++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

เคาะข่าวริมโขง : แฉ "มติชน" ทำตัวเป็นสื่อเสี้ยม นำวิจัย นศ.ปรอ.เผยแพร่ ป้ายสี ASTV ทำสังคมแตกแยก

รายการ "เคาะข่าวริมโขง" ออกอากาศทาง "อีสานทีวี" ช่วงเวลา 18.30-20.30
น.วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน มี น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก นายชัชวาลย์
ชาติสุทธิชัย และนายประพันธ์ คูณมี เป็นผู้ดำเนินรายการ
โดยวันนี้มีหลากหลายประเด็นมานำเสนอเพื่อเติมความรู้ให้แก่พี่น้องชาวอีสาน
อีกเช่นเคย อาทิ กรณี ภาวะความเป็นผู้นำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี ต่อการแก้ไขปัญหาต่างๆ กรณี จับพิรุธคดีกล้ายาง
ที่พบว่ามีอัยการและคนใน
คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) บางคน
มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หาช่องทางช่วยจำเลยให้พ้นจากความผิด
และกรณีเว็บไซต์มติชนออนไลน์ นำเสนอผลงานวิจัยของ นายวิทอง ตัณฑกุลนินาท
นักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (ปรอ.) รุ่น 21 ในข้อหัว ชำแหละ
อิทธิพลของสื่อสาธารณะดิจิตอล ASTV ต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวของคนกรุงเทพ

โดย น.ส.อัญชะลี เปิดประเด็นด้วยกรณีภาวะความเป็นผู้นำของ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่มีปัญหาต่อการแก้ไขต่างๆ ซึ่ง
เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์
ได้ให้สัมภาษณ์สดผ่านทางรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ซึ่งมี นายสรยุทธ
สุทัศนะจินดา และน.ส.กฤติกา ศักดิ์มณี เป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้
พิธีกรได้จี้คำถามไปที่นายกรัฐมนตรี ว่า
กลุ่มคนเสื้อแดงจะร่วมรักษาอธิปไตย จะออกไปปกป้องพื้นที่ 4.6
ตร.กม.หลังจากที่รัฐบาลเพิกเฉย ไม่ยอมอะไรเลย
โดยกลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้
และประกาศว่างานนี้จะเป็นการชุมนุมจนถึงขั้นแตกหัก
ซึ่งนายอภิสิทธิ์กล่าวตอบว่า เรื่องการแก้ไขปัญหารุกล้ำพื้นที่ 4.6
ตร.กม.จะเน้นวิธีการเจรจาเป็นหลัก โดยไม่ใช้วิธีรุนแรง พิธีกรถามอีกว่า
ขณะนี้รัฐบาลอยู่ภายใต้ภาวะความกดดันของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและ
กลุ่มคนเสื้อแดงใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอบว่า
อย่ามัวแต่นำประเด็นนี้ขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ คนไทยไม่ควรขัดแย้งกันเอง
โดยขอยืนยันว่ากรณีพื้นที่ 4.6 ตร.กม.ที่ถูกกัมพูชารุกล้ำ
สามารถเจรจาตกลงกับอีกฝ่ายได้

นายประพันธ์กล่าวเสริมกรณีนี้ว่า จริงๆ
แล้วประเทศต้องการผู้นำที่มีความชัดเจน สิ่งที่ นายอภิสิทธิ์
ออกมาพูดไม่ได้ทำให้คนไทยรู้สึกภาคภูมิใจในอธิปไตยของตนเอง
รวมทั้งไม่ได้ภูมิใจที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ นายอภิสิทธิ์ โดยที่ผ่านมา
ตนไม่เคยเห็นว่านายกรัฐมนตรี จะแสดงท่าทีที่ชัดเจนเรื่องนี้
พูดแต่ว่าจะเน้นวิธีการเจรจา
แต่ก็ไม่สามารถระบุถึงแนวทางการเจรจาและกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ไม่หนำซ้ำ
ยังปล่อยให้มีม็อบจัดตั้งไปรุมทำร้ายประชาชนที่รักชาติ
ซึ่งออกไปปกป้องแผ่นดินไทยอีก ทั้งนี้
โดยหลักการแล้วเรื่องนี้ไม่ต้องเจรจาก็ได้
เพราะไม่ได้มีข้อพิพาทเรื่องเขตแดน เห็นอยู่ชัดๆ
ว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ฝั่งเขตแดนไทย
ซึ่งการที่รัฐบาลไปยอมเจรจากับทางกัมพูชา
ก็เท่ากับยอมรับเงื่อนไขของอีกฝ่าย
นับว่าไม่มีประเทศใดในโลกที่กระทำเช่นนี้
เอาดินแดนประเทศตัวเองไปตกลงผลประโยชน์กับประเทศอื่น

"รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนที่เด็ดขาด อีกทั้งต้องยืนยันความบริสุทธิ์
ว่าไม่มีคนในรัฐบาลไปตกลงผลประโยชน์อะไรกับทางรัฐบาลกัมพูชา
เพราะการเพิกเฉย ทำให้สังคมคิดเช่นนั้น
เนื่องจากหากไม่มีเรื่องผลประโยชน์แอบแฝง
รัฐบาลก็น่าจะตัดสินใจอะไรได้เด็ดขาดมากกว่านี้" นายประพันธ์กล่าว

น.ส.อัญชะลี กล่าวว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
ฝ่ายความมั่นคง ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า หลังจาก นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เดินทางกลับจากการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่สหรัฐฯ
จะต้องจัดการเรื่องพื้นที่ 4.6 ตร.กม.ให้เป็นเรื่องเป็นราว โดยนายสุเทพ
จะนำทัพหน้าเดินทางไปเจรจากับ สมเด็จฯฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
นายชัชวาลย์ กล่าวเสริมกรณีนี้ ว่า บุคคล 4 คนที่ตนจะพูดถึงต่อไปนี้
เชื่อว่ามีความฉลาดพอ และไม่ได้ตาบอด ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายกษิต ภิรมย์ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.
โดยขณะนี้ มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ามีการรุกล้ำพื้นที่ดังกล่าวมีการตัดถนน
มีการสร้างวัด จัดตั้งชุมชนถาวร
อีกทั้งบริเวณภูมะเขือมีทหารกัมพูชายึดจุดสูงสุด
ซึ่งถือเป็นภัยต่อความมั่นคง แต่ทำไมรัฐบาลและกองทัพกลับนิ่งเฉย
ไม่ยอมหรือแก้ปัญหาใดๆทั้งสิ้น

น.ส.อัญชะลี กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของนายวีระ สมความคิด
แกนนำภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทพระวิหาร ได้ข้อมูลว่า
หมู่บ้านชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเขตแดนของไทย มีสิ่งที่ผิดปกติ
ไม่เหมือนหมู่บ้านชาวบ้านทั่วไป คือ ไม่มีเด็กและคนชรา
มีแต่ผู้หญิงและผู้ชายเท่านั้น
ซึ่งเท่าที่ทราบล้วนแล้วแต่เป็นทหารที่พร้อมแปรสภาพจากชาวบ้านเป็นนักรบได้
ทันที มีการปักธงชาติกัมพูชาและตั้งชื่อหมู่บ้านเป็นภาษาท้องถิ่นอีกด้วย

นายชัชวาลย์กล่าวเสริมว่า
กรณีนี้ในเมื่อตำหนิรัฐบาลแล้วจะไม่ตำหนิกองทัพก็ไม่ได้
เพราะไม่มีเหตุผลรองรับเพียงพอที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
ผบ.ทบ.จะมาอ้างว่าดำเนินการเรื่องนี้ไม่ได้
เนื่องจากไม่ได้รับคำสั่งจากทางรัฐบาล
ทั้งๆที่กระทรวงกลาโหมและกองทัพถือว่าเป็นแขนและขาที่สำคัญในการใช้อำนาจของ
นายกรัฐมนตรี แต่กลับทำผลประโยชน์ให้ส่วนรวมไม่ได้เลย ดังนั้น
ถ้าหากมีความรักชาติจริงต้องออกมาดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้โดยใช้วิธีการเด็ด
ขาด

ต่อมา น.ส.อัญชะลี กล่าวถึงกรณีกระแสข่าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี อาจจะไม่เอาทั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ และ พล.ต.อ.จุมพล
มั่นหมาย เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งในการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ โดยกรณีนี้
นายประพันธ์กล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนความเป็นผู้นำในตัว นายอภิสิทธิ์
ได้เป็นอย่างดี เพราะแค่การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ยังจัดการไม่ได้
ก็ถือว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญในการใช้อำนาจ เพราะแค่ภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูดี
ไม่สามารถประคับประคองประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้
ถ้าหากจัดการปัญหาไม่ได้ทุกอย่างก็จบ ซึ่งตนพูดได้เลยว่า หากนายกรัฐมนตรี
กลับจากต่างประเทศครั้งนี้ แล้วมีการเปลี่ยนตัวจาก พล.ต.อ.ปทีป
ตันประเสริฐ ไปเป็นคนอื่น ตนถือว่านายอภิสิทธิ์คุมเกมเรื่องนี้ไม่อยู่
จนทำให้ต้องเลือกผู้อื่นขึ้นมาแทน

นายชัชวาลย์กล่าวเสริมว่า คนที่นายอภิสิทธิ์อาจเลือกขึ้นมาเป็น
ผบ.ตร.คนใหม่ คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ รอง ผบ.ตร.
ซึ่งถือว่ามีความสนิทชิดเชื้อกับนายเนวิน ชิดชอบ ดังนั้น
จึงนับว่ายังไงนายกรัฐมนตรี ก็หนีไม่พ้นปัญหาความขัดแย้งไม่ว่าจะเลือกใคร
เพราะถ้าเลือก พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ทางพรรคภูมิใจไทย นายสุเทพ
และนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็คัดค้าน หากเลือก
พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ก็ถือเป็นคนสนิท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี โดยตนบอกได้เลยว่า หาก นายอภิสิทธิ์
ไม่มีความเด็ดขาดในการเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ ตามอำนาจในมือที่ตนเองมี
ก็ถือว่า เป็นนายกรัฐมนตรีนอมินีให้นายสุเทพ นายนิพนธ์ และนายเนวิน
ชิดชอบ เหมือนสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยโจมตี นายสมัคร สุนทรเวช
และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นผู้นำนอมินีของ
พ.ต.ท.ทักษิณ

จากนั้น นายประพันธ์เปิดประเด็นถึงพิรุธคดีกล้ายาง
ที่พบว่ามีอัยการและคนใน
คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) บางคน
มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
พยายามหาช่องทางช่วยเหลือจำเลยให้รอดพ้นจากความผิด ว่า คดีกล้ายาง
หลังจากที่ศาลอาญา แผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยจำนวน 44 คน ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ นายเนวิน
ชิดชอบ แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนหลายอย่าง โดยคดีนี้ มีพิรุธตรงที่
มีอัยการและคณะกรรมการ คตส. บางคน
ไปเบิกความเป็นพยานช่วยจำเลยให้รอดพ้นจากความผิด
ทั้งที่โดยหน้าที่รับผิดชอบแล้ว ถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชน ดังนั้น
ต้องรับผิดชอบรักษาผลประโยชน์ให้แก่แผ่นดิน
โดยกรณีนี้สมควรจะต้องมีการตรวจสอบการทำงานของอัยการและ นายแก้วสรร
อติโพธิ หนึ่งในคณะกรรมการ คตส.
ที่เดินทางไปเป็นพยานคดีกล้ายางให้แก่พรรคพวก นายเนวิน ชิดชอบ

