Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2551
เรื่องเล็กที่เป็นเรื่องใหญ่: สังกะสี
เมื่อพูดถึงสังกะสี มักจะนึกถึงแต่สังกะสีที่ใช้มุงหลังคา นอกจากนักโภชนาการแล้ว คงไม่มีใครนึกถึงแร่ธาตุอย่างเดียวกันนี้ในร่างกาย สังกะสีเป็นสารอาหารอย่างหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นสารอาหารที่นักโภชนาการรู้จักมา
นานแล้ว แต่เพิ่งจะตระหนักถึงความสำคัญเมื่อไม่นานมานี้เอง
ถึงแม้ในร่างกายจะมีสังกะสี เพียง 1-3 กรัม แต่เนื่องจากสังกะสีอยู่ใน เนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกาย เช่น ตับ ตับอ่อน ไต ปอด กล้ามเนื้อ กระดูก ตา ต่อมไร้ท่อ และสเปิร์ม เมื่อร่างกายขาดสังกะสี จึงมีผลต่อหลายระบบของ
ร่างกาย อาการสำคัญได้แก่ ผมร่วง โลหิตจาง ภูมิต้านทานโรคต่ำ ผิวหนัง ผิดปกติ
ความรู้สึกรับรู้รสและกลิ่นอาหาร เปลี่ยนไป และทำให้เด็กไม่เติบโต
ตัวเตี้ย แคระแกร็น สังกะสีจำเป็นต่อการเผาผลาญอาหารในร่างกาย สารอาหารทุกตัวที่ให้
พลังงานได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ต้องใช้สังกะสี นอกจากนั้นสังกะสียังจำเป็นสำหรับขบวนการทางเคมีหลายอย่างในร่างกาย ประมาณว่า สังกะสีเป็นตัวร่วมที่ทำให้เอนไซม์กว่า 70 ชนิดทำงานได้ตามปกติ เป็นต้นว่า การกำจัดคาร์บอนได-ออกไซด์ในเลือด การทำงานของไต การซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ชำรุด
ร่างกายต้องการสังกะสีจากอาหารเพียงวันละ 10-15 มิลลิกรัม ส่วน ทารกและเด็กต้องการเพียง 3-5 มิลลิกรัมต่อวัน อาหารที่มีสังกะสีมากได้ แก่ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว หมู ไก ่ ปลา ไข่ และนม ในอาหารทะเลมีสังกะสีมาก ที่มีมากที่สุดได้แก่หอยนางรม อาหารที่ให้สังกะสีปานกลางได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้ง และข้าวที่ขัดสีแต่น้อย
ส่วนในผักและผลไม้มีสังกะสีน้อย
สังกะสีถูกดูดซึมที่ส่วนบนของลำไส้เล็ก หากมีปัญหาเกี่ยวกับทางเดิน
อาหาร เช่น ท้องเสีย หรือตับแข็ง สังกะสีจะถูกดูดซึมน้อยลงจนไม่เพียงพอ
แก่ความต้องการของร่างกาย และจะถูกขับถ่ายออกไปกับอุจจาระคนปกติที่กินอาหารมีเนื้อสัตว์มักไม่ขาดสังกะสี หญิงมีครรภ์ที่กินอาหาร
มังสวิรัติอย่างเคร่ง ครัดอาจขาดสังกะสี ซึ่งมีผลต่อการเติบโตของทารกในครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะตัวเล็กและมีน้ำหนักน้อย คนที่กินผักมากเกินปกติ กรดไฟติกในผักและที่เยื่อหุ้มเมล็ดข้าวอาจทำให้สังกะสีไม่ถูกดูดซึม ยา
ปฏิชีวนะบางชนิดทำปฏิกิริยากับสังกะสี ทำให้สังกะสีถูกดูดซึมได้น้อยลงได้เช่นกัน
ในระยะที่ร่างกายเติบโตอย่างรวดเร็ว หากได้รับสังกะสีจากอาหารไม่เพียงพอ จะทำให้เติบ โตช้า การเปลี่ยนแปลงทางเพศเป็นไปอย่างช้ากว่า
ปกติ โดยเฉพาะในเพศชาย นอกจากจะตัวเตี้ยแล้ว ชายหนุ่มอายุ 20 ปีอาจ จะมีร่างกายเท่าเด็กอายุ 10 ขวบ
และอวัยวะเพศไม่เปลี่ยนแปลง อาการขาดสังกะสีเช่นนี้พบมากในประเทศอียิปต์และประเทศอื่นในตะวันออกกลาง
เมื่อได้รับสังกะสีเสริมในอาหารจะแก้อาการขาดได้อย่างรวดเร็ว
เด็กไทยในชนบทที่ขาดสังกะสีอาจพลอยทำให้ขาดวิตามินเอ หากได้รับสังกะสี เพิ่มเพียงเล็กน้อย จะช่วยให้ระดับวิตามินเอในเลือดเพิ่มขึ้น ได้โดยไม่ต้องได้รับวิตามินเพิ่ม การเพิ่มสังกะสีใน อาหารจึงอาจใช้เป็นวิธีแก้การ
ขาดวิตามินเอของเด็กไทย ซึ่งเป็นปัญหาโภชนาการที่สำคัญ
ในระหว่างที่มีไข้ มีบาดแผลใหญ่ หลังการผ่าตัด ประสบอุบัติเหตุ หรือ
ถูกไฟลวก สังกะสีจะถูกขับถ่ายออกมากับปัสสาวะมากกว่าปกติ ในโรง
พยาบาลจึงให้สังกะสีเสริมแก่คนป่วยเพื่อช่วยในการรักษาแผล
นอกจากนั้น สังกะสียังอาจ ใช้รักษาโรคผิวหนังบางอย่าง และอาจใช้รักษาสิวได้
โรคโลหิตจางบางอย่างรักษาด้วยการให้กินเหล็กเสริมอาจไม่เพียงพอ
ต้องให้กินสังกะสีเพิ่มด้วยจึงจะรักษาโรคโลหิตจางได้ผล
ผู้สูงอายุที ่กินอาหารน้อยอาจจะไม่ได้รับสังกะสีเพียงพอจากอาหาร การ
ขาดสังกะสีทำให้การรับรู้รสอาหารผิดไป รสและกลิ่นอาหารผิด แผกจากเดิม
กินอะไรก็ไม่มีรสชาติถูกใจ จึงทำ ให้กินอาหารน้อยลงไปอีกสังกะสีที่ได้รับก็ยิ่งน้อยลง เป็นวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุด แก้ไขได้โดยกินสังกะสีเสริม ซึ่งมีจำหน่ายรวมกันกับวิตามิน ดูที่ฉลากจะพบว่าวิตามินบางชนิดเสริมเกลือแร่บางอย่าง
มาด้วย ควรเลือกวิตามินที่มีสังกะสีเสริมไม่เกินวันละ15 มิลลิกรัม
การกินสังกะสีมากเกินไปก็มีอันตราย จะเกิด ขึ้นกับคนที่กินสังกะสี
เสริมเองโดยพลการ ลำพังสังกะสีที่ได้รับจากอาหารไม่มีโทษ ไม่ว่าจะกินเนื้อสัตว์
หรือหอยนางรมมากเพียงใด ก็ยังไม่มากถึงขั้นที่จะเป็นโทษ เมื่อร่างกายได้
รับสังกะสีมากเกินไป จะขัดขวางการดูดซึมของทองแดง จึงทำให้ร่างกายขาด
ทองแดง มีผลให้โลหิตจาง เม็ด โลหิตขาวต่ำ ทั้งอาจมีอาการคลื่นไส้ วิงเวียน ปวด เมื่อยข้อแข็งเกร็ง มือที่เคยใช้เขียนหนังสืออย่างคล่องแคล่วกลับ
จับต้องดินสอไม่ถนัด ทั้งยังมีอาการหงอยเหงาและเศร้าซึม ไม่อยากกระดุก
กระดิกเคลื่อนไหว เมื่อรู้ว่าสังกะสีจำเป็นต่อร่างกาย ไม่จำเป็นต้องวิ่งไปซื้อวิตามินที่มีสังกะสีมากิน เพียงแต่ดูแลให้ในอาหารประจำวันมีอาหารที่ให้สังกะสีเพียงพอ นั่น
คือกินอาหารที่มีเนื้อสัตว์อย่างพอเพียง ถ้าได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพียงพอ
ก็มักจะได้สังกะสีเพียงพอด้วย
โดยคุณ : สังกะสี
จับประเด็นการพัฒนา 3 เวบไซต์ของสถานีอนามัยของนิสิต ส.ม.1 มมส.
