++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เงิน 20 บาท มีค่ามากสำหรับคนบางคน

ในขณะที่ใครหลายๆ คนกินอิ่ม นอนหลับอยู่ในบ้านที่แสนสบาย
ใช้เงินฟุ่มเฟือยเต็มสูบไม่มีจำกัด อยากได้อะไรซื้อ อยากกินอะไรกิน ทิ้งๆ
ขว้างๆ บ้างตามประสาคนเหลือกินเหลือใช้

แต่ในอีกมุมหนึ่ง...กลับมีคนที่ยอมเดินด้วยเท้า จากจังหวัดอุบลราชธานี
ไปยังจังหวัดอยุธยา ด้วยระยะทางไกลมากว่า 600 กิโลเมตร
เพียงเพื่อเงินวันละ 20 บาท

เรื่องที่ทางทีมงานจะขอนำเสนอต่อไปนี้
เป็นเรื่องที่เพื่อนสมาชิกเว็บไซต์ พันธ์ทิพย์ดอทคอม
ประสบเหตุการณ์ด้วยตัวเอง และอยากนำมาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ฟัง
ซึ่งเขาก็เล่าว่า ... ผมและครอบครัวได้เดินทางไปเที่ยวจังหวัดอยุธยา
ระหว่างทางก่อนที่จะถึงจุดหมาย
ผมได้มองไปข้างทางและเห็นชายแก่คนหนึ่งใส่เสื้อสีขาว
กางเกงขายาวสีน้ำเงิน กำลังเดินอยู่ข้างทางแบกถุงปุ๋ย พร้อมห่อผ้าขาวม้า
1 ห่อ เดินกลางแดดกลางวันร้อนๆ ยามบ่าย
ผมจึงให้แฟนจอดรถและลงไปถามชายชราคนนั้นว่า

ผม : ตาจะไปไหน ทำไมมาเดินตากแดดแบบนี้เล่า
ตา : (ยิ้ม) จะไปอยุธยา
ผม : ตาจะไปทำไมที่อยุธยา ไปหาใครเหรอ
ตา : ไปรับจ้างเลี้ยงวัว มีคนเขาบอกว่าที่อยุธยา มีคนเขาหาคนเลี้ยงวัว
ผม : เขาจ้างวันละเท่าไหร่ ตารู้จักเขาเหรอ
ตา : เขาจ้างวันละ 20 บาท มีที่พักให้ด้วย (ตาหมายถึงนอนกับวัวเลย)
ตาไม่รู้จักเขาหรอก
ที่ไปนี้ก็ต้องไปถามเขาอีกทีว่าใครจะจ้างตาเลี้ยงวัวบ้าง
ผม : แล้วใครบอกตาว่าที่อยุธยาเขาหาคนเลี้ยงวัว
ตา : คนแถวบ้านตาบอก เขาพูดกันว่าที่อยุธยามีคนเขาหาคนเลี้ยงวัวเยอะ
ผม : ตามาจากไหนละ มาคนเดียวเหรอ แล้วยายไปไหนล่ะ
ตา : ตามาจากอุบลฯ ตามาคนเดียว เพราะยายตายแล้ว
ผม : ลูกๆ ไม่มีเหรอตา
ตา : มีลูก 2 คน ชายคน หญิงคน มีครอบครัวกันหมดแล้ว
ไม่เคยเห็นหน้ามาหลายปีแล้ว ยายตายนี่พวกมันยังไม่รู้เลย
ผม : แล้วทำไมตาไม่อยู่บ้าน หางานแถวบ้านทำล่ะ
ตา : ตาไม่มีบ้าน พอยายตาย พี่น้องยายเขาก็ไม่ให้อยู่ในที่ของเขา
งานแถวบ้านมี แต่เขาไม่จ้างตาทำ เขาบอกว่าตาแก่แล้ว ทำอะไรช้าไม่ทัน
เขาก็ไม่จ้างตา
ผม : แล้วตามาถึงที่นี่ได้อย่างไง
ตา : ตาเดินมาเรื่อยๆ
ผม : เดินมาจากอุบลฯ นะเหรอตา ทำไมไม่นั่งรถเมล์มาล่ะ
ตา : (ยิ้ม) ตาไม่มีตังค์ (ควักเงินออกมาให้ดู ซึ่งในมือตามีเงิน 15 บาท
เหรียญ 5 บาท 1 เหรียญ ที่เหลือเป็นเหรียญบาทเก่าๆ สีเขียว)
ผม : แล้วตาออกจากอุบลฯ มาวันไหน
ตา : หลังสงกรานต์ 2 วัน (ยิ้ม)
ผม : แล้วตาเอาอะไรมาด้วย นี่ห่ออะไรที่ตาถือมา
ตา : อ๋อ ห่อกระดูกยาย กับถุงเสื้อผ้าตา
ผม : แล้วตากินอะไรอยู่
ตา : เดินผ่านร้านที่เขาขายมันต้ม แม่ค้าเขาเลยให้ตามากินฟรีๆ
ไม่เอาตังค์ตาด้วย
ผม : (สายตาของผมมองไปที่เท้าของตา เห็นรองเท้าของตามีกระดาษติดที่ส้น)
กระดาษติดที่เท้าตานะ ระวังหกล้ม
ตา : (ยิ้ม) อ๋อ ตาเอามันมารองที่เท้าตาเอง เพราะส้นรองเท้ามันขาดแล้ว
เวลาเดินมันร้อนส้นเท้า
ผม : แล้วนั่นน้ำอะไรจ๊ะตา (เห็นน้ำสีน้ำตาลในขวดสีขาวขุ่นมากๆ วางอยู่ข้างๆ ตา)
ตา : น้ำกินตาเอง

หลังจากนั่งคุยกับตาแกไปเรื่อยๆ ก็ได้รู้ว่า ตา อายุ 76 ปีแล้ว
แต่ผมดันลืมถามชื่อแกมา รู้แต่ว่าสิ่งที่ได้สังเกตเห็นตลอดเวลาคือ
เนื้อตัวค่อนข้างเลอะ มีรอยยุงกัดตามตัวเยอะมาก
เพราะแกบอกว่าอาศัยนอนข้างถนน นอนศาลา
และดวงตาของแกฝ้ามัวมาก เหมือนมีเส้นใยบางๆ ในดวงตา
และอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นก็คือ "รอยยิ้ม" ที่เห็นฟัน 1 ซี่
ของแกมีมาให้ตลอดเวลาระหว่างที่สนทนากัน

ทำให้ผมรู้สึกว่าตาเป็นคนอารมณ์ดี
จากนั้นผมจึงได้ส่งร่มในมือที่ถือก่อนลงจากรถให้แกไว้ใช้
พร้อมเงินอีก 190 บาท (เพราะมีอยู่แค่นั้น)
ซึ่งตอนที่แกได้ร่ม ตาแกดีใจมาก ยิ้มตลอดเวลา
ในใจแกคงคิดว่าต่อไปนี้แกคงไม่ต้องเดินร้อนแล้วล่ะ
อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมตาแกไม่ไปบวช
หรือขอข้าววัดกิน เรื่องนี้พวกเราคุยกันว่า
ตาแกยังคงอยากทำงานหาเลี้ยงตัวเอง
ไม่อยากจะขออาศัยวัดกิน
มีมือมีเท้าก็อยากทำให้เกิดประโยชน์บ้าง ...

...และนี่คือตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า
ยังมีคนอีกจำนวนมากต้องปาดกัดตีนถีบเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง
รู้แบบนี้แล้วทำไมไม่ลองมองย้อนมาดูตัวเอง
ว่าวันนี้คุณ "พอเพียง" แค่ไหนกัน ?

ทั้งนี้ผู้เล่าประสบการณ์ คิดได้ว่า
เขาโชคดีเหลือเกินที่มีกินมีใช้ เกิดมาไม่ลำบาก มีพ่อแม่ มีเงินให้ใช้
แต่หลังจากเจอตาแล้วทำให้เขาคิดได้ว่า
ต่อไปนี้เขาต้องรู้จักใช้เงิน รู้คุณค่าของเงินมากขึ้น
เผื่อวันหน้าจะได้ไม่ลำบาก

นั่งสมาธิมันเจ็บให้ดูมัน เวทนาต่างหาก ไม่มีตัวเรา หลวงปู่ขาว อนาลโย

หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู


อริยทรัพย์
พระธรรมเทศนา โดย หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล จังหวัดหนองบัวลำภู

การ เจ็บปวดเมื่อนั่งสมาธิ พระพุทธเจ้าว่าให้สู้กับมัน
มันจึงจะเห็นทุกขเวทนา นั่งสมาธิมันเจ็บให้ดูมัน มันเกิดมาจากไหน
เวทนามันก็เวทนาต่างหากไม่มีตัว เราก็พิจารณาให้รู้เท่านั้นแหละ
ของไม่มีตนมีตัว มันเกิดขึ้นก็เกิดจากร่างกายเนื้ออย่างหนึ่ง
แล้วก็มันรู้สึกถึงจิต รู้ถึงกัน จิตก็ไปยึด ยึดมันก็เจ็บ
หนักเข้าก็ไม่สู้มัน ต้องสู้มัน มันจะเห็น

พระพุทธเจ้าว่ากำหนดให้รู้ทุกข์ ทุกข์มาจากไหน ทุกข์มาจากเหตุ
คืออยากเป็น อยากมี ความอยากเป็นอยากมี ความอยากมันเกิดมาแต่เหตุ
เหตุมันเกิดมาจากไหน เหตุมาจากความไม่รู้ ไม่รู้เท่ากาย

จนกระทั่งความคิดทั้งหลายเข้ามามันก็ไม่รู้ทั้งนั้น
คือมันโง่เรียกว่าอวิชชา
เป็นเหตุให้สัตว์ผู้ไม่รู้เท่าเกิดความยินดียินร้าย เกิดความพอใจ ไม่พอใจ
เกิดความอยากเป็นอยากมี เป็นเหตุให้วนเวียนเรียกว่าสังสารจักร์วัฏฏกา
เวียนอยู่อย่างนั้น เป็นเหตุให้เราเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในภพน้อยภพใหญ่

กรรมดีเหมือนพวกคุณหมอก็ดี ไม่เจอะทุกข์ปานใด
เกิดมาไม่เสียชาติเกิดเป็นมนุษย์
มิหนำได้เกิดมาพบโอวาทคำสอนของพระพุทธเจ้า เกิดมาในปฏิรูปประเทศ
ประเทศอันสมควร คือประเทศมีพระพุทธศาสนา
ประเทศมีนักปราชญ์อาจารย์เพื่อนแนะนำสั่งสอน ประเทศอย่างนี้
พระพุทธเจ้าท่านว่าเป็นมงคล

พวกท่านทั้งหลาย ท่านเป็นผู้ไม่ประมาท อตฺตสมฺนา ปณิธิ
ผู้ตั้งตนไว้ในที่ชอบ อาชีพ เลี้ยงชีพภายนอกดีโดยชอบธรรม
โอวาทคำสั่งสอนก็ไม่ประมาททุกสิ่งทุกอย่าง มีการจำแนกแจกทาน
มีการสดับรับฟัง แล้วก็ปฏิบัติตามดำเนินตามโอวาทคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ธรรมทั้งหลายมีกายกับใจเท่านั้นแหละ ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า
ใจที่มันรู้เท่าแล้วก็มีความหน่ายต่อสิ่งทั้งปวง ทางความชั่วมันก็รู้เท่า
แล้วมันก็เอาอยู่นั่นแหละ ไปยึดภพน้อยภพใหญ่อยู่นั่นแหละ
พวกเรายังนับว่าไม่เสียที แม้ยังไม่มีความเบื่อหน่ายก็ยังเป็นผู้ฉลาด
เป็นผู้เอาทรัพย์สมบัติ คืออริยทรัพย์ให้ได้ให้เกิดให้มีอยู่ในหมู่ของตน
อยู่ในสันดานของตนสะสมไว้

อัตภาพร่างกายเป็นของไม่มีสาระแก่นสาร ทรัพย์ภายนอกก็ไม่มีสาระแก่นสาร
ชีวิตของพวกเรา ความเป็นอยู่ก็ไม่มีสารแก่นสาร
เรามาพิจารณารู้อย่างนี้แล้ว เราเป็นผู้ไม่ประมาท
รีบเร่งทำคุณงามความดีประกอบขึ้น รีบเร่งสะสมอริยทรัพย์
ศีลของเราก็บริบูรณ์ไม่มีด่างพร้อย ตามภาวะของตน ศีล ๕ ศีล ๘
เดี๋ยวนี้พวกท่านกำลังอบรมสมาธิ กำลังจะเอาทรัพย์อันนี้
เรียกว่าอริยทรัพย์ ศีลก็เป็นอริยทรัพย์อันหนึ่ง สมาธิก็เป็นอริยทรัพย์

หมั่นอบรมจิตใจ ปัญญาก็เป็นอริยทรัพย์ หมั่นอบรมจิตใจ เวลาเราเข้าสมาธิ
จงให้สติประจำใจ กำหนดสติให้แม่นยำ รักษาจิตใจของเราให้อยู่กับที่
และให้จิตใจปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง กิจการงานของเราเคยทำมาอย่างไรก็ดี
เวลาเข้าที่ให้ปล่อยวางให้หมด ความรัก ความชัง อดีต อนาคต วางปล่อยวาง
ไม่ให้เอาใจใส่เรื่องนั้นๆ ให้มีสติประจำ ไม่ให้มันไปตามอารมณ์เหล่านั้น
ครั้นควบคุมสติได้แล้ว จิตมันอยู่คงที่แล้ว อยู่กับกายของตนแล้ว
ให้มันเห็นกายของตนนั่นแหละ สิ่งอื่นอย่าให้มันมาเป็นอารมณ์ของใจ
ครั้นจะเพ่งเอาอารมณ์ ก็ต้องเพ่งเอาอัตภาพสกณธ์กายของตนนี้ ให้มันเห็น
มันกรรมฐาน ๕ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง พระพุทธเจ้าแจกไว้หมดแล้ว

ไม่ใช่คน ไม่ใช่คน แต่ไปยึดถือมัน ผมไม่ใช่คน ขนไม่ใช่คน เล็บไม่ใช่คน
เราจะมาถือว่า ตัวว่าตนอย่างไรล่ะ ฟันก็ไม่ใช่คน ฟันมันต้องเจ็บต้องคลอน
ต้องโยก ต้องหลุด อันนี้มันไม่ใช่ของใคร

สิ่งเหล่านี้เป็นของกลางสำหรับให้เราใช้ เราต้องหมายเอาใจไว้เสียก่อน
แท้ที่จริงก็ไม่ใช่ของเราอีกนั่นแหละ ถ้าใจเป็นของเราแล้ว
เราบอกว่าเราบังคับคงจะได้ อันนี้ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของใคร
แล้วแต่มันจะไป ถึงคราวมันจะเป็นมันถือกำเนิดขึ้น มันยังไงมันก็ไม่พัง
จะตีมันก็ไม่พังอีกแหละ

