สวัสดีค่ะ คุณผู้อ่าน เผลอแป๊ปเดียวนี่ก็เดือนธันวาคม แล้วนะเนี่ย แหม!! เวลาช่างผ่านไปไวจริง ๆ เลย นะคะ จนบางครั้งเราก็รู้สึกว่ายังไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำอีกตั้งแยะเลย
อีก ประมาณ 20 วัน ก็จะขึ้นปีใหม่อยู่แล้วคุณผู้อ่านคิดทำอะไรกันบ้างหรือยัง สำหรับดิฉันแล้วเนี่ย คงจะคิดหาทำอะไรเก๋ ๆ ให้กับคน ที่ดิฉันรักแน่นอนอยู่แล้วล่ะ ซึ่งก็เป็นที่มาของ เรื่องที่จะคุยให้ฟังวันนี้ด้วยไง....ฮิ ฮิ วกเข้าเรื่อง จนได้
ก็ ขึ้นชื่อว่าเป็น น.ส.คุณประโยชน์แล้ว เรื่องที่ว่าคงไม่พ้นไปจากการรีไซเคิลหรอกค่ะ เราจะมาประดิษฐ์ของน่ารัก ๆ ด้วยถุงน่องไม่ใช้แล้วดีกว่า
บางคนอาจจะรู้สึกว่า เอาถุงน่องมาทำดูจะยังไง ๆ อยู่ ก็เอาอย่างนี้สิ แบบว่าถ้าจะทำของขวัญให้ใคร ก็หาถุงน่องคู่ที่ซื้อมาแล้วไม่ถูกใจไม่ได้ใส่ แทนที่จะทิ้ง หรือดองไว้จนเปื่อย ก็เอามาทำของน่ารัก ๆ กันไง ส่วนถ้าจะทำเก็บไว้ใช้เองส่วนตัว ก็อาจจะเอาถุงน่องที่เราใส่มาครั้งสองครั้งแล้วเกิดไปเกี่ยวอะไรขาด มาประ-ดิษฐ์กันไม่ต้องทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ น่าเสียดาย พอดีไปได้ไอเดียเก๋ ๆ มาจากฝ่ายผลิตภัณฑ์เชอรีล่อน บริษัท นิวซิตี้ (กรุงเทพฯ) ตั้งเยอะเลย แต่วันนี้จะมาทำอะไรที่สวย ๆ แล้วก็ไม่ยากจนเกินไปนักดีกว่าเนอะ
อย่าง ไม้แขวนเสื้อ นั่นไง แต่ไม่ได้เอาถุงน่องมาทำหรอกนะ เพียงจะมาเพิ่มความงาม ด้วยการนำถุงน่องสีหวานแหวว พันทบไปทบมา รอบไม้ให้สวย จากนั้นก็อาจหาริบบิ้นมาผูกตรงหัวไม้แขวน หรือหาตุ๊กตุ่นตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ มาติดเข้าไปเหมือนในรูปก็ได้ แค่นี้ไม้แขวนเสื้อเก่า ๆ ก็จะดูมีค่าน่ารักขึ้นมาเป็น กองจะเก็บไว้ใช้เองก็ได้ หรือเอาไปให้ใครก็ดี...เวลาแขวนเสื้อเมื่อไหร่เขาจะได้นึกถึงเราทุกครั้งไป
การ์ด หรือบัตรอวยพร ก็สามารถสร้างสรรค์ได้ด้วยถุงน่องนะ...ขอบอกเพียงแค่เจาะช่องกระดาษที่จะ เป็นด้านหน้าของการ์ด แล้วนำถุงน่องตัดแปะด้วยเทปกาว 2 หน้า ติดลงไปตรงช่องนั้น เหมือนในภาพ ส่วนด้านหลังที่มีร่องรอยปะติดถุงน่องก็อาจหากระดาษมาตัดประกบไม่ให้เห็นรอย เมื่อได้มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ลองหาภาพ สวย ๆ มาวางซ้อนด้านหลังถุงน่อง แล้วก็ใช้พู่กันลงสีแต่งแต้มตามแบบ ก็จะได้การ์ด ที่เป็นฝีมือเราเอง...น่าประทับใจสุด ๆ
แต่ถ้าไม่มั่นใจฝีมือ การวาด กลัวจะงามเกิน ก็อาจทำบัตรอวยพรที่ใช้ถุงน่องตกแต่งเป็นส่วนประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นว่าเอามาตัดเป็นรูปต่าง ๆ หรือจับจีบทำเป็นริบบิ้นติดลงไปก็ได้
ให้ จ๊าบกว่านั้นอาจ เอาถุงน่องไปห่อกล่องของขวัญ ยิ่งเฉี่ยวเข้าไปใหญ่ ด้วยการสอดกล่องเข้าไปในเนื้อถุงน่อง โดยอาจจะหาถุงน่องหลาย ๆ สีมาไล่โทนจากเข้มไปอ่อน จัดเนื้อถุงน่องให้ย่นเข้าหากัน...เท่ อย่าบอกใครเชียว หรือบางทีถ้ากล่องสวยอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องห่อทั้งหมดก็อาจจะนำเนื้อถุง น่องที่ตัดแล้วดึงยืดเล็กน้อย คาดทับเรียงเส้นบนกล่องของขวัญ แปลกตาไปอีกแบบ
ก็เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการรียูส-รีไซเคิลถุงน่องมาใช้ประโยชน์เพราะที่ไปเห็นมายังทำได้อีกแยะ ทั้งดอกไม้ประดิษฐ� พรมเช็ดเท้า กระเป๋า ปลอกหมอน โอ๊ย!! สารพัด แต่ที่ยกมาเม้าท์กันวันนี้เนี่ย ทำง่ายสุด ๆ แล้ว คิดว่าไม่ยากเกิน.....ใช่ม้า
แล้วอย่าลืมทำอะไรพิเศษ ๆ ให้คนสำคัญ ๆ ของเราละกันนะจ๊ะ.
โดยคุณ : น.ส.คุณประโยชน์
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2547
ไดโนเสาร์หายไปไหน? (การปรับตัว)
วัฏสังสารกับวงจรพลังในฤดูกาลแห่งจักรวาลยุคอวกาศ
ไดโนเสาร์มิได้อันตรธานจากโลกเพราะอิทธิพลของ
ลูกอุกกาบาตพุ่งมาชนโลก ไดโนเสาร์สูญพันธ์จากโลกนี้เพราะหมดวาระของสิ่งแวดล้
อมโลกที่จะเอื้อ อำนวยให้สิ่งมีชีวิตบางชนิดที่มีรูปร่างและระบบภายในร่างกายผิดความสมดุลกับ
สภาพภูมิอากาศโลกยุคปัจจุบัน กล่าวคือ เมื่อมีมนุษย์เกิดขึ้นบนโลก
โดยรูปร่างลักษณะของคนถือว่าเป็นหยางคือ รูปร่างกะทัดรัดเล็กลง พอ
เหมาะอันเป็นผลจากสภาวะภูมิอากาศหยางของบรรยากาศทั่วสุริยจักรวาลปรับ
เปลี่ยนฤดูกาล โลกมีฤดูกาลตามรอบวงจรดวงอาทิตย์ เราจึงคำนวณเป็นปฏิทินครบรอบ 12
เดือน 360 ํ ประมาณ 365 วัน
ในขณะที่สุริยจักรวาล ซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งของระบบจักรวาลใหญ่
ก็มีรอบครบวงจร 360 ํ กินเวลา 200 ล้านปี
หากแบ่งเป็นช่วง 4 ฤดูกาล ฤดูกาลละ 50 ล้านปี
จากอายุโลกเรานี้คำนวณกันคร่าวๆ ว่า 3.2 พันล้านปี แสดงว่าโลกเราที่อยู่
ในระบบสุริยจักรวาลนี้โคจรไปแล้ว 16 รอบ รอบละ 200 ล้านปี เราอาจ
แบ่งช่วงวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตปรากฏบนโลกเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงในน้ำ ช่วงบนบก ช่วงในน้ำเป็นช่วงแรกใช้เวลา 2,800 ล้านปี
และช่วงหลังบนบก 400 ล้านปี ถือเป็นสัดส่วน 1:7 ระหว่างดินกับน้ำ
สัตว์บกใช้เวลาพัฒนาตามหลังสัตว์น้ำ จะเห็นว่า
ตามวงจรแบบหน้าปัดนาฬิกาแล้ว แบ่งเป็น 12 ช่วง
ช่วงละ 16.6 ล้านปี หรือ 200/12
แต่ละช่วง บรรยากาศในจักรวาลที่โคจรรูปวงรีมีระยะปรับเปลี่ยนมากน้อย
ห่างใกล้จุดศูนย์กลางแปรความร้อน-เย็นของสัดส่วน
พลังหยิน-หยางให้แตกต่างกันไปตามลำดับตามฤดูกาล
เริ่มต้นจากฤดูกาลดั่งฤดูกใบไม้ผลิบนโลกมนุษย์ เข็มนาฬิกา
1 ถึง 3 น. เป็นช่วงที่สัตว์น้ำเริ่มบรรลุการพัฒนาโครงกระดูกสันหลังเปลี่ยนจากสัตว์น้ำ
เป็นสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก พอดีกลับสภาพอากาศอุณหภูมิในบรรยากาศลดลง
สรีระต่างๆ จึงปรับโครงสร้างเพื่อให้ดำรงอยู่ได้ อากาศขณะนั้น ไดโนเสาร์
สัตว์ใหญ่โตเกินสัดส่วนความพอดีของธรรมชาตินั้น ได้รับอิทธิพลของ
บรรยากาศจักรวาลตรงกับฤดูกร้อนสูงสุด
บรรยากาศเป็นหยาง (ร้อน) ร่างกายจึงปรับเป็นหยินขยายตัว พองโต ใหญ่ สูง
ต้นไม้ในช่วงฤดูกาลนี้ก็ใบใหญ่ ต้นใหญ่ เป็นต้นไม้ยักษ์เก็บสะสมน้ำมาก
อากาศหยางมาก รูปร่างก็ขยายตัวพองโตมาก เลือดในร่างกายก็ต้องเย็นเพื่อ
ให้ทนทานต้านความร้อนได้เหมือนน้ำมันเครื่อง
แต่เมื่อเวลานานล้านปีผ่านไป บรรยากาศเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูกาลใหม่
ร่างกายของสิ่งมีชีวิตก็พัฒนาปรับปรุงตัวเองเพื่อให้อยู่รอดกลายเป็นจุด
กำเนิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หรือสัตว์เลือดอ่อนมากขึ้น
เมื่อฤดูกาลจักรวาลเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อา กาศเริ่มเย็นลงอีก
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพัฒนาตามกันมาควบคู่กับพืช ต้นไม้ที่มีดอก ผล เมล็ด
เป็นผลไม้แตกต่างกันมากมายจากเดิมเป็นเพียงต้นกระบองเพชร
ต้นไม้ป่าที่ ยังไร้ผล เมื่อย่างเข้าใกล้พ้นฤดูกาลปลาย
ปีเข้าสู่ฤดูหนาว ลิงและต้นตระกูล ใกล้ตัว ของมนุษย์ก็บรรลุจุดสมบูรณ์ อากาศที่เย็นลงทำให้เกิดสภาวะหยางการหด
ตัวของสรีระให้เล็ก แน่นและแกร่งขึ้นที่สำคัญที่สุด
คือส่วนสมองกลับเป็นศูนย์กลางรวมฐานรับและส่งกระแส
คลื่นความถี่ จิตวิญญาณได้เต็มที่ เนื่องจากกระดูกสันหลัง เอื้ออำนวยให้แนว
ตั้งดิ่งเชื่อมพลังฟ้า-ดิน วิ่งโดยตรงและสะดวกเป็นแนวเส้นตรง มนุษย์จึงมี
มันสมองที่ฉลาดปราดเปรื่อง สามารถค้นคิดประดิษฐ ์อุปกรณ์สร้างเครื่อง
ปรับดุลส่วนเกินส่วนด้อยในธรรมชาติให้กลับมาใกล้เคียงความพอดีได้
ไฟจึงเป็นพลังงานสำคัญที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์เอื้ออำนวยคุณประโยชน์ได้
โดยสวัสดิภาพ
ไดโนเสาร์จึงสูญไปจากโลกเพราะ รูปร่างล้าสมัย สมองเล็ก กระดูกสันหลังมี
ใหญ่เกินกว่าจะพัฒนาให้กะทัดรัดได้ และประการสำคัญ ขั้วสมองขั้วบนกับ
ขั้วอวัยวะเพศขั้วล่างห่างกันเกินไป ไม่สามารถเหนี่ยวนำพลังเพศให้เข้มแข็ง
ได้ ไดโนเสาร์เกิดต่างฤดูกาล และยังตรงข้ามกับราศีของมนุษย์
เมื่อโลกมีสภาวะเหมาะกับคน สภาวะนี้ก็จะไม่เหมาะกับ
ไดโนเสาร์ คนจึงอยู่รอด ไดโนเสาร์จึงต้องสูญพันธุ์ อีกห้าสิบล้านปี
สภาวะโลกในสุริยะจะปรับฤดูกาลสิ่งมีชีวิตบางชนิดก็จะสูญ
พันธุ์และอันตรธานไปอีก ทั้งนี้เพราะร่างกายของเขาล้าสมัยกับบรรยากาศที่
เปลี่ยนแปรไป แต่สิ่งที่จะช่วยชะลอการสูญพันธุ์ได้ก็ด้วยการใช้ไฟในการหุงต้มอาหาร
เพื่อลดส่วนเกินให้กลับพอดี แต่ไฟใน ปัจจุบันเรานิยมใช้
ไฟ ฟ้า ไฟไมโครเวฟ ไฟจากรังสีต่างๆ ไฟเหล่านี้เป็นไฟ (หยิน) เป็นไฟที่ไม่ นิ่ง ไฟที่ให้ความร้อนไม่ลึกพอ ร้อนเร็ว เย็นเร็ว ไฟจึงเป็นปัจจัยของพลังงาน ที่มนุษย์ยุคนี้ควรคำนึงและเลือกใช
้ให้ถูกและสอดคล้องกับพลังขั้นตอนของ ธรรมชาติ มิฉะนั้นแล้ว การเลือกใช้ไฟที่ผิดอาจจะเร่งให้มนุษย์เราสูญพันธุ์เร็ว
กว่าเวลาอันควรขอให้ศึกษาพิจารณาตัวอย่างของไดโนเสาร์ไว้เป็นบทเรียน
คอยเตือนสติมนุษย์ให้รู้จักป้องกันตัวเอง เลี่ยงความผิดพลาด อันเนื่องจาก
ความประมาทและอวิชชา
โดยคุณ : ผู้จัดการ
ไดโนเสาร์มิได้อันตรธานจากโลกเพราะอิทธิพลของ
ลูกอุกกาบาตพุ่งมาชนโลก ไดโนเสาร์สูญพันธ์จากโลกนี้เพราะหมดวาระของสิ่งแวดล้
อมโลกที่จะเอื้อ อำนวยให้สิ่งมีชีวิตบางชนิดที่มีรูปร่างและระบบภายในร่างกายผิดความสมดุลกับ
สภาพภูมิอากาศโลกยุคปัจจุบัน กล่าวคือ เมื่อมีมนุษย์เกิดขึ้นบนโลก
โดยรูปร่างลักษณะของคนถือว่าเป็นหยางคือ รูปร่างกะทัดรัดเล็กลง พอ
เหมาะอันเป็นผลจากสภาวะภูมิอากาศหยางของบรรยากาศทั่วสุริยจักรวาลปรับ
เปลี่ยนฤดูกาล โลกมีฤดูกาลตามรอบวงจรดวงอาทิตย์ เราจึงคำนวณเป็นปฏิทินครบรอบ 12
เดือน 360 ํ ประมาณ 365 วัน
