++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ memo แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ memo แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2550

เทคนิคการอ่านบันทึกเฉพาะเรื่องที่สนใจจาก blog คนจุดตะเกียงที่หลายหลาย

ใน blog แห่งนี้ มีบันทึกหลากหลายเรื่อง แล้วแต่ความต้องการในการถ่ายทอด
และสื่อสารเรื่องราวต่างๆสู่ชาวโลก
ไม่มีกรอบ หรือข้อจำกัดแต่อย่างใด
อาจทำให้ค้นหาบันทึกเฉพาะเรื่องที่ต้องการอ่าน หายาก

เช่น บันทึกรัก หรือบันทึกที่เกี่ยวกับวิทยากร เชียงกูล
แต่วันนี้ สามารถที่จะติดตามอ่านบันทึกเฉพาะเรื่องที่สนใจได้แล้ว จาก label ที่ระบุไว้ท้ายบันทึก
ซึ่งจะเป็นหมวดหมู่ของบันทึกนั้นๆ

การติดตามอ่าน
บันทึกรักจากชายคนหนึ่ง
สามารถ save ที่อยู่นี้ คือ
http://onknow.blogspot.com/search/label/NB_love

หากต้องการดึงบันทึกไปอ่านโดยการใช้ระบบ rss feed เพื่อไปอ่านทาง google reader
http://onknow.blogspot.com/feeds/posts/default/-/NB_love

ส่วนการติดตามบันทึกเกี่ยวกับวิทยากร เชียงกูล, แฟนพันธุ์แท้, เรื่องราวของการก่อตั้งชมรมศึกษางานเขียนของ อ.วิทยากร ฯลฯ
สามารถ save ที่อยู่นี้ คือ
http://onknow.blogspot.com/search/label/witayakorn

หากต้องการดึงบันทึกไปอ่านโดยการใช้ระบบ rss feed เพื่อไปอ่านทาง google reader
http://onknow.blogspot.com/feeds/posts/default/-/witayakorn

สะดวกแบบไหน เลือกติดตามอ่านได้เลย



วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2550

คลิปวิดีโอการพบกับนักเขียนในดวงใจ "วิทยากร เชียงกูล" ฝันที่เป็นจริงของแฟนพันธุ์แท้จากบุรีรัมย์


สำหรับนักอ่านที่ติดตามผลงานเขียนของนักเขียนในดวงใจอย่างต่อเนื่อง มาเป็นเวลากว่า 10 ปี ย่อมถือว่า ไม่ธรรมดาเลย ยิ่งเป็นผลงานของนักคิดนักเขียนอย่าง "วิทยากร เชียงกูล" ผู้ที่เขียนผลงานในแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยิ่งถือว่าไม่ธรรมดา






ผลงานเขียนของวิทยากร เชียงกูลนั้น มีกลุ่มผู้อ่านที่ติดตามอย่างเหนียวแน่นอยู่ส่วนหนึ่ง รวมทั้งแฟนพันธุ์แท้คนนี้ จากบุรีรัมย์ด้วย



เมื่อ 27 พ.ค.2550 คุณนิด แฟนพันธุ์แท้จากบุรีรัมย์ได้เดินทางมาพบกับวิทยากร เชียงกูล ตัวจริง เสียงจริงที่ โฮมโปร ปากเกร็ด กับการที่ได้พบนักเขียนในดวงใจที่ถือว่า เหมือนฝันที่เป็นจริง นี่คือ คลิปวิดีโอในการพบปะกันครั้งนี้ครับ











ลองคลิกฟังเสียงดูนะครับ เสียงอาจจะเบาไปบ้าง..


ต้องถือว่า เป็นความตั้งใจอย่างแรงกล้า สำหรับสาวน้อยคนนี้ที่เดินทางจากบุรีรัมย์ เพื่อมาพบกับ อาจารย์วิทยากร เชียงกูล สุดยอดนักเขียนในดวงใจของเธอ และเธอยิ่งปลื้มใจอย่างมาก เมื่อ อ.วิทยากร เชียงกูล ยินดีให้เธอพบ ซึ่งก่อนที่เธอจะได้พบนั้น เธอตื่นเต้นยินดีอย่างมาก


จะมีสักกี่คนที่ติดตามผลงานของสุดยอดนักเขียนในดวงใจมากว่า 10 ปี แล้วมีโอกาสได้มาพูดคุยกับตัวจริง มีโอกาสที่จะบอกว่า เธอชอบวิทยากร เชียงกูลตรงไหน ได้มองหน้า แววตา พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด ประสบการณ์ มุมมอง ได้พูดคุยในแบบคนที่รักการอ่านหนังสือให้นักเขียนได้รับฟัง

ฝ่าย อ.วิทยากร เชียงกูล กล่าวว่า ที่มาพบกับแฟนพันธุ์แท้คนนี้ เพราะต้องการเปิดมุมมอง ขยายฐานความรู้ ความคิดเห็นใหม่ๆ พร้อมกับมอบหนังสือที่เป็นผลงานเขียนของท่านพร้อมลายเซ็นต์ให้ 2 เล่มกับมือ ให้แฟนพันธุ์แท้ได้พูดคุยอย่างใกล้ชิดกว่า 90 นาที เต็มอิ่ม ซึ่งเธอมัวแต่ตื่นเต้นที่ได้พบกับสุดยอดนักเขียนในดวงใจ เลยยังคุยได้ไม่เต็มที่ ในสิ่งที่อยากจะคุยด้วย ซึ่งโอกาสต่อไปที่จะได้พบกับ อ.วิทยากร เชียงกูล เธอจะพูดคุย แลกเปลี่ยนทัศนะอย่างเต็มอิ่ม

นอกจากนั้น ยังได้ตามรอยของวิทยากร เชียงกูล ไปเยือนสวนประวัติศาสตร์ที่ ม.ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์อีกด้วย












