++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2550

บันทึกรัก ฯ : กว่าจะรู้ตัวว่าชอบหาวนอน


แต่ก่อน เธอจะทำอะไรไม่ต้องคอยระมัดระวังมากนัก
แต่เมื่อมีความรัก มีเขามาดูแลหัวใจ
เขามักจะทักว่า เธอชอบหาวนอนบ่อยๆ
"นอนไม่อิ่มหรือยังไง หาวได้ทั้งวี่ทั้งวัน"


เธอยอมรับว่า พึ่งรู้ตัวว่า ตัวเองหาวนอนบ่อยๆ
เพราะเขาคอยเตือนนี่แหละ
ขนาดเข้านอนไม่ดึกมากนัก 3 -4 ทุ่ม ตื่น 6 โมงเช้าทุกวัน
แต่ก็ยังคงหาวนอนได้เรื่อยๆ


เวลาที่รู้ตัวว่าหาวนอนทีไร เธอมักจะนึกถึงคำเตือนของเขาทุกทีสิน่า


บันทึกรัก ฯ : ดูแลเพื่อนที่มาอบรม....


เพื่อนสนิทที่อยู่ใกล้บ้านเธอ ในจังหวัดบ้านเกิดของเธอ บอกเธอว่า จะมาอบรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จังหวัดที่เธอทำงาน เป็นเวลา 3 วัน จึงนัดหมายเจอกับเธอ

เธอจึงต้องคอยดูแลดเพื่อน จองโรงแรมให้เพื่อนและพาเพื่อนไปทานข้าว


มาวันแรก เธอพาเพื่อนไปทานเนื้อย่าง เลยโทรบอกเขาก่อนว่า มีเวลาคุยด้วยน้อยหน่อยนะวันนี้
ช่วง 3 ทุ่ม เขาโทรมาหาเธอ เธอต้องขอตัวจากโต๊ะของเพื่อน บอกว่า แฟนโทรมา
โทรคุยได้พักหนึ่ง จึงขอตัวไปดูแลเพื่อนต่อ


แหม ดีจัง



คุยได้กระชับดีมากๆ ไม่ได้คุยนานๆเหมือนปกติ จนมือถือร้อน
ใช้เวลาได้คุ้มจริงๆ





บันทึกรักฯ : เมื่อมีเวลาใกล้กันมากขึ้น


การที่ได้มีโอกาสพูดคุยกัน โดยไม่ต้องคุยผ่านมือถือ
การคุยผ่านมือถือ ต้องขึ้นอยู่กับสัญญาณ ซึ่งได้ยินชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง
บ่อยครั้ง ได้ยินไม่ชัดเจน ตีความผิด ไม่เข้าใจ เสียงขาดหาย เข้าใจผิดกันไปบ่อยๆ
จึงเกิดโมโห น้อยใจกันบ่อยๆ


เมื่อมีเวลาที่อยู่ใกล้กันมากขึ้น ได้พูดคุย ได้ยินได้ฟังอย่างชัดเจน
เรื่องที่คาใจ ไม่เข้าใจกันมาตลอดหลายวัน พึ่งมาเคลียร์กันได้ก็ในวันนี้


เช้าขึ้นมา เขาก็หอมแก้มเธอฟอดใหญ่ จูบที่ปากอย่างเต็มรัก
ลุกขึ้นมาเพราะฟ้าสว่างแล้ว สักพักก็กอดเธอให้นอนหนุนบ่าต่อไป
แล้วหอมจนหนำใจ

ในช่วงสายๆ ช่วงที่อยู่สองต่อสอง
เธอก็ฉวยโอกาสเล่นทีเผลอ หอมแก้มเขาซะฟอดใหญ่อย่างที่เขาไม่ทันตั้งตัว
ถ้ามีเวลาอยู่ใกล้กันบ่อยๆ มากขึ้น ยิ่งจะเข้าใจกันมากขึ้น



เมืองน้ำดำประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนกองทุนหมู่บ้าน
















โดย ผู้จัดการออนไลน์19 มิถุนายน 2550 13:42 น.






















