++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2549

การสร้างสื่อการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารอาหารและสิ่งเป็นพิษในอาหาร ช่วงชั้นที่ 3


ชื่อเรื่อง การสร้างสื่อการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารอาหารและสิ่งเป็นพิษในอาหาร ช่วงชั้นที่ 3 ( ม.2) ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์
ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวทิติยา ศรีภักดี วท.ม. (เคมีศึกษา) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. 2547
อ.ที่ปรึกษา รศ.เทียนศักดิ์ เมฆพรรณโอภาส

บทคัดย่อ

บทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นรูปแบบหนึ่งของบทเรียนสำเร็จรูป ที่จะช่วยในการเสริมแรง ทำให้ผู้เรียนมีความสนใจในการเรียนมากขึ้น ส่งผลให้การเรียนดีขึ้น ดังนั้น การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีความมุ่งหมาย (1) เพื่อสร้างสื่อการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารอาหารและสิ่งเป็นพิษในอาหาร ช่วงชั้นที่ 3 (ม.2) ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ (3) เพื่อเปรียนเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียน บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่องสารอาหารและสิ่งเป็นพิษในอาหาร (4) เพื่อเปรียบเทียบความคงทนในการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้น และ (5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 (ม.2) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนช่วงชั้นที่ 3 (ม.2) จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 โรงเรียนพระกุมารร้อยเอ็ด สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องสารอาหารและสิ่งเป็นพิษในอาหาร จำนวน 8 หน่วยการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.33 ถึง 0.80 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.66 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.77 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples)
ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารอาหารและสิ่งเป็นพิษในอาหาร ช่วงชั้นที่ 3 (ม.2) มีประสิทธิภาพ 92.83/93.53 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และมีค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ เท่ากับ 0.76 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 ความคงทนในการเรียนรู้หลังจากเรียนแล้ว 2 สัปดาห์ พบว่า คะแนนความคงทนเฉลี่ยลดลง 0.43 คิดเป็นร้อยละ 8 โดยสามารถคงทนความรู้ได้ร้อยละ 92.00 แสดงว่า ความคงทนในการเรียนรู้หลังเรียนแล้ว 2 สัปดาห์กับหลังเรียนไม่แตกต่างกัน และนีกเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยา ศาสตร์เรื่อง สารอาหารและสิ่งเป็นพิษในอาหารอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก
โดยสรุป บทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารอาหารและสิ่งเป็นพิษในอาหาร ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น สามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้นักเรียนมีการเรียนรู้ที่ดีขึ้นและจดจำความรู้ได้เป็นอย่างดี


วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2549

กาแฟละลายความเครียด

แพทย์สถานพยาบาลโรคปวดศีรษะ สหรัฐอเมริกา ศึกษากับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะประจำ เดือนละ 3-15 ครั้ง 300 กว่าคน พบว่า หากผสมคาเฟอีนเข้ากับ ยาไอบิวโพรเฟนด้วย จะช่วยให้บรรเทาอาการได้ เร็วกว่าการรับประทานยาแก้ปวดอย่างเดียว

ผู้ ที่รับประทานยาผสมคาเฟอีน 80 % มีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใน 6 ชั่วโมง ขณะผู้ที่รับประทานยาแก้ปวดเพียงอย่างเดียว หรือคาเฟอีนอย่างเดียว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นมีอาการบรรเทาในระยะสั้น สำหรับ การรับยาแก้ปวดไอบิวโพรเฟน ผสมคาเฟอีนด้วย ยังสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง เพราะการมีรอบเดือน และอาการปวดหลัง ภายหลังการผ่าตัดอีกด้วย แต่นักวิจัย เตือนว่า ส่วนผู้ปวดศีรษะเรื้อรัง ควรจะหลีกเลี่ยง คาเฟอีนเสีย เพราะอาจทำให้อาการกลับหนักขึ้น

นักวิจัย กล่าวว่า ประโยชน์ของคาเฟอีน นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง การดื่มกาแฟดีๆ สักหนึ่งแก้ว อาจช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ เนื่องจากความเครียดได้ อย่างไรก็ดี แม้คาเฟอีน จะมีประโยชน์ แต่ก็คงจะไม่ถึงกับคิด นำมาผลิตเป็นยาเม็ด เพื่อมารักษา อาการปวดศีรษะกันขึ้น

กาแฟช่วยป้องกันพาร์กินสัน?

