยืนไปตลอด ชีวิต
การทำนุบำรุงด้วยอาหารภายหลังจะไม่ช่วยให้จำนวนเซลล์มากขึ้น แต่ถ้าขาด
อาหารในระยะที่เซลล์เติบโตหรือขนาดของเซลล์ใหญ่ขึ้นการ เสริมอาหารใน
ช่วงนั้น โดยให้อาหารที่มีโปรตีนสูงจะช่วยให้เซลล์ที่มีอยู่แล้วมีโอกาสเติบโต
ขึ้นได้ เต็มที่ แต่ไม่อาจเพิ่มจำนวนเซลล์ได้
ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าการขาดอาหารมีอิทธิพลต่อการพัฒนาของสมองตั้ง
แต่ก่อนเด็กเกิด นับตั้งแต่ปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ของแม่เลยทีเดียว

อาหารบำรุงสมองของเด็กจึงเป็นอาหารในระยะตั้งครรภ์ของแม่ และ
อาหารของเด็กแรกเกิดจนอายุครบหนึ่งปี
ในขณะตั้งครรภ์ จึงไม่ควรอดอาหารเพื่อลดความอ้วน หากตาม ปกติ
กินอาหารไม่เพียงพอ หรือไม่เคยเอาใจใส่เรื่องอาหารการกิน
ต้อง เร่งทำนุบำรุงร่างกายเป็นพิเศษ อย่างน้อยที่สุดต้องกินอาหารหลักให้ครบทั้งห้าหมู่
เพิ่มอาหารที่ให้โปรตีนสูง ได้แก่ ไข่ เนื้อสัตว์ และนม หากมีรายได้น้อย อาจ
พึ่งโปรตีนจากถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถึงจะกิน
นมวัวไม่ได้เพราะท้องเสีย ควรเลี่ยงไปกิน นมถั่วเหลืองแทน
อาหารบำรุงสมองของทารกแรกเกิดที่ดีที่สุดก็คือ นมแม่ หากไม่
สามารถให้นมลูกได้ อาจพึ่งนมกระป๋อง แต่ต้องไม่ใช่นมข้นหวาน ซึ่งขาดโปรตีน
เมื่อเด็กอายุครบ 6 เดือนแล้ว ควรให้อาหารเสริม ซึ่ง ไม่ใช่ข้าวกับกล้วยเท่า
นั้น ควรหัดให้เด็กกินไข่ เนื้อ ปลา ผัก และผล ไม้ต่างๆ
และถือโอกาสปลูก ฝังนิสัยการกินที่ดีเสียตั้งแต่เนิ่นๆ
หากในระยะตั้งครรภ์ และในปีแรกของชีวิต ไม่ได้เอาใจใส่ทำนุบำรุง
สมองของเด็ก เมื่อเด็กสอบตกซ้ำชั้น ย่อมโทษเด็กหรือโทษครูไม่ได้เต็มปาก
คงต้องโทษตัวเองมากกว่า พ่อบ้านแม่เรือนที่กำลัง
จะมีลูก หรือลูกอายุไม่ครบขวบ ขณะนี้ยังไม่สาย
เกินไปที่จะให้อาหารบำรุงสมอง สำหรับเด็กที่อายุเลยช่วงนี้ไป แล้ว ถึงแม้จะ
สายเกินที่จะบำรุงสมองไปแล้ว แต่อาหารก็ยังช่วยให้ลูก หลานมีสมาธิดีดู
หนังสือทน สมองปลอดโปร่ง ทั้งความเอาใจใส่ของพ่อแม่ที่แสดงออกด้วย
การดูแลเรื่องอาหาร ก็จะเป็นกำลังใจช่วยส่งให้ เขาผ่านพ้นระยะวิกฤติใน
ระหว่างการสอบไปด้วยดี โดยคุณ :อรวินท์ โทรกี

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2550

โอเมก้า – 3 ในปลาให้คุณค่าสารอาหารจริงหรือ?/รศ.พญ.ปรียานุช แย้มวงษ์ อายุรแพทย์,ผศ.พญ.นฤมล เด่นทรัพย์สุนทร กุมารแพทย์
















โดย ผู้จัดการออนไลน์21 มิถุนายน 2550 08:36 น.