กาฬสินธุ์ -จ ังหวัดกาฬสินธุ์ ประชุมคณะอนุกรรมการสนับสนุน และติดตามการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านและเครือข่าย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกองทุนหมู่บ้านให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

ที่ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานพัฒนาสังคมจังหวัดกาฬสินธุ์ จัดประชุมคณะอนุกรรมการสนับสนุนและติดตามการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้าน และเครือข่าย โดยมี นายประสิทธิ์ คชโคตร ปลัดจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานเปิดงาน และมีนายนิรันดร์ ศรีเจริญ นายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ นางจงกลนี เกียรติดำเนินงาม ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมเครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน ในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์เข้าประชุมจำนวน 500 คน

นายสุทัศน์ สิทธิจินดา รักษาการพัฒนาจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตามที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ดำเนินการโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบันมีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองรวมทั้งสิ้น 1,581 กองทุน แยกเป็นองทุนหมู่บ้าน 1,556 กองทุน กองทุนชุมชนเมือง 25 กองทุน และมีกองทุนหมู่บ้าน ที่ได้พัฒนาเป็นสถาบันการเงินชุมชนแล้วจำนวน 8 กองทุน

นายสุทัศน์ กล่าวอีกว่า เนื่องจากผลการประกาศใช้พระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง พ.ศ.2547 กำหนดให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จะต้องขอยื่นจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลภายวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ซึ่งการประชุมคณะอนุกรรมการฯในวันนี้ ยังได้มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่มีความพร้อมจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจำนวน 144 กองทุนอีกด้วย

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนและสร้างความเข้าใจแก่องค์การที่เกี่ยวข้อง จึงได้มีการจัดประชุมคณะอนุกรรมการสนับสนุนและติดตามการดำเนินงานของกองทุนห มู่บ้านและเครือข่าย พร้อมทั้งมอบเกียรติบัตรให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ และพัฒนากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ให้เป็นแหล่งเงินทุนที่เสริมสร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป


บันทึกรัก ฯ : เปลี่ยนชื่อที่ Mem ไว้ในมือถือได้ไหม


เธอสังเกตว่า เบอร์โทรของเธอที่เขาบันทึกไว้ในมือถือ จะใส่ชื่อของเธอ และตามด้วย ชื่อย่อของหน่วยงานเธอ และตัวย่อของจังหวัด


เธออยากให้เขาเปลี่ยนใหม่
ให้ใส่ชื่อของเธอ และตามด้วย ดาร์ลิง
เขาได้ยินแล้ว นึกว่า เธอให้เปลี่ยนเป็น ดาร์กี้
อะไรกัน อยากเป็นนางแบบโฆษณายาสีฟันดาร์กี้หรือนี่


เธอว่า ไม่ใช่ ที่ถูกต้องเป็นดาร์ลิงต่างหาก
เขาไม่ยอมเปลี่ยน เพราะมือถือเขาก็ใช้ของเขาคนเดียว
ไม่ค่อยได้วางไว้ที่ไหน ไม่ค่อยได้โชว์ใครๆ


เปลี่ยนเป็นดาร์ลิงก็งั้นๆแหละ ถ้ามีเสียงริงโทนว่า ที่รักโทรมา อันนี้คงชัดเจน
ให้เปลี่ยนที่ mem ไว้โดยเติมดาร์ลิงลงไปแทน เหมือนกัยจะตั้งใจไว้
เวลาเธอโทรมา ให้เอามือถือไปให้คนอื่นดูว่า นี่ดาร์ลิงโทรมานะ


ไม่รู้จะไปโชว์กับใครที่ไหน เพราะเวลาคุยก็ออกมาหาที่เงียบๆคุยอยู่เป็นประจำ
แต่ไม่ว่าจะใช้ชื่อไหน ยังไงก็รักอยู่ดี





วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550

บันทึกรักฯ ; แก้วบาดมือ


เธอมักจะโทรมาหาเขาบ่อยๆ ในช่วงเย็นที่เขากลับมาถึงบ้าน
ซึ่งมักจะเป็นช่วงเวลาที่เขากำลังมีภาระกิจต่างๆ ทำความสะอาดบ้านบ้าง
ทานข้าวบ้าง
ด้วยความคิดถึงอย่างแรง เธอพยายามโทรหาอยู่เรื่อยๆ
เมื่อโทรเข้ามือถือ ไม่ยอมมารับ จึงโทรเข้าเบอร์บ้าน ซึ่งแน่นอน มีคนมารับสายแน่ๆ