3 เวบไซต์ดังกล่าวได้แก่
1. การพัฒนาเวบไซต์สถานีอนามัยคำสร้างเที่ยง ต.คำสร้างเที่ยง กิ่ง อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์
url - www.geocities.com/kstpcu
2. เวบไซต์สถานีอนามัยบ้านดงเมือง ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์
url - sasukmsu.googlepages.com/dmanamai
3. เวบไซต์สถานีอนามัยบ้านหวายหลึม ต.มะบ้า กิ่ง อ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด
url - www.geocities.com/wailum_anamai
หมายเหตุ ได้ทำการสำรองข้อมูลไว้เวบไซต์ละ 2 แห่ง ทั้งที่ sata1msu.com และที่ geocities.com กับ thai.net (ฟรีเวบไซต์) หากไม่สามารถเข้าชมเวบไซต์แห่งแรกได้ กรุณาคลิกดูอีก url ที่ให้ไว้
ทีมงานผู้พัฒนาเวบไซต์ - นายอดุลย์ กล้าขยัน, นายธีรพัฒน์ สุทธิประภา นายสรัญกริช นามไพร และนายอาษา อาษาไชย
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเวบไซต์
1. ชื่อเวบไซต์ : สถานีอนามัย คำสร้างเที่ยง ต.คำสร้างเที่ยง กิ่ง อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์
2. ขนาดพื้นที่ที่ใช้ = 6.37 MB
3. จำนวนไฟล์ทั้งหมด = 469 ไฟล์ เป็นไฟล์ HTML = 14 ไฟล์
4. ระยะเวลาที่สร้างเวบ = 3 วัน
5. วันที่เริ่มเผยแพร่สู่ internet = 2 มกราคม พ.ศ. 2546 เวลา 11.49 น.
6. โปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนา
6.1 Notetab Light 4.9 (Freeware)
6.2 Notepad
6.3 Macromedia Dreamweaver 4
6.4 Adobe Photoshop 6
6.5 Adobe ImageReady 3.0
6.6 Microsoft word 2000
6.7 Microsoft Excel 2000
6.8 Microsoft Powerpoint 2000
6.9 Hypersnap-DX version 3.41.00
6.10 Gsmart 210 (แปลงภาพจากกล้องดิจิตอล)
6.11 ACDsee Version 3.1 Build 921
โปรแกรมที่ใช้ทดสอบเวบ
1. Internet Explorer 5.5
2. Netscape Communicator 4.6
3. Opera 6
- - - - - - - - - - - - -
ชื่อเวบไซต์ - สถานีอนามัยบ้านดงเมือง ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์
ขนาดพื้นที่ที่ใช้ 2.37 MB
จำนวนไฟล์ทั้งหมด 103 ไฟล์ เป็นไฟล์ HTML 23 ไฟล์
ระยะเวลาที่ทำ 2 วัน
วันที่เริ่มเผยแพร่สู่ internet 17 มกราคม พ.ศ. 2546 เวลา 14.30 น.
โปรแกรมที่ใช้ เหมือนกับเวบไซต์คำสร้างเที่ยง
- - - - - - - - - - - - -
ชื่อเวบไซต์ สถานีอนามัยบ้านหวายหลึม ต.มะบ้า กิ่ง อ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด
ขนาดพื้นที่ที่ใช้ 3 MB
จำนวนไฟล์ทั้งหมด 150 ไฟล์
ระยะเวลาที่ทำ 2 วัน
ข้อมูลอื่นๆ คล้ายกับทั้งสองเวบไซต์ข้างต้น
เจาะประเด็นจากทีมผู้พัฒนาเวบไซต์ทั้ง 3 เวบไซต์
1.ทำไมถึงต้องทำเวบไซต์นี้ขึ้นมา?
ต้นกำเนิดของเวบเริ่มจากการเข้ามาเรียนในหลักสูตร สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (ส.ม.)ของ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งการศึกษาค้นคว้า จะต้องค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่ง รวมทั้ง internet ด้วย ทำให้มีโอกาสได้ใช้ internet และเปิดดูเวบไซต์ต่างๆ อีกทั้งอาจารย์หลายท่านได้ให้แนวคิดว่า ชาว ส.ม. รุ่นที่ 1 น่าจะมีเวบไซต์เป็นของตัวเอง เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์อีกช่องทางหนึ่ง ควรจะจัดทำเวบรุ่นขึ้นมา แต่ในช่วงแรกๆยังไม่มีแนวทางในการทำเวบรุ่น จึงเริ่มจากการจัดทำเวบของที่ทำงานของนิสิต ส.ม.1 เป็นจุดเริ่มต้นขึ้นมาก่อน
2. ทำไมถึงเลือกสร้างเวบไซต์ของสถานีอนามัยคำสร้างเที่ยง เป็นเวบแรก?
แนวคิดเรื่องการสร้างเวบนี้ ได้เริ่มพูดคุยในหมู่นิสิตที่เรียนสาขาการจัดการสารสนเทศสาธารณสุขก่อน และคุณอดุลย์ และคุณอาษามีโอกาสได้พบกันบ่อยครั้งมากกว่าท่านอื่นๆ อีกทั้งเป็นคนจังหวัดเดียวกัน จึงร่วมมือกันสร้างเวบไซต์สถานีอนามัยคำสร้างเที่ยงขึ้น เป็นเวบไซต์แรก
3. เวบไซต์คำสร้างเที่ยง มีความพิเศษอย่างไร?
เวบนี้เป็นเวบที่เขียนด้วย HTML ธรรมดา คงไม่มีความพิเศษมากมายนัก ความพิเศษคงอยู่ที่เป็นเวบไซต์แรกของนิสิต ส.ม.1 ที่เมื่อเปิดตัวออกมา ทำให้หลายคนอยากจะมีเวบไซต์ของที่ทำงานของตัวเองบ้าง และเท่าที่ลองสืบค้นเวบสถานีอนามัย พบว่า ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ยังไม่มีเวบไซต์ของสถานีอนามัยเลย อาจจะถือได้ว่า เวบไซต์นี้ เป็น เวบไซต์สถานีอนามัยแห่งแรกของจังหวัดกาฬสินธุ์ ด้วยหน้าตาเรียบง่าย สบายตา และเป็นต้นแบบ และแรงบันดาลใจให้ชาวหมออนามัย พัฒนาเวบไซต์สถานีอนามัยให้ปรากฏสู่สายตาชาวโลกเพิ่มขึ้นในเวลาต่อๆมา
4. เท่าที่ดูโครงสร้าง หัวข้อและรูปที่นำเสนอในเวบ คำสร้างเที่ยง ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน ไปอบรมการสร้างเวบที่ไหนมาบ้าง?
เริ่มต้นจากการเปิดคู่มือการสร้างเวบที่ยืมมาจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยมหาสารคามนี่เองครับ และเปิดอ่านในเวบไซต์ที่แนะนำการสร้างเวบหลายแห่ง เปิดดู source code ก็ทดลองนำมาตัดแปะ จนเห็นหน้าตาของเวบอย่างที่เห็นอยู่นี้แหละครับ
5. ตามที่ระบุมา ทำไมถึงใช้โปรแกรมในการสร้างเวบเยอะมาก ใช้ dreamweaver ตัวเดียวก็น่าจะพอแล้ว?
หลังจากเปิดดูหลายๆเวบไซต์แล้ว คงจะทำให้เวบดูสวยงามเหมือนเวบมืออาชีพคงไม่ได้ และก็ไม่มีข้อมูลมากมายเหมือนเวบไซต์ที่มีคนรู้จักเยอะ การทำเวบไซต์สถานีอนามัยก็คงจะทำได้เพียงแค่นำเสนอข้อมูลเท่าที่มีอยู่เท่านั้น ซึ่งข้อมูลก็เลือกเอาไฟล์ข้อมูล word, excel, powerpoint ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ของสถานีอนามัยนี่เอง มานำเสนอในเวบไซต์ โดยทำการ save ไฟล์ข้อมูลให้เป็น html เลยต้องใช้ทั้ง word, excel, powerpoint มา save และ source code จากเวบไซต์อื่นๆก็ copy และนำมาตัดแปะใน Notepad บาง code มีความยาวมาก ก็ใช้ Notetab LIght www.notetab.com ในการตัดแปะ และทดลองทำตามคู่มือที่ยืมมาจากห้องสมุด ก็เลยได้ลองใช้หลายโปรแกรมทั้ง dreamweaver photoshop และอีกหลายโปรแกรม เนื่องจากยังเป็นมือใหม่เลยต้องทดลองทำตามคู่มือที่แนะนำมาครับ
6. ทำไมจำนวนไฟล์ทั้งหมดของเวบไซต์คำสร้างเที่ยงถึงมีจำนวนมากถึง 469 ไฟล์ แต่อีก 2 เวบไซต์มีแค่ 100 กว่าไฟล์เท่านั้น มีข้อมูลอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?
เนื่องจ่กทดลองตกแต่งภาพด้วย photoshop ในหลายๆรูปแบบ เลยทำให้มีไฟล์รูปภาพมากมาย แต่ในอีก 2 เวบไซต์ ได้ทำการตกแต่งภาพเฉพาะที่จำเป็นต้องใช้นำเสนอในเวบเท่านั้น ประกอบกับมีประสบการณ์มากขึ้น จึงเลือกนำเสนอข้อมูลให้ดูกระชับมากขึ้น
7. ที่ระบุว่า ใช้ระยะเวลาทำเวบ 3 วัน ทำอะไรบ้าง?
