++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทำงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทำงาน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ใครจะได้รับการว่าจ้าง


จาก The Book of Goals


ใครจะได้รับการว่าจ้าง? คือคนที่มีคุณสมบัติดีที่สุดหรือไม่? อาจจะไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เมื่อโรงงานนิวเคลียร์ต้องการช่างเทคนิคพวกเขาจะจ้างนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ด้วยหรือไม่? ไม่เป็นเช่นนั้น คนที่พวกเขาต้องการคือใครสักคนที่มีทักษะเพียงพอ เขาต้องการผู้ที่มีความเหมาะสมทางการศึกษา การฝีกอบรมประสบการณ์การทำงาน บุคลิกส่วนตัว ประวัติส่วนตัว และความสนใจภายนอกที่เหมาะสมกับงานนี้

บางครั้งประสบการณ์ทำงานหลายๆปี อาจเป็นข้อเสียเปรียบของคุณก็ได้ ผมเคยพบสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อผมไปสหภาพโซเวียตเก่าในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1991 ผมรู้สึกประทับใจกับการบริการของโรงแรมในเซนต์ ปีเตอร์สเบอร์ก ซึ่งโรงแรมนี้เกิดจากการร่วมทุนของบริษัทสวีเดน ผมได้ลองถามผู้จัดการดูว่า เขาได้หาพนักงานเหล่านี้มาจากไหน ผมได้รับคำตอบว่า เขาจ้างคนซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์มาเลย เพราะเขาต้องการคนที่มีความร่าเริง ไม่ยอมแพ้ ชอบติดต่อกับผู้อื่น เขาไม่ชอบคนที่เคยทำงานในโรงแรมมาก่อน เพราะพวกเขาจะมีนิสัยเสียหลายอย่าง

กระดาษที่เขียนคุณวุฒิของมักจะมีความสำคัญกว่า คุณสมบัติส่วนตัวของคุณ แน่นอนว่า คุณจำเป็นต้องมีสิ่งพื้นฐานที่เขาต้องการ แต่บริษัทยังมองหาสิ่งอื่นด้วย นอกเหนือจากทักษะทางเทคนิค เขาต้องการคนที่เหมาะสม เขาไม่ได้มองหาคนที่มีประสบการณ์มากที่สุด แต่เขาต้องการคนที่มีคุณสมบัติส่วนตัว มีความเฉลียวฉลาด ขยันทำงาน มีอารมณ์ขัน และมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปในงานนั้นๆ ซึ่งคุณสมบัติส่วนตัวเหล่านี้ช่วยให้คนนั้นเหมาะสมที่จะทำงานกับพนักงานอื่นที่มีอยู่ และโครงการในองค์กรนั้นๆ เมื่อคุณสามารถแนะนำตัวตามปัจจัยพื้นฐานได้เช่นนี้ คุณก็สามารถเป็นคนที่เขาจะว่าจ้างได้

ในการทำงาน
การหางานไม่ใช่การทำการผ่าตัดสมอง คนอย่างคุณ และคนซึ่งมีพรสวรรค์เพียงครึ่งหนึ่งของคุณหางานได้ทุกวัน ดังนั้นคุณก็ต้องทำได้ และจำไว้ว่ายิ่งคุณพยายามมากเท่าใด คุณก็๋ยิ่งจะมีโอกาสจะได้มันมามากเท่านั้น แม้ว่าในภาวะเศรษฐกินอันเลวร้ายเช่นนี้ คุณก็สามารถประสบความสำเร็จในการหางานที่คุณรักได้ ถ้าหากคุณบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าอะไรเหมาะสมกับส่วนผสมของ ทักษะ และบุคลิกภาพของคุณ นอกจากนี้สิ่งจำเป็นอีกอย่างหนึ่งคือ ความพยายาม

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

การใช้เวลาทำงานนานกว่า ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานได้ดีกว่า


จาก The Book of Goals


ส่วนใหญ่แล้วคนในยุคเรา จะมีชั่วโมงทำงานมากกว่ารถ้นพ่อแม่ของเรา เพราะว่า ภาวะซึ่งมีการปลดคนงานออก ลดขนาดกิจการ และการแข่งขันกับต่างชาติ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร จึงเป็นแรงกดดันให้คนต้องทำงานหนักมากขึ้น และใช้เวลาทำงานยาวขึ้น หนังสือ fortune ได้ทำการสำรวจความเห็นของผู้บริหารระดับ CEO พบว่า 58% ของผู้ที่ถูกสัมภาษณ์เขาคาดหวังว่าผู้บริหารในองค์กรควรจะทำงาน 50-59 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ และ 29% เห็นว่าผู้บริหารควรจะทำงาน 60 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ขึ้นไป 21% ของพวก CEO เห็นว่า พนักงานระดับผู้จัดการควรทำงาน 41-79 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ และ 53% คาดหวังว่าระดับผู้จัดการ ควรใช้เวลาทำงาน 50-59 ชั่วโมงต่ออาทิตย์

ในหนังสือ Overworked American ของ จูเลีย ชอว์ ชี้ให้เห็นว่า ไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า การทำงานมากขึ้น จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น ตามความจริงแล้ว การใช้เวลาทำงานนานขึ้น อาจมีผลกระทบในทางตรงกันข้าม เมื่อคุณทำงานนานขึ้นสมาธิจะลดลงและอาจทำให้การตัดสินใจแย่ลง ข้อสรุปนี้ได้จากการสังเกตพฤติกรรมของแพทย์ฝึกงานและแพทย์เวร ซึ่งต้องทำงานติดต่อกันหลายๆชั่วโมง

ภายในองค์กรของอเมริกา การทำงานเกินเวลาดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งจำเป็นในบางอาชีพ การทำงาน 80 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ดูเหมือนจะเป็นมาตรฐานของอาชีพนั้นไปแล้ว ผมเคยทำงานให้กับองค์กรแห่งหนึ่งซึ่งนายผมมีความเห็นให้พนักงานกลับบ้านหลัง 6 โมงเย็น เขาพูดว่า "วันหนึ่งๆคุณทำงานแค่ครึ่งวันเองไม่ใช่หรือ?"

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ศิลปะการเตรียมการปรุง การเสิร์ฟ และการรับประทานอาหาร

ศิลปะการเตรียมการปรุง การเสิร์ฟ และการรับประทานอาหาร
เป็นศาสตร์ที่คิดค้นโดยบรรพบุรุษจากสามัญสำนึกตาม
ธรรมชาติที่ควร จากสัดส่วนของฟันกราม 24 ซี่ ที่พัฒนาให้คนแตกต่างจาก
สัตว์อื่นคือ มีส่วนสมองสามารถคิดตรึกตรอง มีสติปัญญานั้นได้พัฒนาพร้อม
กับข่าวในตระกูลพืช ที่เพาะปลูกตามบรรยากาศ 4 ฤดูกาลของฟ้า-ดิน เมื่อ
ยุคหลัง จากสภาวะอากาศบนโลกสมดุล คงที่และอุณหภูมิพอเหมาะ
ข้าวเป็นอาหารคู่กับสมองคน ข้าวจึงจัดเป็นสัดส่วนมากที่สุดเพราะสำคัญที่
สุดในเมนูอาหารของมนุษย์ โดยมีข้าว 50% ถึง 60% เท่ากับฟัน 20 ซี่ใน
32 ซี่ หรือ 5 ใน 8 ส่วน