คราวหนึ่ง คุณพ่อของเขาเป็นคนรับสาย แล้วพ่อก็ตะโกนเรียกเขามารับ
เขากำลังล้างจานอยู่ ต้องรีบวิ่งมารับ เผลอวางแก้วไว้ แก้วตกแตก บาดนิ้วโป้ง เลือดไหลซิบๆ
รับสายไป อีกมือหนึ่ง เอานิ้วชี้ปิดแผลที่นิ้วโป้งไว้ไม่ให้เลือดไหลออกมามากกว่านั้น

วางสายเสร็จ ก็ไปล้างจานต่อด้วยความยากลำบาก
เธอมักจะใจร้อน โทรมาหาเขาโดยโทรเข้าเบอร์บ้าน
โทรมาบ่อยๆ เมื่อเขารีบมารับ ต้องพบกับอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ เจ็บตลอด

เมื่อรู้สึกว่า ไม่ไหว เลยต้องบอกให้เธอรู้ตัว
ใจร้อนเพราะอยากคุยด้วย แต่รู้ไหม เขาเจ็บตัวตลอดที่รีบมารับสาย
ไม่รีบก้ไม่ได้ เพราะคุณพ่อคุณแม่ เรียกและเร่งให้มารับสาย


เพราะถ้าเธอใจร้อนโทรมาบ่อยๆเกินไป ในขณะที่เขากำลังไม่ว่าง ท่าทางเขาจะต้องเจ็บตัวไปบ่อยๆก่อนที่จะมารับสายจากเธอ


เมืองน้ำดำรณรงค์ต่อเนื่องลดอุบัติเหตุบนถนน
















โดย ผู้จัดการออนไลน์18 มิถุนายน 2550 17:01 น.






















กาฬสินธุ์ - จังหวัดกาฬสินธุ์จัดโครงการเดินรณรงค์ลดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ โดยมีผู้พิการที่เกิดจากเมาแล้วขับร่วมเดินรณรงค์ไปตามถนนรอบเขตเทศบาลฯ เพื่อสร้างจิตสำนึกและร่วมรับผิดชอบต่อสังคม

ท ี่ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ นายประสิทธิ์ คชโคตร ปลัดจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานโครงการรณรงค์ลดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ โดยมีผู้พิการที่เกิดจากเมาแล้วขับร่วมเดินรณรงค์ไปตามถนนในเขตเทศบาลเมืองจ ำนวน 100 คน

นายประสิทธิ์ คชโคตร ปลัดจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบัน การจราจรในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อย ซึ่งเมื่อเกิดแล้วทำให้เกิดความสูญเสียต่อร่างกาย ทำให้บาดเจ็บ ล้มตาย บางรายมีอาการทุพพลภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ และสังคม อีกทั้งทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนและสร้างจิตสำนึกในการป้องกันอุบัติเหตุ

จังหวัดกาฬสินธุ์จึงได้ร่วมกับเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับจัดโครงการร ณรงค์การลดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากการรณรงค์ในช่วงเทศกาลที่จะเป็นการขยายผลของโคร งการรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน

ทั้งนี้ เพื่อให้ความรู้ สร้างจิตสำนึกในการใช้รถใช้ถนนอย่างความปลอดภัยเหยื่อเมาแล้วขับ ได้ช่วยกันถ่ายทอดประสบการณ์จากความสูญเสียของอุบัติเหตุที่เกิดจากความประม าทของคนเมาแล้วขับ และทำให้ประชาชนได้มีความตระหนักในความสูญเสียที่เกิดจากการเมาแล้วขับดังกล ่าว

ปลัดจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวอีกว่า ผลจากการเดินรณรงค์ลดอุบัติเหตุโดยการนำเหยื่อหรือผู้พิการที่ได้รับอุบัติเ หตุจากการเมาแล้วขับมาร่วมเดินรณรงค์จะเป็นอุทาหรณ์และทำให้ประชาชนผู้ใช้รถ ใช้ถนนมีจิตสำนึกที่ดีในการขับขี่ให้ปลอดภัย คือเมาไม่ขับ หรือไม่ขับรถขณะมีอาการเมาสุรา ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุและลดความสูญเสียทางร่างกายและทรัพย์สินได้เป็นอย่าง ดี


ฆ่าความโกรธได้อยู่เป็นสุข..