ในขณะที่สุริยจักรวาล ซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งของระบบจักรวาลใหญ่
ก็มีรอบครบวงจร 360 ํ กินเวลา 200 ล้านปี
หากแบ่งเป็นช่วง 4 ฤดูกาล ฤดูกาลละ 50 ล้านปี
จากอายุโลกเรานี้คำนวณกันคร่าวๆ ว่า 3.2 พันล้านปี แสดงว่าโลกเราที่อยู่
ในระบบสุริยจักรวาลนี้โคจรไปแล้ว 16 รอบ รอบละ 200 ล้านปี เราอาจ
แบ่งช่วงวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตปรากฏบนโลกเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงในน้ำ ช่วงบนบก ช่วงในน้ำเป็นช่วงแรกใช้เวลา 2,800 ล้านปี
และช่วงหลังบนบก 400 ล้านปี ถือเป็นสัดส่วน 1:7 ระหว่างดินกับน้ำ
สัตว์บกใช้เวลาพัฒนาตามหลังสัตว์น้ำ จะเห็นว่า
ตามวงจรแบบหน้าปัดนาฬิกาแล้ว แบ่งเป็น 12 ช่วง
ช่วงละ 16.6 ล้านปี หรือ 200/12
แต่ละช่วง บรรยากาศในจักรวาลที่โคจรรูปวงรีมีระยะปรับเปลี่ยนมากน้อย
ห่างใกล้จุดศูนย์กลางแปรความร้อน-เย็นของสัดส่วน
พลังหยิน-หยางให้แตกต่างกันไปตามลำดับตามฤดูกาล
เริ่มต้นจากฤดูกาลดั่งฤดูกใบไม้ผลิบนโลกมนุษย์ เข็มนาฬิกา
1 ถึง 3 น. เป็นช่วงที่สัตว์น้ำเริ่มบรรลุการพัฒนาโครงกระดูกสันหลังเปลี่ยนจากสัตว์น้ำ
เป็นสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก พอดีกลับสภาพอากาศอุณหภูมิในบรรยากาศลดลง
สรีระต่างๆ จึงปรับโครงสร้างเพื่อให้ดำรงอยู่ได้ อากาศขณะนั้น ไดโนเสาร์
สัตว์ใหญ่โตเกินสัดส่วนความพอดีของธรรมชาตินั้น ได้รับอิทธิพลของ
บรรยากาศจักรวาลตรงกับฤดูกร้อนสูงสุด
บรรยากาศเป็นหยาง (ร้อน) ร่างกายจึงปรับเป็นหยินขยายตัว พองโต ใหญ่ สูง
ต้นไม้ในช่วงฤดูกาลนี้ก็ใบใหญ่ ต้นใหญ่ เป็นต้นไม้ยักษ์เก็บสะสมน้ำมาก
อากาศหยางมาก รูปร่างก็ขยายตัวพองโตมาก เลือดในร่างกายก็ต้องเย็นเพื่อ
ให้ทนทานต้านความร้อนได้เหมือนน้ำมันเครื่อง
แต่เมื่อเวลานานล้านปีผ่านไป บรรยากาศเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูกาลใหม่
ร่างกายของสิ่งมีชีวิตก็พัฒนาปรับปรุงตัวเองเพื่อให้อยู่รอดกลายเป็นจุด
กำเนิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หรือสัตว์เลือดอ่อนมากขึ้น
เมื่อฤดูกาลจักรวาลเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อา กาศเริ่มเย็นลงอีก
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพัฒนาตามกันมาควบคู่กับพืช ต้นไม้ที่มีดอก ผล เมล็ด
เป็นผลไม้แตกต่างกันมากมายจากเดิมเป็นเพียงต้นกระบองเพชร
ต้นไม้ป่าที่ ยังไร้ผล เมื่อย่างเข้าใกล้พ้นฤดูกาลปลาย
ปีเข้าสู่ฤดูหนาว ลิงและต้นตระกูล ใกล้ตัว ของมนุษย์ก็บรรลุจุดสมบูรณ์ อากาศที่เย็นลงทำให้เกิดสภาวะหยางการหด
ตัวของสรีระให้เล็ก แน่นและแกร่งขึ้นที่สำคัญที่สุด
คือส่วนสมองกลับเป็นศูนย์กลางรวมฐานรับและส่งกระแส
คลื่นความถี่ จิตวิญญาณได้เต็มที่ เนื่องจากกระดูกสันหลัง เอื้ออำนวยให้แนว
ตั้งดิ่งเชื่อมพลังฟ้า-ดิน วิ่งโดยตรงและสะดวกเป็นแนวเส้นตรง มนุษย์จึงมี
มันสมองที่ฉลาดปราดเปรื่อง สามารถค้นคิดประดิษฐ ์อุปกรณ์สร้างเครื่อง
ปรับดุลส่วนเกินส่วนด้อยในธรรมชาติให้กลับมาใกล้เคียงความพอดีได้
ไฟจึงเป็นพลังงานสำคัญที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์เอื้ออำนวยคุณประโยชน์ได้
โดยสวัสดิภาพ
ไดโนเสาร์จึงสูญไปจากโลกเพราะ รูปร่างล้าสมัย สมองเล็ก กระดูกสันหลังมี
ใหญ่เกินกว่าจะพัฒนาให้กะทัดรัดได้ และประการสำคัญ ขั้วสมองขั้วบนกับ
ขั้วอวัยวะเพศขั้วล่างห่างกันเกินไป ไม่สามารถเหนี่ยวนำพลังเพศให้เข้มแข็ง
ได้ ไดโนเสาร์เกิดต่างฤดูกาล และยังตรงข้ามกับราศีของมนุษย์
เมื่อโลกมีสภาวะเหมาะกับคน สภาวะนี้ก็จะไม่เหมาะกับ
ไดโนเสาร์ คนจึงอยู่รอด ไดโนเสาร์จึงต้องสูญพันธุ์ อีกห้าสิบล้านปี
สภาวะโลกในสุริยะจะปรับฤดูกาลสิ่งมีชีวิตบางชนิดก็จะสูญ
พันธุ์และอันตรธานไปอีก ทั้งนี้เพราะร่างกายของเขาล้าสมัยกับบรรยากาศที่
เปลี่ยนแปรไป แต่สิ่งที่จะช่วยชะลอการสูญพันธุ์ได้ก็ด้วยการใช้ไฟในการหุงต้มอาหาร
เพื่อลดส่วนเกินให้กลับพอดี แต่ไฟใน ปัจจุบันเรานิยมใช้
ไฟ ฟ้า ไฟไมโครเวฟ ไฟจากรังสีต่างๆ ไฟเหล่านี้เป็นไฟ (หยิน) เป็นไฟที่ไม่ นิ่ง ไฟที่ให้ความร้อนไม่ลึกพอ ร้อนเร็ว เย็นเร็ว ไฟจึงเป็นปัจจัยของพลังงาน ที่มนุษย์ยุคนี้ควรคำนึงและเลือกใช
้ให้ถูกและสอดคล้องกับพลังขั้นตอนของ ธรรมชาติ มิฉะนั้นแล้ว การเลือกใช้ไฟที่ผิดอาจจะเร่งให้มนุษย์เราสูญพันธุ์เร็ว
กว่าเวลาอันควรขอให้ศึกษาพิจารณาตัวอย่างของไดโนเสาร์ไว้เป็นบทเรียน
คอยเตือนสติมนุษย์ให้รู้จักป้องกันตัวเอง เลี่ยงความผิดพลาด อันเนื่องจาก
ความประมาทและอวิชชา
โดยคุณ : ผู้จัดการ
เคล็ดลับอาหารเช้าสำหรับผู้หญิงรักษาสุขภาพ
สำหรับผู้หญิงที่รักษาสุขภาพโดยทั่วไป มักจะออกกำลังกายเป็นประจำ
ควบคู่กับการรับประทานอาหารอย่างระมัดระวัง และส่วนใหญ่มักจะกลัว
ความอ้วน จนบางครั้งอาจจะงดอาหารเช้าหรืออาหารบางมื้อเพื่อลดความอ้วน
หรือเพื่อคงน้ำหนักเดิม การงดอาหารบางมื้อไม่ใช่วิธีการลดความอ้วนที่ถูก
ต้อง เพราะร่าง กายต้องการอาหารเพื่อการทำงานของร่างกายให้เป็นไปตาม
ปกติ การงดอาหารบางมื้ออาจจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ควรงดอาหารเช้า
ผู้หญิงที่ทำงานหนักปานกลางโดยทั่วไปต้องการพลังงาน ประมาณ
2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน เพื่อใช้ในการทำงานตามปกติของร่างกาย บางคน
ทำงานในสำนักงาน ซึ่งแทบจะไม่ได้เคลื่อนย้าย ร่างกายไปไหนเลยทั้งวัน ต้อง
นั่งอยู่กับที่ตลอดเวลา ทำให้การใช้พลังงานค่อนข้างน้อย เพราะฉะนั้นการ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยทำให้มีการใช้พลังงานมากขึ้น เป็นการป้องกัน
ไม่ให้เกิดการสะสมไขมันในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะสะสมที่หน้าท้องมากกว่าส่วนอื่น
สำหรับ อาหารเช้าควรจะเป็นอาหารมื้อหนักกว่ามื้อเย็น เพราะพลังงานที่ ได้รับจากอาหารก็จะถูกใช้หมดไปในช่วงวันที่ทำกิจกรรมและการออกกำลังกาย และควรจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ และไม่กินอาหารซ้ำๆ ซากๆ เพราะจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน
อาหารเช้าอาจจะเริ่มด้วย ‘ ข้าวต้มที่เป็นข้าวกล้อง
หรือขนมปังโฮลวีทซึ่งมาจากข้าวสาลีที่ยังไม่ขัดสี จะให้ประโยชน์มากกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาว สำหรับข้าวกล้องจะมีวิตามิน
หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินบี 1 และบี 2 และโปรตีน ถ้าขัดสีข้าวจนขาวจะทำให้สูญเสียโปรตีนไป
บางคนอาจจะไม่ชอบข้าวกล้องว่าแข็งไป หุงต้มนานกว่าจะสุก สำหรับ
มื้อเช้าที่เร่งรีบ เราควรจะหุงข้าวไว้ก่อนตั้งแต่ตอนเย็น เก็บใส่ตู้เย็นไว้ ในตอน
เช้าเพียงแต่เอามาอุ่นก็จะใช้เวลาน้อยลง ในการหุงต้มข้าวกล้อง ควรแช่ข้าว
กล้องไว้สักครึ่ง ชั่วโมงหลังจากที่ซาวข้าวแล้ว เมื่อนำไปหุงต้ม ข้าวจะนิ่มน่า
รับประทาน แต่อย่าเทน้ำที่แช่ข้าวทิ้ง เพราะวิตามินบางอย่างละลายในน้ำได้
เราจึงใช้น้ำนั้นหุงข้าว นอกจากนี้อาจจะผสมข้าวหอมมะลิกับข้าวกล้อง ก็จะ
ทำให้น่ารับประทานขึ้น
‘ นอกจากคาร์โบไฮเดรตแล้ว ร่างกายยังต้องการโปรตีน และไขมันเพื่อ
ให้พลังงานแก่ร่างกาย ดังนั้นเราอาจจะรับประ-ทานข้าวต้มปลา กุ้ง หมูหรือไก่ ก็ได้ตามชอบ ซึ่งก็จะได้โปรตีน และไขมันจากเนื้อสัตว์
‘ ตามด้วยนมสดอีกสักแก้ว เพราะนมเป็นแหล่งสำคัญของโปรตีน แคลเซียม และวิตามินต่างๆ ถ้าต้องการควบคุมน้ำหนัก ก็ควรดื่มนมพร่องมันเนย หรือจะเป็นนมถั่วเหลืองหรือ ที่เราเรียกว่าน้ำเต้าหู้ก็ได้ ซึ่งให้โปรตีนสูงไขมัน
ต่ำ นอกจากนี้เครื่องดื่มธัญพืชก็ให้คุณค่าอาหารสูงเช่นเดียวกัน
‘ นอกจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันแล้ว ผักผลไม้ก็จำเป็น อย่างยิ่งผู้หญิงที่รักษาสุขภาพ ย่อมคำนึงถึงผิวพรรณ มาก และมักจะกังวล
กับริ้วรอยที่อาจจะเกิดขึ้นก่อนวัยอันควร จากกลไกการทำงานของร่างกายทำ
ให้เกิดอนุมูลอิสระ ถ้าหากมีมากเกินไปจะทำให้ผิวหนังเหี่ยวแห้งและมีริ้ว
รอย เกิดขึ้น สาร ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระคือ เบต้าแคโรทีน ซึ่งมีมากใน คะน้าแครอท กล้วยไข่ กล้วยหอม แอปเปิล อย่างไรก็ตาม ถ้ากินอาหารที่มีเบต้าแคโรทีมมากเกินไป ก็ไม่ดีแก่ร่างกายเช่นกันนอก จากนี้
ยังมี บรอกโคลี เห็ด กะหล่ำปลี ที่เป็นแหล่งสำคัญของซีลีเนียมซึ่งช่วยบำรุงผิวพรรณ นอกจากนี้
ยัง มีผลไม้ที่มีวิตามิน ซีสูง ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน ได้แก่ ส้ม ฝรั่ง จะช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรงด้วย สำหรับฝรั่งยังช่วยควบคุมระดับไข มันในเลือดและสำหรับคนที่ชอบออกกำลังกาย ฝรั่งจะ ช่วยทำให้กล้ามเนื้อมี
การยืดหยุ่นดี ไม่เป็นตะคริวง่าย เพราะฉะนั้นเราต้องกินอาหารหลายๆ อย่าง และไม่กินซ้ำๆ ซากๆ
โดยคุณ : รศ.ดร.เสาวพร เมืองแก้ว
ควบคู่กับการรับประทานอาหารอย่างระมัดระวัง และส่วนใหญ่มักจะกลัว
ความอ้วน จนบางครั้งอาจจะงดอาหารเช้าหรืออาหารบางมื้อเพื่อลดความอ้วน
หรือเพื่อคงน้ำหนักเดิม การงดอาหารบางมื้อไม่ใช่วิธีการลดความอ้วนที่ถูก
ต้อง เพราะร่าง กายต้องการอาหารเพื่อการทำงานของร่างกายให้เป็นไปตาม
ปกติ การงดอาหารบางมื้ออาจจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ควรงดอาหารเช้า
ผู้หญิงที่ทำงานหนักปานกลางโดยทั่วไปต้องการพลังงาน ประมาณ
2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน เพื่อใช้ในการทำงานตามปกติของร่างกาย บางคน
ทำงานในสำนักงาน ซึ่งแทบจะไม่ได้เคลื่อนย้าย ร่างกายไปไหนเลยทั้งวัน ต้อง