นับพันปีมาแล้วที่มนุษย์รับประทานข้าวเป็นอาหารหลักและปัจจุบัน จวบจน
ต่อไปสู่อนาคตอีกนับพันๆ ปี ข้าวก็ยังต้องเป็นอาหารหลักเสมอ
เพราะระบบในร่างกายคนเราไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอีก
ทุกเมื่อในเมนูอาหารต้องมีข้าวกล้องเป็นหลักตลอดกาล
นี่คือกฎธรรมชาติ ต่อมารับประทานพืชจำพวกถั่ว งา ถือว่าใกล้เคียงกับข้าวคือเป็นเม็ดอัดแน่น
ด้วยพลังหยางให้พลังสูงแต่ขนาดเม็ดเล็ก เราจึงจัดถั่วเป็นอาหารช่วยบำรุง
ส่วนล่างของร่างกาย จากเท้าสู่ลำตัว ต่อมารับประทานพืชทะเลสาหร่ายทะเลเป็นพืชอุดม
ด้วยแร่ธาตุจากทะเลเป็นพืชโบราณแต่กำเนิดให้ความเป็นด่างและมีธรรมชาติ
เดียวกับสภาวะลำไส้ใหญ่ของคนเราที่เป็นที่กลั่นกรองกากอาหารขั้นสุดท้าย
ก่อนถ่ายทิ้งจากร่างกายลำไส้มีจุลชีวิตเป็นพวกพยาธิคล้ายไส้เดือน คล้ายลูก
อ๊อด ลูกน้ำ ลูกกบ เป็นส่วนเดียวกับธรรมชาติในน้ำอสุจิชายหรือมดลูก ระดู
ตกขาวของสตรี อาหารประเภทสาหร่ายทะเล จะช่วยสร้างดุลให้กับร่างกาย
คนเรา ส่วนอวัยวะเพศกับลำไส้ ต่อมาเรารับประทานพืชรากที่อยู่ใต้ดินได้แก่
ขิง ข่า หัวผักกาด แครอท อาหารเหล่านี้ช่วยสร้างดุลยภาพในระบบ
ส่วนล่างลำตัวเพราะพลังจากฟ้าที่จุติในพืชรากมีสูงมากทำให้ฐานรากคนเรา
ได้รับพลังธาตุดิน หรือทำให้คนเราติดดิน ต่อมาพืชพวกแตง ฟัก ที่กลวง
ตรงกลางเหมาะสำหรับอวัยวะกลวง ลำไส้เล็ก กระเพาะต่างๆ เพราะพลัง
สมพงศ์กัน ต่อมาเรารับประทานผักพืชที่เป็นผักสวนครัวทั้งผัดหรือต้มร่วมกันเป็นต้มผัก
ย่อมให้ธาตุต่างๆ ครบวงจรเราจะเน้นหนักที่ผักสดในเขียวบ้างก็เพื่อช่วยการบำรุง
ส่วยอวัยวะปอดที่ต้องการพืชเขียว หรือโคโรฟินหรือช่วยสังเคราะห์พลังของ
ปอดเป็นพืชสมัยใหม่ซึ่งเกี่ยวโยงกับวิวัฒนาการมนุษย์จากสัตว์น้ำเป็นสัตว์
บก และเป็น สัตว์ที่มีระบบการหายใจด้วยปอด และระบายความร้อนทางผิวหนัง
ผักสดสลัดคู่กับปอด ส่วนท้ายของเมนูอาหารควรบรรจุอาหารประเภทผัก
ดองเล็กน้อย เพื่อเป็นการช่วยสร้างพลังในการย่อยสารอาหารในกระเพาะ
เพราะผักดองมีจุลชีพและการทำงานของสภาวะความเป็นด่างเพื่อ
ควบคุมสภาวะน้ำย่อยให้คงที่ รวมไปถึงเครื่องมือตอนท้ายของการรับ
ประทานมื้อหนึ่งของอาหารให้ครบสมบูรณ์คือ น้ำชาน้ำชาคือเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณเป็นยาของคนจี
นนับพันปีมาแล้ว น้ำชาเป็น ด่างช่วยย่อยไขมันเป็นกรดลดความเข้มข้นของน้ำตาลในเลือด น้ำชาอุ่นให้
ความร้อนพลังงานง่ายต่อการย่อยอาหารของกระเพาะ กระเพาะจะแข็งแรง
ไม่จุกเสียด และลดมลพิษจากอาหาร ปัญหาเรื่องสิวใบหน้าจะลดลงด้วย
การรับประทานอาหารที่กฎง่ายๆ ที่ควรระลึกไว้ก็คือ ให้เริ่มรับประทานของที่
เป็นหยางก่อน แล้วต่อมาจึงเป็นหยินในที่สุด จากข้าว ถั่วพืชรากล้วนเป็นหยางเด่นเป็นใบผักต้มผัก
เป็นน้ำชาของเหลวเป็นหยิน ประกอบกับมีการปรุงอาหารด้วยปัจจัยน้ำ ไฟ
ความร้อน น้ำมัน ทำให้เราสามารถปรับดุลพลังในอาหารจากพืช
ผักดิบและ อาหารที่มีคุณค่าต่อสุขภาพและควบคู่กับอวัยวะภายในตามแบบฉบับที่ธรรมชาติ
วางแนว กำหนดนโยบายเอาไว้ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์
การเคี้ยวอาหารเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนมองข้าม ทุกมื้อ ทุกวัน
คนโบราณเปรียบปากฟันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผลิตผลในธรรมชาติได้ผ่านประตูแรกเข้าสู่
อาณาจักรของสิ่งมีชีวิตการเคี้ยวคือการคารวะต่อบรรพบุรุษของธรรมชาติ
ผู้ให้กำเนิดแห่งสรรพสิ่ง

การเคี้ยวอาหารในปากพร้อมน้ำลายให้ประโยชน์ 3 ระดับคือ
1. การเคี้ยวเป็นการช่วยย่อยโครงสร้างโมเลกุลของ
หน่วยต่างๆ ในอาหารให้เล็กและย่อยออกเป็นส่วนในแง่ของโครงสร้างคือ ทำให้เล็กลง

2.การเคี้ยวเป็นการช่วยสกัดหรือบีบคั้นสารอาหาร
ที่คลุกเคล้ากับน้ำลายให้ได้รับการเตรียมการง่าย
ต่อการดูดซึมต่อไปในกระเพาะและลำไส้ เป็นการดูดซึมก่อนเบื้องต้น

3. การเคี้ยวเป็นการถอดรหัสพลังในรูปสาร
ธรรมชาติให้ตรงตามและสะดวกง่ายต่อ
การทำงานขั้นต่อไปในลำไส้เล็กและใหญ่ ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่าหลังจากการกลืนอาหารลงคอ
แล้วในกระเพาะไม ่มีอุปกรณ์เครื่องมือที่แข็งและ
มีความสามารถในการบดหรือทุบเคี้ยวหั่นใดๆ
นอกจากใช้น้ำย่อยเป็นปัจจัยหลักและการ
สั่นสะเทือนของหลอดลำไส้ที่เคลื่อนไหวเหมือน
กระแสคลื่นในทะเลเป็นพลังงานช่วยใน การย่อยเท่านั้น

ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือและสงสารโดยการลดภาระ
การปฏิบัติหน้าที่ของระบบย่อยอาหารของเรา เราควรฝึกฝน หมั่นขยันในการ
เคี้ยวอาหารให้นาน และละเอียดกว่าเดิมมากขึ้นจนเป็นนิสัย การเคี้ยวเป็น
การป้องกันและดูแลสุขภาพร่างกายที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำ
เป็นต้องพึ่งยา หรือหมอในการรักษาโรคภัยที่อาจจะตามมาภายหลัง
การเคี้ยวจึงเป็นศิลปะการป้องกันตัวของมนุษย์เบื้องต้น
ที่เราควรอนุรักษ์และส่ง เสริมให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่
การเสื่อมของวงการยาปรากฏออกมาเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า มีแต่ผลร้ายตาม
มาในที่สุด
โดยคุณ : คารวะบรรพบุรุษ

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ก่อร่างสร้างฝันที่หนองสรวง : ความฝันที่ถูกมองข้าม


บันทึกนี้ เปิดพื้นที่ให้คุณน้อย ลิขิต นักศึกษา ม.ขอนแก่นได้แสดงความคิดเห็นครับ

คุณน้อย ได้ยืมหนังสือ ก่อร่าง สร้างฝันที่หนองสรวง จากห้องสมุด ม.ขอนแก่น กลับไปอ่าน
อ่านแล้ว ให้ความเห็นว่า
แนวคิดในหนังสือนั้น ดีเยี่ยม แต่ยังดูเป็นความฝันเกินไป
เนื้อหาที่เขียนออกมาในเชิงบวก
แต่ในโลกของความเป็นจริง มันไม่ใช่แบบนั้น