เมื่อครั้งพุทธกาล มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อ "อักโกสะ" โกรธแค้นพระพุทธเจ้ามาก ที่สามารถเทศนาจนเพื่อนพราหมณ์ของเขาเลื่อมใสจนออกบวชเป็นพระ เขาผูกใจเจ็บเรื่อยมา

วันหนึ่งเขากลั้นความโกรธไว้ไม่ไหว จึงตามมาด่าพระพุทธเจ้า เขาด่าอย่างหยาบคายต่างๆนานาสารพัด พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งฟังเฉยอยู่ ไม่โต้ตอบแม้แต่คำเดียว อักโกสะด่าจนเหนื่อยหอบ หมดแรง จึงได้หยุด พระบรมศาสดาจึงทรงถามเขาว่า...

" อักโกสะ เมื่อมีญาติมิตรมาสู่บ้านเรือนของท่าน ท่านยกอาหารมารับรอง ถ้าญาติมิตรเหล่านั้น ไม่บริโภคอาหารของท่าน ท่านจะเอาอาหารไห้ใคร"

"ผมก็บริโภคเองน่ะสิ จะเอาไปให้ใครที่ไหน" อักโกสะตอบห้วนๆ

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "เรื่องนี้ก็เช่นกัน อักโกสะ ท่านด่าเรา - เราผู้ไม่ด่าตอบ ท่านโกรธเรา - เราผู้ไม่โกรธตอบ เราไม่รับคำด่าและความโกรธที่ท่านให้เรา คำด่าและความโกรธนั้นก็เป็นของท่านแต่ผู้เดียว

อักโกสะ ผู้ใดด่าตอบผู้ที่กำลังด่าอยู่ โกรธตอบผู้ที่กำลังโกรธอยู่ ผู้นั้นชื่อว่า บริโภคอาหารของความโกรธร่วมกัน เราไม่ขอบริโภคร่วมด้วย"

อักโกสะได้ฟังก็หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง เกิดความเลื่อมใส ทูลขอบวชทันที

ท่านผู้ที่ขี้โกรธทั้งหลาย มาใช้วิธีของพระพุทธเจ้า ดับความโกรธกันเถอะ จะพบความสงบเย็นและเป็นสุข

" โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ - ฆ่าความโกรธได้ อยู่เป็นสุข "


คัดลอกจากหนังสือ ธรรมะระงับดับร้อน - จัดพิมพ์โดยกองทุนสืบอายุพระพุทธศาสนา
ขออนุญาตเผยแพร่เป็นธรรมทาน..

...

ผู้ไม่โกรธตอบ ผู้ไม่ด่าตอบ อาจถูกปรามาสว่าเป็นคนขี้แพ้..
ใครจะว่าอย่างไรก็ช่างเถอะ..แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้แพ้ในสายตาใครๆมากมาย
แต่เราเป็นผู้ชนะสำหรับตนเอง..

ชนะตนเอง...คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

...ที่มา http://weblog.manager.co.th/publichome/myprecious/

นักวิชาการมข.ชี้ทำนาข้าวเป็นอีกเหตุก่อภาวะเรือนกระจก

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 มิถุนายน 2550 17:11 น.
รศ.ดร.พัชรี แสนจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ศูนย์ข่าวขอนแก่น-น ักวิชาการม.ขอนแก่น ห่วงปัญหาโลกร้อน ยกเหตุวิกฤตสิ่งแวดล้อมทั่วโลกเริ่มรุนแรง รุกงานวิจัยประเด็นปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเมืองไทย พบ ก๊าซมีเทน (CH4) เป็นสาเหตุหลักเกิดภาวะเรือนกระจกถึง 91% สูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ชี้ทำนาข้าวเป็นต้นเหตุปล่อยก๊าซมีเทนสูงถึง 73% แนะแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าว ควรอยู่บนพื้นฐานไม่กระทบกับวิถีชีวิต ต้องใช้น้ำในนาข้าวให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

ปัญหาโลกร้อน จากภาวะเรือนกระจก ณ ปัจจุบันอยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง จัดเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หลายประเทศทั่วโลกตระหนักถึงปัญหา และให้ความสำคัญสร้างความร่วมมือในการลดกิจกรรมที่เป็นต้นเหตุภาวะเรือนกระจ ก ซึ่งภาวะเรือนกระจกเป็นประเด็นสำคัญที่นำเข้าสู่ที่ประชุมผู้นำกลุ่มประเทศช ั้นนำทางเศรษฐกิจ (G8) ที่ประเทศเยอรมนีเมื่อเร็วๆนี้