BBC - กาแฟช่วยป้องกันโรคพาร์กินสันได้ การวิจัยพบว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟมีโอกาสน้อยที่สุดที่จะเป็นโรคพาร์กินสัน
การ ศึกษาของนักวิจัยในอิตาลี ที่ศึกษาคนกว่า 4,000 คนเป็นเวลา 3 ปี พบว่า ผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคพาร์กินสันเป็นสองเท่าของผู้หญิง การศึกษาในสหรัฐฯพบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวันหรือกว่านั้นมีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้น้อยกว่า ผู้วิจัยยังไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมโรคนี้ถึงเป็นกันมากในผู้ชาย ทฤษฎีหนึ่งบอกว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนช่วยป้องกันผู้หญิงไว้

นอกจาก นี้คณะวิจัยยังพบอีกว่าคนที่สูบบุหรี่และติดเหล้ามีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ น้อย แต่ดร.ดีมีทริอุส มารากานอร์ จากมาโยคลีนิกในมินเนโซต้า สหรัฐฯ ผู้ดำเนินการศึกษากล่าวว่ายังต้องมีการวิจัยเพิ่มอีกมาก เขากล่าวว่าการค้นพบครั้งนี้ไม่ได้มีอะไรเป็นหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่า กาแฟจะช่วยป้องกันโรคได้ นอกจากนี้ยังเตือนว่าไม่ควรดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี่มากขึ้น


โรคพาร์กินสันทำลายสมอง ทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวยาก ทั้งเดิน พูด กลืน ยิ้ม สั่นและและกล้ามเนื้อเกร็งด้วย อาการนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการสูญเสียเซลล์ในสมองที่ผลิตสารโดพามีน แต่ไม่มีใครทราบสาเหตุว่าเซลล์พวกนี้ถูกทำลายได้อย่างไรในตอนแรก

วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2549

เรียนรู้จากความล้มเหลว

จาก The Book of Goals

มันเป็นกำไรสูงสุดในชีวิต
ที่คุณได้เคยทำสิ่งผิดพลาดบางอย่างมาก่อนในชีวิต           ผมคิดว่า คำนิยามที่ดีของความสำเร็จ คือ การเรียนรู้จากความล้มเหลว คนเราทุกคนล้วนเคยทำผิดพลาดไปบ้าง ความล้มเหลวทำให้คุณได้รับความรู้ที่ประเมินค่ามิได้ เพราะไม่มีที่ใดในโลกที่จะสอนให้คุณรู้ว่า สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ และสิ่งใดที่คุณไม่อยากจะทำบ้าง

          เมื่อคุณทำสิ่งใดพลาด คุณมักจะโทษตัวเอง และอาจโดนคนอื่นกล่าวโทษด้วย คุณอาจจะขยันทำงาน แต่งานนั้นอาจจะไม่เหมาะกับคุณก็ได้ ไม่มีใครที่เก่งไปหมดทุกอย่าง เมื่อคุณอยู่ในที่ซึ่งไม่เหมาะกับคุณ คุณก็ต้องหาที่ใหม่ที่ดีกว่า

          พรสวรรค์และความฉลาดของคนมีหลายประเภท นักเรียนที่ได้ A หมด เมื่อจบชั้นมัธยมปลาย ก็เพียงแต่แสดงให้เขาเห็นว่า เขาได้ A หมดทุกตัวเมื่อสมัยอยู่โรงเรียนมัธยมเท่านั้น บุคคลที่ประสบความสำเร็จหลายท่าน มาจากนักเรียนที่มีผลการเรียนปานกลาง และประสบความลำบากเมื่อครั้งที่เพิ่งเริ่มทำงาน บางคนถึงกับถูกไล่ออก อะไรทำให้คนเหล่านี้ประสบความสำเร็จ พวกเขาไม่ได้ประสบความสำเร็จในทันที แต่พวกเขาพบงานที่เหมาะกับเขา