ซึ่งการที่คุณนิด แฟนพันธุ์แท้ที่เดินทางมาจากบุรีรัมย์ ได้มีโอกาสได้พบกับสุดยอดนักเขียนในดวงใจในครั้งนี้ เนื่องจากการติดต่อประสานงานของ คุณสุขพงศ์ คหวงศ์อนันตจากสำนักพิมพ์วิญญูชนในการติดต่อทั้งทางอีเมล์ และโทรศัพท์ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ดังที่ได้บันทึกเรื่องราวไว้ดังนี้


+เมื่อถึงเวลาที่แฟนพันธุ์แท้วิทยากร เชียงกูล จะได้พบนักเขียนในดวงใจ (10 พ.ค.2550)
+การติดตามถามไถ่ ส่งข่าวสารของคนทำหนังสือให้ อ.วิทยากร เชียงกูล ต่อแฟนพันธุ์แท้แห่งบุรีรัมย์ (20 เม.ย.2550)
+เมื่อแฟนพันธุ์แท้จากบุรีรัมย์ ไปพบวิทยากร เชียงกูรไม่ได้ในเดือน เม.ย.2550 นี้(18 เม.ย.2550)
+.น้ำใจของการช่วยเหลือของคนขายหนังสือ หัวใจของการแบ่งปัน เชื่อมโยงความฝันที่เป็นจริงของแฟนพันธุ์แท้กับนักเขียนในดวงใจ (9 เม.ย.2550)
+
ฝันที่เป็นจริงของแฟนพันธุ์แท้ของวิทยากร เชียงกูล (9 เม.ย.2550)


+เมื่อแฟนพันธุ์แท้แห่งบุรีรัมย์อยากเจอวิทยากร เชียงกูล จริงๆ (8 เม.ย.2550) +


+ตามรอยวิทยากร เชียงกูล กับแฟนพันธุ์แท้จากบุรีรัมย์ : มหัศจรรย์ของโอกาสและกาลเวลา(5 เม.ย.2550)


+ + นั่นคือ น้ำใจไมตรีที่ได้รับอย่างเกินความคาดหมายจากคุณสุขพงศ์ ซึ่งคุณนิด อยากที่จะมีโอกาสได้พบกับคุณสุขพงศ์สักครั้งหนึ่งเช่นเดียวกัน....

ในราวๆเดือน กรกฏาคม 2550 นี้ คุณนิดอาจจะเข้าไปทำภาระกิจใน กทม.อีกครั้ง และถ้าเป็นไปได้ อยากที่จะหาโอกาสพบกับคุณสุขพงศ์ และ อ.วิทยากร อีกครั้งหนึ่ง สำหรับแฟนพันธ์แท้ที่ติดตามและชื่นชอบผลงานของวิทยากร เชียงกูล สามารถที่จะติดต่อพูดคุย แลกเปลี่ยนทัศนะ กับคุณนิด สำหรับท่านที่รักและชื่นชอบในผลงานของวิทยากร เชียงกูล ได้ตลอดเวลาครับที่ อีเมลติดต่อ

หรือถ้าเป็นคนคอเดียวกัน เป็นแฟนพันธุ์แท้เหมือนกันกับคุณนิด ก็ไปพบปะพูดคุยกับนักเขียนในดวงใจด้วยกันเลย..


คงไม่บ่อยครั้งนักนะครับ ที่จะมีภาพถ่าย และคลิปวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ได้พบกับนักเขียนในดวงใจ ในแบบนี้ครับ







ทุกนาทีที่ผ่านไป หนูนิดนั่งคุยกับนักเขียนในดวงใจ "วิทยากร เชียงกุล" อย่างเต็มที่ซึ่ง อ.วิทยากร ได้สนทนาแลกเปลี่ยนกับหนูนิด อย่างออกรสชาติและเป็น กันเอง



รอยยิ้มและอิริยาบทที่ดูสบายๆเช่นนี้ของ อ.วิทยากร เชียงกูล หาชมได้ยากนะครับเพราะมักจะเห็นภาพของ อ.วิทยากร ในอิริยาบทที่เคร่งขรึม ซึ่งภาพนี้ต้อง ใช้ความไวในการจับภาพ ณ เวลานั้น หากได้มีโอกาสได้นั่งฟังการสนทนาของ แฟนพันธุ์แท้กับนักเขียนในดวงใจในช่วงเวลานั้น จะได้สัมผัสกับการพูดคุยที่ กันเองและออกรสชาติอย่างถึงใจ จนสีหน้าของ อ.วิทยากร ปรากฏรอยยิ้มอย่างที่เห็น...










อ.วิทยากร เชียงกูล ทั้งใจดี และคุยอย่างกันเองมากๆ จนทำให้หนูนิด แฟนพันธุ์แท้ คลายความเขิน พูดคุยได้อย่างที่ใจอยากจะคุย







Technorati : , , , ,

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

ส้มตำแด่คนที่คิดถึง

หลายคนชอบกินส้มตำ แม้แต่คนที่กำลังคิดถึง ก็ขาดไม่ได้
เลยเอามาฝากเสียเลย



เอาให้เต็มที่เลยครับ



แซบ



กินแล้ว คงจะ happy ประมาณนี้




Technorati : , , , ,

What did the buddha teach?