นั่งอยู่กับที่ตลอดเวลา ทำให้การใช้พลังงานค่อนข้างน้อย เพราะฉะนั้นการ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยทำให้มีการใช้พลังงานมากขึ้น เป็นการป้องกัน
ไม่ให้เกิดการสะสมไขมันในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะสะสมที่หน้าท้องมากกว่าส่วนอื่น
สำหรับ อาหารเช้าควรจะเป็นอาหารมื้อหนักกว่ามื้อเย็น เพราะพลังงานที่ ได้รับจากอาหารก็จะถูกใช้หมดไปในช่วงวันที่ทำกิจกรรมและการออกกำลังกาย และควรจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ และไม่กินอาหารซ้ำๆ ซากๆ เพราะจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน
อาหารเช้าอาจจะเริ่มด้วย ‘ ข้าวต้มที่เป็นข้าวกล้อง
หรือขนมปังโฮลวีทซึ่งมาจากข้าวสาลีที่ยังไม่ขัดสี จะให้ประโยชน์มากกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาว สำหรับข้าวกล้องจะมีวิตามิน
หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินบี 1 และบี 2 และโปรตีน ถ้าขัดสีข้าวจนขาวจะทำให้สูญเสียโปรตีนไป
บางคนอาจจะไม่ชอบข้าวกล้องว่าแข็งไป หุงต้มนานกว่าจะสุก สำหรับ
มื้อเช้าที่เร่งรีบ เราควรจะหุงข้าวไว้ก่อนตั้งแต่ตอนเย็น เก็บใส่ตู้เย็นไว้ ในตอน
เช้าเพียงแต่เอามาอุ่นก็จะใช้เวลาน้อยลง ในการหุงต้มข้าวกล้อง ควรแช่ข้าว
กล้องไว้สักครึ่ง ชั่วโมงหลังจากที่ซาวข้าวแล้ว เมื่อนำไปหุงต้ม ข้าวจะนิ่มน่า
รับประทาน แต่อย่าเทน้ำที่แช่ข้าวทิ้ง เพราะวิตามินบางอย่างละลายในน้ำได้
เราจึงใช้น้ำนั้นหุงข้าว นอกจากนี้อาจจะผสมข้าวหอมมะลิกับข้าวกล้อง ก็จะ
ทำให้น่ารับประทานขึ้น
‘ นอกจากคาร์โบไฮเดรตแล้ว ร่างกายยังต้องการโปรตีน และไขมันเพื่อ
ให้พลังงานแก่ร่างกาย ดังนั้นเราอาจจะรับประ-ทานข้าวต้มปลา กุ้ง หมูหรือไก่ ก็ได้ตามชอบ ซึ่งก็จะได้โปรตีน และไขมันจากเนื้อสัตว์
‘ ตามด้วยนมสดอีกสักแก้ว เพราะนมเป็นแหล่งสำคัญของโปรตีน แคลเซียม และวิตามินต่างๆ ถ้าต้องการควบคุมน้ำหนัก ก็ควรดื่มนมพร่องมันเนย หรือจะเป็นนมถั่วเหลืองหรือ ที่เราเรียกว่าน้ำเต้าหู้ก็ได้ ซึ่งให้โปรตีนสูงไขมัน
ต่ำ นอกจากนี้เครื่องดื่มธัญพืชก็ให้คุณค่าอาหารสูงเช่นเดียวกัน
‘ นอกจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันแล้ว ผักผลไม้ก็จำเป็น อย่างยิ่งผู้หญิงที่รักษาสุขภาพ ย่อมคำนึงถึงผิวพรรณ มาก และมักจะกังวล
กับริ้วรอยที่อาจจะเกิดขึ้นก่อนวัยอันควร จากกลไกการทำงานของร่างกายทำ
ให้เกิดอนุมูลอิสระ ถ้าหากมีมากเกินไปจะทำให้ผิวหนังเหี่ยวแห้งและมีริ้ว
รอย เกิดขึ้น สาร ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระคือ เบต้าแคโรทีน ซึ่งมีมากใน คะน้าแครอท กล้วยไข่ กล้วยหอม แอปเปิล อย่างไรก็ตาม ถ้ากินอาหารที่มีเบต้าแคโรทีมมากเกินไป ก็ไม่ดีแก่ร่างกายเช่นกันนอก จากนี้
ยังมี บรอกโคลี เห็ด กะหล่ำปลี ที่เป็นแหล่งสำคัญของซีลีเนียมซึ่งช่วยบำรุงผิวพรรณ นอกจากนี้
ยัง มีผลไม้ที่มีวิตามิน ซีสูง ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน ได้แก่ ส้ม ฝรั่ง จะช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรงด้วย สำหรับฝรั่งยังช่วยควบคุมระดับไข มันในเลือดและสำหรับคนที่ชอบออกกำลังกาย ฝรั่งจะ ช่วยทำให้กล้ามเนื้อมี
การยืดหยุ่นดี ไม่เป็นตะคริวง่าย เพราะฉะนั้นเราต้องกินอาหารหลายๆ อย่าง และไม่กินซ้ำๆ ซากๆ
โดยคุณ : รศ.ดร.เสาวพร เมืองแก้ว
ไข่เกิดก่อนไก่ หรือไก่เกิดก่อนไข่..(ความสมดุล)
ปริศนาเชาวน์ยอดนิยมที่ได้รับการกล่าวขวัญก่อนมาช้านาน ยังมิอาจหาคำ
ตอบที่แท้จริงได้ คำถามประโยคนี้เป็นผลิตภัณฑ์ลิขสิทธิ์ของแนวความคิดตะวันตกแบบกรีก
โรมัน ซึ่งเป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ของโลกสมัยใหม่ปัจจุบัน เป็นรากฐานแห่ง
แม่บทของตรรกวิทยาที่เน้นความจริงบนหลักฐานของกายภาพ รูปร่างภาย
นอกและที่สำคัญคือ การยึดถือตัวตนและปัจจัย เวลาในแนวเส้นตรง
การมองเห็นทุกสิ่งในชีวิตเคลื่อนไหวแบบเส้นตรง ความ
เจริญคือที่มาของการแข่งขัน
ชีวิตคนเหมือนนักวิ่งบนลู่ที่มีเส้นทางตรงสู่เส้นชัย
ด้วยเหตุฉะนี้ คำถามเรื่องไข่และไก่ใครเกิดก่อนจึงไม่สามารถหาคำตอบได้
แต่ในแง่ของปรัชญาตะวันออก เป็นแนวความคิดที่ถือความเป็นธรรมชาติเป็น
หลัก วงจรการหมุนเวียนในธรรมชาติเป็นวัฏฏะดั่งวงกลมที่มีจุดเริ่มและจุด
ดับอยู่ในตัวเอง หรือจุดศูนย์ (0) กับจุด 360 ํ (ครบรอบตั้งบนจุดเดียวกัน)
นี่คือต้นกำเนิดแห่งปรัชญาหยิน-หยาง ที่ถือว่า สรรพสิ่งตั้งอยู่บนฐานแห่งปฏิกิริยาของพลังสองขั้วในเวลาเดียวกัน ไม่มีสิ่งใด
สามารถดำรงอยู่ได้โดยโดดเดี่ยว ในหยินย่อมมีหยาง ในหยางย่อมมีหยิน
สัญลักษณ์หยิน-หยาง จึงมีรูปครึ่งวงกลมสีดำ-ขาว
สอดคล้องคู่กัน ในรูปดำมีจุดขาวแฝงอยู่ในรูปขาวมีจุดดำซ่อนตัวอยู่เช่นกัน
คำถามไข่กับไก่ ใครเกิดก่อน จึงไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้
ในทัศนะของปรัชญาจีน เพราะทั้งไข่และไก่คือของสิ่งเดียวกัน ในต่างสภาวะ
หรือหยินและหยาง ในสถานภาพของไก่ ในไข่มีจุดเล็ก (หยาง) อยู่ เพื่อรอที่
จะพัฒนาเป็นตัวไก่ ด้วยปัจจัยเวลาในไก่มีจุดเล็ก (หยิน) แฝงอยู่
เป็นพลังเพศหรืออสุจิที่จะแพร่เชื้อให้เกิดเป็นไข่ได้
ทั้งไก่และไข่จึงเกิดดำรงอยู่พร้อมกันในธรรมชาติขั้น 7
ไม่มีใครเกิดก่อนเกิดหลัง แต่ทั้งไข่และไก่ได้รับการจุติมาเกิดเป็นรูปโดยพลังงานแปรรูปของธรรมชาติ
ตั้งแต่ 2 ถึงขั้น 6 แต่ได้รับอุปกรณ์โครงสร้างรูปโดยสสารขั้น 5 ของธรรมชาติคือ หินปูน อากาศและความร้อนของบรรยากาศ และได้รับการแปรรูป
เป็นสิ่งมีชีวิตด้วยปัจจัยพลังขั้น 6 หรือกลไกของอาณาจักรพืชที่สิ่งที่เป็นการ
สังเคราะห์แสงอาทิตย์ อาจกล่าวได้ว่า ทั้งไข่ ไก่และคน รวมทั้งสิ่งมีชีวิตอื่นนั้น
ได้รับการวางรากฐานแห่งชีวิต โดยพลังขั้น 5 สู่ขั้น 6
และขั้น 6 สู่ขั้น 7 ในรูปของวงจรก้นหอยขยายออกจากจุดศูนย์กลางทั้งสอง
คือ ขั้วหยินและหยางในสิ่งเดียวกัน
หากมิใช่ปรัชญาความคิดแบบหยิน-หยางแล้ว ก็ยังถือว่าคนนั้นยังคิดแบบธรรมชาติไม่เป็น
แนวความคิดเรื่องวิวัฒนนาการของสิ่งมีชีวิตสู่คนเรา
เป็นรากฐานสำคัญและเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของบรรพบุรุษตะวันออก ซึ่ง
คนในปัจจุบันนั้นยากที่จะเข้าใจ เพราะการพัฒนาเป็นการคิดทั้งระบบที่เป็นหนึ่ง
เดียวกัน กล่าวคือ มนุษย์นั้นมีมารดาผู้ให้กำเนิดหลายคนหลายระดับ
มารดา ที่เป็นแม่บังเกิดเกล้าถือเป็นแม่โดยตรงทางสายเลือดกรรมพันธุ์ แต่มารดาต่างตระกูล
ในแง่พลังงานการแปรรูปจากธรรมชาตินั้น มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นมีมารดา
ร่วมคือ ต้นไม้อาณาจักรพืช พืชที่เป็นอาหารสำหรับเรารับประทาน ถือเป็นผู้ให้กำเนิด
ในรูปของพลังงาน ที่บิดา มารดาเรารับประทานแล้วกลั่นเป็นสายเลือดหล่อเลี้ยงสร้างเราขึ้นมา
เป็นตัวเป็นตน อาจกล่าวได้ว่า เราทุกคนเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่บิดา
มารดาเรารับประทานและท่านได้พืชผลมาปรุงเป็นอาหาร
โดยผ่านทางตลาดสดประจำหมู่บ้าน ชุมชนที่เคยเป็นภูมิลำเนา เดินตามภาคที่บรรพบุรุษต้นตระกูลเรามีถิ่น
บ้านเกิด แต่ละคนจึงมาจากตลาดสด แต่เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น
พืช ผัก ผลไม้ถูกเปลี่ยนคุณภาพต่ำลงโดยการใช้ปุ๋ย
สารเคมีในการเกษตรกรรม เมื่อปุ๋ยเคมีเริ่มมีอิทธิพลต่อ
การผลิตของบริโภค เราทุกคนเริ่มอ่อนแอลงตามลำดับ
พลังชีวิตก็มีภูมิต้านทานโรคก็มีที่ทุกคนเคยแข็งแรง ต้องถูกทำลายลงเพราะกระบวนการผลิตเพื่อส
ังเคราะห์ตามความต้องการ ของการตลาดและการค้าเพื่อทำกำไร
คุณค่าทางอาหารที่ร่างกายสะสมเพื่อเป็นวัตถุดิบสร้าง
เม็ดเลือดในร่างกายก็ด้อยคุณภาพลง เลือดเจือจาง การที่ร่างกานจะสกัดเม็ดเลือดมาสร้างหัวเชื้ออ
สุจิและไข่ ที่เป็นตัวต้นกำเนิดชีวิตก็เสื่อมลง บ่อยครั้งที่อาหารสังเคราะห์ด้อยคุณภาพนำไปสู่ต้นกำเนิดชีวิตที่ให้ผลระยะ
ยาวต่อลูกหลาน เมื่อสตรีเริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็ดี อาหารที่หวานจัดและผสมเคมีภัณฑ์สูงก็ดี
ไอศกรีม ขนมเค้ก อาหารอัดกระป๋องล้วนมีส่วนช่วยเสริมการ ทำลายเม็ดเลือดให้เป็นกรดและลดภูมิต้านทานลง
ในขณะที่สังคมของผู้ชายนิยมการดื่มสุรา เบียร์ แอลกอฮอล์ เกือบทุกฤดูกาลเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำลายพลังเพศชาย
ให้ด้วยอ่อนแอลงในระดับที่เป็นอันตรายต่อประชากร
ในหมู่สังคมวิถีชีวิตคนปัจจุบัน กล่าวคือ ทั้งชายและหญิงเพิ่มปัจจัยหยิน ซึ่งเป็นปรปักษ์
การพลังเพศและเลือดที่ควรเป็นสภาพหยาง ทำให้เยาวชนรุ่นหลังตามมาอ่อนแอกว่ารุ่นก่อนตามลำดับ
จากจุดเริ่มต้นของสารเคมีในดินสู่สารเคมีในอาหารหญิง-ชาย สู่การคุม
กำเนิดการลัดวงจรพลังเพศโดยวิธีฝืนธรรมชาติ
จากปริมาณน้ำตาลทรายที่เกินขีดที่เลือดควรจะรับได นำไปสู่การผลิตทารก ประชากรรุ่นต่อไปอ่อนแอลง
ติดตามมาด้วยการเลี้ยงทารกด้วยนมวัว นมผงแทนนมมารดา ยิ่งทำให้คน
ด้อยคุณภาพของความเป็นคนลง แต่ถึงอย่างไร ในที่สุด
เราก็สามารถบรรลุสังขารของความเป็นคน ในรูปของ
ผู้ใหญ่ผู้ที่มีส่วนตัดสินใจและชี้ชะตาสังคมในการบริหารจัดการประเทศชาติ
ส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่เมื่อถึงเวลานั้น ร่างกายเรามีเพียงความแข็งแรงและ
คุณสมบัติของความเป็นมนุษย์เพียง 50% สังคมจึงเริ่มเสื่อมทุกระดับ ซึ่งตามธรรมชาติเดิมเราถูกกำหนดให้เป็นคนที่กำหนดชะตา
ชีวิต และเป็นผู้นำของทุกข์ สุขของสังคม
ปัจจุบัน เหตุการณ์ได้ปรากฏชัดแล้วว่า การเดินทางของชีวิต เข้าสู่ความเป็น
คนนั้น ความผิดพลาดทั้งหมดเราต้องหันกลับมาทบทวนปัจจัยต่างๆ รอบตัว
ผู้ที่สมควรจะถูกตรวจสอบนั้นมิใช่ใคร ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน
หลักแนวความคิดที่เรายึดติดในแบบตะวันตกได้ฝังลึกในจิตใจจนเราไม่
สามารถจะคิดเป็นอื่นได้ แต่ เรายังมีทางเลือกใหม่ในแง่ความคิดปรัชญาตะวันออก
ที่ให้ความสำคัญสรรพสิ่งทั้งระดับ และทุกระดับคนเราต้องเป็น ตัวสร้างความสมดุลก่อน มิฉะนั้นทั้งระบบจะฝืนธรรมชาต
ตอบที่แท้จริงได้ คำถามประโยคนี้เป็นผลิตภัณฑ์ลิขสิทธิ์ของแนวความคิดตะวันตกแบบกรีก
โรมัน ซึ่งเป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ของโลกสมัยใหม่ปัจจุบัน เป็นรากฐานแห่ง
แม่บทของตรรกวิทยาที่เน้นความจริงบนหลักฐานของกายภาพ รูปร่างภาย
นอกและที่สำคัญคือ การยึดถือตัวตนและปัจจัย เวลาในแนวเส้นตรง
การมองเห็นทุกสิ่งในชีวิตเคลื่อนไหวแบบเส้นตรง ความ
เจริญคือที่มาของการแข่งขัน
ชีวิตคนเหมือนนักวิ่งบนลู่ที่มีเส้นทางตรงสู่เส้นชัย
ด้วยเหตุฉะนี้ คำถามเรื่องไข่และไก่ใครเกิดก่อนจึงไม่สามารถหาคำตอบได้
แต่ในแง่ของปรัชญาตะวันออก เป็นแนวความคิดที่ถือความเป็นธรรมชาติเป็น
หลัก วงจรการหมุนเวียนในธรรมชาติเป็นวัฏฏะดั่งวงกลมที่มีจุดเริ่มและจุด
ดับอยู่ในตัวเอง หรือจุดศูนย์ (0) กับจุด 360 ํ (ครบรอบตั้งบนจุดเดียวกัน)
นี่คือต้นกำเนิดแห่งปรัชญาหยิน-หยาง ที่ถือว่า สรรพสิ่งตั้งอยู่บนฐานแห่งปฏิกิริยาของพลังสองขั้วในเวลาเดียวกัน ไม่มีสิ่งใด
สามารถดำรงอยู่ได้โดยโดดเดี่ยว ในหยินย่อมมีหยาง ในหยางย่อมมีหยิน
สัญลักษณ์หยิน-หยาง จึงมีรูปครึ่งวงกลมสีดำ-ขาว
สอดคล้องคู่กัน ในรูปดำมีจุดขาวแฝงอยู่ในรูปขาวมีจุดดำซ่อนตัวอยู่เช่นกัน
คำถามไข่กับไก่ ใครเกิดก่อน จึงไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้
ในทัศนะของปรัชญาจีน เพราะทั้งไข่และไก่คือของสิ่งเดียวกัน ในต่างสภาวะ
หรือหยินและหยาง ในสถานภาพของไก่ ในไข่มีจุดเล็ก (หยาง) อยู่ เพื่อรอที่
จะพัฒนาเป็นตัวไก่ ด้วยปัจจัยเวลาในไก่มีจุดเล็ก (หยิน) แฝงอยู่
เป็นพลังเพศหรืออสุจิที่จะแพร่เชื้อให้เกิดเป็นไข่ได้
ทั้งไก่และไข่จึงเกิดดำรงอยู่พร้อมกันในธรรมชาติขั้น 7
ไม่มีใครเกิดก่อนเกิดหลัง แต่ทั้งไข่และไก่ได้รับการจุติมาเกิดเป็นรูปโดยพลังงานแปรรูปของธรรมชาติ
ตั้งแต่ 2 ถึงขั้น 6 แต่ได้รับอุปกรณ์โครงสร้างรูปโดยสสารขั้น 5 ของธรรมชาติคือ หินปูน อากาศและความร้อนของบรรยากาศ และได้รับการแปรรูป
เป็นสิ่งมีชีวิตด้วยปัจจัยพลังขั้น 6 หรือกลไกของอาณาจักรพืชที่สิ่งที่เป็นการ
สังเคราะห์แสงอาทิตย์ อาจกล่าวได้ว่า ทั้งไข่ ไก่และคน รวมทั้งสิ่งมีชีวิตอื่นนั้น
ได้รับการวางรากฐานแห่งชีวิต โดยพลังขั้น 5 สู่ขั้น 6
และขั้น 6 สู่ขั้น 7 ในรูปของวงจรก้นหอยขยายออกจากจุดศูนย์กลางทั้งสอง
คือ ขั้วหยินและหยางในสิ่งเดียวกัน
หากมิใช่ปรัชญาความคิดแบบหยิน-หยางแล้ว ก็ยังถือว่าคนนั้นยังคิดแบบธรรมชาติไม่เป็น
แนวความคิดเรื่องวิวัฒนนาการของสิ่งมีชีวิตสู่คนเรา
เป็นรากฐานสำคัญและเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของบรรพบุรุษตะวันออก ซึ่ง
คนในปัจจุบันนั้นยากที่จะเข้าใจ เพราะการพัฒนาเป็นการคิดทั้งระบบที่เป็นหนึ่ง
เดียวกัน กล่าวคือ มนุษย์นั้นมีมารดาผู้ให้กำเนิดหลายคนหลายระดับ
มารดา ที่เป็นแม่บังเกิดเกล้าถือเป็นแม่โดยตรงทางสายเลือดกรรมพันธุ์ แต่มารดาต่างตระกูล
ในแง่พลังงานการแปรรูปจากธรรมชาตินั้น มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นมีมารดา
ร่วมคือ ต้นไม้อาณาจักรพืช พืชที่เป็นอาหารสำหรับเรารับประทาน ถือเป็นผู้ให้กำเนิด
ในรูปของพลังงาน ที่บิดา มารดาเรารับประทานแล้วกลั่นเป็นสายเลือดหล่อเลี้ยงสร้างเราขึ้นมา
เป็นตัวเป็นตน อาจกล่าวได้ว่า เราทุกคนเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่บิดา
มารดาเรารับประทานและท่านได้พืชผลมาปรุงเป็นอาหาร
โดยผ่านทางตลาดสดประจำหมู่บ้าน ชุมชนที่เคยเป็นภูมิลำเนา เดินตามภาคที่บรรพบุรุษต้นตระกูลเรามีถิ่น
บ้านเกิด แต่ละคนจึงมาจากตลาดสด แต่เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น
พืช ผัก ผลไม้ถูกเปลี่ยนคุณภาพต่ำลงโดยการใช้ปุ๋ย
สารเคมีในการเกษตรกรรม เมื่อปุ๋ยเคมีเริ่มมีอิทธิพลต่อ
การผลิตของบริโภค เราทุกคนเริ่มอ่อนแอลงตามลำดับ
พลังชีวิตก็มีภูมิต้านทานโรคก็มีที่ทุกคนเคยแข็งแรง ต้องถูกทำลายลงเพราะกระบวนการผลิตเพื่อส
ังเคราะห์ตามความต้องการ ของการตลาดและการค้าเพื่อทำกำไร
คุณค่าทางอาหารที่ร่างกายสะสมเพื่อเป็นวัตถุดิบสร้าง
เม็ดเลือดในร่างกายก็ด้อยคุณภาพลง เลือดเจือจาง การที่ร่างกานจะสกัดเม็ดเลือดมาสร้างหัวเชื้ออ
สุจิและไข่ ที่เป็นตัวต้นกำเนิดชีวิตก็เสื่อมลง บ่อยครั้งที่อาหารสังเคราะห์ด้อยคุณภาพนำไปสู่ต้นกำเนิดชีวิตที่ให้ผลระยะ
ยาวต่อลูกหลาน เมื่อสตรีเริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็ดี อาหารที่หวานจัดและผสมเคมีภัณฑ์สูงก็ดี
ไอศกรีม ขนมเค้ก อาหารอัดกระป๋องล้วนมีส่วนช่วยเสริมการ ทำลายเม็ดเลือดให้เป็นกรดและลดภูมิต้านทานลง
ในขณะที่สังคมของผู้ชายนิยมการดื่มสุรา เบียร์ แอลกอฮอล์ เกือบทุกฤดูกาลเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำลายพลังเพศชาย
ให้ด้วยอ่อนแอลงในระดับที่เป็นอันตรายต่อประชากร
ในหมู่สังคมวิถีชีวิตคนปัจจุบัน กล่าวคือ ทั้งชายและหญิงเพิ่มปัจจัยหยิน ซึ่งเป็นปรปักษ์
การพลังเพศและเลือดที่ควรเป็นสภาพหยาง ทำให้เยาวชนรุ่นหลังตามมาอ่อนแอกว่ารุ่นก่อนตามลำดับ
จากจุดเริ่มต้นของสารเคมีในดินสู่สารเคมีในอาหารหญิง-ชาย สู่การคุม
กำเนิดการลัดวงจรพลังเพศโดยวิธีฝืนธรรมชาติ
จากปริมาณน้ำตาลทรายที่เกินขีดที่เลือดควรจะรับได นำไปสู่การผลิตทารก ประชากรรุ่นต่อไปอ่อนแอลง
ติดตามมาด้วยการเลี้ยงทารกด้วยนมวัว นมผงแทนนมมารดา ยิ่งทำให้คน
ด้อยคุณภาพของความเป็นคนลง แต่ถึงอย่างไร ในที่สุด
เราก็สามารถบรรลุสังขารของความเป็นคน ในรูปของ
ผู้ใหญ่ผู้ที่มีส่วนตัดสินใจและชี้ชะตาสังคมในการบริหารจัดการประเทศชาติ
ส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่เมื่อถึงเวลานั้น ร่างกายเรามีเพียงความแข็งแรงและ
คุณสมบัติของความเป็นมนุษย์เพียง 50% สังคมจึงเริ่มเสื่อมทุกระดับ ซึ่งตามธรรมชาติเดิมเราถูกกำหนดให้เป็นคนที่กำหนดชะตา
ชีวิต และเป็นผู้นำของทุกข์ สุขของสังคม
ปัจจุบัน เหตุการณ์ได้ปรากฏชัดแล้วว่า การเดินทางของชีวิต เข้าสู่ความเป็น
คนนั้น ความผิดพลาดทั้งหมดเราต้องหันกลับมาทบทวนปัจจัยต่างๆ รอบตัว
ผู้ที่สมควรจะถูกตรวจสอบนั้นมิใช่ใคร ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน
หลักแนวความคิดที่เรายึดติดในแบบตะวันตกได้ฝังลึกในจิตใจจนเราไม่
สามารถจะคิดเป็นอื่นได้ แต่ เรายังมีทางเลือกใหม่ในแง่ความคิดปรัชญาตะวันออก
ที่ให้ความสำคัญสรรพสิ่งทั้งระดับ และทุกระดับคนเราต้องเป็น ตัวสร้างความสมดุลก่อน มิฉะนั้นทั้งระบบจะฝืนธรรมชาต
วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2547
ทำเนียบเทพเจ้าของจีน : จี้กง-พระเพี้ยน
ทุกวันที่ 3 เดือน 1 ของจีน ที่ฮ่องกง จะมีบางบ้านไหว้พระจี้กง
จี้กง เป็นเจ้าองค์หนึ่งที่โดดเด่นด้วยความไม่เหมือนใครในชุดนักบวชเต๋า
แต่ดูซอมซ่อ ปุปะ มือถือพัดขาดๆ อีกมืออาจถือขวดเหล้าหรือรองเท้าข้าง
หนึ่ง ปรากฏว่าจี้กงมีตำนานว่าเป็นพระนักพรตในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ (พ.ศ.
1670-1822) มีเอกลักษณ์นิสัยที่แปลกจากพระ-เจ้าทำไปคือดื่มสุรา สนุก
สนานเฮฮา ไม่มีภาพของพระที่ควรสำรวมหรือสันโดดเลย แต่มีคุณสมบัติ
พิเศษตรงรักษาคนไข้ได้ระดับหมอเทวดา จึงชอบรักษาคนเจ็บ ช่วย เหลือคน
จนและให้ทานคนหิว จี้กงมีประวัติว่าบิดาเป็นขุนนาง (ชื่อหลี่เมี่ยชุน)
จนอายุมากเข้าวัยกลางคนก็ยังไม่มีบุตร สืบสกุล หลี่เมี่ยชุน เริ่มกังวลกลัวว่าแก่ตัวลง ไปจะไม่มีใครดูแลตนและ
ภรรยา จึงไปไหว้เจ้าขอลูกกับศาลเจ้าที่ ตกกลางคืนภรรยาหลี่เมี่ยชุนฝันเห็นพระ
โพธิสัตว์ทรงชุดยาว พักตร์ยิ้มผ่องใส พระโพธิสัตว์เสด็จมาหานางพร้อม
ประทานดอกบัวหลาก สีแสนสวยงาม
ในฝัน...พระโพธิสัตว์ตรัสแก่นางว่า... คำอธิษฐานของสามีเจ้าจะเป็นจริง
เมื่อเจ้ากลืนดอกบัวสวรรค์นี้
นางขอบคุณแล้วกลืนดอกบัวลงไปได้ อย่างอัศจรรย์ นางรู้สึกได้ถึงการ
เคลื่อนของดอกบัวขณะไหลเลื่อนในกายลงไปสู่กลางท้องนาง นางสะดุ้งตื่นทันที
ต่อมานางก็ท้อง 10 เดือน ต่อมาได้คลอดเด็กชายหน้าตาน่ารักมากให้
ชื่อเด็กนี้ว่า ซุยหยวน หลี่ซุยหยวนได้โตขึ้นมาท่ามกลางความรักและอบอุ่น
แต่แปลกจัง เด็กน้อยฝักใฝ่ลัทธิเต๋ามาก อายุ 7 ขวบก็ขอบวชแล้วเรียน
อ่านตำราทางเต๋าจนรู้แตกฉานเมื่ออายุได้ 14 ปี ต่อมาบิดาตาย หลังจากนั้น 2
ปีมารดาก็เสียชีวิตจากไป หลี่ซุยหยวน
จึงมุ่งไปทางเต๋าเต็มที่ ด้วยการไปอยู่วัดเป็นนักพรตเต๋าที่เคร่ง ได้ฉายาว่า เต๋าจี้
เต๋าจี้คร่ำเคร่งใฝ่ศึกษา แถมเรียนรู้ไว้ ภายในชั่วไม่นานก็รอบ รู้หมด
และเนื่องจากลัทธิเต๋าฝักใฝ่ใน การปรุงยา, การแสวงหาวิธีเป็นอมตะ จึงมี
ตำราทางยา, และวิธีการรักษาโรคประมาณหนึ่ง เต๋าจี้ที่เรียนรู้จนแตกฉานจึง
สามารถรักษาคนป่วยได้ แล้วก็อุทิศตนเพื่อชาวบ้านเต็มที่
แต่ในขณะเดียวกันก็มีเรื่องแปลกว่า เต๋าจี้เหมือนเริ่มเพี้ยน กินจุมากขึ้น
มาก ดื่มสุรา ได้มาก และเริ่มติงต๊องและรักสันโดดมากขึ้นๆ แต่ชาวบ้านก็ยัง
นับถือเต๋าจี้มาก เพราะรักษาโรคเก่ง พร้อมเริ่มเรียก เต๋าจี้ว่า จี้กง
วันหนึ่งขณะจี้กงเดินออกจากวัด ท่านเกิดเห็น ชายคนหนึ่งกำลังจะผูก
คอตายใต้ต้นไม้ ทำเงื่อนเชือกทุกอย่างเรียบ ร้อยหมดแล�ว เหลือเพียงชายนี้
โดดลงมาเพื่อให้เชือกรัดคอ จี้กงเห็นแล้วก็ตะโกนเสียงดังสุดๆว่า...โอ้ย...บ้าแล้ว...ฉันอยากตาย...