          ผมเคยศึกษาชีววิทยาในโรงเรียนมัธยมกับ ซิสเตอร์โรนัล (Sister Ronald) ผู้ซึ่งไม่ยอมให้ผมกับเพื่อนใช้เครื่องมือในห้องทดลองเลย เพราะกลัวพวกผมทำสกปรกหรือทำแตก เมื่อเธอไม่ให้ผมเข้าไปทำการทดลอง ผมก็ไม่สนใจจะเข้าไปห้องทดลองอีก ต่อมาผมตกวิชาชีววิทยา ซิสเตอร์โรนัล ได้บอกพ่อผมว่า นอกจากการที่ผมสอบตกชีววิทยาแล้ว ผมอาจจะประสบความล้มเหลวในชีวิตด้วย ผู้อ่านลองนึกดูสิครับว่า ซิสเตอร์โรนัล ท่านจะประหลาดใจเพียงใดที่ผมเรียนหนังสือจนได้รับปริญญาเอก แต่ทางด้านฟิสิกส์นะครับ ไม่ใช่ชีวะ นี่ไงครับผมได้หาสิ่งที่ผมชอบพบแล้ว

ในการทำงาน
          พยายามอย่ามองความล้มเหลวว่าเป็นสิ่งเลวร้าย ถ้าคุณไม่โทษตัวเองในความล้มเหลวมากเกินไป คุณอาจพบว่า "ความล้มเหลว" นี้จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่ทำให้คุณได้เรียนรู้ นักยิมนาสติกและนักสเก็ต ล้มแล้วล้มอีกในการฝึกฝนขั้นแรก พวกเขาล้มไปกี่ครั้ง แต่ละครั้งที่พวกเขาล้ม พวกเขาก็ได้เรียนรู้มากขึ้น ว่าจะลุกขึ้นยืนอย่างไรในครั้งต่อไป

แบบฝึกหัดในการเรียนรู้จาก "ความล้มเหลว"
          คุณรู้สึกล้มเหลวหรือเปล่า ถามตัวเองดู

          1. คุณอยู่ในอุตสาหกรรมประเภทไหน? คุณรู้สึกราวกับว่า คุณเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่นหรือไม่? คุณรู้สึกว่าตามวิทยาการสมัยใหม่ไม่ทันหรือไม่? เป็นไปได้ไหมว่า คุณควรทำงานเกี่ยวกับการศึกษา การเงินหรือการแข่งรถมากกว่า?

          2. คุณอยู่ในองค์กรชนิดใด? คุณรู้สึกสบายหรือไม่? คุณคาดหวังว่าบริษัทควรจะมีโครงสร้างที่ดีกว่านี้หรือไม่? เป็นกันเองมากกว่านี้หรือไม่? ใหญ่ขึ้น? เล็กลง?

          3 ลักษณะงานของคุณเป็นแบบไหน? เป็นไปได้หรือไม่ที่คุณจะเป็นพนักงานขายแทนที่จะเป็นนักบัญชี? หรือทำงานวิจัยแทนที่จะเป็นพนักงานขาย? หรือทำงานด้านบำรุงรักษา แทนที่จะทำงานธุรการ? หรือทำงานด้านการจัดการแทนที่จะให้บริการลูกค้า?

          4. ลองตอบมาตามตรง คุณรู้สึกว่าคุณประสบความล้มเหลวบ้างหรือไม่? หรือคิดว่าคุณไม่เหมาะกับที่ที่คุณทำอยู่หรือไม่?