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000071770



























พ ูดถึง โอเมก้า-3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ผู้คนให้ความสนใจไม่น้อย เพราะกระแสในปัจจุบัน โอเมก้า-3 เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มคนในแถบเมืองหลวงมีความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ





















น้ำมันปลา ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 เริ่มเป็นที่สนใจมากว่า 20 ปี เมื่อมีข้อมูลว่า ชาวเอสกิโม ที่บริโภคปลาในปริมาณสูง จะมีปัญหาเส้นเลือดอุดตันน้อย ระดับไขมันในเลือดต่ำ และการเกาะตัวของเกล็ดเลือดน้อยกว่าชาวเดนมาร์กซึ่งกินเนื้อสัตว์มากกว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าชาวญี่ปุ่นในหมู่บ้านชาวประมง ที่บริโภคปลาในปริมาณมาก จะมีโรคหลอดเลือดหัวใจ การเกาะตัวของเกล็ดเลือดและความหนืดของเลือดน้อยกว่าชาวญี่ปุ่นในหมู่บ้านเล ี้ยงสัตว์

กรดไขมันโอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร กรดไขมันโอเมก้า-3 ที่สำคัญมี 2 ชนิด ได้แก่ EPA ( EICOSAPENTAENOIC ACID ) และ DHA ( DOCOSAHEXAENOIC ACID ) พบได้ในน้ำมันจากปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งจะมีไขมันที่เรียกว่า FISH OIL หรือน้ำมันปลา (มิใช่น้ำมันตับปลา) ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ส่วนปลาทะเลของไทย ที่มีปริมาณกรดไขมันโอเมก้า - 3 พอประมาณ ได้แก่ ปลาทู ปลาโอ ปลากะพง ปลาเก๋า และ ปลาอินทรี เป็นต้น ปลาน้ำจืดบางชนิดก็มีกรดไขมันโอเมก้า-3 บ้าง เช่น ปลาช่อน ปลานวลจันทร์ นอกจากนี้กรดไขมันแอลฟ่าไลโนเลนิค ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของกรดไขมัน EPA และ DHA ยังมีอยู่ในน้ำมันจากเมล็ดธัญพืชบางชนิด เช่น น้ำมัน Flaxseed น้ำมันวอลนัท น้ำมันแคโนลา และน้ำมันถั่วเหลือง

ความสำคัญของกรดไขมันโอเมก้า-3 ชนิด DHA ในเด็กคือ มีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองและจอประสาทตาของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนก่อนคลอด มีความสัมพันธ์ระหว่างการขาด DHA และอาการของโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder : ADHD) โดยเด็กที่มีระดับ DHA ต่ำ จะมีปัญหาด้านพฤติกรรม อารมณ์ การนอนและการเรียนรู้มากกว่าเด็กกลุ่มที่มีระดับ DHA ปกติ และเมื่อได้รับ DHA เสริมอาการต่างๆ จะดีขึ้น

ส่วนในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุนั้น กรดไขมันโอเมก้า-3 ชนิด EPA จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ โดยลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดการหดตัวของหลอดเลือด ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ยากขึ้น ลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและเพิ่มระดับ HDL-cholesterol ซึ่งเป็นไขมันชนิดดี ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดได้

นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม จากงานวิจัยของ National Institute of Public Health and the Environment ประเทศเนเธอร์แลนด์ พบว่าคนที่บริโภคปลาอย่างสม่ำเสมอ เมื่ออายุมากขึ้น ความจำจะลดน้อยกว่าคนที่บริโภคปลาน้อยและใช้น้ำมันพืชมาก และสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจมากในปัจจุบันนี้คือ กรดไขมันโอเมก้า - 3 สามารถชะลอหรือป้องกันการเจริญของเซลล์มะเร็ง มีข้อมูลทางระบาดวิทยาว่า ชาวเอสกิโม และชาวเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งบริโภคปลามาก จะมีอุบัติการณ์ของมะเร็งต่ำ และมีข้อมูลในสัตว์ทดลอง เช่น หนู แสดงให้เห็นว่า กรดไขมันโอเมก้า - 3 สามารถลดการเจริญของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากและเต้านมได้





















จากคุณประโยชน์ของกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีอยู่ในน้ำมันปลา ทำให้มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทน้ำมันปลาเกิดขึ้นมากมาย อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงข้อควรระวังดังนี้