Eighty years before the commencement of the Buddhist Era, a great man was born into the world. He was the son of King Suddhodana and Queen Siri Maha Maya of Kapilavastu of the Sakka country which is now within the boundaries of Nepal. His name was "Siddhatta". Thirty-five years later, Prince Siddhatta attained Supreme Enlightenment and thereafter became known as the "Enlightened One" or the "Lord Buddha" as he is called in Thai. He proclaimed his "Dhamma" or Universal Truth to the people; and thereafter, the Buddhist religion (the Teaching of the Buddha) and the Buddhist community of disciples came into existence. The community was composed of bhikkus or monks (including samaneras or male novices0, bhikkunis or nuns (including samaneris or female novices), upasakas or male lay followers and upasikas or female lay followers. At present, in Thailand, we have only monks and novices, upasakas or Buddhist laymen and upasikas or Buddhist laywoman. A monk is a man who has been ordained and conducts himself in accordance with the precepts laid down for a monk. A novice is a person under or over 20 years of age who has been ordained and conducts himself in accordance with the percepts laid down for a novice. A Buddhist layman or laywoman is one who has taken refuge in the Triple Gem. i.e. the Buddha, the Dhamma and the Sangha, and observes the precepts applicable to layman and laywoman. At present we call layman and laywoman, whether of age or under age, "Buddhamamaka" and "Buddhamamika" respectively, meaning "he or she who believe in the Buddha". "Buddhism" has spread from its place of birth into the various countries of the world.


The focus point of worship in Buddhism is the Ti-Ratana (the Triple Gem) namely the Buddha who by himself discovered, realized and proclaimed the Dhamma, thereby establishing the Buddhist religion, the Dhamma (Universal Truth) discovered, realized and proclaimed by the Buddha and the Sangha or community of those who here, follow and realize the Buddha's Teachings. Some members of the Sangha become monks and help in the dissemination of Buddhism and the perpetuation of monkhood up to the present time.


Everyone who is initiated into the Buddhist religion, whether a layman, a laywoman or a monk, ought to conform to a preliminary rule, namely one must solemnly promise to take refuge in and accept the Triple Gem as one's own refuge or, in other words, to regard the Buddha as one's father who gives birth to one's spiritual life. A Buddhist may associate himself or herself with people of other faiths and pay repect to objects of reverence of other religion in an appropriate manner in the same way as he or she may pay respect to the father, mother or elders of other people while having at the same time his or her own father. He will not lose his Buddhist religion as long as believes in the Triple Gem, just as he will remain the son of his own father as long as he does not disown him and adopt someone else as his father instead, or just as he will remain a Thai as long as he does not adopt another nationality. Buddhism therefore, is not intolerant, Its follwers may will associate with people of other nationalities as regions. Buddhism does not teach disrespectfulness to any one. On the contrary, in declares that respect should be paid to all those to whom respect is due and that the Dhamma should not be withheld from the knowledge of others and kept only to oneself. Whoever desires to study and practice the Dhamma may do so without having to profess first the Buddhist faith. The Dhamma as proclaimed by Buddhist region, will help to demonstrate that it is "Truth" that will be beneficial and bring happiness in the present life. The essence of the entire Buddhist teachings lies in the Four Nobles Truths.


Noble Truth (Ariya-Sacca) is short for "truth of the noble ones (or of those who have attained a high degree of advancement)", "truth attainable by the node ones", "truth by which one is ennobled". It should first be understood that it is not simply truth that is agreeable to the world or to oneself, but truth that is directly born of wisdom. The four Noble Truth are :-
1. Dukkha or suffering; which means birth, decay and death which are the normal incidents of life. It also means sorrow, lamentation, pain, grief and despair which are at times experienced by our body and mind. To be separated from the pleasant, to be disappointed, or to be in contact with the unpleasant are also suffering. In short our body and mind are subject to suffering or, in other words, we say that our existence is bound up with suffering.
2. Samudaya; which means the cause of suffering, which the desire. It is compelling urge of the mind, such as the longing to own what we desire, to be what we desire to be, or to avoid those states to which we feel aversion.
3.Nirodha; which means cessation of suffering which connotes extinction of desire or such longing of the mind.
4. Magga; which means the way to the cessation of suffering; which is the noble eightfold Path, namely Right Understanding, Right Intention, Right Speech, Right Action, Right Livelihood, Right Effort, Right Mindfulness and Right Concentration.


Some people believe that Buddhism is pessimistic in outlook because its teachings deal only with suffering and are of so high a standard that ordinary people are unable to practice it because it advocates extinction of desire, which is very difficult to accomplish. Since such misunderstanding exists, clarification is necessary before the Noble Truth can be death with. The Buddhist religion in neither wholly pessimistic nor wholly optimistic. It derives its outlook from truth, i.e. truth which can only be understood through a combination of insight and purity of mind.


According to the history of Buddhism, the Buddha did not enunciate the Four Noble Truths to any one lightly. He would first feed the minds of his listeners with other points of the Dhamma until they became pure enough to be receptive to higher teaching. Then He would expose the Four Noble Truths to them. The other points of the Dhamma that are constantly stressed particularly to layman, are Dana or charity, Sila or morality, the natural and logical result of charity and morality which is bliss (meaning happiness and prosperty even in this life), the dangers of sensuality (anything that binds one to love and desire) and the advantages to be derived from the renunciation of sensuality. This method of gradual teaching adopted by the Buddha is comparable to the present day method of education. We may say that the four Noble Truths were taught at university level; pupils at lower educational levels were taught other points of the Dhamma suitable to their understanding. The Buddha would never teach the Dhamma beyond the comprehensive of his listeners, for to have done so would not have benefited anyone. For those who are in search of knowledge, although they may not be able to comply with the Four Noble Truths, study of this fundamental point of the Dhamma would certainly advance their rational knowledge of truth and may make them consider how much they can in practice comply with it in spite of the fact that they are still unable to rid themselves of desire. Such consideration is possible as in the following instances : -
1. Every one wants to be happy and never wants to suffer. But why are people still suffering and unable to do away with their own suffering themselves? Sometimes, the more they try to ger rid of them, the more they suffer. This is because they do not know what is the true cause of suffering and what is the true cause of happiness. If they knew, they would be successful. They would eliminate the cause of suffering and create the cause of happiness. One of the important obstacles to this success is one's own heart. Because we comply too much with the dictates of our hearts, we have to suffer.