Health เคล็ดลับสุขภาพ

ลองทำดูนะ ดีมาก โดยเฉพาะข้อ8
1. การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คุณได้งีบทุกวัน วันละ 15 นาที Dr.Bill Anthony of Boston University กล่าวว่า การงีบจะช่วยทำให้ประสิทธิภาพ และสมาธิในการทำงาน
2. ทานกล้วยวันละ 2 ใบ ลดความเสี่ยงในการเกิด stroke ลงได้ 20% (stroke คือ การเป็นลม เนื่องจากสมองขาดเลือด)
3. ทาน chocolate 3 ชิ้นต่อเดือน อายุยืนขึ้น 1 ปี เพราะ chocolate แสดงออกถึงประสิทธิภาพในการลด LDL Cholesteral
4. กวาดใบไม้ที่บ้านด้วยตัวคุณเอง เผาผลาญพลังงานไป 420 kj ทุกๆ 20 นาที นั่นเท่ากับการออกวิ่ง 1500 m
5. ล้างจานด้วยมือแทนที่จะเป็นเครื่องล้างจาน เผาผลาญพลังงานได้เพิ่มขึ้น เฉลี่ย 395 kilojoules ต่อวัน หรือเท่ากับ 4.5 kg ตลอดระยะเวลา 1 ปี
6. เปลี่ยนไส้แซนวิชของคุณ จาก ham มาเป็น tuna อาทิตย์ละ 2 ครั้ง ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจได้ 25%
7. จูบลาแฟนคุณทุกเช้า และทักเธอทันทีเมื่อถึงบ้าน ทำชีวิตสมรสคุณให้ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ Dr.Dave M. Davis, Director of the Piedmont Psychiatric Clinic in Atlanta in U.S. กล่าวว่า ผมเห็นคนไข้หลายคนที่มีความสัมพันธ์ในชีวิตสมรสดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใน ช่วงเวลาสั้นๆ หลัง จากที่ได้ทำตามคำแนะนำง่ายๆ นี้
8. ลดการทำงานลงวันละ 1 ชั่วโมง ชะลอการตายของคุณออกไป จากการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น พบว่า ผู้ชายที่ทำงานมากกว่า 11 ชั่วโมงต่อวัน มีโอกาสหัวใจวายมากกว่าคนปกติที่ทำงานถึง 9 ถึง 11 ชั่วโมงต่อวัน ถึง 2.5 เท่า
9. เดินไปส่งเอกสารให้เพื่อนร่วมงาน แทนการส่ง e-mail ลดน้ำหนักลงได้ 0.5 kg ต่อปี
10. เริ่มเก็บเงินวันละ 100 บาท เพื่อใช้ตอนที่คุณเลิกทำงาน เมื่อผ่านไป 20 ปี คุณจะมีเงินเก็บทั้ง สิ้น 3,740,000 บาท (สมมติได้ผลตอบแทน 15 % ต่อปี)
11. ดื่ม wine แดงที่มาจาก Chile แทนที่จะเป็นฝรั่งเศส ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง -Chilean Cabernet และ Sauvignon มีสารที่มีประโยชน์ เช่น flavomoids, antioxidants (ลดการเกิดมะเร็งโดยการลดอนุมูลอิสระ) มากกว่าใน wine ของฝรั่งเศสถึง 38% รักษาไข้ให้หายเร็วที่สุด ตัดโอกาสที่คุณจะป่วยไข้ลงมากถึง 90%
12. หลังจากออกกำลังกายอย่างหนัก ให้ทานวิตามิน C ลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดลง 50%
13. ทานอาหารเช้าทุกวัน ลดน้ำหนักได้ทันที Franca Alphin จาก Duke University Diet and Fitness Centre in the US กล่าวว่า ทั่วไปแล้วผู้ชายที่เว้นทานอาหารเช้าจะทานอาหาร มากกว่านั้นในช่วงต่อมา และมักจะเลือกอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและ kilojules
14. ดื่มน้ำเย็นวันละ 4.5 ลิตร ทุกวัน ลดน้ำหนักลงได้ 0.5 kg. ทุกๆ 4 สัปดาห์ ทั้งนี้ เนื่องจากร่างกายของคุณจะใช้พลังงาน 516 kilojules ในการทำให้น้ำดื่มอุณหภูมิเป็น 22.7c เมื่อคุณดื่มเข้าไป
15. เหยียดขา (hamstring) ของคุณออกไปเต็มที่ค้าไว้ 30 วินาที วันละ 5 ครั้ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงความสามารถในการยืดหยุ่นของคุณอีก 37%
16. บ้วนปากทันทีทุกครั้ง หลังทานอาหาร ลด bacteria ในช่องปากลงได้ 30% และที่สำคัญที่สุด คือช่วยลดความเสี่ยงของฟันผุ
17. ทาน apple วันละ 2 ลูก ลด 4.5 kg ได้ภายใน 1 ปี เส้นใยอาหารใน apple ช่วยในการลดน้ำหนัก ด้วยการช่วยขัดขวางการย่อยไขมันและโปรตีนในร่างกาย
18. ทำความสะอาดอ่างล้างจานของคุณทุกๆ 2 วัน กำจัด E.coli และ samonella bacteriaจากสถานที่ที่มันชอบซ่อนตัวอยู่เป็นประจำ
19. เปลี่ยนแปลงจากเนยมาทาน low fat magerine แทนการลดปริมาณ cholesteral (LDL cholesteral เป็นชนิดที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย) ที่ร่างกายคุณจะได้รับ
20. ดื่มเบียร์ประเภท stout แทนการดื่มประเภท soft drink เมื่อคุณทาน berger ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง เบียร์จะเป็นตัวป้องกันคุณจาก carcinogens ที่มีอยู่ในเนื้อย่างสุก

วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2549

7 Thinking method to be genius

การเป็นคนเก่ง ไม่ใช่ความโชคดีของพันธุกรรมหรอกนะ
อยู่ที่การฝีกขัดเกลาสมองและหัวใจของคุณต่างหาก
แล้วคุณจะมีความปราดเปรื่องในแบบฉบับของคุณเป็นคนเก่ง
ที่สามารถจัดการกับชีวิตของตนเองได้อย่างลงตัว

คิดในทางบวก
มองโลกในแง่ดี และทำทุกสิ่งอย่างเต็มกำลัง
ด้วยรอยยิ้มและความเบิกบาน
ทำตัวให้สดชื่น มีชีวิตชีวาและกระตือรือร้นอยู่เสมอ
พร้อมที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์

จะช่วยให้คุณสามารถที่จะจัดการกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาได้อย่างอยู่มือ


มีศรัทธาในตัวเอง
ถ้าแม้แต่ตัวคุณเอง ยังไม่ศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวเอง
แล้วจะมีมนุษย์หน้าไหนล่ะ
จะเชื่อในความเก่งของคุณอยากให้ใครๆ
เขาชื่นชอบและทึ่งในตัวคุณ
คุณก็ต้องมั่นใจตัวเองก่อน

ขอท้าคว้าฝัน
ไม่มีอะไรที่จะทรงพลังมากเท่ากับความตั้งใจจริง
และทุ่มสุดตัวหรอกนะ
ความกระหายอันแรงกล้า ที่จะพาตัวเองไปสู่จุดหมาย นั่นแหละเป็น
แรงผลักดันที่จะทำให้คุณสานฝันสู่ความจริงได้

ค้นหาบุคคลต้นแบบ
ใครก็ได้ที่คุณชื่นชม เพื่อเป็นมาตรฐานที่ดีในการดำเนินรอยตาม
ศึกษาแนวคิด
วิธีการทำงาน จุดเด่นในตัวเขา เผื่อว่าเราจะได้ไอเดียแจ๋ว ๆ
มาปรับใช้ให้ชีวิตก้าวโลดสู่ความสำเร็จกับเขามั่ง

เริ่มต้นงานใหม่ทุกวันด้วยรอยยิ้มสดใส
คนที่มีรอยยิ้ม ระบายไว้บนใบหน้า เสมือนประตูที่เปิดกว้าง
ให้ใครๆ อยากเข้ามาคบหาด้วย การเจรจาติดต่องาน
ก็มักจะลงเอยด้วยความสำเร็จ
มากกว่าคนที่หน้าตาแบกโลกนะคะ
นอกจากนี้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ยังสร้างความเบิกบาน
และคลายทุกข์
แถมยังเป็นยาอายุวัฒนะชั้นอ๋อง
ที่ทำให้เราดูเป็นวัยสะรุ่นตลอดกาล
รู้อย่างนี้แล้ว..หัดติดรอยยิ้มไว้ที่มุมปากกันเป็นประจำนะ

เรียนรู้จากความผิดพลาด
ก็สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง
จะเป็นอะไรเชียวถ้าเราจะทำอะไร
แล้วจะยังไม่สำเร็จอย่างที่หวังไว้ เพียงแต่ขอให้ทำเต็มที่
และเปิดใจให้กว้าง
ยอมรับความจริง หันมาทบทวน ดูว่ามีขั้นตอนไหนที่ผิดพลาดไป...
เพื่อที่จะเริ่มต้นใหม่ให้ดีกว่าเดิม

ทะนุถนอมมิตรสัมพันธ์เก่าๆ
คงไม่มีใครที่จะอยู่อย่างมีความสุข
โดยปราศจากเพื่อนหรือมิตรที่รู้ใจหรอกนะ
แม้ว่าในชีวิตแต่ละวันของคุณจะวุ่นวายแค่ไหนก็ตาม
คุณควรจะมีเวลาให้กับเพื่อนซี้ ที่รู้จักมักจี๋กันมานานซะบ้าง
แวะไปหา
กัน
เมื่อโอกาสอำนวย ชวนกันออกมาทานข้าวในช่วงวันหยุด
ส่งการ์ดปีใหม่
หรือร่อนการ์ดวันเกิดไปให้
เผื่อในยามที่คุณเปล่าเปลี่ยวหงอยเหงา
เศร้าทุกข์ใจ ก็ยังมีเพื่อนแสนซื้ ไว้พื่งพา
และให้กำลังใจกันได้นะ