ปรากฏว่าชายที่กำลังจะผูกคอตายเอาเชือกออกจากคอ แล้ววิ่งมาหาจี้
กง ถามอย่างเป็นห่วงว่า...เกิดอะไรขึ้นทำไมจึงอยากฆ่าตัวตาย จี้กงบอกว่า
เพราะเราทำเงินที่ญาติโยมนำมาบริจาคหาย ชายนั้นก็บอกว่า เราพอจะยก
สมบัติที่เรามีให้ท่าน จะช่วยให้ท่านหายอยากตายไป
จี้กงถามชายคนนี้ว่า...อะไร...แล้วท่าน ล่ะ...อยากฆ่าตัวตายทำไม
ชายบอกว่า เราชื่อ ต๋งซิหง มีปัญหาว่าเราเป็นหนี้จึงขายลูกสาวไปเป็น
ทาสให้เศรษฐี หนี้ของเราเกิดจากการต้องนำเงินไปรักษาแม่ที่ป่วยหนัก บัดนี้
แม่ก็ตายแล้ว เราก็พยายามทำงานรวบรวมเงินจะไปไถ่ตัวลูกสาว คาดไม่ถึง
ว่า บ้านเศรษฐีได้ย้ายออกไป ไม่มีใครทราบว่าไปไหน แล้วลูกสาวของเราก็
ต้องเป็นทาสเขาตลอดไป แล้วระหว่างนี้เราก็ถูกขโมยเงิน
ชีวิตที่รันทดอย่างนี้...เราไม่อยากอยู่เลย ตายเสียยังดีกว่า
จี้กงมองชายอย่างเมตตาแล้วบอกว่า
"เราสัญญาว่า ท่านกับลูกจะต้องได้เจอกันในไม่ช้านี้"
เหมือนมีอะไรดลใจให้เชื่อ ต๋งซิหงติดตามจี้กงไปยังอีกเมือง จี้กงบอกให้
ต๋งซิหงนั่งคอยอยู่ใต้ต้นไม้หนึ่ง สั่งไว้ว่า ถ้ามีใครมาถามวันเดือนป•เกิด
ก็ให�บอกไปตามจริง แล้วก็ตรงไปยังบ้านใหญ่หลังหนึ่ง
ที่บ้านหลังใหญ่ จี้กงตบประตูเรียกคนในบ้านมาเปิด แล้วถามว่าที่นี้มี
มารดาของเจ้าของบ้านกำลังป่วยหนักใช่หรือไม่ เรารักษาได้ ก็พอดีเจ้าของ
บ้านที่ออกไปนอกบ้านมา ถึงพอดี เจ้าของบ้านซึ่งแซ่อิ๋วบอกจี้กงว่าใช่แม่เรา
ป่วย และนี่เราก็ได้ซินแสมารักษาแล้ว ว่าแล้วก็พาซินแสเข้าบ้านไปรักษาแม่
ปรากฏว่า ซินแสที่พามาเมื่อเห็นมารดาผู้ป่วย จับชีพจรแล้วก็ส่ายศีรษะ
ว่า หมดหวัง ไม่มีทางรักษาแล้วก็ขอลาไป
ชายเศรษฐีแซ่อิ๋วโศกเศร้ากลุ้มใจ นั่งเอามือกุมหัวแล้วก็คิดได้รีบเดินออก
มาที่หน้าประตู พบจี้กงกำลังอร่อยอยู่กับอาหารที่คนในบ้านเอามาให้ เศรษฐี
ไหว้ จี้กงแล้วขอร้องให้เข้าไปช่วยตรวจอาการมารดา
ภายในเวลาไม่กี่นาที จี้กงก็สามารถจัดการให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นจาก
โคม่าในชั่วเวลาเพียงครู่เดียว โดยที่เศรษฐีแซ่อิ๋ว ก็มองไม่ออกว่าจี้กงทำอะไรบ้าง
แต่เขาก็ดีใจมากที่แม่หายป่วย แล้วก็สารภาพต่อ ว่า... เขามีลูกชายที่กำลัง
ป่วยมากเช่นกัน อยากจะขอให้จี้กงช่วยดูแลและตรวจรักษา
จี้กงดูอาการลูกชายแล้วส่ายหัว ปากบอกว่า คนนี้รักษายากเพราะเป็น
มากอาการอย่างนี้ต้องให ้ดื่มน้ำตาของคน 2 คน ที่เกิดในวันเดือนปีเกิดนี้
ว่าแล้วจี้กงก็บอก ไป มันคือวันเกิดของต๋งซิหงและลูกสาว
เศรษฐีอิ๋วส่งคนไปหาเจ้าของวันเกิดทันที การหาตัวต๋งซิหงนั้นไม่ยาก
เพราะจี้กงบอกให้ว่า ชายนี้คือใครนั่งรออยู่ที่ไหน ส่วนลูกสาวต๋งซิหงก็ยิ่งไม่
ยากใหญ่ เพราะนางยืนอยู่ตรงนั้น นางยกมือบอกว่านางเกิด วันนี้ตามวัน
เดือนปีที่จี้กงบอก
เมื่อต๋งซิหงถูกพามาที่ห้องคนเจ็บ เขาคาดไม่ถึงว่าจะได้พบลูกสาว ลูก
สาว คิด ไม่ถึงเช่นกันว่าจะได้พบพ่อ ทั้งสองโผ เข้าหากันพร้อมด้วยน้ำ
ตาแห่งความปีติยินดี ที่ไหลอาบแก้มทั้งสอง จี้กงรีบหยิบยาขวด หนึ่งออก
จากกระเป๋า เอาขวดรองน้ำตาแห่งความยินดีของสองพ่อลูก แล้วกรอกยาใส่
ปากคนเจ็บ
อัศจรรย์นัก...คนเจ็บรู้สึกตัวในชั่วไม่นาน
นิทานเรื่องนี้จึงจบแฮปปี้แบบดับเบิ้ล แฮปปี้ ครอบครัวเศรษฐีอิ๋วก็แฮป
ปี้ ครอบ-ครัวต๋งซิหงก็แฮปปี้ ต๋งซิหงได้ตัวลูกสาวกลับไปอยู่ด้วยแม้จะไม่มี
เงินมาไถ่ตัว แต่เศรษฐีอิ๋วยินดียกหนี้ให้เพื่อตอบแทนคุณ
นี่คือตัวอย่างตำนานหนึ่ง การช่วยเหลือคนอย่างมีอภินิหารของจี้กง
พระเพี้ยนหรือเจ้าแปลกๆ ที่ใครๆ ก็จำได้ติดตาเมื่อเห็นภาพหรือรูปปั้น
ของเจ้าจี้กง
โดยคุณ : จิตรา ก่อนันทเกียรต
จี้กง เป็นเจ้าองค์หนึ่งที่โดดเด่นด้วยความไม่เหมือนใครในชุดนักบวชเต๋า
แต่ดูซอมซ่อ ปุปะ มือถือพัดขาดๆ อีกมืออาจถือขวดเหล้าหรือรองเท้าข้าง
หนึ่ง ปรากฏว่าจี้กงมีตำนานว่าเป็นพระนักพรตในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ (พ.ศ.
1670-1822) มีเอกลักษณ์นิสัยที่แปลกจากพระ-เจ้าทำไปคือดื่มสุรา สนุก
สนานเฮฮา ไม่มีภาพของพระที่ควรสำรวมหรือสันโดดเลย แต่มีคุณสมบัติ
พิเศษตรงรักษาคนไข้ได้ระดับหมอเทวดา จึงชอบรักษาคนเจ็บ ช่วย เหลือคน
จนและให้ทานคนหิว จี้กงมีประวัติว่าบิดาเป็นขุนนาง (ชื่อหลี่เมี่ยชุน)
จนอายุมากเข้าวัยกลางคนก็ยังไม่มีบุตร สืบสกุล หลี่เมี่ยชุน เริ่มกังวลกลัวว่าแก่ตัวลง ไปจะไม่มีใครดูแลตนและ
ภรรยา จึงไปไหว้เจ้าขอลูกกับศาลเจ้าที่ ตกกลางคืนภรรยาหลี่เมี่ยชุนฝันเห็นพระ
โพธิสัตว์ทรงชุดยาว พักตร์ยิ้มผ่องใส พระโพธิสัตว์เสด็จมาหานางพร้อม
ประทานดอกบัวหลาก สีแสนสวยงาม
ในฝัน...พระโพธิสัตว์ตรัสแก่นางว่า... คำอธิษฐานของสามีเจ้าจะเป็นจริง
เมื่อเจ้ากลืนดอกบัวสวรรค์นี้
นางขอบคุณแล้วกลืนดอกบัวลงไปได้ อย่างอัศจรรย์ นางรู้สึกได้ถึงการ
เคลื่อนของดอกบัวขณะไหลเลื่อนในกายลงไปสู่กลางท้องนาง นางสะดุ้งตื่นทันที
ต่อมานางก็ท้อง 10 เดือน ต่อมาได้คลอดเด็กชายหน้าตาน่ารักมากให้
ชื่อเด็กนี้ว่า ซุยหยวน หลี่ซุยหยวนได้โตขึ้นมาท่ามกลางความรักและอบอุ่น
แต่แปลกจัง เด็กน้อยฝักใฝ่ลัทธิเต๋ามาก อายุ 7 ขวบก็ขอบวชแล้วเรียน
อ่านตำราทางเต๋าจนรู้แตกฉานเมื่ออายุได้ 14 ปี ต่อมาบิดาตาย หลังจากนั้น 2
ปีมารดาก็เสียชีวิตจากไป หลี่ซุยหยวน
จึงมุ่งไปทางเต๋าเต็มที่ ด้วยการไปอยู่วัดเป็นนักพรตเต๋าที่เคร่ง ได้ฉายาว่า เต๋าจี้
เต๋าจี้คร่ำเคร่งใฝ่ศึกษา แถมเรียนรู้ไว้ ภายในชั่วไม่นานก็รอบ รู้หมด
และเนื่องจากลัทธิเต๋าฝักใฝ่ใน การปรุงยา, การแสวงหาวิธีเป็นอมตะ จึงมี
ตำราทางยา, และวิธีการรักษาโรคประมาณหนึ่ง เต๋าจี้ที่เรียนรู้จนแตกฉานจึง
สามารถรักษาคนป่วยได้ แล้วก็อุทิศตนเพื่อชาวบ้านเต็มที่
แต่ในขณะเดียวกันก็มีเรื่องแปลกว่า เต๋าจี้เหมือนเริ่มเพี้ยน กินจุมากขึ้น
มาก ดื่มสุรา ได้มาก และเริ่มติงต๊องและรักสันโดดมากขึ้นๆ แต่ชาวบ้านก็ยัง
นับถือเต๋าจี้มาก เพราะรักษาโรคเก่ง พร้อมเริ่มเรียก เต๋าจี้ว่า จี้กง
วันหนึ่งขณะจี้กงเดินออกจากวัด ท่านเกิดเห็น ชายคนหนึ่งกำลังจะผูก
คอตายใต้ต้นไม้ ทำเงื่อนเชือกทุกอย่างเรียบ ร้อยหมดแล�ว เหลือเพียงชายนี้
โดดลงมาเพื่อให้เชือกรัดคอ จี้กงเห็นแล้วก็ตะโกนเสียงดังสุดๆว่า...โอ้ย...บ้าแล้ว...ฉันอยากตาย...
ปรากฏว่าชายที่กำลังจะผูกคอตายเอาเชือกออกจากคอ แล้ววิ่งมาหาจี้
กง ถามอย่างเป็นห่วงว่า...เกิดอะไรขึ้นทำไมจึงอยากฆ่าตัวตาย จี้กงบอกว่า
เพราะเราทำเงินที่ญาติโยมนำมาบริจาคหาย ชายนั้นก็บอกว่า เราพอจะยก
สมบัติที่เรามีให้ท่าน จะช่วยให้ท่านหายอยากตายไป
จี้กงถามชายคนนี้ว่า...อะไร...แล้วท่าน ล่ะ...อยากฆ่าตัวตายทำไม
ชายบอกว่า เราชื่อ ต๋งซิหง มีปัญหาว่าเราเป็นหนี้จึงขายลูกสาวไปเป็น
ทาสให้เศรษฐี หนี้ของเราเกิดจากการต้องนำเงินไปรักษาแม่ที่ป่วยหนัก บัดนี้
แม่ก็ตายแล้ว เราก็พยายามทำงานรวบรวมเงินจะไปไถ่ตัวลูกสาว คาดไม่ถึง
ว่า บ้านเศรษฐีได้ย้ายออกไป ไม่มีใครทราบว่าไปไหน แล้วลูกสาวของเราก็
ต้องเป็นทาสเขาตลอดไป แล้วระหว่างนี้เราก็ถูกขโมยเงิน
ชีวิตที่รันทดอย่างนี้...เราไม่อยากอยู่เลย ตายเสียยังดีกว่า
จี้กงมองชายอย่างเมตตาแล้วบอกว่า
"เราสัญญาว่า ท่านกับลูกจะต้องได้เจอกันในไม่ช้านี้"
เหมือนมีอะไรดลใจให้เชื่อ ต๋งซิหงติดตามจี้กงไปยังอีกเมือง จี้กงบอกให้
ต๋งซิหงนั่งคอยอยู่ใต้ต้นไม้หนึ่ง สั่งไว้ว่า ถ้ามีใครมาถามวันเดือนป•เกิด
ก็ให�บอกไปตามจริง แล้วก็ตรงไปยังบ้านใหญ่หลังหนึ่ง
ที่บ้านหลังใหญ่ จี้กงตบประตูเรียกคนในบ้านมาเปิด แล้วถามว่าที่นี้มี
มารดาของเจ้าของบ้านกำลังป่วยหนักใช่หรือไม่ เรารักษาได้ ก็พอดีเจ้าของ
บ้านที่ออกไปนอกบ้านมา ถึงพอดี เจ้าของบ้านซึ่งแซ่อิ๋วบอกจี้กงว่าใช่แม่เรา
ป่วย และนี่เราก็ได้ซินแสมารักษาแล้ว ว่าแล้วก็พาซินแสเข้าบ้านไปรักษาแม่
ปรากฏว่า ซินแสที่พามาเมื่อเห็นมารดาผู้ป่วย จับชีพจรแล้วก็ส่ายศีรษะ
ว่า หมดหวัง ไม่มีทางรักษาแล้วก็ขอลาไป
ชายเศรษฐีแซ่อิ๋วโศกเศร้ากลุ้มใจ นั่งเอามือกุมหัวแล้วก็คิดได้รีบเดินออก
มาที่หน้าประตู พบจี้กงกำลังอร่อยอยู่กับอาหารที่คนในบ้านเอามาให้ เศรษฐี
ไหว้ จี้กงแล้วขอร้องให้เข้าไปช่วยตรวจอาการมารดา
ภายในเวลาไม่กี่นาที จี้กงก็สามารถจัดการให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นจาก
โคม่าในชั่วเวลาเพียงครู่เดียว โดยที่เศรษฐีแซ่อิ๋ว ก็มองไม่ออกว่าจี้กงทำอะไรบ้าง
แต่เขาก็ดีใจมากที่แม่หายป่วย แล้วก็สารภาพต่อ ว่า... เขามีลูกชายที่กำลัง
ป่วยมากเช่นกัน อยากจะขอให้จี้กงช่วยดูแลและตรวจรักษา
จี้กงดูอาการลูกชายแล้วส่ายหัว ปากบอกว่า คนนี้รักษายากเพราะเป็น
มากอาการอย่างนี้ต้องให ้ดื่มน้ำตาของคน 2 คน ที่เกิดในวันเดือนปีเกิดนี้
ว่าแล้วจี้กงก็บอก ไป มันคือวันเกิดของต๋งซิหงและลูกสาว
เศรษฐีอิ๋วส่งคนไปหาเจ้าของวันเกิดทันที การหาตัวต๋งซิหงนั้นไม่ยาก
เพราะจี้กงบอกให้ว่า ชายนี้คือใครนั่งรออยู่ที่ไหน ส่วนลูกสาวต๋งซิหงก็ยิ่งไม่
ยากใหญ่ เพราะนางยืนอยู่ตรงนั้น นางยกมือบอกว่านางเกิด วันนี้ตามวัน
เดือนปีที่จี้กงบอก
เมื่อต๋งซิหงถูกพามาที่ห้องคนเจ็บ เขาคาดไม่ถึงว่าจะได้พบลูกสาว ลูก
สาว คิด ไม่ถึงเช่นกันว่าจะได้พบพ่อ ทั้งสองโผ เข้าหากันพร้อมด้วยน้ำ
ตาแห่งความปีติยินดี ที่ไหลอาบแก้มทั้งสอง จี้กงรีบหยิบยาขวด หนึ่งออก
จากกระเป๋า เอาขวดรองน้ำตาแห่งความยินดีของสองพ่อลูก แล้วกรอกยาใส่
ปากคนเจ็บ
อัศจรรย์นัก...คนเจ็บรู้สึกตัวในชั่วไม่นาน
นิทานเรื่องนี้จึงจบแฮปปี้แบบดับเบิ้ล แฮปปี้ ครอบครัวเศรษฐีอิ๋วก็แฮป
ปี้ ครอบ-ครัวต๋งซิหงก็แฮปปี้ ต๋งซิหงได้ตัวลูกสาวกลับไปอยู่ด้วยแม้จะไม่มี
เงินมาไถ่ตัว แต่เศรษฐีอิ๋วยินดียกหนี้ให้เพื่อตอบแทนคุณ