"โดยมารยาทแล้ว ทั้งอัยการบางคนและนายแก้วสรร ไม่สมควรทำเช่นนี้
เพราะไม่ชอบด้วยเหตุผล โดยการที่ศาลยกฟ้องเกิดจากหลายสาเหตุ
มีทั้งเรื่องข้อกฏหมายและข้อเท็จจริง
ที่ศาลนำมาประกอบการพิจารณาแต่เหนือสิ่งอื่นใด
เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ไม่เช่นนั้น
ต่อไปคงได้เห็นอัยการบางคน
เวลาว่างก็ไปรับจ๊อบเป็นพยานให้จำเลยรอดพ้นจากความผิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้
ตัวเองก็เป็นฝ่ายดูข้อมูลเชิงลึกคดีทั้งหมด
ทำแบบนี้แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร" นายประพันธ์ กล่าว

น.ส.อัญชะลี กล่าวว่า เดิมที่อัยการกับ
คตส.ไม่ได้มีเรื่องผิดใจอะไรกัน ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ แต่หลังจากที่
คสต.สอบคดีทุจริตโครงการปรับปรุงระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าและเครื่องตรวจสอบ
วัตถุระเบิด หรือซีทีเอ็กซ์-9000 ที่มีนายชัยเกษม นิติศิริ อัยการสูงสุด
ในฐานะดำรงตำแหน่งอดีตบอร์ด ทอท. สมัยเป็นรองอัยการสูงสุด
เกี่ยวพันคดีนี้ด้วย จึงทำให้เกิดรอยร้าว
อัยการบางคนตั้งแง่ไม่ส่งสำนวนฟ้อง หากเป็นคดีที่ คตส.
ส่งเรื่องมาให้พิจารณา โดยอ้างว่าข้อมูลไม่หนักแน่นพอ หรือไม่รอบด้าน
อย่างคดีกล้ายาง อัยการก็ไม่ยอมสั่งฟ้องให้ จนทำให้
คตส.ต้องตั้งทีมฟ้องเอง ซึ่งหลังจากที่จำเลยคดีนี้หลุดพ้นจากความผิด
ฝ่ายอัยการยังมีการแถลงข่าวเยาะเย้ย
คตส.ว่าเตือนแล้วว่าหลักฐานไม่รอบด้าน ทั้งที่จริงๆแล้ว การที่ต้องการให้
คตส.ไปสืบหาพยานหลักฐานเพิ่ม เพราะต้องการยื้อเวลาช่วยจำเลยต่างหาก

จากนั้น ช่วงต่อมา น.ส.อัญชะลี ยกประเด็นเว็บไซต์มติชน ออนไลน์
นำเสนอผลงานวิจัยของ นายวิทอง ตัณฑกุลนินาท นักศึกษา
วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (ปรอ.) รุ่น 21 ในข้อหัว ชำแหละ
อิทธิพลของสื่อสาธารณะดิจิตอล ASTV
ต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวของคนกรุงเทพฯ
พร้อมกับพาดหัวข่าวกล่าวหาว่าเป็นสื่อที่สร้างความแตกแยก
โดยเนื้อหาของงานวิจัยดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้ ผลงานวิจัย สรุปผลว่า
ผู้รับชมที่มีการศึกษาสูง และรับชมสื่อ ASTV
จะไตร่ตรองก่อนเชื่อหรือไม่เชื่อ
แต่ถ้าผู้รับชมที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี เมื่อรับชมสื่อ ASTV
จะมีแนวโน้มเชื่อตามทฤษฎีเข็มฉีดยา ซึ่งนับว่ามีผลกระทบร้ายแรง
ในด้านการสร้างความแตกแยกให้กับสังคมทุกระดับ

น.ส.อัญชะลี กล่าวต่อว่า งานวิจัยดังกล่าว มีอาจารย์ที่ปรึกษา 4
คน ได้แก่ พ.อ.ชำนาญ ช้างสาต รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน พล.ต.ณรงค์
เนตรเจริญ และ พ.อ.กฤษฎา สุทธานินทร์ มีการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเชิงลึก
20 ราย ประกอบด้วย ตัวแทนจาก ASTV กรมประชาสัมพันธ์
สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ นักวิชาการด้านสื่อมวลชน ตำรวจ
สำนักงานกิจการภายนอกประเทศ ทหาร องค์กรสิทธิมนุษยชน
นักวิชาการด้านจิตวิทยา พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ อดีตพรรคไทยรักไทย
วุฒิสภา ศาลปกครอง สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม สถาบันการเงิน
และกระทรวงต่างประเทศ

"การศึกษาครั้งนี้ได้ทดสอบสมมติฐานถึงปัจจัยระดับการศึกษาของกลุ่ม
ตัวอย่าง ต่อพฤติกรรม และทัศนคติ
ของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทาการเมืองจาก ASTV พบว่า
ระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่างมีผลต่อพฤติกรรมและทัศนคติของกลุ่มตัวอย่าง
หลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV ในหลายประเด็น อาทิ
หากเป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี
มีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่าการชุมนุมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา
ต่างๆ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี
และสูงกว่าปริญญาตรี นอกจากนี้
กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี
เป็นกลุ่มที่นิยมนำเนื้อหาของสื่อที่ได้รับนั้น
ไปเผยแพร่บอกต่อให้กับคนรอบข้างรับฟัง
รวมถึงชักชวนให้บุคคลรอบข้างหันมารับข่าวสารจากสื่อ ASTV มากขึ้น"
น.ส.อัญชะลี กล่าวถึงงานวิจัยดังกล่าว

น.ส.อัญชะลี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้
ผลการวิจัยทัศนคติและพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารด้านการ
เมืองผ่านสื่อ ASTV ยังส่งผลกระทบด้านอื่นๆ แต่ที่ร้ายแรงที่สุด คือ
ทำให้เกิดความแตกแยก โดยเฉพาะด้านการปลูกฝังความรุนแรงให้กับเยาวชน

นายประพันธ์กล่าวถึงกรณีนี้ว่า
เนื้อหาผลงานวิจัยนี้กำลังจะสื่อให้เห็นว่า ASTV เป็นสื่อที่ทรงอิทธิพล
ทำให้ผู้คนจำนวนมากเชื่อถือ ซึ่งมีระดับผลการศึกษาเป็นตัวแปรสำคัญ
โดยตนถือว่า เป็นเรื่องปกติของงานวิจัยทั่วไป
ที่เอาระดับผลการศึกษามาเป็นเกณฑ์วัดวิจารณญาณของแต่ละบุคคล
ซึ่งหากมองในมุมนกลับกัน ทำไมผู้ทำการวิจัยไม่คิดบ้างว่า
เหตุใดที่คนการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี เลือกที่จะดูเนื้อหาสาระรายการต่างๆ
ของสื่อ ASTV แทนที่จะดูฟรีทีวี ซึ่งมีให้เลือกเสพสื่อมากมาย ดังนั้น
อิทธิพลที่ทำให้ผู้คนเกิดความแตกแยกในสังคม ไม่น่าใช่เพราะสื่อ ASTV
แต่มาจากปัจจัยอื่น ทั้งนี้ ตนมองว่าการที่คนการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี
หันมาบริโภครายการข่าวมากขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ โดยเรื่องนี้
จะต้องใช้เวลาพูดและทำความเข้าใจกันนานกว่านี้ ดังนั้น
ขอยกประเด็นนี้ไปวิเคราะห์ในวันพรุ่งนี้ (25 กันยายน) ซึ่งรับรองได้ว่า
ประชาชนจะได้ข้อมูลรอบด้าน และจะชี้ให้เห็นถึงความชัดเจนของสื่อ ASTV
มากขึ้น ว่ามีความแตกต่างกับบรรดาฟรีทีวีทั้งหลายอย่างไรในการนำเสนอข่าวต่างๆ


http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000112308

บทบาทสื่อ ASTV กับการทำหน้าที่รับใช้สังคม "แตกต่าง" หรือ "แตกแยก"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 กันยายน 2552 02:42 น.
บทบาทของสื่อมวลชนว่ามีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนสังคมในด้านต่างๆ เช่น
ให้ความรู้ ให้ข่าวสาร เตือนภัย ให้ความบันเทิง
หากจะพูดถึงทฤษฎีการสื่อสาร (Theory of communication)
จะพบว่ามีหลากหลายทฤษฎีที่มีสามารถหยิบยกมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทาง
สังคมในเชิงนิเทศศาสตร์ ได้เสมอ
อยู่ที่ว่าหลักการของการนำทฤษฎีเหล่านั้นมากล่าวอ้างนั้นได้มองอย่างรอบด้าน
หรือ มิคติต่อปรากฏการณ์นั้นอย่างไร


หลังจากเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา "เว็บไซต์มติชน ออนไลน์"
ได้นำเสนอผลงานวิจัยของ นายวิทอง ตัณฑกุลนินาท นักศึกษา
วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (ปรอ.) รุ่น 21 ในข้อหัว "ชำแหละ
อิทธิพลของสื่อสาธารณะดิจิตอล ASTV ต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าว
ของคนกรุงเทพฯ" ซึ่งเนื้อหาระบุว่า สื่อ ASTV มีอำนาจปลุกระดมมวลชน (Mass
Mobilization) สร้างความคิดเห็น และความเชื่อ
รวมถึงการหล่อหลอมพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นไปตาม "ทฤษฎีเข็มฉีดยา"
(Hypodermic Needle Theory) ที่มีความเชื่อว่า องค์กรหรือผู้ส่งข่าวสาร
เป็นผู้มีอำนาจ และบทบาทสำคัญที่สุด
เพราะสามารถกำหนดข่าวสารและส่งข่าวสารไปยังผู้รับ
โดยการคาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้นได้คล้ายกับหมอที่ฉีดยารักษาผู้ป่วยข่าวสารที่
ส่งไปจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้รับได้โดยตรงอย่างกว้างขวาง
และให้ผลทันทีกับฝ่ายผู้รับข่าวสารเป็นบุคคลจำนวนมากจะมีปฏิกิริยาหรือ
พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปตามที่ผู้ส่งข่าวสารต้องการโดยจะไม่มีอำนาจควบคุมผู้
ส่งข่าวสารได้ ทฤษฎีนี้ถือว่าผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและเข้าใจสถานการณ์
สามารถใช้สื่อมวลชนทำให้เกิดผลตามที่ตนเองต้องการได้
ซึ่งตรงข้ามกับการสื่อสารผ่านช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 9 และ TPBS
ซึ่งมีการพิจารณาและกลั่นกรองเนื้อหารายการจากทางสถานีโทรทัศน์ที่ทำการถ่าย
ทอดก่อนนำเสนอ