2. In saying that we comply with the dictates of our hearts, in facts, we mean that we are gratifying desire or those compelling urges of the heart. In worldly existence, it is not yet necessary to suppress desire totally because desire is the driving force that brings progress to the world and to ourselves. But desire must be under proper control and some limit should be set for satisfying it. If desire could be thus restricted, the probability of a happy life in this world would be much greater. Those who start fires that burn themselves and the world are invariably people who do not restrict the desires of their hearts within proper bounds. If we wish to acquire knowledge, we should study hard. If we desire rank the wealth, we should persevere in our duty to the best of our ability. This is tantamount to observing the Noble Eightfold Path in relation to the world, which is at the same time acting in accordance with the Dhamma.


3. But human beings require some rest. Our bodies need rest and sleep. Our minds also must be given time to be emply. If they are at work all the time, we cannot sleep. Among those who take pleasure in forms and sounds there are, for example, some who are fond of good music; but if they were compelled to listen to music too long, the lovely music constantly sounding in their ears would become a torment. They would run away from it and long for a return of silence or tranquility. Our mind requires such tranquility for a considerable time every day. This is rest for the mind or in other words the extinction of desire which, in fact, amounts to elimination of suffering, Therefore, if one really understands that elimination of suffering is nothing but keeping the mind at rest and that rest is a mental nourishment which is needed every day, then one will begin to understand the meaning of Nirodha.
4. We should go on to realize that when our mind is restless it is because of desire. The mind then causes us to act, speak and think in consonance with its agitated state. When gratified, it may become peaceful; but only momentarily, because action dictated by a restless mind may very soon afterwards bring us intense pain and severe punishment or make us consciencestricken and cause us to regret it for a very long time. So let it be known that a person with his mind in such a state is termed a "slave of desire". Then is there a way to overcome desire or to master the desire in our own hearts? Yes, there is the Noble Eightfold Path that leads to the extinction of suffering, namely :
(1) Sammaditthi or Right Understanding, meaning an intellectual grasp of the Four Noble Truths or of the true nature of existence even in a simplified form as outlined in the preceding paragraphs.
(2) Sammasankappa or Right Intention, meaning intention to be free from all bonds of Dukkha. Such intention should be free from revenge, hatred and harmfulness.
(3) Sammavaca or Right Speech, meaning abstinence from lying; from tale-bearing and vicious talk that cause discord; from harsh language; and from vain irresponsible and foolish talk.
(4) Sammakammanta or Right Action, meaning avoidance of killing and torturing, or theft and misappropriation and of adultery.
(5) Sammaajiva or Right Livelihood, meaning rejection of wrong means of livelihood and living by right means.
(6) Sammavayama or Right Effort, meaning effort to avoid the arising of evil; effort to overcome evil and demeritorious states that have already arisen; effort to develop good and beneficial states of mind and effort to maintain them when they have arisen.
(7) Sammasati or Right Mindfulness, meaning dwelling in contemplation of the true stations of the mind, for instance, the Satipatthana or four Stations of Mindfulness which are the Body, Sensation, Mind and Dhamma.
(8) Sammasamadhi or Right Concentration, meaning the fixing of the mind upon a single deed which we wish to perform along the right path.
The Noble Eightfold Path is in reality one complete path with eight component parts which may be summed up in three stages of training (sikkha) namely :
Sila Sikkha or Training in Morality, which include Right Speech, Right Action and Right Livelihood. In general this means that whatever we say or do, we must say or do in the right way. This also applies to our livelihood. We must reject wrong means of livelihood and live by right ones. If we do not yet have a means livelihood, for instance if we are students depending on the support of our benefactors, we must spend the money given us properly and not squander it extravagantly. We must learn to control ourselves and refrain from spending it wrongly or improperly on ourselves and our friends.


Citta Sikkha or Mental Training, which includes Right Effort, Right Mindfulness and Right Concentration. Generally speaking, the subject of the mind is very important. We must study and train our minds. It is not really difficult to do so if only we can get started. For instance we can begin developing diligence, train ourselves in mindfulness and cultivate our memories by focusing our minds on what is beneficial and by practicing concentration, Such training can be applied to our study since it requires diligence and proper use of our memory and powers of concentration.


Panna Sikkha or Training in Wisdom, which includes Right Understanding and Right Intention, Generally speaking, man succeeds in his own development through insight by means of which he makes right decisions. Right intention means right deliberation and right understanding leads to right decision. Students in the various fields of study all aim at acquiring wisdom in order to enable them to deliberate rightly and arrive at correct decisions in accordance with reason and reality. The training in wisdom should in particular include the knowledge of Ti-lakkhana or the Three Characteristics of Existence and the practice of Brahma-Vihara or the Four Sublime States of Consciousness.




วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

ทำความรู้จักเบื้องต้นกับ หลวงปู่ ติช นัท ฮันท์

ช่วงนี้ได้ยินชื่อของหลวงปู่ ติชนัท ฮันท์อยู่บ่อยครั้ง
สำหรับคนที่ไม่สนใจเรื่องราวรอบตัว อาจจะไม่รู้ว่า ท่านคือใคร

หลวงปู่ ติช นัท ฮันท์ เป็นพระนิกายเซ็นต์ชาวเวียดนามที่ชาวตะวันตกรู้จักเป็นอย่างดี
ท่านเป็นพระสงฆ์ที่ลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส ช่วงก่อนที่เวียดนามใต้จะแตก ไปสร้างหมู่บ้านพลัม ที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นศูนย์รวมพระสงฆ์

เวียดนาม

หลวงปู่ ได้มีโอกาสไปศึกษา ศาสนาเปรียบเทียบที่ มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ที่ซึ่งไอสไตน์เคยอยู่
ท่านเป็นพระวิปัสสนา

ท่านมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เมื่อ มาติน ลูเธอคิงส์ เสนอชื่อท่านเข้ารับรางวัลโนเบล