นี่คือตัวอย่างตำนานหนึ่ง การช่วยเหลือคนอย่างมีอภินิหารของจี้กง
พระเพี้ยนหรือเจ้าแปลกๆ ที่ใครๆ ก็จำได้ติดตาเมื่อเห็นภาพหรือรูปปั้น
ของเจ้าจี้กง
โดยคุณ : จิตรา ก่อนันทเกียรต
ถุงใส่น้ำไล่แมลงวัน
แมลงวัน พาหะนำโรคตัวฉกาจ แขกผู้ไม่มีใครอยากเชื้อเชิญ
ซึ่งมักมาเยือนในทุกที่ที่มีอาหาร เลือด และกลิ่นคาวปลา
ตามร้านอาหารและตลาดสดจึงเป็นแหล่งที่แมลงวันมารวมตัวกัน
รุมตอมและกินเศษเลือดอย่างชุกชุม แม้แต่ในบ้านเรือน ก็มีแมลงวันให้เห็นอยู่เป็นประจำ
หลากหลายวิธีที่เรางัดออกมาใช้ จัดการกับแมลงวัน ไม่ว่าจะเป็นการโบกมือไล่ การฉีดยาฆ่าแมลง
การใช้ที่ตีแมลงวันตี การใช้ถุงพลาสติกดักจับ และการใช้กาวลักษณะคล้ายก้านธูปดัก
ก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง
แต่ในระยะหลังๆ นี้ถ้าใครสังเกตจะเห็นว่า
ตามแผงขายของสดเนื้อสัตว์ในตลาดและตามร้านอาหาร จะมีถุงพลาสติกใสบรรจุน้ำจนเต็ม
มัดให้ตึง ผูกเชือกแขวนไว้สูงเหนืออาหารหรือวางไว้บนโต๊ะอาหาร
สอบถามพ่อค้าแม่ค้าก็ได้ความว่าเขาห้อยถุงพลาสติกเหล่านี้ไว้
เพื่อไล่แมลงวันพร้อมทั้งยืนยันว่าเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลดี
ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมถุงพลาสติกธรรมดาๆ จึงช่วยขับไล่แมลงวันได้
ร.ศ.ดร.เนาวรัตน์ ศุขะพันธุ์ อาจารย์และนักวิจัย ของภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล คือ ผู้ริเริ่มถุงน้ำไล่แมลงวันที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะนี้
โดยเริ่มจากงานทดลองที่ทำให้อาจารย์เห็นว่า
แมลงวันเป็นพาหะและสื่อนำโรคร้ายมาสู่มนุษย์และสัตว์ พร้อมทั้งก่อความรำคาญ
ทำให้สูญเสียสุขภาพอนามัยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะทางด้านปศุสัตว์
ซึ่งในสหรัฐอเมริกาและในยุโรป ต้องสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์
สาเหตุจากการที่สัตว์เศรษฐกิจถูกแมลงวันดูดกินเลือด และทำให้เกิดโรคล้มตายมากมาย
โรคร้ายแรงต่างๆ ที่แมลงวันนำมาสู่คนและสัตว์นั้น ได้แก่ โรคอหิวาตกโรค โปลิโอ คุดทะราด
แอนแทรกซ์ การติดเชื้อโปรโตซัวชนิดต่างๆ โรคพยาธิแส้ม้า โรคเซอร์ร่า โรคลาวเอียซีส ฯลฯ
รวมทั้งการติดเชื้อโดยทางบาดแผล เป็นต้น อาจารย์จึงได้ทำการศึกษาแมลงวันในเชิงการดำรงชีวิต
และความเป็นอยู่ในแหล่งที่มีแมลงวันเพาะขยายพันธุ์ ทั้งด้านกายวิภาคและสรีรวิทยาของแมลงวัน
มาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี เพื่อค้นหาวิธีควบคุมและปราบแมลงวันที่ให้ผลดีที่สุด
แต่เสียค่าใช้จ่ายน้อย และไม่มีผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมของธรรมชาติ
หลักการใช้ถุงน้ำพลาสติกใสใส่น้ำมัดให้ตึง ผูกห้อยแขวนไว้ไล่แมลงวันนี้
ใช้วิธีทางคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์
และการใช้ประสาทรับภาพในการมองเห็นของตาแมลงวันมาผสมผสานกัน ตาของแมลงวันมีอยู่ 2
ชนิด คือ ตารวม 2 ตา และตาเดี่ยวอีก 3 ตา
ตาเดี่ยวจะอยู่เหนือตารวมตรงหัวส่วนบนระหว่างตารวม 2 ตา
เรียงตัวกันเป็นรูปสามเหลี่ยมกลับหัวลง ตาเดี่ยวสามตานี้
จะช่วยให้แมลงวันสามารถมองเห็นในระยะที่ไกล ส่วนตารวม 2 ตาที่นูนออก 2 ข้าง
ใหญ่กว่าหัวและลำตัวของแมลงวัน เป็นตารวมพิเศษ ซึ่งแต่ละข้างของตารวมประกอบด้วยตาเล็กๆ
รูปหกเหลี่ยมหลายหมื่นแสนตาเรียงต่อเนื่องกันเต็มลูกตาทั้ง 2 ข้าง และตาเล็กๆ
รูปหกเหลี่ยมของตารวมนี้ สามารถที่จะรับแสงสว่างได้ทุกมุมมอง
ผ่านเสนส์และผลึกรูปกรวยรองรับแสง ซึ่งสามารถที่จะยืด
และหดได้เพื่อปรับจอรับภาพที่มองเห็นทั้งในที่มืดและสว่าง
ตารวมทำให้แมลงวันสามารถมองเห็นภาพได้กว้างกว่า 180 องศา
จากจุดนี้เอง หากเรานำถุงพลาสติกใสใส่น้ำเปล่า ไปไว้ในบริเวณแสงแดด
หรือแสงไฟที่มีลำแสงกระทบ
ถุงพลาสติกที่บรรจุน้ำก็จะเสมือนหนึ่งลำแสงหักมุมสะท้อนออกเข้าตาแมลงวัน
เลนส์รับภาพของตาแมลงวันเมื่อได้รับแสงก็จะสะท้อนแสง
กลับมาที่ถุงน้ำพลาสติกนั้นเกิดเป็นแสงมุมตก
มุมสะท้อนกับเลนส์รับภาพของตาแมลงวันสะท้อนกลับไปกลับมา
ทำให้การปรับจุดรวมแสงที่จะส่งให้เกิดภาพบนจอรับภาพ (retina) ไม่ชัดเจน
จะทำให้เกิดตาพร่ามัวแมลงวันจึงบินเข้าหาอาหารไม่ถูก ในระยะห่างประมาณ 100
เซนติเมตรขึ้นไป แม้ว่ามันจะได้กลิ่นอาหารก็ตาม
ถุงน้ำไล่แมลงวันนี้ได้ผลดียิ่งขึ้น ถ้าใช้ถุงร้อนซึ่งเป็นพลาสติกใส
น้ำที่บรรจุในถุงควรเป็นน้ำที่ใสสะอาดหรือน้ำฝน น้ำยิ่งใสจะยิ่งสะท้อนแสงได้ดี
และต้องมัดถุงน้ำให้ตึงแน่น และแขวนถุงนั้นให้รับมุมแสงรอบทิศทางกับดวงไฟหรือดวงอาทิตย์
ถ้ามีการแก่วงถุงพลาสติกหมุนเป็นลำแสงเบนไปมา
แถบแสงที่เบนไปมาจะกระทบเลนส์ถูกลูกตาของแมลงวันมากยิ่งขึ้น ทำให้ตาพร่ามัว
เข้าตอมอาหารไม่ถูกจึงบินหนีไปให้พ้นรัศมีลำแสงสะท้อน
ถุงน้ำไล่แมลงวันนี้ยังใช้ได้ผลดีในการไล่แมลงชนิดอื่นๆ ที่มีตารวม เช่น ผึ้ง
และแมลงวันทองที่กัดกินผลไม้ซึ่งทำให้ผลไม้เน่าเสียหาย ฯลฯ อีกด้วย
ปัจจุบันถุงน้ำไล่แมลงวันเป็นวิธีที่นิยมใช้ทั่วไป ตามตลาดสดในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
ทั้งยังแพร่ไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย เพราะเป็นวิธีที่ใช้ง่าย สะดวกปลอดภัย
และขณะนี้อาจารย์เนาวรัตน์ กำลังทดสอบหาอุปกรณ์ภาชนะที่จะนำมาใช้บรรจุน้ำแทนถุงพลาสติก
เพื่อให้มั่นคงถาวรและสวยงาม สามารถไล่แมลงวันภายในบ้าน
และเป็นเครื่องประดับบ้านในเวลาเดียวกันได้
[ที่มา..หนังสือ UPDATE ปีที่ 9 ฉบับที่ 99 สิงหาคม 2537]
โดยคุณ : ตรรกะ
ซึ่งมักมาเยือนในทุกที่ที่มีอาหาร เลือด และกลิ่นคาวปลา
ตามร้านอาหารและตลาดสดจึงเป็นแหล่งที่แมลงวันมารวมตัวกัน
รุมตอมและกินเศษเลือดอย่างชุกชุม แม้แต่ในบ้านเรือน ก็มีแมลงวันให้เห็นอยู่เป็นประจำ
หลากหลายวิธีที่เรางัดออกมาใช้ จัดการกับแมลงวัน ไม่ว่าจะเป็นการโบกมือไล่ การฉีดยาฆ่าแมลง
การใช้ที่ตีแมลงวันตี การใช้ถุงพลาสติกดักจับ และการใช้กาวลักษณะคล้ายก้านธูปดัก
ก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง
แต่ในระยะหลังๆ นี้ถ้าใครสังเกตจะเห็นว่า
ตามแผงขายของสดเนื้อสัตว์ในตลาดและตามร้านอาหาร จะมีถุงพลาสติกใสบรรจุน้ำจนเต็ม
มัดให้ตึง ผูกเชือกแขวนไว้สูงเหนืออาหารหรือวางไว้บนโต๊ะอาหาร
สอบถามพ่อค้าแม่ค้าก็ได้ความว่าเขาห้อยถุงพลาสติกเหล่านี้ไว้
เพื่อไล่แมลงวันพร้อมทั้งยืนยันว่าเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลดี
ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมถุงพลาสติกธรรมดาๆ จึงช่วยขับไล่แมลงวันได้
ร.ศ.ดร.เนาวรัตน์ ศุขะพันธุ์ อาจารย์และนักวิจัย ของภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล คือ ผู้ริเริ่มถุงน้ำไล่แมลงวันที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะนี้
โดยเริ่มจากงานทดลองที่ทำให้อาจารย์เห็นว่า
แมลงวันเป็นพาหะและสื่อนำโรคร้ายมาสู่มนุษย์และสัตว์ พร้อมทั้งก่อความรำคาญ
ทำให้สูญเสียสุขภาพอนามัยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะทางด้านปศุสัตว์
ซึ่งในสหรัฐอเมริกาและในยุโรป ต้องสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์
สาเหตุจากการที่สัตว์เศรษฐกิจถูกแมลงวันดูดกินเลือด และทำให้เกิดโรคล้มตายมากมาย
โรคร้ายแรงต่างๆ ที่แมลงวันนำมาสู่คนและสัตว์นั้น ได้แก่ โรคอหิวาตกโรค โปลิโอ คุดทะราด
แอนแทรกซ์ การติดเชื้อโปรโตซัวชนิดต่างๆ โรคพยาธิแส้ม้า โรคเซอร์ร่า โรคลาวเอียซีส ฯลฯ
รวมทั้งการติดเชื้อโดยทางบาดแผล เป็นต้น อาจารย์จึงได้ทำการศึกษาแมลงวันในเชิงการดำรงชีวิต
และความเป็นอยู่ในแหล่งที่มีแมลงวันเพาะขยายพันธุ์ ทั้งด้านกายวิภาคและสรีรวิทยาของแมลงวัน
มาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี เพื่อค้นหาวิธีควบคุมและปราบแมลงวันที่ให้ผลดีที่สุด
แต่เสียค่าใช้จ่ายน้อย และไม่มีผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมของธรรมชาติ
หลักการใช้ถุงน้ำพลาสติกใสใส่น้ำมัดให้ตึง ผูกห้อยแขวนไว้ไล่แมลงวันนี้
ใช้วิธีทางคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์
และการใช้ประสาทรับภาพในการมองเห็นของตาแมลงวันมาผสมผสานกัน ตาของแมลงวันมีอยู่ 2
ชนิด คือ ตารวม 2 ตา และตาเดี่ยวอีก 3 ตา
ตาเดี่ยวจะอยู่เหนือตารวมตรงหัวส่วนบนระหว่างตารวม 2 ตา
เรียงตัวกันเป็นรูปสามเหลี่ยมกลับหัวลง ตาเดี่ยวสามตานี้
จะช่วยให้แมลงวันสามารถมองเห็นในระยะที่ไกล ส่วนตารวม 2 ตาที่นูนออก 2 ข้าง
ใหญ่กว่าหัวและลำตัวของแมลงวัน เป็นตารวมพิเศษ ซึ่งแต่ละข้างของตารวมประกอบด้วยตาเล็กๆ
รูปหกเหลี่ยมหลายหมื่นแสนตาเรียงต่อเนื่องกันเต็มลูกตาทั้ง 2 ข้าง และตาเล็กๆ
รูปหกเหลี่ยมของตารวมนี้ สามารถที่จะรับแสงสว่างได้ทุกมุมมอง
ผ่านเสนส์และผลึกรูปกรวยรองรับแสง ซึ่งสามารถที่จะยืด
และหดได้เพื่อปรับจอรับภาพที่มองเห็นทั้งในที่มืดและสว่าง
ตารวมทำให้แมลงวันสามารถมองเห็นภาพได้กว้างกว่า 180 องศา
จากจุดนี้เอง หากเรานำถุงพลาสติกใสใส่น้ำเปล่า ไปไว้ในบริเวณแสงแดด
หรือแสงไฟที่มีลำแสงกระทบ
ถุงพลาสติกที่บรรจุน้ำก็จะเสมือนหนึ่งลำแสงหักมุมสะท้อนออกเข้าตาแมลงวัน
เลนส์รับภาพของตาแมลงวันเมื่อได้รับแสงก็จะสะท้อนแสง
กลับมาที่ถุงน้ำพลาสติกนั้นเกิดเป็นแสงมุมตก
มุมสะท้อนกับเลนส์รับภาพของตาแมลงวันสะท้อนกลับไปกลับมา
ทำให้การปรับจุดรวมแสงที่จะส่งให้เกิดภาพบนจอรับภาพ (retina) ไม่ชัดเจน
จะทำให้เกิดตาพร่ามัวแมลงวันจึงบินเข้าหาอาหารไม่ถูก ในระยะห่างประมาณ 100
เซนติเมตรขึ้นไป แม้ว่ามันจะได้กลิ่นอาหารก็ตาม
ถุงน้ำไล่แมลงวันนี้ได้ผลดียิ่งขึ้น ถ้าใช้ถุงร้อนซึ่งเป็นพลาสติกใส