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาดังกล่าวที่ผู้วิจัยชี้ให้เห็นว่า
ผู้ส่งสารมีอำนาจในการปลุกระดมมวล เพื่อเป็นไปตามทฤษฎีเข็มฉีดยานั้น
ผู้วิจัยคงไม่เข้าใจว่าปัจจัย
ของทฤษฎีนี้นั้นเกิดขึ้นมาในบริบทของสังคมเผด็จการ
การคiอบงำสื่อโดยอำนาจการเมือง
โดยได้ถูกนำมาใช้สมัยฮิตเลอร์ในการใช้สื่อวิทยุในการล้างสมองประชาชนให้เห็น
คล้อยตามระบอบเผด็จการของผู้นำ
และช่องทางการสื่อสารในยุคนั้นถูกจำกัดในการใช้ไม่แพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน
หากเทียบกับปัจจุบันที่สื่อมีหลายช่องทาง ทั้ง วิทยุ โทรทัศน์
อินเทอร์เน็ต และการเป็นเจ้าของสื่อในปัจจุบันไม่ได้อยู่เพียงภายใต้อำนาจรัฐอีกต่อไป
หรือที่เรียกว่า "ยุคสื่อสารไร้พรมแดน" และในแง่กฎหมาย
รัฐธรรมนูญก็กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
รัฐจะปิดกั้นไม่ได้ ดังนั้น
ทฤษฏีนี้นำมาใช้กับปรากฏการณ์นี้ไม่ถูกต้องนัก

สำหรับ สิ่งที่สื่อในเครือ ASTV
ได้สร้างกับสังคมนั้นได้ส่งผลต่อการกระทบทางการศึกษาระบอบประชาธิปไตย
การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐในการบริหารราชการแผ่นดิน
เปิดโปงการทุจริตของผู้มีอำนาจที่ฉ้อโกง หรือเรื่องของการส่งเสริมคุณธรรม
ไม่ได้ส่งเสริมการใช้ชีวิตแบบทุนนิยม
แบบฟุ้งเฟ้อหรือการยกย่องคนเลวให้มีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม
หากจะหยิบปรากฏการณ์ทางสังคมเพื่ออธิบายการศึกษาทฤษฏีทางการสื่อสารที่เหมาะ
สมกว่า ทฤษฎีเข็มฉีดยา ที่ไม่ตรงกับสภาพสังคมปัจจุบันแล้ว
ยังมีทฤษฏีที่พอจะยกมาเป็นสิ่งที่จะนำมาอธิบายปรากฏการณ์นั้น
อย่างใกล้เคียงหรือเหมาะสมกว่าได้แก่ ทฤษฏีหน้าที่นิยม (Functionalism
Theory) และทฤษฎีรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility Theory)
ที่สื่อได้ทำหน้าที่ของตนตามวิชาชีพ แม้ถูกกระทำคุกคามต่างๆ เช่น
การปาระเบิดที่ทำงาน ครั้งแล้วครั้งเล่า การลอบสังหารคุณสนธิ ลิ้มทองกุล
ที่รอดมาอย่างปาฏิหารย์ และการประสบปัญหาด้านเงินทุนในการบริหาร
ถึงขั้นต้องรับบริจาคเงินจากประชาชน เพื่อยืนหยัดที่จะทำหน้าที่ต่อไป
รักษาโครงสร้างของสังคมให้เกิดความสมดุล ไม่ให้เกิดความไร้ระเบียบ

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นประเด็นสำคัญในการเสนอข้อมูล คือ ความจริง
หรือสัจจะธรรม อย่างตรงไปตรงมา หากสิ่ง ASTV ได้นำเสนอไม่เป็นความจริง
หรือเป็นไม่ถูกต้องประชาชนเรือนแสนที่ออกมาเรียกร้องเข้าร่วมในการชุมนุมยาว
นานถึง 193 วัน คงจะเกิดขึ้นไม่ได้
เพราะบนเส้นทางการต่อสู้ของเหล่าประชาชนผู้ตื่นรู้ทางจริยธรรม
ที่ไม่จำกัดที่วุฒิการศึกษาได้ออกมาปกป้อง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
และต่อสู้กับความเหนื่อยยากโดยไม่ย่อท้อ แต่ในขณะเดียวกัน
สื่ออื่นที่เรียกตัวเองว่า "สื่อกระแสหลัก"
กลับทำงานรับใช้ทุนและอำนาจการเมืองอย่างไม่ลืมหูลืมตา
มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์เข้าพวกพ้องมอมเมาประชาชนด้วยค่านิยมผิดๆ
โดยไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม

กรณีความเห็นของผู้วิจัยที่มองว่า การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของ
ASTV ได้ส่งผลกระทบในด้านต่างๆ นั้น อาทิ การสร้างความแตกแยกในสังคม
หากจะมองว่า ASTV
ทำให้เกิดแตกแยกของคนในสังคมเพราะพฤติกรรมที่ทุจริตของนักการเมืองหรือ
เป็นภัยต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์นั้นก็ต้องยอม
เพราะความชั่วกับความดี อยู่ตรงข้ามกันเสมอ
และที่สำคัญให้คนชั่วมาปกครองบ้านเมืองย่อมจะเกิดแต่ความไม่สงบสุข
หรือแม้แต่การส่งผลกระทบต่อการเมือง และเศรษฐกิจนั้น ลองมองย้อนกลับไปว่า
กระบวนการบริหารราชการ องค์กร สถาบัน ที่อ้างว่าถูกกระทบต่อการทำงานนั้น
สาเหตุหลักมิใช่มาจากถูกแทรกแซงโดยนักการเมืองที่ทุจริต
และเจ้าหน้าที่รัฐหรือองค์กรเหล่านั้นได้ทำตามหน้าที่ตนเองหรือไม่
หรือที่เลวร้ายคือทำตัวเป็นทาสนักการเมืองร่วมกันคอรัปชั่น
ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อถือ

ต่อมุมมองเรื่องการควบคุมการบริโภคสื่อ
ที่ผู้วิจัยได้ศึกษากรณีของ ASTV นั้น น่าจะเป็นการเสียเวลาเปล่า
เพราะหากความเข้าใจในเรื่อง
คุณธรรมต่อวิชาชีพและความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว ASTV ได้
ผ่านจุดนั้นมาแล้ว
ด้วยการรับรองจากประชาชนที่มีปริมาณมากกว่ากลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยชิ้นนี้
รวม 120 ราย และหากจะควบคุมหรือศึกษาผลกระทบการบริโภคสื่อจริงๆ
ลองยกกรณีศึกษา "สื่อกระแสหลัก" ที่ผู้วิจัยยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบ
น่าจะได้ช่วยพัฒนาวงการสื่อสารมวลชนมากกว่า

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000112350

รียกซะหรูเลย ว่าเป็นงานวิจัย
ของ นายวิทอง ตัณฑกุลนินาท
นักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (ปรอ.) รุ่น 21

แหม ทำให้เรารู้สึกว่าความรู้ระดับต่ำกว่าปริญญาอย่างเราไม่ได้ต่ำต้อยอย่างที่เราเคยคิดเลย

เพราะเรามีครู อาจารย์ที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดี
และสอนให้เรารู้จักแยกแยะดีชั่ว ในสังคมนี้

อีกอย่าง เราเลือกบริโภคสื่อเอง ไม่ได้มีใครมาบังคับ

งานนี้ ขอคารวะ และพวกเราขอเป็นกำลังใจให้
ทีมงาน ASTV ทุกท่าน
ขอให้ทำหน้าที่ผู้สื่อข่าว
ด้วยศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ และมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อไป
เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ
ที่มีบุญคุณต่อพวกเรา
พี่น้องคนไทยในชาติเดียวกัน
khonthai09

สินบน : มะเร็งร้ายที่คนเป็นมะเร็งไข่ (เจียว) ทิ้งไว้ให้ประเทศไทย

โดย อุษณีย์ เอกอุษณีษ์ 24 กันยายน 2552 14:43 น.
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สันดานการติดสินบนของนักการเมือง
คือยาพิษที่ร้ายแรงประการหนึ่งที่ระบอบทักษิณ ทิ้งไว้ทำลายสังคมไทย
และมันได้กลายเป็นอาวุธปรมาณูที่ทรงพลานุภาพจนถึงขนาดที่ถ้าสังคมไม่ปลดชนวน
ระเบิดลูกนี้ให้สิ้นซาก ก็จะเดินต่อกันไปได้อย่างยิ่ง

จริงอยู่แม้ "สินบน" จะเกิดก่อน นช.ทักษิณ
และมีกระจายอยู่ในสังคมไทยและเทศมานานแล้ว
แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคทักษิณครองเมือง คือเครื่องชี้ให้เห็นว่า
ระบอบทักษิณ คือ ต้นกำเนิดแห่งการแพร่ขยาย
สันดานอันชั่วร้ายในรูปของการติดสินบนเข้าไปยังสังคมไทยในทุกระดับ
หรือทุกอณูจนเป็นที่มาของปัญหาความติดขัดนานัปการและทำให้เจ้าหน้าที่รัฐขาด
คุณธรรมและจริยธรรม ขาดกลไกในการลงโทษ บังคับใช้กฎหมาย
เปิดโอกาสให้มีการทุจริต และระบบงานมีช่องโหว่หละหลวม เป็นต้น

แต่ที่เห็นจะอันตรายร้ายแรงที่สุด คือ
การปล่อยให้ระบอบทักษิณในอดีตปลูกฝังพฤติกรรม "การกินสินบาทคาดสินบน" ใน
3 สถาบัน อันเป็นเสาหลักที่ค้ำยันสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นนิติบัญญัติ
บริหาร หรือแม้แต่ในกระบวนยุติธรรม อันมีฝ่ายสอบสวนอย่างตำรวจ
อัยการเป็นต้นทาง และมีตุลาการเป็นปลายทาง

23 มีนาคม 2551 ณ โรงแรมอมารี ออคิด รีสอร์ท แอนด์ ทาวเวอร์
นายชุมพล ศิลปอาชา อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร
ปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้กล่าวไว้ ในงานสัมมนาชื่อว่า
"บทบาท อำนาจ หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญและบทบาทในกรรมาธิการ"
ระบุ ผมโดนมามาก เช่น เชิญไปรับประทานอาหารตามที่ต่างๆ เช่น สยามซิตี,
ปริ๊นเซส, รามาการ์เด้นส์, รอยัล ริเวอร์, ฟอร์จูน, ลิเบอร์ตี้
ย่านสะพานควาย และที่เหม่งจ๋าย มีการชุมนุมบ่อยครั้ง
โดยจะมีการตั้งกลุ่มตั้งก๊วนมารวมให้ได้เป็น 10 เสียง
และขอเสนอให้มีสวัสดิการให้ ส.ว.ต่างจังหวัด ขอรถ บ้าน
ไปทัวร์เมืองนอกพร้อมพอกเก็ตมันนี่ หรือการขอให้ช่วยคดี
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในปี 2543 (มติชนรายวัน, 24 มี.ค. 51)

นั่นแสดงว่า การติดสินบนฝ่ายนิติบัญญัติเกิดขึ้นจริงในยุคทักษิณ
ซึ่งยังไม่รวมข้อกล่าวหาสารพัด อาทิ
การติดสินบนนิติบัญญัติเพื่อบล็อกโหวตให้เลือกรับรององค์กรอิสระตามโผด้วย
สารพัดวิธี ข้อมูลจากปากคำของ อดีต ส.ว.สมบูรณ์ ทองบุราณ ที่ออกมาแฉว่า
เคยมีการบล็อกโหวตเลือกองค์กรอิสระบางชุด (ในอดีต)
ด้วยวิธีแนบซองเงินเฉลี่ย 5 แสนบาทต่อหัว รวม 80 หัว ใช้เงินประมาณ 40
-50 ล้านบาท แลกการลงคะแนนรับรองรายชื่อผู้ได้รับการเสนอเป็นองค์กรอิสระ
ที่จะถูกบล็อกมาเป็นชุดๆ 1-3-8-9-7 ถ้ามีการออกเสียงเหมือนๆ กัน ตรงกัน
80 คนขึ้นไป ก็แสดงว่า มีการบล็อกโหวตเกิดขึ้นแล้ว