วันแรก คือ ทำการคัดเลือกและ save ข้อมูลมาสร้างเวบ และ save ไฟล์ให้เป็น html และช่วงหนึ่ง ก็ถือกล้องดิจิตอล เดินถ่ายภาพตามมุมต่างๆของสถานีอนามัย ถ่ายไว้หลายๆรูปเพื่อจะได้มาเลือกภาพที่หลัง วันที่ 2 ก็หารูปภาพ ตกแต่งภาพ ตัดแปะไฟล์ต่างๆ ทำ link แต่ละไฟล์ และทดสอบดูว่า คลิกแต่ละที่สามารถเปิดดูเอกสารหน้านั้นๆถูกต้องหรือไม่ วันที่ 3 ก็สมัครขอพื้นที่ฟรี ที่ geocities.com และ login ส่งไฟล์ขึ้นสู่เวบไซต์ โดยไปทำที่ห้องคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพราะ internet เร็วมาก จากนั้น ก็ส่งเมล์แนะนำเวบไซต์ไปยังบุคคลที่รู้จักครับ
8. ทั้ง 3 เวบไซต์ ทำไมถึงมีแนวคิดในการนำเสนอ ภาพถ่ายของสถานีอนามัย
วัตถุประสงค์ คือ อยากให้ผู้เยี่ยมชมเวบไซต์ ได้เห็นภาพบรรยากาศของสถานีอนามัย เหมือนได้มาเยี่ยมด้วยตัวท่านเอง ไม่ว่าสถานีอนามัยจะเป็นอย่างไร ก็สามารถนำเสนอข้อมูลสู่สายตาชาวโลกผ่านทางเวบไซต์ได้ครับ
9. สังเกตว่า ในเวบคำสร้างเที่ยง มีส่วนที่แนะนำการเดินทางสู่คำสร้างเที่ยง ,รู้จักกิ่ง อ.สามชัย และแผนที่การเดินทางด้วย จุดประสงค์ที่ต้องการนำเสนอในจุดนี้ ต้องการให้ผู้ชมไปเยี่ยมถึงสถานที่จริงๆเลยหรือเปล่า?
ส่วนนี้คือต้องการแนะนำและให้ข้อมูลของที่ตั้งสถานีอนามัยด้วย เนื่องจากว่า กิ่ง อ.สามชัย เป็นอำเภอที่ตั้งใหม่ หลายท่านอาจจะยังไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน และยังไม่มีตำแหน่งของกิ่งอำเภอนี้ในแผนที่ฉบับเก่าๆด้วย เลยนำเสนอในจุดนี้ขึ้นมาด้วย เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้มองเห็นด้วยว่า คำสร้างเที่ยงอยู่ที่ไหน หากสนใจก็สามารถแวะมาเยี่ยมกันได้ครับ ยินดีต้อนรับทุกท่านเสมอ
10. มีต้นแบบในการทำเวบหรือไม่ แล้วใช้เวบไซต์ไหนเป็นต้นแบบจนทำให้พัฒนาเวบไซต์สถานีอนามัยจนมีรูปแบบอย่างที่เห็น?
ตอนแรกพยายามที่จะดูต้นแบบจากหลายๆเวบ แต่ดูแล้ว ไม่ใช่อย่างที่อยากจะทำ หรือบางเวบดูแล้ว เห็นว่า เกินกว่าที่จะสามารถสร้างเวบแบบนั้นได้ ทั้งเวบไซต์ หมออนามัย เวบของกระทรวง และเวบหน่วยงานราชการอื่นๆ เลยออกแบบอย่างง่ายๆ แบ่งเป็นช่องๆ แล้วใส่ข้อมูลเข้าไป ปรับแต่งพื้นหลัง สี จนพอใจ เลยได้เวบออกมาในแบบที่เห็น รูปแบบก็ได้มาจากการดูหลายๆเวบ แล้วจับบางส่วนมาผสมผสานจนได้รูปแบบที้เห็น ทำตามความสามารถและเวลาที่มีอยู่ครับ
11. อยากทราบวิธีการเปิดตัวให้คนอื่นรู้จักเวบไซต์ทั้ง 3 เวบนี้
โดยการส่งเมล์แจ้งไปถึงหลายท่านที่พอจะรู้จัก และหาเบอร์อีเมล์ในเวบไซต์หมออนามัยดอทคอม รวมทั้งเข้าไปเขียนแนะนำเวบไซต์ในกระดานข่าว 7-8 แห่ง ก็เริ่มที่จะมีคนรู้จักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 12. ทำไมในปัจจุบันไม่มีการอัพเดทข้อมูลใหม่ๆในเวบไซต์บ้างเลย
ตอนแรกตั้งใจว่า จะทำเวบไซต์ออกมาให้เป็นเวบไซต์ต้นแบบ โดยออกแบบง่ายๆ เพื่อที่จะสามารถพัฒนาเวบไซต์ต่อไปได้ แต่เนื่องจากภาระหน้าที่การงาน และครอบครัว ทำให้ไม่มีเวลาที่จะพัฒนาเวบไซต์ต่อไป แต่ในอนาคตกำลังมองหารูปแบบที่เหมาะสมและลงตัวในการพัฒนาข่าวสารข้อมูลในเวบให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันมากขึ้น
13. มีการวัดผลสำเร็จของเวบไซต์อย่างไรบ้าง?
วัดโดยการติด counter เพื่อดูว่ามีผู้เข้ามาเยี่ยมชมเวบไซต์ต่างๆมากน้อยเพียงไร และเปิดสมุดเยี่ยม (Guestbook) เพื่อรับคำแนะนำ ติชมไว้ด้วย ถึงแม้จะไม่ค่อยได้ทำการปรับปรุงข้อมูลในเวบไซต์เลย แต่กำลังใจและคำแนะนำจากผู้เยี่ยมชมเวบไซต์ เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับ สถานีอนามัยเล็กๆ แต่ก่อนไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า เวบไซต์สถานีอนามัยจะมีผู้ให้ความสนใจถึงเพียงนี้ ถึงแม้ว่าจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเวบ จะเทียบไม่ได้กับเวบไซต์ใหญ่ๆที่มีคนรู้จักมากมาย แต่สำหรับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยแล้ว กำลังใจที่มีให้มีค่าเหนือคำบรรยายครับ
14. อยากได้แนวความคิดในการออกแบบและพัฒนาเวบไซต์ของทีมงานครับ เพื่อที่ผู้ที่สนใจ หรือมือใหม่ที่กำลังจะสร้างเวบไซต์จะได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเวบไซต์ต่อไป
เรื่องเหล่านี้สามารถที่จะค้นหาข้อมูลใน internet ได้เลยครับ มีเวบไซต์หลายแห่งที่ให้ข้อมูลในส่วนนี้ ซึ่งทางทีมงานก็ได้นำคำแนะนำมาเป็นแนวทางในการออกแบบและพัฒนาเวบไซต์ดังกล่าว แต่เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องของเวลา ภาระหน้าที่ต่างๆ ทำให้ไม่สามารถใช้แนวทางต่างๆได้อย่างเต็มที่
สำหรับมือใหม่ที่สนใจ และสามารถพัฒนาเวบไซต์ได้อย่างเต็มที่ ทางทีมงานก็ขอนำเนื้อหาบางส่วนต่อจากนี้ มานำเสนอไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปประยุกต์ - พัฒนาและค้นคว้าหาข้อมูลต่อไปครับ
1. กำหนดขอบเขตของเวบไซต์
ขอบเขตของเวบไซต์สถานีอนามัย เป็นการแนะนำข้อมูลทั่วไป กิจกรรม แผนงานการให้บริการภายในสถานีอนามัย2. การออกแบบสิ่งที่จะมีในเวบไซต์
นำเสนอข้อมูลที่มีในสถานีอนามัยและสามารถนำมาเผยแพร่ได้ โดยพิจารณาตามรายละเอียดตอ่ไปนี้
2.1 ต้องสร้างวัตถุประสงค์และกำหนดขอบเขตที่มีความน่าเชื่อถือในเวบไซต์ปัจจุบัน
2.2 การพัฒนาต้องวางแผนตามจุดสำคัญดังนี้
2.2.1 จุดมุ่งหมายของเวบไซต์ - รายละเอียดของวัตถุประสงค์หลัก
2.2.2 ขอบเขตของเวบไซต์
- ขอบเขตสามารถกำหนดในจุดสำคัญและขนาดของโครงงาน
- กำหนดเนื้อหาของเรื่อง เพื่อการพิจารณาและกำหนดให้กว้างหรือแคบ ซึ่งจะต้องครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด
- กำหนดระดับของรายละเอียด สำหรับเนื้อหาของเวบไซต์ โดย สรุปเนื้อหาสาระ และพิจารณาความยาวของหัวข้อหลักต่างๆ โดยตั้งค่าของหน้าเพจในระดับต่อไป และรูปแบบทั่วไปของเวบไซต์
2.2.3 ผู้มาเข้าชม
- ตัดสินใจประชาสัมพันธ์ความคิดของเวบไซต์โดยเน้นใช้ภาษาไทย