เพราะเหตุนั้นมันจึงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เราต้องรู้เท่ามัน เวลาเราภาวนา
อย่าให้มันอะไรเข้ามาเป็นอารมณ์นอกจากสังขารตัวนี้
มันก็ให้เห็นเป็นอนิจจัง ให้เห็นไตรลักษณ์ ผม ขน เล็บ หนัง ฟัน กระดูก
เห็นเป็นไตรลักษณ์ แล้วก็ให้เห็นเป็นปฏิกูลสัญญาของโสโครกน่าเกลียด
ให้เห็นมันเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา

แล้วก็ไม่ใช่จริงๆ ผม ขน เล็บ หนัง ฟัน กระดูก ไต หัวใจ ตับ ม้าม พังผืด
อาหารใหม่ อาหารเก่า มันไม่ใช่เราทั้งนั้น ถ้าแจกออกไปไม่ต้องไปยึดถือนะ
ไม่ใช่นะ พระพุทธเจ้าว่า

เรายังไม่ยึดถือว่าผมของเรา ขนของเรา เล็บของเรา ฟันของเรา
อันนั้นแหละห้าม บางทีจิตของเราใจของเราถูกกับอันหนึ่งอันใด
ก็เอาอันเดียวเท่านั้นแหละพระพุทธเจ้าแจกไว้ แต่ว่าจริตของคนนิสัยของคน
มันถูกอันไหนก็เอาอันนั้นแหละ จิตมันหยุดจิตมันสงบกับพุทโธ จิตใจกับพุทโธ
มันก็อยู่กับพุทโธ

อาตมามันถูกกับพุทโธ ตั้งใจเอาไว้ ปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง
กำหนดเอาสติรักษาใจไว้ เอาพุทโธไม่เผลอสติ ให้เห็นพุทโธตั้งอยู่กลางใจนี้
ไม่สบายเลยหาย อาตมานิสัยถูกกับพุทโธ บริกรรมอัฐิกระดูก บางทีมันก็ถูก
ถูกมันก็ปรากฏเห็นกระดูกหมดทั้งสกนธ์กาย

พระ พุทธเจ้าต้องการให้จิตมันเห็นจิต มันไม่เห็นให้บริกรรมให้เห็น
ต้องการให้มันเบื่อหน่าย ให้มันเห็นว่าไม่ใช่ตน สิ่งเหล่านี้ ธาตุทั้ง ๑๘
ก็ดี ล้วนตกอยู่ในไตรลักษณ์ทั้งนั้น
อายตนะก็ดีตกอยู่ในไตรลักษณ์หมดทั้งนั้น เรามาสำคัญว่าหู ว่าจมูก ว่าตา
ว่าลิ้น ว่ากาย ว่าใจเป็นของเรา เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่น
นั่งก็ให้มีความเจ็บ เจ็บบั้นเอว ปวดหลัง ปวดเอว ปวดขาอะไรนั้น
สมาธิก็ต้องออก ท่านจึงให้สู้มัน ไม่ต้องหลบมัน
เราจะสู้ข้าศึกก็ต้องอย่างนั้นแหละ ต้องมีขันติความอดทน
ทนสู้กับความเจ็บปวดทุกขเวทนา ดูมัน จิตมันถูกอันใดอันหนึ่ง

เมื่อเราสกัดกั้นไม่ให้มันแส่ส่ายไปตามอารมณ์ภายนอก มีรูป เสียง กลิ่น รส
สัมผัส เป็นต้น เรียกว่ากามคุณ ๕ ไม่ให้ไปจดจ่ออยู่กับสิ่งเหล่านั้นแล้ว
มันจะอยู่ที่ มันก็ว่างอารมณ์ ไม่มีอารมณ์เข้ามาคลุกคลีดวงจิตแล้ว จิต
ตั้งมั่นเรียกว่าจิตว่าง ไม่มีอะไรมาพลุกพล่าน เหมือนกันกับน้ำในขัน
หรือน้ำอยู่ที่ไหนก็ตาม เมื่อมันไม่กระเพื่อมแล้วมันนิ่ง
ก็เห็นสิ่งทั้งปวงอยู่ในก้นขัน ต้องเห็น เห็นอันนี้
เห็นแล้วเราต้องสละปล่อยวาง มันจะเห็นโลภะ โทสะ โมหะ ราคะ

เรามี เราจะได้พยายามละถอนสิ่งเหล่านี้ออก ปล่อยจิตว่างแล้วจิตสบาย
เพราะจิตเป็นหนึ่ง ไม่ขุ่นมัว เพราะไม่มีอารมณ์มาฉาบทาดวงจิตแล้ว
ดวงจิตใส ดวงจิตขาว จิตก็เย็น มีแต่ความสบาย มีความสุขรู้เท่าสังขาร
รู้เท่าสิ่งทั้งปวง รู้เท่าความเป็นจริงแล้ว เกิดอันใดอันหนึ่งก็ดี
หรือไม่ก็ครบรอบก็ดี เมื่อพิจารณาอันใดอันหนึ่งแล้ว
จิตของเราไม่มีความหวั่นไหวต่อสิ่งทั้งปวง ถึงมรณะจะมาถึงก็ตาม
ทุกขเวทนาเจ็บปวดมาถึงก็ตาม ไม่มีความหวั่นไหวต่อสิ่งเหล่านั้น

เมื่อรู้เท่าความเป็นจริงแล้ว ความติฉินนินทาก็ตาม
ไม่มีความหวั่นไหวต่อสิ่งเหล่านั้น เสื่อมลาภก็ตาม เสื่อมยศก็ตาม
เสื่อมสรรเสริญรักชอบก็ตาม ไม่เอาใจใส่เอามาเป็นอารมณ์
มันก็มีความสุขเท่านั้น

จะหาความสุขใส่ตนก็มีแต่ฝึกฝนทรมานตนนั่นแหละ

พระพุทธเจ้าท่านว่า สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ
ให้ทรมานจิตฟอกฝนจิตของเรา ฝนจิตให้มันว่าง ให้มันรู้เท่าความเป็นจริง
ไม่ยึดมั่นถือมั่น จิตนั่นแหละจะทำประโยชน์มาให้ในชาตินี้ คือนำความสุข
คือนิพพานมาให้ หรือจิตเรายังไม่พ้น ก็จะนำสวรรค์มาให้
นำเอาความสุขมาให้ตราบเท่าตลอดเวลา ตราบเท่าชีวิต
แล้วมีสติคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป

คัดลอกจากหนังสือ "ประหนึ่งเพชรส่องสกาว หลวงปู่ขาว อนาลโย"

ที่มา http://board.palungjit.com/f4/หลวงปู่ขาวสอนว่า-นั่งสมาธิมันเจ็บให้ดูมัน-เวทนาต่างหาก-ไม่มีตัวเรา-211033.html

โดยคุณ ธัชกร

อนาลโยวาทะ หลวงปู่ขาว อนาลโย

อนาลโยวาทะ
จัดพิมพ์เป็นธรรมทาน โดย อวย-ส่งศรี เกตุสิงห์
เพื่อความสุขปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๘

คำนำ

พระ อาจารย์ขาว อนาลโย แห่งวัดถ้ำกลองเพล จังหวัดหนองบัวลำภู
เป็นผู้ที่ได้รับความยกย่องทั่วไปว่าเป็นเอกผู้หนึ่งในกระบวนพระกรรมฐานสมัย
นี้ โดยเฉพาะเทศน์ของท่านเป็นที่จับใจของคนหมู่มากในด้านเนื้อหาสาระทางธรรม
สำนวนโวหารและความเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด ข้อนี้ปรากฏจากความนิยมในหนังสือ
"อนาลโยวาท" ซึ่งผู้เขียนได้รวบรวมและได้จัดพิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในงานพระราชทานเพลิง
เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ ด้วยความร่วมมือของผู้ศรัทธาร่วมกัน
หนังสือหลายหมื่นเล่มยังเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย

ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๘ ผู้เขียนและ ม.ร.ว. ส่งศรี เกตุสิงห์
มีความศรัทธาอยากจะเผยแพร่ธรรมะของท่านอาจารย์ขาวให้กระจายออกไปอีกในหมู่
เพื่อนพุทธศาสนิก
แต่จะพิมพ์ตามฉบับที่แจกในงานพระราชทานเพลิงศพก็ไม่มีกำลังพอ
จึงแยกเอาแต่บางตอนที่เป็นข้อสั้น ๆ ออกมาพิมพ์ได้ ๔๒
ตอนเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ที่สนใจ

ถ้าหากคณะศรัทธาคณะใดประสงค์จะพิมพ์หนังสือนี้อีกเพื่อเผยแพร่ธรรมะ
ผู้เขียนก็อนุโมทนาด้วย และเต็มใจอนุญาต
ขอเพียงแจ้งให้ทราบความประสงค์ก่อนเท่านั้น

บุญกุศลใดๆ ซึ่งเกิดจากการพิมพ์หนังสือเล่มนี้
เราทั้งสองขออุทิศให้แก่บุรพชนทั่วไป
และแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายตลอดจนเพื่อร่วมโลกด้วย


อวย-ส่งศรี เกตุสิงห์
๑๖ ซอยพระราชครู ถนนพหลโยธิน
กทม. ๑๐๔๐๐, โทร. ๒๗๙๙๖๔๖

อนาลโยวาทะ
ธรรมโอวาทของพระอาจารย์ขาว อนาลโย


๑. พระพุทธเจ้าว่าเราเป็นผู้แนะนำสั่งสอนทาง ทางออกจากโลกก็ดี
ทางไปสวรรค์ก็ดี ทางไปนิพพานก็ดี
เราตถาคตเป็นผู้แนะนำสั่งสอนให้เท่านั้นแหละ ตนนั่นแหละ
พวกอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายต้องทำเอาเอง แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พระสาวกทั้งหลายก็ทำเอาเองทั้งนั้น ตนและทำให้ตน
ตนจะออกจากโลกก็แม่นตนตั้งอกตั้งใจทำใส่ตน
ตนจะติดอยู่ในโลกก็แม่นใจของตนมาอยากไป เพราะหลงตนหลงตัว

๒. ธรรมทั้งหลาย จะทำดีทำกุศลก็ใจนี่แหละเป็นผู้ถึงก่อน เป็นผู้ถึงพร้อม
จะทำบาปอกุศลก็ใจนี่แหละ จะผ่องแผ้วแจ่มใสเบิกบานก็ใจนี่แหละ
จะเศร้าหมองขุ่นมัว ก็ใจนี่แหละ
ใจเศร้าหมองขุ่นมัวแล้วก็ไม่มีความสุขอยู่ในโลก
จะอยู่ที่ไหนก็ไม่มีความสุข ครั้นใจผ่องแผ้วละก็ พระพุทธเจ้าท่านว่า
มนะสาเจปนะสันเนนะ บุคคลผู้มีใจผ่องแผ้วดีแล้ว แม้จะพูดอยู่ก็มีความสุข
แม้จะทำอยู่ก็มีความสุข ตโตนะ สุขะมัธเนวติ อยู่ที่ไหนๆ ก็มีความสุข
มีความสุขเหมือนเงาเทียมตนไป

๓. ทุกข์เป็นของจริงอันประเสริฐ มันมาจากไหน ค้นขึ้นไปซิ
เห็นแต่ว่ามาจากโง่นั่นแหละ ดวงจิตเป็นผู้โง่ มันจึงต้องเป็น
ต้องเดือนร้อน มันจึงใคร่ มันจึงปรารถนา มันจึงอยากเป็นนั่นเป็นนี่
มันไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่เพราะเกลียด เพราะชัง มันชังมันก็ไม่อยากเป็น
แล้วก็หาของมาแก้ไข หาคิดอีหยังมาทา หนังเหี่ยวก็เอามาทา ลอกหนังออก
มันได้กี่วัน มันก็เหี่ยวอย่างเก่า

๔. อวิชชา (เป็นเหตุ) ให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป ท่านว่าให้ดับความโง่อันเดียวเท่านั้น
ผลดับหมด เพราะธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ ธรรมทั้งหลาย ดีก็ดี ชั่วก็ดี
ไหลมาแต่เหตุ คือความโง่ ความไม่เข้าใจ คิดว่าเป็นตัวเป็นตน
ก็ได้รับผลเป็นสุข เป็นทุกข์สืบไป ท่านเรียกว่า วัฏฏะ การวน
วนไม่มีที่สิ้นสุด

๕. จิตเมื่อทำความชั่วไว้แล้วมันก็ไม่ลืม
ใครไม่ต้องการสักคนหมดทั้งนั้นความชั่วบาปกรรม ให้คิดดู
นักโทษเขาลักเขาปล้นสะดมแล้ว
เขาก็หลบหนีไปซ่อนอยู่ตามป่าตามเขาตามถ้ำตามดง
เพราะเขาไม่ปรารถนาจะให้พวกตำรวจไปจับเขา อันนั้นมันก็ไม่พ้นดอก บาปน่ะ

๖. นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
อายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ เห็นรูปมากระทบตา เกิดวิญญาณขึ้นที่นี่
เสียงมากระทบหู เกิดวิญญาณขึ้นที่นี่อีก (ถ้า) รูปดี ก็เกิดความยินดี
ชอบใจ เป็นสุขเสทนา อยากได้ (ถ้า) รูปไม่ดี เกลียดชัง เกิดทุกขเวทนา
ไม่อยากได้ ก็เป็นทุกขเวทนาขึ้น ตัณหาเกิดขึ้น เป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน
ยึดมั่นถือมั่นว่าขันธ์ของตน ตัวของกู กูไปอยู่ที่โน่น ก็ไปอยู่ที่นี่
กูเป็นพระ กูเป็นเณร เมื่อมีอุปาทาน ก็เป็นเหตุให้อยาก เป็นเหตุให้เกิดภพ
คือกามเทพ รูปภพ อรูปภพ เกิดภพแล้วเป็นเหตุให้เกิดชาติ
เกิดชาติเป็นเหตุให้เกิดชรา มรณะ เกิดโสกะ ประเทวะ ทุกขโทมนัสอุปายาส
ความคับแค้นอัดอั้นตันใจอยู่ในสังขารจักร นี่แหละ (ถ้า)
ดับความโง่อันเดียวเท่านั้นแหละ ผลไม่มี ดับเหตุแล้ว ผลก็ดับไปตามกัน

๗. กุลบุตรผู้รักษาศีล ถึงพร้อมด้วยศีลบริบูรณ์แล้ว ย่อมมีความสุข
แม้จะเข้าไปคบหาษมาคมกับบริษัทใดๆ ก็ตาม บริษัทกษัตริย์ก็ตาม
บริษัทคหบดีก็ตาม บริษัทสมณพราหมณ์ก็ตาม เป็นผู้องอาจกล้าหาญ
ไม่มีความครั่นคร้ามต่อผู้คน เพราะคิดว่าเราบริสุทธิ์ดีแล้ว
ถึงไม่มีความรู้ก็ตาม
ไม่คิดกลัวว่าคนอื่นเขาจะมาโทษเราว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์อย่างนั้นอย่างนี้
ไม่คิดอย่างนั้น ไม่กลัว แล้วก็เป็นที่รักของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
เป็นที่รักแก่สัตว์ทั้งหลายด้วยกัน คนผู้มีศีลดีแล้วย่อมใจเย็น
จิตมันหยั่งเข้าไปถึงกัน