1. ทำให้เลือดออกง่าย โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่รับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำ
2. เพิ่มสารอนุมูลอิสระจากไขมัน (Lipid peroxide) ในระยะยาวอาจส่งเสริมการเกิดโรคหัวใจขาด
เลือด มะเร็ง และชราภาพ ถ้าร่างกายไม่ได้บริโภคสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) อย่างพอเพียง
3. เพิ่มความต้องการวิตามินอี โดยเฉพาะน้ำมันปลาที่ไม่มีการเติมวิตามินอี
4. มีกลิ่นคาวปลา

อ ันตรายในระยะยาวของการบริโภคน้ำมันปลายังไม่เป็นที่ทราบชัดเจน ดังนั้น จึงควรพิจารณาระหว่างผลดีที่อาจจะได้ และผลเสียที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทน้ำมันปลา จึงควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ เพื่อความปลอดภัย ควรบริโภคปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ หากท่านสนใจในรายละเอียด ติดตามได้ในงานวันประมงน้อมเกล้าฯ


กระดูกเอวเคลื่อน...โรคของคนหนุ่มสาว
















โดย Uncle fat

21 มิถุนายน 2550 08:36 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000071771



























ไม่ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะมีความยิ่งใหญ่สักเพียงไหน
ไม่ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะร่ำรวยเงินทองมากสักเพียงใดก็ตาม
แต่มนุษย์ทุกรูปทุกนามก็ย่อมหนีไม่พ้นวัฏจักรแห่งชีวิต 4 ประการคือ เกิด แก่ เจ็บและตาย






















ในบรรดาวัฏสังสารแห่งชีวิตของมนุษย์ทั้งหมด เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า แทบจะร้อยทั้งร้อยย่อมไม่อยากจะแก่ เจ็บและตาย แต่ทุกคนย่อมหนีไม่พ้น อย่างไรก็ตาม เรามีหนทางหรือมีวัตรปฏิบัติที่จะทำให้การแก่ การเจ็บและตายเป็นไปอย่างสงบสุขได้

พูดถึงเรื่องความเจ็บของมนุษย์ เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อมีอายุมากขึ้น สังขารที่ผ่านการใช้งานมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานย่อมตกอยู่ในภาวะ "ความเสื่อม" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหนึ่งในความเสื่อมที่สร้างปัญหาค่อนข้างมากก็คือ "กระดูกสันหลัง"

ก่อนอื่นคงต้องอธิบายลักษณะตามธรรมชาติกันสักนิดว่า โครงสร้างของกระดูกสันหลังเป็นเช่นไร

กระดูกสันหลังของคนเรา สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ คือ 1.กระดูกต้นคอซึ่งเป็นกระดูกสันหลังที่อยู่บนสุด 2.กระดูกสันหลังระดับหน้าอก 3.กระดูกสันหลังระดับเอว และ 4. กระดูกก้นกบ ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังที่อยู่ล่างสุด

สำหรับภาวะความเสื่อมที่เรามักปรากฏเห็นชัดที่สุดในบรรดาโครงสร้างทั ้งหมดก็คือ กระดูกสันหลังระดับเอว เนื่องจากเป็นส่วนที่ถูกใช้งานและรับภาระมากที่สุดเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในภาวะที่ต้องระวังก็คือ กลุ่มวัยกลางคนขึ้นไป และจะปรากฏให้เห็นชัดขึ้น บ่อยขึ้น ตามอายุที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ความหนักเบาของอาการไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุที่เพิ่มขึ้นเสมอไป

ถามว่า ต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เกิดโรคคืออะไร?

ค ำตอบง่ายมาก เพราะเป็นผลมาจากธรรมชาติของร่างกายมนุษย์นั่นเอง กล่าวคือ เนื่องจากมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยืนด้วยสองขา ทำให้แนวกระดูกสันหลังตั้งตรง ดังนั้น กระดูกสันหลังจึงเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักมากที่สุดและจุดที่ต้องรับน้ำหนั กมากที่สุดคือกระดูกเอว

ที่สำคัญคือ การที่กระดูกเอวทอดตัวในแนวโค้งแม้จะมีข้อดีคือทำให้เราเคลื่อนไหวร่างกายได ้คล่องแคล่ว แต่ก็มีจุดเสียเพราะเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เกิดการอักเสบของข้อกระดูกส่วนเอวได ้ง่าย

เมื่อเข้าใจกันในภาพรวมแล้ว คราวนี้จะขอพุ่งเป้าไปที่อีกปัญหาหนึ่งของกระดูกเอวที่มีผู้เป็นกันมาก นั่นคือ "ภาวะกระดูกเอวเคลื่อนผิดไปจากรูปเดิม"

