++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

บริโภคผักและผลไม้สัดส่วนแค่ไหนดี


เชื่อเหลือเกินว่าถึงยุคนี้ที่ใครๆ ก็หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น คงทราบดีว่ากินผัก และผลไม้นั้นเป็นของดี เพราะช่วยลดความเสี่ยง จากการเป็นโรคหัวใจ โรคลม ปัจจุบัน และมะเร็ง แต่ก็อาจจะมีคำถามให้สงสัยเล็กๆ ว่า แล้วต้องกินแค่ไหนถึงจะพอดี ในแต่ละวัน


บังเอิญไปพบข่าวนี้จากฝั่งอังกฤษโน่น เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ


ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำว่า ให้กินผัก-ผลไม้วันละ 5 ส่วน คำถามก็ตามมาว่าแล้ว 5 ส่วนนั้นน่ะมันใหญ่โตแค่ไหนกัน


กรมสุขภาพของเกาะอังกฤษประมาณการให้เสร็จ สรรพบอกว่าคะเนได้ง่ายมาก ผัก-ผลไม้ 1 ส่วน หนักประมาณ 80 กรัม หรือภาษาบ้านเราก็คือไม่ถึง 1 ขีด (100 กรัม) นั่น เอง


นอกจากประกาศให้แล้วทางกรมสุขภาพยังจะทำงานต่อไปอีก โดยจะปะยี่ห้อการันตีให้ว่าผลิตภัณฑ์ไหนที่พอจะนับเป็น 1 ใน 5 ส่วนได้ด้วย โดยขั้นต้นจะเริ่มปลายปีนี้ ป้าย 1 ส่วนจะแปะอยู่ตามผักสด อาหารกระป๋อง อาหารแห้ง และผลิตภัณฑ์พืชผักอื่นๆ ที่ไม่เติมน้ำตาล เกลือ หรือไขมัน เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น


ขอยกตัวอย่างให้ดูสักหน่อยว่าปริมาณผัก-ผลไม้ 1 ส่วนหรือ 80 กรัมนั้น น่าจะออกมาประมาณไหนดี ถ้าเป็นผลไม้อย่างแอปเปิ้ล หรือกล้วยก็คือผลขนาดกลาง ถ้าเป็นสลัดก็ ควรจะมีถั่ว หรือแครอท ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ หากเป็นซุปผักเข้มข้น 100 เปอร์เซ็นต์ หรือน้ำผักน้ำผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์กินได้ไม่จำกัด ปริมาณ


บรรดาตัวอย่างที่ยกมาอาจดูเป็นฝรั่งไปสักหน่อย ของไทยก็คงต้องลองปรับกันตามอัธยาศัย แต่ให้อยู่ใน ปริมาณที่ว่ามา รวมแล้วก็คือผัก-ผลไม้ วันละ 5 ส่วน ส่วนละ 80 กรัม ก็ตกประมาณวันละ 400 กรัม หรือ 4 ขีดแค่นั้นเอง ไม่มากมายอะไร.


วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550

เผยสมุนไพรกว่า 30 ชนิดมีฤทธิ์ช่วยชะลอความแก่







โดย ผู้จัดการออนไลน์17 มิถุนายน 2550 12:27 น
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000070104
















เ ผยผลวิจัยในห้องปฏิบัติการพบว่า เครื่องดื่มสมุนไพร 30 ชนิดมีคุณค่าช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ชะลอความแก่ได้ถึงร้อยละ 80 โดยนักวิทยาศาสตร์จะทำการศึกษาต่อไปถึงความเหมาะสมในหลายด้านทั้งความเข้มข้ น กรรมวิธีการผลิต อายุของพืช ส่วนของพืชที่นำมาใช้ และความคงตัวของสารออกฤทธิ์





















ดร.นิทรา เนื่องจำนงค์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ 8 ประจำศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์พิษณุโลก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้นำเสนอผลการวิจัยเรื่องฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในเครื่องดื่มสมุนไพรพร้อมบร ิโภค โดยเก็บตัวอย่างจากสถานที่จำหน่ายในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2548 ถึงเดือนเมษายน 2549 จำนวน 224 ตัวอย่าง ประกอบด้วยเครื่องดื่มสมุนไพรชนิดน้ำ 121 ตัวอย่าง ชนิดผง 40 ตัวอย่าง และชาชงสมุนไพร 63 ตัวอย่าง

ผ ลการวิเคราะห์พบว่า ในเครื่องดื่มสมุนไพรทั้งชนิดน้ำและผง ชาชงสมุนไพรจำนวน 53 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 24 มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูงมากกว่าร้อยละ 80 ซึ่งอนุมูลอิสระที่พบ คือ สารชะลอความแก่ หรือสารต้านริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวหนัง จากผลการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า ชาชง และเครื่องดื่มน้ำสมุนไพรมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง โดยพบน้อยที่สุดในเครื่องดื่มชนิดผง


ดร.นิทรา กล่าวว่า ส มุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากการศึกษาครั้งนี้มีทั้งหมด 30 ชนิด แบ่งเป็น 3 ประเภท ประเภทชาชง ได้แก่ รางจืด หญ้าหนวดแมว ชาดำ พลูคาว ชาเขียว ฟ้าทะลายโจร หญ้าหวาน บอระเพ็ด หญ้าดอกขาว กระเจี๊ยบ ดอกคำฝอย มะตูม ใบบัวบก และชาฤาษี ประเภทเครื่องดื่มพร้อมบริโภค ได้แก่ น้ำมะขามป้อม น้ำสมอไทย น้ำมะม่วงหิมพานต์ น้ำมะเกี๋ยง น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะเฟือง น้ำเม่า น้ำองุ่น น้ำลูกยอ น้ำสตรอเบอรี น้ำมะยม น้ำว่านชักมดลูก น้ำกระชายดำ และน้ำเก็กฮวย ประเภทเครื่องดื่มผง ได้แก่ เครื่องดื่มผงใบเตย และหญ้าหนวดแมว อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของสมุนไพร ความเข้มข้นของน้ำสมุนไพร กรรมวิธีการผลิต อายุของพืช ส่วนของพืชที่นำมาใช้ อายุของผลิตภัณฑ์ การเก็บรักษา ความคงตัวของสารออกฤทธิ์ ซึ่งจะต้องทำการศึกษาความเหมาะสมต่อไปอีกขั้นหนึ่ง












วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2550

สธ. เผยข่าวดี หนุ่มสาว ผลวิจัยพบเครื่องดื่มสมุนไพรไทย มีสารชะลอแก่ สูงถึง 80%

  • สาธารณสุขเผยผลวิจัย พบสุดยอดเครื่องดื่มสมุนไพร 30 ชนิด เช่น น้ำมะยม น้ำมะขามป้อม น้ำสมอไทย น้ำกระเจี๊ยบ น้ำเก๊กฮวย คุณค่ามหาศาล มีสารต้านเหี่ยวสูง ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ชะลอความแก่ได้ถึงร้อยละ 80 และมีสรรพคุณช่วยลดความเสี่ยงโรคร้าย เช่น โรคหัวใจ ข้อเสื่อม อัมพาตและโรคที่เกิดจากความเสื่อมของวัย เกษตรกรส่อแววรุ่งเชิงเศรษฐกิจ เพราะโดนใจกระแสตลาดโลก

    นายแพทย์ปราชญ์ บุญยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้สมุนไพรกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกมาก เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหวนกลับสู่ธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ มีผลให้สมุนไพรทั้งในรูปยาสมุนไพร อาหารเสริมสุขภาพ เครื่องดื่มสมุนไพรและเครื่องสำอาง เป็นที่ต้องการของตลาดโลกมาก ล่าสุดสมุนไพรมีมูลค่าในตลาดโลกถึง 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยในรอบ 2 ปีมานี้ไทยส่งออกสมุนไพรและสารสกัดสมุนไพรไปต่างประเทศมูลค่าเกือบ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ มีการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุสหรัฐอเมริกาเกือบร้อยละ 50 ใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรดูแลสุขภาพ คาดว่าแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น

    ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยสมุนไพร เพื่อพัฒนาเป็นยาและอาหารเสริมสุขภาพมากขึ้น ขณะนี้ในประเทศไทยได้มีการนำสมุนไพรมาแปรรูปทั้งยา อาหารเสริม เครื่องดื่มมากกว่า 90 ชนิด เช่น กระชายดำ บัวบก ฟ้าทะลายโจร ชาเขียวใบหม่อน รวมทั้งมะขามป้อม ซึ่งเป็นสมุนไพรมีวิตามินซีมากกว่าส้มและผลไม้อื่นๆ ถึง 20 เท่า หากมีการศึกษาสรรพคุณตามหลักการวิทยาศาสตร์ ก็จะยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างมูลค่าสมุนไพรได้เป็นอันมาก นายแพทย์ปราชญ์กล่าว

    ทางด้านดร.นิทรา เนื่องจำนงค์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ 8 ประจำศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์พิษณุโลกและคณะ ได้นำเสนอผลการวิจัยเรื่องฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในเครื่องดื่มสมุนไพรพร้อมบร ิโภค ที่ผลิตในประเทศไทย โดยเก็บตัวอย่างจากสถานที่จำหน่ายในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2548 ถึงเดือนเมษายน 2549 จำนวน 224 ตัวอย่าง ประกอบด้วยเครื่องดื่มสมุนไพรชนิดน้ำ 121 ตัวอย่าง ชนิดผง 40 ตัวอย่าง และชาชงสมุนไพร 63 ตัวอย่าง
    ผลการวิเคราะห์พบว่า ในเครื่องดื่มสมุนไพรทั้งชนิดน้ำและผง ชาชงสมุนไพรจำนวน 53 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 24 มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูงมากกว่าร้อยละ 80 ซึ่งอนุมูลอิสระที่พบคือ สารชะลอความแก่หรือสารต้านริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวหนัง จากผลการทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่าชาชงและเครื่องดื่มน้ำสมุนไพร มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง โดยพบน้อยที่สุดในเครื่องดื่มชนิดผง

    ดร.นิทรา กล่าวว่า สมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากการศึกษาครั้งนี้มีทั้งหมด 30 ชนิด แบ่งเป็น 3 ประเภท ประเภทชาชง ได้แก่ รางจืด หญ้าหนวดแมว ชาดำ พลูคาว ชาเขียว ฟ้าทะลายโจร หญ้าหวาน บอระเพ็ด หญ้าดอกขาว กระเจี๊ยบ ดอกคำฝอย มะตูม ใบบัวบก และชาฤาษี
    ประเภทเครื่องดื่มพร้อมบริโภค ได้แก่ น้ำมะขามป้อม น้ำสมอไทย น้ำมะม่วงหิมพานต์ น้ำมะเกี๋ยง น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะเฟือง น้ำเม่า น้ำองุ่น น้ำลูกยอ น้ำสตรอเบอรี่ น้ำมะยม น้ำว่านชักมดลูก น้ำกระชายดำ และน้ำเก็กฮวย

    ประเภทเครื่องดื่มผง ได้แก่ เครื่องดื่มผงใบเตยและหญ้าหนวดแมว อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของสมุนไพร ความเข้มข้นของน้ำสมุนไพร กรรมวิธีการผลิต อายุของพืช ส่วนของพืชที่นำมาใช้ อายุของผลิตภัณฑ์ การเก็บรักษา ความคงตัวของสารออกฤทธิ์ ซึ่งจะต้องทำการศึกษาความเหมาะสมต่อไปอีกขั้นหนึ่ง

    ดร.นิทรา ยังกล่าวอีกว่า อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เซลล์ร่างกายเสื่อม โดยอนุมูลอิสระดังกล่าว ถูกสร้างจากทั้งภายในและภายนอกร่างกาย สาเหตุจากภายใน เช่น กระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย สาเหตุจากภายนอก เช่น ได้รับรังสีจากแสงแดดหรือมลพิษจากสิ่งแวดล้อม ดังนั้นร่างกายจึงสร้างระบบเพื่อป้องกันการสะสมอนุมูลอิสระ เรียกว่า ระบบต้านอนุมูลอิสระ โดยสารต้านอนุมูลอิสระจะทำลายอนุมูลอิสระโดยการจับหรือลดหรือชะลอการเกิดปฏิ กิริยาลูกโซ่ เพื่อไม่ให้เซลล์เสียหาย ซึ่งไทยนับว่าได้เปรียบมากเนื่องจากมีสมุนไพรพื้นบ้านหลายชนิดมีสารต้านอนุม ูลอิสระ