๘. พระพุทธเจ้าว่าธรรมะไม่อยู่ที่อื่น อยู่ที่สกนธ์กายของทุกคน
ดูจิตใจของตนนี้ให้มันเห็นความจริงของมัน พระพุทธเจ้าว่า
สกนธ์กายของเรานี้มันเป็นทุกข์ สกนธ์กายนี้ไม่เที่ยง
ก้อนอันนี้ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ ธรรมทั้งหลายไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์
มันอยากจะเป็นไปอย่างใด ก็เป็นไปตามธรรมชาติของมัน กิริยาของมัน
มันไม่ฟังคำเรา อยากแก่ มันก็แก่ไป อยากเจ็บ มันก็เจ็บไป อยากตาย
มันก็ตายไป ธรรมเหล่านี้ไม่ใช่ของใคร ให้พิจารณาดูให้เห็นเป็นก้อนธรรม
มันไม่อยู่ในบังคับบัญชาของใครทั้งนั้น มันเป็นทุกข์ มันเป็นอนิจจัง
มันเป็นอนัตตา ตกอยู่ในไตรลักษณ์ เป็นผู้หญิง ผู้ชายก็สมมติทั้งนั้น

๙. ให้พากันตั้งใจ วันหนึ่งๆ เราจะนั่งภาวนา นั่งภาวนาก็ให้นั่งขัดสมาธิ
ตั้งกายตรง ดำรงสติ อย่าปล่อยใจ ให้ตั้งสติอยู่กับใจ
ให้เอาพุทโธเป็นอารมณ์ ทีแรกว่า "พุทโธ ธัมโม สังโฆ, พุทโธ ธัมโม สังโฆ,
พุทโธ ธัมโม สังโฆ" สามหนแล้ว จึงเอาแต่พุทโธอันเดียว ทำงานอะไรอยู่ก็ได้
พระพุทธเจ้าท่านบอกทำได้ทุกอิริยาบถ ได้ทั้งสี่อิริยาบถ ยืนก็ได้
เดินก็ได้ นั่งก็ได้ นอนก็ได้หมด นอนไม่เป็นท่าดอก เอนลงไปเดี๋ยวก็
"เอาสักงีบเถอะ" เดินนั่นแหละดี นั่งกับยืนก็ได้ ได้ทั้งสี่อิริยาบถ
พากันทำเอา ความมีอัตตภาพ นี่มันเป็นทรัพย์ภายนอก เงินทองแก้วแหวน
บ้านช่องเรือนชานต่างๆ ที่หามาได้ ก็เป็นทรัพย์ภายนอก
ติดตามเราไปไม่ได้ดอก เมื่อตายแล้วก็ทิ้งไว้ กายอันนี้เมื่อตายแล้ว
ก็นอนทับถมแผ่นดินอยู่ไม่มีผู้ใดเก็บ

๑๐. ถ้ามีสติกำหนดเข้ามา จะรู้ทุกเวลาว่าจิตของเรามีราคะไหม
หรือหายแล้วไม่มี ก็จะรู้จำเพาะตนนี้ ดูโทสะ มีอยู่หรือหายโทสะแล้ว
ดูโมหะ ความโง่เขลาความหลง ยังมีอยู่ก็จะรู้
หรือจิตของเรามันหายโทสะหายโมหะแล้วก็จะรู้
พระพุทธองค์จึงให้พิจารณาเข้ามาให้เห็น เห็นอันนี้เรียกว่าเห็นธรรม
จิตของตนเป็นอย่างไร จิตของตนเป็นกุศล มีเมตตา
มีวิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่ หรือมันยังมีราคะ โทสะ โมหะ
ครอบงำอยู่ก็จะรู้ แล้วจะได้แก้ไขตัวมัน รีบปลดเปลื้องออกไป
รีบเร่งทำความเพียร ขับไล่สิ่งที่เศร้าหมอง คือ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ
ออกไป ให้มันเบาบางไป ออกจากขันธสันดาน
ดวงจิตบริสุทธิ์ผุดผ่องทำให้คนบริสุทธิ์ ทำให้คนมีสิริ มีโภคทรัพย์
ก็เพราะคนเป็นผู้ทำความดี มีศีล
ศีลที่บริบูรณ์แล้วย่อมเป็นที่มาแห่งโภคทรัพย์

๑๑. ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นว่าขันธ์ของตน
ว่าตัวของกู กูไปอยู่ที่โน่น กูไปอยู่ที่นี่ กูเป็นพระ กูเป็นเณร อุปาทาน
เมื่อมีอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นเหตุให้อยากนั่นแหละ
เป็นเหตุให้เกิดภพ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เกิดภพแล้วเป็นเหตุให้เกิดชาติ
เกิดชาติ ก็เป็นเหตุให้เกิดชรา มรณะ เกิดโสกปริเทวทุกข โทมนัสสุปายาสา
ความคับแค้นอัดอั้นตันใจ อยู่ในสังสารจักร นี่แล
ตับความโง่อันเดียวเท่านั้นและ ผลไม่มี ตับเหตุแล้ว ผลก็ดับไปตามกัน ผล
(ที่กล่าวนี้) คือได้รับความทุกข์ ความสุขไม่มี (ดับ)
คือดับอวิชชาความโง่ นั่นแหละตัวเหตุตัวปัจจัย

๑๒. เราอย่าหมั่นขยันแต่ทำบาป ให้ขยันแต่ทำดี ทำความบริสุทธิ์
ทำบุญทำกุศลนี้ ให้หมั่นทางนี้ บาปด่ากัน บาปมันขึ้นมาหน้าแดง เรานี้เฮ็ด
(ทำ) บาป คือขยันแท้ ไปขยันใส่บาป ครั้นรู้จักว่าบาปก็บ่ขยันแล้ว
จึงว่าให้กลัวบาป คำเถียงกันด่ากัน ทะเลาะวิวาทเบียดเบียนกัน เป็นบาป
อย่าไปขันใส่มัน ให้หลีกไปไกล ให้เอาใจเว้น อย่าเอาใจใส่
ครั้นเว้นแล้วมันก็บ่มีความเดือดร้อน ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม
เราบ่ว่าใส่เขาดอก เขาติฉินนินทาเขาก็ว่าใส่เขาเอง ปากของเขาก็อยู่ที่เขา
หูเขามันก็อยู่ที่เขา

๑๓. อัตตภาพเป็นของกลาง ไม่ใช่ของใครทั้งหมด ก้อนใครก้อนเรา
เป็นของได้มาอันบริสุทธิ์ เกิดมาชาตินี้ก็เป็นผู้สมบูรณ์บริบูรณ์
พ้นจากใบ้บ้าบอดหนวก เสียจริต
มีร่างกายตาหูจมูกลิ้นกายใจสมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว เราก็ควรพากันพิจารณาว่า
เราเกิดมาชาตินี้ได้สมบัติอันสมบูรณ์แล้ว เราต้องเอามันทำประโยชน์เสีย
เอากะในเสีย อย่าไปปล่อยให้มันแก่ขึ้นตายขึ้นซื่อๆ
สมบัติอันนี้เป็นแต่ภายนอกเอานำมันเสีย เอาทรัพย์ภายใน เอาอริยทรัพย์
ทรัพย์อันติดตามตนไปได้ ทรัพย์สมบัติที่เราแสวงหาอยู่ในชาตินี้
ได้เป็นมหาเศรษฐีได้เป็นอิหยังก็ตาม เป็นของกลางหมด
เป็นทรัพย์ภายนอกที่เราได้อาศัยมันชั่วชีวิตนี้เท่านั้น
ครั้นขาดลมหายใจแล้ว สมบัตินี้ก็เป็นสมบัติของโลก
อัตตภาพร่างกายนี้ก็เป็นสมบัติของโลก มันเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ

๑๔. ประโยชน์ตนคือทำความเพียร คือทำจิตให้สงบ เป็นสมาธิ
จิตมันดีแล้วให้มันสงบเป็นสมาธิ ครั้นมันเป็นสมาธิแล้ว
ทำให้มันแน่วแน่มีอารมณ์อันเดียวแล้ว ก็จิตนั่นแหละ
มันจะเป็นดวงปัญญาขึ้นมา มันจะส่องแสง มันมีกระแสจิตพุ่งออกมา
พิจารณากายอีก ซ้ำอีก มันก็จะเห็นชัด ครั้นมันสงบแล้ว
พระพุทธเจ้าก็ให้พิจารณาสัจของจริงทั้งสี่ สัจธรรมของจริง
ของจริงของดีพระพุทธเจ้า ของพระสาวกผู้ได้ยินได้ฟังแล้วเห็นจริงอย่างนั้น
จริงอย่างไร ดีอย่างไร ดีเพราะว่าเหมือนดังพระสาวก
ท่านทั้งหลายเบื้องต้นก็เป็นปุถุชนนี่แหละ
เมื่อได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า พิจารณาตามเห็นตาม
เห็นแล้วเกิดนิพพิทาในเบญจขันธ์ว่า มันไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงของใช้
ไม่ใช่ของเรา นี่แหละเห็นจริงชัดแล้ว ก็ละถอนปล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่น
ทำให้ปุถุชนเป็นพระอริยเจ้าได้ จึงว่าของจริง

๑๕. ตัณหาว่าความใคร่ ความใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจ มันเป็นตัณหา
ครั้นดิ้นรนอยากมาได้แล้วก็อยากเป็น ทีนี้มันเป็นตัณหาขึ้น
อยากเป็นคืออย่าง (อยาก ?) เป็นอินทร์เป็นพรหม เป็นจักรพรรดิ
เป็นเศรษฐีคหบดี อยากเป็นเพราะตัณหา มีตัณหาสาม ความใคร่เรียกว่ากามตัณหา
ความดิ้นรนอยากได้เป็นภวตัณหา วิภวตัณหาคือความไม่อยากเป็น ไม่อยากมี
เหมือนผมหงอก ฟันหัก ร่างกายหดเหี่ยวตามืดตามัว ความแก่ไม่อยากเป็น
อารมณ์ที่ไม่ชอบก็ไม่อยากพบไม่อยากเห็น ไม่อยากเป็น นี่เรียกว่าวิภวตัณหา
มีความขัดเคือง ตัณหานี่เป็นเหตุให้จิตใจเกิดทุกข์ เพราะเหตุฉะนั้น
พระพุทธเจ้าจึงให้พิจารณาให้เห็นทุกข์เสียก่อน อันใดเป็นทุกข์
อัตตภาพรางกายทั้งหมดทั้งก้อนนี้เป็นทุกข์ ทุกข์มาจากความเกิด

๑๖. ธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ อะไรเป็นตัวเหตุ ตัวเหตุคืออวิชชา
ความโง่นั่นแหละมันไหลมา อะไรเป็นอวิชชา จิตโง่นั่นแหละเป็นอวิชชา
อะไรเป็นสนิมของอวิชชา มันนั่นแหละเป็นสนิมของมันเอง เหมือนกันกับเหล็ก
เหมือนกันกับดาบและมีด ครั้นไม่ลับมันอยู่นานๆ ใครเอามาใส่ สนิมน่ะ
มันก็เกิดขึ้นของมันเอง มันขนเอามาเอง
หมักหมมทำให้เกิดสนิมจนว่าจิตดำจิตมืดน่ะ มันเองแหละเป็นสนิมของมัน
เมื่อทำสนิมให้มันออกจากดวงจิตนี่แล้ว จิตตัง ทันตัง สุขสวะหัง
ให้เป็นผู้หมั่นพยายามหัดทรมานสั่งสอนมัน อย่าไปปล่อยตามใจมัน (ให้)
มีความรู้เท่ามัน อย่าไปตามใจมัน หัดให้มันอยู่ในอำนาจของสติ สติควบคุม
ขัดไปขัดมามันก็ขาวหรอก จิตผ่องแผ้วดีแล้ว
จะพูดอยู่ก็ตามมีความสุขทั้งนั้น จะทำการทำงานอยู่ก็มีความสุขทั้งนั้น

๑๗. ธรรมทั้งหลายก็อยู่ที่นี่แหละ อยู่ที่สกนธ์กายของเรา
ไม่ต้องไปหาเอาที่อื่นดอก มีครบบริบูรณ์หมด สติปัฏฐานทั้งสี่ก็แม่น
เราควรทำเอา ท่านให้พิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต ให้พิจารณาธรรม ๔
อย่าง แล้วพิจารณาอันใดอันหนึ่งเท่านั้นแหละ ไม่เอาหมดทุกอย่างดอก
สัมมัปปธานสี่ ก็มี เพียนละบาป ให้เพียรบำเพ็ญบุญ สัมมัปปธานสี่ มีว่า
ปหานปธาน ประหารบาป ละบาป บาปปรากฏขึ้นที่จิตนี่แหละไม่เกิดจากที่อื่น
เพราะจิตไปรวบรวมอารมณ์เอาภายนอก อารมณ์ภายนอกก็หมายเอาห้าอย่าง
รูปเสียงกลิ่นรส เครื่องสัมผัส มันไปรวบรวมเอามาปรุงมาคิด พิจารณากาย
มันก็ไปถูกเวทนานั่นแหละ ครั้นจะพิจารณาจิตมันก็ไปถูกธรรม
จิตมันเกิดขึ้นกับใจเรียกว่าธรรมารมณ์ สี่อย่างนี้ ธรรมารมณ์ก็ไม่ใช่อื่น
คืออดีตที่ล่วงมาแล้วไปนึกเอามา ดีชั่วอย่างไรก็นึกเอามา
มาหมักหมมที่ใจนี้ อนาคตยังไม่มาถึงก็เหนี่ยวเอามา
เอามาเต็มอยู่ในปัจจุบันนี้ เรียกว่าธรรมารมณ์

๑๘. คนจะก้าวล่วงทุกข์ได้เพราะวิริยะความเพียร เพียรทำทุกสิ่งทุกอย่าง
ความดีความงามทุกสิ่งทุกอย่างควรทำความเพียร ชื่อว่าคนไม่ประมาท
ผู้ที่ข้ามมหานรกพ้นสมมติได้ก็เพราะไม่เป็นผู้ประมาทในคุณงามความดี
ทางบุญทางกุศล คนประมาทมันมักทำบาปทำกรรมใส่ตน
คนประมาทชีวิตจะยาวร้อยปีก็ตาม ก็เหมือนกันกับคนตายแล้ว คนไม่ประมาทชีวิต
เขาจะเป็นอยู่วันเดียวก็ยังดีกว่าผู้ประมาทเป็นอยู่ร้อยปี
นั่นประเสริฐกว่า