- กลุ่มเป้าหมายของเวบไซต์ = บุคลากรสาธารณสุขและผู้สนใจทั่วไป
- อะไรที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ = ข้อมูลทั่วไป/การให้บริการ/ แผนงาน
- ต้องทำอย่างไรที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ = ส่งอีเมล์แจ้งข่าวสาร และเขียนแนะนำในกระดานข่าว
2.2.4 โครงสร้าง = ดูภาพตัวอย่างของเวบไซต์ประกอบ
- เขียนเค้าโครงเวบไซต์
- กำหนดจุดประสงค์ ขอบเขต เป้าหมาย กลุ่มผู้ชม
- หน้าแรก Homepage ต้องเตรียมรายการเพื่อให้ผู้อ่านทราบถึงภาพรวมของเวบไซต์
- หน้าหลัก ต้องแสดงเนื้อหาสาระที่ต้องการเสนอให้ชัดเจน
- หาวิธีดึงดูดความสนใจ ให้ผู้อ่านกลับมาเยี่ยมชมอีก
- ร่วมกันระดมความคิดเพื่อพัฒนาเวบไซต์ให้ดีขึ้น
2.2.5 ลักษณะองค์กรที่ประสบความสำเร็จ
- บอกรายละเอียดโดยทั่วไปขององค์กร
- บอกเกี่ยวกับ รายการ โครงสร้างข้อมูลและแฟ้มรายการ (Directory and file)
- จัดทำชนิดข้อมูลที่แตกต่างกันของสารสนเทศ
- โครงสร้างข้อมูลองค์กร = พื้นฐานของโครงสร้างจะต้องเกี่ยวกับเนื้อหาโดยรวมของเวบไซต์ทั้งหมด, ใช้แฟ้ม Index หรือคำเริ่มต้นของโฮมเพจ ที่จะให้บริการในเวบไซต์ และมีการจัดกลุ่ม รูปแบบที่เหมาะสม เป็นระเบียบ ง่ายต่อการเพิ่มขยายหรือปรับปรุง
3. การสร้างขอบเขตของเวบไซต์
3.1 เวบไซต์จะต้องลดอุปสรรคในการสื่อสารและสามารถที่จะเสนอความคิดเห็นต่อสาธารณชน
3.2 สร้างสิ่งที่ดี ใส่ใจกับโฮมเพจให้มีพลัง
- เตรียมจัดพื้นที่แล้วนำเนื้อหาพร้อมรูปภาพมาใส่
- ปรับปรุง ให้ทันสมัยอยู่เสมอ = การ update ข้อมูล
- รับฟังในสิ่งที่เพื่อนเสนอแนะ ทำการใส่สมุดเยี่ยม
- การจัดระเบียบรวบรวมข้อมูลที่ดี = การจัดวางหัวข้อต่างๆไว้ที่ด้านซ้ายของหน้าจอ
4. สร้างห้องเพื่อทำโฮมเพจ = ดูภาพตัวอย่างของเวบประกอบ
4.1 สร้างสรรห้องเวบไซต์เพื่อใครและจะวางแผนทำอะไร
4.2 การออกแบบเนื้อหาให้เหมาะสมกับการเข้าชมครั้งแรกและกลับมาเยี่ยมชมอีก
4.3 เสนอข่าวสารที่ทันสมัยและถูกต้องมีรายละเอียด
4.4 ปัจจัยที่สำคัญในการออกแบบ คือ มีพื้นที่และความเข้าใจเกี่ยวกับเวบไซต์
5. การเชื่อมโยงแบบก้าวหน้า
5.1 มีตัวชี้นำแบบหลากหลาย
5.2 ออกแบบมีหลายเส้นทางในการดูข้อมูล
5.3 สร้างเส้นทางที่ดีเพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้โปรแกรมเบราเซอร์หลากหลาย
5.4 เพิ่มหัวข้อคำอธิบายรูปภาพ
6. การตรวจสอบและทดลองเวบไซต์
6.1 หลีกเลี่ยงชนิดและรูปแบบที่ไม่สอดคล้อง - เน้นคุณภาพ
6.2 ให้ตรวจสอบตัวสะกดและไวยกรณ์
6.3 จัดการตรวจสอบหลายๆครั้ง ค้นหาจุดที่ผิดพลาด
- ตรวจสอบรูปแบบที่ไม่สอดคล้องหรือส่วนที่ขาดหายไป
- ตรวจสอบทิศทางของตรรกะและถ้อยคำ
- ตรวจสอบข้อความในเอกสาร รูปแบบ การสะกดคำ วรรคตอน
- ตรวจสอบตัวเลข รูปภาพและแผนผัง
6.4 ทดสอบการเชื่อมโยงต่างๆ (Link)
- ทำการเปิดหน้าเอกสารในเบราเซอร์และตรวจเช็คส่วนที่เชื่อมโยง
ฃ- ตรวจสอบหลักไวยกรณ์ของการเชื่อมโยง ชื่อแฟ้มหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้อง
6.5 ปัญหาด้านรูปแบบที่พบมากมีอยู่ 4 ข้อ
- คำสั่งควบคุมต้องอยู่ในเครื่องหมาย < >
- การจับคู่คำสั่งของโครงสร้างภาษา HTML
- การใช้เครื่องหมาย " " ต้องใช้คู่กัน
- คำสั่งการวนรอบ
7. กรเผยแพร่เวบไซต์
ทำการลงทะเบียนที่ฐานข้อมูลหลักเท่านั้น และเวบกลุ่มเป้าหมาย
- sanook.cok
- Hunsa.com
- pantip.com
- thaiwebhunter.com
- thaiseek.com
- siamguru.com
- mohanamai.com
- yahoo.com
- google.com
- เวบไซต์ต่างๆของกาฬสินธุ์
"การสร้างโฮมเพจเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์สำหรับการนำเสนองานสู่สาธารณชน"
เครื่องทองชิ้นเอกของโลก
บรรดาเครื่องทองอันทำจากฝีมือช่างทองโบราณทั่วโลกนั้น ที่เหลืออยู่ จนถึงปัจจุบันโดยไม่ถูกยุบทำลายไปมีอยู่มาก ซึ่งบางชิ้นได้กลายเป็นหลักฐานบอกถึงเหตุการณ์ในยุคนั้นๆ แต่จากความมีค่าของทองเอง เครื่องทองจำนวนไม่น้อยได้ถูกยุบลงไป กลายไปเป็นของแลกเปลี่ยนทางการค้า ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงาน ต่วย\'ตูน จะนำมาโชว์และโม้ให้อ่านกันครับ ในสมัยก่อน ทองเป็นวัตถุมีค่าที่มีการเปลี่ยนมือแย่งชิงกัน ทั้งในด้านส่วนตัวและการสงครามมากที่สุด และต่อมาจากความรํ่ารวยทองของพวกอินเดียนแดงในภาคกลางของอเมริกา ตลอดจนภาคใต้ของอเมริกากลาง ซึ่งช่างโบราณอินเดียนได้ใช้ฝีมือที่เลอเลิศประดิษฐ์ ขึ้น และจากการกวาดชิงเอามาของชาวต่างชาติที่มีชัยเหนือพวกเหล่านั้น ฝีมือที่ช่างทองยุโรปได้พบเห็นเข้าก็ถ่ายทอดลักษณะ และเปลี่ยนแปลงไปตามศิลปะของตัวเข้าผสม ถ่ายทอดออกมาแก่ลูกหลาน ผ่านมาจนรุ่งเรืองในสมัยเรอเนสซองต์ในยุโรป บรรดาเครื่องทองโดยฝีมือช่างโบราณเท่าที่ค้นพบมาและหาไม่ได้แล้วนั้น ทางยุโรปได้จัดยอดของเครื่องทองหรือ Golden Master Pieces ไว้รวมเก้าชิ้น ครับ เรามาดูกันว่าเครื่องทองโบราณที่ฝรั่งยกย่องกันนักว่า มีค่าสมควรแก่คำว่า โกลเด้นมาสเตอร์พีซทั้งเก้าชิ้นนั้นมีอะไรบ้าง โดยขอให้ดูรูปนะครับ อันดับที่หนึ่ง นั้นเขายกให้แก่ รูปสลักทองเทพเจ้าโปโปโร (Poporo) อันเป็นฝีมือสลัก และทำรูปเทพเจ้า ที่ไม่ทราบว่าเป็นใคร ทราบเพียงแต่ว่าเป็นรูปแบบที่นิยม ของอินเดียนแดงที่ชอบประดิษฐ์ทอง ลักษณะดังกล่าวในกลางศตวรรษที่ผ่านมา แม้ว่ารูปสลักของเทพเจ้าชิ้นนี้ จะขาดหายหรือชำรุดไปบ้าง แต่ก็เป็นฝีมือทำทองที่ไม่เห็นรอยต่อ และบางประดุจเปลือกหอยเลยละครับ ปัจจุบันเครื่องทองชิ้นนี้ตั้งแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ของกรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย อันมีเครื่องทองตั้งแสดงอยู่ถึงหมื่นแปดพันชิ้น ล้วนแต่เป็นศิลปะฝีมือช่างอินเดียนแดงโบราณทั้งสิ้น แต่ถือว่าชิ้นนี้เด่นที่สุดละครับผม เครื่องทองชิ้นที่ 2 ที่ฝรั่งยกย่องก็คือ เครื่องทองรูปช้าง ที่พบที่ไอวอรี่โคสต์ (lvory Coast) เมื่อ 200 ปีที่ผ่านมา กล่าวกันว่าเครื่องทองชิ้นนี้ทำขึ้น จากนิยายเป็นรูปช้าง ประกอบด้วยทองเส้นลายละเอียด และจากฝีมือของช่างตระกูลเดียวกัน ได้ทำเครื่องทองเป็นรูปสัตว์ไว้หลายชิ้น แต่ชิ้นนี้เด่นที่สุด ปัจจุบันอยู่ ในพิพิธภัณฑ์อาฟริกันโกลด์สมิธ ของไอวอรี่โคสต์นั่นละครับ เครื่องทองชิ้นที่ 3 นั้นเป็นเครื่องทองที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และคนรู้จักกันมากที่สุด ยิ่งแฟนของ ต่วย\'ตูน เห็นแล้วก็ถึงบางอ้อละครับผม นั่นก็คือ เครื่องโต๊ะอันเป็นที่ใส่เกลือ-พริกไทย ฝีมือของเบนเวนูโต เซลลินี่ อย่างไรเล่าครับ เป็นเครื่องทองที่ถือกันว่าเลิศด้วยศิลปะ ที่เซลลินี่ทำขึ้น ถวายพระเจ้าฟรานซิสที่หนึ่ง เมื่อ ค.