แนวคิดในเล่ม การนำเสนอ ข้อมูล แนวทางการทำงาน และความคิดต่างๆ
ดูแล้ว น่าจะสร้างฝันให้เกิดขึ้นจริงได้

แต่ เมื่อสอบถามเพื่อนที่มาจากพื้นที่หนองสรวง
ได้คำตอบว่า ยังไม่เห็นผลงานที่จริงจังเลย

อำนาจ แสงสุข เจ้าของผลงานที่ผลิตหนังสือนี้ออกมา
ดูแล้ว เหมือนกำลังเตรียมตัวจะ เข้ามาเล่นการเมืองท้องถิ่น

แต่ถ้าหากมีความตั้งใจจริงต่อท้องถิ่นอย่างจริงจัง
หนองสรวง ย่อมเจริญก้าวหน้าแน่นอน





Technorati : , , , , , ,

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2550

ปราชญ์เดินดิน พลิกที่ดิน 200 ตารางวา กับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจากยังชีพสู่เลี้ยงชีพ.. ความสุขในบ้านที่ไม่หาซื้อที่ไหนไม่ได้...

รายการปราชญ์เดินดินที่ออกอากาศทางช่อง Modern nine TV เมื่อ 25 มี.ค.2550 เวลา 20.30-21.00 น.ได้นำเสนอเรื่องราวของคนที่ล้มเหลวในชีวิตมาก่อนจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่แล้ว กลับมาพลิกฟื้นที่ดินเพียง 200 ตารางวา ทำเกษตรผสมผสานได้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ

สุรชัย มรกตวิจิตรการ วัย 53 ปี หรือ เฮียแดง ผู้ทำสวนเกษตรผสมผสาน อยู่ที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เดิมนั้น เขาเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ในปี 2540 เขาเป็นหนี้อยู่ 8-9 แสนบาท ในขณะนั้นมีเงินติดตัว 2800 บาทเท่านั้น จึงลองเสี่ยงโชค นำเงินที่มีอยู่ไปเล่นม้า เล่นการพนัน ซื้อหวย ยิ่งจนมากยิ่งขึ้น

โชคดีที่ได้ลูกสาวเตือนสติ จึงหันมาปรับตัวใหม่ โดยน้อมรับแนวทางของในหลวงมาใช้ในชีวิต ทำสวนเกษตรผสมผสานในที่ดินของเขา

ในรายการ ฉายภาพการให้อาหารกบ น้ำในบ่อกบจะไหลเข้าไปยังบ่อบำบัดซึ่งมีหญ้าแฝกอยู่ด้วย โคลนเลนไปผสมกับขี้หมู กลายเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้ ขี้กบนั้นที่ตกลงสู่บ่อปลา ปลาดุกจะกิน น้ำเสียในบ่อเมื่อบำบัดแล้ว จะปล่อยสู่ธรรมชาติ

พิธีกรสัมภาษณ์แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มจากการยังชีพสู่การเลี้ยงชีพ เช่นการปลูกพริก คนในชุมชนเห็นเขาทำแต่ไม่มีใครปลูก เมื่อเกิดความต้องการจึงมาถามซื้อ เมื่อเกิดความต้องการสิ่งใดมากขึ้น ก็ทำสิ่งนั้นเพิ่มขึ้น

แนวคิดของเฮียแดงอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ หากไปกู้เงินมาลงทุนอีก คงลำบากกว่านี้

“ความจน จนเพราะอะไร หากเป็นการจนใจนั้น คงแก้ไขยาก
หากเป็นการจนปัญญา จนความรู้ โอกาสของเรายังมี”


ในพื้นที่ 200 ตารางวานั้น เขาทำการเลี้ยงสัตว์ทุกอย่าง ปลูกพืชหลายชนิด เกื้อกูลกันทุกอย่างทั้งพืชและสัตว์ จนไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มเติมเลย

เขาได้กล่าวถึงแนวคิดหนึ่งของในหลวงที่ว่า
” กระบอกไม้ไผ่ แขนไว้ เมื่อเราได้เงินมาเท่าไหร่ เอาเงินมาหยอดใส่กระบอกไว้ จนถึงวันหนึ่งแกะออกมา จะเป็นเงินก้อนใหญ่เหมือนกัน”

ในแต่ละวันที่ผ่านไป มีผู้คนสนใจมาเยี่ยมคุณสุรชัยตลอดเวลา เชิญไปเป็นวิทยากร เดินสายไปตามที่ต่างๆ

คติเตือนใจหนึ่งที่คุณสุรชัยมอบให้ทุกคน
” ความสุขที่แท้จริงไม่ใช่เงิน แต่ความสุขที่แท้จริง คือ การมีส่วนร่วมระหว่างทุกคนในครอบครัวต่างหาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถใช้เงินซื้อได้”

คุณสุรชัยได้กล่าวถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียง กับแนวคิด 5 ข้อ
1. รู้จักพอประมาณ
2. ทำด้วยเหตุด้วยผล
3. การสร้างภูมิคุ้มกัน หาความรู้ทำอาชีพเสริมขึ้นมาจุนเจือ
4. ใช้ความรู้นำหน้าเงิน ไม่ใช้เงินนำหน้า
5. ใช้คุณธรรมนำหน้า .. รวมกลุ่มเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เอาปัญหาของแต่ละคนมาช่วยกันแก้ไข


ระเบิดจากในใจ ทำออกมาจากจิตใจของตนเอง

ปัจจุบันนั้น คุณสุรชัยมีหนี้สินอยู่บ้าง แต่เขามีความสุขมากขึ้น

นี่คือรายละเอียดที่รวบรวมมาได้จากการชมรายการปราชญ์เดินดินในช่วงเวลาดังกล่าว แถมยังมีโฆษณาอีก 3 เบรก ประมาณ 3 นาที ได้รับชมเนื้อหาจริงๆ ราว 20 นาทีเท่านั้น

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2550

ทำอย่างไร ให้รักงานที่ทำ

ในเมื่อเศรษฐกิจยังไม่จ๊าบถาวร ผู้มีรายได้ น้อยอย่างเราๆ ท่านๆ จงก้มหน้าก้มตา ทำงานไปเถิดจะเกิดผล ถ้าขยันทำมาหากิน ตัวเป็นเกลียว หัวเป็นนอตอยู่แล้วก็น่า สรรเสริญ ตรงข้ามกับพวกไม่ค่อย มีแรงบันดาลใจชวน ให้อยากทำงานนี่สิ ควรปรับปรุงกันหน่อย ว่าแล้วอยากเขียนถึง วิธีทำให้คุณรักงานที่ทำ (8 ways to Love the Job You Have) เผื่อ จะได้ กระตือรือร้นอยากทำงานทำการ กันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดชมั่ง อ้อ แล้วการเสริมความรักให้กับงานที่จะฝอยให้ฟังคราวนี้ ไม่ได้เขียนเอาใจเฉพาะคน ทำงานออฟฟิศเท่านั้นนะ เพราะแม้แต่ผู้ที่มีธุรกิจเป็นของตนเองก็ควรรักสิ่งที่ท่านทำอยู่ไม่ใช่รึ งั้นมาดูกันเลยว่า ทำไงถึงจะรักงาน กันดีกว่า เช่น

1. มีสมาธิอยู่กับงานที่คุณทำ

สมัยเนี้ย สมาธิของคนเรารู้สึกสั้นๆยังไงก็ไม่รู้ เวลาทำงานจึงใจคอไม่อยู่กะเนื้อกะตัวชอบกล แถมบางคนนะ มีเรื่องมีราวในชีวิตส่วนตัวให้ต้องคิดมากคิดมายซะเหลือเกิน คิดไปคิดมาชวนฟุ้งซ่านจนทำงานไม่ได้ไปเลยก็มี เพราะฉะนั้น ถ้าอยากปรับทัศนคติ ให้รักในงานที่คุณทำอยู่ล่ะก็ ควรเริ่มด้วยการมีความแน่วแน่ที่อยากจะ ทำงานซะก่อนเหอะ แล้วอย่างอื่นค่อยว่ากันต่อไป