๑๙. ความทุกข์มันเกิดจากความอยากความใคร่ ภวตัณหาความอยากได้
อยากเป็นอยากมี อยากกอบโกยเอา อยากได้มาเป็นของตัว อยากเป็นเศรษฐีคหบดี
อยากเป็นราชามหากษัตริย์ เรียกว่าภว ความอยากเป็นอยากมี
ความไม่พอใจเหมือนอย่างความแก่หง่อมแห่งชีวิต ความเปลี่ยนแปลงแห่งชีวิต
ความมีหนังหดเ******่ยวเป็นเกลียว ผมหงอกฟันหัก อันนี้ไม่พอใจ เสียใจ
อยากให้มันเป็นหนุ่มตึงอยู่เหมือนเก่า ผมหงอกมันก็เอายาดำๆ มาย้อม
แล้วมันก็ป่งขึ้นอีก มันก็ขายหน้าล่ะ มันก็ดำอยู่ปลายนั่น โคน ๆ มันก็ขาว
มันก็ขายหน้าอีก แล้วก็ไม่พอใจ นี่เรียกว่า วิภวตัณหา
ตัณหาสามอย่างนี้แหละเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

๒๐. (ซ้ำกับข้อ ๑๔)

๒๑. ความทุกขกายเป็นสัตวทุกข์ มีอยู่เป็นสิ่งธรรมดา
ให้เราตั้งสติอบรมจิตใจของเราอย่าให้มันไปยึดถือร่างกาย
ถ้าแม้นมันไม่ยึดถือแล้ว ก็จะอบรมจิตใจของเราให้มันสบาย
หายใจไม่สบายนี่มันทุกข์หลาย
มันทุกข์ก็เพราะยึดเอาอารมณ์นั่นแหละเข้ามายึดถือ อารมณ์ทั้งหลาย
อารมณ์ที่พอใจ มันก็ยึดเข้ามา อารมณ์ที่ไม่พอใจมันก็ยึดเข้ามา
ยึดเข้ามาแล้วก็มาเผาใจ ไม่พอใจก็เป็นเหตุให้คับแค้นใจ อารมณ์ที่พอใจนั้น
เมื่อมันพลัดพรากไปก็ใจถูกเผาอีก เป็นเหตุให้โศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ถึงกัน
สิ่งที่พลัดพรากเป็นวัตถุภายนอกก็ตามหรือแม้ญาติมิตรก็ตาม
พลัดพรากจากไปมันก็เป็นทุกข์ ก็เพราะไม่รู้เท่าอารมณ์
พระพุทธเจ้าว่าของเก่า ของพวกนี้เคยมีมาตั้งแต่เก่า
ไม่ใช่จะมีมาเดี๋ยวนี้ เราเกิดมาชาตินี้จึงมาพบปะกันในชาตินี้
สิ่งที่พอใจก็ดี ไม่พอใจก็ดี พบปะอยู่ทุกภพทุกชาติ

๒๒. เวลาล่วงไป ชีวิตของเราก็ล่วงไป ล่วงไปหาความตาย
มนุษย์เป็นสัตว์อันสูงสุด อันนี้เป็นเพราะเราได้สมบัติอันดีมา
ปุพเพกะตะปุญญะตา บุญกุศลคุณงามความดีเราได้สร้างมาหลายภพหลายชาติแล้ว
เราอย่าไปเข้าใจว่าเราเกิดมาชาติเดียวนี้
ตั้งแต่เราเทียวตายเทียวเกิดมานี่นับกัปนับกัลป์อนันตชาติไม่ได้
แล้วจะว่าเหมือนกันได้อย่างไรล่ะ เมื่อเราเกิดมาก็มีแต่วิญญาณเท่านั้น
พอปฏิสนธิก็เอาเลือดเอาเนื้อพ่อแม่มาแบ่งให้
ได้อัตตภาพออกมาแม้กระนั้นก็ไม่มีสัตว์มาเกิด ต้องอาศัยจุติวิญญาณ

๒๓. มีใจนั่นแหละเป็นใหญ่ มีใจนั่นแหละเป็นหัวหน้า
มีใจนั่นแหละประเสริฐสุด สิ่งทั้งหลาย บาปก็ดี บุญก็ดี สำเร็จแล้วด้วยใจ
มนะนี่แหละแปลว่าใจ ครั้นใจไม่ดี มนสา เจ ปทุฏเฐนะ ใจไม่ดี ใจเศร้าหมอง
ใจขุ่นมัว ลุอำนาจแห่งความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วใจเศร้าหมอง
แม้คนนั้นจะพูดอยู่ก็ตาม จะทำการงานด้วยกายอยู่ก็ตาม
ความทุกข์นั้นเพราะจิตเศร้าหมอง จิตไม่ดีแล้ว
ความทุกข์นั้นย่อมติดตามผู้นั้นไป
เหมือนกันกับล้ออันตามรอยเท้าโคไปอย่างนั้น นะสา เจ ปสันเนนะ
ครั้นจิตผ่องใส จิตผุดผ่อง จิตไม่เศร้าหมองแล้ว
แม้นจะพูดอยู่ก็ตามจะทำการงานอยู่ก็ตาม จะไปที่ไหนก็ตาม
ความสุขย่อมติดตามเหมือนเงาเทียมตนคนไปอย่างนั้น

๒๔. กุศลกรรมทั้งหลายมีสติเป็นเค้าเป็นมูล ครั้นมีสติแล้ว
กุศลธรรมทั้งหลายก็เกิดขึ้น ก็มีแต่ทำความดีทุกสิ่งทุกอย่าง
รู้แล้วอย่างนี้ก็ให้พากันหัดสติ มันผิดก็ให้รู้ เราจะทำด้วยกาย
ก็ให้ระลึกนึกได้เสียก่อน เราจะพูดก็ให้ระลึกนึกได้เสียก่อน
จะคิดก็ให้ระลึกนึกได้เสียก่อน มันถูกเราจึงพูด มันถูกเราจึงทำ
มันถูกเราจึงคิดนึก

๒๕. ความไม่ไปร่วม ความไม่มาร่วม ความไม่ประชุมร่วมกับสิ่งที่ชอบใจ
อันนี้เป็นทุกข์ บุคคลปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นสมหวังก็เป็นทุกข์
อันนี้มันมาจากไหน เราได้รับผลอย่างนี้มาจากไหน มันเกิดมาจากความอยาก
เรียกว่ากามตัณหา ความใคร่
ความพอใจในรูปในสิ่งที่มีวิญญาณและสิ่งที่ไม่มีวิญญาณ ความใคร่ ความพอใจ
ทุกข์มันเกิดจากความอยาก ความใคร่

๒๖. อันหนึ่งสมถะ อันหนึ่งวิปัสสนา มันถูกกับจริตอันใด
การภาวนามันสบายก็ให้เอาอันนั้น ถ้ามันถูกกับจริต
จิตก็สงบสบายไม่ฟุ้งซ่านไปที่อื่น จิตรวมอยู่ นั่นแหละมันถูกนิสัย
ครั้นมันไม่ถูกนิสัยแล้ว นึกพุทโธหรืออันใดมันก็ฟุ้งซ่าน หายใจยาก
หายใจฝืดเคือง หมายความว่ามันไม่ถูกจริตของตน อันใดมันถูกจริตมันก็สบายใจ
ใจสว่าง จิตไม่ฟุ้งซ่าน เบื้องต้น ใครเอาอันใดก็เอาอันนั้นเสียก่อน
พิจารณาอาการสามสิบสอง นี่เรียกว่าวิปัสสนา เรียกว่าค้นคว้า

๒๗. คนฉลาดต้องรีบเร่งศึกษาธรรม ท่านทั้งหลายเป็นนักศึกษา
ศึกษาทางโลกมากแล้ว มาศึกษาธรรมะเสียบ้างเป็นการดี ถูกต้อง ขั้นแรกคือศีล
ศีลห้านั่นแหละพอแล้ว ถือให้มันดี ๆ ให้มั่นคง ให้บริสุทธิ์ พอแล้ว
ท่านว่าให้ถือตามฐานะ พวกท่านเป็นนักศึกษา ศีลห้าก็ดีแล้ว
ถ้าใครถือศีลแปดก็ยิ่งดี ถ้าทำได้ ศีลเป็นเครื่องระงับสงบกายวาจา
กายวาจาสงบ จิตก็สงบ เมื่อจิตสงบก็ตั้งมั่น เกิดเป็นสมาธิ จิตมีอำนาจ
มีกำลัง เมื่อจิตตั้งมั่นแท้แล้ว อยากรู้อะไรก็รู้ได้ เกิดปัญญาเห็นแจ้ง
เมื่อมีปัญญาแล้วก็ไม่หลงอะไรอีกต่อไป

๒๘. จิตเดิมมันเป็นของสว่าง เป็นของเลื่อมประภัสสร
แต่อาศัยอาคันตุกกิเลสมันจะเข้ามาปกคลุมรัดรึงให้ขุ่นมัวเร่าร้อน
อาคันตุกกิเลสก็ไม่อื่นไม่ไกลดอก มันไม่พ้นนิวรณธรรมทั้งห้า กามฉันทะ
พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา นี่แหละ
เมื่ออารมณ์เหล่านี้ไม่เข้าครอบงำแล้ว จิตนี้มันก็อ่อน
จิตสว่างไสวควรแก่การงาน การงานที่พิจารณา มันเป็นแสงสว่างขึ้น
นิวรณ์นี้มันมาปกคลุมหุ้มห่อให้จิตเศร้าหมองขุ่นมัวมืดดำ
เมื่อถีนมิทธะความง่วงเข้าครอบงำ ให้มองดูดวงดาว มองขึ้นไปดูอากาศ
หรือไม่ยังงั้นก็ให้นึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ
หรือคุณความดีของเราอย่างหนึ่งที่ได้บำเพ็ญมา
เมื่อระลึกถึงแล้วมันมีความดีใจที่ได้ทำมา มันก็จะหายง่วงเหงาหาวนอน

๒๙. ไปอยู่ที่ใดนั่นมันจะตายเสีย เราตั้งใจแล้วเราตั้งสัตย์อธิษฐานแล้ว
ยังไงมันก็จะให้เป็นชาติสุดท้ายในชาตินี้ การเกิดของเรานี่
เป็นหรือไม่เป็นก็ตาม เราจะทำความเพียรอยู่นั่นแหละ
มันจะตายก็เทียวไปเทียวมาอยู่นี่
ทำมันอยู่นั่นแหละจนตายถ้ายังไม่พ้นทุกข์ ก้อนนี้ก้อนตาย
เกิดมาก็มาพากันตายเสีย แบกทุกข์ยู่อย่างเรานี่ เข้าป่าเข้าดงไปซื่อๆ
เกิดมามีแต่ตายเท่านั้นแหละ เราไม่ประมาท ได้ตั้งใจทำคุณงามความดีแล้ว
ตายมันจะไปทุกข์รึ อย่าทำบาปทำชั่ว อย่าเห็นแก่ปากแก่ท้อง
อย่าเห็นแก่หลับแก่นอน เราสร้างความดีใส่ตนไว้ ความทุกข์ยากลำบากบ่มี
ความสบายใจก็แม่นเราสร้างให้ตน

๓๐. มีพี่ชายกับน้องชายสองคน คนน้องศึกษาเล่าเรียน
พี่ชายบวชแล้วก็เข้าป่าเข้าดงไปเป็นพระกรรมฐาน ธุดงค์ไปอยู่ตามป่าตามดง
พี่ชายได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว กลับมาหาน้องชาย
น้องชายก็อวดว่าเราเรียนพระไตรปิฎกแล้ว ใครจะได้บุญมากกว่ากัน
พี่ชายบอกว่าพี่ชายได้บุญมากกว่า น้องชายก็บอกว่าตัวเองได้บุญมากกว่า
เถียงกันอยู่อย่างนั้น ในที่สุดก็พากันไปหาพระพุทธเจ้าที่เชตวัน
พระพุทธเจ้าเล็งเห็นด้วยญาณแล้วว่า พี่ชายทำกรรมฐานได้บุญมากกว่า
แต่เพื่อให้คนทั้งสองได้เข้าใจด้วยตัวเอง
จึงทรงทำอิทธิปาฏิหาริย์ให้มีน้ำท่วมเต็มไปหมด พระพุทธเจ้าถามว่า
มาตามทางเห็นอะไร ตอบว่าเห็นแต่น้ำ น้องชายน้ำท่วมแค่เอว
แต่พี่ชายท่วมแค่หลังตีนบางแห่งพี่ชายท่วมแค่หน้าแข้ง
แต่น้องชายท่วมมิดหัวเลย นี่ก็เห็นแล้วว่าใครมีบุญมากกว่ากัน
ใครได้รับอานิสงส์มากกว่ากัน

๓๑. คนตายตายไปแล้ว เราอยู่ก็ตาย มันจะกลัวตายไปทำไม
ความตายมาถึงละหวั่นไหว พระพุทธเจ้าบอกไม่ให้หวั่นไหว
ได้ความสรรเสริญก็ดีใจ แต่มันไม่เที่ยง
ความนินทาติเตียนก็มีในโลกนี้มีแต่มันไม่เที่ยง ลาภเกิดขึ้นก็มีในโลก
แต่มันก็เสื่อมไป ความสรรเสริญเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป
ความสุขเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป ความนินทาเกิดขึ้นก็เสื่อมไป
สิ่งไหนล่ะจะเอามาเป็นสาระแก่นสาร เราจะไปยึดไปถือทำไม ปล่อยวางให้หมด
ทำจิตให้เป็นอารมณ์เดียว ให้เป็นพุทโธๆ พุทโธคือผู้รู้ ให้ใจเราเบิกบาน
อย่าให้ใจเราเศร้าหมอง ครั้นใจเราเศร้าหมอง
ต้องชำระสะสางให้ใจเราเบิกบานอย่าให้ขุ่นมัว ให้ดูใจของตนนี่
เราจะได้บุญที่สุดก็เพราะจิตสงบวิเวก

๓๒. ละบาปอกุศล สัพพะ ปาปัสสะ อะกะระณัง
เพียรละบาปทั้งหลายทั้งปวงในสันดาน กุสะลัสสูปะสัมปะทา
ตั้งใจทำความดีตลอดไตรมาสสามเดือนให้บริบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง
อันนี้แหละพระพุทธเจ้าว่า ทำกุศลให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท
สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ฝึกฝนใจของตน สั่งสอนใจของตน
อย่าไปเพ่งโทษคนอื่น ให้เพ่งดูตน คนอื่นเขาดีก็ดีเขา เขาชั่วก็ชั่วเขา
จิตใจของเราเป็นอย่างไร มัวแต่เพ่งโทษคนอื่นอยู่ มัวดูคนอื่นอยู่
มันเป็นบาปเป็นกรรม ชำระจิตใจของตนให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง

๓๓. เราจะรบข้าศึก อาวะของเราพร้อมหมดแล้วแต่เราไม่ตั้งใจทำ
จะปลูกบ้านปลูกเรือนก็ไม่ปลูก หาของมาพร้อมหมดแล้ว
แล้วก็ตั้งอยู่นั่นแหละให้ชำรุดทรุดโทรมเสีย ทิ้งไว้ซื่อๆ
ไม้ก็ดีไม่มีประโยชน์ เราตั้งไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ต้องอาศัยทำ
ให้พากันทำอิริยาบถ ยืนเดินนั่งนอน พระเจ้าทั้งห้า
ไม่ได้ห้ามเป็นพระเจ้าทั้งห้า นิสัยจริตของเรามันถูกกับอะไร จะ
พุทโธพุทโธ ธัมโมธัมโม หรือสังโฆสังโฆ หรือผมขนเล็บฟันหนัง
เอาอย่างหนึ่งๆ มันถูกอันไหน มันถูกจริต มันก็สงบ จิตสงบขึ้น
จิตไม่ฟุ้งซ่าน หมายความว่ามันถูก เราบริกรรมว่า พุทโธ-พุทโธ-พุทโธ
แล้วจิตเบิกบาน จิตเยือกเย็น จิตเร่าเริง อันนี้หมายความว่ามันถูกกับจริต
มันถูกก็เอาอันนั้นแหละ บริกรรมไป พุทโธ-พุทโธ เรียกว่า สมถะ