ร ศ.ดร.พัชรี แสนจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.)ในฐานะนักวิจัยเรื่อง การลดก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าว เปิดเผยว่า ภาวะโลกร้อน ที่เกิดจากก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศโลก ณ ปัจจุบัน เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จัดเป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญที่สุด โดยมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดถึง 66% จากการเผาไหม้เชื้อเพลิง

รองลงมาคือก๊าซมีเทน (CH4) ประมาณ 18% จากนาข้าว ปศุสัตว์ การบำบัดขยะ และบำบัดน้ำเสีย ต่อมาสาร CFCs คิดเป็นสัดส่วน 11% ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยมาจากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม และก๊าซ N2O สัดส่วน 5% ส่วนใหญ่มาจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินทางการเกษตรและการใช้ปุ๋ย

ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า การใช้พลังงานคือ สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด สัดส่วนการใช้พลังงานส่วนใหญ่ตกอยู่กับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพียงไม่กี่ประเทศ ร่วมกันใช้พลังงานคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 68% โดยมีประเทศสหรัฐอเมริกา ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดถึง 25% รองลงมากลุ่มประเทศสหภาพยุโรป 21% ออสเตรเลีย 15% รัสเซีย 12% เอเชีย 19% และประเทศที่พัฒนาแล้วจากส่วนอื่นอีกประมาณ 7%

จุดที่น่าเป็นห่วง แม้จะมีพิธีสารเกียวโต กำหนดให้ประเทศร่ำรวย 35 ชาติ จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 5% ของปริมาณก๊าซในปี 2533 ภายในปี 2551-2555 โดยพบว่าหลายประเทศที่เข้าร่วมพิธีสารเกียวโต ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าระดับเป้าหมาย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน ทำให้ระบบลมของโลกเปลี่ยนแปลงไป ลมที่พัดจากมหาสมุทรเข้าสู่ทวีปจะมีกำลังแรงขึ้น วัฏจักรของน้ำในโลกเปลี่ยนแปลง มหาสมุทรร้อนขึ้น เกิดภาวะเอลนีโญ ลานีญา และที่สำคัญทำให้น้ำแข็งขั้วโลกเหนือ-ใต้ ละลาย ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำเริ่มท่วมพื้นที่ชายฝั่งทะเลในหลายประเทศทั่วโลก และแผ่นดินถูกกัดเซาะ รวมทั้งในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ผ ลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย แม้ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบชัดเจนนัก แต่ฤดูหนาวจะหดสั้นลง ฤดูร้อนจะยาวนานขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังมีความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในบางช่วงปี เช่น บางปีฝนตกชุกจนเกิดน้ำท่วม บางปีร้อนมาก ซึ่งในอนาคตผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมจะมีความรุนแรงยิ่งขึ้น หากยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโลก

การวิจัยวัดระดับก๊าซมีเทน จากนาข้าว ในพื้นที่ศึกษาที่จังหวัดขอนแก่น
ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าว

รศ.ดร.พัชรี กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย มีสัดส่วนการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำเพียง 0.6% ของโลก (ปี 2533) ก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่ของไทย มาจากก๊าซมีเทน แม้ว่าก๊าซมีเทน จะเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศคิดเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่าก๊าซค าร์บอนไดออกไซด์มาก แต่ก๊าซมีเทนกลับมีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนสูงกว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่า


สำหรับก๊าซมีเทน ในประเทศไทยถูกปลดปล่อยออกมาประมาณ 3.16 ล้านตัน/ปี ส่วนใหญ่มาจากภาคเกษตรกรรมถึง 91% ของ ก๊าซมีเทนที่ปล่อยทั้งหมด โดยนาข้าวเป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนแหล่งใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 73% ของก๊าซมีเทนที่ปล่อยมาจากภาคเกษตรกรรม