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดถึงปริมาณที่เหมาะสมในการบริโภคสารที่มีฤทธิ์ในการ ต้านอนุมูลอิสระ ขึ้นอยู่กับสภาวะของแต่ละบุคคล การนำสมุนไพรไทยมาผลิตและมีการควบคุมสารสำคัญ จะเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ลดการนำเข้าอาหารเสริมสุขภาพและที่สำคัญเป็นการเพิ่มรายได้ ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกและผู้แปรรูปได้เป็นอย่างดี ดร. นิทรากล่าว

    ************* 17 มิถุนายน 2550

  • แหล่งข่าวโดย....
    ผู้จัดทำ.... ฝ่ายข่าวและสื่อมวลชนสัมพันธ์ กลุ่มสารนิเทศ
    [17/มิ.ย/2550]






    ที่มา http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=6144

    วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2550

    ทึ่งพบ “วาเลนไทน์ปาล์ม” ปลายใบโค้งเป็นรูปหัวใจตกช่อดอกต้นแรกของไทย

    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 มิถุนายน 2550 14:05 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น


    ศูนย์ข่าวศรีราชา - ต้นคาพ๊อกเซลอน มาโครสเปอมั่ม หรือวาเลนไทน์ ปาล์ม นำเข้าจากประเทศ VANUATU ราคาแพง ตกช่อดอกก่อนอายุ ช่อแรกของประเทศไทย ทึ่งก้านใบโค้งงอนเข้าหาลำต้น 2 ก้าน บรรจบกันเป็นรูปหัวใจ มีดอกตัวผู้ ดอกตัวเมียในช่อเดียวกัน สวนนงนุชเร่งขยายพันธุ์เป็นไม้เศรษฐกิจจัดสวน

    นายกัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการสวนนงนุชพัทยา ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เผยว่า ขณะนี้ต้นปาล์มที่ได้นำเข้ามาจากประเทศ VANUATU ปลูกไว้ภายในสวนนงนุชเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ได้ตกช่อดอกเป็นต้นแรกของประเทศไทย และถือว่าเป็นความโชคดีของประเทศไทยได้สามารถนำพันธุ์ไม้หายากจากต่างประเทศ มาปลูก บำรุงรักษาจนสามารถตกช่อก่อนกำหนด

    โดยต้นปาล์มชนิดนี้มีคุณลักษณะพิเศษ รูปทรงสวยงาม ปลายก้านใบจะโค้งข้าหาลำต้นเมื่อ 2 ก้านมาบรรจบกันจะเป็นรูปหัวใจ จึงได้ตั้งชื่อว่า วาเลนไทน์ ปาล์ม (Valentines Palm) ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Carpoxylon Macrospermum ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีราคาแพง เหมาะสำหรับเป็นไม้ประดับจัดสวน

    ปาล์มวาเลนไทน์ เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว อยู่ในสกุล Palmminice มีลำต้นเดี่ยว มีข้อปล้องถี่ห่างประมาณ 2-3 นิ้ว โดยทั่วไปจะมีความสูงประมาณ 25-30 เมตร อายุประมาณ 30-40 ปี ลักษณะดอกในช่อที่สมบูรณ์ จะมีดอกตัวผู้ และดอกตัวเมีย อยู่ในช่อเดียวกัน ดอกตัวผู้จะบานก่อนดอกตัวเมียประมาณ 4 สัปดาห์ แพร่ขยายพันธุ์ด้วยแมลง แต่ถ้าขาดแมลงในการผสมเกสร ก็ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อใช้มนุษย์เป็นผู้ช่วยผสมเกสร แต่ถ้าดอกตัวเมียไม่ได้รับการผสมเกสรจะร่วงโรยไป เมื่อออกผลจะมีผลจำนวนมากติดอยู่กับช่อดอกคลายผลหมาก

    โ ดยทั่วไปแต่ละช่อจะติดผลประมาณ 300-500 ผล ถือว่าเป็นโชคดีของสวนนงนุชที่มีความสมบูรณ์ของดินและสภาพภูมิอากาศ พันธุ์ไม้ต่างประเทศเกือบทุกชนิดที่นำเข้ามาจะเจริญงอกงาม ให้ผลผลิตได้ก่อนกำหนดเร็วกว่าประเทศเจ้าของพันธุ์ไม้ ซึ่งในอนาคตประชาชนจะนิยมนำไปประดับ ตกแต่งสวนบ้านพัก และส่วนราชการอย่างแน่นอน

    นายแอนเดรส รินสตรอม ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุ์ไม้สวนนงนุช กล่าวว่า มีหน้าที่ดูแลพันธุ์ไม้หายากที่นำเข้าจากต่างประเทศของสวนนงนุช เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ไม้ที่แพร่ขยายพันธุ์ยาก ปลูกยาก ออกดอก ให้ผลยาก จากภูมิลำเนาเดิมของต้นไม้ในเขตต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกัน ต่อเมื่อนำมาปลูกในสวนนงนุช จะมีผล มีดอกก่อนกำหนด และยังมีต้นที่สมบูรณ์ จนชาวต่างประเทศที่เป็นเจ้าของพันธุ์ไม้ที่เดินทางเข้ามาดูงาน ชื่นชมอย่างมากหลังจากนี้ เร่งขยายพันธุ์เป็นไม้เศรษฐกิจต่อไป

    วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

    "ผงนัว" ภูมิปัญญาอิสาน

    ผงนัว

    "ผงชูรส" เป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่เป็นตัวการทำให้เกิดอาการมือสั่น หัวใจเต้นแรง ยิ่งถ้าร่างกายได้รับปริมาณที่มากเกินไปจะมีผลต่อระบบประสาท ทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกรณีผงชูรสไหม้ไฟ ทำให้เกิดกระแสเลิกบริโภคผงชูรสไปชั่วขณะ วิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบันที่ต้องฝากท้องไว้กับอาหารถุง อาหารจานเดียว ทำให้โอกาสที่จะหลีกเลี่ยงจึงเป็นไปได้ยาก จะมีพ่อค้าแม่ค้าสักกี่รายที่ไม่ใช้ผงชูรส อีกทั้งอาหารกึ่งสำเร็จรูปทั้งหลาย หรือแม้แต่ขนมกรุบกรอบของเด็กก็ยังหนีไม่พ้น

    "ผงนัว" ภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงถูกนำมาปัดฝุ่นอีกครั้ง และเป็นที่น่ายินดีว่า ทีมนักวิจัยจากแดนอีสานได้คิดค้น "ผงนัว" (นัว หมายถึง รสกลมกล่อม อาหาร เช่น ต้ม แกง ลาบก้อย มีรสกลมกล่อม เรียก นัว) แบบสำเร็จรูปขึ้นมา โดยต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ใช้พืชผักสมุนไพรทำเครื่องปรุงเพื่อเพิ่มรสชาติให้อาหาร

    alกำเนิดแห่งผงนัว

    ท ี่มาของการคิดค้นสูตรเครื่องชูรสนี้ว่า ในฐานะที่พื้นเพเดิมเป็นคนอีสานทำให้เห็นและรับรู้ถึงใช้พืชผักพื้นบ้าน อย่าง หม่อนนำมาใช้ในการปรุงอาหารให้มีรสชาติที่อร่อย เช่น ต้มไก่ใส่ใบหม่อน นอกจากนี้ยังมี "สูตรข้าวเบือ" ที่ใช้ข้าวเหนียวมาแช่น้ำ แล้วป่นใส่ในอาหารเพิ่มรสชาติ อย่างแกงหน่อไม้ หรือแกงอ่อมต่างๆ

    อย่างไรก็ตาม ยังมีเครื่องปรุงรสที่แปลกออกไป โดยชาวบ้านใช้ใบของผักพื้นบ้านหลายชนิดตากแดดให้แห้ง แล้วตำให้ละเอียดแล้วผสมกัน เก็บไว้ใส่อาหารเวลาต้มแกง หรือที่เรียกว่า ผงนัว

    ใบพืชทำผงนัว

    ส ำหรับผักที่ใช้ทำผงนัวมี 12 ชนิด ได้แก่ ใบผักหวาน, ใบมะรุม, ใบหม่อน, ใบกระเทียม, ใบหอม, ใบมะขาม, ใบกระเจี๊ยบ, ผักโขมทั้งต้น, ใบส้มป่อย, ใบน้อยหน่า, ใบชะมวง, ใบกุยช่าย เลือกใบที่ไม่แก่ไม่อ่อนจนเกินไป โดยผสมผักพื้นบ้านในอัตราส่วนที่ต่างกันไป แต่ที่มีอัตราส่วนปริมาณมากคือผักหวานและใบหม่อน รองลงมาเป็นใบมะรุม และที่ใส่ลงไปน้อยสุดคือใบน้อยหน่า เนื่องจากมีการถ่ายทอดมาว่าใบน้อยหน่ามีพิษ ซึ่งคนสมัยโบราณนำใบน้อยหน้ามาฆ่าเหา แต่อะไรก็แล้วแต่ถ้ามีพิษ และมีรสขมหากใส่แต่น้อยถือว่าเป็นยา ขณะเดียวกันชาวบ้านยังใช้ใบน้อยหน่ามาแกงกินได้
    ขณะเดียวกัน ก็เพิ่มข้าวเหนียวแช่น้ำ ข้าวกล้องแช่น้ำและข้าวเหนียว

    น ึ่งสุก ข้าวกล้องหุงสุก และเติมเกลือไอโอดีนลงไป ผ่านการอบแห้งแล้วป่นรวมกัน ซึ่งงานวิจัยผงนัว ยังคงส่วนผสมที่ชาวบ้านเคยทำไว้แต่มาปรับปรุงด้านสัดส่วน และเพิ่มเกลือไอโอดีนลงไป พร้อมดัดแปลงเรื่องของรสชาติที่เหมาะกับอาหารแต่ละชนิด

    ผงนัวจากงานวิจัยได้มีการทดสอบรสชาติให้เป็นที่น่าพอใจจึงมีด้วยกัน 2 รส คือ รสมันหวาน ใช้สำหรับ ต้ม ผัด หมัก แกงและย่าง และ รสเปรี้ยว ใช้กับต้มยำ ยำ ลาบ อ่อม แจ่ว รสนี้เพิ่มผักที่มีรสเปรี้ยวอย่าง ส้มป่อย ใบมะขาม เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ รสชาติของผงนัวจะเพิ่มรสให้อาหารได้นั้นต้องใส่ในน้ำต้มแกงตอนร้อน แต่ถ้าชิมเปล่าๆ จะไม่มีรสชาติ แต่รู้สึกได้ว่ามีรสปะแล่มๆ คล้ายกับผงชูรสที่ขายตามท้องตลาด

    " การทำผงนัวต้องใช้เวลาทั้งปี เพื่อเก็บใบของผักพื้นบ้านให้ครบทุกชนิด เนื่องจากผักแต่ละชนิดจะมีตามฤดูกาล เช่น ใบหอม ใบกระเทียมจะมีตอนฤดูหนาว ผักหวานต้องรอให้ถึงหน้าฝนจึงจะมีใบ" อาจารย์นิภาพร อธิบายเพิ่มเติม

    alคุณสมบัติของผงนัว

    ผ งนัวนอกจากมีคุณสมบัติเป็นเครื่องปรุงรสแล้ว ยังให้ประโยชน์ด้านสมุนไพร โดยเฉพาะตัวผักพื้นบ้านเองมีวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย และจากการศึกษาของสถาบันการแพทย์แผนไทยพบว่า ใบมะขามอ่อน, ยอดส้มป่อย, ผักหวานป่า, ผักหวานบ้าน, ผักโขมและชะมวง อีกทั้งดอกมะรุม มีศักยภาพในการต้านอนุมูลอิสระในระดับที่สูงมาก
    นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า กุยช่าย มีฟอสฟอรัสช่วยบำรุงกระดูก ใบหม่อน มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอ ระงับประสาท กระเจี๊ยบแดง ช่วยขับเสลดทำให้โลหิตไหลเวียนดี ทั้งนี้ ผักพื้นบ้านยังมีสารลดไขมันในเส้นเลือดป้องกันโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ช่วยฟอกโลหิตและบำรุงร่างกาย "ขณะนี้

    วิธีการทำผงนัว

    ผงนัว
    ว ิธีการทำผงนัวมีการถ่ายทอดไปสู่ชุมชนมากขึ้น ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์บริโภคกันเองในชุมชน บางที่ผงชูรสถึงกับขายไม่ออก โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเบาหวานนิยมหันมาใช้ผงนัวเยอะขึ้น"