๓๔. เวทนา, ร่างกายมันเป็นธรรมดา มันเป็นรังของโรค
เป็นก้อนโรคตั้งแต่ไหนแต่ไรมา มันเป็นอย่างไรก็ไม่มีความหวั่นไหว
พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายก็ไม่มีความหวั่นไหวเวลามันจะเป็นไป
ร่างกายแล้วแต่มันจะเป็นไปตามเรื่องของมัน หน้าที่ของเขา ทุกขังอยู่นั่น
เวทนาอยู่นั่น เกิดเวทนาก็ให้ฝึกหัดพิจารณาโลกธรรม
รูปอันนี้เราได้มาดีแล้ว เมื่อมันชำรุดทรุดโทรมไป
พระพุทธเจ้าก็ไม่มีความหวั่นไหวต่อมัน มันจะเสื่อมลาภ
ให้มันเสื่อมไปตามวิสัย ใจเราไม่เสื่อม ความนินทามันก็ลมปาก
ครั้นรู้เท่าแล้วจิตไม่กระวนกระวาย จิตไม่มาเกี่ยวข้องกับร่างกายแล้ว
มันก็สุขเท่านั้นแหละ
ความทุกข์การเกิดขึ้นถ้ารู้เท่าแล้วจิตก็ไม่หวั่นไหว

๓๕. เรื่องภาวนามันสำคัญ อบรมบ่มอินทรีย์ อบรมกายนี่แหละ
อบรมใจของตนนี้แหละ มันยากอยู่ครั้นอบรมได้แล้วไม่มีความเดือดร้อน
ใจเยือกเย็น ใจสบาย ไม่มีความหวั่นไหว อวิชชาคือใจ
ใจดวงเดียวนั่นเรียกว่าอวิชชา คือมันไม่รู้ต่อสิ่งทั้งปวง
ไม่รู้ในกองสังขาร แล้วหลงยึด ชอบเข้าก็หลงยึด ไม่ชอบก็ยึดเข้ามาเผาตน
มันไม่รู้จึงหวั่นไหว พวกเราพากันฝึกหัดใจของตนให้ดี
พระพุทธเจ้าว่าธรรมทั้งหลายมีมีใจเป็นหัวหน้า มีใจถึงพร้อม มีใจเป็นใหญ่
มีใจประเสริฐสุด ถ้าไม่ทรมานไม่ฝึกไม่อบรม อันนี้มันก็ทำพิษ
เผาอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน มันเป็นเพราะใจนี่แหละ ใจไม่ดี ใจไม่รู้เท่า
ใจโง่ มะนะสา เจ ปะทุฏเฐนะ ใจอันมีโทษประทุษร้ายร้ายมันอยู่แล้ว
เพราะราคะ โทสะ โมหะ ประทุษร้ายอยู่ ไปที่ไหนก็ไม่มีความสุขสบาย
มีแต่ความเดือดร้อนเผาผลาญ

๓๖. อาการสามสิบสองนี้ มี ผม, ขน, เล็บ, ฟัน, หนัง, เนื้อ, กระดูก,
เยื่อในกระดูก, ม้าม, หัวใจ, ตับ, พังผืด, ไต, ปอด, ไส้ใหญ่, ไส้น้อย,
อาหารใหม่, อาหารเก่า, เยื่อในสมอง, ศีรษะ เป็นต้นหมู่นี้เป็นคนละอย่าง
มันไม่ใช่คน พระพุทธเจ้าท่านว่า มันไม่ใช่คนนะ อีกอย่าง พระพุทธเจ้าว่า
ธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประชุมกัน เรียกว่ารูป รูปใหญ่ มหาภูตรูป
สิ่งที่อาศัยธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ คือ เวทนา ความเสวยอารมณ์
สุขทุกข์ก็ดี สัญญา ความจำหมายโน่นหมานี่ จำโน่นจำนี่ จิตเจตสิก
คือความคิดความอ่าน ความปรุงขึ้นที่จิต คือ วิญญาณ สังขาร
ความรู้ทางอายตนทั้ง ๖ อันนี้เราว่า รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์,
สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์ เรียกว่าขันธ์ ไม่มีคนไม่มีสัตว์
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ตนไม่ใช่ตัว ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์
วิญญาณเป็นความรู้เท่านั้น รู้กันอยู่นี่แหละ ค้นไปค้นมาอยู่นั่น
มองดูคนอยู่ไหน

๓๗. เรื่องทำความเพียรถ้าดีแล้วก็ไม่เหลือวิสัย ความจะพ้นทุกข์มันมีน้อย
มีอยู่ในอัตตภาพนี้แหละ ไม่ได้อยู่ที่อื่น จิตว่างเท่านั้นแหละว่างโม้ด
ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ตัวของตน
มันไม่ยึดมันก็พ้นทุกข์ มันก็มีสุข จิตอบรมดีแล้ว มันก็บริสุทธิ์ผุดผ่อง
จิตเป็นเลื่อมประภัสสร จึงเป็นชัดว่าดีแล้ว จิตตัง ทันตัง สุขาวหัง
จิตฝึกดีแล้วนั้นนำเอาความสุขมาให้ไม่มีที่สิ้นสุด
นี่เรามันตามืดตามัวตาบอดตาขุ่น ตามัว มันไม่เห็นหนทาง มันก็งมไปๆ
ตกหลุมเสีย งูเห่ามันอยู่ในหลุมนั่น ตกลงไปงูเห่ากัดตาย จงตั้งใจพิจารณา
ธาตุก้อนอันนี้แหละพิจารณาเข้า เป็นธาตุหรือ หรือสัตว์ หรือคน
ก้อนนี้แหละหลอกลวงเรา กัดเรา ไม่มีความสุข เพราะเหตุนั้น
หัวใจมันจึงขุ่นมัว เมื่อมันรู้เท่ามันปล่อยมันวางแล้ว
นั่นแหละจิตมันจึงจะลืมตาได้เห็นแต่ความสว่าง

๓๘. เราจะไปเกิดในที่ดีมันยากแล้ว บุญมันบ่ถึงเขา เราต้องทำเอา
เกิดเป็นมนุษย์เป็นสัตว์อันสูงสุด ก็เป็นเพราะ ปุพเพกะตะปุญญะตา
บุญหนหลังมาติดตามตนให้เกิดเป็นผู้สมบูรณ์บริบูรณ์
ครั้นเป็นผู้สมบูรณ์แล้วก็ อัตตะสัมมาปะณิธิ ให้ตั้งตนอยู่ในที่ชอบ
อย่าไปตั้งตนอยู่ในที่ชั่ว รักษาศีล ให้ทาน หัดทำสมาธิอย่าให้ขาด
ศีลห้ารักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ศีลแปดให้รักษา ให้พากันภาวนาอยู่
สมาธิมันไม่มีที่อื่น ให้นั่งภาวนา พุทโธๆ ไม่ต้องร้องให้มันแรงดอก
ให้มันอยู่ในใจซื่อๆ ดอก การภาวนาก็เป็นอริยทรัพย์ภายใน
มันจะติดตามไปทุกภพทุกชาติ ติดไปสวรรค์ ลงมามนุษย์
มาตกอยู่ในที่มั่งคั่งสมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่ยากไม่จน ทรัพย์อันนี้ติดตามไป
บ่มีสูญหายดอก ตามไปจนสิ้นภพสิ้นชาติ

๓๙. มัตตัญญุตา เป็นผู้รู้ประมาณในภัตต์ เรียกว่า ภัตตาหารความเสวย
สิ่งที่ควรรับประทานจึงรับประทาน สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
สิ่งที่จะไม่ทำให้เสื่อม บริโภคเข้าไปแล้ว มันทำให้เกิดความเจริญ
เกิดความสุขอย่างนี้แหละจึงควรบริโภคเข้าไป
สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย
ถ้าบริโภคเข้าไปแล้วทำให้ร่างกายชำรุดทรุดโทรม หรือทำให้ร่างกายลำบาก
อันนี้ไม่ควรบริโภค เรียกว่า มัตตัญญุตา จ ภัตตสมิง อาหารหมายเอาอารมณ์
ไม่เอาอาหารที่เราบริโภคเข้าไปก็ถูก อาหารอารมณ์นั้นไม่ควรบริโภคสักอย่าง
ควรบริโภคเข้าไปแต่ธรรมารมณ์คือธรรม

๔๐. เรื่องทุกขสัจจ์นี้ให้มันรู้ พิจารณามันทั้งนอกทั้งใน
หรือจะออกพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อาการสามสิบสองน่ะ กระจายออกทุกๆ
ส่วนแล้ว มันเหลือเป็นคนไหม บ่มีคนแล้ว กำหนดออกไปๆ จนเหลืออายตนะของมัน
บัญญัติ ความสมมุติ สมมติคือขันธ์ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์
สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ รูปขันธ์ก็คือธาตุสี่ประชุมกันเป็นรูปขันธ์
ถ้ามีรูปก็มีเวทนาเกิดขึ้น ต่อไปสัมผัสมันต่อกันเกิดขึ้น
พระพุทธเจ้าไม่บอกให้พิจารณาไปอื่น ให้พิจารณาที่นี่
หมดก้อนของเราของเขานี่แหละแม่นก้อนธรรม อย่าไปหาที่อื่น
อย่าไปพิจารณาที่อื่น มันไปยึดไปสร้างไปเสีย
มันจะเป็นเหตุให้เจ้าของติดอยู่ ให้พิจารณาอันนี้
ทางจะไปพระนิพพานมีเท่านี้แหละ

๔๑. พุทโธคือผู้รู้ รู้ว่าใจตนบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ใจบริสุทธิ์ก็ศีลบริสุทธิ์ ตัวเป็นผู้ดำเนิน ศีลเป็นประธาน
ผู้ใดทำบาปทำกรรม ทำให้ใจของตนเศร้าหมอง หาโทษใส่ตน
นักปราชญ์ว่าคนโง่คนยาก มันเกิดจากตน ตนบริสุทธิ์ คนดีอยู่
ไปเอาความเศร้าหมองเอาความร้ายมาใส่ตน เข้ามาเผาตน ตนเผาตน ก็แม่นใจเผาใจ
แล้วก็แล้วกันไป อดีตล่วงไปแล้ว มันล่วงมาแล้ว
อย่าไปเอามาเป็นอารมณ์ให้ใจเศร้าหมองทำไม อนาคตยังมาไม่ถึง อย่าไปคิดมัน
ให้มันมาเจอก่อนจึงคิด ให้พิจารณาปัจจุบัน
พิจารณาให้เห็นว่ามันไม่พ้นความตายแล้ว รีบทำบำเพ็ญภาวนา ให้ศีล ให้สมาธิ
ให้ปัญญาเกิดขึ้น ความชั่วที่เก็บมาให้มันเผาจิต ต้องเปิดออกปัดออก
เอาแต่ความดีเข้ามาสู่ดวงจิตดวงใจของตน ให้ใจเบิกบานใจร่าเริง
ให้ใจกว้างอย่าให้ใจแคบ

๔๒. กรรมจำแนกสัตว์ให้ดีชั่วต่างๆ กัน มันเป็นเพราะกรรม
พระพุทะเจ้าท่านไม่พยากรณ์ว่าตายแล้วสูญหรือตายแล้วเกิดอีก
พระพุทธเจ้าท่านไม่พยากรณ์ว่าสัตว์นี้มันจะเกิดอีกหรือไม่เกิดอีก
ถ้ามันยังทำกรรมอยู่ก็ต้องได้รับผลกรรมทั้งกรรมดีกรรมชั่ว
มันต้องได้รับผลตอบแทน ครั้นทำแล้วจะไม่ได้รับผลตอบแทนนั้นไม่มี คิดดู
เหมือนเขามายืมปัจจัยของเราไปยืมแล้วเขาก็ต้องตอบแทน
ครั้นไม่ตอบแทนก็ต้องเป็นถ้อยเป็นความกัน ทำแต่ความเดือดร้อน
เขาจะต้องตอบแทนทุกสิ่งทุกอย่าง คิดดูเหมือนพวกเราเหมือนกัน
ทำกรรมกันอยู่ผู้นั้นก็ต้องตอบแทนเรา ทำดีผลดีก็ตอบแทน
ทำชั่วผลร้ายก็ตอบแทนเราให้ได้รับความลำบาก มันตอบแทนกันอยู่อย่างนั้น
เพราะเหตุนั้นพวกเราควรทำให้เป็นกุศล ควรรักษาศีลให้สมบูรณ์
ศีลสมบูรณ์แล้วเราก็ทำสมาธิต่อไป มันจะมีความสงบสงัด มันจะรวม
มันขัดข้องก็ที่อาการของศีลของเราอย่างใดอย่างหนึ่ง
มันผิดพลาดมันขัดข้องมันจึงไม่รวม ที่เขาปลูกบ้านปลูกช่อง
เขาก็ต้องปราบที่เสียก่อนจึงปลูกลงไป
อันนี้ฉันใดก็ดีถ้าพวกเรารักษาศีลให้บริสุทธิ์แล้วเหมือนปราบพื้นที่
จิตมันจึงไม่มีความเดือดร้อน จิตมันจะรวมอยู่เพราะมันเย็นมันราบรื่นดี
มันเรียบไม่มีลุ่มดอน


คัดลอกจาก คุณ new ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=352

ที่มา http://board.palungjit.com/f4/อนาลโยวาทะ-หลวงปู่ขาว-อนาลโย-211143.html

โดยคุณ jinny95

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

5 เคล็ด (ไม่) ลับ กินเจแบบได้สุขภาพ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2552 10:11 น.
เวียนมาอีกครั้ง สำหรับเทศกาลของความอิ่มอก อิ่มใจ และ อิ่มบุญ
อย่างเทศกาลกินเจ ซึ่งตลอดช่วงวันที่ 18-26 ตุลาคมนี้
ถือเป็นช่วงเวลาอันสำคัญ ที่ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ตามร้านค้า ร้านอาหาร
ตลาดสด ก็จะพบเห็นแต่ธงสามเหลี่ยมสีเหลืองตัวอักษรสีแดง
อันเป็นสัญลักษณ์ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องพักการกินเนื้อสัตว์
แล้วหันมากินพืชผัก ผลไม้ ธัญพืชทดแแทน