ทั้งนี้ โรคนี้มีความเชื่อมโยงกันเส้นเอ็นหรือเส้นใยที่ยึดระหว่างข้อต่อของกระดูกที ่ฉีกขาด ทำให้แกนในของกระดูกบวม และหลุดจากตำแหน่งที่ควรจะเป็น แล้วความแปลกของโรคนี้ก็คือไม่ได้เกิดในกลุ่มวัยกลางคน หากมักเกิดกับผู้อยู่ใน วัยหนุ่มสาว อายุระหว่าง 20-25 ปี และมักจะเป็นกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็เป็นเพราะการใช้ร่างกายที่ไม่ระมัดระวัง แบกของหนัก อุบัติเหตุ

เมื่อการเคลื่อนที่ของกระดูกผิดปกติ ก็จะไปทับเส้นประสาท ทำให้เกิดความเจ็บปวดในส่วนล่างของร่างกาย และเกิดมีความรู้สึกชา

อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์จีนวิเคราะห์เหตุของโรคเอาไว้ด้วยว่า สามารถเป็นผลมาจากภายในได้อีกด้วย กล่าวคือมีที่มาจาก "พลังไตพร่อง" ทำให้การไหลเวียนของเลือดลมไม่สมบูรณ์ หรือถูกภาวะความเย็นเข้าแทรก กระทั่งทำให้เกิดความเจ็บปวดและนำไปสู่ภาวะกระดูกเอวเคลื่อนในที่สุด

หรือสรุปง่ายๆ ได้ว่า โรคนี้มีที่มาได้จากทั้ง 2 ทางคือ จากภายนอกและภายในนั่นเอง

อ ย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ใช้ชีวิต ใช้ร่างกายด้วยความประมาท นอนน้อย พักผ่อนน้อย ก็ต้องพึงระมัดระวังเช่นกัน เพราะไม่ใช่แค่เพียงทำให้เกิดกระดูกเอวเคลื่อนเท่านั้น เนื่องจากเมื่อร่างกายอ่อนแอ ไม่สมดุล การทำงานของอวัยวะภายในก็จะรวนเรมีปัญหา และนำไปสู่โรคอื่นๆ ได้อีกด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปัญหาก่อให้เกิดผลกระทบกับไต เพราะไตคือฐานพลังของชีวิต ซึ่งทางการแพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับไตมาก เมื่อไตแข็งแรง สมรรถภาพของร่างกายก็จะแข็งแรง และเมื่อไตอ่อนแอ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็จะตามมากมายมาย


วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2550

6 วิธี “นวดตัวเอง” แก้ปวดคอจากการตกหมอน/หมอหลินตันเฉียน
















โดย Uncle fat14 มิถุนายน 2550 08:36 น.

























คอลัมน์...มหัศจรรย์นวดแผนจีนทุยหนา
โดย...หมอหลินตันเฉียน

ดังที่ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับภาวะปวดคอจากการตกหมอน รวมทั้งวิธีการนวดทุยหนา 8 ขั้นตอนเพื่อรักษาผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าวไปแล้วนั้น ในสัปดาห์นี้ จึงอยากจะมาแนะนำวิธีการ "นวดตัวเอง" แบบง่ายๆ 6 วิธีเพื่อนำกลับไปใช้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่มีอาการปวดคอไม่มากมายอะไรนัก






















เรียกว่าเป็น "ของแถม" ที่ไม่อาจพลาดด้วยประการทั้งปวง
เมื่อท่านมีปัญหาปวดคอจากการตกหมอน ให้ เริ่มต้น ด้วยการใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างถูไปมาที่บริเวณต้นคอจนกระทั่งเกิดความรู้สึกร้ อน เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อต้นคอ และทำให้การไหลเวียนของโลหิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากนั้นวิธีที่สอง ประสานมือเข้าหากันที่บริเวณต้นคอ แล้วขยับแขนทั้งสองข้างเข้าหากันเพื่อบีบฝ่ามือไปตรงจุดต่างๆ ที่มีปัญหา จะเป็นตรงกลางหรือด้านข้างก็สุดแล้วแต่ว่าจะมีปัญหาหรือไม่ บีบและคลายออกต่อเนื่องเป็นระยะๆ ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว วิธีการแบบนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เฉพาะเมื่อมีปัญหาปวดคอแต่อย่างใด หากแต่สามารถใช้วิธีนี้นวดเพื่อบริหารกล้ามเนื้อเป็นประจำทุกวันก็ได้