5 วิธีกำจัดหวัดอย่างง่าย

1.ออกกำลังกายวันละ 30-45 นาที ให้หัวใจเต้นตึกตัก แต่ไม่ต้องถึงกับ
หักโหม สัปดาห์ละ 4-5 วัน จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคหวัดได้เป็นอย่างดี

2.ล้างมือบ่อยๆ ครั้งละนานๆ ฟอกสบู่ให้ทั่วทั้งสองมือและทุกซอกเล็บ
ใครจะค่อนขอดว่าเป็นคุณสะอาดก็ช่างปะไร ก็ผู้เชี่ยวชาญเขา

ยืนยันว่า ช่วยให้ติดหวัดได้น้อยลงจริงๆ

3.อยู่ให้ห่างคนที่เป็นหวัดมากที่สุด เพราะเชื้อโรคจากการจาม โดยไม่ปิด
ปากหรือจมูก สามารถแพร่กระเด็นจากคนที่เป็น ได้ไกลถึง 6 ช่วงตัว
ทีเดียว

4.รับประทานวิตามินซี หรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง ๆ เพราะมีผลการ
วิจัยจากหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า วิตามินซีมีประโยชน์ครอบ
จักรวาล ช่วยป้องกันอาการแพ้ได้ทุกชนิด ทั้งคัดจมูก น้ำมูกไหล
หอบหืด หรือลมพิษ ช่วงหน้าหนาวที่หวัดระบาดอย่าลืมตุนผลไม้
ประเภทส้มโอ มะเขือเทศ สับปะรด ใส่กระเพาะเยอะๆ จะช่วยลด
ความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้

5.สำหรับข้อนี้ ขอบอกก่อนว่าคนโสดหมดสิทธิ์นะครับ นักวิจัยจาก
สหรัฐแนะนำวิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคหวัด สำหรับคนมีคู่อยู่ข้างกาย
โดยให้มีกิจกรรมบนเตียงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง อย่างสม่ำเสมอ
เพราะการมีเซ็กส์ในระดับที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มปริมาณโปรตีน
ที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันโรคหวัดได้
โดยคุณ : 4uweb

5 วิธีกำจัดความฟุ้งซ่าน

วิธีกำจัดความฟุ้งซ่าน
ความคิดที่ฟุ้งซ่านนั้น มันบั่นทอนตัวคุณเองอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะอาจทำให้คุณสับสน จนสติแตก ย้ำคิดย้ำทำจนอาการปวดหัวกำเริบ หรือเครียดจนสิวระเบิดตูมตาม เกิดอาการอ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรง ก็เป็นได้ ถ้าคุณกำลังมีอาการแบบนี้อยู่ ลองนำกลวิธีในการสลัดความคิดที่ไม่เข้าท่า ซึ่งมีผู้รู้เสนอแนะไว้ ไปใช้กันดูนะคะ

ถ้าคุณกำลังคิดว่า "ฉันช่างอ้วน โง่ และน่าเกลียดเสียเหลือเกิน "
คุณมัวแต่คิดให้ร้ายกับตัวคุณเอง คิดซ้ำซากถึงข้อด้อยเรื่องรูปลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งแม้อาจจะมีส่วนจริงอยู่บ้างก็ตาม แต่คุณก็เสียเวลาไปเปล่าๆ กับความคิดที่ไร้สาระแบบนี้ ลองคุณฝังหัวว่าคุณน่ะแสนจะขี้ริ้วขี้เหร่ อ้วนเป็นพะโล้ คุณก็ไม่มีทางที่จะทำอะไรให้ดีขึ้นมาได้ แม้แต่การคิดกำจัดน้ำหนักส่วนเกินออกไป เจน เกรียร์ ผู้เขียนเรื่อง How Could You Do This To Me ? Learning To Trust After Betrayal กล่าวว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณคิดว่าตัวคุณน่ะอ้วน โง่ หรือน่าเกลียด คุณควรจะหยุดบ่น หรือหยุดโจมตีตัวเองซะที คุณควรหันมาจัดการน้ำหนักส่วนเกินของตัวเองจะดีกว่า แต่ถ้าคุณคิดว่าตัวเองโง่ ก็ควรหาเวลารับฟังข่าวสารจากสื่อต่างๆ หรือจัดเวลาเพื่ออ่านหนังสือ ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณรู้ว่า ปัญหาของคุณคืออะไร ก็ย่อมผลักดันให้คุณคิดหาหนทางในการแก้ปัญหานั้นได้