ข้อกล่าวหาเหล่านี้ แม้ไม่ได้รับการพิสูจน์ทางกฎหมาย
แต่ในทางพฤตินัยก็ถูกตอกย้ำผ่านมุมมองสื่อมวลชนเมื่อสื่อมวลชนประจำรัฐสภา
ตัดสินใจให้ฉายา นักการเมืองบางพวก ในยุคทักษิณครองเมือง (พ.ศ. 2548)
ด้วยสำนวนเจ็บแสบว่า "ส.ส.ปลอกคอพันธุ์ชิน" หรือ "ส.ว.สภาทาส"

ขณะที่ฝ่ายบริหารก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน
ดังจะเห็นได้จากคำพูดของป๋าเหนาะ เสนาะ เทียนทอง แห่งวังน้ำเย็น
ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านหนังสือ "รู้ทันทักษิณ 4 ฅนวงใน The Insiders" ตอน
เสนาะ เทียนทอง : "จะเอาทักษิณ หรือประเทศไทย" ว่า

ยิ่งกว่านั้นยังมีการใช้ระบบธุรกิจครอบครัวมาจัดการผลประโยชน์ใน
รัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ขนคนที่เคยทำงานกับตัวเองในบริษัทแบบยกชุด
วางคนของตัวเองไปในทุกกระทรวงโดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งที่มีอำนาจอย่างเป็น
ทางการ แต่ทุกคนในกระทรวงจะรู้ดีว่า คนคนนี้คือคนของเขา
จะทำอะไรก็ต้องผ่านคนคนนี้ เรียกว่ามีสองสามคนไปดูแลผลประโยชน์ทุกกระทรวง
เป็นเสมือนหลงจู๊ แล้วยังส่งคนไปยึดตำแหน่งใน กมธ.ชุดต่างๆ ของสภาผู้แทนฯ
ใน ครม.ก็ไม่ต่างกัน ทุก โครงการที่จะมีการอนุมัติ
ถ้ารัฐมนตรีคนไหนเสนอเรื่องขอใช้งบกลางที่จัดสรรไว้มหาศาล
ก็ต้องไปเคลียร์กับคนของเขาให้เรียบร้อยก่อน
รัฐมนตรีหลายคนจะมีคนของเขาเข้ามาบอกว่าเดี๋ยวทำงบฯ จะเอากี่พันล้าน
แต่ต้องเอาเข้าพรรค 10 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าจะไปทำอะไรขึ้นมาก็ได้
ไปเขียนโครงการมา

ถ้ารัฐมนตรีคนไหนทำไม่ได้ก็อยู่ไม่ได้
เวลาทำโครงการก็ต้องจ้างที่ปรึกษาที่เป็นคนของตัวเอง
แล้วใช้วิธีที่เก่งที่สุด คือ ยกเว้นระเบียบพิเศษ
ยิ่งใช้วิธีขีดเส้นตายว่าต้องเสร็จวันนั้นวันนี้
เหมือนกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อจะได้ใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างแบบพิเศษ
นโยบาย 10 เปอร์เซ็นต์ รัฐมนตรีต้องทำโครงการ
โดยตกแต่งงบประมาณขึ้นมาก่อนว่ามูลค่าของโครงการจะครอบคลุม 10
เปอร์เซ็นต์ที่ต้องหักเข้าพรรค จากนั้นไปตกลงกับคนของเขาผ่านคุณหญิง
เมื่อเรียบร้อยเมื่อใดก็ส่งมาให้ตัวตายตัวแทนทางการเมืองที่เขาไว้ใจ
พอเข้า ครม. นายกฯ จะเสนอโครงการและอนุมัติให้เองเสร็จสรรพ
รัฐมนตรีไม่ต้องคิดไม่ต้องสงสัย ทุกวันนี้ยังไม่มีใครรู้ใครเข้าใจว่า 10
เปอร์เซ็นต์มีอยู่เท่าไร คงต้องไปถามคุณหญิง

ไม่ว่าวันนี้ ป๋าเหนาะในสายตาของพี่น้องคนไทย จะเป็นอย่างไร
แต่คุณูปการของป๋า ที่นอกเหนือจากปั้นชาวบ้านเป็นนายกรัฐมนตรี
กับเปลี่ยนชื่อยาม้าเป็นยาบ้าแล้ว
สิ่งสำคัญคือป๋าได้เคยร่วมจารึกประวัติศาสตร์หน้านี้
ด้วยการลากไส้ระบอบทักษิณแบบคนรู้ทันมากแล้ว
ว่าเคยทำลายฝ่ายบริหารให้ย่อยยับลงกับมือด้วยวิธีที่ชั่วร้ายแค่ไหน

สุดท้ายคงไม่ต้องรื้อฟื้นกันมา
กระบวนการยุติธรรมตลอดช่วงที่ผ่านมา
ถูกทำให้แปดเปื้อนด้วยข้อกล่าวหาเรื่องสินบนซ้ำแล้วซ้ำเล่าขนาดไหนในยุค
ทักษิณไล่ตั้งแต่การซุกหุ้นภาคแรกมาจนถึงคดีถุงขนม 2 ล้าน
ที่แม้อัยการจะไม่ยอมสั่งฟ้อง
แต่คนทั้งชาติก็ได้รับรู้ถึงความพยายามจะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของบาง
ฝ่าย

จนถึงวันนี้ แม้ นช.ทักษิณ ชินวัตรจะหนีออกนอกประเทศไปนานถึง 3 ปี
แต่ไม่มีใครการันตีได้ว่ารากเหง้าของปัญหาอันเลวร้ายมันได้ถูกถอนทำลายไป
ด้วยหรือไม่ หรือว่ามันยังอยู่จนทำให้รถไฟขบวนประเทศไทยไปต่อไม่ได้
ลำพังจะตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสักคนยังทำไม่ได้!!!

ขอปิดท้ายด้วยคำพูดของอดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปัณยารชุน
ที่กล่าวในงานสัมมนา "การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
ในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน" เมื่อ 26 มิถุนายน 2547 ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์
ซิตี้ จอมเทียน จ.ชลบุรี ที่ว่า

ถ้า ปล่อยให้มัน (คอร์รัปชัน) เกาะกินสังคมไทยเรื่อยๆ
ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ตนไม่อยากนึกเลย
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องช่วยกันปราบทุจริต เปิดโปง
และต่อสู้เพื่อผลประโยชน์สังคม
ไม่ใช่ไปที่ไหนก็เป็นตัวตลกหรือถูกหยามน้ำหน้าว่ามาจากดินแดนที่องค์กรความ
โปร่งใสของโลก ประณามว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีการทุจริตโกงกินมากที่สุด
จนไม่รู้ว่าคุณธรรมอยู่ที่ไหน

ซึ่งสังคมใดที่หลอกตัวเอง จนไม่รู้ว่าความจริงของสังคมอยู่ไหน
สังคมนั้นก็ไม่มีอนาคต ถึงแม้ตนไม่ได้อยู่ในรัฐบาล
แต่เท่าที่ได้ฟังจากคนที่ได้รู้จัก
สถานการณ์การโกงกินขณะนี้เรียกได้ว่าหนักที่สุด
และมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะคนฉลาดขึ้นมีการศึกษาสูงขึ้น
จึงคอร์รัปชันได้อย่างแนบเนียนมากขึ้น
ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สังคมจะร่วมช่วยกันตรวจสอบ

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000112017

จิตสำนึกเลวๆ กรณีพระวิหาร

โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ 24 กันยายน 2552 21:13 น.
ผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งเป็นชาวกัมพูชาเชื้อสายจีน
เป็นรูมเมตสมัยเรียนหนังสือที่กรุงปักกิ่ง ผมเรียกชื่อเล่นเขาว่า อาลิ้ม
ซึ่งเป็นชื่อที่มาจากแซ่ของเขา

อาลิ้มเคยบินมาหาผมที่เมืองไทย 2 ครั้ง
แต่ผมไม่เคยไปเยี่ยมอาลิ้มที่พนมเปญสักครั้งเดียว
ปัจจุบันอาลิ้มเป็นนักธุรกิจอยู่ในกรุงพนมเปญ ทำธุรกิจขายคอมพิวเตอร์
และโทรศัพท์มือถือ แต่งงานแล้วและมีลูกสาวน่ารักคนหนึ่ง

หนึ่งปีที่พักอาศัยอยู่ด้วยกัน ทำให้ผมเห็นว่า
อาลิ้มเป็นคนมีจิตใจดี และรักคนไทย
อาลิ้มเล่าว่าบิดาของเขามาเมืองไทยบ่อยจนพูดภาษาไทยได้เล็กน้อย

อาลิ้มในฐานะชาวกัมพูชาที่ผมรู้จักอาจไม่สามารถอธิบายแทนชาวกัมพูชา
ได้ทั้งหมด แต่มันทำให้เห็นว่า
แท้จริงแล้วเขากับเราไม่ได้มีเรื่องโกรธเคืองอะไรกัน แม้จะมีบาดแผลเล็กๆ
ในประวัติศาสตร์แต่นั่นเป็นเรื่องของอดีตที่ไม่หยิบยกมาให้หมางใจกัน

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น 2 -3 ปีมานี้คือ ปัญหาเรื่องที่ดิน 4.6
ตารางกิโลเมตรรอบประสาทพระวิหาร
ซึ่งกัมพูชาส่งคนและทหารของเขาเข้ามายึดครอง
และกำลังตัดถนนและสร้างถาวรวัตถุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่ภาคประชาชนคือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาทวงสิทธิ์ผืนดิน 4.6
ตารางกิโลเมตรดังกล่าว และขับไล่กัมพูชาออกไปจากแผ่นดินไทย
ตั้งแต่ยุครัฐบาลสมัคร สุนทรเวช แต่รัฐบาลยุคนั้นก็ยืนยันว่า
ไทยยังไม่เสียดินแดน และเมื่อพันธมิตรฯ เดินทางไปเพื่อพิสูจน์ความจริง
กลับมีการจัดตั้งชาวบ้านออกมาขัดขวาง

คุณอภิสิทธิ์
และพรรคประชาธิปัตย์ในตอนที่ยังเป็นพรรคฝ่ายค้านก็มีจุดยืนเช่นเดียวกับพันธมิตรฯ

ถ้าจำกันได้ตอนนั้น รัฐมนตรีพาณิชย์ของประเทศกัมพูชา
ออกมายอมรับเองว่า
ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายที่พยายามโยงกรณีพื้นที่ทับซ้อนบริเวณเขาพระวิหารเข้ากับผล
ประโยชน์ทางทะเลในอ่าวไทยระหว่างการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา

คำพูดของรัฐมนตรีพาณิชย์กัมพูชาในขณะนั้น
เขาหมายถึงยุคสมัยของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่า
คำพูดของพันธมิตรฯ
บนเวทีในระหว่างการชุมนุมนั้นไม่ใช่เรื่องที่เลื่อนลอยหรือกล่าวหารัฐบาล
ทักษิณว่า มีความพยายามแลกเปลี่ยนพื้นที่รอบเขาพระวิหารกับผลประโยชน์ในทะเลโดยไม่มี
หลักฐาน

และเมื่อพ้นจากยุครัฐบาลนอมินีของทักษิณแล้ว
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ยังไม่นิ่งนอนใจที่จะติดตามเรื่องนี้
เครือข่ายของคุณวีระ สมความคิดก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้