วิธีที่สาม เป็นการกดจุดสำคัญที่บริเวณท้ายทอย โดยใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้กดลงไปที่ "จุดฟงฉือ" ที่อยู่สองข้างของต้นคอ ซึ่งจุดนี้สังเกตง่ายๆ คือจะอยู่ตรงบริเวณรอยเชื่อมต่อระหว่างศีรษะกับต้นคอด้านบน กดแล้วผ่อน กดแล้วผ่อนต่อเนื่องประมาณสัก 1 นาที

อย่างไรก็ตามนอกจากจุดฟงฉือแล้ว ยังสามารถใช้นิ้วมือกดลงไปตรงจุดที่มีปัญหาหรือจุดที่สร้างความเจ็บปวดให้กั บเราได้อีกด้วยโดยไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

วิธีที่สี่ ให้ใช้มือขวาไปจับที่เส้นกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ด้านซ้าย นวดไปตรงเส้นที่เชื่อมต่อจากลำคอต่อเนื่องมาถึงหัวไหล่ ใช้แรงบีบลงไป เสร็จแล้วให้ใช้มือซ้ายไปจับที่เส้นกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ขวา นวดสลับสับเปลี่ยนกันไปเพื่อทำให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก

วิธีที่ห้า ใช้ฝ่ามือถูต้นคอเพื่อให้เกิดความอุ่นร้อนอีกครั้ง ซึ่งถ้าจะให้ดีก็สามารถทายาหม่องสมุนไพรลงไปด้วยก็ได้ เพราะนอกจากจะช่วยบำบัดอาการปวดคอแล้ว ยังสามารถลดการระคายเคืองจากการนวดได้อีกด้วย

และสุดท้าย วิธีที่หก ใช้หัวแม่มือกดที่ "จุดลั่วเจิ่ง" ซึ่งอยู่ตรงร่องกลางของต้นคอจากนั้นให้หมุนคอเป็นวงกลมจากซ้ายไปขวา โดยเมื่อกดลงไปแล้วจะรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้น แต่ถ้ากดแล้วเจ็บก็ต้องผ่อนแรงลงมา

เป็นไงครับ สำหรับ 6 วิธีง่ายๆ ในการนวดตัวเองเพื่อแก้อาการปวดคอจากการตกหมอน ไม่ยากใช่ไหมครับ ซึ่งถ้าหากทำตามหลักที่แนะนำไปทั้งหมด ก็จะสามารถช่วยในเรื่องนี้ หรือในรายที่ยังไม่ปวดคอ ก็สามารถนวดบริหารตามวิธีทั้ง 6 ก็ได้ ไม่ผิดกติกาประการใด

อย่างไรก็ตาม ก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ หมออยากฝากแง่คิดหรือคำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อ "ป้องกัน" อาการปวดคอที่อาจจะเกิดขึ้นกับทุกคนได้สักนิด เพราะถ้าหากเราดูแลรักษาคอของเราให้ดีแล้ว ปัญหาก็อาจจะไม่เกิดขึ้น หรือถ้าเกิดขึ้นก็ไม่รุนแรงอะไร

ข ้อควรจำประการแรกคือ ต้องหมั่นบริหารคอเป็นประจำเพื่อให้คอเกิดความแข็งแรง ขณะเดียวกันต้องจำให้ขึ้นใจด้วยว่า เวลานอน อย่านอนหมอนที่สูงเกินไป แข็งเกินไป รวมทั้งเวลานอน ไม่ว่าจะนอนหงาย นอนคว่ำ หรือนอนตะแคง ต้องให้ศีรษะมีความสมดุล ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง

สำหรับในรายที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ไปในประเทศที่มีอากาศเย็น เวลานอนต้องพยายามห่มผ้าให้ถึงบริเวณต้นคอด้วย ไม่เช่นนั้นแล้ว ความเย็นอาจแทรกซึมเข้ามาทำร้ายต้นคอและทำให้เกิดการปวดคอได้

แ ต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อเกิดอาการปวดคอขึ้นมาอย่าปล่อยปละละเลย ต้องรีบหาทางรักษาตัวเองเบื้องต้น และถ้าไม่หายต้องรีบไปพบหมอในทันที....

ที่มา http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000068702