    จ ากที่ชาวบ้านเคยบริโภคอาหารจากพื้นผักสมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่น เมื่อระบบเกษตรฯ เริ่มเปลี่ยนเป็นเน้นส่งออก ทำให้ชาวบ้านเน้นผลิตเพื่อขาย และต้องพึ่งพิงอาหารถุง อาหารกระป๋อง ที่มีผงชูรสเป็นส่วนประกอบ ทำให้ชาวบ้านเป็นโรคเรื้อรังสารพัดโรค ทั้งโรคหัวใจ โรคเครียด โรคประสาท ความดันโลหิต ซึ่งล้วนแต่เป็นโรคของคนเมือง"


    พืชที่มีศักยภาพในการนำมาผลิตผงนัว

    รสมันหวาน
    ข้าวเหนียว (เมล็ดสุกตากแห้ง) บำรุงกำลัง กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นกระดูก ให้พลังงาน
    มันเทศ (หัว) ถอนพิษ ต้านเชื้อแบคทีเรีย
    ก้านตรง (ใบ) บำรุงกำลัง
    คอนแคน (ยอดอ่อน) แก้โรคกระเพาะ แก้ไอ แก้เบาหวาน
    มะรุม (ยอดอ่อน) แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ บำรุงกระดูก
    ข้าวโพด (หนวด) บำรุงม้าม ขับปัสสาวะ รักษาบวมน้ำ บิด ท้องร่วง

    รสเผ็ดร้อน
    ข่า (หัวเหง้า) ขับลมแก้ท้องอืดเฟ้อ แก้โรคกระเพาะ ลดไขมันในเลือด แก้หลอดลมอักเสบ
    กระเทียม (ใบ) แก้ความดันโลหิตสูง ลดไขมันในเลือด แก้จุกเสียด
    กะเพรา (ใบ)ขับลมแก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ แก้โรคผิวหนัง

    รสเผ็ดหอม
    ผักแพรว/ผักไผ ่(ใบ) ขับลมในกระเพาะ ช่วยเจริญอาหาร

    รสหอมร้อน
    ผักแป้น (ใบ) แก้หวัดบำรุงกระดูก แก้ลมพิษ ปวดแน่นหน้าอก ไอเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด
    ตะไคร้ (หัวเหง้า) แก้ท้องอืดเฟื้อ ปัสสาวะพิการ นิ่ว บำรุงไฟธาตุ
    ชะอม (ราก เปลือกต้น) ขับลมในกระเพาะ แก้ท้องอืดเฟ้อ ปวดเสียวในท้อง
    กระชาย (หัวเหง้า) แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย บำรุงน้ำนม บำรุงสมอง บำรุงไต
    หอมป้อม (ต้น) ช่วยขับลม ละลายเสมหะ ขับเหงื่อ แก้หัดผื่น
    ขมิ้นชัน (หัวเหง้า) ป้องกันมะเร็งลำไส้ รักษานิ่วในถุงน้ำดี ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้อักเสบ ป้องกันสมองเสื่อม

    รสหอมเย็น
    หอมเป/ผักชีฝรั่ง (ใบ) ให้ แก้ท้องอืด แก้ปวดเมื่อย ระบายท้อง
    แมงลัก (ใบ) ให้รสหอมเย็น ขับสารพิษในลำไส้ ขับลมในกระเพาะ บำรุงกระดูก สร้างเม็ดเลือด

    รสหอมจืด
    โหระพา (ใบ) ให้ แก้ท้องเสีย ปวดข้อ ขับเหงื่อ ขับเสมหะ แผลหนอง

    รสหอมเผ็ดหวาน
    ชะพลู (ใบ) บำรุงธาตุ ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้โรคเบาหวาน

    รสหอมเย็นหวาน
    ผักกาดหัว (หัว ก้าน ใบ) ขับเหงื่อ เป็นยาเย็น ขับลมในกระเพาะอาหาร

    รสหวานเย็น
    ผักหวานบ้าน (ยอดอ่อน) บรรเทาความร้อนในร่างกาย

    รสขมเย็น
    ย่านาง (ใบ) ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อีสุกอีใส แก้บิด

    รสมันขม
    มะกรูด (ใบ) แก้ไอ แก้เจ็บคอ บำรุงเลือด

    รสขมเมา
    หม่อน (ใบ) ขับเหงื่อ แก้เจ็บคอ แก้ไอ แก้ร้อนใน บำรุงไต ลดน้ำตาลในเลือด

    รสเบื่อเมา
    น้อยหน่า (ยอดอ่อน) ขับพยาธิในลำไส้ แก้ฟกบวม

    รสขมหวาน
    ผักขม (ต้นอ่อนทั้งต้น) ลดไขมันในเลือด มีเส้นใยมาก กำจัดการก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในน้ำดื่ม ในไส้กรอกได้ดี

    รสเปรี้ยว
    มะนาว (ใบ) แก้ไอ ขับเสมหะ เจริญอาหาร
    ส้มป่อย (ใบ) ฟอกโลหิต ขับเมือกมันในลำไส้
    ชะมวง (ใบ) ระบายท้อง แก้ไข้ กัดฟอกเสมหะ ขับเลือด แก้ธาตุพิการ
    มะขาม (ใบอ่อน) ระบายท้อง ขับเสมหะ ขับลมในกระเพาะ
    กระเจี๊ยบ (ใบ กลีบดอก) ขับปัสสาวะ ลดน้ำตาลในเลือด แก้ร้อนในกระหายน้ำ สมานแผลใน กระเพาะอาหาร บำรุงกระดูกฟัน
    ติ้ว (ใบอ่อน) ฟอกเลือด ช่วยระบาย
    มะกอก ( เปลือก) แก้ร้อนใน อาเจียน หอบสะอึก
    สับปะรด (ผล) แก้ไอ ขับเสมหะ ฟอกเลือด ขับปัสสาวะแก้อักเสบตามข้อ



    ที่มา http://learners.in.th/blog/Kyodsak/31418

    วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

    โลกใบกว้างไม่ได้อยู่ที่ Entrance

    มีข่าวนักเรียนที่ผิดหวังจากการสอบ Entrance ทั้งที่สอบได้แต่ไม่ได้คณะ หรือ สถาบันที่หวัง หรือสอบไม่ติด
    มีข่าวแบบนี้ทุกปี แต่เด็กๆ ทำใจไม่ได้ รับไม่ได้กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

    ดูเหมือนว่า เด็กๆไม่มีทางเลือกให้ชีวิตเสียเลย
    มุ่งหมายที่จะเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐเท่านั้น
    ความจริง การเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐไม่ใช่จุดสุดท้ายของชีวิต
    ชีวิตนั้น อยู่ที่ความมุ่งมั่น
    คนที่เรียนจบมา ได้ทำงานที่ไม่ตรงกับสายที่เรียนมาก็เยอะไป
    ชีวิตจริงนั้น ไม่เหมือนกับทฤษฎี ไม่เหมือนอย่างละคร

    กับข่าวเด็กนักเรียนฆ่าตัวตายที่สอบติดในสถาบันที่ไม่ได้มุ่งหวัง
    ทั้งๆที่มีข่าวเช่นนี้ ทุกปี ผู้ใหญ่ก็รับรู้ถึงปัญหาและเศร้าสลดกับปัญหาเหล่านี้ทุกปี
    แต่ดูเหมือนยังปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อไป....
    แล้วต้องมานั่งเศร้าเสียใจเช่นทุกปี กับข่าวคราวที่เกิดขึ้น

    วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

    น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ

    สมุนไพรเป็นเรื่องที่ทุกคนเคยได้ยินกันมานานตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายในลักษณะ ที่ทุกคนมองเป็นยา แต่แท้ที่จริงสมุนไพรเป็นได้ทั้งยาและอาหาร ในปัจจุบันจะเห็นว่าคนส่วนใหญ่หันใช้สมุนไพรเพื่อการดูแลสุขภาพมากขึ้น ซึ่งการนำมาใช้จะมีหลายรูปแบบ และบันทึกนี้ขอนำเสนอสมุนไพรในรูปแบบที่เป็นน้ำดื่มเพื่อสุขภาพจากพืชสมุนไพ รหาง่ายราคาถูกคือ มะขาม หรือ น้ำมะขาม ซึ่งมีขั้นตอนการทำแสนง่ายดังนี้

    ส่วนผสม มะขามเปียก 2 ขีด ล้างให้สะอาด 3 ขวดน้ำปลา เกลือ 3 ช้อนแกง น้ำตาล 1/2 กิโลกรัม

    วิธีทำ ล้างมะขามด้วยนำสะอาด เติมน้ำสะอาด 3 ขวดขยำมะขามแล้วกรองด้วยผ้าขาวให้ได้แต่น้ำมะขาม นำใส่หม้อเติมน้ำตาล เกลือ ยกตั้วไฟให้เดือด 4 - 5 นาที ยกลงให้เย็นแล้วกรอกขวดเข้าตู้เย็น

    คุณค่าทางโภชนาการ ให้กรออินทรีย์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซีและวิตาวินเอเล็กน้อย มีเพคติน

    คุณค่าทางยา เป็นยาระบาย แก้ไอขับเสมหะ

    นอกจากนี้ส่วนอื่นเช่น ละต้น ใบอ่อน ใบแก่ เมล็ดยังมีประโยชน์ที่มีสรรพคุณทางยาอีกมากมาย

    ririoda

    ที่มา น้ำสมุนไพร . ศาสตราจารย์พเยาว์ เหมือนวงษ์ญาติ
    http://learners.in.th/blog/charida/31147

    วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

    กระเทียมเป็นยาฆ่าแมลง ???

    วันนี้มีกระเทียมมานำเสนออีกเหมือนเคยนะค่ะ แต่ว่าแทนที่จะรักษาโรค เรายังสามารถเอามาทำเป็นยาฆ่าแมลงได้อีกด้วยนะค่ะ

    กระเทียมไม่ได้ป้องกันแมลงเฉพาะแต่ตอนที่เป็นต้นปลูกสลับกับพืชอื่นๆเท่านั้น ถ้าเราเอากระเทียมมาบดในน้ำแล้วนำไปพ่นไล่แมลงก็ได้ผลดีเช่นกันค่ะ วิธีการนี้เดวิด กรีนสตอค แห่งสถาบันวิจัยเฮนรี ดับเบิลเดย์ ซึ่งเป็นสถาบันมีชื่อในการปลูกพืชหมุนเวียนได้แนะนำเอาไว้

    ถ้าใครอยากลองทำเรามีวิธีการทำมาให้ศึกษาดูกันนะค่ะ

    วิธีการทำโดยละเอียด

    เอากระเทียมบด 75 กรัมแช่ในน้ำมันพาราฟิน 50 ซีซี นาน 24 ชั่งโมง ผสมสบู่ 20 กรัม ลงในน้ำ 575 ซีซี แล้วนำเอากระเทียมที่เตรียมไว้ลงไปละลาย คนให้ทั่ว กรองเอากากออกด้วยผ้าขาวบาง เก็บสารละลายที่เตรียมได้ไว้ในภาชนะที่เป็นแก้วหรือเครื่องเคลือบ นำสารละลายที่เตรียมไว้นี้ไปละลายน้ำอีกทีโดยใช้อัตราส่วนหนึ่งต่อยี่สิบ ถ้าอยากใช้อย่างเจือจางก็ใช้หนึ่งต่อร้อยส่วน ซึ่งได้ผลในการฆ่าแมลงเช่นเดียวกันค่ะ

    มีรายงานเกี่ยงกับการใช้กระเทียมเป็นยาฆ่าแมลงเมื่อหลังปี ค.ศ. 1970 มานี้ ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนีย รายงานว่ากระเทียมสดที่ทำเป็นสารละลายเจือจางสามารถฆ่าลูกน้ำของยุงได้อย่างน้อยถึงห้าพันธุ์ด้วยกัน เมื่อใช้สารสกัดบริสุทธิ์จากกระเทียมปรากฏว่าผลในการฆ่าลูกน้ำสูงขึ้น เป็นที่รู้กันว่ายุงนำโรคไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบและไข้มาเลเรีย ปัจจุบันเรามีแต่ยาฆ่ายุงที่เป็นสารเคมีใช้เช่น ดีดีที ซึ่งไม่เพียงแต่ฆ่ายุงเท่านั้นหากยังฆ่าคนอีกด้วย หากเราหันมาใช้กระเทียมแทนก็จะปลอดภัยกว่า นอกจากจะไม่มีอันตรายต่อคนแล้วยังไม่ทำลายสภาพแวดล้อมอีกด้วย

    สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ กระเทียมจะทำลายแมลงที่เป็นศัตรูพืชเท่านั้นนะค่ะ ส่วนแมลงปีกแข็งบางชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อการเพาะปลูกไม่ถูกทำลายไปด้วย แมลงที่กระเทียมฆ่าได้มีดังนี้ แมลงวันหัวหอม หนอนกระหล่ำ หนอนขาว มวนถั่ว แมลงสาบ และอื่นๆ ค่ะ

    แหล่งอ้างอิง :

    ปาริชาติ สักกะทำนุ. (2539). กระเทียมสมุนไพรเพื่อสุขภาพ จากงานวิจัยล่าสุด.

    พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ:รวมทรรศน์.

    ที่มา
    บล็อก กระเทียม...สมุนไพรเสริมสุขภาพ
    http://learners.in.th/blog/peang-zhou/30243

    วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2550

    ชวนมากินผักพื้นบ้านต้านสารพัดความเสื่อม

    • ผักกูดน้ำ
      ผักกูดอร่อยต้องกินหน้าแล้งเพราะรสชาติไม่ฝาดเหมือนในฤดูอื่นๆ อร่อยตรงจืดอมหวานเนื้อกรอบ ส่วนใหญ่นิยมกินยอดและใบอ่อน ผักกูดน้ำไม่นิยมกินสด มักเอาไปต้มหรือเอาไปลวก นอกจากกินเป็นผักแนม ผักกูดน้ำยังใช้ ต้ม ยำ ทำแกงหรือผัดกับน้ำมันเฉยๆ ก็อร่อยเหลือหลาย เคล็ดลับการทำแกงส้มผักกูดควรใส่ปลาช่อนถึงจะเข้ากันได้ดี
    • ใบชะพลู
      ไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบดกหนา ชะพลูมีชื่อเรียกต่างๆกัน ภาคเหนือเรียกว่าผักแค ผักปูนา พลูนก พลูลิง ภาคใต้เรียกว่าผักนมวา อีสานเรียกว่าผักอีเลิด ผักเล็ก ผักปูลม
      ใบชะพลูมีกลิ่นหอม รสเผ็ดอ่อนๆ เป็นผักสดที่นิยมกินกับอาหารรสแซบ เช่น ลาบ น้ำตก ปลาย่าง ร่วมถึงน้ำพริกชนิดต่างๆ เป็นเครื่องปรุงที่เสริมรสอาหารได้ดี อาทิ แกงแคของภาคเหนือ ส่วนภาคอีสานนิยมใส่ในแกงอ่อมต่างๆ แกงขนุนอ่อน แกงหัวปลี ภาคใต้ใช้แกงกะทิใส่ใบชะพลูกับหอยแครง ส่วนภาคกลางนิยมใส่แกงคั่วหอยขม หรือกินกับข้าวมันส้มตำ และที่นิยมมากที่สุดคือกินเป็นใบห่อเมี่ยงคำที่ให้รสชาติเข้ากันอย่างดี กินแล้วช่วยบำรุงธาตุ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
    • ผักหวาน
      ผักหวานมีรสชาติหวานสมชื่อ นิยมนำไปนึ่งแล้วจิ้มกับน้ำพริกแจ่วสารพัดชนิด นอกจากนี้ยังใช้ทำแกงได้อร่อยอีกต่างหาก คนอีสานนิยมนำไปแกงใส่ใข่มดแดง อันเป็นอาหารยอดฮิต หรือแกงใส่ปลาย่างผสมใบชะอม ทำเป็นแกงอ่อมก็อร่อยดี ทางเหนือนิยมแกงผักหวานใส่ปลาย่างกับวุ้นเส้น งบผักหวานใส่มดแดงสุดอร่อย และคนกรุงยังนำผักหวานไปผัดกับน้ำมันร้อนๆ ปรุงด้วยซีอิ๊ว เหยาะเกลือนิดก็อร่อย


    • บัวบก
      คนไทยทั่วทุกภาคนิยมกินบัวบก แต่ชื่อที่เรียกจะแตกต่างกันไป ภาคเหนือและอีสานเรียก ผักหนอก ภาคใต้เรียกผักแว่น ใบบัวบกมีรสขมอ่อนๆ กลิ่นหอมและเป็นพืชที่กินสดๆ ได้ทั้งก้านและใบ จึงเป็นผักแกล้มอาหารรสเข้มข้นจานต่างๆได้อร่อย เช่น แกล้มน้ำพริก ส้มตำ และอาหารจานเดี่ยว เช่น หมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย นอกจากนี้ยังใส่ในแกงเผ็ดและยำ ทำให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้น
      นอกจากทำอาหารแล้วบัวบกยังนำมาคั้น ผสมน้ำตาลเล็กน้อย เป็นน้ำสมุนไพรดื่มให้รสหวาน หอม เย็นชุ่มคอ บัวบกช่วยระบายความร้อน แก้อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง แก้ไมเกรน ชาวจีนเชื่อว่า บัวบกแก้ช้ำใน ทำให้เลือดกระจาย หายฟกช้ำเร็วขึ้น
    • ตาลปัตรฤาษี
      พืชน้ำที่พบทุกภาค แต่จะมีมากในปีที่น้ำหลาก ชาวบ้านในภาคอีสานนิยมเก็บยอดอ่อนและช่อดอกอ่อนมากินเป็นผักสดกับน้ำพริก ส้มตำ ลาบ หรืออาหารรสจัดต่างๆ มีรสฝาดเล็กน้อย
    • ผักปลัง
      ชาวเหนือเรียกผักปั๋ง กินอร่อยได้ทั้งยอดอ่อน ใบอ่อนและดอกอ่อน กินเป็นผักต้ม ลวกหรือนึ่งสุก จิ้มน้ำพริก ชาวเหนือนิยมกินกับน้ำพริกดำ น้ำพริกตาแดง เอาไปแกงกับถั่วเน่า จอ(แกงชนิดหนึ่งของชาวเหนือมีรสเปรี้ยวแต่ไม่เผ็ด)ผักปั๋งใส่มะนาว ดอกเอาจอกับแหนม ชาวเหนือกับอีสานเอายอดอ่อนกับดอกอ่อนไปแกงส้ม เคล็ดลับความอร่อย ควรใส่ผักปลังลงในหม้อเป็นสิ่งสุดท้ายหลังจากน้ำแกงเดือดเต็มที่ เวลาใส่ผักลงไปควรกดให้จม พอเดือดสักพักก็ปิดไฟ ไม่ควรรอให้เดือดนาน เพราะจะทำให้ผักปลังเละไม่น่ากิน ชาวเมืองกรุงทำเป็นผัดผักไฟแดง หรือผัดน้ำมันหอย ผักปลังช่วยในการระบาย จึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย
    • ไหลบัว
      ไหลบัวคือหน่ออ่อนของต้นดอกบัวหลวงที่ยังไม่โผล่พ้นน้ำ ซึ่งต่างจากสายบัวที่เป็นส่วนก้านดอกของบัวสาย ไหลบัวมีความกรอบและรสชาติหวานมันจึงนิยมนำมากินสด คนอีสานนิยมกินเป็นผักสดกับส้มตำ แต่คนภาคกลางนิยมนำไปแกงส้ม ผัด หรือไม่ก็กินสดๆ ปัจจุบันเป็นไหลบัวผัดกุ้งเป็นเมนูยอดนิยมในภัตตาคารจีน ถือเป็นยาเย็น ช่วยบำรุงร่างกาย
    • ผักแพว
      ผักแพวหรือที่คนอีสานเรียกว่าผักแพ้ว ผักพริกม้า ส่วนคนเหนือเรียกผักไผ่ ความอร่อยของผักแพวอยู่ที่กลิ่นหอมและรสร้อนแรง จึงนิยมกินเป็นผักสดแนมกับอาหารรสจัดแทบทุกชนิด และนำไปปรุงเป็นเครื่องปรุงรสในอาหารประเภทลาบ และใส่แกงปลารสจัด เพื่อตัดกลิ่นคาวปลาพร้อมกับปรุงอาหารประเภทหอยเพื่อเสริมความหอม กินแล้วช่วยขับลมในกระเพาะดีนัก
    • ใบยอ
      น่าอัศจรรย์ใจที่รสขมของใบยอ และกลิ่นเฉพาะตัวนี้ มีบทบาทอย่างมากในอาหารไทยทั่วทุกภาค ที่เด่นสุดคือ ภาค กลางใช้เป็นผักรองกระทงห่อหมก เพราะความอร่อยของห่อหมกเข้ากันได้ดีกับใบยอ และยังไม่มีผักอื่นเข้ามาแข่งได้ ส่วนภาคอีสานนำไปทำแกงอ่อมใบยอ และภาคใต้ก็มีแกงรสเด็ดไม่แพ้กันคือ แกงเผ็ดปลาใส่ขมิ้นใบยอ การกินใบยอให้อร่อยควรตัดเส้นกลางใบออกและลวกก่อนนำมาแกง จะช่วยลดความขมได้ ใบยอช่วยบำรุงร่างกาย แก้ปวดท้อง ท้องร่วง
    • ย่ายาง
      จัดเป็นพืชประจำครัวภาคเหนือและอีสาน ภาคเหนือเรียกว่า จ้อยนาง ครัวอีสานใช้ใบย่านางผสมกับข้าวเบือ(ข้าวสารที่ตำละเอียด ใช้ผสมกับน้ำแกงเพื่อให้น้ำแกงข้น)มาทำแกงหน่อไม้ไผ่ป่า เป็นลักษณะต้มเปอะ คือแกงที่มีน้ำขลุกขลิก ใบย่านางทำให้เกิดรสกลมกล่อมอมหวาน อีกทั้งเพื่อกลบรสขื่นและขมนิดๆ ของหน่อไม้สด นอกจากนี้ยังผสมซุปหน่อไม้ ใส่แกงขี้เหล็กแบบพื้นบ้าน แกงกับยอดหวาย ภาคเหนือใส่ในแกงพื้นเมืองที่คล้ายกัน ใบย่านางที่นำมาใช้ในการทำอาหารนั้นยิ่งใส่มากเท่าไร ยิ่งทำให้อาหารจานนั้นอร่อยยิ่งขึ้น กินย่านางช่วยดับพิษร้อนถอนพิษไข้ได้
    • หัวปลี
      ปลีกล้วยที่ใช้ทำอาหารส่วนใหญ่เป็นปลีกล้วยน้ำว้า เพราะฝาดน้อยและหาง่ายกว่ากล้วยพันธุ์อื่นๆ หัวปลีสีแดงเมื่อแกะใบเลี้ยงออกจนถึงชั้นที่มีสีขาวนวล จะนำมาผ่าปลีตามยาวเป็นส่วนๆ แล้ว ต้องนำไปแช่น้ำผสมน้ำมะขามเปียกหรือน้ำมะนาวก่อน เพื่อรักษาปลีกล้วยให้ขาวนวลน่ากิน อาหารไทยนิยมกินปลีกล้วยสดกับเต้าเจี้ยวหลน กะปิคั่ว ผัดไทย ชุบแป้งทอด ปรุงเป็นแกงเลียง หัวปลีแก้โลหิตจาง ลดความดันโลหิต แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ที่สำคัญคือบำรุงน้ำนมในคุณแม่ลูกอ่อน
    • ผักแขยง
      ด้วยคุณสมบัติที่ให้กลิ่นหอม ชาวอีสานและชาวเหนือจึงนิยมเด็ดยอดอ่อนมากินเป็นผักสดร่วมกับส้มตำ ลาบ แจ่ว ป่น เพื่อช่วยกับกลิ่นคาว หรือเป็นเครื่องปรุงในแกงหน่อไม้ น้ำพริกปลาร้า อ่อม ผักแขยงมีมากในฤดูฝน กินแล้วช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน และช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้น
    • ผักติ้ว
      ผักติ้วมีมากในช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาว ยอดอ่อนและดอกมีรสเปรี้ยว กินเป็นผักสดกับอาหารรสจัดต่างๆ ได้อย่างเอร็ดอร่อย ทั้งน้ำพริก แกงเลียง แกงเผ็ดต่างๆ รวมทั้งอาหารเวียดนาม เช่น แหนมเนือง รสเปรี้ยวของผักติ้วกับรสฝาดของกล้วย และกลิ่นหอมของผักไผ่ ช่วยให้รสชาติของแหนมเนืองเข้ากันได้อย่างดี หรือนำมาประกอบอาหาร เช่น แกงส้ม ต้มยำ หรือใส่ในซ่าผัก (การยำยอดผักมายำ)ก็อร่อย