น้ำที่บรรจุในถุงควรเป็นน้ำที่ใสสะอาดหรือน้ำฝน น้ำยิ่งใสจะยิ่งสะท้อนแสงได้ดี
และต้องมัดถุงน้ำให้ตึงแน่น และแขวนถุงนั้นให้รับมุมแสงรอบทิศทางกับดวงไฟหรือดวงอาทิตย์
ถ้ามีการแก่วงถุงพลาสติกหมุนเป็นลำแสงเบนไปมา
แถบแสงที่เบนไปมาจะกระทบเลนส์ถูกลูกตาของแมลงวันมากยิ่งขึ้น ทำให้ตาพร่ามัว
เข้าตอมอาหารไม่ถูกจึงบินหนีไปให้พ้นรัศมีลำแสงสะท้อน
ถุงน้ำไล่แมลงวันนี้ยังใช้ได้ผลดีในการไล่แมลงชนิดอื่นๆ ที่มีตารวม เช่น ผึ้ง
และแมลงวันทองที่กัดกินผลไม้ซึ่งทำให้ผลไม้เน่าเสียหาย ฯลฯ อีกด้วย
ปัจจุบันถุงน้ำไล่แมลงวันเป็นวิธีที่นิยมใช้ทั่วไป ตามตลาดสดในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
ทั้งยังแพร่ไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย เพราะเป็นวิธีที่ใช้ง่าย สะดวกปลอดภัย
และขณะนี้อาจารย์เนาวรัตน์ กำลังทดสอบหาอุปกรณ์ภาชนะที่จะนำมาใช้บรรจุน้ำแทนถุงพลาสติก
เพื่อให้มั่นคงถาวรและสวยงาม สามารถไล่แมลงวันภายในบ้าน
และเป็นเครื่องประดับบ้านในเวลาเดียวกันได้
[ที่มา..หนังสือ UPDATE ปีที่ 9 ฉบับที่ 99 สิงหาคม 2537]
โดยคุณ : ตรรกะ
ต้นไม้ช่วยลดความเครียดในที่ทำงานจริงหรือ
มนุษย์ต่างจากสัตว์ตรงที่เราไม่เพียงพยายาม ที่จะพัฒนาชีวภาพของร่างกาย
เท่านั้น เรายังพยา-ยามที่จะจัดระบบสภาพแวดล้อมให้กลมกลืนและมี
ประโยชน์ต่อความเป็นอยู่มากขึ้นทุกขณะ ซึ่งเรื่องนี้ถ้าดูไปแล้วนั บเป็นเรื่องใหญ่
มากที่เราต้องศึกษาความเป็นไปของสภาพแวดล้อมให้มากเพื่อปรับสภาพ
แวดล้อมให้เข้ากับเราอย่างมีประโยชน์คุ้มค่ามากที่สุด เพราะการพัฒนาความ
เจริญของมนุษย์เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง ทำลายสภาพแวดล้อม ครั้งแล้ว
ครั้งเล่า มันเป็นสภาพที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นแต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ดูตัวอย่างง่ายๆ จากบ้าน ยิ่งพื้นที่บ้านน้อยลง
พื้นที่ปลูกต้นไม้ยิ่งน้อย ลงไปด้วย สมัยก่อนเราอยู่กันในสภาพป่าล้อมเมือง ปัจจุบันกลายเป็น เมือง
ล้อมป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ทำงาน บางสำนักงานไม่มีที่ที่จะตั้งโต๊ะ
ทำงานอย่างพอเพียงด้วยซ้ำไปเนื่องจากค่าเช่าพื้นที่มีราคาแพง
การจะให้นำต้นไม้เข้าไปประดับให้สวยงามจึงนับเป็นเรื่องที่ไกลเกินฝัน
แต่เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงว่ามีรายงานออกมาเป็นทางการแล้วว่าต้นไม้ใน
อาคารโดยเฉพาะในห้องที่ไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวันเลยนั้น ต้นไม้มีส่วนช่วย
ลดความเครียดจากการทำงานและเพิ่ม ผลผลิตการทำงานให้มากขึ้นด้วย
การศึกษานี้เป็น ผลงานของ Virginia I. Lohr, Caroline H. Pearson-Mims,
and Georgia K. Goodwin แห่ง Department of Horticulture and
Lands cape Architecture Washington State University
บทสรุปของรายงานนี้ได้กล่าวถึงการศึกษาของการนำต้นไม้เข้าไปตก
แต่งในที่ทำงานที่ไม่มีหน้าต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องทำงานคอมพิว-เตอร์
ปรากฏว่าปริมาณ การทำงานเพิ่มขึ้น 12% และความดันโลหิตของ ผู้ปฏิบัติ
งานลดลงจากเดิมหนึ่งในสี่การเข้าใจถึงประ- โยชน์ของการนำต้นไม้มาปลูกไว้ในที่ทำงาน ช่วยให้
นักตกแต่งภาย ในมีเหตุผลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในการออกแบบการตกแต่ง
โดยนำสภาพแวดล้อมที่อำนวยประโยชน์สูง สุดต่อผู้ใช้งานในสถาน ที่นั้นๆ
มากยิ่งขึ้นมาเสนอเป็นทางเลือก ถ้าเจ้าของอาคารหรือผู้บริหารสำนักงานทราบว่าการมีต้นไม้ประดับ
สำนักงานช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทำงานลดความเครียดได้อย่างแท้
จริง เป็น เหตุผลสำคัญมาก กว่าการนำต้นไม้มาประดับเพื่อความสวย งาม
ในสำนักงานเพียงอย่างเดียว มีรายงานมาก่อนหน้านี้หลายฉบับแล้วว่าต้นไม้ในบ้านช่ว
ยลด มลภาวะ ที่เป็นพิษในอากาศลง โดยทั้งใบกิ่ง รากล้วนมีผลต่อการฟอกอากาศโดย
ธรรม ชาติอยู่แล้ว
การทดลองนำต้นไม้มาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นสาธารณะมากขึ้น
เช่น บริเวณสวนสาธารณะ ลานจอดรถ ตลาด ศูนย์การค้า ที่มีคนมากมายหลายประเภทมากขึ้น โดยประเด็นอยู่ที่ว่าสภาพแวดล้อมมีผลต่อมนุษย์ทางอารมณ์หรือร่างกาย
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผลการศึกษาพบว่าธรรมชาตินั้นมีผลต่อมนุษย์ทั้ง
ทางด้านจิตใจและร่างกายอย่างเห็นได้ชัดเจน ทำให้เกิดข้อสงสัยกันว่าทำไมจึงเป็นเช่น นั้น
คำอธิบายอย่างง่ายๆ คือมนุษย์นั้นเคยอยู่ป่ามาก่อน สภาพของป่าเป็นสภาพแวดล้อมดั้งเดิมที่ฝังลึกเกาะแน่นในจ
ิตใต้สำนึกของมนุษย์ แต่มนุษย์นั้นพร้อมที่จะปรับตัวตลอดเวลา เพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวด
ล้อมของป่าหรือสภาพแวดล้อมของเมือง การเข้ามาอยู่ในเมืองแม้จะสบาย
กายแต่ใจก็ยังมีจิตที่คิดถึงธรรมชาติเดิมอยู่ แต่ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือรายงานการศึกษาของ Prof. Dr.
T?ve Fjeld, Agricultural University of Norway ที่ศึกษาว่าต้นไม้
ในที่ทำงาน ช่วยให้สุขภาพคนดีขึ้นจริงหรือ
จากรายงานพบว่าต้นไม้มีส่วนช่วยโดยแท้จริง โดยการทดลองสภาพ
แวดล้อมของ ห้องผู้ป่วยที่ไม่มีต้นไม้เลยมีแต่หน้าต่างมองไปที่ลานจอดรถ
กับห้องที่มีหน้าต่างมองเห็นต้นไม้เต็มตา พบว่าสุขภาพของคนป่วยในสภาพ
แวดล้อมหลังจะหายเร็วดีกว่าและการทดลองในห้องทำงานที่ไม่มีต้นไม้และ
ห้องที่มีต้นไม้ปรากฏว่า การตรวจสุขภาพหลังจากการทำงานผ่านไปสาม
เดือนเปรียบเทียบกัน คนทำงานในสภาพห้องที่มีต้นไม้มีสุขภาพ ความดัน
โลหิตดีขึ้นจากเดิมและคงที่ ในขณะที่คนทำงานในห้องที่ไม่มีต้นไม้ สุขภาพ
แย่ลง เมื่อมีข้อยืนยันการวิจัยเช่นนี้แล้ว เราจะหาต้นไม้เข้ามาประดับที่ทำงาน
เพิ่มเติมสักต้นสองต้นจะดีไหม โดยคุณ : ลักษณศิริ ศิริวรรณ
เท่านั้น เรายังพยา-ยามที่จะจัดระบบสภาพแวดล้อมให้กลมกลืนและมี
ประโยชน์ต่อความเป็นอยู่มากขึ้นทุกขณะ ซึ่งเรื่องนี้ถ้าดูไปแล้วนั บเป็นเรื่องใหญ่
มากที่เราต้องศึกษาความเป็นไปของสภาพแวดล้อมให้มากเพื่อปรับสภาพ
แวดล้อมให้เข้ากับเราอย่างมีประโยชน์คุ้มค่ามากที่สุด เพราะการพัฒนาความ
เจริญของมนุษย์เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง ทำลายสภาพแวดล้อม ครั้งแล้ว
ครั้งเล่า มันเป็นสภาพที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นแต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ดูตัวอย่างง่ายๆ จากบ้าน ยิ่งพื้นที่บ้านน้อยลง
พื้นที่ปลูกต้นไม้ยิ่งน้อย ลงไปด้วย สมัยก่อนเราอยู่กันในสภาพป่าล้อมเมือง ปัจจุบันกลายเป็น เมือง
ล้อมป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ทำงาน บางสำนักงานไม่มีที่ที่จะตั้งโต๊ะ
ทำงานอย่างพอเพียงด้วยซ้ำไปเนื่องจากค่าเช่าพื้นที่มีราคาแพง
การจะให้นำต้นไม้เข้าไปประดับให้สวยงามจึงนับเป็นเรื่องที่ไกลเกินฝัน
แต่เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงว่ามีรายงานออกมาเป็นทางการแล้วว่าต้นไม้ใน
อาคารโดยเฉพาะในห้องที่ไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวันเลยนั้น ต้นไม้มีส่วนช่วย
ลดความเครียดจากการทำงานและเพิ่ม ผลผลิตการทำงานให้มากขึ้นด้วย
การศึกษานี้เป็น ผลงานของ Virginia I. Lohr, Caroline H. Pearson-Mims,
and Georgia K. Goodwin แห่ง Department of Horticulture and
Lands cape Architecture Washington State University
บทสรุปของรายงานนี้ได้กล่าวถึงการศึกษาของการนำต้นไม้เข้าไปตก
แต่งในที่ทำงานที่ไม่มีหน้าต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องทำงานคอมพิว-เตอร์
ปรากฏว่าปริมาณ การทำงานเพิ่มขึ้น 12% และความดันโลหิตของ ผู้ปฏิบัติ
งานลดลงจากเดิมหนึ่งในสี่การเข้าใจถึงประ- โยชน์ของการนำต้นไม้มาปลูกไว้ในที่ทำงาน ช่วยให้
นักตกแต่งภาย ในมีเหตุผลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในการออกแบบการตกแต่ง
โดยนำสภาพแวดล้อมที่อำนวยประโยชน์สูง สุดต่อผู้ใช้งานในสถาน ที่นั้นๆ
มากยิ่งขึ้นมาเสนอเป็นทางเลือก ถ้าเจ้าของอาคารหรือผู้บริหารสำนักงานทราบว่าการมีต้นไม้ประดับ
สำนักงานช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทำงานลดความเครียดได้อย่างแท้
จริง เป็น เหตุผลสำคัญมาก กว่าการนำต้นไม้มาประดับเพื่อความสวย งาม
ในสำนักงานเพียงอย่างเดียว มีรายงานมาก่อนหน้านี้หลายฉบับแล้วว่าต้นไม้ในบ้านช่ว
ยลด มลภาวะ ที่เป็นพิษในอากาศลง โดยทั้งใบกิ่ง รากล้วนมีผลต่อการฟอกอากาศโดย
ธรรม ชาติอยู่แล้ว
การทดลองนำต้นไม้มาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นสาธารณะมากขึ้น
เช่น บริเวณสวนสาธารณะ ลานจอดรถ ตลาด ศูนย์การค้า ที่มีคนมากมายหลายประเภทมากขึ้น โดยประเด็นอยู่ที่ว่าสภาพแวดล้อมมีผลต่อมนุษย์ทางอารมณ์หรือร่างกาย
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผลการศึกษาพบว่าธรรมชาตินั้นมีผลต่อมนุษย์ทั้ง
ทางด้านจิตใจและร่างกายอย่างเห็นได้ชัดเจน ทำให้เกิดข้อสงสัยกันว่าทำไมจึงเป็นเช่น นั้น
คำอธิบายอย่างง่ายๆ คือมนุษย์นั้นเคยอยู่ป่ามาก่อน สภาพของป่าเป็นสภาพแวดล้อมดั้งเดิมที่ฝังลึกเกาะแน่นในจ
ิตใต้สำนึกของมนุษย์ แต่มนุษย์นั้นพร้อมที่จะปรับตัวตลอดเวลา เพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวด
ล้อมของป่าหรือสภาพแวดล้อมของเมือง การเข้ามาอยู่ในเมืองแม้จะสบาย
กายแต่ใจก็ยังมีจิตที่คิดถึงธรรมชาติเดิมอยู่ แต่ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือรายงานการศึกษาของ Prof. Dr.