หลวงปู่ ติช นัท ฮันท์ มีชื่อเสียงในแง่ที่ปเนผู้เคลื่อนไหวให้โลกนี้เกิดสันติภาพ
ท่านเป็นผู้ลี้ภัย ซึ่งสามารถเปลี่ยนปัญหา ให้เป็นปัญญา
หลวงปู่ เชี่ยวชาญหลายแขนง รอบรู้ด้านศาสนาอย่างหาตัวจับยาก เป็นทั้งกวี นักเขียน ใช้ภาษาอันงดงามเผยแพร่หลักธรรมะอย่าง

ลุ่มลึก ซึ่งโดนใจคนรุ่นใหม่ จนเป็นที่รู้จักของปัญญาชนในโลกตะวันตก และเป็นที่รู้จักในเวทีโลกอย่างมากมาย

เมื่อมองดูรูปท่าน จะสังเกตเห็นว่า ท่านมักจะถือหมวกเวียดนาม ซึ่งอาจมีความหมาย แสดงถึงความเป็นชาติ ไม่ลืมถิ่นฐานบ้านเกิด

ส่วนเด็กที่เห็นอยู่ใกล้ๆท่าน อาจสื่อถึง เด็ก คืออนาคต จะเป็นคนที่จะเติบโตต่อไป เป็นคนสันติภาพ ไม่โกงกิน และจะทำประโยชน์

ให้กับโลกใบนี้อีกมากมาย

หลวงปู่ ติช นัท ฮันท์ เดินทางมาที่เมืองไทยอยู่บ่อยๆ

20 พ.ค. หลวงปู่ ก็เดินทางมาเมืองไทย มาร่วมเทศกาลวิสาขบูชาโลก

หลวงปู่มีหมู่บ้านพลัม กระจายไปทั่วโลก ซึ่งในเมืองไทย กำลังจะก่อสร้างหมู่บ้านพลัม สาขาเมืองไทยที่เชียงใหม่ เพื่อเป็นสถานที่

เจริญสติ พัฒนาสมาธิ ปัญญา วิปัสสนา

เมื่อหลวงปู่เดินมา สันติภาพก็กำลังเดินทางมาถึงแล้ว



หากใครสนใจแนวคิด เรื่องราวของหลวงปู่ ติช นัท ฮันท์ ต้องอ่าน ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ซึ่งขายไปกว่าล้านเล่มเข้าไปแล้ว

ส่วนหนังสืออีกเล่มที่เกี่ยวกับหลวงปู่ ที่ออกใหม่ คือ พ็อคเกตบุคส์ ชื่อ ผู้เริ่มต้น Beginning New โดย สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์

ซึ่งกำลังขายดีเช่นกัน




ถึงแม้ว่าจะเป็นพระเซนที่สามารถจับผู้หญิงได้โดยไม่บาป




ที่มาของรูป http://www.oknation.net/blog/art/2007/05/21/entry-1

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

เปลี่ยนหน้าตาบล็อก คนจุดตะเกียง

16 พ.ค.2550 13.15 น.

กับบล็อกเล็กๆแห่งนี้ ที่มีบันทึก ข้อความต่างๆ ทั้งที่มีสาระ และเรื่องราวที่อยากถ่ายทอดตามหัวใจ
ได้เปลี่ยนหน้าตา เป็นสีเหลืองอย่างที่เห็นครับ
เพื่อความชุ่มชื่นหัวใจ ความสดใสในโลกใบเดิม


วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

คนรุ่นใหม่กับการจากไปของท่านผู้หญิง พูนสุข พนมยงค์ และเพ็ญศรี พุ่มชูศรี

การเสียชีวิตของผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน
ท่านผู้หญิง พูนสุข พนมยงค์
เพ็ญศรี พุ่มชูศรี – ศิลปินแห่งชาติ
มีข่าวคราวปรากฏในสื่อของไทย และที่ ASTV มีการจัดช่วงเวลาไว้อาลัยท่านผู้หญิงพูนสุข โดยเฉพาะ

เด็กรุ่นปัจจุบัน วัย 20 ปี สงสัยว่า ใครหรือ ทำไมต้องเอามาออกข่าว
น่าจะมีข่าวของดารานักร้องชื่อดังมากกว่า

เห็นคำถามของวัยรุ่นยุคนี้แล้ว เมื่อมองสื่อ ต้องยอมรับว่า พื้นที่สื่อในปัจจุบัน เป็นพื้นที่ของวัยรุ่น
หากเป็นข่าวคราวของดารา นักร้อง จะมีพื้นที่ในสื่อมากกว่า บุคคลสำคัญในอดีต
ท่านผู้หญิง พูนสุข มีแนวทางการดำเนินชีวิต และข้อคิดต่างๆเกี่ยวกับตัวท่านมากมาย
แต่ได้รับความสนใจพอสมควร



ท่านผู้หญิงพูนสุข พนมยงค์


กลับกัน ถ้าเป็นข่าวของดารา นักร้อง จะได้รับความสนใจอย่างมาก
พาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ตัวโตๆ เป็นข่าวหลายวัน
ทั้งๆที่ไม่ค่อยมีสาระที่น่าสนใจมากมายนัก
มีแต่ความหลงใหล คลั่งไคล้ ชื่นชอบเท่านั้น


ขอร่วมไว้อาลัย แด่ ท่านผู้หญิงพูนสุข พนมยงค์ ณ ที่นี้ด้วย

ภาพและข้อมูลส่วนหนึ่งนำมาจาก

บันทึกของ ชีพธรรม คำวิเศษณ

http://blog.tri333.net/2007/05/blog-post_12.html

บันทึกท่านผู้หญิงพูนสุข พนมยงค์ เขียนบันทึกพินัยกรรม
คำสั่งถึงลูกๆทุกคน

เมื่อแม่สิ้นชีวิต ขอให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้

๑)นำส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทันที เมื่อหมอตรวจว่าหมดลมหายใจแล้ว