ต้องยอมรับว่า การกินเจนั้นทำให้ร่างกาย และจิตใจได้รับแต่สิ่งดีๆ
แต่การกินไม่ว่าสิ่งใดก็ตามย่อมส่งผลต่อสุขภาพของเราทั้งสิ้น
และเพื่อให้แน่ใจว่าอาหารเจนั้นได้ให้ประโยชน์กับเราอย่างแท้จริง
และการกินเจที่ถูกวิธี ถูกหลักโภชนาการ จะต้องปฏิบัติอย่างไรนั้น

"อ.สง่า ดามาพงษ์" ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กรมอนามัย
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้คำอธิบายว่า
สำหรับเทศกาลกินเจต้องมองให้ครอบคลุมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ คือ
กินอย่างไรให้ได้บุญและไม่กระทบต่อสุขภาพของตนเอง
ซึ่งการกินเจที่ถูกหลักต้องยึดหลัก ดังนี้

1.กินเจต้องมั่นใจว่าได้โปรตีนอย่างเพียงพอ
เพราะปกติจะได้โปรตีนมาจากเนื้อสัตว์
แต่เมื่อไม่ได้กินก็ต้องมั่นใจว่าอาหารที่กินไปนั้นรับโปรตีนทดแทนอย่างเต็ม
ที่ หลายคนเข้าใจผิดว่าการกินเห็ดสามารถทดแทนเนื้อสัตวได้
แต่ความจริงโปรตีนจากเห็ดมีน้อยมากเมื่อเทียบกับ ถั่วเมล็ดแห้ง
ฟองเต้าหู้ โปรตีนเกษตร ที่ต้องนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารเจ
ซึ่งนี่จะได้โปรตีนจากพืชที่มีประโยชน์อย่างแน่นอน


2.กินเจต้องระวังกินแป้งเยอะ จะทำให้อ้วน คือ
กินผักมากก็จริงแต่ก็กินแป้งมากเช่นกัน จึงควรระวังการกินแป้ง
โดยเปลี่ยนจากการกินข้าวขาว มาเป็นข้าวกล้อง
ซึ่งจะมีกากใยอาหารที่มีคุณสมบัติในการดูดซึมได้ดี
ข้าวกล้องจะเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลได้ช้ากว่าข้าวขาว
ช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลสู่กระแสเลือดของร่างกายได้
ทั้งนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน

3.กินเจต้องระวังของมัน
เนื่องจากอาหารเจหลายอย่างเลือกวิธีการปรุงด้วยการใช้น้ำมัน เน้นการผัด
ทอด ซึ่งควรลดแล้วหันมากินอาหารที่ปรุงโดยวิธีต้ม ย่าง อบ นึ่งแทน

4.กินเจต้องระวังเรื่องเค็มก่อนปรุงอาหารต้องชิมก่อนทุกครั้ง
นอกจากนี้อาหารเจหลายอย่างจะมีการปรุงใส่หม้อใหญ่ เพื่อไว้กินหลายวัน
ซึ่งต้องผ่านการอุ่นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้น้ำระเหยจนหมดเหลือแต่ความเค็ม
เมื่อกินเข้าไปแล้วจะเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง และ

5.กินเจต้องปลอดภัย
สิ่งสำคัญคือผักที่รู้อยู่แล้วว่าต้องผ่านการใช้สารเคมีจำนวนมาก
ดังนั้นก่อนนำไปปรุงอาหารต้องล้าง
ทำความสะอาดเพื่อลดการปนเปื้อนของสารเคมีให้มากที่สุด

อ.สง่า แนะนำอีกว่า
การกินเจกับมังสวิรัตเหมือนกันในเรื่องของจนุดประสงค์การกิน
แต่กินเจจะห้ามกินอยู่ 5 อย่าง คือ กระเทียม, ลักเกียว, หอมแดง, ใบยาสูบ
และ คื่นช่าย ที่ห้ามเพราะผักเหล่านี้มีกลิ่นฉุน
เกิดการกระตุ้นต่อมความรู้สึกทางเพศ ส่งผลให้จิตใจไม่บริสุทธิ์ ไม่สงบ

"อยาก ฝากถึงผู้ที่กินเจว่าควรกินอย่างมีความรู้
กินได้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ อย่ากินตามแฟชั่น กินตามเพื่อน
เห้นคนอื่นกินก็กินตาม และเมื่อกินแล้วรู้สึกทรมานตัวเองก็ขอให้เลิก
อย่าฝืนเพราะจะทำให้จิตใจไม่มีความสุข
และมีผลต่อสุขภาพร่างกายตามมาอีกด้วย" อ.สง่า ทิ้งท้าย

เมื่อรู้ว่าสามีนอกใจ /สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน 28 ตุลาคม 2552 08:32 น.
ไม่มีผู้หญิงคนไหนทนได้เมื่อวันหนึ่งรู้ว่าสามีกำลังนอกใจไปมีผู้หญิงอีกคนหนึ่ง
แต่ก็มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบปัญหานี้

ปัจจุบันสถิติการหย่าร้างของคู่สามีภรรยาที่นับวันจะเพิ่มทวีขึ้น
สาเหตุหลักก็มาจากอีกฝ่ายนอกใจ

และ...คำว่าอีกฝ่าย ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากฝ่ายชาย

กรณีที่ยังไม่มีลูก ปัญหาต่างๆ ยังไม่ซับซ้อน
แต่ถ้ากรณีที่มีลูกด้วยกัน เงื่อนไขของชีวิตก็เปลี่ยน

เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่พบเห็นบ่อยเหลือเกินในยุคนี้

บางคู่สามารถใช้ชีวิตกันเหมือนเดิม แม้อีกฝ่ายจะมีคนใหม่
แต่อีกฝ่ายก็ต้องทนอยู่ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเพราะลูก
หรือเพราะหน้าตาทางสังคม หรือเพราะสามารถรับได้จริงๆ แต่ท้ายที่สุด
ก็ไม่มีใครมีความสุข ต้องหวานอมขมกลืน
และแน่นอนคนเป็นลูกจะได้รับผลกระทบไปด้วย

จริงๆ ชีวิตคู่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าควรจะทำอย่างไร

บางคู่ ฝ่ายชายนอกใจ แต่ฝ่ายหญิงก็ทำทุกวิถีทาง
จนท้ายสุดสามารถกลับมาครองรักกันได้เหมือนเดิม ก็มี ในขณะที่บางคู่
ก็เดินแยกทางกัน เพราะทนรับไม่ได้
หากเธอมีใครอีกคนก็ต้องเลือกมาว่าจะเลือกใคร และท้ายสุดก็ต้องแยกทางกัน

แล้วเหตุใดจึงมักเกิดปัญหาเช่นนี้
เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ดีกว่าเจ้าตัว แต่เมื่อเกิดเหตุแล้ว
พฤติกรรมของผู้ชายมักจะเป็นตัวส่งสัญญาณ

ผู้ชายประเภทแรก ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม
ประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลับบ้านก็ทำตัวเป็นสามีที่ดี
แต่พอออกนอกบ้านก็ดีกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง

ผู้ชายประเภทที่สอง เริ่มตีตัวออกห่าง พฤติกรรมต่างๆ
แตกต่างจากเมื่อครั้งยังรักกันหรือเมื่อครั้งแต่งงานกันได้ไม่นาน
กลับบ้านค่ำมือ และแม้ภรรยาจะรู้ว่าสามีแอบนอกใจ
ฝ่ายชายก็ยังทำตัวเหมือนเดิม และยังรักลูกอยู่ ไม่ต้องการเสียครอบครัวไป

ส่วนผู้ชายประเภทที่สาม ชัดเจนว่ามีผู้หญิงอีกคน และทำตัวออกห่าง
เหมือนตัวเองยังโสด โดยไม่สนใจความรู้สึกของภรรยาไม่สนใจลูก
และกลับบ้านบ้างไม่กลับบ้าง

หลายครั้งที่มีเพื่อนคุณแม่ปรึกษาปัญหาเรื่องนี้
เป็นเรื่องน่าเห็นใจยิ่ง
แต่สภาพปัญหาและเงื่อนไขชีวิตของแต่ละครอบครัวก็แตกต่างกัน
การให้คำแนะนำก็เป็นเพียงมุมมอง
ที่ไม่สามารถกะเทาะเปลือกของปัญหาที่แท้จริงได้
ต้องอยู่ที่คู่สามีภรรยานั้นๆ โดยมีเจ้าตัวเล็ก
ที่จะเป็นทั้งโซ่ทองคล้องใจ หรือจะเป็นห่วงภาระของคู่นั้น
ก็อยู่ที่การจัดวางปัญหา

และ...ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหานี้

ประการแรก ต้องตั้งสติให้ดี และค่อยๆ คิดถึงเรื่องราวดีๆ
ที่เคยรักกัน และลงเอยด้วยการแต่งงาน จนมีเจ้าตัวเล็กด้วยกัน
จากนั้นค่อยๆ คิดว่าอะไรน่าจะเป็นสาเหตุให้อีกฝ่ายมีคนใหม่
อย่าเพิ่งโทษกันไปมา
แต่ถ้าเริ่มจากคิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วยหรือเปล่า เช่น
เราก็เปลี่ยนไปด้วย จากที่เคยพูดจาอ่อนหวาน
เคยดูแลตัวเองและคนรักเป็นอย่างดี
แต่พอมีลูกแล้วเราเริ่มเปลี่ยนไปหรือไม่ ถ้าใช่
ก็ต้องถามตัวเองว่าแล้วเราพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยหรือเปล่า

จากนั้นเริ่มด้วยการพูดจากันตรงไปตรงมาน่าจะดีที่สุด
เพราะการใช้ชีวิตคู่ เป็นเรื่องที่ต้องสามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง
แต่ต้องเป็นท่าทีที่ดี ไม่ใช่ท่าทีที่พร้อมจะทะเลาะ
ถ้าคุณเป็นคู่ที่คุยกันได้ทุกเรื่องก็บอกตรงๆ ว่าคุณรู้สึกอย่างไร
และถ้าอีกฝ่ายยอมรับก็คุยกันถึงการปรับปรุงชีวิตว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้
ครอบครัวอบอุ่น และเปิดใจพร้อมจะปรับปรุงตัว ซึ่งต้องเป็นไปทั้งสองฝ่าย
เพราะการปรับตัวเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถยืนนานได้

แต่ ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมรับ คุณก็อย่าเปิดศึก
แต่ต้องมีเทคนิคในการที่จะทำให้เขากลับมาเหมือนเดิม ด้วยความรัก
เพราะถ้ายังรักกัน ปัญหาต่างๆ สามารถจัดการได้
เพียงแต่อย่าปล่อยให้ปัญหาเรื้อรัง และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง

สิ่งที่ต้องคำนึงถ้าคุณรู้เรื่องเร็ว โอกาสที่จะแก้ปัญหาได้ก็เร็ว
ฉะนั้นเมื่อเริ่มเห็นปัญหา ต้องรีบจัดการ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

กรณีที่สามีเป็นแบบผู้ชายประเภทที่สอง ก็อย่าปล่อยให้ปัญหาคงอยู่
แต่ต้องรีบแก้ไข ถ้าเขายังรักครอบครัวและลูกอยู่
การจัดการปัญหาก็ยังไม่ถึงกับทำอะไรไม่ได้

สิ่ง สำคัญก็คือการคุยกันตรงไปตรงมา
และถามกันว่ายังรักกันหรือยังอยากจะเป็นครอบครัวเดียวกันหรือเปล่า
เพราะบางครั้งอีกฝ่ายอาจจะพลาดพลั้ง และไม่สามารถหาทางออกได้
ก็เลยปล่อยเลยตามเลย ถ้าเราไม่ต้องการสูญเสียเขาไป ก็ต้องอดทน
และหนักแน่นที่จะแก้ปัญหา ต้องข่มใจไม่แสดงอารมณ์พุ่งพล่าน
หรือฟูมฟายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพยายามพูดจากันดีๆ
และหาจุดที่จะทำให้กลับมาเหมือนเดิมให้ได้มากที่สุด

แต่ถ้าเป็นแบบผู้ชายประเภทสุดท้าย
ก็ต้องถามตัวเองเหมือนเดิมว่ายังรักกันอยู่ไหม
ถ้าไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ และอีกฝ่ายต้องการหย่าร้าง
ก็ต้องถามตัวเองอีกครั้งว่าคุณได้พยายามที่จะทำทุกอย่างให้ดีขึ้นเต็มที่
แล้วหรือยัง ถ้าคำตอบว่าใช่
ก็ต้องถามตัวเองต่อไปอีกว่าพร้อมกับสถานการณ์ที่จะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไหว
ไหม

ถ้าไหว คุณก็ต้องคิดถึงอนาคตต่อไปด้วยว่า
แล้วคุณจะเลี้ยงดูลูกอย่างไร
และควรจะให้อีกฝ่ายมีความรับผิดชอบร่วมกันด้วยอย่างไร
ไม่ควรเลิกเพราะทิฐิว่าฉันสามารถเลี้ยงลูกฉันเองได้ เธอไม่ต้องมายุ่ง

แต่ต้องเข้าใจว่า เมื่อสามีภรรยาเลิกกัน ก็ต่างคนต่างอยู่ได้
แต่คนเป็นลูก ไม่สามารถเปลี่ยนที่จะไม่เป็นลูกของอีกคนหนึ่งได้
และอนาคตของลูกเป็นเรื่องที่คนเป็นพ่อแม่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ควรจะปรึกษาผู้รู้ และมีความชัดเจนในการรับผิดชอบ เช่น
ส่งเสียเลี้ยงดูให้ลูกมีอนาคตที่ดี แม้พ่อแม่จะไม่ได้อยู่ร่วมกัน

และควรจะจัดการตั้งแต่ก่อนแยกทางกัน
เพราะหลายคู่ที่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้
พอแยกทางกันก็เป็นเรื่องของคนเป็นฝ่ายแม่รับผิดชอบลำพังฝ่ายเดียว
แม้จะเป็นเรื่องที่ฝ่ายหญิงไม่กังวล เพราะสามารถเลี้ยงดูได้
แต่หากไม่ให้ฝ่ายชายเข้ามาร่วมรับผิดชอบ
ก็เท่ากับช่วยส่งเสริมให้ฝ่ายชายเป็นผู้ไข่แล้วทิ้งต่อไปเรื่อยๆ

ที่สำคัญ การที่ฝ่ายชายยังต้องรับผิดชอบลูก ก็เท่ากับ
ยังทำให้ลูกได้มีโอกาสเจอพ่อของเขาได้อยู่
เพราะสายสัมพันธ์ของคนเป็นพ่อแม่ลูก ตัดกันไม่ขาด
และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

ที่ผ่านมา ปัญหาเรื่องสามีนอกใจ
เป็นเรื่องที่ฝ่ายหญิงมักจะจมอยู่กับความทุกข์ใจ
บางคนก็ไม่สามารถก้าวข้ามปัญหานี้ไปได้
และเลือกจบปัญหาชีวิตที่เป็นโศกนาฏกรรมก็มีให้เห็นมากมาย