    ผักเป็นแหล่งที่อุดมด้วยเส้นใยอาหารตามธรรมชาติ มีโปรตีน เกลือแร่ และวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินเอ บี ซี อี และเค รวมทั้งสารอื่นๆ เช่น ไบโอฟลาโวนอยด์และน้ำย่อยบางชนิด ซึ่งล้วนสำคัญและจำเป็นต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของร่างกาย ซึ่งล้วนมีอุดมอยู่ในผักพื้นบ้านของไทย

    หลากวิธีปรุงเมนูผักพื้นบ้าน

    1. เผา เช่น หน่อไม้ มะเขือ หัวปลี มะระขี้นก มะเขือพวง
    2. หลาม (การเอาผักใส่กระบอกไม้ไผ่แล้วผาให้สุก) ผักใบ ดอกโสน
    3. นึ่ง ฝักหัว เห็ด ฟักทอง เผือก มัน
    4. ต้ม ฝักหัว ผักใบ เห็ด
    5. การถนอม ดอง เชื่อม ตากแห้ง เช่น หน่อไม้ดอง ผักเสี้ยนดองตากแห้ง ดอกงิ้ว เห็ด พริก
    6. ยำ คลุก เช่น ยำตะไคร้ ยำหัวปลี ยำถั่วพลู ยำหยวกกล้วย ยำข่า ยำกระถิน
    7. ผัด ใช้กับผักได้ทุกชนิด
    8. กินสดๆ เป็นเครื่องจิ้มน้ำพริก หลน

    เคล็ดลับคงคุณค่าสารอาหารในผักพื้นบ้าน

    1. ล้างก่อนปอก (ตัดราก ตัดขั้ว)
    2. ปอกหั่นแล้วใช้ทันที
    3. การต้มต้องใช้น้ำเดือดไฟแรง น้ำน้อย เวลาสั้น ปิดฝา
    4. การผัดต้องใช้ไฟแรงผัดเร็ว
    5. ไม่ควรปล่อยให้ผักเหี่ยว ควรเก็บผักให้สดเสมอ

    วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

    ตำรับยาสมุนไพรรักษาสัตว์สกัดจากภูมิปัญญาคนไทย

    ในขณะที่แพทย์แผนปัจจุบัน เจริญรุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งนั้น มีคนอีกไม่น้อยที่ยังพึ่งพา พืช สมุนไพร รักษาโรคในชีวิตประจำวันอยู่ และดูจะทวีจำนวนมากขึ้นทุกวัน ไม่เฉพาะในคนเท่านั้น ยังนำไปใช้เสริมสร้าง ความต้านทาน และรักษาโรคในสัตว์เลี้ยง ของเกษตรกรอีกด้วย โดยเฉพาะในสภาวะที่ประเทศไทย ถูกกีดกันจากต่างประเทศ เนื่องจากพบปัญหาสารตกค้าง ในเนื้อสัตว์อย่างเวลานี้

    ความจริงการใช้สมุนไพรรักษาโรคสัตว์เลี้ยงนั้นมีมานมนานแล้ว เป็นมรดกทางภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยที่พิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง เพียงแต่ขาดห้วงการสืบทอด ทำให้ความรู้บางอย่างสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย ในวันนี้ จึงได้นำตำรับยารักษาโรคสัตว์ที่ นายเล็ก กุดวงศ์แก้ว หรือ "พ่อเล็ก" ผู้นำคนสำคัญของกลุ่มอินแปง ได้พูดไว้เมื่อครั้งการสัมมนาวิชาการปรับปรุงพันธุ์พืชและขยายพันธุ์พืช ครั้งที่ 15 มานำเสนอกัน เพื่อให้ได้ทราบว่าสมุนไพรของไทยมีสรรพคุณไม่แพ้ยานอกเหมือนกัน

    ตำรับแรกเป็น ยารักษาโรคผิวหนังในควาย มี 4 ตำรับดังนี้ ตํารับที่ 1 กำมะถัน จุนสี ลูกเหม็น พอสมควร น้ำมันก๊าดและน้ำมันเครื่องนิดหน่อย นำมากวนให้เข้ากัน ควรล้างผิวหนังควายให้สะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนทาทุกวัน ไม่ควรให้ควายลงปลัก 1 สัปดาห์ จะช่วยรักษาแผลขี้เรื้อนได้ ตำรับที่ 2 กำมะถันขนาดนิ้วมือ บดผสมเมล็ดมันแกวครึ่งกิโลกรัม ผสมน้ำมันหมูหรือน้ำมันพืช หรือน้ำมันเครื่อง ทาทุกวัน กำมะถันช่วยให้แผลแห้งเร็วขึ้น ส่วนเมล็ดมันแกวใช้ฆ่าเชื้อ ตำรับที่ 3 ใบน้อยหน่า 1 กำมือ ตำให้ละเอียด ผสมกับยาสูบ ใส่น้ำเล็กน้อย คั้นเอาแต่น้ำ ชโลมบริเวณที่เป็นเหาวันละครั้ง แค่ 2-3 วัน โรคเหาในควายจะหายไป และ ตำรับที่ 4 ใช้ใบสะเดาโขลกให้ละเอียด ทาถูตรงที่ควายคัน จะทำให้ควายหายคันได้

    ยารักษาโรคตาอักเสบ-ตำรับที่ 1 นำปูนกินหมากและเปลือกหอยแครงบด มาเผาไฟ ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น และบดให้เป็นผงละเอียด รวมกับพิมเสน กรองให้ได้ฝุ่นละเอียดด้วยผ้าขาวบาง บรรจุลงในหลอดกาแฟ เป่าเข้าช่องจมูกหรือตา 4-5 ครั้ง ตาก็จะหายเจ็บ ตำรับที่ 2 ลูกมะคำดีควายหนึ่งลูก ตำให้แตก ใส่ขวดแม่โขงแบนเล็ก แล้วใส่น้ำฝนให้เต็มขวด เขย่าให้ฟองออก นำน้ำมาพ่นที่ตาเจ็บทุกเช้า 4-5 วัน ตาขาวเป็นดวงที่ลูกตาดำจะหาย ตำรับที่ 3 ใช้ข้าวสาร 1 หยิบ กับเกลือ 1-2 เม็ด เคี้ยวให้ละเอียด นำไปพ่นใส่ในลูกตา วันละครั้ง ประมาณ 1-2 ครั้ง โรคพยาธิในลูกตาควายจะหาย

    รักษาโรคปากและเท้าเปื่อย-ตำรับที่ 1 เปลือกประดู่ ใบสาบเสือ เกลือ วิธีปรุง สับใบสาบเสือและเปลือกประดู่อย่างละ 3 กำมือ เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่หม้อ ใส่เกลือ 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วม ต้มให้เดือด 10 นาที ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำไปราดที่กีบให้เปียก วันละ 3 ครั้ง ประมาณ 7 วัน โรคดังกล่าวก็จะหาย ตำรับที่ 2 ใช้เปลือกประดู่จำนวนมาก นำมาต้มกับน้ำจนข้น ทิ้งไว้พออุ่น ใช้ราดแผลที่เท้า แผลจะหายและกันแมลงวันตอม ตำรับที่ 3 ใช้ผลมะเฟืองมาคลุกเกลือ บีบพอน้ำออก กวาดลิ้นควายที่เปื่อย ช่วยรักษาโรคได้ ตำรับที่ 4 ตำไพลกับเกลือ (พอเค็ม) ใช้ทาปากและลิ้น รักษาปากและลิ้นให้หายเจ็บ

    สุดท้าย ยาถ่ายพยาธิควาย-ตำรับที่ 1 ใช้มะเกลือดิบ 10 ผล ตำพอแหลก คั้นกับน้ำ 1 ลิตร กรอกลูกควายอายุ 3-6 เดือนกิน ช่วยถ่ายพยาธิไส้เดือน-เส้นด้าย ตำรับที่ 2 ใช้มะหาดหรือปวกหาด นำเนื้อไม้เคี่ยวกับน้ำ กรองเนื้อไม้ออก บีบน้ำออกให้แห้ง จะได้ผลสีนวลจับเป็นก้อน ย่างไฟให้เหลือง เรียกว่า "ปวกหาด" นำปวกหาดคลุกข้าวเหนียว อัตราส่วน 1 มก.ต่อน้ำหนักสัตว์ 1 กก. ป้อนให้ควายกิน ช่วยถ่ายพยาธิตัวแบน ได้ผล 100% ตำรับที่ 3 ใช้ลูกมะเกลือบด 75 กรัม ปวกหาด 5 กรัม ดีเกลือไทย 3 กรัม ผสมน้ำ 300 ลบ.ซม. กินครั้งเดียวตอนเช้า หรือ ตำรับที่ 4 ใช้ใบขี้เหล็ก 1 กำมือใหญ่ คั้นเอาแต่น้ำ และผสมกับน้ำปูนใส 1 ขวดแม่โขง กรอกตอนเช้าก่อนให้อาหาร 2-3 ครั้ง ช่วยถ่ายพยาธิได้เหมือนกัน

    นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของตำรับยารักษาโรคสัตว์ของบรรพบุรุษไทย ที่ได้นำมาเสนอกัน ซึ่งหากมีการศึกษาวิจัยต่อยอด สกัดเป็นตัวยาที่สะดวกและง่ายต่อการใช้ได้สำเร็จ เชื่อว่าในอนาคตคงช่วยลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศได้ไม่น้อยทีเดียว ที่สำคัญช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากมาตรการกีดกันของประเทศเจริญแล้วด้วย นี่ซิ...น่าคิด!!!