แต่กลายเป็นว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกษิต
ภิรมย์ กลับมีท่าทีและจุดยืนที่เปลี่ยนไป และมีท่าทีต่อพันธมิตรฯ
ในเรื่องนี้เช่นเดียวกับรัฐบาลพลังประชาชนที่ตัวเองเคยวิพากษ์วิจารณ์มาก่อน

กลายเป็นว่า พันธมิตรฯ
กลับถูกรัฐบาลประชาธิปัตย์ตอบโต้ยิ่งกว่ารัฐบาลนอมินีทักษิณ
และรัฐบาลอภิสิทธิ์และคุณกษิตก็ยังยืนยันว่า ไทยเรายังไม่ได้เสียดินแดน
4.6 ตารางกิโลเมตรให้กัมพูชา

แต่ตลกไหมครับ ตอนที่คุณกษิตพร้อมทีมงานเข้าไปดูพื้นที่ 4.6
ตารางกิโลเมตร กลับต้องขออนุญาตทหารกัมพูชาเข้าไป

การเดินทางไปเพื่อประกาศสัจวาจาว่า
ดินแดนดังกล่าวเป็นพื้นที่ของไทยไม่ใช่พื้นที่ของกัมพูชาของคุณวีระและเครือ
ข่ายมวลชนพันธมิตรฯ กลับต้องเผชิญกับกองกำลังที่จัดตั้งขึ้นมา
เพื่อให้เห็นว่า คนไทยยกกำลังตีกันเอง
โดยที่อำนาจรัฐให้ความร่วมมือและจัดตั้งกองกำลังเถื่อนดังกล่าวขึ้นมา

พวกเขาไม่คิดว่า
การจัดตั้งคนไทยไล่ตีกันเองนั้นจะทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างไร
เพียงเพื่อจะกล่าวหาว่า พันธมิตรฯ
เข้าไปก่อเหตุความรุนแรงไล่ทุบตีชาวบ้าน

แต่สังคมไทยไม่ได้กินแกลบ เขาตั้งคำถามง่ายๆ ว่า ถ้าพันธมิตรฯ
ซึ่งมีจุดประสงค์จะเดินทางไปเรียกร้องอธิปไตยของชาติไม่ถูกคนบางกลุ่มเกณฑ์
ชาวบ้านมาทำร้ายจะเกิดความรุนแรงได้อย่างไร แล้วด้วยสำนึกของความเป็นไทย
คนไทยด้วยกันควรจะสนับสนุนพันธมิตรฯ หรือยกพวกมาไล่ตีพันธมิตรฯ

ผมกล้าพูดอย่างนี้ เพราะว่า
กองกำลังเถื่อนดังกล่าวที่มีอาวุธปืนมีดไม้ หนังสติ๊ก
ระเบิดปิงปองครบมือจะไม่มีวันกล้ากระทำการดังกล่าวเลย
ถ้าไม่มีอำนาจรัฐหนุนหลัง และแสดงความป่าเถื่อนต่อหน้านายอำเภอ นายตำรวจ
นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัด และสื่อมวลชนจากส่วนกลางจำนวนมาก

นอกจากปรากฏหลักฐานด้วยภาพแล้ว สื่อมวลชนในพื้นที่ก็รู้ว่า
กองกำลังเถื่อนนั้นมาจากไหน แต่ปัญหาก็คือว่า
มีสื่อส่วนหนึ่งที่พยายามบิดเบือนให้เห็นว่า ถ้าพันธมิตรฯ
ไม่เดินทางไปก็ไม่เกิดความรุนแรงขึ้นที่นั่น

ผู้รายงานข่าวหญิงคนหนึ่งของช่อง 11ได้รายงานจากพื้นที่ว่า
พันธมิตรฯ พยายามบุกเข้าไปทำร้ายชาวบ้านในวัด ส่วนฝ่ายชาวบ้านขว้างปา
"ขวดน้ำ" เข้าใส่ ทั้งๆ ที่ภาพข่าวมันขัดแย้งกับที่ตัวเองกำลังรายงาน

แต่ผมคิดว่า
รัฐบาลประชาธิปัตย์และคุณอภิสิทธิ์คงจะหาคำตอบได้ไม่ยากว่า
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากไหนและใครเป็นฝ่ายเริ่ม
นอกจากแกล้งลิ่วตาให้กับอันธพาลการเมืองที่มีบุญคุณเหนือรัฐบาล
หรือปล่อยให้คนอย่างนายสุเทพเข้ามาจัดการ

สรกล อดุลยานนท์ เจ้าของนามปากกา "หนุ่มเมืองจันท์"
ผู้เขียนหนังสือเรื่อง ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม
ใช้อีกนามปากกา "วิหคเหินฟ้า" สำรอกว่า "ชาวบ้านภูมิซรอล
ก็เหมือนกับชาวบ้าน "ชุมชนนางเลิ้ง" ที่ออกมาปกป้องตัวเองจาก
"ม็อบเสื้อแดง" เมื่อเหตุการณ์ "สงกรานต์เลือด" อย่าลืมว่า
"ม็อบเสื้อเหลือง" ไปแล้วก็กลับ แต่คนที่อยู่กับ "ปัญหา" ทุกวัน
คือชาวบ้านที่ภูมิซรอล"

ผมว่า ชาวบ้านนางเลิ้งที่ถูกคนเสื้อแดงฆ่าไป 2 ศพ คงจะงงๆ
กับสรกลซึ่งเป็นกองเชียร์คนเสื้อแดง
เพราะพวกเขาออกมาต่อต้านขัดขวางคนเสื้อแดงที่พยายามจุดไฟเผารถเมล์พื้นที่
ของเขา เพราะเกรงว่า ไฟจะลามเข้าไปติดในชุมชน
แต่ถูกคนเสื้อแดงใช้อาวุธไล่ยิงจนมีผู้เสียชีวิตดังกล่าว
พวกเขาเป็นมวลชนที่ลุกขึ้นมาด้วยจิตสำนึกไม่ใช่การจัดตั้งของอำนาจรัฐที่ไหน

จะไปเปรียบเทียบได้อย่างไรกับมวลชนจัดตั้งที่ซุ่มโจมตีมวลชน
พันธมิตรฯ ที่เดินทางไปยังปราสาทพระวิหาร เพื่อประกาศว่า
ผืนดินที่กัมพูชาเข้ามายึดครอง 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้นเป็นของไทย

แล้วน่าแปลกไหมครับ เพราะเท่ากับสรกลพยายามบิดเบือนว่า
มวลชนพันธมิตรฯ ที่ไปที่เขาพระวิหารก็ไม่ต่างกับเสื้อแดงที่ไปไล่ยิงชาวนางเลิ้ง
แต่สรกลไม่เคยประณามเสื้อแดงมาก่อนเลย และถ้าเป็นเช่นนั้น ผมไม่ทราบว่า
ทำไมสรกลจึงไม่ชื่นชมเนวินที่จัดคนสีน้ำเงินมาปะทะกับเสื้อแดงที่พัทยา

ผมคิดว่า สรกลคงไม่โง่ นักข่าวของมติชนที่อยู่ในพื้นที่ก็คงรู้ว่า
กลุ่มคนเหล่านั้นมาจากไหนและใครเป็นฝ่ายก่อให้เกิดภาพความรุนแรงขึ้น
นอกเสียจากต้องการบิดเบือนข้อเท็จจริง

เพราะ เด็กอนุบาลก็คงแยกแยะได้ว่า
ระหว่างอำนาจรัฐจัดตั้งกองกำลังเถื่อนขึ้นมาเพื่อซุ่มทำร้ายกับคนที่เดินทาง
ไปด้วยจิตสำนึกที่รักชาติและป้องกันตัวเองจากการถูกกระทำฝ่ายเดียว
ใครเป็นฝ่ายถูกฝ่ายผิด

(surawhisky@hotmail.com)

Sun outage ปรากฎการณ์ทีหลีกเลี่ยงไม่ได้!!!]

Sun outage

ปรากฏการ Sun outage เป็นปรากฏการที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติเมื่อโลก
ดาวเทียม และดวงอาทิตย์ โคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน
ทำให้จานสายอากาศของสถานีภาคพื้นดิน
รับสัญญาณจากดวงอาทิตย์(ที่เป็นแหล่งกำเหนิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีกำลัง
งานขนาดมหาศาล )

ซึ่งจะผลิตสัญญาณทุกย่านความถี่ เกิดขึ้นเป็นสัญญาณรบกวน
ปะปนเข้ามากับสัญญาณสื่อสารข้อมูล ที่สถานีภาคพื้นดินนั้นๆรับจากดาวเทียม
ทำให้สถานีสื่อสารภาคพื้นดิน ไม่สามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างถูกต้อง
ซึ่งเหตุการณ์ Sun outage จะเกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง แต่ละครั้งจะใช้เวลานาน
5-10 วัน วันละประมาณ 15 นาที

และการเกิดปรากฏการ Sun outage
นี้จะเกิดกับสถานีดาวเทียมที่ติดตั้งในพื้นที่ต่างๆไม่พร้อมกันขึ้นอยู่กับ
ตำแหน่งของสถานีภาคพื้นดินบนพื้นโลก จะเกิดการ Sun outage นี้ประมาณเดือน
กันยายน และ ตุลาคม ของทุกปี
ซึ่งสามารถทำการคำนวณเพื่อคาดการณ์วันและเวลาที่จะเกิดล่วงหน้าได้อย่างแม่น
ยำ การคำนวณนี้เป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการ เช่าดาวเทียม


*** เมื่อเกิดเหตการณ์นี้ จะทำให้เครื่องรับดาวเทียม ชิปไปชิปมา ไฟสัญญาณ
ซิ้งค์ จะกระพริบๆ เสียงจะดังขาดๆหายๆ แล้วเสียงก็จะหายไป ปล่อยไว้ประมาณ
15 นาที เมื่อมุมของโลก เคลื่อนที่ผ่านแนวเส้นตรงกับดวงอาทิตย์
ก็จะรับสัญญาณได้ตามปกติ


buzz typing shutter fl


วิธีการหาเวลาเกิด sun outage

ข้อมูลที่ต้องหาไว้ก่อนคือ

1.lat long ของสถานที่นั้นๆ
2.ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางจานรับสัญญาณดาวเทียม Antenna Size
3.ความถี่ขาลง Downlink Frequency
...ขั้นตอนการหาก็ไม่ยากอะไรเลย และสามารถแ้ก้เวลาเกิด sun outage จากหน้านี้ได้เลย
ให้คลิ๊กที่ Edit input

http://www2.thaicom.net/cgi-bin/sed/outage_input.pl

นี้เลย

1.Season ในตอนนี้จะมี 2 ฤดูให้เลือก คือ summer (ฤดูร้อน)และ fall
(ฤดูฝน) ต้นปีก็ summer ปลายปีก็ fall

2.Year เลือกเป็น ค.ศ.