๒)ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆทั้งสิ้น

๓)ประกาศทางวิทยุ และลงหนังสือพิมพ์เพื่อแจ้งข่าวให้ญาติมิตรทราบ

๔)ไม่มีการสวดอภิธรรม ทั้งนี้ไม่รบกวนญาติมิตรที่ต้องมาร่วมงาน

๕) มีพิธีไว้อาลัยที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ โดยนิมนต์พระที่แม่นับถือแสดงธรรมกถา (เช่นเดียวกับที่จัดให้ปาล) และทำบัตรรับหนังสือที่ระลึก

๖)ไม่รบกวนญาติมิตร ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ หรือเงินช่วยทำบุญ

๗)เมื่อโรงพยาบาลคืนศพมาก็ทำการฌาปนกิจอย่างเรียบง่าย

๘)ให้นำอัฐิและอังคารไปลอยที่ปากน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นสถานที่ๆแม่เกิด

๙)หากมีเงินบ้าง ก็ขอให้บริจาคเป็นทาน แก่มูลนิธิต่างๆ ที่ทำสาธารณกุศล

๑ ๐)ขอให้ลูกทุกคนปฏิบัติตามที่แม่สั่งไว้อย่างเคร่งครัด ไม่ต้องฟังความเห็นผู้หวังดีทั้งหลาย ลูกๆที่ปฏิบัติตามคำสั่งของแม่จงมีความสุข ความเจริญ

พูนศุข พนมยงค์

เขียนไว้ที่บ้านเลขที่ ๑๗๒ สาธร ๓ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑

แม่มีอายุครบ ๘๖ ปี ๙ เดือน


นิตยสาร สารคดี http://www.sarakadee.com/feature/2000/04/poonsook.htm
รำลึกถึงความหลัง http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=12&s_id=2&d_id=11
ภาพอดีต http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9480000078491

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

อาสาสมัครอ่านหนังสือบันทึกเสียงของห้องสมุดคนตาบอดแห่งชาติ

คุณสมบัติของอาสาสมัครอ่านหนังสือบันทึกเสียง คือ...
มีทักษะในการอ่านหนังสือออกเสียงอยู่ในเกณฑ์ดี
สามารถเปล่งเสียงภาษาไทยได้ชัดเจน
มีเวลามาบันทึกเสียงได้ไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์
สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ดี

ส ำหรับท่านที่ใช้คอมพิวเตอร์ไม่ได้ จะต้องมีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาไทยได้ดีและถูกต้อง ซึ่งกรณีนี้ทางห้องสมุดยินดีที่จะบันทึกเสียงให้ท่านด้วยระบบห้องควบคุมโดยเ จ้าหน้าที่คนตาบอด

หนังสือที่ทำการอ่านบันทึกเสียงให้คนตาบอดเป็นประจำ ได้แก่...
หนังสือตำราเรียนระดับมัธยมตัน ถึงระดับปริญญาโท
เ อกสารรายงานการวิจัยต่างๆ รวมทั้งข่าวสารทุกชนิด ซึ่งคนตาบอดจำเป็น และจะต้องใช้ในการเสริมทักษะและความรู้ทั้งทางด้านการเรียน การศึกษา และการทำงาน ตลอดทั้งในการใช้ชีวิตประจำวัน
หนังสืออื่นๆ เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรม สารคดีต่างๆ และประเภทอื่นๆ เท่าที่จะสามารถหามาได้

ท ั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือหนังสือหรือเอกสารที่คนตาบอดได้นำมาฝากไว้เพื่อรอการอ่านเพื่อผลิตเป็นหน ังสือเสียง ในระบบเทปคาซเซ็ทหรือ CD ต่อไป

ถ้าอาสาสมัครไม่สะดวกที่จ ะอ่านหนังสือที่ห้องสมุดมีรออยู่ แต่จะอ่านหนังสือที่ท่านมีหรือเห็นว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่าน่าสนใจ และจะเป็นประโยชน์กับคนตาบอด และบุคคลทั่วไปทางห้องสมุดก็ยินดี... เพราะเรายังต้องการหนังสืออีกมากและหลากหลายประเภท แต่ขอความกรุณาให้ท่านแจ้งก่อนทุกครั้งที่จะอ่านเพื่อป้องกันมิให้ซ้ำกับของ เดิมที่มีอยู่

กรณีที่จะอ่านบันทึกเสียงที่บ้าน
ไม่มีเสียงรบกวน
โทรศัพท์แจ้งชื่อหนังสือก่อนทำการอ่านบันทึกเสียง

น อกจากนี้.. ท่านสามารถร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของห้องสมุดโดยบริจาค เทปเปล่า แผ่นซีดี หรือบริจาคเงิน โดยโอนเงินเข้าบัญชี "มูลนิธิของคนตาบอดไทย" ได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาถนนดินแดง ประเภทสะสมทรัพย์ เลขที่บัญชี 128-0-854-850

สมาชิกที่มาใช้บริการ ของห้องสมุดนอกจากคนตาบอดแล้วยังมีผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการอื่นๆ ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่ไม่สามารถอ่านหนังสือเองได้

ห้องสมุดคนตาบอดแห่ งชาติตั้งอยู่ เลขที่ 85/1-2 ซอยบุญอยู่ ถนนดินแดง แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทร. 02–248 0555 และ 02–246 3835 ต่อ 200 และ 201 โทรสาร. 02-248 0556 เปิดทำการ 09.00 – 17.00 น. ทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

ก ารเดินทางเริ่มจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมุ่งหน้าถนนดินแดง หรือสามเหลี่ยมดินแดง ประมาณ 2 ป้ายรถเมล์ รถเมล์สายที่ผ่าน 12 , 69 , 92 จุดที่สังเกตคือสะพานลอยคนข้าม เลยสะพานลอยจะเห็นซอยบุญอยู่ ปากซอยมีร้านขายล้อแมกซ์อาคารสีเหลือง เข้าซอยบุญอยู่ มาประมาณ 150 เมตร ด้านซ้ายมือมีป้ายสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ห้องสมุดอยู่ชั้น 2

" ด้วยกุศลจิตอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ห้องสมุดคนตาบอดแห่งชาติในนามของคนตาบอดทั้งประเทศ ขออาราธนาคุณพระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประธานพรให้ท่านและครอบครัว จงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติทุกประการเทอญ..."