ศ. 1543 นับว่าเป็นฝีมือช่างอิตาลีที่งดงามที่สุด ชุดใส่เกลือ-พริกไทยนี้ทำด้วยทองสลักเป็นรูปของเนปจูนและซีเรส ราชาเจ้าทะเลและราชินีแห่งพื้นดิน กำลังทรงพระถกกันเรื่องมงกุฎที่จมอยู่ ณ ใต้ดินตามนิยายของกรีก ทางด้านข้างมีโบสถ์ไอโอนิคเป็นที่ใส่พริกไทย อีกข้างหนึ่งเป็นที่ใส่เกลือรูปเรือโรมันโบราณ ฐานด้านล่างเป็นเรื่องราวในนิยายของเทพเจ้าต่างๆโดยรอบ และแม้จะเล็กถึงอย่างนี้ เซลลินี่ก็ฝากฝีมือไว้อย่างเลิศทีเดียวละครับ ทุกสัดส่วนแสดงอารมณ์ไปเสียทุกสิ่ง แหม...ถ้าเป็นของผู้เขียนคงลืมกินไข่ลวกแน่ๆ เลยละครับ แค่นั่งดูก็อิ่มไปแล้ว เครื่องทองชิ้นที่ 4 ที่ฝรั่งยกนิ้วให้นั้นแปลกประหลาดที่สุด เลยละครับผม ฝรั่งเขายก โกลเด้นมาสเตอร์พีซชิ้นนี้ ไปให้จีนครับ นั่นก็คือ ฉลององค์เต็มยศ ของพระจักรพรรดิจีน ในราชวงศ์หมิง อันเป็นฉลององค์ "ชุดใหญ่" เสื้อครับ ไม่ใช่อย่างอื่น ฉลององค์ชุดนี้ปักด้วยเส้นทองคำแท้ๆ และเงินเป็นรูปท้องฟ้า มีรูปนกยูงและสิงโต (ไม่ยักกะใช่มังกรห้าเล็บอย่างเคย อาจจะทรงพระเบื่อกระมังครับ) เส้นทองที่ปักนั้นละเอียดยิบตรึงด้วยไหมทอง ซึ่งเมื่อวัดแล้ว ฉลององค์ตัวนี้กินเนื้อที่ปักทองถึงเจ็ดพันตารางนิ้วทีเดียว ผู้เขียนก็ไม่ทราบว่านํ้าหนักจะซักเท่าใด เวลาทรงแล้วจะต้องมีคนพยุงปีกฮ่องเต้ซักกี่คนก็ไม่ทราบ เครื่องทองชิ้นที่ 5 นั้น คือ จอกสุราทองของเปอร์เซีย เป็นจอกสุราทองประกอบรูปสิงโต อันเป็นถ้วยเหล้าที่งามเลิศที่สุดของสมัยนั้น ถ้วยใบนี้พบในตอนเหนือของประเทศอิตาลี มีขนาดยาวจากหูถ้วยที่เป็นรูปสิงโตห้านิ้วครึ่งครับ สงสัยเวลาตาลายทำตกลงใส่เท้าคงจะหายเมา ก็หนักอย่างนี้นี่นา แหม...ดื่มเหล้าในถ้วยทอง ทั้งทีไม่เมาเหล้าก็คงเมาทองละครับ และขนาดเดียวกับกระป๋องเสื้อนอกพอดิบพอดีเปี๊ยบ เครื่องทองอีทรัสกัน (Etruscan) อีกชิ้นหนึ่งที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเก้าชิ้นของเครื่องทองมาสเตอร์พีซ นั่นคือชิ้นส่วนของเครื่องประดับมีขนาดเล็กไม่ถึงหนึ่งนิ้วละครับผม ชิ้นส่วนของเครื่องประดับทองบริสุทธิ์นี้เมื่อขยายดูแล้วจะเห็นว่าเลิศด้วยฝีมือของช่าง และช่างนั้นจะต้องชำนาญมากที่เดียว เขาทำได้อย่างไร แว่นขยายสมัยอีทรัสกันหรือก็ไม่มีนี่ครับ ความประณีตของ เครื่องทองชิ้นที่ 6 อันเป็นชิ้นมาสเตอร์พีซนี้อยู่ที่การทำรูปร่างดุนออกมา เป็นลายละเอียดยิบเป็นจุดเม็ดเล็กๆ มากมาย มีดอกไม้ช่อผลไม้ละเอียดดุจของจริง หลายดอกหลายช่ออยู่เบื้องล่าง โค้งบนสลักลายที่ทำได้ยังไงในเมื่อแว่นขยายยังไม่มี ถ้าท่านผู้อ่านได้เห็นภาพขยายแล้วคงเง็ง นะครับผม คนอะไรตั้งร้อยๆ พันๆ ปีฝีมือถึงได้ "เนี้ยบ" ยังงี้ น่าเสียดายจริงๆ นะครับที่ชิ้นส่วนนี้มีเพียงชิ้นเดียว ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่อิตาลี ประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า เจ้าหน้าที่ทูตอันเป็นทหาร ได้รับมาจากทหารที่ขุดพบในศตวรรษนี้ ยังสดๆ ร้อนๆ ทีเดียวเจียวครับผม ส่วนที่เหลือน่ะหายไปไหนนะเนี่ย
โกลเด้นมาสเตอร์พีซชิ้นที่ 7 ก็เป็นชิ้นที่รู้จักกันอีกละครับ นั่นก็คือ พนักทองของบัลลังก์ แห่งยุวกษัตริย์ตุตันคาเมน นั่นเองครับ โกลเด้นมาสเตอร์พีซ ที่ลือชื่อนี้เป็นทองแผ่นสลักรูป ของตุตันคาเมนกับพระนางแอนเกสเซนนาเมน ประดับด้วยแก้วและหินสี คือ ลาพิซลาซุลลี่และเทอร์คว้อย ความประณีตบรรจง ของภาพสลักทอง เมื่อสามพันกว่าปีก่อนชิ้นนี้ ก็คือกิริยาท่าทางของพระมเหสีสุดที่รัก ของตุตันคาเมน บรรจงทาเครื่องหอมให้กับกษัตริย์หนุ่ม แววตาสีหน้าท่าทางอันเป็นภาพสลักแบนๆ นี่ดูแล้วประดุจภาพปั้นทีเดียวละครับผม
เครื่องทองชิ้นเอกชิ้นที่ 8 อียิปต์ก็กวาดเอาไปรับประทานอีก และก็เป็นพระราชสมบัติ ของตุตันคาเมนเช่นเคย นั่นคือ โลงพระศพ... อย่าเชียวครับ ท่านผู้อ่านอย่าได้คิดว่าเป็นโลงโซลิดโกลด์ชั้นในสุด ที่หนาตั้งเซ็นต์ ครึ่งนั้นนะครับ ฝรั่งเขายกย่องโลงบรรจุพระศพ ของตุตันคาเมนก็จริงอยู่ แต่เขายกย่องโลงบรรจุพระศพไม้หุ้มทอง ชั้นที่สองจากภายในสุด ตังหากเล่าครับ ว่าเลิศด้วยฝีมือของช่างทอง ที่ตีแผ่ทองประกอบกับไม้ ประดับประดาสวยดุจภาพของคน จริงๆ สัดส่วนงดงามเลิศประณีตที่สุด แหม ...ถ้าช่างทองอียิปต์คนที่ตีแผ่ทองบรรจงประดิษฐ์ ให้เฉิดเฉลา ถ้าได้ยินเข้า คงอมยิ้มปากกว้างถึงหู ฝีมือของตูก็เข้าขั้นนี่หว่า
โกลเด้นมาสเตอร์พีซชิ้นสุดท้าย ตุตันคาเมนกวาดไปกินเสียเช่นเคย เครื่องทองชิ้นที่เก้านี้ก็คือ บานประตูทองของหีบศพชั้นต้น ซึ่งมีรูปแกะสลักเทวีไอซิสกางแขน เป็นยามเฝ้าพิทักษ์พระศพ ของตุตันคาเมน ลวดลาย แจ่มกระจ่างแววตาสีหน้า บอกถึงความเมตตาปรานีและเอื้ออาทรต่อยุวกษัตริย์ นี่ละครับ โกลเด้นมาสเตอร์พีซทั้งเก้าชิ้น ของโลกที่ฝรั่งยกย่อง รูปทุกรูปอาจเห็นได้ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้างนะครับ ทีนี้ผู้เขียนก็ชักจะชาตินิยมจัดขึ้นมาบ้าง อาไร้...ช่างทองของไทยก็มีฝีมือดี๊ดี ทำไม ไม่เห็นติดอันดับกับเขาเลยซักกะชิ้น คราวหน้าถ้ามีโอกาส ผู้เขียนอาจจะค้นเรื่องเครื่องทองชิ้นแรก ของไทยมาให้อ่านกันบ้างนะครับ.