    ดวงแก้ว ผุงเพิ่มตระกูล

    วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

    เรื่องน่ารู้ของกล้วย


    นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ากล้วยมีต้นกำเนิดในไทย มาเลเซีย พม่า อินเดีย
    เป็นทรัพยากรท้องถิ่นแถบ นี้ และน่าจะเกิดมานาน กว่า ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว
    กล้วยได้กลายเป็น ที่รู้จักของชาวโลกผ่านทาง พ่อค้าอาหรับที่มาค้าขาย
    เครื่องเทศ
    ต่อมาช่วงศตวรรษที่ ๑๕ เมื่อสเปนและโปรตุเกสล่าอาณานิคมแถบ
    อินโดนีเซีย ได้นำกล้วย กลับไปยังยุโรป
    กล้วยกระจายถึงทวีปอเมริกาในปีค.ศ. ๑๕๑๖ โดยหมอสอนศาสนา
    ชาวสเปนนาม Thomas de Berlanga
    การที่กล้วยออกลูกคราวละมากๆ แตกหนอแตกกอง่าย ทั้งคนไทย และ
    ชาวเอเชียหลายประเทศ จึงถือเอากล้วยเป็นตัวแทนของการสืบสกุล ความเจริญ
    รุ่งเรืองของวงศ์ตระกูล
    ในพิธีสู่ขอ เราจะเห็นหน่อกล้วยร่วมขบวนเสมอ เป็นเครื่องหมายของ
    การมีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมือง
    ของเซ่นไหว้ทั้งไทย และจีนนิยมกล้วยทั้งหวี หลายชาติทั้งไทยฝรั่งเห็น
    พ้องต้องกันว่า ผลกล้วย เป็นตัวแทนของอวัยวะเพศชาย (แต่ระยะหลังคนไทย
    จะอ้างอิงมังกรเสียมากกว่า)
    ส่วนพิธีบูชาคุณหมอตำแยก็ต้องมีกล้วยหนึ่งหวี ข้าวสาร หมากพลู ฯลฯ
    เรียกว่าตั้งขันข้าว
    ชาวอินเดียเซื่อว่า
    กล้วยเป็นอาหารของคนฉลาดและฤาษีผู้บำเพ็ญตบะแก่กล้า
    กล้วยช่วยให้ ปัญญาเฉียบแหลมและมี พลังน่ามหัศจรรย์
    ส่าหรับชาวฝรั่งในอดีต กล้วยเป็นอาหารคนรวย เพราะต้องนำเข้าจากประเทศ
    แถบร้อน และขนส่งด้วยการแช่เย็นโดยเรือกลไฟ เรียกเรือขนกล้วยว่า "Banana Boats"
    กล้วยเคยมีบทบาท ทางการเมืองระหว่างประเทศเมื่อสหรัฐอเมริกาตั้งบริษัท
    ค้ากล้วย ส่งเสริมให้ประ เทศเขตร้อนในอเมริกากลาง ปลูกกล้วยเป็นพืชหลักป้อน
    ตลาดอเมริกา
    ต่อมามีการใซ้นโยบาย เลือกซื้อกล้วยจากประเทศด้อยพัฒนาเหล่านี้ สร้าง
    อำนาจต่อรองเพื่อประโยชน์ ทางการเมือง จนดูเหมือนประเทศผู้ผลิตกล้วยกลาย
    เป็นเมืองขึ้นของอเมริกา เกิดคำเรียกประเทศ เหล่า นี้ว่า "Banana Republics"
    คนส่วนใหญ่กินกล้วย โดยไม่เคยเห็นต้นกล้วย หลายท่านอาจแย้งว่าเคย
    เห็นบ่อย ต้นกลมกลึง สูงท่วมหัว
    ความจริงต้นกลม ๆ มีใบขนาดใหญ่แตกเป็น พุ่มที่ยอดนั้น หาใช่ต้น
    กล้วยจริงๆไม่ เป็นเพียงก้านกล้วยแผ่ทบกันเป็นชั้นๆ ดูคล้ายลำต้น เรียก
    ว่าลำต้นเทียม
    ต้นกล้วยจริง มี ลักษณะเป็นเหง้าอยู่ไต้ ดินครับ การทำลายต้น
    กล้วยจึงต้องขุด มิใช่ฟัน
    กล้วยต้นหนึ่งๆจะ ให้ผลเพียงครั้งเดียวเมื่อออกเครือเสร็จสิ้นก็จะยืน
    ต้นรอตาย
    ท่านที่ปลูกกล้วยไว้หลังบ้าน แต่เป็นชาวสวนประเภทมือใหม่หัดขับ ควร
    ตัดต้นกล้วยทิ้งหลังเก็บผล แล้ว เพื่อให้ต้นใหม่ได้ แทงยอดเติบโตไม่แย่ง
    อาหารกัน
    ฝรั่งเรียกกล้วยว่า บานาน่า (Banana) ตามภาษา แอฟริกัน Banema
    ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ Musa Sapientum นั้น
    คำ ว่า Musa มาจาก Muz เป็นภาษาอาหรับ แปลว่ากล้วย
    ส่วน Sapientum ตั้งเพื่อ เป็นเกียรติแก่อเล็กซานเดอร์มหาราช
    ที่แผ่พระบารมีไปถึงอินเดีย ว่ากันว่าทรงได้พบกับนักปราชญ์อินเดีย
    Homines Sapientes ผู้ซึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นกล้วยและกินกล้วยเป็นอาหาร
    ถ้าถามว่ากล้วยมีกี่ชนิด พวกเราคงนึกออก แต่เฉพาะกล้วยยอดนิยม
    เช่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า เล็บมือนาง กล้วยตานี กล้วยหักมุก กล้วยไข่ เป็นต้น
    แต่ถ้านับกันจริงจัง สายพันธุ์กล้วยในไทยนั้น มีไม่ต่ำกว่า ๕๐ สายพันธุ์
    คนเก่งภาษาอาจเคย ได้ยินคำว่า "กล้าย" กล้วยกล้าย ก็เรียก
    กล้ายลูกใหญ่และอ้วนกว่ากล้วย สุกแล้วเนื้อไม่นิ่ม ยกตัวอย่างเช่น
    กล้วยหักมุก กล้วยส้ม จัดเป็น กล้าย จำต้องนำมาปรุงด้วยความร้อน
    ฝรั่ง เรียกกล้ายว่า Plantains
    ในอินเดียนิยมนำกล้ายมาบดเป็นแป้งเรียก แป้งกล้าย ใช้ปรุงอาหาร
    ทำเค็กคุกกี้ แป้งจากกล้าย มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาแผลโรค กระเพาะอาหารได้ด้วย
    กล้ายเป็นญาติสนิทของกล้วย มีแป้งมาก บางประเทศใช้กินเป็นผัก
    หากปล่อยให้สุกจริงๆอาจ เปลี่ยนสีผิวจากเขียวเป็นเหลืองในบางพันธุ์ แต่
    เนื้อในยังคงแข็ง และไม่มีรสหวาน
    ในแง่โภชนาการเทียบ คุณค่ากล้ายได้ใกล้เคียงกับกล้วย คือเป็นแหล่ง
    โปแตสเซียมและวิตามินซี กล้ายมีเบต้าแคโรทีนสูง ขนาดเนื้อ ๑ ขีด ให้วิตามิน
    เอราว๑๘% ของปริมาณ ที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน (เมื่อเทียบกัน กล้วยจะให้
    วิตาามินเอเพียง ๒%)
    ในตลาดต่างประเทศ จะติดฉลากกล้ายว่า "Platanos" นิยมนำมาปรุง
    อาหารด้วยการย่างหรือทอด กินกับปลา หรือไก่ คล้ายมันฝรั่ง
    ละตินอเมริกาเป็น แหล่งปลูกกล้วยเพื่อการส่งออกรายใหญ่ของโลก
    ผลผลิตถึง๑๑ ล้านตันในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ขณะที่ไทยเราผลิตเพื่อส่งออกเพียง
    สองพันตันเท่านั้น
    ผู้ผลิตกล้วยส่งออกรายใหญ่ของเอเชียต้องยกนิ้วให้ฟิลิปปินส์
    เขาส่งออกถึงปีละกว่าแปดแสนตัน ส่วนอินเดียซึ่งผลิตกล้วยและกล้าย
    ได้มากที่สุดนั้นกินกล้วยที่ตัวเองผลิตจนหมดไม่เหลือส่งออก
    กล้วยเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต โปแตสเซียม แมกนีเซียม ไอโอดีน
    วิตามินซี และโฟเลต นอกจากนี้ยังมีแคโรทีน วิตามินบีแทบทุกตัว
    วิตามินอี และกรดอะมิโนทริปโทแฟน
    กล้วยไข่มีสารเบต้าแคโรทีนมากเป็นพิเศษเมื่อ เทียบกล้วยอื่น
    เนื้อกล้วยอ่อนนุ่ม ย่อยง่ายทั้งกับเด็กเล็กและ คนชรา ให้พลังงานและ
    วิตามินเกลือแร่สมตัว หรือมากกว่าผลไม้อื่นๆในแง่ พลังงาน เพราะกล้วยมีน้ำ
    ในเนื้อต่ำ จึงเข้มข้นด้วยคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นตัว ให้พลังงาน
    นักกีฬาหลายคนชอบ กินกล้วยเป็นของว่างแทน ขนมขบเคี้ยว นอกจากจะ
    ทำให้มีแรงยังให้โปแตสเซียม เกลือแร่สำคัญที่มักจะสูญเสียพร้อมกับเหงื่อ
    ขณะออกกำล้งกาย
    โปแตสเซียมจำเป็นมากในการรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย ควบคุมการ
    หดตัวของกล้ามเนื้อ ช่วยการสันดาปแป้งและน้ำตาล และการส่งสัญญาณประสาท
    โปแตสเชียมยังมีหน้าทึ่ ควบคุมจังหวะการเต้นของ หัวใจและความดัน และ
    สำหรับผู้สูงอายุมันอาจช่วยลดความเสี่ยงจากอาการเส้นเลือดตีบตันในสมอง
    กล้วยทุกชนิดให้พลังงาน ใกล้เคียงกับทุเรียนชะนี
    กล้วย ๑ ขีด ไห้ พลังงาน ๑๔๐ กิโลแคลอรี่
    ทุเรียนชะนีให้พลังงาน ๑๓๙ กิโลแคลอรี่
    ใครที่ลดความอ้วน ด้วยการกินกล้วยแทนข้าว น่ะ...คิดผิดแท้ๆ
    หากคุณซื้อกล้วยแก่แต่ยังไม่สุก อย่านำเข้าตู้เย็น เพราะความเย็นจะ
    หยุดยั้งปฏิกิริยาเคมีที่ทำให้ กล้วยสุก แม้ภายหลังจะนำกล้วยออกจากตู้เย็น
    มาบ่ม กล้วยก็จะไม่สุกอีกแล้ว
    การบ่มกล้วยทำง่ายๆ โดยทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง หรือจะให้สวย
    อาจใส่ในถุงพลาสติก ถ้ามีแอปเปิ้ลสุกจัดเหลือทิ้ง จงใส่เข้าไปในถุงด้วย
    แอปเปิ้ลจะคายแก๊สบางชนิดที่ช่วยให้กล้วยสุกสีสวยสม่ำเสมอ
    เมื่อกล้วยสุกงอม จงนำเก็บในตู้เย็น ความเย็นจะรักษาเนื้อกล้วย
    ให้คงที่แม้ผิวนอกจะดำคล้ำ
    ฝรั่งมีวิธีกินกล้วย แปลกๆอยู่อย่างคือ นำกล้วยหอมแช่แข็งมาบด
    ด้วยเครื่องปั่นให้เหลวเละ เติมครีม กินขณะเย็นจัด เหมือนไอศครีม
    เห็นเนื้อแล้วอยากแหวะ แต่รสซาติ แปลกดี
    อินโดนีเซียก็มีตำรับ กล้วยบวชชีน่าเรียนรู้
    เขาใช้กล้วยห่ามเชื่อมกับน้ำตาลให้เข้าเนื้อก่อน
    จากนั้นใส่กะทิในหม้อ
    เติมกล้วยที่เชื่อมแล้วและเนื้อมะพร้าวอ่อน ตั้งไฟพอเดือดเติมเกลือพอเค็มๆมันๆ
    จึงใส่แป้งมันให้น้ำข้นเหนียว อร่อยแปลกไปอีกแบบ
    คนไทยรู้จักทำกล้วยตาก กล้วยทับ กล้วยปิ้ง กล้วยแขก กล้วยกวน กล้วยต้ม
    ข้าวเกรียบกล้วย กล้วยแผ่น กล้วยเชื่อม กล้วยอบน้ำผึ้ง กล้วยบวชชี
    และสารพัดกล้วย
    ต่างประเทศยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆจากกล้วย ที่คุณอาจคาดไม่ถึง เช่น
    กล้วยเหลวจุกระป๋อง ( Banana Puree) กล้วยคืนรูป (Rehydrated Banana)
    กล้วยผง (Banana Powder) กล้วยแผ่น ฯลฯ
    ข้อควรรู้
    - เลือกซื้อกล้วยห่ามตามตลาดมาบ่มให้สุกที่บ้าน จะตีกว่า
    เพราะกล้วยสุกตามตลาดอาจช้ำในรสชาดไม่อร่อย
    -ระวังกล้วยสุกไม่เต็มที่จะทำให้ท้องอืด และผายลมบ่อย -
    กล้วยอาจทำให้เกิดความดันสูงเฉียบพลันในคนที่กินยากลุ่ม Maoi

    จากคอลัมน์เภสัชโภชนา พลอยแกมเพชร ปี 9 ฉบับที่ 203 15 กรกฎาคม 2543 หน้า 46

    มานิตย์ : )

    ดื่มน้ำลูกยอเกินทำไตวายเฉียบพลัน ไม่มีสรรพคุณรักษาโรคเบาหวาน


    แพทย์เตือนดื่มน้ำลูกยอ ระวังได้รับสารโปแตสเซียมและแคลเซียมสูงเกินความต้องการส่งผลให้ไตทำงานหนัก โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตพบหลายรายไตพัง ไตวายเฉียบพลัน ย้ำน้ำลูกยอไม่ได้ลดน้ำตาลในคนไข้โรคเบาหวาน แพทย์แผนไทยแนะวิธีใช้ ควรนำลูกยอแก่ห่ามมาทำส้มตำ ฝานบางๆตากแห้ง คั่วไฟอ่อนๆ ชงเป็นน้ำชา แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน ขับเลือด ยาอายุวัฒนะ


    นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อด้านโรคเบาหวาน โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า น้ำลูกยอไม่สามารถลดน้ำตาลในเลือดหรือรักษาโรคเบาหวานได้ แนะนำให้เลิกดื่ม ควรหันมาควบคุมปริมาณอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะดีกว่า


    พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า การใช้สมุนไพรควรใช้แบบโบราณที่สืบทอดกันมา วิธีที่แพทย์แผนไทยยอมรับ คือ การใช้แบบดั้งเดิม นำลูกยอแก่สดมาทำส้มตำ ได้อาหารหลายรส ทั้งเปรี้ยว เผ็ด มีข้อจำกัดคือ กินได้ไม่มาก ไม่มีใครนำลูกยอสดเป็นกิโลๆ มาเคี้ยวกินเล่น เพราะมีกลิ่นฉุน อีกวิธีหนึ่งคือ การฝานบางๆ ตากแห้ง ชงเป็นน้ำชาดื่ม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน วิธีเหล่านี้คนรุ่นใหม่มองข้าม กลับนำวิธีสมัยใหม่ คือ การดองเพื่อสกัดสารสำคัญในลูกยอ จึงขอให้ตระหนักถึงปริมาณสารที่สกัดออกมา ควรตรวจวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่า มีปริมาณโปแตสเซียม แคลเซียม วิตามินเท่าใด กินมากน้อยแค่ไหน กินอย่างไรจึงจะไม่เกิดอันตราย อย่าลืมว่า สมุนไพรถ้าเกินขนาด ผิดวิธี เกิดโทษเสมอ ต้องวิจัยให้ชัดเจนว่าต้องกินเท่าใด กินอย่างไร กรณีลูกยอสกัดเข้มข้น หมอก็ห่วงกลัวว่า จะได้รับโปแตสเซียมและแคลเซียมมากเกินความต้องการ โดยเฉพาะคนเป็นโรคไต ถ้ามีโปแตสเซียมมากเกินไป จะทำให้ไตวายเฉียบพลันได้ แต่ถ้าเรากินแบบนำลูกยอสดมาคั้น เรากินได้เพียงแก้วเดียว ถ้าสกัดเข้มข้นมีโอกาสกินเกิน.