จ ากการวิจัยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าว โดยสุ่มตัวอย่างศึกษาพื้นที่นาข้าวในเขตจังหวัดขอนแก่น พบว่า การทำนาข้าว เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดก๊าซมีเทนปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศโลก เนื่องจากนาข้าว จะมีน้ำท่วมขัง เกิดกระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุในนาข้าว ทั้งซากพืช ซากสัตว์ ปุ๋ย ฯลฯ จะมีก๊าซมีเทนเกิดขึ้น ซึ่งการทำนาข้าวในประเทศไทย ถือเป็นอาชีพหลักคนไทย เมื่อรวมพื้นที่ทั้งประเทศจึงมีแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนขนาดใหญ่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ข้อมูลพื้นที่นาข้าวทั้งโลก มีเนื้อที่เก็บเกี่ยวทั้งสิ้น 958.1 ล้านไร่ (ข้อมูลปี 2548) แยกเป็นประเทศอินเดีย 268.8 ล้านไร่ หรือ 28% ประเทศจีน 183.1 ล้านไร่ หรือ19% อินโดนีเซีย 73.8 ล้านไร่ 7.7% บังกลาเทศ 68.8 ล้านไร่ 7.2% ประเทศไทย 63.9 ล้านไร่ หรือ 6.7% ที่เหลือจากประเทศปลูกข้าวชาติอื่นรวมกัน 31.4% ซึ่งไทยเป็นประเทศส่งออกข้าวมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก

รศ.ดร.พัชรี กล่าวต่อว่า สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ได้ประเมินความต้องการข้าวของประชากรโลกจาก 460 ล้านตัน/ปี เพิ่มขึ้นเป็น 760 ล้านตัน/ปี ในปี ค.ศ.2020 หรือเพิ่มขึ้น 65% ในอีก 24 ปีข้างหน้า ซึ่งเท่ากับว่า จะต้องเพิ่มพื้นที่และจำนวนครั้งของการปลูกข้าวในแต่ละปี โดยเฉพาะพื้นที่นาชลประทาน เท่ากับว่าเพิ่มปริมาณปล่อยก๊าซมีเทนเช่นกัน

แนะใช้น้ำในนาข้าวให้น้อยที่สุด

" จำเป็นต้องเตรียมหาแนวทางลดก๊าซมีเทนจากนาข้าวในอนาคต ลดปริมาณก๊าซมีเทนจากการทำนาข้าวลง ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อบรรยากาศโลกมากเกินไป ที่ผ่านมาประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก ได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ"รศ.ดร.พัชรีกล่าวและว่า

การลดก๊าซมีเทนจากการทำนาข้าว ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ไม่กระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและประชาชน เนื่องจาก การปลูกข้าวมีความสำคัญในฐานะอาชีพหลักของเกษตรกรส่วนใหญ่ และเป็นอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ จึงต้องหาแนวทางลดก๊าซมีเทนจากการทำนาข้าว ที่ไม่กระทบต่อผลผลิตข้าว

ข ้อมูลการวิจัยพบว่า สามารถลดก๊าซมีเทนลงได้ ด้วยการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เน้นการใช้น้ำในนาข้าวเหลือน้อยที่สุด ลดการขังน้ำในนา และไม่กระทบต่อผลผลิตข้าว ซึ่งทำได้ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีเกษตรหลายวิธีเข้าด้วยกัน ข้อมูลเบื้องต้นการลดจำนวนวันที่ขังน้ำจาก 92 วัน เป็น 70 วัน จะสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนตลอดฤดูได้ถึง 58.4%

ทั้งนี้จะต้องมีการขังน้ำเพื่อกำจัดวัชพืชและระบายออกระยะข้าวแตกกอ ปล่อยให้ดินแห้ง 2 สัปดาห์ก่อนเก็บเกี่ยว ขณะเดียวกันการทำนาปีไม่ควรปลูกข้าวเร็วเกินไป เพราะหากข้าวอายุนานปริมาณก๊าซมีเทนทั้งหมดจะสูงขึ้น ส่วนการใส่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์มีความจำเป็นเพื่อเพิ่มผลผลิต แต่ไม่ควรใส่อินทรียวัตถุมากเกินไป

บางกรณี มีความจำเป็นต้องลดพื้นที่ทำนาปรัง เปลี่ยนมาปลูกพืชไร่อายุสั้น เช่น พืชผัก ไม้ดอกหรือไม้ประดับหลังฤดูทำนาปี ท้ายที่สุดภาครัฐและเกษตรกรควรสร้างความร่วมมือ ในการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อการใช้น้ำชลประทานให้ประหยัดขึ้น สร้างแนวโน้มใช้น้ำฝนเป็นหลักและใช้น้ำชลประทานเสริมเมื่อฝนแล้ง จะทำให้การปลดปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าวลดลงได้