2. หาเพื่อนร่วมงานที่ดีไว้คอยปรับทุกข์ เสริมสุข และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะช่วยให้คุณรู้สึกอยากทำงานที่ทำอยู่ต่อไปเพราะมีเพื่อนร่วมงานที่ดีอะไรงี้ไง

แต่คนเราจะหาเพื่อนร่วมงานที่ดีได้หรือเปล่าก็น่าคิดนะ เพราะแค่หาเพื่อนธรรมดาที่ดีๆ ยังหายากเลย แล้วนับประสาอะไรจะหาเพื่อนร่วมงานที่มาคอยเป็นห่วง เป็นใยเราเสมอ ใช่ไหมล่ะ แต่พูดงี้ก็อย่าเพิ่งท้อไป ถ้าฟ้าเข้าข้าง เดี๋ยวก็เจอเพื่อนร่วมงานที่ดีเองหล่ะ

3. แสดงความสามารถออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าทำงานอย่างกั๊กๆ หรือทำงานด้วยความรู้สึกที่แห้งเหี่ยวไม่มีกะจิตกะใจ เพราะอารมณ์และความรู้สึกแบบนี้มัน จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองนะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

4. ยอมรับสภาพว่าทุกคนย่อมมีจุดด้อยจุดนึงเป็นอย่างน้อย และควรเอาชนะ ข้อด้อยของตัวเองให้ได้ เพราะเราเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ใช่ซุปเปอร์ ฮีโร่ซะที่ไหนล่ะ จงอย่ากลัวที่จะยอมรับว่าเราไม่ได้เลอเลิศ ประเสริฐศรีไปซะทุกอย่าง เพราะบางทีคุณอาจมีความสามารถเหนือคนอื่นในอีกแง่มุมหนึ่งก็ได้

5. มีจุดยืนเป็นของตนเอง มีกูรูผู้สันทัดกล่าวไว้ว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จ ในหน้าที่การงาน คือ คนที่ไม่เดินตามคนอื่นและไม่คาดหวังที่จะได้รับคำชมจากคนอื่นว่าเราทำได้ดี แค่ไหน เพราะขอแค่ได้ทำอะไรสักอย่างให้ดีที่สุดก็พอ

6. พัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ตราบใดที่คุณยังคงทำงานอยู่ล่ะก็ คุณควรแอ็กทีฟ กระฉับกระเฉง ว่องไวและขยันเรียนรู้อยู่เป็นนิจมั่งฮี่นะ หากขืนมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ยังเอ้อระเหยอยู่ละก็ ถ้าธุรกิจเกิดเจ๊งขึ้นมาก็ไม่ต้องโทษใคร บ๋าย บาย.

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

ถึงเวลาแล้วที่จะก้าวต่อไป

จาก The Book of Goals

จงเรียนรู้จากอดีต แต่อย่าจมอยู่กับอดีต ทั้งความสำเร็จและความโศกเศร้า ในอดีตเป็นสิ่งทำให้เราท้อถอย หลายคนอาจไม่ได้รับความรก ความสำเร็จ และความพอใจอย่างเพียงพอ ซึ่งเราสามารถอาศัยสิ่งที่ทำให้เราผิดหวังนี้ ช่วยให้เราก้าวต่อไปได้ ก่อนที่คุณจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือในชีวิต คุณจำเป็นต้องให้อภัยแก่ตัวคุณเองและคนอื่นๆ ที่ทำให้คุณผิดหวังก่อน ได้แก่ บิดา มารดา ครู เพื่อนเก่า นายเก่า คุณจะต้องตัดสินใจอย่างมีสติ และปล่อยวาง

เราอาจจำเป็นต้องลืมความสำเร็จในอดีตและความฝันในวัยเด็กด้วยเช่นกัน จะมีพวกเราสักกี่คนที่มีชีวิตเป็นไปตามที่สมุดพกสมัยมัธยมได้เขียนเกี่ยวกับเราไว้ คนที่ดูเหมือนว่าน่าจะประสบความสำเร็จมากที่สุด ก็มักไม่ประสบความสำเร็จเมื่อเราร่ำรวยขึ้นและจบลงด้วยการทำงานให้คนอื่น เราเป็นผู้แพ้หรือไม่ คำตอบไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน จงจำวันที่รุ่งโรจน์ในอดีตของคุณด้วยความยินดี และกลับมาคิดถึงมันบ้างนานๆครั้ง แต่อย่ารู้สึกว่าทุกอย่างแย่ลงเรื่อยๆ ตั้งแต่นั้นมา คุณไม่ได้อยู่ในโลกเพ้อฝันในวัยเด็ก แต่คุณอยู่ในโลกของความเป็นใหญ่ ซึ่งคุณยังสามารถฝันและตั้งความหวังว่าตัวคุณเองซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วต้องการอะไร

ในการทำงาน
เป็นการยากที่จะลืมเรื่องราวในอดีตและสามารถดำเนินชีวิตแบบผู้ใหญ่อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพได้ จงพยายามละทิ้งอดีตเสียและเริ่มต้นใหม่ ถ้าคุณลืมเรื่องในอดีตไม่ได้ ถึงแม้จะได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวและเพื่อนแล้วก็ยังไม่เป็นผล คุณควรจะปรึกษาที่ปรึกษาอาชีพ หรือนักบำบัดทางจิต มิฉะนั้น คุณอาจจะพบว่าเป้าหมายในอนาคตของคุณถูกทำลายโดยประสบการณ์ในอดีต

แบบฝึกหัดที่จะช่วยให้รู้จักปล่อยวาง 1. จงเติมประโยคต่อไปนี้ให้สมบูรณ์

  • "ถ้าเพียงแต่ฉันมี.................."
  • "อุปสรรคอันยิ่งใหญ่ของฉัน คือ .............."
  • "สิ่งที่มักจะหยุดยั้งฉันไว้ คือ ..............."
  • และนี่คือประโยคจากคนต่างๆที่ผมเคยให้คำปรึกษา
  • "ถ้าเพียงแต่ฉันจบบริหารธุรกิจ"
  • "ถ้าเพียงแต่ฉันมีบุคลิกภาพอย่างพี่สาวของฉัน"
  • "อุปสรรคอันยิ่งใหญ่ของฉันคือ ฉันเป็นคนหูหนวก"
  • "อุปสรรคอันยิ่งใหญ่ของฉันคือ ฉันไม่ได้จบมหาวิทยาลัย"
  • "สิ่งที่มักจะหยุดยั้งฉันไว้ คือ นายของฉัน"
  • "สิ่งที่มักจะหยุดยั้งฉันไว้ คือ ความเห็นของครอบครัวฉัน"
2. ลองทบทวนคำตอบของคุณ มีคำตอบใดที่ตรงกับความรู้สึกลึกๆของคุณหรือไม่? พี่สาวของคุณมีบุคลิกดีกว่าคุณหรือไม่? หรือคุณไม่พอใจที่เธอมีชีวิตในวัยเด็กที่สบายกว่า? นายของคุณมักเป็นปัญหากับคุณหรือไม่? คุณกลัวที่จะหางานใหม่หรือไม่?