3. Satellite ฟรีทีวีตอนนี้ใช้อยู่ที่ Thaicom-2

ส่วน Ground Station Parametersใส่ค่าที่เตรียมไว้ได้เลย ดูตัวอย่างข้างบนก็ได้
ให้สังเกตุว่าค่า lat และ long ใส่ตัวเลขหลังจุดทศนิยมเพียง 2
หลักก็พอและค่าความถี่
จะต้องใส่จุดหลังเลขตัวหน้าด้วยเสมอเพราะคิดเป็น GHz
อีกหนึ่งเวปที่หา sun outage


http://www.satellite-calculations.com/SUNcalc/SUNcalc.htm

CLICK (เวปนี้คิดเวลาท้องถิ่นให้เลยเยี่ยมมาก)


buzz typing shutter fl

ที่มา...http://ramrome.googlepages.com/sunoutage

http://www.dhammachak.net/board/viewtopic.php?t=567

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

"งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและการแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" 30 ก.ย.-4 ต.ค. 52

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 กันยายน 2552 16:34 น.
"งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและการแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี จังหวัดสกลนคร" ประจำปี 2552 ระหว่างวันที่ 30 กันยายน
- 4 ตุลาคม 2552 ณ บริเวณสนามมิ่งเมืองสกลนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์
และวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร

งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง ของชาวสกลนคร จะจัดขึ้นระหว่างวันขึ้น
12-15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปีสำหรับวันขึ้น 14 ค่ำ จะเป็นวัน
แห่ขบวนปราสาทผึ้งที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่เวลา 8.00 น. ขบวน
ปราสาทผึ้งที่ตกแต่งอย่างวิจิตรสวย งามของคุ้มวัดต่าง ๆ จำนวนกว่า 20
คุ้ม จะเริ่มออก จากสนามมิ่งเมืองในเขตเทศบาลเมืองสกลนครแห่ไป
ตามถนนสขุเกษมแยกเข้าถนน เจริญเมือง เข้าสู่วัดพระธาตุ-เชิงชุมวรวิหาร
ปราสาทผึ้งที่นำมาแต่ละขบวนจะมา ตั้งไว้เป็นพุทธบูชา
ณบริเวณวัดพระธาตุเชิงชุมด้วยความศรัทธาของชาวอีสาน
ที่เชื่อว่าในเทศกาลออกพรรษา พระพุทธเจ้าชั้นดาวดึงส์
เพื่อมาโปรดเวนัยสัตว์ในโลกมนุษย์ให้ พ้นทุกข์ ในตอนกลางคืนของวันขึ้น 13
ค่ำ ก่อนวันทำการ ขบวนปราสาทผึ้งชาวคุ้มต่าง ๆ จะนำ ปราสาทผึ้งของตนที่ตก
แต่งอย่างสวยงาม ประดับโคม ไฟหลากสี มาตั้ง ประกวดแข่งขันกัน ณ
สนามมิ่งเมืองเพื่อให้ ประชาชนได้ชมความสวยงามอย่างใกล้ชิด

กำหนด การงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและการแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระ
เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดสกลนคร ประจำปี 2552

วันที่ 30 กันยายน 2552 พิธีเปิดการแข่งขันเรือยาว "ชิงถ้วยพระราชทานฯ"

เวลา 09.30 น. - ขบวนอัญเชิญถ้วยพระราชทานฯ
พร้อมกันที่บริเวณประติมากรรมจังหวัดสกลนคร - อัญเชิญถ้วยพระราชทานฯ
ขึ้นประดิษฐานบุษบก (วงดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาชัย)
เวลา 10.00 น. - วงดุริยางค์นำขบวนอัญเชิญถ้วยพระราชทานฯ
เคลื่อนขบวนออกจากประติมากรรมไปตามถนนมรรคาลัย
เดินตรงเข้าสู่สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ -
เรือทุกลำพร้อมกันที่หน้ากองอำนวยการบริเวณสนามแข่งเรือยาวฯ ณ
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์
เวลา 10.45 น. -
คณะกรรมการจัดการแข่งขันเรือยาวฯตั้งแถวหน้ากองอำนวยการ เวลา 11.00 น. -
ประธานในพิธีเดินทางมาถึงบริเวณจัดงานฯ - วงดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาฤกษ์ -
ขบวนอัญเชิญถ้วยพระราชทานฯ เคลื่อนเข้าสู่กองอำนวยการ -
อัญเชิญถ้วยพระราชทานฯ ขึ้นประดิษฐานที่แท่นพระบรมสาทิสลักษณ์ - พิธีกร
เชิญประธานในพิธีเปิดกรวยดอกไม้
ธูปเทียนแพและประจำแท่นประธานเพื่อรับฟังคำกล่าวรายงาน -
พิธีกรเชิญประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดการแข่งขันเรือยาวฯ
กล่าวรายงานต่อประธานในพิธี - ประธานในพิธีกล่าวเปิดการแข่งขันเรือยาวฯ
ลั่นฆ้อง 3 ครั้ง - พิธีกร เชิญนักกีฬาอาวุโสนำกล่าวคำปฏิญาณตน
(วงดุริยางค์บรรเลงเพลงกราวกีฬา) - การประกวดรำหางนกยูง (บนหัวเรือ) -
การแข่งขันเรือยาว (รอบคัดเลือก)
เวลา 18.00 น. - ร้านจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์
(OTOP) พร้อมสวนสนุก ณ สนามมิ่งเมืองสกลนคร -
"เทศกาลของดีของแซบเมืองสกล" - คอนเสิร์ต พีสะเดิด

วันที่ 1 ตุลาคม 2552 พิธีปิดการแข่งขันเรือยาว "ชิงถ้วยพระราชทานฯ"

เวลา 09.00 น. - การแข่งขันเรือยาวฯ (รอบที่ 2 รอบที่ 3
ทุกประเภท) ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์
เวลา 15.00 น. - แข่งขันเรือยาวรอบชิงชนะเลิศ ทุกประเภท -
คณะกรรมการดำเนินการจัดการแข่งขันเรือยาวฯ พร้อมกันที่หน้ากองอำนวยการ-
ประธานในพิธีเดินทางมาถึงบริเวณจัดงานฯ - พิธีกร
เชิญประธานในพิธีประจำแท่นประธานฯ เพื่อรับฟังคำกล่าวรายงาน -
ประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดการแข่งขันเรือยาวฯ กล่าวรายงาน -
ประธานในพิธีมอบรางวัลและกล่าวปิดการแข่งขันเรือยาวฯ -
เชิญธงชาติลงจากยอดเสา (เปิดเทปเพลงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี)
เวลา 18.00 น. - ร้านจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์
(OTOP) พร้อมสวนสนุก ณ สนามมิ่งเมืองสกลนคร -
"เทศกาลของดีของแซบเมืองสกล" - คอนเสิร์ต กะลา & พั้นซ์

วันที่ 2 ตุลาคม 2552 การประกวดพานบายศรี

เวลา 08.30 น. - คณะกรรมการตัดสินฯ ผู้เข้าร่วมการประกวดพานบายศรี
และแขกผู้มีเกียรติ พร้อมกันที่บริเวณสนามมวย ณ สนามมิ่งเมืองสกลนคร
เวลา 09.00 น. - การแข่งขันประกวดทำพานบายศรี
เวลา 16.00 น. - คุ้มวัดนำปราสาทผึ้งประยุกต์-โบราณ มาตั้งโชว์ ณ
สนามมิ่งเมืองสกลนคร
เวลา 17.00 น. - ประกาศผลการประกวดพานบายศรี
เวลา 18.00 น. - ร้านจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)
พร้อมสวนสนุก ณ สนามมิ่งเมืองสกลนคร - "เทศกาลของดีของแซบเมืองสกล" -
พิธีบายศรีสู่ขวัญและงานพาแลง
เวลา 18.30 น. - แขกผู้มีเกียรติพร้อมกัน ณ บริเวณสนามมิ่งเมืองสกลนคร
เวลา 19.00 น. - ประธานในพิธีมาถึงบริเวณจัดงานฯ - พิธีกร
เชิญประธานในพิธีจุดเทียนในพานบายศรี - พิธีกร
เชิญผู้อาวุโสผูกแขนพราหมณ์ -
พราหมณ์ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญข้าราชการผู้ใหญ่และแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วม
งานฯ - งานพาแลง - การแสดงดนตรีพื้นเมืองและศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน -
คอนเสิร์ต อาภาพร นครสวรรค์ & ตลกคณะเหลือเฟือ ม๊กจ๊ก

วันที่ 3 ตุลาคม 2552 พิธีเปิดงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง "ชิงถ้วยพระราชทานฯ"

เวลา 14.00 น. - ขบวนนำ ขบวนแห่ปราสาทผึ้งประยุกต์-โบราณ
ขบวนชุดการแสดงทุกชุดเข้าประจำจุดที่กำหนดไว้
โดยหัวขบวนเริ่มจากสามแยกธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ท้ายขบวนไปตามถนนสุขเกษมไปทางลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 5
เวลา 14.30 น. - การแสดงดนตรีพื้นเมืองและศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน
เวลา 15.00 น. - คณะกรรมการดำเนินการจัดงานและแขกผู้มีเกียรติ
พร้อมกันที่ปะรำพิธีบริเวณหน้าปั๊มน้ำเอสโซ่ถนนสุขเกษมบริเวณสามแยกธนาคาร
กรุงศรีอยุธยา ถึงสี่แยกธนาคารกสิกรไทย
เวลา 15.30 น. -
ขบวนอัญเชิญถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารีมาถึงปะรำพิธีเปิดงานฯ -
อัญเชิญถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ลงประดิษฐานที่แท่นพระบรมสาทิสลักษณ์ (วงดนตรีพื้นเมืองบรรเลงเพลงมหาชัย)
เวลา 16.00 น. - ประธานในพิธีมาถึงบริเวณจัดงาน
(วงดนตรีพื้นเมืองบรรเลงเพลงมหาฤกษ์) - ประธานในพิธีเปิดกรวยดอกไม้
ธูปเทียนแพและเชิญประธานที่แท่นประธานเพื่อรับฟังคำกล่าวรายงาน -
ประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดงานฯ กล่าวรายงาน -
ประธานมอบโล่เกียรติยศให้ผู้สนับสนุนการจัดงานฯ -
ประธานในพิธีกล่าวเปิดงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง "ชิงถ้วยพระราชทานฯ"
ประจำปี 2552 (ลั่นฆ้อง 3 ครั้ง) ตัดริบบิ้นเปิดขบวนแห่ปราสาทผึ้งฯ -
เคลื่อนขบวนแห่ปราสาทผึ้งฯ ประกอบแสง สี เสียง
ไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้เข้าสู่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร -
พิธีถวายปราสาทผึ้งโบราณ ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร
เวลา 18.00 น. - ร้านจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์
(OTOP) พร้อมสวนสนุก ณ สนามมิ่งเมืองสกลนคร -
"เทศกาลของดีของแซบเมืองสกล" - ประกาศผลการประกวดกิจกรรมต่าง ๆ ณ
เวทีกลางสนามมิ่งเมืองสกลนคร - คอนเสิร์ต AIS สวัสดีลูกทุ่งทั่วไทย

วันที่ 4 ตุลาคม 2552 การแข่งขันวิ่งปราสาทผึ้งมินิมาราธอน
(ครอบครัวผาแดง - นางไอ่)

เวลา 05.00 น. - นักกีฬารายงานตัว ณ ลานรวมใจไทสกล
เวลา 06.00 น. - ปล่อยตัวนักกีฬา -
มอบรางวัลการแข่งขันวิ่งปราสาทผึ้งมินิมาราธอน พิธีทำบุญตักบาตร
เวลา 06.30 น. - ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน
พร้อมกันที่บริเวณวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร
เวลา 07.30 น. - ประธานในพิธีเดินทางมาถึงบริเวณจัดงานฯ -
ประธานจุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย - อาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล -
กล่าวถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระสงฆ์ - พระสงฆ์ให้พร - พระภิกษุ - สามเณร
ออกรับบิณฑบาต - เสร็จพิธี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
สำนักงานนครพนม โทร.0 4251 3490 ถึง 1 ศูนย์บริการข่าวสารการท่องเที่ยว
ททท. โทร . 1672