บวกกับค่านิยมและทัศนคติในเรื่องการใช้ชีวิตคู่
ยังคงขับเน้นให้ฝ่ายหญิงที่ต้องเป็นฝ่ายปรับตัว
หรือเป็นฝ่ายที่ต้องปรับสภาพ
หรือแม้แต่คำแนะนำจากทุกฝ่ายก็มักจะมุ่งไปที่ให้ฝ่ายหญิงปรับตัว เช่น
มีวิธีมัดใจผู้ชาย ปรับตัวให้สามีรัก ฯลฯ

ทั้งที่ในความเป็นจริงการใช้ชีวิตคู่ต้องเป็นเรื่องของทั้งสองฝ่าย

และการปรับตัวต้องเป็นไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย
เพราะต่อให้ฝ่ายหญิงพยายามจะปรับปรุง แก้ไขปัญหา
แต่ไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน ถ้าอีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือ
เป็นกำลังใจให้กับเพื่อนคุณแม่ที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่ทุกคน
คุณไม่ได้อยู่เพียงลำพัง มีคนที่ประสบปัญหานี้มากมาย

พลังใจในการมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องสำคัญ

ถ้าไม่สามารถยึดเหนี่ยวความรักหรือชีวิตครอบครัวไว้ได้
ก็ต้องพร้อมเผชิญกับกับปัญหา และดำเนินชีวิตต่อไป อย่าจมอยู่กับความทุกข์
หรือเลือกหนทางชีวิตที่ไม่เหมาะสม เพราะชีวิตน้อยๆ
ยังอยู่กับคุณอีกคนหนึ่ง

ความ รักของแม่เป็นพลังรักที่ยิ่งใหญ่ ถ้าเปลี่ยนวิกฤติชีวิตคู่
แปรเปลี่ยนเป็นพลังความรักสร้างสรรค์ เพื่อลูกและสังคมโดยรวม
ก็ทำให้ชีวิตของคุณมีคุณค่า และยิ่งใหญ่ได้

ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด... รักษามะเร็งในเด็ก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2552 10:11 น.
การให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด
บทความโดย : ผศ.พญ. กลีบสไบ สรรพกิจ กุมารแพทย์ด้านโลหิตวิทยาและอองโคโลยี

โรค มะเร็งในวันนี้ ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่ผู้ใหญ่
แม้แต่เด็กเล็กก็เป็นโรคมะเร็งได้ โดยชนิดที่พบบ่อยที่สุด คือ
"โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน" ฟังดูแล้วน่าใจหาย
แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์
ทำให้โรคร้ายมีโอกาสรักษาให้หายได้เพิ่มขึ้นด้วย
"การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด"

โดยทั่วไป การรักษาโรคมะเร็งในเด็ก มีวิธีการหลักด้วยกัน 3 วิธี คือ
1.การให้ยาเคมีบำบัด
2.การฉายรังสีรักษา
3.การผ่าตัด

ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วย
แต่ละราย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคมะเร็งที่เป็น ระยะของโรค
และอายุของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม
มีผู้ป่วยเด็กจำนวนไม่น้อยที่โรคเป็นรุนแรงและมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้สูง
หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาข้างต้น จึงต้องใช้วิธี
"การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดหรือปลูกถ่ายไขกระดูก" ร่วมด้วย

ขั้นตอนการรักษา
ผู้ ป่วยจะได้รับยาเคมีบำบัดขนาดสูงและในผู้ป่วยบางรายอาจได้รับการฉายรังสีทั่ว
ร่างกายร่วมด้วย เพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง และทำให้เกิดที่ว่างในไขกระดูก
จากนั้นแพทย์จะให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่ปกติเข้าไปในร่างกายผู้ป่วย
เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดทดแทน
ช่วยให้ไขกระดูกผู้ป่วยมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
และสามารถใช้ยาเคมีบำบัดหรือฉายรังสีรักษาในการกำจัดเซลล์มะเร็งได้เต็มที่
โดยไม่ต้องกลัวผลข้างเคียงจากการกดไขกระดูก นอกจากนี้
การให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงจะช่วยกดภูมิต้านทานให้สามารถรับเซลล์ต้นกำเนิด
เม็ดเลือดที่ปลูกถ่ายเข้าไปใหม่ได้
โดยเซลล์เหล่านี้จะมีการเพิ่มจำนวนขึ้นในไขกระดูกผู้ป่วยจนสามารถสร้างเซลล์
เม็ดเลือดต่างๆ ได้ตามปกติ

ผลข้างเคียง
การให้ยาเคมีบำบัดและการฉายรังสีขนาดสูง
จะทำให้ไขกระดูกของผู้ป่วยถูกกดอย่างมาก
ส่งผลให้จำนวนเม็ดเลือดทุกชนิดลดลงจนอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อที่รุนแรงจนทำให้ผู้ป่วยอาจเป็นอันตรายถึงแก่
ชีวิตได้ ดังนั้น การดูแลผู้ป่วยหลังการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด
จึงเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อผลการรักษามาก
เนื่องจากผู้ป่วยจะมีภูมิต้านทานต่ำมาก จึงต้องอยู่ในห้องแยก
และได้รับยาเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ
หากผู้ป่วยมีไข้จะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม
มีการให้ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว ให้เลือดและเกร็ดเลือดเป็นระยะ

สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากผู้
อื่นจะต้องได้รับ "ยากดภูมิคุ้มกัน"
หลังการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดประมาณ 6 เดือน
เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาระหว่างเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้บริจาคต่อ
อวัยวะต่างๆ ของผู้ป่วย นอกจากนี้
ยังต้องดูแลเรื่องของภาวะโภชนาการและสภาวะทางจิตใจเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่
จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีแผลในปาก รับประทานอาหารไม่ได้
จึงต้องได้รับสารอาหารทางหลอดเลือดดำ

แหล่งเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดใหม่
โดยปกติจะหาได้จากญาติของผู้ป่วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องจากพ่อแม่เดียวกัน
ซึ่งลักษณะทางพันธุกรรมของเนื้อเยื่อจะมีโอกาสเหมือนกับผู้ป่วยประมาณ 25%
(ซึ่งสูงกว่าโอกาสจากผู้บริจาคคนอื่นๆ)
สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถหาเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากญาติได้
แพทย์ผู้รักษาสามารถติดต่อที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
ซึ่งมีการก่อตั้งธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่รับบริจาคเซลล์ต้นกำเนิด
จากแหล่งต่างๆ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มโอกาสในการหาเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากผู้บริจาคที่ไม่
ใช่ญาติให้แก่ผู้ป่วยได้
ซึ่งเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดสามารถเก็บได้จากแหล่งต่างๆ คือ ไขกระดูก
หรือกระแสเลือดโดยต้องให้ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวเพื่อให้เซลล์ต้นกำเนิด
ออกจากไขกระดูกมาอยู่ในกระแสเลือดก่อนการเก็บเซลล์
หรืออาจเก็บได้จากเลือดสายสะดือหลังทารกคลอด

แต่สำหรับโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
หรือมะเร็งก้อนเนื้อตามอวัยวะต่างๆ ที่ไม่มีเซลล์มะเร็งในไขกระดูก
ขณะที่จะทำการปลูกถ่ายไขกระดูก
แพทย์อาจเก็บเซลล์ต้นกำเนิดของตัวผู้ป่วยแช่แข็งไว้
เพื่อใช้ในการปลูกถ่ายไขกระดูกในภายหลังได้

ผลการรักษา
สำหรับ ประเทศไทยได้มีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในผู้ป่วยเด็กประสบผล
สำเร็จเป็นครั้งแรกในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Burkitt's
โดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดของผู้ป่วยเก็บแช่แข็งไว้ก่อนนำมาทำปลูกถ่ายไขกระดูก
เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2530 ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
หลังจากนั้นมีผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ด
เลือดตามโรงพยาบาลต่างๆ ในประเทศไทยไปแล้วมากกว่า 200 ราย
ผลการรักษาที่ได้ทัดเทียมกับต่างประเทศและค่าใช้จ่ายก็ถูกกว่ามาก

สำหรับการรักษาโรคมะเร็งในเด็กด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ด
เลือดจะได้ผลดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับโรคมะเร็งที่ผู้ป่วยเป็น
แหล่งที่มาของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด และจำนวนเซลล์ที่ได้
ชนิดของการทำปลูกถ่ายไขกระดูก ยาเคมีบำบัดที่ใช้
อาการทางคลินิกของผู้ป่วยก่อนได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด
รวมทั้งการดูแลภายหลังการปลูกถ่ายฯ
ซึ่งจะถือว่าประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อผู้ป่วยไม่มีอาการแสดงของโรค
และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบร่องรอยของโรคมะเร็งเหลืออยู่

อย่าง ไรก็ตาม
การปลูกถ่ายไขกระดูกจัดเป็นการรักษาที่มีความเสี่ยงสูง
จึงต้องมีการให้คำปรึกษาแนะนำผู้ปกครองและผู้ป่วยอย่างเหมาะสมก่อนการรักษา
สอบถามรายละเอียดเพิ่ม เติมได้ที่ โทร.02-4195971-3 และ 02-4194205

ข้อคิดชีวิตมีสุข

1. เราไม่ได้มีชีวิตเพื่อการเฝ้านั่งเสียใจร่ำไห้ หรือ
พูดถึงแต่สิ่งที่เราทำผิดพลาดในอดีต
รู้จักให้อภัยตัวเองในสิ่งที่เราทำผิดพลาด แล้วไม่นึกถึงมันอีก

2. เรียนรู้ที่จะให้อภัยผู้อื่น ในสิ่งที่เขาทำผิดพลาดในอดีต แล้วไม่พูดถึงมันอีก

3. การปล่อยวางไม่ใช่เป็นการยอมแพ้ ตรงกันข้าม
เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากส่วนลึกของหัวใจของเราวันละน้อย
เพื่อเอาชนะความอ่อนแอ

4. ชีวิตไม่ได้เติบโตจากการทำให้ทุกสิ่งได้ดั่งใจของเรา
แต่เป็นการยอมรับทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตของเราอย่างกล้าหาญ
รักและเข้าใจทุกสิ่งที่เราได้ตัดสินใจทำลงไปทุกครั้ง

5. เรียนรู้ความจริงว่าเราไม่สามารถบังคับผู้อื่นให้คิดและทำในสิ่งที่เราต้องการได้
เพราะแม้แต่ตัวเราเอง ยังทำให้เป็นอย่างที่เราต้องการไม่ได้เลย

6. อย่าเสียเวลาคิดแค้นเคืองโกรธในการกระทำของผู้อื่นที่ส่งผลให้เราทุกข์ใจ
ให้อภัยเขาเสีย และหากอยากรู้สึกดีขึ้น ก็นึกถึงคำสอนในพุทธศาสนาว่า
ใครทำกรรมใดไว้ ผู้นั้นย่อมได้รับผลนั้นได้ด้วยตนเอง

7. วัตถุหรือภาพลวงตาภายนอกไม่เคยสามารถเติมเต็มหัวใจใครได้
การตั้งหน้าตั้งตาหาวัตถุ
หรือความพึงพอใจจากการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
เพื่อหวังว่าจะทำให้เรารู้สึกเต็มและมีความสุข นั่นเป็นแค่ฝันลมๆแล้งๆ
การรับวัตถุทำให้เรามีความต้องการไม่รู้จบ
ขณะที่การได้รับความรักความเข้าใจจากคนที่รักอย่างเต็มเปี่ยมจะทำให้เรามีหัวใจที่
"เต็ม" จนไม่ต้องไขว่คว้าหาวัตถุมาเติมเต็มหัวใจอีก

.....

บางตอนจากหนังสือ "เข็มทิศหัวใจ"

รู้จักใช้ "คอมพิวเตอร์" อย่างรักษ์โลก!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 ตุลาคม 2552 11:49 น.

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ในยุคที่โลก ร้อนๆ หนาวๆ ที่ภายใน 1 วันมีถึง 3
ฤดูกาลอย่างทุกวันนี้
หลายหน่วยงานพยายามออกมารณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงาน
สิ่งหนึ่งที่ทุกสำนักงาน
ทุกบริษัทต้องมีและเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในโลกยุคปัจจุบัน นั่นคือ
"คอมพิวเตอร์" ดังนั้นจึงมีเคล็ดลับดีๆ
ในการใช้คอมพิวเตอร์อย่างรู้สำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมมาฝากกัน

1. ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ในเวลากลางคืน
เพื่อให้เครื่องได้ทำงานเพียงวันละ 8 ชั่วโมง
ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานได้ 810 kWh ต่อปี คิดเป็นการประหยัดได้สุทธิถึง
67% ต่อปี

2.ต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านอุปกรณ์ป้องกันไฟกระชาก (Surse
Protector) ที่มีชุดควบคุมเต้าจ่ายไฟหลัก
ซึ่งจะช่วยตรวจจับได้เมื่อไม่มีการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์
และจะตัดไฟที่ป้อนสู่่เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงโดยอัตโนมัติ

3.เลือกใช้หน้าจอแบน (Flat-screen Monitor)
เพราะหน้าจอประเภทนี้ใช้พลังงานน้อยเมื่อเทียบกับจอแบบ CRT
และยังช่วยถนอมสายตาอีกด้วย

4. เลือกชื้อคอมพิวเตอร์ที่ผลิตภายใต้มาตรฐานการประหยัดพลังงาน
Energy Star นอกจากนี้
เครื่องคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊กยังใช้พลังงานน้อยกว่าแบบตั้งโต๊ะอย่างมาก

5.วางแผนสิ่งต่างๆ
ที่ต้องทำโดยใช้คอมพิวเตอร์แล้วทำสิ่งเหล่านั้นพร้อมกันในคราวเดียว
และปิดเครื่องในช่วงเวลานอกเหนือจากนั้น


6.เลือกใช้ขนาดจอที่มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม อาทิ หน้าจอ 14 นิ้ว
ซึ่งใช้พลังงานน้อยกว่าหน้าจอ 17 นิ้วถึง 40%

7.เปิดใช้โหมด Standby/Sleep และตั้งค่าการจัดการพลังงานให้เหมาะสม

8.เลิกใช้สกรีนเซิร์ฟเวอร์
เพราะการใช้ไม่ช่วยให้ประหยัดพลังงานและไม่ช่วยถนอมหน้าจอแต่อย่างใด

9.อ่านเอกสารฉบับร่าง และอีเมล บนหน้าจอแทนการพิมพ์ออกมาอ่าน

10.ปิดหน้าจอในขณะที่ไม่ใช้งานแทนการใส่สกรีนเซิร์ฟเวอร์

11.เลือกใช้เครื่องพิมพ์แบบอิงก์เจ็ตแทนเครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์
แม่ว่าเครื่องอิงค์เจ็ทจะทำงานได้ช้ากว่าบ้าง แต่ก็ใช้พลังงานน้อยกว่าถึง
80-90%


ข้อมูลโดย... APC by Schneider Electric

มัจจุราชในห้องนอน!