ทีมงาน ต่วย\'ตูน และปืนไทย จิตอารี
เมนูอาหารเปิบพิสดารของหมีแพนดาขนมปังกรอบหวาน อุดมด้วยวิตามิน
นักสัตวศาสตร์จีนเปิดเผยว่า ได้คิดเมนูอาหารอันโอชะให้กับหมีแพนดา เป็นขนมปังกรอบหวาน อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เพื่อบำรุงร่างกายหมีอันน่ารัก ซึ่งมีจำนวนร่อยหรอเหลือน้อยลง ตามปกติหมีแพนดาจะกินแต่หน่อไม้ อันเป็นอาหารที่ค่อนข้างย่อยยากอย่างเดียว เป็นเหตุให้มัน ต้องใช้เวลากินเกือบจะทั้งวัน
สำนักข่าวซินหัวของจีนแจ้งว่า ศูนย์วิจัยและเพาะพันธุ์หมีแพนดาที่นครเฉินตู มณฑลเสฉวน ได้คิดเมนูอาหารพิเศษของหมีแพนดาขึ้น เป็นขนมปังกรอบผสมด้วยวิตามิน และธาตุอาหารต่างๆ ทำเป็นรูปไม้ไผ่สีครีม ขนาดท่อนยาว 15 ซม. เพื่อจะเอาให้มันกินบำรุงร่างกาย แทนขนมปังนึ่ง ที่เคยให้มันกินหลังจากกินต้นไผ่ แต่ขนมปังนึ่งต้องสูญเสียธาตุอาหารไปเกือบหมดเนื่องจาก ความร้อน ทำให้มันต้องขาดสารอาหารที่เป็นประโยชน์ อีกทั้งยังเก็บรักษาไม่ได้นานอีกด้วย ขณะที่ขนมปังกรอบที่ทำขึ้น สามารถเก็บไว้ได้นาน และยังมีคุณค่าทางอาหารเหนือกว่ากัน อีกด้วย จากการทดลองให้บรรดาหมีแพนดาจำนวน 30 ตัวในศูนย์กิน ปรากฏว่าพวกมันพากันชอบ เลียปากอยู่แผล็บๆ ไปตามๆกัน
ผู้เชี่ยวชาญของจีนบอกประมาณว่า คาดว่าหมีแพนดาที่มีอยู่ตามธรรมชาติในป่าแถบภูเขาสูง แถวมณฑลเสฉวน ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีจำนวนประมาณ 1,000 ตัว รวมกับที่เลี้ยงไว้ตามที่ต่างๆทั่วโลก เช่นที่สวนสัตว์เชียงใหม่ ด้วยอีกราว 140 ตัว.
ถ้าเราไม่ได้พบกันอีก
ถ้าเราไม่ได้พบกันอีก
เธอจะลืมฉันคนนี้ ไปภายในวันไหน
เธอจะเลือนเรื่องของฉัน ไปเมื่อไร
วันคืน นานตราบใด จึงจัก หมดสิ้นลง
รอยยิ้มของฉัน
หยาดน้ำตาที่เธอเช็ดให้
ใบหน้างอง้ำ ของคนเอาแต่ใจ
เสียงหัวเราะสดใส ที่เธอบอกว่า
คือโลกทั้งใบของใจเธอ
ถ้าเราไม่ได้พบกันอีก
เธอจะลืมจูบลาวันนั้น.. วันไหน
สองมือที่เคยเกาะกุม ยึดหัวใจ
อ้อมกอดอบอุ่น วาบไหว
จะลืมไป เมื่อไรกัน
ถ้าเราไม่ได้พบกันอีก
หากแม้วันนั้นลมหายใจของฉัน จักจบสิ้น
วันนี้ไม่อยากเห็นภาพเธอสุดท้าย น้ำตาริน
อยากจากไป กับรอยยิ้มสุดท้าย ของใจเธอ
ถ้าเราไม่ได้พบกันอีก
สัญญาได้ไหมว่าจะรักใครสักคนให้เท่าฉัน
สัญญาได้ไหมว่าจะเปิดใจรับใครมา
ดูแล ความผูกพัน
สัญญาได้ไหม สัญญาให้ฉัน สบายใจ
แม้วันนี้ลมหายใจเราจักพราก
แม้วันนี้ จังหวะเสียงแห่งความรัก จักจากหาย
แต่อยากจากไป อย่างสิ้นห่วง เหลือเพียงใย
อยากให้มีคนดูแลใส่ใจเธอ
แทนวินาทีที่ฉันไม่มี
ถ้าเราไม่ได้พบกันอีก
ถ้าวันเวลาของเรา.. ต้องจากหาย
ให้รู้ไว้ ว่าความตายเพียงพราก ลมหายใจ
แต่มิอาจพรากความรัก
และวิญญาณแห่งหัวใจ
...ที่มีไว้...
....เพื่อเธอ...
Story by : SoN
Date : 2 May 2004
วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551
สาวแบบไหนที่ควรวิ่งหนี?
ก่อนจะคบใครเป็นเพื่อนเพื่อ หวังสานสัมพันธ์ เขยิบไปเป็นแฟนมา หนุงหนิงจุ๋งจิ๋งกัน หวังเพิ่ม ความบันเทิงเริงใจให้ชีวิต จึงเชื่อเหลือเกินว่า เวลาคุณๆ จะคว้า ใครมาเป็นแฟนทั้งที ก็ควรมี หลักเกณฑ์ ผสมหลักการเลือกให้ดีๆหน่อยละกัน เพราะถ้าเลือกได้แฟนดีก็เหมียนกะถูก ลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ใช่มะ แต่ถ้าเลือก ไม่ได้เรื่อง ระวังเหอะจะชีช้ำกะหล่ำปลี แล้วอย่ามา ร้องไห้แงๆ ละกัน
ใน สาวแสบหลายประเภทที่ควรหลีกหนีไปให้ไกล (12 Types Of Women To Avoid) ช่วยอธิบายถึงลักษณะของผู้หญิงที่ก่อนใครจะเลือกไป "ทำแฟน" ก็ลองตรองดูแล้ว กันว่า คุณอยากเป็นแฟนกับผู้หญิงดังต่อไปนี้ไหมล่ะ
1. มิสสิทธิสตรีแรงกล้า (Miss Feminist)
เค้าว่า ผู้หญิงกลุ่มนี้วางสมมติฐานว่า ปัญหาสังคมซึ่งเกิดขึ้นทุกวันนี้น่ะ ล้วนเป็นผลพวงมาจาก การกระทำของผู้ชายทั้งนั้น แถมน้องนางในกลุ่มนี้ยังเชื่อว่า ผู้หญิงคือสัตว์โลกแสนดีเพียง สิ่งเดียวที่ทำให้โลกมีความงดงาม ร่มเย็นสงบสุขในแบบฉบับของโลกในอุดมคติ... สงสัยสาวกลุ่มนี้เพ้อเจ้อเกินไปแหงเลย แต่แม้หล่อนจะเชิดชูเพศแม่แค่ไหน ข้อดีของสาว กลุ่มนี้ก็มีนะเออ อย่างน้อยๆคุณก็คงเห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวเองของเธอบ้างล่ะ
2. มิสดาวไถ (Miss Take)