3. คุณสามารถจัดการกับความเสียใจเหล่านี้ได้หรือไม่? ถ้าสามารถทำอะไรบางอย่าง ทำเลย วางแผนปฏิบัติการ ถ้าคุณต้องการศึกษาเพิ่มเติม ลองหาทางดู คุณอาจไปเรียนภาคค่ำซึ่งใช้เวลา 3 ปี กว่าจะได้ปริญญา ถ้าคุณเป็นคนขี้อายหรือไม่มั่นใจในตนเองลองปรึกษาเพื่อนๆดู ลองไปเข้าร่วมสัมมนา หรือเรียนหลักสูตรเพิ่มเติม ซึ่งคุณจะต้องออกไปนำเสนอหน้าชั้น ในบางกรณี การพบที่ปรึกษาอาชีพอาจช่วยคุณเอาชนะมันได้ อย่างน้อยช่วยให้คุณเข้าใจข้อจำกัดบางอย่างซึ่งคุณไม่ชอบในตัวคุณเอง

4. คุณอาจไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ เช่น ความพิการ ครอบครัวหรือสิ่งที่คุณจะต้องเจอในอาชีพของคุณ แต่คุณอาจรู้สึกดีขึ้นได้เกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต ความกดดัน หรือสิ่งที่ทำให้คุณเสียใจ

5. หรือคุณอาจไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ คุณไม่ใช่พี่สาวของคุณ และไม่มีทางเป็นไปได้ จงยอมรับความรู้สึกในอดีตว่าเป็นสิ่งไม่จำเป็น การที่คุณจะก้าวต่อไปในชีวิต คุณไม่จำเป็นต้องนำมันไปด้วยเลย ถ้าคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ จงปล่อยวางมันเสีย

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

การทำงานให้สำเร็จ

* *
จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ 1
* *

การทำสิ่งใดก็ตามให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพบังเกิดผลอย่างเป็นที่น่าพอใจ คุณจะต้องเริ่มต้นจากการสร้างแนวความคิดนำปสู่การปฏิบัติ

ซึ่งเรื่องนี้จะต้องเกี่ยวข้องอยู่กับการใช้พลัง โดยมีแรงผลักดันเข้ามาเป็นเครื่องช่วย พร้อมกับเวลาอันเป็นองค์ประกอบเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้

งานทุกชิ้นนั้นย่อมต้องการแนวความคิดเท่าๆกับหนทางในการปฏิบัติ และทั้งสองสิ่งนี้ก็ยังต้องการความสามารถิพเษส่วนตัวด้วย งานชิ้นใหญ่ๆซึ่งต้องข้องเกี่ยวอยู่กับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น ย่อมต้องการความสามารถพิเศษของบุคคลเหล่านั้นที่มารวมกันเข้าด้วย และยังจำเป็นที่จะต้องมีความสามารถพิเศษของความเป็นผู้นำหรือหัวหน้าประกอบ อยู่

ในขั้นตอนสุดท้าย การที่จะทำให้งานสำเร็จลุล่วงมีผลเป็นที่น่าพอใจนั้น หมายถึงการรวมพลังของบุคคลเข้าด้วยกัน ผลักดันให้ก้าวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งขึ้นไว้ ขณะเดียวกันจะต้องกำจัดพลังที่ก่อให้เกิดผลในทางลบ หรือพลังที่ไร้ประโยชน์ลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

* *
แผนปฏิบัติการ
* *

แผนการที่สร้างขึ้นนั้นควรจะมีเป้าหมายอย่างแน่ชัด และควรกำหนดลงไปเลยว่าใครจะต้องทำอะไรบ้าง จะต้องทำเมื่อไรและที่ไหน และจะทำอย่างไรจึงจะสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นได้

ถ้าคุณคิดว่าสิ่งนี้ไม่จำเป็น ขอให้คิดถึงช่วงก่อนหน้าจะถึงปีใหม่ ที่มักจะมีการกำหนดลงไปว่า มีอะไรที่จำเป็นจะต้องปฏิบัติให้เสร็จสิ้นโดยไม่มีข้อแม้แต่อย่างใดทั้งสิ้น ดังนั้นการวางแผนขึ้นไว้อย่างเหมาะสมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าคุณต้องการจะให้เกิดความสำเร็จตามที่ตั้งความปรารถนาขึ้นไว้

ยกตัวอย่างเช่น การหาซื้อของขวัญให้กับเพื่อนฝูง เป็นต้น

**
ความฝัน
**

ประการแรก ในฐานะที่คุณทำตัวเป็นนักฝัน คุณย่อมจะมองเห็นภาพเพื่อนฝูงที่เปิดกล่องของขวัญออก มองให้เห็นภาพความยินดีที่เขาแสดงออกเมื่อได้เห็นสิ่งที่คุณซื้อให้เป็นของ ขวัญ เขาจะบังเกิดความซาบซึ้งใจในความมีน้ำใจของคุณที่สรรหาของขวัญชิ้นถูกใจให้

* *
รวบรวมข้อมูล
* *

อันดับต่อไปคือ กระบวนการรวบรวมข้อมูล อาทิ เพื่อนของคุณมีความสุขกับการได้ทำอะไรมากที่สุด อยากจะปรับปรุงความสามารถพิเศษในเรื่องใดบ้าง ทบทวนความทรงจำถึงเรื่องสนุกที่เคยทำร่วมกันมาในอดีต หรือของขวัญชิ้นที่เขามอบให้ อาจจะทำให้ได้เค้าเงื่อนว่าเขาชอบอะไรบ้าง

คุณอาจจะหาที่ปรึกษาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากเขา บางครั้งคุณอาจจะได้แนวความคิดใหม่ที่มิได้ยึดมั่นอยู่กับเรื่องของวัตถุ เช่นของขวัญแต่อาจจะเป็นความสนุกร่วมกัน เช่น การซื้อบัตรเข้าชมละครหรือภาพยนต์ด้วยกัน เป็นต้น

คุณอาจจะต้องหาข้อมูลต่อไป เช่น

1. คุณสามารถใช้จ่ายเงินได้มากน้อยแค่ไหน?
2. คุณมีเวลาหาซื้อของขวัญมากน้อยแค่ไหน?
3. วันสำคัญของเพื่อน เช่น วันเกิดหรือวันครบรอบแต่งงาน จะมาถึงช้าหรือเร็วแค่ไหน?
4. มันจะส่งผลกระทบให้เกิดกับจิตใจของเขาอย่างไรบ้าง ถ้าคุณจะเลือกของขวัญที่ค่อนข้างแปลกประหลาด ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นการเสี่ยงต่อความสำเร็จอยู่
5. มันจะเป็นการเหมาะสมหรือไม่ ถาคุณจะช่วยเพื่อนหลายๆคนไปหาซื้อของขวัญด้วยกัน?

* *
การวิเคราะห์
* *

เมื่อคุณรวบรวมข้อมูลได้ตามต้องการทั้งหมดแล้วก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องตัดสินใจว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

กระบวนการนี้เรียกว่า การวิเคราะห์หรือการวางแผนในขั้นต้น อาจจะขอร้องให้นักวิเคราะห์ช่วยวางแผนงานรองให้ ซึ่งมีวิธีการนี้ประกอบด้วย

1. ตัดสินใจว่าคุณยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม และจะต้องสอบถามจากเพื่อนฝูงเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการนั้นมา

2. ตัดสินระหว่างของขวัญสองชิ้นว่าควรจะเลือกชิ้นใด ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับว่าคุณสามารถซื้อหาชิ้นใดตามกำลังเงินที่มีอยู่ได้ด้วย

* *
ผู้เกี่ยวข้องภายใน
* *

การสร้างงานใหม่เพื่อนำออกสู่สายตาของโลกภายนอกนั้น เป็นธรรมดาอย่างยิ่งที่จะต้องมอบหมายให้บุคคลต่างๆ ที่หน้าที่เฉพาะรายไป เช่น หัวหน้าหรือผู้นำ เหรัญญิก และ ฯลฯ ขณะเดียวกัน คุณก็จะต้องกำหนดบทบาทหรือหน้าที่ของตนเองด้วย เพื่อให้เป้าหมายรองประสบความสำเร็จตามที่ตั้งความปรารถนาไว้ และการนำองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องภายในมาใช้ให้เหมาะกับงานเป็นสิ่งที่มี ความสำคัญต้อความก้าวหน้าอย่างยิ่ง ซึ่งในที่นี้หมายรวมถึง