โดย สิริอัญญา 25 ตุลาคม 2552 11:56 น.
เพิ่งจะเปลี่ยนห้องนอนใหม่ เพราะยกบ้านช่องให้ลูกหลานหมด
ขอแต่ห้องนอนเล็กๆ ไว้เป็นที่อาศัยหลับนอน เป็นห้องขนาดกว้าง 2.5 เมตร
ยาว 3 เมตร ขนาดพอๆ กับกุฏิที่พระวินัยอนุญาตให้พระสงฆ์สร้างอยู่เองได้
แต่เป็นห้องเก่าที่ปล่อยร้างมานานนับสิบปี พอเข้าไปอยู่จริงๆ
กลับรู้สึกว่าไม่ค่อยสบายมากขึ้น

มีอาการมึนงง คันจมูก ไอ จาม จนผิดปกติ
และสมองรู้สึกจะตื้อไปสักหน่อย จึงต้องนั่งพิจารณาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ก็พบว่าฝ้าเพดานเก่าเป็นรา ปลวกเดินอยู่แถวชายขอบ วอลเปเปอร์
ผนังก็เป็นรา ม่านก็มีราเกาะเกรอะ เครื่องปรับอากาศก็มีกลิ่น
ตอนเปิดใหม่ๆ ก็มีฝุ่น พื้นพรมก็มีฝุ่น ห้องน้ำก็ลื่น
หวุดหวิดจะล้มหลายครั้ง แต่เดชะบุญได้อาศัยวิชาเคนโด้ที่พอร่ำเรียนมาบ้าง
ทรงตัวไว้ได้ทัน

พิจารณาแล้วก็ร้องอ๋อ
ว่าอาการอันเป็นไปในกายนี้จนมีความผิดปกติเกิดขึ้นนั้นย่อมมีมาแต่สาเหตุดัง
กล่าวเป็นแท้ ครั้นหวนย้อนรำลึกถึงญาติมิตรหลายรายที่ล้มหายตายจากไปดื้อๆ
โดยไม่รู้สาเหตุ และมีอาการในทำนองเดียวกันนี้ก่อนตายทั้งนั้น
จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องบอกกล่าวให้เพื่อนผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ทั้งหลายได้สังวรไว้

ให้ สังวรกันไว้ว่าแม้ในห้องนอนแท้ๆ
ก็ยังมีมัจจุราชที่จ้องคร่าชีวิตเราอยู่
และเป็นการคร่าเอาชีวิตไปโดยอาจจะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
แล้วล้มหายจากไปโดยไม่ทันสั่งเสียลูกเมียก็ยังมี

วันนี้จึงขอแสดงความคิดเห็นเรื่องมัจจุราชในห้องนอนเพื่อเป็นนิทัศน์
อุทาหรณ์ให้ช่วยกันพิจารณาว่าในห้องนอนของแต่ละคนนั้นมีมัจจุราชตัวไหนบ้าง?
เพื่อจะได้ป้องกันแก้ไขเสียให้ทันท่วงที
อย่างน้อยก็เพื่อให้มีเวลาอยู่ในโลกนี้นานขึ้นอีกหน่อย จะได้ทำประโยชน์ตน
ประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อม และมากขึ้นตามเวลาที่เหลืออยู่

มัจจุราชตัวแรก คือมัจจุราชที่แฝงตัวอยู่บนฝ้าเพดาน
ซึ่งเกิดขึ้นตามค่านิยมใหม่เมื่อราว 30
ปีมานี้ว่าบ้านหรือห้องนอนจะงามต้องมีฝ้า
แต่พอมีฝ้าแล้วก็ไม่เคยดูกันว่าบนฝ้านั้นมีอะไรบ้าง
โดยเฉพาะเมื่อเวลาเนิ่นนานไป

ปรากฏว่าบนฝ้าที่ดูภายนอกราบเรียบนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ
บางทีมีหนูตาย หรือไม่ก็มีกระดูกเป็ด กระดูกไก่ หรือแม้แต่กระดูกแมว
หรือกระดูกหนู เพราะมีงูเหลือมขึ้นไปกินสัตว์เหล่านั้น
แล้วทิ้งซากหรือกระดูกไว้บนฝ้า ซึ่งบางทีก็ส่งกลิ่น
แต่เพราะความคุ้นชินก็ไม่รู้สึกตัว

ในทุกบ้านเรือนของเรานี้มีสัตว์ 3 ชนิด ที่อาศัยใกล้ชิดคนเรา
คือปลวก มด และแมลงสาบ
อย่าได้คิดว่าปลวกนั้นอยู่ใต้ดินหรือมาจากดินเพียงอย่างเดียว
เพราะปลวกนั้นมาโดยทางอากาศได้ในรูปของแมงเม่า

ทุกที่ที่มีไม้ก็เป็นที่หมายปองของปลวก ดังนั้นบนฝ้าเพดานก็ดี
ไม้อันตีเป็นโครงฝ้าก็ดี ไม้ขอบก็ดี
หรือไม้อันเป็นที่ตกแต่งเพื่อความสวยงามหรือตู้โต๊ะเสื้อผ้าก็ดี
จึงเป็นที่หมายปองของปลวกทั้งสิ้น
และเมื่อปลวกเข้าถึงเมื่อใดก็จะกินขี้ปี้นอนอยู่ในนั้นอย่างเงียบเชียบ
กระทั่งกินเนื้อไม้หมดสิ้นแล้ว หากดูภายนอกก็ยังเห็นว่าราบเรียบอยู่
กว่าจะรู้อีกทีฝ้าเพดานก็จะหล่นทับลงมาแล้ว

ซากสัตว์ กระดูกสัตว์ ขี้ปลวก ฝุ่นละออง ที่สุมทับมากเข้าๆ
ก็ส่งกลิ่นและเป็นที่บ่มเพาะของเชื้อราสารพัดชนิด
รวมทั้งฝุ่นที่จะปลิวกระจายโดยที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา

และทุกวันฝุ่นหรืออะไรต่อมิอะไรที่เป็นผลจากของเหล่านี้ตกมาเข้าปาก
เข้าจมูก และจะเป็นโรคอะไรต่อมิอะไรก็ยังไม่มีใครสำรวจตรวจสอบให้ปรากฏเลย

มัจจุราชตัวที่สอง คือมัจจุราชที่แฝงตัวอยู่ในเครื่องปรับอากาศ
เพราะเมื่อนานวันเข้าในเครื่องปรับอากาศก็เกิดความชื้นหรือหยดน้ำ
ประกอบเข้ากับฝุ่นที่หนาทึบเข้าทุกวัน
เกรอะกรังจนเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อโรคอะไรต่อมิอะไร
และแต่ละวันก็พ่นสิ่งเหล่านี้มาเข้าทางเดินหายใจ เข้าหู เข้าตา
วันแล้ววันเล่า จะเป็นฉันใด

มัจจุราชตัวที่สาม คือมัจจุราชที่แฝงตัวอยู่ในพรม
เพราะเมืองไทยของเรานี้เป็นเมืองร้อน เมืองแล้ง มากไปด้วยฝุ่นละออง
และเศษผงต่างๆ เมื่อตกหล่นลงไปอยู่ในพรมนานวันเข้าก็เอาไม่ออก
ซักก็ไม่ออก กวาดก็ไม่ออก
จนมีกลิ่นบางอย่างเกิดขึ้นแล้วเกิดเป็นเชื้ออะไรต่อมิอะไรมากมายหลายชนิด
ดังที่ภริยามหาเศรษฐีนายธนาคารคนหนึ่งตายไปโดยไม่รู้สาเหตุ
ต่อภายหลังจึงรู้ว่ามีเชื้อแบคทีเรียอยู่ในพรมก็สายไปแล้ว

มัจจุราชตัวที่สี่ คือมัจจุราชที่แฝงตัวอยู่ในวอลเปเปอร์หรือม่าน
ซึ่งเป็นค่านิยมใหม่ในการตกแต่งบ้านเรือนและห้องนอน
ยิ่งสวยงามวิลิศมาหราเท่าใดก็ยิ่งเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรีย
เชื้อราสารพัด

เพราะบ้านเมืองของเรานี้ไม่เพียงแต่ร้อน แล้ง
แต่เป็นประเทศที่มีฤดูฝนอยู่หลายเดือน
ละอองน้ำและละอองฝุ่นที่เล็กละเอียดยิบปลิวไปติดกับม่านและวอลเปเปอร์ก็จะ
เกิดเป็นราขึ้นหมักหมมเกาะเกรอะกรัง และส่งกลิ่นให้ปรากฏ
แต่เพราะนอนอยู่ด้วยกันทุกวันจึงคุ้นเคย
ไม่ได้กลิ่นถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา
มารู้ตัวอีกทีปอดก็เป็นมะเร็งไปแล้ว

มัจจุราชตัวที่ห้า คือมัจจุราชที่แฝงตัวอยู่ในห้องน้ำ
ซึ่งเกิดแต่ค่านิยมใหม่เช่นเดียวกัน นั่นคือการปูพื้นกระเบื้องในห้องน้ำ
ซึ่งดูสวยงามจนกระทั่งน่านั่งอ่านหนังสือหรือน่านอน
และมีจำนวนมากที่ทำอ่างอาบน้ำเป็นอ่างอย่างดี
ทั้งที่ความจริงแล้วสัปดาห์หนึ่ง
เดือนหนึ่งแทบไม่ได้นอนในอ่างอาบน้ำนั้นเลยเพราะเวลาไม่พอ
ลางทีต้องไปยืนอาบน้ำในอ่างอาบน้ำ ซึ่งไม่เข้าท่าเอาเสียเลย

พื้นและอ่างอาบน้ำเหล่านั้นครั้นเปียกน้ำเข้าก็เกิดความลื่น
ทำให้ร่างกายเสียความทรงตัว และถลาล้มได้โดยง่าย หลายรายลื่นล้มจนแขนหัก
ขาหัก บางคนก็ล้มหัวฟาดพื้นตายคาที่ไปก็มี ไปตายที่โรงพยาบาลก็มี
พิการไปก็มาก

ดูไปให้ดีเถิด มัจจุราชห้าตัวนี้มีอยู่ในห้องนอนของใครบ้าง?

โรคภัยหลายชนิดที่บังเกิดขึ้นโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร
มีอาการเป็นไปต่างๆ ที่ทำให้กายนี้ไม่ปกติ บางทีก็ไม่รู้สึกตัว
จนเกิดการสั่งสมของโรคและพิษมากเข้าๆ ในที่สุดเมื่อถึงวันหนึ่งก็กำเริบ
แล้วชีวิตก็ลับล่วงไป

แต่ สภาพเช่นนี้มักจะไม่เกิดขึ้นกับคนยากคนจนที่ไม่สามารถจัดแจงตกแต่งห้องนอน
ให้มีความพร้อมในลักษณะดังกล่าวได้
มัจจุราชทั้งห้าตัวนี้จึงไม่ใช่มัจจุราชของคนจน
แต่เป็นมัจจุราชของคนชั้นกลางและคนมีฐานะดี
ยิ่งมีฐานะดีมากก็ยิ่งใกล้ชิดกับมัจจุราชทั้งห้าตัวนี้มาก

เพราะเหตุนี้อาการป่วยไข้แปลกๆ หรือประหลาดๆ
ที่บังเกิดแก่คนชั้นกลางหรือคนมีฐานะอันดี โดยที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
แม้กระทั่งได้รักษาพยาบาลกับแพทย์ชั้นดี โรงพยาบาลชั้นเลิศก็ไม่หาย
จนกระทั่งตายไปดื้อๆ ทั้งๆ
ที่แท้จริงแล้วสาเหตุหรือมัจจุราชที่คร่าเอาชีวิตไปนั้นไม่ใช่สิ่งอื่นไกล
ที่ไหนเลย แต่เป็นมัจจุราชที่อยู่ในห้องนอนของตนเองแท้ๆ

เพราะความที่เป็นมัจจุราชซึ่งแฝงตัวอยู่ในห้องนอน
จึงมีความใกล้ชิดกันมากเป็นพิเศษ
ความใกล้ชิดทำให้เกิดความคุ้นเคยและไว้วางใจกัน
ไม่ระแวงระวังว่าจะมาคร่าเอาชีวิตไปได้

ดัง นั้นแม้จะมีเสียงให้ได้ยินกุกๆ กักๆ ในเวลากลางคืน
ก็คิดเสียว่าหูฝาดไป ทั้งๆ ที่นั่นคือหนูคาบอาหารมากินแล้วทิ้งซากไว้
หรือไม่ก็งูกำลังกินหนู แล้วทิ้งซากเน่าจนกระทั่งแห้งเหลือแต่กระดูก

เห็นสีของสภาพแวดล้อมผิดปกติไปบ้างก็คิดเสียว่าเป็นเรื่องความเก่า
ความซีดจาง หรือความเปรอะเปื้อนตามธรรมดาธรรมชาติ ทั้งๆ
ที่นั่นคือการแฝงตัวของเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย
และอาจจะมีเชื้ออะไรที่ไม่รู้จักที่อาจคร่าชีวิตเร็วช้าแฝงตัวอยู่ก็ได้

ได้กลิ่นที่ผิดปกติไม่ว่ากลิ่นอับ กลิ่นสาบ กลิ่นสาง
หรือกลิ่นเหม็นบางๆ หรือหอมฉุนๆ ก็คิดเสียว่าเป็นกลิ่นเสื้อ กลิ่นผ้า
กลิ่นที่นอน หรือความเก่าของอุปกรณ์เครื่องใช้
โดยไม่เฉลียวใจว่านั่นเป็นกลิ่นของเชื้อรา
ของฝุ่นสกปรกหรือเชื้อแบคทีเรีย หรือมูลของปลวก
หรืออะไรต่อมิอะไรที่ไม่รู้จัก ซึ่งอาจคร่าชีวิตได้ทุกเมื่อ

ลื่นถลาลงในห้องน้ำ พอทรงตัวได้ก็คิดเสียว่าเผลอไผลหรือประมาทไป
โดยไม่สังวรว่านั่นคือการเตือนภัยอย่างเบาะๆ ของมัจจุราชในห้องน้ำ

เมื่อ วางใจเพราะความใกล้ชิดฉะนี้แล้วก็ไม่เฉลียวใจว่ามัจจุราชกำลังจะคร่าเอา
ชีวิตตน ยังคงหลับนอนอยู่เป็นปกติ
แม้เกิดอาการผิดปกติขึ้นแล้วก็ยังคิดเสียอีกว่าเป็นการป่วยเจ็บธรรมดา
ประเดี๋ยวประด๋าวก็หาย

หาได้สังวรไม่ว่าคนเราในยามตื่นกับยามหลับนั้นต่างกัน
เพราะเวลานอนหลับน้ำตาลในเลือดจะต่ำลง การทำงานของร่างกายอยู่ในระบบ
stand by หรือระบบสำรองทั้งนั้น ความต้านทานในร่างกายจึงอ่อนลง
ไม่สามารถต้านทานรับมือกับเงื้อมมือของมัจจุราชที่ฉุดกระชากเอาชีวิตอยู่ทุก
วี่วันได้

ใน ที่สุดก็ตายไปโดยไม่รู้ว่าตายเพราะอะไร
หรือเจ็บพิการก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร
เหตุนี้จึงควรที่ผองเราจะได้สำรวจตรวจสอบขับไล่มัจจุราชในห้องนอนออกไปเสีย
ให้ทันท่วงทีเถิด.