หล่อนคบคุณเพียงเพื่อเงินตัวเดียวรึเปล่า? เอ้าเว้ากันซื่อๆก็ได้ว่า หล่อนคาดหวังให้แฟนเป็น ผู้เกื้อหนุนเธอในด้านเงินทองเพียงเพราะหล่อนมีทัศนคติว่า ตัวเองเป็นเพศหญิง ฝ่ายชายจึง ควรเป็นคนจ่ายทั้งค่าอาหาร, เครื่องดื่ม, ค่าเที่ยว, ค่าดอกไม้ และปรนเปรอหล่อนด้วย เพชรนิลจินดา โดยหล่อนไม่สำนึกว่า น่าจะผลัดกันจ่ายบ้าง สาวจอมไถคิดว่าอวัยวะทุกสัดส่วน ของตัวชุบทองล่ะมั้ง ดังนั้นถ้าใครอยากมาเป็นแฟนจึงต้องเป็นฝ่ายเทกแคร์เธออย่าง สุดฤทธิ์สุดเดช ฉะนั้น อย่าได้ถูกหล่อนหลอกแดก เอ๊ย หลอกล่อให้รักก็แล้วกัน
3. มิสโค-ตะ-ระโรแมนติก (Miss Romance)
สาวประเภทนี้อยู่ในโลกจินตนาการของหนังและนวนิยายรักโรแมนติกจนยากจะถอนตัวขึ้น ทุกค่ำคืนหล่อนจะตรงดิ่งกลับบ้านเพื่อใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆกรีดนิ้วเปิดอ่านนิตยสารเกี่ยวกับ เจ้าบ่าวและจินตนาการว่า ในวินาทีใดวินาทีหนึ่งจะมีเจ้าชายแสนเท่ขี่ม้าขาวมาโอบอุ้ม เธอขึ้นไปบนหลังม้า พร้อมกับบอกเธอว่า ข้าจะปกป้องดูแลเจ้าชั่วนิรันดร์และทั้งคู่ก็ครองรักกัน อย่างมีความสุข เอเวอร์ อาฟเตอร์ ยังไงยังงั้น
เค้าว่าผู้หญิงที่โรแมนติกขึ้นสมอง มักได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ของเธอชนิดถูกประคบ ประหงม และเรียกเธอว่าเจ้าหญิงอยู่เนืองๆ เธอจึงไม่ค่อยประสีประสากับชีวิตจริงที่มีค่าใช้จ่าย เพียบ และการล้างห้องน้ำเอง สาวที่ทำตัวราวคุณหนูนี้จะกลายเป็นหญิงเรื่องมากและ เอาแต่ใจตัวเอง เพราะฉะนั้นจงวิ่งหนีซะ
4. มิสเข้าใจยาก (Miss Elusive)
ส่วนใหญ่เป็นหนึ่งในจำพวกคนมีแผล เช่นบางรายบาดเจ็บจากความสัมพันธ์ครั้งเก่ามาก่อน จึงมักหลีกเลี่ยงหรือทำลายความสัมพันธ์ครั้งใหม่ การคบกับหล่อนจะเต็มไปด้วยอุปสรรค เช่น ถ้าคุณชวนเธอไปเที่ยว ไปดูหนัง หรือจะไปเต้นระบำรำฟ้อนที่ไหน ถ้าวันนี้เธอไป แต่รุ่งขึ้นเธออาจไม่อยากไปไหนกับคุณอีกก็ได้ เอาแน่เอานอนไม่ได้หรอกสาวคนเนี้ย พออารมณ์ดีเธอก็เข้ามาอี๋อ๋อ แต่อย่าให้อารมณ์บูดละกัน มีหวังกระเจิงกันไปเป็นแถบ
5. มิสตะบี้ตะบันโกรธยันป้าย (Miss Angry)
สาวกลุ่มนี้ไม่รู้เป็นไงชอบดื่มโอยัวะมากละมั้ง จึงขี้หงุดหงิด โกรธใครต่อใครง่ายเหลือเกิน ท่านว่าเธอสามารถต่อว่าต่อขานแฟนได้ฉอดๆ เดี๋ยวก็เรียกไอ้งั่งบ้าง, ไอ้หมูหมากาไก่ไปโน่น เอา เป็นว่าเธอพร้อมจะระเบิดอารมณ์ใส่แฟนได้ทันทีก็ละกัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากก้าวไปสู่ ละครชีวิตหฤโหดก็จงอยู่ให้ห่างหล่อนเอาไว้
6. มิสขาดความมั่นใจ (Miss Insecure)
ตอนเริ่มคบกันใหม่ๆ สาวประเภทนี้จะดี ดี๊ ดี แต่เมื่อไหร่ที่ความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองของเธอ กำเริบขึ้นมาละก็ เอาแล้ววันดีคืนดีเธอจะโทร.ตามคุณไม่ต่ำกว่า 10 รอบ และเฝ้าถามแต่ว่า ความสัมพันธ์ของเราไปถึงไหนแล้ว หรือไม่ก็แค่ โทร.มาแหย่ว่าเพียงอยากได้ยินเสียงคุณ อะไรเงี้ย แต่ที่โทร.ไปกวนใจทั้งหมดน่ะ อันที่จริงหล่อนอยากรู้มาก กว่าว่าเธอยังมีเสน่ห์มัดใจ เค้าอยู่รึเปล่ามากกว่า ลักษณะอีกอย่างของสาวแบบนี้คือ เกาะติดแจ และเรียกร้องสูง ใครอยากประสาทกับแม่คนนี้ก็ลองดู
7. มิสแม่มด (Miss Bitch)
รายนี้ถ้าไม่พอใจจะไม่ปริปาก แต่ชอบทำหน้าบึ้งหน้างอ ส่วนใหญ่มีนิสัยพอกันกับมิสดาวไถ ประมาณหน้าตาสวยแต่งตัวดี แต่ใครอยู่ใกล้แล้วจะร้อนเป็นไฟอย่างกะตกนรกนั่นแหละ
8. มิสเอาแต่ใจตัวเอง (Miss Me)
ใส่ใจแต่ตัวเอง และชอบเป็นจุดสนใจ ไม่ว่าจะทำอะไรหรือไปที่ไหนเธอจะเป็นฝ่ายชวน แล้วให้อีกคนคล้อยตามเสมอ แถมยังฝ่ายกดขี่ที่ชอบให้คนมาบริการราวกับหล่อนเป็น ลูกสาวตัวน้อยของพ่อ เหตุนี้ถ้าไม่อยากสมาคมกับเด็กนิสัยเสียที่ถูกตามใจจนเหลิงละก็ ถอยดีกว่า...ไม่เอาดีกว่า
9. มิสตีสองหน้า (Miss Turncoat)
สาวประเภทนี้เก่งในการถือหางผู้ชาย หล่อนจะพูดกับใครๆได้ตรงใจอย่างที่ทุกคนอยากได้ยิน กระทั่งมีใครสักคนติดหล่ม และถลำลึกไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งหรือแต่งงานแต่งการกับหล่อน แล้วนั่นแหละ ความจริงจึงปรากฏ ว่าที่แท้สาวน้อยแสนหวานก็ไม่แคล้วเป็น พวกเรียกร้อง ความต้องการ เห็นแก่ได้ มุ่งแต่เงิน และถ้าไม่ได้ดังใจ หล่อนจะบี้แฟนจนต้องยอมศิโรราบ นั่นแหละจะอะไรซะอีกล่ะ
นี่เป็นตัวอย่างของสาวยอดแย่ที่ไม่น่ารักเอาซะเลย ใครขืนได้เป็นแฟนก็จะ อยากกลับไปเป็นโสดในเร็ววัน ตัวใครตัวมันละกันงานนี้.