มายาการแห่งหลอดด้าย โดยท่าน ว.วชิรเมธี

Subject: FW: ท่าน ว วชิรเมธี - คนมีปัญญา ต้องอ่านนะ


มายาการแห่งหลอดด้าย โดยท่าน ว.วชิรเมธี


เมื่อสองสัปดาห์ก่อน
ผู้เขียนจาริกปฏิบัติศาสนกิจในฐานะพระธรรมทูตอยู่ที่มหานครนิวยอร์ค
สหรัฐอเมริกา วันหนึ่งหลังจบการเสวนาธรรม
สตรีสูงอายุคนหนึ่งขอโอกาสเข้ามานั่งคุยกับผู้เขียน ระหว่างการสนทนา
ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า น้ำตาเธอคลอหน่วย
เมื่อสอบถามถึงสาเหตุเธอจึงตอบว่า ที่น้ำตาคลอหน่วย
เพราะรู้สึกดีใจที่ได้มาฟังธรรม แต่พร้อมกันนั้นก็เสียใจจนสะเทือนใจ
ที่สะเทือนใจก็เพราะเธอรู้สึกว่า ตนเองได้พบกับธรรมะเมื่ออายุมากแล้ว
จึงรู้สึกเสียดายวันเวลาที่ผ่านมา เธอเล่าว่า

"ชีวิตของคนเราก็เหมือนกับเส้นด้าย ที่ถูกดึงออกมาจากหลอดด้ายทีละนิดๆ
ขณะที่ดึงด้ายออกมาจากหลอดด้ายนั้น บางทีเราก็รู้สึกกระหยิ่มว่า
ยังมีด้ายเหลืออยู่อีกมากมาย จึงชะล่าใจจึงด้ายออกมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย
เพื่อที่จะพบว่า แท้ที่จริงแล้ว มีด้ายอยู่เพียงนิดเดียว
เย็บผ้าได้เพียงนิดหน่อยก็หมด หากแต่ที่เราเห็นว่า
ยังคงมีด้ายเหลืออยู่เยอะแยะนั่นเป็นเพราะว่า
แกนด้ายมันใหญ่ต่างหาก...แกนด้ายมันหลอกตาให้เราพลอยชะล่าใจ..."

พลันที่เธอเล่าจบ ผู้เขียนก็รู้สึกสว่างโพลงขึ้นมาในใจ ผู้หญิงคนนี้
เธอไม่ได้มาฟังเทศน์เสียแล้ว แต่เธอมาเทศน์ต่างหาก
เธอกำลังเทศน์เรื่อง "ความสำคัญของเวลา" และ "คุณค่าของชีวิต"
เคยได้ยินคำพูดในทำนองนี้บ่อยๆ ว่า เรามีเวลา ๒๔
ชั่วโมงต่อหนึ่งวันเท่ากัน ทว่าเราได้ประโยชน์จากเวลาไม่เคยเท่ากัน
สำหรับบางคนเวลา ๒๔ ชั่วโมงช่างแสนสั้น แต่สำหรับบางคน ๒๔ ชั่วโมง
ช่างเป็นเวลายาวนานเหลือแสน
ผู้หญิงคนนี้เธอบอกว่า เธอเสียดายที่มีเวลาเหลืออีกไม่มาก
อยากจะปฏิบัติธรรมให้ถึงที่สุดก็เกรงว่าเวลาจะมีไม่พอ

ผู้เขียนจึงบอกว่า การปฏิบัติธรรมนั้นไม่สำคัญที่เวลา แต่สำคัญที่
"ปัญญา" สำหรับคนมีปัญญากล้าแข็ง อย่าว่าเป็นวันเลย บางที
นาทีเดียวก็บรรลุธรรมได้ สำหรับคนเขลา ต่อให้ภาวนาทั้งชีวิต
บางทีก็ยังไม่เห็นผล คนที่อยู่ในวัยสนธยา จึงไม่ควรน้อยใจว่า
เรามีเวลาไม่พอ แต่ควรจะบอกตัวเองว่า เรายัง "พอมีเวลา" ต่างหาก

แต่คนที่คิดว่าเรายัง "พอมีเวลา" ก็ต้องระวังด้วยเหมือนกัน
เพราะบางทีการคิดด้วยท่าทีที่เป็นบวกอย่างนี้ ก็ทำให้ประมาท
และเป็นเหตุให้พลาดโอกาสที่จะเร่งรัดทำสิ่งดีๆ

ดังนั้น นอกจากจะคิดว่ายังพอมีเวลาแล้ว ก็ควรจะคิดเพิ่มอีกอย่างหนึ่งว่า
"วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต" ด้วย เพราะหากเราคิดว่า
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต เราจะเริ่มคิดถึงสิ่งที่ต้องทำแข่งกับเวลา
และนั่นจะทำให้เวลา กลายเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดของชีวิตได้ในทุกๆ วัน

เราเคยได้ยินพระท่านสอนอยู่บ่อยๆ ว่า การฆ่าสัตว์เป็นบาป
แต่ผู้เขียนอยากบอกว่า การฆ่าเวลาต่างหากที่เป็นบาปมหันต์ยิ่งกว่า
เพราะเมื่อคุณฆ่าสัตว์ หากสำนึกได้ คุณก็อาจจะไปหาสัตว์มาปล่อยเอาบุญ
แต่หากคุณฆ่าเวลาด้วยวิธีใดก็ตาม ถึงแม้คุณจะสำนึกผิด
กลับมาเห็นคุณค่าของเวลา
ทว่าก็ไม่สามารถย้อนเวลาที่ผ่านไปแล้วให้หวนคืนกลับมาได้อีก
เราทุกคนต่างก็มีเวลาที่ไม่อาจรีไซเคิล
ไม่ว่าคุณจะมีเงินมหาศาลสักกี่ล้านล้านดอลล่าร์ก็ตามที สำหรับเวลานั้น
ผ่านแล้ว ผ่านเลยนิรันดร์

ครั้งหนึ่งลีโอ ตอลสตอย เคยเขียนปริศนาธรรมไว้ว่า
"ใคร คือ คนสำคัญที่สุด
งานใด คือ งานที่สำคัญที่สุด
เวลาใด คือ เวลาที่ดีที่สุด"

ตอลสตอยตั้งคำถามนี้ผ่านเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง และในที่สุดก็เฉลยว่า

"คนสำคัญที่สุด ก็คือ คนที่อยู่เบื้องหน้าเรา
งานสำคัญที่สุด ก็คือ งานที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้
เวลาที่ดีที่สุด ก็คือ เวลาปัจจุบันขณะ"

ทำไมคนที่อยู่เบื้องหน้าเราจึงสำคัญที่สุด คำตอบก็คือ อาจเป็นไปได้ว่า
ในชั่วชีวิตอันแสนสั้นนี้ เรากับเขาอาจมีโอกาสพบกันได้เพียงครั้งเดียว
ดังนั้น เราจึงควรทำให้การพบกันทุกครั้ง
เป็นเหมือนการเฉลิมฉลองอันแสนวิเศษที่ต่างฝ่ายต่างควรสร้างความทรงจำแสนงามไว้ให้แก่กันและกันตลอดไป

เราต้องไม่ลืมว่า มนุษย์นั้น รู้เกลียดยาวนานกว่ารู้รัก
หากการพบกันครั้งแรกนำมาซึ่งความรัก
และหากเป็นการพบกันเพียงครั้งเดียวของชีวิตในอนันตจักรวาล นั่นก็นับว่า
เป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดแล้วสำหรับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน

ทำไมงานที่เรากำลังทำอยู่ขณะนี้ จึงเป็นงานสำคัญที่สุด คำตอบก็คือ
เพราะทันทีที่คุณปล่อยให้งานหลุดจากมือคุณไป งานก็จะกลายเป็นของสาธารณ์
หากคุณทำงานดี มันก็คือ อนุสาวรีย์แห่งชีวิต และหากคุณทำงานไม่ดี
มันก็คือ ความอัปรีย์แห่งชีวิต

ตอนแรกคุณเป็นผู้สร้างงาน แต่เมื่อปล่อยงานหลุดจากมือไปแล้ว
งานมันจะเป็นผู้ย้อนกลับมาสร้างคุณ

ทำไมเวลาที่ดีที่สุด จึงควรเป็นปัจจุบันขณะ คำตอบก็คือ
เพราะเวลาทุกวินาทีจะไหลผ่านชีวิตเราเพียงครั้งเดียว
ไม่ว่าคุณจะหวงแหนเวลาขนาดไหน มีเงินมากเพียงไร
ก็ไม่มีใครสามารถรื้อฟื้นเวลาที่ล่วงไปแล้วให้คืนกลับมาได้

ทุกครั้งที่เวลาไหลผ่านเราไป หากเราไม่ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ชีวิตของคุณก็พร่องไปแล้วจากปวงประโยชน์มากมายที่คุณควรได้จากห้วงเวลา

เวลาไม่มีตัวตน แต่หากเรามีปัญญา
ก็สามารถสร้างคุณค่าที่เป็นรูปธรรมจากเวลาได้อเนกอนันต์ คน - -
แม้มีตัวตนเห็นกันอยู่ชัดๆ แต่หากปฏิบัติไม่ถูกต่อเวลา
ถึงมีตัวตนเป็นคนอยู่แท้ๆ แต่ชีวิตก็อาจว่างเปล่ายิ่งกว่าเวลา

ทุกวันนี้ เราทุกคนกำลังสาวด้ายแห่งเวลาในชีวิตออกมาใช้กันอยู่ทุกขณะจิต
เคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่า
เส้นดายแห่งเวลาในชีวิตของเราเหลือกันอยู่สักกี่มากน้อย
เราถนัดแต่สาวด้ายออกมาใช้
หรือว่าเราใช้เส้นดายแห่งเวลาอย่างมีคุณค่าที่สุดแล้ว?