1. นักฝัน คือ ผู้ที่สร้างสรรค์ภาพหรือเป้าหมายให้เกิดขึ้นในจินตนาการ
2. ระบบการรวบรวมข้อมูล มีหน้าที่ในการเก็บข้อมูลรายละเอียดทั้งหมด
3. นักวิเคราะห์ คือ ผู้ที่จะจำแนกงานออกเป็นขั้นตอนที่สามารถบริหารได้ด้วยการเรียงลำดับกันอย่างต่อเนื่อง
4. นักวางแผน เขาจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าใครควรรับหน้าที่อะไรไปทำ
5. นักทำ จะเป็นผู้นำแผนงานทั้งหมดที่วางไว้เข้าสู่หนทางแห่งการปฏิบัติ
6. นักวิจารณ์ คือ ผู้ที่เชิดชูผลงานและให้ข้อมูลสนองตอบที่มีประสิทธิภาพ

* *
ประเด็นหลัก
* *

เมื่อคุณจะนำแนวความคิดเข้าสู่หนทางของการปฏิบัตินั้น เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องรู้จักประเมินค่าความสำคัญของประเด็น หลัก คุณจะต้องวินิจฉัยในแนวความคิดดังกล่าวรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ หลังจากนั้นจึงนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อให้งานที่ตั้งเป้าหมายไว้บรรลุจุดประสงค์ที่ต้องการ

ในความเป็นนักฝันของคุณ มันจะช่วยให้คุรพิจารณาแนวความคิดที่สร้างขึ้นไว้วาคุณต้องการประสบความสำเร็จในเรื่องใด

ในการรวบรวมข้อมูลที่ต้องการหมายถึง การที่คุณเดินเข้าสู่แผนการ สิ่งที่คุณจะต้องพิจารณามีดังนี้

1. คุณต้องการข้อมูลอะไรบ้าง?
2. มีข้อมูลอะไรที่สามารถจะหยิบมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อยู่แล้ว?
3. คุณยังต้องการความช่วยเหลือจากใครบ้าง
4. ใครที่สามารถให้ความช่วยเหลือคุณได้ในทันที
5. อะไรคือทางออกหรือทางเลือกที่มีความเป็นไปได้
6. ทางเลือกแต่ละทางนั้นมีอัตราความเสี่ยงอะไรอยู่บ้าง

จากนั้นคุณจะต้องพิจารณาว่าควรจะทำอะไรก่อนหรือหลัง ในขั้นตอนนี้คุณจะต้องมีเป้าหมายรองที่แน่นอน ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จไปตามขั้นตอน เพื่อพาคุณไปถึงจุดหมายที่ต้องการ ดังนั้นการจัดลำดับงานที่ต้องทำตามความสำคัญก่อนหลังจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำ เป็นอย่างยิ่ง

* *
จากแนวความคิดสู่การปฏิบัติ 2
* *

ภายหลังจากที่คุณวางแผนปฏิบัติการได้ครบถ้วนแล้ว คุณจะต้องนำกระบวนการดังกล่าวมาทบทวนเพื่อวิจารณ์ต่อไป

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2547

จรรยาบรรณนักวิจัย: 9 ประการ

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้กำหนดจรรยาบรรณนักวิจัยไว้ 9 ข้อดังนี้

1. นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
นัก วิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ไม่นำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น ต้องให้เกียรติ และอ้างถึงบุคคล หรือแหล่งที่มาของข้อมูล ที่นำมาใช้ในงานวิจัย ต้องซื่อตรงต่อการแสวงหาทุนวิจัย และมีความเป็น ธรรมเกี่ยวกับ ผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย

2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณี ในการทำงานวิจัยตามข้อตกลง ที่ทำไว้กับหน่วยงาน ที่สนับสนุน การวิจัย และต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด
นัก วิจัยต้องปฏิบัติตามพันธกรณี และข้อตกลงการวิจัย ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน อุทิศเวลาทำงานวิจัย ให้ได้ผลที่ดีที่สุด และเป็นไปตามกำหนดเวลา มีความรับผิดชอบ ไม่ละทิ้งงานระหว่างดำเนินการ

3. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย
นัก วิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัยอย่างเพียงพอ และมีความรู้ความชำนาญ หรือมีประสบการณ์ เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ทำวิจัย เพื่อนำไปสู่งานวิจัยที่มีคุณภาพ และเพื่อป้องกันปัญหาการวิเคราะห์ การตีความ หรือการสรุปที่ผิดพลาดอันอาจก่อ ให้เกิดความเสียหายต่องานวิจัย

4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
นัก วิจัยต้องดำเนินการ ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและเที่ยงตรงในการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคน สัตว์ พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกและมีปณิธานที่จะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรและ สิ่งแวดล้อม

5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย
นัก วิจัยต้องไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการ จนละเลยและขาดความเคารพ ในศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ ต้องถือเป็นภาระหน้าที่ ที่จะอธิบายจุดมุ่งหมาย ของการวิจัยแก่บุคคล ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยไม่หลอกลวง หรือบีบบังคับและไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด โดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย
นัก วิจัยต้องมีอิสระทางความคิด ต้องตระหนักว่าอคติส่วนตน หรือความลำเอียงทางวิชาการ อาจส่งผลให้มีการบิดเบือน ข้อมูล และข้อค้นพบทางวิชาการ อันเป็นเหตุให้เกิดผลเสียหายต่องานวิจัย

7. นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ
นักวิจัยพึงเผยแพร่ผลงานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคม ไม่ขยายผลข้อค้นพบจนเกินความเป็นจริง และไม่ใช้ผลงานวิจัยไปในทางมิชอบ

8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น
นัก วิจัยพึงมีใจกว้าง พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการวิจัย ยอมรับฟังความคิดเห็นและ เหตุผลทางวิชาการ ของผู้อื่น และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยของตนให้ถูกต้อง

9. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ
นัก วิจัยพึงมีจิตสำนึกที่จะอุทิศ กำลังสติปัญญาในการทำวิจัย เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ เพื่อความเจริญและ ประโยชน์สุขของสังคมและมวลมนุษยชาติ

เจตนารมณ์ของการออก จรรยาบรรณนักวิจัย คราวนี้เชื่อว่ามิได้หวังว่า จะให้ใช้เฉพาะข้าราชการ ในสังกัดสำนักงาน คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเท่านั้น
หากแต่นักวิจัยจาก ทุกวงการควรจะยึดถือเป็นแนวทางอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิจัย ที่ชอบสำรวจความคิดเห็น ทางการเมือง ซึ่ง ถูกครหาว่าเป็นมือปืนรับจ้างควรคำนึงให้มากไว้.
โดยคุณ : ซี 12 -

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2547

ทบทวนแนวทางการประชาสัมพันธ์-ความสัมพันธ์กับประชาชน

ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบัน การประชาสัมพันธ์
เป็นเสมือนแนวทางหนึ่งที่บุคคลกลุ่มต่างๆ ได้ให้ความสนใจ และพยายาม
นำมาใช้ราวกับเป็น "ยาชูกำลัง" ร่วมกับมาตรการต่างๆ ในการชี้นำทิศทางให้
กับสังคม ตลอดจนการแสวงหาทางออกในสภาวะวิกฤต

ย้อนดู "ราก" การประชาสัมพันธ์
โดยหากเรามองย้อนกลับไปสู่แก่นแท้ของคำว่าการประชาสัมพันธ์ เรา
อาจกล่าวได้ว่า รากศัพท์ของคำว่า "การประชาสัมพันธ์" ได้สะท้อนให้เห็นถึง
ความสำคัญของ "ประชา" ซึ่งได้แก่ กลุ่มประชาชนต่างๆ นอกจากนั้น คำดัง
กล่าว ยังได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความ "สัมพันธ์" หรือ "สัมพันธภาพ" ของ
กลุ่มบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอันเป็นที่มาของการพยายาม อธิบายว่า เป้า
หมายสูงสุดของการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ การสร้างและธำรงรักษาความ
สัมพันธ์ที่ดีระหว่างองค์กร กับประชาชน ตลอดจนการส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดี
งามระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆ

หัน ดู "ร่องรอย" การประชาสัมพันธ์
แต่หากพิจารณาถึงการนำแนวคิดเกี่ยวกับประชาสัมพันธ์ สู่การปฏิบัติ
ในสังคมต่างๆ เราอาจพบเห็นร่องรอยของแนว
ทางการปฏิบัติงานด้านการประชาสัมพันธ์ที่มีความหลากหลายกันไป
ตลอดจนความแตกต่างในด้านวิธี
คิดอันเป็นต้น ตอของแนวทางการปฏิบัติงานด้านการประชาสัมพันธ์ อาทิ
การประชาสัมพันธ์กับการทำให้เป็น "ข่าว"
โดยที่มาที่ไปของการประชาสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าว ได้แก่
ความ เชื่อที่ว่าการกระตุ้นความสนใจของสาธารณชน เป็นเงื่อนไขที่สำคัญสำหรับ
การดำเนินกิจกรรมใดๆ ก็ตาม ตลอดจนเป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จระดับต้นของ
กิจกรรมต่างๆ โดยนักประชาสัมพันธ์จะทำหน้าที่บอกเล่าข่าวคราว หรือเรื่อง
ราวที่ตนต้องการจะบอกเพื่อให้สังคมรับรู้ผ่านสื่อประเภทต่างๆ
นอกจากนั้น เพื่อให้การประชาสัมพันธ์สามารถสร้างกระแสความสนใจ
จากสาธารณชนได้ดี นักประชาสัมพันธ์ยังอาจพยายามแสวงหาหนทางที่
จะทำให้เรื่องราวดังกล่าวปรากฏในสื่อมวลชนหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ
หนังสือพิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงจากประชาชน เพราะนั่นหมายถึง โอกาสใน
การเข้าถึงประชาชนจำนวนมากนั่นเอง
จากความเชื่อดัง กล่าว นำไปสู่ความพยายามของนักประชาสัมพันธ์ ใน
การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับนักข่าว เพื่อให้เกิดความสะดวก คล่องตัวในการ
ประสานความร่วมมือ ตลอดจนการพยายามคิดหาวิธีการที่แปลกใหม่
ประหลาด หรือแม้แต่โหดๆเพื่อให้สื่อมวลชนหันมาสนใจกิจกรรมต่างๆ ที่
ต้องการจะประกาศให้สังคมรับรู้
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้เกิดการรับประกันถึงโอกาสในการเป็นข่าวได้มาก
ขึ้น หน่วยงานต่างๆ ยังพยายามควานหา นักข่าวที่สมัครใจจะผันตัวเองมา
ทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ ตลอดจนอาจดำเนินการจัดจ้างเอเจนซี่ทาง
การประชาสัมพันธ์ เข้ามาช่วยเหลือ ตลอดจนการติดต่อประสานงานเพื่อซื้อ
พื้นที่หรือเวลาในสื่อต่างๆ
หากจะว่าไปแล้ว ไม่มีอะไรเสียหาย ตราบใดที่ข่าวคราวดังกล่าวเป็น
ความจริง มิได้มีการบิดเบือน และที่สำคัญเป็นเรื่องราวที่มีประโยชน์กับ
ประชาชนการประชาสัมพันธ์กับ "การเผยแพร่" ข้อมูลข่าวสาร
โดยการประชาสัมพันธ์ในลักษณะนี้มีที่มาที่ไปจากความเชื่อที่ว่า ข้อมูล
ข่าวสารที่ตนมีอยู่ในครอบครองเป็นเรื่องที่สำคัญ และคนอื่นไม่ได้มีโอกาสรับ
รู้ ดังนั้น จึงเป็นภารกิจสำคัญของตนในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวสู่
ประชาชนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
โดยส่วนใหญ่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประชาสัมพันธ์ใน
ลักษณะดังกล่าว มักได้แก่ หน่วยงานของรัฐ ซึ่งมักใช้สื่อในความครอบครอง
ของตนทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว ตลอดจนประสานความร่วมมือกับ
สื่อต่างๆ เพื่อขยายฐานการเผยแพร่ข้อมูลออกไปสู่สาธารณชน
อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารมักดำเนินอยู่บนการพยายาม
หาจุดสมดุลระหว่างเรื่องราวที่เราต้องการเผยแพร่ให้ประชาชนรู้ กับเรื่องราว
ที่ประชาชนจำเป็นต้องรับรู้ ตลอดจนลักษณะของข้อมูลที่ประชาชนต้องการ
รับรู้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าถูกยัดเยียดข้อมูลให้
หรือเกิด อาการสำลักข้อมูล
หากจะว่าไปแล้ว สภาพการณ์ดังกล่าวข้างต้น ยังไม่ถึงกับเลวร้าย
ตราบใดที่การเผยแพร่ข้อมูล ไม่ได้มุ่งเน้นทำเพื่อโชว์ผลงานของบุคคล หรือหน่วย
งานอย่างออกนอกหน้า แต่หากมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์ กับประชาชนเป็นสำคัญ
การประชาสัมพันธ์กับ "การส่งเสริมการตลาด"
โดยจุดเริ่มต้นของแนวทางดังกล่าวมาจากความเชื่อที่ว่า การประชา
สัมพันธ์สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือของการตลาด
โดยเฉพาะในด้านการได ้รับ
ผลกำไรจากยอดการขายสินค้า
การผนวกการประชาสัมพันธ์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมด้านการ
ตลาด มีจุดเริ่มต้นมาจากองค์กรภาคธุรกิจ ซึ่งมุ่งหวังการทำผลกำไรให้กับสิน
ค้าของตน และผนวกกิจกรรมด้านการประชาสัมพันธ์รวมเข้าไปกับกิจกรรม
ส่งเสริมการขายในรูปแบบต่างๆ เพื่อบอกให้ลูกค้ารับทราบเกี่ยวกับคุณ
สมบัติของสินค้า ตลอดจนผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ
แต่สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ บ่อยครั้งที่ข้อความหรือกิจกรรมในการประชา
สัมพันธ์มิได้เกิดขึ้นจากเจตจำนง ในการแจ้งข่าวสารสู่กลุ่มลูกค้าเท่านั้น แต่
เกิดจากกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อค้นคว้าวิจัยเกี่ยว กับพฤติ
กรรมผู้บริโภค และนำข้อมูลดังกล่าวมาช่วยในการสร้างสรรค์สาร เลือกสื่อ
และกิจกรรมที่เหมาะสม ตลอดจนการกำหนดวัตถุประสงค์ในการประชา
สัมพันธ์
หากจะว่าไปแล้ว การประชาสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าว ไม่มีอันตราย
ร้ายแรง ตราบใดที่ผู้ประกอบธุรกิจยังคงยึดมั่นเกี่ยวกับจริยธรรมในการ
ประกอบธุรกิจการประชาสัมพันธ์กับ "การสร้างภาพ"
โดยแนวทางการประชาสัมพันธ์แบบนี้เติบโตมาจากเแวดวงทางธุรกิจ
เช่นกัน เพียงแต่ยึดมั่นในความเชื่อเกี่ยวกับการกำหนด "จุดยืน" ของสินค้าและ
การกระตุ้นศักยภาพของผู้บริโภคในการแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้า
ชนิดเดียวกัน แต่ต่างยี่ห้อกัน ตลอดจนการเชื่อมโยงการรับรู้และความ
ประทับใจ ของผู้บริโภคต่อโลโก้สินค้า สินค้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
โดยบ่อยครั้งการประชาสัมพันธ์มักผนวกพลัง กับการโฆษณา และ
กิจกรรมเชิงการรณรงค์ เพื่อสื่อสาร ให้เห็นถึงเรื่องราวอันก่อให้เกิดภาพ
แห่งความประทับใจของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมไปในทิศทางที่กลุ่มผู้สร้างภาพพึงประสงค์
อย่างไรก็ตาม ความน่ากลัวของการประชาสัมพันธ์ ในแนวทางการสร้าง
ภาพ อยู่ที่กิจกรรมเชิงการสร้างภาพลักษณ์ มิได้หยุดอยู่แค่ภาพของผลิต ภัณฑ์ หรือบริษัทธุรกิจต่างๆ เท่านั้น แต่ได้มีการผันตัวเข้าสู่การใช้การประชาสัมพันธ์เป็นเครื่องมือในการสร้าง ภาพให้ กับนักการเมือง พรรคการเมือง และกิจ
กรรมต่างๆ ทางการเมือง ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่นักการเมืองเข้าไป
เกี่ยวข้องด้วย ภายใต้การกำกับดูแลของกลุ่มนักธุรกิจการเมือง ราวกับว่านักการ
เมือง หรือพรรคการ เมืองเหล่านั้น เป็นเสมือน "สินค้า" ที่เสนอให้ประชาชน
สิ่งที่ น่าสนใจ และจับตาดูต่อไปก็คือ ความจริงที่ปรากฏในภาพเหล่านั้น
มีสักเท่าไร ตลอดจนใครจะเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบ และเผยแพร่ข้อเท็จจริง
ให้สาธารณชนได้รับรู้อย่างทันท่วงที การประชาสัมพันธ์กับ"การประสาน" สัมพันธภาพ
โดยการประชาสัมพันธ์ในลักษณะเกิดและเติบโต ในแวดวงธุรกิจ
ภายใต้กระแสความรับผิดชอบต่อสังคม และการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและ
กันระหว่างองค์กรกับประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยยึดถือหลักการที่ว่า
"หากประชาชนอยู่ไม่ได้องค์กรก็อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน"
โดยนักประชาสัมพันธ์ จะทำหน้าที่เป็นเสมือนเพื่อนของทุกฝ่าย ไม่ว่า
จะเป็นองค์กรของตน พันธมิตร คู่แข่ง หรือกลุ่มประชาชน ในขณะเดียว
กันก็พยายามเรียนรู้เกี่ยวกับมุมมองของฝ่ายต่างๆ ที่มีต่อองค์กรของตน และ
ประเมินผลกระทบต่างๆ ที่องค์กรกระทำต่อสังคมให้ผู้บริหารระดับสูงทราบ
ตลอดจนประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้บริหาร ในฐานะที่ปรึกษา เพื่อ
ผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เอื้อต่อการก่อเกิดสัมพันธภาพ ที่แนบแน่น ยาวนาน
และยั่งยืนกับกลุ่มบุคคลต่างๆ ในสังคม
แสวงหาแนวทางพัฒนาความสัมพันธ์กับประชาชนในอนาคต