T?ve Fjeld, Agricultural University of Norway ที่ศึกษาว่าต้นไม้
ในที่ทำงาน ช่วยให้สุขภาพคนดีขึ้นจริงหรือ
จากรายงานพบว่าต้นไม้มีส่วนช่วยโดยแท้จริง โดยการทดลองสภาพ
แวดล้อมของ ห้องผู้ป่วยที่ไม่มีต้นไม้เลยมีแต่หน้าต่างมองไปที่ลานจอดรถ
กับห้องที่มีหน้าต่างมองเห็นต้นไม้เต็มตา พบว่าสุขภาพของคนป่วยในสภาพ
แวดล้อมหลังจะหายเร็วดีกว่าและการทดลองในห้องทำงานที่ไม่มีต้นไม้และ
ห้องที่มีต้นไม้ปรากฏว่า การตรวจสุขภาพหลังจากการทำงานผ่านไปสาม
เดือนเปรียบเทียบกัน คนทำงานในสภาพห้องที่มีต้นไม้มีสุขภาพ ความดัน
โลหิตดีขึ้นจากเดิมและคงที่ ในขณะที่คนทำงานในห้องที่ไม่มีต้นไม้ สุขภาพ
แย่ลง เมื่อมีข้อยืนยันการวิจัยเช่นนี้แล้ว เราจะหาต้นไม้เข้ามาประดับที่ทำงาน
เพิ่มเติมสักต้นสองต้นจะดีไหม โดยคุณ : ลักษณศิริ ศิริวรรณ
จรรยาบรรณนักวิจัย: 9 ประการ
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้กำหนดจรรยาบรรณนักวิจัยไว้ 9 ข้อดังนี้
1. นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
นัก วิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ไม่นำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น ต้องให้เกียรติ และอ้างถึงบุคคล หรือแหล่งที่มาของข้อมูล ที่นำมาใช้ในงานวิจัย ต้องซื่อตรงต่อการแสวงหาทุนวิจัย และมีความเป็น ธรรมเกี่ยวกับ ผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย
2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณี ในการทำงานวิจัยตามข้อตกลง ที่ทำไว้กับหน่วยงาน ที่สนับสนุน การวิจัย และต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด
นัก วิจัยต้องปฏิบัติตามพันธกรณี และข้อตกลงการวิจัย ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน อุทิศเวลาทำงานวิจัย ให้ได้ผลที่ดีที่สุด และเป็นไปตามกำหนดเวลา มีความรับผิดชอบ ไม่ละทิ้งงานระหว่างดำเนินการ
3. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย
นัก วิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัยอย่างเพียงพอ และมีความรู้ความชำนาญ หรือมีประสบการณ์ เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ทำวิจัย เพื่อนำไปสู่งานวิจัยที่มีคุณภาพ และเพื่อป้องกันปัญหาการวิเคราะห์ การตีความ หรือการสรุปที่ผิดพลาดอันอาจก่อ ให้เกิดความเสียหายต่องานวิจัย
4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
นัก วิจัยต้องดำเนินการ ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและเที่ยงตรงในการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคน สัตว์ พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกและมีปณิธานที่จะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรและ สิ่งแวดล้อม
5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย
นัก วิจัยต้องไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการ จนละเลยและขาดความเคารพ ในศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ ต้องถือเป็นภาระหน้าที่ ที่จะอธิบายจุดมุ่งหมาย ของการวิจัยแก่บุคคล ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยไม่หลอกลวง หรือบีบบังคับและไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด โดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย
นัก วิจัยต้องมีอิสระทางความคิด ต้องตระหนักว่าอคติส่วนตน หรือความลำเอียงทางวิชาการ อาจส่งผลให้มีการบิดเบือน ข้อมูล และข้อค้นพบทางวิชาการ อันเป็นเหตุให้เกิดผลเสียหายต่องานวิจัย
7. นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ
นักวิจัยพึงเผยแพร่ผลงานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคม ไม่ขยายผลข้อค้นพบจนเกินความเป็นจริง และไม่ใช้ผลงานวิจัยไปในทางมิชอบ
8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น
นัก วิจัยพึงมีใจกว้าง พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการวิจัย ยอมรับฟังความคิดเห็นและ เหตุผลทางวิชาการ ของผู้อื่น และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยของตนให้ถูกต้อง
9. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ
นัก วิจัยพึงมีจิตสำนึกที่จะอุทิศ กำลังสติปัญญาในการทำวิจัย เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ เพื่อความเจริญและ ประโยชน์สุขของสังคมและมวลมนุษยชาติ
เจตนารมณ์ของการออก จรรยาบรรณนักวิจัย คราวนี้เชื่อว่ามิได้หวังว่า จะให้ใช้เฉพาะข้าราชการ ในสังกัดสำนักงาน คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเท่านั้น
หากแต่นักวิจัยจาก ทุกวงการควรจะยึดถือเป็นแนวทางอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิจัย ที่ชอบสำรวจความคิดเห็น ทางการเมือง ซึ่ง ถูกครหาว่าเป็นมือปืนรับจ้างควรคำนึงให้มากไว้.
โดยคุณ : ซี 12 -
1. นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
นัก วิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ไม่นำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น ต้องให้เกียรติ และอ้างถึงบุคคล หรือแหล่งที่มาของข้อมูล ที่นำมาใช้ในงานวิจัย ต้องซื่อตรงต่อการแสวงหาทุนวิจัย และมีความเป็น ธรรมเกี่ยวกับ ผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย
2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณี ในการทำงานวิจัยตามข้อตกลง ที่ทำไว้กับหน่วยงาน ที่สนับสนุน การวิจัย และต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด
นัก วิจัยต้องปฏิบัติตามพันธกรณี และข้อตกลงการวิจัย ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน อุทิศเวลาทำงานวิจัย ให้ได้ผลที่ดีที่สุด และเป็นไปตามกำหนดเวลา มีความรับผิดชอบ ไม่ละทิ้งงานระหว่างดำเนินการ
3. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย
นัก วิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัยอย่างเพียงพอ และมีความรู้ความชำนาญ หรือมีประสบการณ์ เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ทำวิจัย เพื่อนำไปสู่งานวิจัยที่มีคุณภาพ และเพื่อป้องกันปัญหาการวิเคราะห์ การตีความ หรือการสรุปที่ผิดพลาดอันอาจก่อ ให้เกิดความเสียหายต่องานวิจัย
4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
นัก วิจัยต้องดำเนินการ ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและเที่ยงตรงในการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคน สัตว์ พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกและมีปณิธานที่จะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรและ สิ่งแวดล้อม
5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย
นัก วิจัยต้องไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการ จนละเลยและขาดความเคารพ ในศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ ต้องถือเป็นภาระหน้าที่ ที่จะอธิบายจุดมุ่งหมาย ของการวิจัยแก่บุคคล ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยไม่หลอกลวง หรือบีบบังคับและไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด โดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย
นัก วิจัยต้องมีอิสระทางความคิด ต้องตระหนักว่าอคติส่วนตน หรือความลำเอียงทางวิชาการ อาจส่งผลให้มีการบิดเบือน ข้อมูล และข้อค้นพบทางวิชาการ อันเป็นเหตุให้เกิดผลเสียหายต่องานวิจัย
7. นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ
นักวิจัยพึงเผยแพร่ผลงานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคม ไม่ขยายผลข้อค้นพบจนเกินความเป็นจริง และไม่ใช้ผลงานวิจัยไปในทางมิชอบ
8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น
นัก วิจัยพึงมีใจกว้าง พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการวิจัย ยอมรับฟังความคิดเห็นและ เหตุผลทางวิชาการ ของผู้อื่น และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยของตนให้ถูกต้อง
9. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ
นัก วิจัยพึงมีจิตสำนึกที่จะอุทิศ กำลังสติปัญญาในการทำวิจัย เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ เพื่อความเจริญและ ประโยชน์สุขของสังคมและมวลมนุษยชาติ
เจตนารมณ์ของการออก จรรยาบรรณนักวิจัย คราวนี้เชื่อว่ามิได้หวังว่า จะให้ใช้เฉพาะข้าราชการ ในสังกัดสำนักงาน คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเท่านั้น
หากแต่นักวิจัยจาก ทุกวงการควรจะยึดถือเป็นแนวทางอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิจัย ที่ชอบสำรวจความคิดเห็น ทางการเมือง ซึ่ง ถูกครหาว่าเป็นมือปืนรับจ้างควรคำนึงให้มากไว้.
โดยคุณ : ซี 12 -
ความรู้เรื่องของ "ข้าว"
แป้งเป็นส่วนสำคัญต่อคุณสมบัติของข้าว ทั้งในด้านอาหารและการหุงต้ม
เมล็ดข้าวประกอบด้วยแป้งโดยประมาณ 75% และโปรตีน 15%
แป้งข้าวประกอบด้วย Amylopectin and Amylose
การแบ่งประเภทข้าว เขานิยมพูดเป็น %(น.น) ของ Amylose
ข้าวที่มี *Amylose สูง* จะดูดซืมน้ำได้มาก
ทำให้เมล็ดข้าวขยายตัวเป็น
ข้าวสุกได้มาก ที่เรียกว่า ข้าวหุงขึ้นหม้อ ข้าวสุกมีความแข็ง,นุ่ม
ร่วนเป็นเม็ด
ไม่เหนียวจับตัวเป็นก้อนแบบข้าวที่มี Amylose ต่ำ
ตัวอย่างเช่น ข้าวขาวตาแห้ง, ข้าวเสาไห้ ที่ปลูกตั้งแต่แถวสระบุรี
โคราช,
ข้าวพิจิตร (ไม่ใช่ข้าวจากนาพื้นที่นาลุ่ม แถบอยุธยาหรือแปดริ้ว)
ร้านขายข้าวแกง เกือบทุกร้านใช้ข้าวขาวตาแห้ง
เพราะลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของข้าวชนิดนี้ คือ
เมล็ดร่วนแข็งแต่นุ่ม ไม่แฉะ จึงหุงเก็บไว้ได้ทั้งวันไม่บูด
..ผมอนุญาติให้ใช้มุขนี้ไปทายเล่นกับเพื่อนได้
ข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิ มี *Amylose ต่ำ* ดูดน้ำได้น้อย
การหุงจึงไม่ใส่น้ำมาก
ปริมาณอมิโลส [ % นน]
ข้าวเหนียว = ไม่เกิน 0.2 (เหนียว)
ข้าวหอมมะลิชั้นดี =10-19 (นุ่ม เหนียว)
ข้าวหอมมะลิชั้นรอง =20-25 (นุ่มค่อนข้างแข็ง)
ข้าวหอมมะลิเก่า ความหอมลดลง อุณหภูมิแป้งสุกเพิ่มขึ้น
ขาวตาแห้ง = มากถึง 35% (ค่อนข้างแข็ง/นุ่ม ไม่หอม)
ผลผลิตจากข้าวพันธ์เดียวกัน จากที่นาแปลงเดียวกัน
จะมีคุณภาพไม่คงที่ สม่ำเสมอเท่ากันทุกปี
ขึ้นอยู่กับฮวงจุ้ย หมายถึงปัจจัยแวดล้อม เช่น เดียวกับไวน์ :-)
ด้านการค้า เขาหาวิธีตรวจสอบตัวแปรเพื่อควบคุม
โดยวัดค่า hardness ใช้วิธีง่ายๆ เอาตัวอย่างข้าวไปนึ่งให้สุก
แล้วกดวัดค่าความแข็ง ทำนองเดียวกับเครื่องวัดความแข็งของโลหะ
เมื่อวัดเสร็จจะได้ "หัวข้าว" กำหนดแยกแต่ละเบอร์เก็บไว้
เช่น พิจิตรxx, กข105, ปทุมxx, สุพรรณ1
นอกจากนี้เขายังวัดอุณหภูมิแป้งสุก คือ จุดที่แป้งเปลี่ยนสีเป็นสีใส
หรือเยล
อุณหภูมิยิ่งต่ำยิ่งดี ถ้าอุณหภูมิสูง ข้าวจะแข็ง
เมื่อนำหัวข้าวแต่ละเบอร์มาผสมกันตามขนาดที่คำนวณแล้ว
ก็จะได้ ข้าวผสม ที่มีมาตรฐานเดียวกัน ===>ใส่ถุงขาย
โดยวิธีนี้จะทำให้ ข้าวทุกถุง มีคุณสมบัติเหมือนกัน
โรงสีเจี่ยเม้ง หรือหงส์ทอง เขาควบคุมมาตรฐานได้ดี
ส่งออกเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศมานานกว่าห้าสิบปี
ไม่ค่อยเห็นวางขายในเมืองไทย
สุพิทย์
IMO: การกินข้าวที่มีปริมาณ Amylose ต่ำ มีผลกับการดูดซึมน้ำน้อย
ทำให้ได้น.น.ข้าว"มากกว่า" vs.
ข้าวที่"หุงขึ้นหม้อ"จะดูดซึมน้ำไว้ก่อนแล้ว
==> กินข้าวเหนียว จึงใช้เวลาย่อยนานกว่า เพราะคนกิน Mass เข้าไป
มากกว่า ทำให้ย่อยนานกว่า อิ่มนาน
ทำให้นึกถึง...เด็กๆที่กินมาม่าดิบๆ แล้วดื่มน้ำตามเข้าไป
อาจเป็นอันตรายได้ ! ....ระวัง ท้องแตก
โดยคุณ : "supit khuna" -
เมล็ดข้าวประกอบด้วยแป้งโดยประมาณ 75% และโปรตีน 15%
แป้งข้าวประกอบด้วย Amylopectin and Amylose
การแบ่งประเภทข้าว เขานิยมพูดเป็น %(น.น) ของ Amylose
ข้าวที่มี *Amylose สูง* จะดูดซืมน้ำได้มาก
ทำให้เมล็ดข้าวขยายตัวเป็น
ข้าวสุกได้มาก ที่เรียกว่า ข้าวหุงขึ้นหม้อ ข้าวสุกมีความแข็ง,นุ่ม
ร่วนเป็นเม็ด
ไม่เหนียวจับตัวเป็นก้อนแบบข้าวที่มี Amylose ต่ำ
ตัวอย่างเช่น ข้าวขาวตาแห้ง, ข้าวเสาไห้ ที่ปลูกตั้งแต่แถวสระบุรี
โคราช,
ข้าวพิจิตร (ไม่ใช่ข้าวจากนาพื้นที่นาลุ่ม แถบอยุธยาหรือแปดริ้ว)
ร้านขายข้าวแกง เกือบทุกร้านใช้ข้าวขาวตาแห้ง
เพราะลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของข้าวชนิดนี้ คือ
เมล็ดร่วนแข็งแต่นุ่ม ไม่แฉะ จึงหุงเก็บไว้ได้ทั้งวันไม่บูด
..ผมอนุญาติให้ใช้มุขนี้ไปทายเล่นกับเพื่อนได้
ข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิ มี *Amylose ต่ำ* ดูดน้ำได้น้อย
การหุงจึงไม่ใส่น้ำมาก
ปริมาณอมิโลส [ % นน]
ข้าวเหนียว = ไม่เกิน 0.2 (เหนียว)
ข้าวหอมมะลิชั้นดี =10-19 (นุ่ม เหนียว)
ข้าวหอมมะลิชั้นรอง =20-25 (นุ่มค่อนข้างแข็ง)
ข้าวหอมมะลิเก่า ความหอมลดลง อุณหภูมิแป้งสุกเพิ่มขึ้น
ขาวตาแห้ง = มากถึง 35% (ค่อนข้างแข็ง/นุ่ม ไม่หอม)
ผลผลิตจากข้าวพันธ์เดียวกัน จากที่นาแปลงเดียวกัน
จะมีคุณภาพไม่คงที่ สม่ำเสมอเท่ากันทุกปี
ขึ้นอยู่กับฮวงจุ้ย หมายถึงปัจจัยแวดล้อม เช่น เดียวกับไวน์ :-)
ด้านการค้า เขาหาวิธีตรวจสอบตัวแปรเพื่อควบคุม
โดยวัดค่า hardness ใช้วิธีง่ายๆ เอาตัวอย่างข้าวไปนึ่งให้สุก
แล้วกดวัดค่าความแข็ง ทำนองเดียวกับเครื่องวัดความแข็งของโลหะ
เมื่อวัดเสร็จจะได้ "หัวข้าว" กำหนดแยกแต่ละเบอร์เก็บไว้
เช่น พิจิตรxx, กข105, ปทุมxx, สุพรรณ1
นอกจากนี้เขายังวัดอุณหภูมิแป้งสุก คือ จุดที่แป้งเปลี่ยนสีเป็นสีใส
หรือเยล
อุณหภูมิยิ่งต่ำยิ่งดี ถ้าอุณหภูมิสูง ข้าวจะแข็ง
เมื่อนำหัวข้าวแต่ละเบอร์มาผสมกันตามขนาดที่คำนวณแล้ว
ก็จะได้ ข้าวผสม ที่มีมาตรฐานเดียวกัน ===>ใส่ถุงขาย
โดยวิธีนี้จะทำให้ ข้าวทุกถุง มีคุณสมบัติเหมือนกัน
โรงสีเจี่ยเม้ง หรือหงส์ทอง เขาควบคุมมาตรฐานได้ดี
ส่งออกเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศมานานกว่าห้าสิบปี
ไม่ค่อยเห็นวางขายในเมืองไทย
สุพิทย์
IMO: การกินข้าวที่มีปริมาณ Amylose ต่ำ มีผลกับการดูดซึมน้ำน้อย
ทำให้ได้น.น.ข้าว"มากกว่า" vs.
ข้าวที่"หุงขึ้นหม้อ"จะดูดซึมน้ำไว้ก่อนแล้ว
==> กินข้าวเหนียว จึงใช้เวลาย่อยนานกว่า เพราะคนกิน Mass เข้าไป
มากกว่า ทำให้ย่อยนานกว่า อิ่มนาน
ทำให้นึกถึง...เด็กๆที่กินมาม่าดิบๆ แล้วดื่มน้ำตามเข้าไป
อาจเป็นอันตรายได้ ! ....ระวัง ท้องแตก
โดยคุณ : "supit khuna" -
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)