ทำความรู้จัก"สบู่ดินเหลว"ชนิดแรกของโลก นวัตกรรมชิ้นเอกจากจุฬาฯ

ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ เปิดตัว ผลิตภัณฑ์ สบู่ดินเหลว 'ANADA' และ
'HAL-KLEAN' เพื่อครัวเรือนและ อุตสาหกรรมฮาลาลต่อฝ่ายศาสนาอิสลาม
ล่าสุดวางจำหน่าย ปท.สิงค์โปร์ และกลุ่มปท.ตะวันออกกลาง
หลังประสบความสำเร็จในไทย

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล
ได้พัฒนาสบู่ดินพิเศษ ' ANADA ' และ ' HAL-KLEAN'
นวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมฮาลาล
สำหรับใช้ในการชำระล้างการปนเปื้อนทั้งในครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมตาม
หลักการในศาสนาอิสลาม

"ตามหลักการในศาสนาอิสลาม สุกรและสุนัขจัดเป็นสิ่ง สกปรก หรือ
"นญิส" ในภาษาอาหรับ หากเกิดการปนเปื้อน จำเป็น
ต้องใช้น้ำปริมาณมากในการชำระถึง ๗ ครั้ง โดยหนึ่งครั้งต้องเป็น
น้ำดินสะอาดที่มีความขุ่นตามที่กำหนด
ไม่สามารถใช้สบู่หรือผงซักฟอกทดแทนได้ ก่อให้เกิดความยุ่งยาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล

ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ เริ่มพัฒนาสบู่ดินพิเศษ
เพื่อการชำระล้างการปนเปื้อนนญิสหนักตั้งแต่ปี 2547
ตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยฝ่ายศาสนา ไม่มีการใช้สารแต่งสีและ กลิ่น
หรือใช้ไขมันตลอดจนสารเคมีที่อาจเป็นอันตราย ดินต้อง
แขวนลอยในสารละลายโดยไม่ตกตะกอน คุณภาพต้องดีกว่าหรือ ไม่ด้อยกว่า
ราคาไม่แพงกว่าสบู่ที่ใช้ทั่วไปในครัวเรือนและอุตสาหกรรม

งานวิจัยและพัฒนาสบู่ดินเหลวสร้างบัณฑิตระดับปริญญาเอก 1 คน
วิทยานิพนธ์ต้นฉบับตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการนานาชาติ 1 เรื่อง เมื่อปี
2550 ผลิตภัณฑ์สบู่ดินเหลวชำระล้างนญิสสำเร็จในระดับ ห้องปฏิบัติการ
จากนั้นจึงมอบหมายให้สถาบันทรัพย์สินทางปัญญา
แห่งจุฬาฯดำเนินการจดสิทธิบัตรและบริหารจัดการด้านการตลาด"

ผลิตภัณฑ์สบู่ดินเหลวดำเนินการผลิตทางอุตสาหกรรม "อันนาดา"
(ANADA) สำหรับการชำระล้างในครัวเรือน และชื่อ "ฮัล-คลีน" (HAL-KLEAN)
สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม
ได้รับการรับรองฮาลาลจากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและสำนัก
งานคณะกรรมการทางศาสนาแห่งอินโดนีเซีย
ทั้งนี้อยูในระหว่างรอการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการทางศาสนาแห่ง
สิงคโปร์ นอกจากนี้ยังได้รับการรับรองจากคณะกรรมการ
อิสลามประจำกรุงเทพมหานครว่าสามารถใช้ชำระล้างนญิสหนักได้ตามหลักการในศาสนา
อิสลาม นับเป็นผลิตภัณฑ์สบู่ดินเหลวเพื่อการชำระล้างนญิสชนิดแรกในโลก
http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9520000111217
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 กันยายน 2552 09:21 น.

ช่วยกัน...เท้าช้างหมดแน่

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กันยายน 2552 09:37 น.
ตัวอ่อนของพยาธิเท้าช้างชนิด วูเชอรีเรีย แบนครอฟไต ซึ่งพบในเลือดผู้ป่วย
บทความโดย : รศ.ดร.สิริจิต วงศ์กำชัย
หัวหน้าโครงการพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคเท้าช้าง ภาควิชาปรสิตวิทยา


โรค เท้าช้าง เป็นโรคที่ทำให้เกิดความพิการ
ซึ่งก่อปัญหาทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในเขตร้อนและชิดเขตร้อน
มีวิธีรู้แต่เนิ่นๆ และรักษาอย่างไร ติดตามกันค่ะ

จากสถิติขององค์การอนามัยโลก พบว่า มีผู้ป่วยโรคเท้าช้างประมาณ
90.2 ล้านคน จากตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้องค์การอนามัยโลกประกาศจัดตั้งโครงการกำจัดโรค
เท้าช้างในแหล่งระบาดทั่วโลก โดยตั้งเป้าในปี 2563
โรคเท้าช้างจะถูกควบคุมและกำจัดให้หมดไปหรือจำกัดให้เหลือจำนวนผู้ติดเชื้อ
น้อยที่สุด

โรค เท้าช้างที่พบในไทย เกิดจากเชื้อพยาธิตัวกลม 2 ชนิด ชนิดที่ 1
คือ วูเชอรีเรีย แบนครอฟไต (Wuchereria bancrofti)
พบในจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดกับพม่า ชนิดที่ 2 ชื่อ บรูเกีย มาลาไย
(Brugia malayi) พบทางภาคใต้ของไทย ซึ่งทั้ง 2 ชนิดมียุงเป็นพาหะนำโรค

โดยพยาธิจะไปเจริญเติบโตในระบบน้ำเหลือง ทำให้ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ
ท่อน้ำเหลืองอุดตันเรื้อรัง ส่งผลให้แขน ขา หรืออวัยวะเพศบวมโต

ภาพผู้ป่วยโรคเท้าช้าง ที่พบในแหล่งระบาดในนราธิวาส
ซึ่งมาตรการในการควบคุมโรค
จะเน้นให้การรักษาคนกลุ่มใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่แพร่เชื้อพร้อมๆ กัน
รวมทั้งแรงงานต่างด้าวทุกคนที่เข้ามาทำงานในไทย โดยให้กินยาฆ่าพยาธิคือ
ไดเอทธิลคาร์บามาซีน ไซเตรต (Diethylcarbamazine Citrate) กับอัลเบนดาโซล
(Albendazole) ควบคู่ไปกับการรักษาผู้ป่วยที่ตรวจพบเชื้อพยาธิในเลือดทุกราย

แต่ปัญหาการแพร่ระบาดยังไม่หมดไปจากประเทศไทย
เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นป่าเขาตามแนวชายแดนไทย-พม่า
จึงพบผู้ป่วยโรคเท้าช้างหลงเหลืออยู่ 3 จังหวัด คือ ตาก กาญจนบุรี
และโดยเฉพาะที่นราธิวาส มีป่าพรุขนาดใหญ่ จึงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
ซึ่งเป็นพาหะนำโรคเท้าช้าง ประกอบกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่
จึงพบผู้ป่วยโรคเท้าช้างมากที่สุด
ปัจจัยที่ทำให้การควบคุมโรคเท้าช้างในจังหวัดนราธิวาสยังไม่สำเร็จ
เพราะการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาตัวอ่อนของพยาธิเท้าช้างที่อยู่ในกระแสเลือด
ต้องทำในเวลากลางคืนจึงจะตรวจพบเชื้อ เนื่องจากในเวลากลางวัน
พยาธิเท้าช้างมักหลบไปอยู่ที่เส้นเลือดฝอยที่ปอด


นอกจากนี้ ถ้าผู้ป่วยมีพยาธิในกระแสเลือดจำนวนน้อย ก็จะตรวจไม่พบ
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปดำเนินการควบคุมโรคเท้าช้าง
ได้ไม่เต็มที่ ซึ่งในปีที่ผ่านมามีผู้ป่วยมาขึ้นทะเบียนรักษาสะสม 173 ราย
ร้อยละ 73 อยู่ในระยะแพร่เชื้อ โดยพบมากสุดที่นราธิวาส 118 ราย
รองลงมาคือ ตาก และกาญจนบุรี ทั้งนี้
กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายเร่งกำจัดโรคเท้าช้างให้หมดไปจากพื้นที่ดังกล่าว
อันสอดคล้องกับพันธกิจของคณะแพทยศาสตร์ศิรราชพยาบาลที่มุ่งให้คนไทยมีสุขภาพ
ดีถ้วนหน้า

ด้วยเหตุผลดังกล่าว
จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ตนเองเริ่มพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคเท้าช้างให้มี
ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยร่วมกับ นพ.วิชัย สติมัย สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง
กรมควบคุมโรค และในการจัดเตรียมตัวพยาธิเท้าช้าง จาก ศ.เวช ชูโชติ
ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
มาวิจัยพัฒนาจนได้ชุดตรวจซึ่งใช้งานง่าย ได้ผลดี
และราคาถูกกว่าต่างประเทศประมาณ 2 เท่า

นอกจากนี้ ยังใช้เลือดเล็กน้อยจากปลายนิ้ว
จึงสามารถเจาะเลือดโดยอาศัยอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่ได้
ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญพิเศษ และที่สำคัญ คือ
สามารถเจาะเลือดในเวลากลางวัน เนื่องจากเป็นการตรวจหาแอนติบอดี
(ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อโรค) ชนิดไอจีจีโฟ
ที่จำเพาะต่อพยาธิเท้าช้าง จึงไม่จำเป็นต้องออกเจาะเลือดในเวลากลางคืน
และสามารถตรวจพบการติดโรคเท้าช้างได้
แม้ว่าผู้ป่วยจะมีพยาธิในกระแสเลือดจำนวนน้อยมากก็ตาม
เหมาะในการนำไปใช้ที่นราธิวาสซึ่งมีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่
ให้สามารถควบคุมและกำจัดโรคเท้าช้างในจังหวัดนี้ให้หมดไปบรรลุตามเป้าหมาย

ตัวอ่อนของพยาธิเท้าช้างชนิด บรูเกีย มาลาไย ซึ่งพบในเลือดผู้ป่วย
สำหรับขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยนั้น เป็นวิธีการตรวจหาแอนติบอดี
ชนิดไอจีจีโฟ เริ่มจากการหยอดซีรัม (ส่วนประกอบของเลือด
สามารถแยกออกจากเลือดที่แข็งตัวแล้ว ใช้วิเคราะห์หาสารต่างๆ)
ลงในหลุมพลาสติก ทิ้งไว้ทำปฏิกิริยา 1 ชั่วโมง แล้วเทซีรัมทิ้ง
จากนั้นเติมน้ำยาตัวที่ 1 ลงไปในหลุมเดิม ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เทน้ำยาทิ้ง
แล้วจึงเติมน้ำยา detector ลงในหลุม ทิ้งไว้อีก 10 นาที แล้วอ่านผล
หากน้ำยาในหลุมเปลี่ยนเป็นสีเขียว แสดงว่ามีการติดเชื้อโรคเท้าช้าง
รวมระยะเวลาในการเจาะเลือดและแสดงผลทั้งสิ้น 2 ชั่วโมงครึ่ง
โดยแต่ละครั้งสามารถตรวจเลือดประชาชนในกลุ่มเสี่ยง 100-200 รายได้พร้อมๆ
กัน ชุดตรวจนี้มีความไวและความจำเพาะสูง และการตรวจแต่ละครั้ง
มีต้นทุนเพียง 50 บาท ต่อผู้ป่วย 1 ราย เท่านั้น

ซึ่งผลิตภัณฑ์ชุดตรวจวินิจฉัยโรคเท้าช้างนี้เริ่มใช้เป็นแห่งแรกที่
ศูนย์การเรียนรู้ด้านสุขภาพพิกุลทอง
ศูนย์ศึกษาเพื่อการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดนราธิวาส โดยความรับผิดชอบของ นายแพทย์ สุวิช ธรรมปาโล
ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 พร้อมๆ
กับถ่ายทอดความรู้ในการตรวจแก่บุคลากรและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการควบ
คุมโรคเท้าช้างทั้งในคนไทยและแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในประเทศไทย
ก้าวต่อไป ทีมวิจัยจะพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับโรคเท้าช้าง
รวมไปถึงชุดตรวจวินิจฉัยโรคดังกล่าวให้รู้ผลเร็วภายใน 5 นาที
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการควบคุมและกำจัดตลอดจนเฝ้าระวังโรคเท้าช้าง
อีกทั้งจะพัฒนางานวิจัยโรคปรสิตอื่นๆ

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่และการวิจัยต่อยอด
เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชากรที่อาศัยในแหล่งระบาด
รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งและพัฒนาศักยภาพงานวิจัยของประเทศไทย
เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง
ซึ่งเป็นความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับประเทศไทยในขณะนี้

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000111654