    ดื่มน้ำลูกยอเกินทำไตวายเฉียบพลัน ไม่มีสรรพคุณรักษาโรคเบาหวาน


    แพทย์เตือนดื่มน้ำลูกยอ ระวังได้รับสารโปแตสเซียมและแคลเซียมสูงเกินความต้องการส่งผลให้ไตทำงานหนัก โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตพบหลายรายไตพัง ไตวายเฉียบพลัน ย้ำน้ำลูกยอไม่ได้ลดน้ำตาลในคนไข้โรคเบาหวาน แพทย์แผนไทยแนะวิธีใช้ ควรนำลูกยอแก่ห่ามมาทำส้มตำ ฝานบางๆตากแห้ง คั่วไฟอ่อนๆ ชงเป็นน้ำชา แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน ขับเลือด ยาอายุวัฒนะ


    นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อด้านโรคเบาหวาน โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า น้ำลูกยอไม่สามารถลดน้ำตาลในเลือดหรือรักษาโรคเบาหวานได้ แนะนำให้เลิกดื่ม ควรหันมาควบคุมปริมาณอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะดีกว่า


    พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า การใช้สมุนไพรควรใช้แบบโบราณที่สืบทอดกันมา วิธีที่แพทย์แผนไทยยอมรับ คือ การใช้แบบดั้งเดิม นำลูกยอแก่สดมาทำส้มตำ ได้อาหารหลายรส ทั้งเปรี้ยว เผ็ด มีข้อจำกัดคือ กินได้ไม่มาก ไม่มีใครนำลูกยอสดเป็นกิโลๆ มาเคี้ยวกินเล่น เพราะมีกลิ่นฉุน อีกวิธีหนึ่งคือ การฝานบางๆ ตากแห้ง ชงเป็นน้ำชาดื่ม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน วิธีเหล่านี้คนรุ่นใหม่มองข้าม กลับนำวิธีสมัยใหม่ คือ การดองเพื่อสกัดสารสำคัญในลูกยอ จึงขอให้ตระหนักถึงปริมาณสารที่สกัดออกมา ควรตรวจวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่า มีปริมาณโปแตสเซียม แคลเซียม วิตามินเท่าใด กินมากน้อยแค่ไหน กินอย่างไรจึงจะไม่เกิดอันตราย อย่าลืมว่า สมุนไพรถ้าเกินขนาด ผิดวิธี เกิดโทษเสมอ ต้องวิจัยให้ชัดเจนว่าต้องกินเท่าใด กินอย่างไร กรณีลูกยอสกัดเข้มข้น หมอก็ห่วงกลัวว่า จะได้รับโปแตสเซียมและแคลเซียมมากเกินความต้องการ โดยเฉพาะคนเป็นโรคไต ถ้ามีโปแตสเซียมมากเกินไป จะทำให้ไตวายเฉียบพลันได้ แต่ถ้าเรากินแบบนำลูกยอสดมาคั้น เรากินได้เพียงแก้วเดียว ถ้าสกัดเข้มข้นมีโอกาสกินเกิน.


    มะระขมเป็นยารักษาเบาหวาน


    รศ.กฤษณา ภูตะคาม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักวิจัย เปิดเผยว่า พบพืชสมุนไพรในไทยนับ 10 ชนิด มีสรรพคุณควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ จึงสนใจทดลองว่าพืชผักเหล่านี้ลดน้ำตาลในเลือดได้หรือไม่ โดยเลือกพืชจาก มูลนิธิโครงการหลวง ได้ผลว่า มะระขาว และผักเชียงดา สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่ไม่ดีเท่ากับยาแผนปัจจุบัน ลดระดับน้ำตาล ได้ระดับหนึ่ง ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ของระดับน้ำตาลเริ่มต้น จึงเห็นว่าควรให้ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานอยู่เป็นประจำ มากกว่าคิด จะพัฒนาขึ้นให้เป็นยา เพราะการพัฒนาให้เป็นยาจะใช้เวลานาน และค่าใช้จ่ายสูง
    รศ.กฤษณากล่าวว่า ถ้าแนะนำให้ผู้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง รับประทานผัก 2 ชนิดนี้เป็นประจำ จะช่วยลดระดับ น้ำตาลในเลือดลง และอาจช่วยลดปริมาณยาที่ต้องใช้ลงได้ ขณะนี้ทางญี่ปุ่นสนใจนำผักเชียงดา ไปทำผลิตภัณฑ์ใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยใช้ผสมในอาหารแล้ว
    โดยคุณ : วิทยาการ

    วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2548

    โอสถสารกระชายดำวิจัยพบฤทธิ์เทียบเท่าโสมเกาหลี

    ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา กระชายดำ ได้รับความนิยมอย่างมาก มีการขยายพื้นที่ปลูก จนผลผลิตล้นตลาด หลายพื้นที่ที่ปลูกประสบ ปัญหาคุณภาพ สีเนื้อเหง้ากระชายดำ ไม่มีคุณภาพ ส่วนภาครัฐเองก็ไม่สามารถ ขยายตลาดไปยัง ตลาดต่างประเทศได้ เนื่องจากไม่มีข้อมูล ทางวิทยาศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ที่ยืนยันสรรพคุณ ในกระชายดำได้ โดยเฉพาะสรรพคุณ ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศของบุรุษ และ สรรพคุณบำรุงกำลัง ที่พบว่ามีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรกระชายดำอย่างมาก

    ทำให้แนวโน้มราคาตกต่ำลงเรื่อยๆ จากที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 400-500 บาท ลดลงเหลือแค่ 50-60 บาท เท่านั้น!!!

    นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่าแม้กระชายดำจะราคาตกต่ำ แต่ก็เป็นสมุนไพรร่วมสมัยที่ผู้คนให้ความสนใจ เนื่องจากมีสรรพคุณมากมายทั้งต้านการอักเสบ ต้านเชื้อรา เชื้อไวรัส วัณโรค มาลาเรีย การเกิดอนุมูลอิสระและแผลในกระเพาะอาหาร และที่โดดเด่นที่สุดก็คือ สรรพคุณในด้านบำรุงกำลังเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ จนได้รับการขนานนามว่า โสมไทย นอกจากนี้ ผลการวิจัยล่าสุดยังได้พบว่ากระชายดำมีฤทธิ์ ต้านทานความเหนื่อยล้า

    ด้วยเห็นว่าเป็นสมุนไพรที่ยังมีอนาคต และเพื่อหาข้อมูลทางวิชาการ มาเป็นเครื่องยืนยัน กรมวิชาการเกษตร จึงร่วมกับ สำนักงานพัฒนา การวิจัยการเกษตร (สวก.) ซึ่งเป็นองค์การมหาชน จัดทำ โครงการศึกษาสารออกฤทธิ์ ต้านความเหนื่อยล้า ของเหง้ากระชายดำ สำหรับการคัดเลือกพันธุ์เชิงพาณิชย์ โดย สวก.ให้ทุนสนับสนุนการวิจัย แก่กรมวิชาการเกษตร จำนวน 5,833,432 บาท ใช้ระยะเวลาทำวิจัย 2 ปี (2547-2549)

    ดร.เสริมสกุล พจนการุณ นักวิชาการเกษตร 6 ศูนย์บริการและวิชาการด้านพืช และปัจจัยการผลิตจังหวัดเลย หนึ่งในผู้ทำวิจัย เปิดเผยว่า โครงการนี้มีนักวิจัยทำงาน ร่วมกันหลายท่าน โดยในส่วนของตัวเองรับผิดชอบ ในการรวบรวม ศึกษาและคัดเลือกพันธุ์กระชายดำ และการวิจัยเชิงสำรวจ และศึกษาความเป็นไปได้ ทางเศรษฐศาสตร์

    ส่วนการทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ของสารสกัดเหง้ากระชายดำ การศึกษาวิเคราะห์องค์ ประกอบเคมีของสัดส่วน (fraction) ที่มีฤทธิ์ต้านความเหนื่อยล้าและวัยขณะเก็บเกี่ยว และการเก็บรักษาเหง้ากระชายดำที่เหมาะสมนั้น ได้ให้ทาง ดร.ไชยยง รุจจนเวท, ดร.ประสาท กิตตะคุปต์ และ รศ.ดร.มานิตย์ โฆษิตตระกูล เป็นผู้ทำการศึกษาตามความถนัดของแต่ละท่าน

    สำหรับในเบื้องต้นนี้ กรมจะดำเนินการรวบรวม และศึกษาพันธุ์กระชายดำ จากแหล่งปลูกเชิงการค้า ในพื้นที่ต่างๆ และปลูกทดสอบพันธุ์ในแปลงต่างๆ ของประเทศไทย จากนั้นจะแยกสารสกัด จากเหง้ากระชายดำ และใช้องค์ประกอบทางเคมีสัดส่วน ที่มีฤทธิ์ต้านความเหนื่อยล้า เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกพันธุ์เชิงพาณิชย์

    เพื่อให้ได้กระชายดำพันธุ์ดี มีฤทธิ์ต้านความเหนื่อยล้าและให้ผลผลิตต่อไร่สูง ก่อนกระจายพันธุ์ดีให้เกษตรกรปลูกตามแนวทางเกษตรดี ที่เหมาะสม (GAP)

    กระชายดำของไทยวันนี้ จะยืนเทียบโสมเกาหลีได้หรือไม่... คงไม่สำคัญเท่าใดนัก... กับปัจจัยที่ว่าเมื่อ เกษตรกรปลูกแล้วขายไม่ออก เป็นเรื่องที่สำคัญกว่า...ค่ะ!!!

    ดวงแก้ว ผุงเพิ่มตระกูล

    วิจัยพบมะนาวปราบโรคเอดส์ชะงัดออสเตรเลีย รายงานที่ประชุมใหญ่

    ผู้ที่กำลังอ้อนวอนให้มีขี้ผึ้งฆ่าเชื้อโรคเอดส์ได้โดยเร็ว อาจจะพบด้วยความประหลาดใจว่ามีอยู่แล้วในครัวนี่เอง เพราะมันคือมะนาวที่ใช้ทำกับข้าวกินกันอยู่

    ทั้งนี้เป็นการแย้มเปิดเผยของเหล่านักวิจัยเมืองจิงโจ้ ซึ่งได้สนใจติดตามศึกษา ตามที่ได้รู้มาว่า มีการใช้มะนาวเป็นยาคุมกำเนิดในหมู่สตรีตามชาติเอเชียอาคเนย์ เพราะมะนาวออกฤทธิ์ฆ่าตัวอสุจิได้ พวกเขาเตรียมจะได้เสนอผลการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ ต่อที่ประชุมเรื่องโรคเอดส์ระหว่างประเทศ ที่กรุงเทพฯในครั้งนี้

    นายโรเจอร์ ชอร์ต หัวหน้าทีมแห่งมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นกล่าวว่า การศึกษาได้พบว่า น้ำยาผสมมะนาว ได้แสดงฤทธิ์ให้เห็น ในจานทดลองในห้องปฏิบัติการว่า เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อไวรัสโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องในมนุษย์ได้อย่างแรง ถ้าหากว่าการทดลองในสถานพยาบาลต่อไป ปรากฏผลยืนยันตรงตามนี้ น้ำมะนาวก็จะกลายเป็นยาฆ่าเชื้อโรคเอดส์ธรรมชาติ ที่ปลอดภัยและได้ผลชะงัดไปได้.