หมายเหตุ: เพื่อความสะดวกของท่านที่สนใจ ท่านสามารถเข้าร่วมโครงการ "อ่านหนังสือ เพื่อคนตาบอดไทย" ด้วยการอ่านหนังสือน่าอ่านที่บีทูเอสจัดขึ้น..

ณ ห้องผลิตหนังสือเสียงบีทูเอส เพื่อคนตาบอด
(B2S Audio Book Room For The Blind) ชั้น 3 บีทูเอส สาขาเซ็นทรัลเวิลด์
ทุกวันจันทร์ - อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 11.00 - 15.00 น. และ 17.00 - 20.00 น.

ขออนุโมทนา ...



ที่มา Blog ของคุณ forgiven

งานประเพณีบุญบั้งไฟ สายสัมพันธ์ 120 ปี ไทย – ญี่ปุ่น

ที่มา โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 พฤษภาคม 2550 14:19 น.
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9500000052497


ยโสธร จัดงานประเพณีบุญบั้งไฟขึ้นระหว่างวันที่ วันที่ 11 -13 พ.ค. นี้ ในงานนอกจากจะได้ชมกิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับบั้งไฟแล้ว ยังมีการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมบั้งไฟจากเมืองชิชิบุ ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

จังหวัดยโสธรร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กำหนดจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟขึ้น ซึ่งงานประเพณีบุญบั้งไฟถือเป็นงานประเพณีที่สำคัญของจังหวัดยโสธร จัดขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นประจำในทุกๆ ปี

สำหรับในปีนี้จังหวัดยโสธรกำหนดจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟขึ้นระหว่างวั นที่ 11 -13 พฤษภาคม 2550 โดยมีกิจกรรมน่าสนใจมากมาย ประกอบด้วย การประกวดกาพย์เซิ้งบั้งไฟ นิทรรศการตำนานบั้งไฟ การประกวดขบวนบั้งไฟสวยงาม และบั้งไฟโบราณ กิจกรรมการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม “บั้งไฟ” จากเมืองชิชิบุ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเมืองเมืองคู่แฝดด้านวัฒนธรรมกับจังหวัดยโสธร การประกวดแข่งขันไฟพะเนียง, ตะไล และดอกไม้ไฟ การแข่งขันจุดบั้งไฟขึ้นสูง การจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟยโสธรในปีนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมฉลองครบรอบ 120 ปี ความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย – ญี่ปุ่น

ทั้งนี้จังหวัดยโสธร ในปัจจุบันมีศักยภาพในการต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยมีโรงแรมห้องพักกว่า 300 ห้อง พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว มีเครือข่ายคมนาคมที่สะดวก ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวหลัก ๆ ได้หลายแห่ง อาทิเช่น พระธาตุอานนท์, ดงเมืองเตย, วัดพระพุทธบาทยโสธร นอกจากนั้นแล้วยังสามารถเลือกซื้อของฝาก สินค้าจากชุมชนของยโสธรมากมาย เช่น หมอนขวานผ้าขิต, ข้าวปลอดสารพิษ รวมถึงอาหารขึ้นชื่อจังหวัด คือ ปลาส้มยโสธร สำหรับผู้สนใจเที่ยวงานประเพณีบุญบั้งไฟ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ เทศบาลเมืองยโสธร 0-4531-1397 และ ททท. สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 2 โทร. 0-4524 -3770, 0-4525-0714

กำหนดการในพิธีเปิดงานประเพณี “บุญบั้งไฟยโสธร เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”


วันที่ 9-13 พฤษภาคม 2550

-จัดงานสวนสนุก มหรสพเวทีคอนเสิร์ต การจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้าทั่วไปที่บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร และบริเวณโรงเรียนเทศบาล 1 สุขวิทยากร ตั้งตรงจิตร 15
วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2550

เวลา 09.00 น. -ชมนิทรรศการตำนานบั้งไฟ ที่พิพิธภัณฑ์บั้งไฟ การจำหน่าย สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ต่าง ที่บริเวณการจัดงาน

เวลา 16.00 น. -คณะบั้งไฟสวยงาม จากคุ้มวัด / ชุมชน และคณะบั้งไฟโบราณจากอำเภอต่างๆ นำบั้งไฟมาโชว์ ตามแนวถนนแจ้งสนิทจาก หน้าศาลากลาง จังหวัดยโสธร ถึงหน้าศาล จังหวัดยโสธร

เวลา 16.00 น. -เริ่มการประกวดกาพย์เซิ้งบั้งไฟ โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและสภาวัฒนธรรมจังหวัดที่กองอำนวยการจัดงานหน้าท ี่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร

เวลา 18.30 น. -ประกาศผลการประกวดกาพย์เซิ้งบั้งไฟ และมอบรางวัลการประกวด โดยนายกเทศมนตรีเมืองยโสธร

เวลา 19.00 น. -เริ่มประกวดธิดาบั้งไฟโก้ ที่กองอำนวยการจัดงานหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร และการประกวดกองเชียร์ตามแนวถนนแจ้งสนิท

เวลา 22.00 น. -ประกาศผลการประกวดธิดาบั้งไฟโก้ และมอบรางวัลการประกวด โดยนายกเหล่ากาชาด จังหวัดยโสธร

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม 2550

เวลา 07.00 น. -ขบวนบั้งไฟสวยงาม ขบวนบั้งไฟโบราณ เตรียมความพร้อมก่อนจะเริ่มประกวดตามจุดที่กำหนด