ในขณะที่กระแสการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม
ต่างๆ ของภาครัฐกำลังมาแรง ในสังคมไทย ผนวกกับการที่กฎหมายและ
แนวนโยบาย ต่างๆ ก็เปิดโอกาสให้กิจกรรมเหล่านั้นมีความเป็น รูป
ธรรมมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการที่สังคมมีโอกาสตรวจสอบความโปร่งใสของ
ข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สะดวกยิ่งขึ้นนั้น
กลุ่มบุคคลที่จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดเกี่ยวกับ
ประชาชนและสร้างสัมพันธ์กับประชาชนอย่างเร่งด่วน ได้แก่ นักประชาสัมพันธ์
ผู้บริหารองค์กรของภาครัฐ บุคลากร ตลอดจนหน่วยงานเอเจนซี่ของภาคเอก
ชนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานด้านการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ มีความไว้วาง
ใจกลไก และกระบวนการทำงานของภาครัฐ ในขณะที่การเผยแพร่ข้อมูล
ข่าวสารสู่ประชาชนเต็มไปด้วยความถูกต้องและเป็นกลาง
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ท้าทายภาครัฐ และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาค
รัฐ ตลอดจนภาคเอกชนที่ได้รับสัมปทาน ก็คือ ทำอย่างไรที่กระบวนการ
ประชาสัมพันธ์ ที่เข้าไปสู่ประชาชนสู่ชุมชน
จะไม่เป็นเพียงแค่การพุ่งเป้าไปที่ การผลักดันให้เกิดโครงการโดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน หรือความคิดเห็นของ
คนกลุ่มต่างๆ หรือเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างภาพกับหน่วยงาน และ
บุคคล ที่เกี่ยวข้อง
และทำอย่างไรให้กระบวนการประชาสัมพันธ์มิใช่เป็นเพียงแค่การแจ้ง
ข้อมูลให้ประชาชนทราบ หรือเป็นการยัดเยียดข้อมูลด้านเดียว จนเกิดความ
สับสนและความขัดแย้งกันในชุมชนเป้าหมาย
แต่ทำอย่างไรที่การประชาสัมพันธ์จะเป็นการพัฒนาสัมพันธภาพที่ดี
ระหว่างประชาชนด้วยกัน และร ะหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประชาชน
อย่างไรก็ตาม คำตอบมิได้อยู่ในทฤษฎี หรือข้อคิดของผู้เชี่ยวชาญใดๆ
แต่คำตอบดังกล่าวอยู่ที่การที่ฝ่ายต่างๆ เปิดเผย ข้อมูล ข้อเท็จจริงร่วม
กัน มีความจริงใจ เปิดใจกว้าง แลกเปลี่ยนความคิด และรับฟังข้อมูล ข้อ
คิดระหว่างกัน โดยมีเป้าหมายที่จะเรียนรู้ และคบหากันภายใต้สัมพันธภาพ
ที่ดีงาม และยืนยาวเพราะความสัมพันธ์ มิใช่สิ่งที่สร้างและสิ้นสุดแค่ในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
โดยคุณ : ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ สโรบล

จีเอ็มพีระบบคุณภาพด้านสุขอนามัย

กล่าวถึงมาตรฐาน "จีเอ็มพี" หลายคนอาจจะยังสงสัยว่าคือ อะไรกันแน่ และมีความสำคัญ หรือจำเป็นอย่างไร "จีเอ็มพี" หรือการพัฒนาวิธีที่ดีในการผลิต (Good Manufacturing Practice) นั้น เป็นระบบคุณภาพระบบหนึ่ง ซึ่งใช้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัย และความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยเน้นการควบคุมกระบวนการการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพ ตั้งแต่ด้านอาคารสถานที่ อุปกรณ์การผลิตที่เหมาะสม วัตถุดิบในการผลิตที่มีคุณภาพ กรรมวิธีการผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เป็นต้น โดยยึดหลักการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดยใช้การบันทึก

ปัจจุบัน มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง ในอุตสาหกรรมการขายสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยของผู้บริโภค ที่ครอบคลุมทั้งผู้ใช้ภายในและระหว่างประเทศ สินค้าดังกล่าว ได้แก่ ยา อาหาร เครื่องสำอาง และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น

ดังนั้น นับวันจีเอ็มพีจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหลายประเทศในทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือบางประเทศในทวีปเอเชียเอง ก็มีการกำหนดให้สินค้าดังกล่าวที่ส่งออกไปขายยังต่างประเทศต้องผ่านมาตรฐาน ดังกล่าว จากประโยชน์ที่จะได้ในแง่ผู้ผลิตคือ การลดต้นทุนการผลิต และการปรับปรุงระบบการผลิต ทั้งมีผลต่อผู้บริโภคที่ได้ใช้ผลิตภัฑณ์ที่มีคุณภาพ ทำให้ภาครัฐหันมาให้ความสนใจกับการใช้มาตรฐานดังกล่าว

โดยมาตรฐาน ดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนาคุณภาพ และกรรมวิธีการผลิตเพื่อการจำหน่ายในระดับสากล ซึ่งก็เป็นผลดีกับผู้บริโภคที่ลดความเสี่ยงในการบริโภคสินค้าที่ไม่ได้รับ มาตรฐาน ส่วนประเทศไทยเองขณะนี้ มีบริษัทในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจีเอ็มพีแล้วอย่างน้อย 3 แห่งจากคณะกรรมการอาหารและยา