    โมกหลวง แก้บานทะโรค

    สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

    โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง



    บานทะโรค เป็นชื่อเรียกริดสีดวงทวารเรื้อรังชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นตรงปลายลำไส้ใหญ่ ถึงขั้นที่ดากหรือทวารหนักบานเบอะออกมาข้างนอกจนทำให้ผู้ที่เป็นริดสีดวง ชนิดนี้ นั่งไม่สะดวก เพราะลมมันเย็นดังที่เป็นโจ๊กล้อเลียนกันในโฆษณา ขายยาแก้ริดสีดวงทวาร

    แน่นอนว่าคนยุคนี้เป็นริดสีดวงทวารมากกว่าคนยุคก่อน เพราะชอบกินอาหารฟาสต์ฟูด มีไขมันสูง แต่มีกากใยน้อย ทำให้ท้องผูก แรงเบ่งในขณะขับถ่าย ทำให้เส้นเลือดดำฝอยที่ปลายลำไส้ใหญ่โป่งพอง เมื่อถูกก้อนอุจจาระแข็งๆ ครูดบ่อยๆ เข้าก็เป็นแผลอักเสบเรื้อรัง ที่เรียกว่า ริดสีดวงนั่นแหละ

    เข้าทำนองกินตามปากดากเดือดร้อน

    ริดสีดวงทวารมิใช่โรคร้ายแรงอะไรนัก เมื่อเทียบกับโรคในระบบทางเดินอาหารอื่นๆ เช่น โรคกระเพาะอาหาร โรคลำไส้อักเสบ เป็นต้น ยกเว้น ริดสีดวงทวารที่มีเลือดออกมาคราวละมากๆ ขณะขับถ่าย อาจเกิดอาการช็อก เพราะเสียเลือดมาก และอาจถึงตายได้ ถ้าแก้ไขไม่ทัน

    แม้ริดสีดวงทวารจะมิใช่โรคอันตราย แต่คนที่เป็นสมาชิกประจำของโรคนี้ ย่อมรู้ดีว่ามันก่อความทุกข์ทรมานในชีวิตประจำวันขนาดไหน ทำให้สูญเสียบุคลิกภาพที่ดี ขาดความมั่นใจในตนเอง จะนั่งจะยืนจะเดินจะนอนก็ไม่เป็นสุข และเวลาที่ทุกข์มากที่สุดก็คือ ตอนไปสุขานั่นเอง เพราะต้องใช้เวลาปลดทุกข์นานกว่าคนอื่น

    ริดสีดวงทวารเป็นโรคที่เป็นง่ายหายยาก แม้ผ่าตัดก็ไม่หายขาด หากไม่ควบคุมการกิน การถ่ายอย่างเข้มงวด ในทางการแพทย์แผนไทยนั้น มีสมุนไพรหลายตัวและสูตรยาโบราณหลายตำรับที่ใช้เยียวยาริดสีดวงทวารหนักได้ เช่น เพชรสังฆาต อัคคีทวาร ดอกต้นตีนเป็ดน้ำ ใบรักขาว รากเจตมูลเพลิงแดง เป็นต้น

    แต่ถ้าเป็นริดสีดวงทวารชนิดบานทะโรค หมอยาไทยมักแนะนำให้ใช้ตำรับยาประสะโมกหลวง ซึ่งมีกล่าวไว้ใน "พระคัมภีร์สรรพคุณแลมหาพิกัด" ของ พระยาพิศณุประสาทเวช หรือที่หมอไทยรู้จักท่านในนาม หมอคง แพทย์หลวงประจำพระองค์รัชกาลที่ 6 กล่าวว่า

    "โมกหลวง มีคุณมากกับชายหญิงอันเป็นไข้ บานทะโรค มีโลหิตออกมา บางทีกลับกลายเป็นหนอง บางทีเป็นน้ำคาวปลา น้ำล้างเนื้อ น้ำเหลือง บางทีเป็น หัวยื่นย้อย ออกมา บางทีเป็น จุกผาม มิได้สำแดงออกมา บางทีเป็นอย่างดอกแคแตรบานก็มี บางทีเปื่อยที่ทวารก็มี"

    ต้องขออธิบายความในพระคัมภีร์เพิ่มเติมเพื่อบอกให้รู้ว่า ต้นโมกหลวง มิใช่มีสรรพคุณแก้โรคริดสีดวงทวารบานทะโรค ที่มีโลหิตออกมาเท่านั้น แต่ริดสีดวงทวารชนิดที่เป็นหนอง เป็นน้ำเหลืองเยิ้ม หรือมีเลือดออกจางๆ คล้าย น้ำล้างเนื้อหรือน้ำคาวปลาของสตรีหลังคลอด โมกหลวงก็สามารถรักษาได้

    ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีริดสีดวงที่งอกในทวารเป็นลักษณะเดือยไก่ หรือกลีบมะไฟ หรือเป็นหัวยื่นห้อยออกมา ยัดกลับเข้าไปไม่ได้ เวลาถ่ายอุจจาระแต่ละทีก็น้ำตาเล็ด

    ส่วนที่เป็นจุกผามนั้น คือเป็นริดสีดวงทวารแบบไม่มีหัวแต่บวมอักเสบอยู่ภายใน (อันที่จริงคำว่าจุกผาม มักใช้กับโรคตับโตและม้ามโต) และอย่างดอกแคแตรบานนั้น ถ้าเป็นคนโบราณก็นึกภาพออกทันที แต่คนสมัยนี้ส่วนใหญ่คงไม่เคยเห็นต้นแคแตร ซึ่งเป็นแคป่าที่มีลักษณะเหมือนต้นแคบ้านนั่นเอง ต่างกันที่รูปลักษณ์ของดอก แคป่าจะมีดอกสีขาวเมื่อบานเต็มที่ในเวลากลางคืน จะเหมือนปากแตรหรือปากลำโพง จึงมีชื่อเรียกว่าแคแตร

    คิดดูก็แล้วกันว่า ริดสีดวงทวารที่บาน เหมือนปากแตรนั้นสาหัสเพียงใด



    ริดสีดวง ทวารที่จาระไนมาทั้งหมดนั้น สามารถรักษาเยียวยาได้ด้วย สมุนไพรโมกหลวง ซึ่งเป็นไม้ที่ขึ้นอยู่ดาษดื่นทุกภูมิภาคของประเทศไทย ทางเหนือเรียกหนามเนื้อ หรือมูกมันหลวง ภาคกลางเรียกโมกใหญ่ ทางใต้เรียกพุทธรักษา หรือพุด ทางอีกสานเรียกมูกมันน้อย

    ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ชื่อวิทยาศาสตร์อย่างเดียวกันว่า Holarrina antidysenterica ซึ่งในชื่อพฤกษศาสตร์ เองก็บ่งบอกไว้ชัดว่ามีสรรพคุณ แก้บิด

    ส่วนต้นโมกที่เรารู้จักกันดีนั้นเป็นไม้ประดับอยู่วงศ์เดียวกัน แต่เป็นคนละต้น เรียกว่าโมกบ้าน มีขนาดเล็กกว่าโมกหลวงมาก โมกหลวงนั้นเป็นไม้ป่าที่คนสมัยก่อนรู้จักกันดี

    หมอยาไทย รู้จักใช้เปลือกต้นโมกหลวงต้มกินแก้บิดมูกเลือดมานานแล้ว ภายหลังจึงพบว่าในเปลือกต้นของสมุนไพรชนิดนี้มีสารแอลคาลอยด์ ชื่อ "โคเนสซีน" (Conessine) มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อบิดได้ เปลือกต้นไม้ชนิดนี้จึงมีชื่อพิเศษว่า เปลือกโคเนสซี (Conessi Bark)

    ตัวอย่างของแพทย์แผนปัจจุบันที่ใช้เปลือกต้นโมกหลวงแก้โรคบิด คือ คุณหมอเสม พริ้งพวงแก้ว ตอนที่ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเชียงรายประชานุเคราะห์ เคยนำเปลือกโมกหลวงมาบดผงบรรจุแคปซูล รักษาโรคบิด แก่เหล่าทหารและประชาชนในคราวสงครามโลกครั้งที่ 2

    น่าเสียดายที่ต่อมามีงานวิจัยพบว่า สารโคเนสซีน มีฤทธิ์ข้างเคียงต่อระบบประสาท เมื่อใช้มากเกินไปทำให้นอนไม่หลับ สมุนไพรตัวนี้จึงไม่ได้รับการพัฒนาให้เป็นตำรับยา ของแพทย์แผนปัจจุบัน

    อันที่จริงถ้านักวิจัยรุ่นใหม่ ศึกษาอีกสักหน่อย ก็จะรู้ว่า หมอแผนโบราณมิได้ใช้เปลือกโมกหลวงเป็นยาเดี่ยวๆ หากใช้ร่วมกับสมุนไพรอีกหลายตัว เป็นยาตำรับ เพื่อเบรกพิษข้างเคียงของเปลือกโมกหลวง ในขณะที่ยังมีฤทธิ์ในการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างในกรณีที่นำมารักษาโรคริดสีดวงทวาร ต้องประกอบกับตัวยาอื่นๆ ดังนี้

    เอาเปลือกไม้แดง ดีปลี พริกไทย เหง้าขิง เมล็ดพรรณผักกาด เทียนดำ อย่างละ 1 ส่วน เท่าๆ กัน สำหรับเปลือกโมกหลวงนั้น ใช้จำนวนเท่ายาทั้ง 6 ตัว คือใช้ 6 ส่วน จึงเรียกยาตำรับนี้ว่า "ยาประสะโมกหลวง" เพราะประสะในที่นี้หมายถึง การใช้ตัวยาสำคัญในน้ำหนักที่เท่ากับยาอื่นๆ รวมกัน

    วิธีใช้ยาตำรับนี้ง่ายมาก คือ บดผงละลายน้ำสุกกินครั้งละ 1 ช้อนชา 3 เวลา ก่อนอาหาร

    สมุนไพรบางตัวในตำรับนี้ อาจจะไม่คุ้นหู เช่น ไม้แดง เมล็ดพรรณผักกาด และเทียนดำ ก็ไม่ต้องวิตก เพราะร้านขายยาไทยทั่วไปมีจำหน่าย

    ไม้แดงในที่นี้ก็คือ ต้นแดงไม้เนื้อแข็งชั้นดี ที่รู้จักกันดีในหมู่ช่างไม้ดำ

    ส่วนเมล็ดพรรณผักกาดนั้นเรานำเข้าจากอินเดีย และจีน ในบ้านเราก็มีปลูกตามภาคเหนือ เรียกว่า ผักกาดจ้อน ผักกาดดำ หรือผักกาดโป้ง เมล็ดพรรณผักกาดมีสารกำมะถันชื่อ สินิกริน (Sinigrin) มีรสเผ็ดร้อน ช่วยขับลม เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยแก้รสฝาดของเปลือกโมกหลวงที่อาจทำให้เกิดท้องผูกได้

    ส่วนเทียนดำนั้น เป็นสมุนไพรหาง่าย ช่วยขับมูกเสมหะในร่างกายให้ลงสู่คูธทวาร บำรุงโลหิตให้สมบูรณ์ ช่วยขับลมในลำไส้เสริมฤทธิ์ ขับลมแก้ท้องผูกร่วมกับ เมล็ดพรรณผักกาดและสมุนไพรตัวอื่นๆ

    ข้อสำคัญคือ การใช้โมกหลวงทำยานั้น ต้องใช้เฉพาะส่วนเปลือกต้นที่ไม่ติดเนื้อไม้

    และควรเป็นโมกหลวงที่มีอายุประมาณ 8-12 ปี จึงจะมีโอสถสารที่ออกฤทธิ์ดี



    อย่าง ไรก็ตาม อย่างที่รู้ๆ กันว่าโรคริดสีดวงชนิดบานทะโรคหรือบานเหมือนดอกแคแตรนั้น เป็นโรคเรื้อรังที่เยียวยายาก หากจะใช้ยาประสะโมกหลวงให้ได้ผล ต้องกินยาต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดพิษข้างเคียงจากโมกหลวง

    ที่สำคัญต้องควบคุมของแสลงควบคู่กันไป เช่น งดอาหารฟาสต์ฟูด ของทอดๆ มันๆ เหล้า เบียร์ ของหมักดอง เป็นต้น

    ส่วนยาระบายอย่างอื่นไม่ต้องใช้ เพราะยาขนานนี้ เป็นยาระบายอยู่ในตัวแล้ว

    ท่านผู้ใดใช้ยาขนานนี้ดับทุกข์ทางทวารได้ผลดี ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แล้วอย่าลืมทำบุญใส่บาตรอุทิศไปถึง "หมอคง" ปรมาจารย์แพทย์แผนไทย ผู้รวบรวมตำรับยาขนานนี้ เผื่อแผ่มาถึงลูกหลานไทยยุคปัจจุบัน