ตำนานอาร์เธอร์กับอัศวินโต๊ะกลม
ขณะนี้หนังเกี่ยวกับกษัตริย์ อาร์เธอร์ กับอัศวินโต๊ะกลมอันลือลั่นของ พระองค์ กำลังเข้าฉายอยู่ ทำให้ น้องๆ หลายคนอยากรู้ เรื่องราว ความเป็นมา ของอาร์เธอร์ โดยย่อ ตั้งแต่ต้นกำเนิด จนสิ้นพระชนม์ จะได้ ดูหนังสนุกยิ่งขึ้น ถ้างั้น...อ่านได้เลย ครับ
เรื่องของอาร์เธอร์แห่งบริเทนนั้น เป็นตำนานเล่าต่อกันมา ซึ่งมีหลายเวอร์ชั่น มาก จะมีตัวตนจริงหรือไม่ ก็ไม่รู้แน่ รู้แต่ว่าเกิดขึ้นในช่วงยุคกลางของยุโรป ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 ซึ่งตอนนั้น เกาะอังกฤษ มีเผ่าชนเถื่อน บุกรุกราน และสับสนวุ่นวายด้วยการรบรา ระหว่างฝ่าย ไบรตันพื้นเมืองกับแซกซัน จากเยอรมัน กษัตริย์ วอร์ติเกิร์น แห่งไบรตันได้อพยพผู้คนมาอยู่ที่เวลส์ โดยมีเด็กชายชื่อ เมอร์ลิน มาด้วย เขาเป็นเด็กที่มีอำนาจเวทมนตร์ขลัง เพราะมีบิดาเป็นพ่อมดและมารดาเป็นเจ้าหญิง
ต่อมาบัลลังก์ตกเป็นของ อูเธอร์ เพนดรากอน ผู้แอบมีสัมพันธ์สวาทกับเลดี้ ไอเยอร์น่า ภริยาดยุกแห่งคอร์นวอลล์ ซึ่งตำนานเล่าไว้พิลึกพิลั่นมากครับ คืออูเธอร์ได้จำแลงร่างเป็น ท่านดยุกและลอบมาร่วมรักกับไอเยอร์น่าในขณะที่ท่านดยุกไปทำศึก ทารกที่ปฏิสนธิขึ้นในครรภ์คืนนั้นก็คือ อาร์เธอร์นั่นเอง
อีก 15 ปีต่อมา อาร์เธอร์ได้ขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์ทรง ปราบอริราชศัตรูจนหมดสิ้น ไม่ว่าจะพวกแซกซัน สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส ฯลฯ โดยมีเมอร์ลินผู้วิเศษ เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ เมอร์ลินได้พาอาร์เธอร์ ไปเอาดาบ เอ็กซ์คาลิเบอร์ จากทะเลสาบ ซึ่ง นางฟ้า เลดี้ออฟเดอะเลค ได้ชูดาบนี้ขึ้นมา เหนือน้ำ แต่อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า เอ็กซ์คาลิเบอร์ เป็นดาบที่ปักอยู่บนแท่งหินศักดิ์สิทธิ์
กล่าวคือ ในขณะที่อาร์เธอร์ยังเป็นทารกนั้น เมอร์ลินได้สร้างเสก แท่งหินขึ้นในลอนดอน และป่าวร้องให้ผู้คนมาชุมนุมรับทราบ โดยเมอร์ลินได้ปักดาบเปลือยเล่มหนึ่ง ไว้ในแท่งหินซึ่ง มีคำจารึกว่า
"ผู้ใดที่สามารถชักดาบขึ้นจากแท่งหินนี้ได้ เขาผู้นั้นจะได้ ครอบครองแผ่นดินทั้งปวงบนเกาะอังกฤษ"
ครับ แน่นอนว่า ผู้ที่ดึงดาบเล่มนี้ได้ก็ มิใช่ใครอื่น หนุ่มน้อยอาร์เธอร์นั่นเอง
หลังจากได้ครองราชย์ ศัตรูสำคัญคนหนึ่งของอาร์เธอร์ กลับกลายเป็นสาวลูกพี่ลูกน้องของ พระองค์ผู้มี นามว่า มอร์แกน เลอ เฟย์ เธอผู้นี้ก็มีอิทธิฤทธิ์เวทมนตร์ ดีแต่ว่าอาร์เธอร์มีเมอร์ลินคอยพิทักษ์อยู่
จุดใหญ่อันเป็นไฮไลต์ของตำนานก็คือ เรื่องราวการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นของบรรดา เหล่าอัศวินโต๊ะกลมของกษัตริย์อาร์เธอร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการออกตระเวนเพื่อค้นหา จอกศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Grail) ของพระไครสท์ ซึ่งมีที่มาดังนี้ครับ
จอกใบนี้พระเยซูได้ให้สานุศิษย์ใช้ดื่มไวน์ในการร่วมกินอาหารมื้อสุดท้าย (The Last Supper) ของพระองค์ โดยเก้าอี้ตัวหนึ่งในโต๊ะอาหารว่างเปล่า เนื่องจากจูดาส อิสคาริอ็อต ได้ทรยศ นำความไปแจ้งแก่พวกโรมัน ซึ่งโต๊ะที่ร่วมกินอาหารมื้อสุดท้ายนี้แหละครับ เป็นแม่แบบโต๊ะกลมที่ชุมนุมของอัศวิน โดยเมอร์ลินได้แนะนำให้อูเธอร์ เพนดรากอน สร้างเตรียมการไว้ล่วงหน้า และเช่นกันครับ เก้าอี้ตัวหนึ่งจะว่างเปล่าอยู่ ถือกันว่าเป็นเก้าอี้ มหันตภัย ผู้มีสิทธินั่งเก้าอี้ได้จะต้องเป็นอภิอัศวิน แบบว่าซุปเปอร์ฮีโร่นั่นเทียว
จอกศักดิ์สิทธิ์นั้น โจเซฟ แห่ง อาริมาเธีย ได้ใช้รองรับพระโลหิตของจีซัส ที่หลั่งไหลลงมาด้วยคมหอก ของโรมันในขณะที่พระองค์ถูกตรึงกางเขนอยู่ และหลังจากนั้นจอกนี้ก็ได้อันตรธานสาบสูญไป ซึ่งพ่อมดเมอร์ลินได้ระบุว่า อัศวินใดที่สามารถค้นพบจอกศักดิ์สิทธิ์ เขาผู้นั้นจะสามารถครอบครองเก้าอี้ตัว ที่ว่างเปล่าได้อย่างเต็มภาคภูมิและปลอดภัยจากคำสาป
นี่แหละครับ อัศวินทั้งหลายจึงต้องออกล่าจอกศักดิ์สิทธิ์กันอย่างจ้าละหวั่น เพื่อตำแหน่งอภิอัศวินอันเป็นสุดยอด
อัศวินดังๆผู้เก่งกาจก็มีอาทิ กาเวน, แลนเซล็อต, เปอร์ซิวาล, กาลาฮัด ฯลฯ หากทว่าผู้ที่จะมีโอกาสเห็น จอกศักดิ์สิทธิ์นั้น ต้องสมบูรณ์ครบถ้วน ในคุณสมบัติครับ อาทิ เซอร์แลนเซล็อต แม้ว่าจะเป็นสุดยอดฝีมือเชิงยุทธ แต่ก็ มีมลทินจากการลอบรักกับ กวินีเวียร์ มเหสีของอาร์เธอร์ ซึ่งเป็นเจ้านายตัวเอง เขาจึงไม่มีสิทธิได้เห็นจอกสำคัญใบนั้น
ตำนานหนึ่งบอกว่า ผู้ค้นพบ จอกศักดิ์สิทธิ์คือ เซอร์เปอร์ซิวาล ซึ่งหลังจากได้ตระเวนผจญภัย อย่างโชกโชนแล้ว เขาก็ได้มาถึงปราสาท ที่เก็บจอกศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่ทำหน้าที่ พิทักษ์จอกคือ ลุงคนหนึ่งของเขาเอง เขาได้รักษาพยาบาลลุงซึ่งกำลังป่วย อยู่จนหาย และลุงก็ได้มอบจอกศักดิ์สิทธิ์ ให้แก่เขา
แต่อีกตำนานหนึ่งกล่าว เซอร์กาลาฮัด อัศวินผู้มาถึงโต๊ะกลมใน ช่วงหลังต่างหากที่เป็น ผู้ได้ครอบครอง จอกใบนี้ เขาเป็นลูกชายลับๆของ แลนเซล็อตและได้รับจอกจาก ผู้พิทักษ์ซึ่งเป็นญาติอาวุโสเช่นกัน เมื่อนำจอกกลับมายังโต๊ะกลม เขาก็ได้สิทธิ์นั่งบนเก้าอี้มหันตภัยตัวนั้น ตำนานยังเล่าอีกว่า ต่อมากาลาฮัด, เปอร์ซิวาล และบอร์ 3 อัศวินผู้กล้า ได้นำจอกศักดิ์สิทธิ์กลับคืนไปสู่นครเยรูซาเลม ผลงานนี้ทำให้กาลาฮัด ได้ขึ้นสู่สวรรค์ แต่เปอร์ซิวาลเสียชีวิต มีแต่เซอร์บอร์ ผู้เดียวที่กลับสู่ คาเมล็อต วังแห่งกษัตริย์อาร์เธอร์
ในช่วงสุดท้ายของตำนานอาร์เธอร์ นั้นเศร้าครับ
หลังจากแลนเซล็อตกลับจากการค้นหา จอกศักดิ์สิทธิ์ด้วยความผิดหวังนั้น เขาก็ได้แอบมีสัมพันธ์กับกวินีเวียร์ (ซึ่งบางตำนานกล่าวว่าทั้งสอง รักกันตั้งแต่ กวินีเวียร์ยังมิได้สมรสกับ อาร์เธอร์) เมื่อมอร์เดร็ด ได้เผอิญเห็นเข้า จึงเป็น เรื่องใหญ่ อาร์เธอร์ กับแลนเซล็อต ซึ่งเคยรักใคร่เป็นสหายสนิท ก็ต้องแตกกัน เหล่าอัศวิน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งจงรักภักดีต่ออาร์เธอร์ อีกกลุ่มหนึ่งเข้าข้างแลนเซล็อต เกิดเป็นศึกกลางเมืองขึ้น เหล่าอัศวินโต๊ะกลมส่วนใหญ่ ต่างเสียชีวิตในศึกครั้งนี้ และมอร์เดร็ด ซึ่งต้องการเป็นใหญ่ ครอบครองบัลลังก์ ก็ถูกอาร์เธอร์สังหารด้วยหอก แต่อาร์เธอร์เองก็ถูกอาวุธของ มอร์เดร็ดบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน
ก่อนสิ้นพระทัย อาร์เธอร์ได้มอบ เอ็กซ์คาลิเบอร์ให้ เซอร์เบเดเวียร์ อัศวินที่ยังเหลืออยู่ เพื่อนำเอาไปคืนยัง ทะเลสาบ ถิ่นเดิมของมัน เมื่อเบเดเวียร์ขว้างดาบ วิเศษนั้นไป ในทะเลสาบ ก็มีแขนชูขึ้นจาก น้ำมารับดาบไป
พระศพของอาร์เธอร์ถูกนำล่อง ไปบนแพกัญญา โดยมีเทพธิดานางฟ้า ห้อมล้อม มอร์แกน เลอ เฟย์ กับเลดี้ออฟเดอะเลค ก็ร่วมไปในแพ กัญญาด้วย แพนี้จะนำอาร์เธอร์ไปสู่ อวารอน อันเป็นดินแดนสรวงสวรรค์
ก็เป็นอันจบสิ้นตำนานกษัตริย์อาร์เธอร์ กับอัศวินโต๊ะกลมเพียงนี้ครับ
ต่วย\'ตูน
และ อุดร จารุรัตน์