เวลา 08.00 น. -ขบวนแห่อัญเชิญถ้วยพระราชทานฯ จากสำนักงานเทศบาลเมืองยโสธร ไปยังกองอำนวยการจัดงาน ถนนแจ้งสนิท หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร

เวลา 09.00 น. -คณะกรรมการเจ้าหน้าที่เตรียมพิธีเปิดงาน

เวลา 09.30 น. -ประธานพิธีเปิดงาน เดินทางถึงกองอำนวยการจัดงานหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร
-วงดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาฤกษ์
-ประธานในพิธี เปิดกรวยดอกไม้ ถวายสักการะพระบรม
สาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสร็จแล้วประธาน
ในพิธีไปที่แท่นรับคำกล่าวรายงาน
-ผู้ว่าราชการจังหวัด (นายวีระวิทย์ วิวัฒนวานิช) กล่าวรายงาน
ต่อประธานในพิธี
-ประธานในพิธีกล่าวเปิดและลั่นฆ้องชัยเปิดงาน จำนวน 3 ครั้ง
-เจ้าหน้าที่จุดพลุเสียง 80 ชุด และบั้งไฟ ตะไล 80 บั้ง
-ขบวนแห่มเหศักดิ์ ขบวนศูนย์วัฒนธรรมจังหวัด ขบวนแห่บั้ง
ไฟสวยงาม ขบวนแห่บั้งไฟโบราณ และอื่นๆ เคลื่อนขบวน
ผ่านหน้ากองอำนวยการ(ถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง
11 เวลา 10.00 น. – 11.00 น.)
-ชมการประกวดบั้งไฟสวยงาม บั้งไฟโบราณ และขบวนแห่จาก
คุ้มวัด / ชุมชน และอำเภอต่างๆ 18 ขบวน

เวลา 18.00 น. -เตรียมเข้าสู่บรรยากาศงานพาแลง ที่อาคารศูนย์ OTOP สวนสาธารณะพญาแถน
-คณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ และแขกผู้รับเชิญพร้อมกันที่บริเวณ
งานพาแลง

เวลา 19.00 น. -ประธานในพิธีเดินทางถึงบริเวณงานพาแลง
-ประธานในพิธีขึ้นไปยังเวทีประดิษฐานพระบรมสาทิสลักษณ์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
-ประธานในพิธี ถวายความเคารพและเปิดกรวยดอกไม้ ธูป
เทียนแพถวายสักการะ
-ประธานพิธีจุดเทียนชัยและจุดต่อโคมเทียนเสริมแล้วผู้ร่วมพิธี
จุดเทียนต่อจากประธานพิธี
-ประธานพิธีกล่าวราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมายุ 80
พรรษา เสร็จแล้ว
วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี (1 จบ)
-วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสดุดีมหาราชา โดยประธานในพิธีนำ
ร้องเพลงสดุดีมหาราชา (2 จบ)
-เสร็จพิธีจุดเทียนชัย

เวลา 19.15 น. -ประธานพิธี กล่าวเปิดงานพาแลง
-พิธีกรเชิญประธานพิธี มอบโล่เกียรติคุณให้กับผู้สนับสนุนการ
จัดงาน
-ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร (นายวีระวิทย์ วิวัฒนวานิช) กล่าว
ต้อนรับประธานพิธี และผู้ร่วมงานพาแลง
-นายกเทศมนตรีเมืองยโสธร (นายธนาวุฒิ ภักตรนิกร) กล่าว
ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และคณะจากประเทศญี่ปุ่น
-นายกเทศมนตรีเมืองชิชิบุ กล่าวแสดงความรู้สึก
-ร่วมรับประทานอาหาร และชมการแสดงดนตรี ชมการแสดง
ร่วมแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมจากเมืองยโสธร จากเมือง ชิชิบุ
ประเทศญี่ปุ่น
-ชมการประกวดแข่งขันบั้งไฟไทย (ไฟพะเนียง ,ตะไล และ
ดอกไม้ไฟ)

เวลา 22.00 น. -จบกิจกรรมงานพาแลง

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2550

เวลา 06.00 น. -คณะบั้งไฟประเภทต่างๆ รายงานตัวต่อกรรมการ ณ เต้นท์ตรวจสอบบั้งไฟ

เวลา 08.00 น. -ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ นายกเทศมนตรี จุดบั้งไฟเสี่ยงทาย
-เริ่มแข่งขันบั้งไฟแฟนซี และบั้งไฟขึ้นสูง ตามสูจิบัตร
เวลา 15.30 น. -เตรียมการพิธีมอบรางวัล การประกวดขบวนแห่บั้งไฟ บั้งไฟสวยงาม ขบวนแห่บั้งไฟโบราณ การแข่งขันบั้งไฟขึ้นสูง บั้งไฟแฟนซี กองเชียร์การประกวดบั้งไฟไทย

เวลา 16.00 น. -ประธานพิธี (นายวีระวิทย์ วิวัฒนวานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร) เดินทางมาถึงปรัมพิธี กองอำนวยการจุดบั้งไฟ
-พิธีกรเชิญประธานพิธีมอบรางวัลการประกวดแข่งขันบั้งไฟ
ประเภทต่างๆ
-ประธานในพิธี และผู้มีเกียรติถ่ายภาพร่วมกับคณะบั้งไฟที่
ได้รับรางวัลต่างๆ
--------------------------------


บั้งไฟทะยานขึ้นท้องฟ้า


บั้งไฟยโสธร


เมื่อบั้งไฟซุ เจ้าของบั้งไฟ ถูกโยนโคลน


รางวัลของผู้แพ้แต่สปิริตเปี่ยมล้น


บั้งไฟเอ้


ขบวนนางรำของ อบจ. ยโสธร





ที่มาของภาพ school.obec.go.th/.../webboard/view.php?topic=3