ถ้าคุณกำลังคิดว่า "ฉันอาจจะถูกไล่ออก เพราะทำงานไม่เข้าตานาย หรือฉันอาจจะถูกคนรักทิ้งไป"
แม้ว่าบางทีหน้าที่การงานและชีวิตรักของคุณก็มั่นคงดีอยู่ เพียงแค่ คุณโทรหาสุดที่รัก แล้วเขาไม่ติดต่อกลับมา คุณก็หวาดระแวงว่าเขากำลังจีจ๋ากับสาวที่ทำงานของเขาอยู่รึเปล่า เขาคงจะขอเลิกกับคุณแน่ๆ หรือคุณทำงานอย่างหนักกับงานชิ้นใหม่ที่ได้รับมอบหมาย แต่กระนั้นก็เถอะ คุณก็อดคิดไม่ได้ว่า ผลงานของคุณจะเข้าตาเจ้านายรึเปล่า แล้วคุณจะโดนเลย์ออฟไหมเนี่ย คุณอาจฟุ้งซ่านจนแทบไม่เป็นอันกินอันนอน ทั้งๆที่ความจริงแล้ว อาจจะไม่มีใครบอกเขาว่าคุณโทฯมา หรือเช้าวันรุ่งขึ้น เจ้านายอาจชมเปาะว่า คุณก็เจ๋งเหมือนกันนะ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ความคิดไม่เข้าท่าแบบนี้ เกิดจากการขาดความมั่นใจในตัวเอง หวาดระแวง หรืออาจจะเกิดความขลาดกลัว จึงใช้กลไกเหล่านี้ เพื่อปกป้องตัวเอง แต่บางครั้งความคิดแย่ๆเหล่านี้ ก็บั่นทอนตัวคุณเอง วิธีที่จะปรัปเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าว คุณควรที่จะประเมินดูว่า ถ้าคุณจะถูกเจ้านายไล่ออก คุณสมควรจะถูกไล่ออกรึเปล่า ถ้าความสามารถของคุณไม่ได้มาตรฐานของเจ้านายจริง ก็ต้องหาลู่ทางที่จะเพิ่มศักยภาพ หรือเพิ่มคุณค่าของตัวคุณเอง แต่ถ้าไม่จริง คุณก็ควรจะหยุดความคิดเหล่านี้ได้แล้ว

ถ้าคุณกำลังคิดว่า ทำไมเธอจึงเก่งกว่า สวยกว่า แถมยังมีหนุ่มหล่ออยู่เคียงข้างอีกด้วย
นั่นแสดงว่าคุณกำลังนำตัวคุณเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย และในที่สุดคุณก็อดชิงชังตัวเองเสียไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ก่อนอื่นคุณต้องหยุดเปรียบเทียบกับคนอื่นเสียที แต่ควรประเมินศักยภาพของตัวคุณเอง มองหาจุดเด่น จุดด้อยและยอมรับตัวคุณเองอย่างที่คุณเป็น แล้วคิดหาหนทางที่จะเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเอง จะแต่งตัวปรุงโฉมอย่างไร ให้ดูดีในสไตล์ของตัวคุณเอง

ถ้าคุณกำลังคิดถึงความผิดพลาดในอดีต และย้ำคิดอยู่ว่าคุณไม่น่าจะทำอย่างนั้นเลย
แทนที่จะนั่งครุ่นคิดเสียใจกับสิ่งที่คุณคิดว่าไม่น่าจะทำลงไป ซึ่งพลอยทำให้คุณอ่อนเปลี้ยเพลียใจ และยิ่งไปตอกย้ำความผิดพลาดของตัวคุณเอง สลัดความคิดที่ไม่เข้าท่าออกไปจากหัวซะ แล้วคิดหาหนทางที่จะแก้ไข ถ้าสามารถทำได้ แอลลา แพทเทอร์สัน แนะนำไว้ในหนังสือ " 1001 Reasons to Think Positive " ว่า แทนที่คุณจะมัวกล่าวโทษตัวเอง ลองมาคิดหาอะไรทำที่สร้างสรรค์กว่าหยิบกระดาษขึ้นมา แล้วจดรายการสำคัญๆสัก 4-5 รายการที่คุณอยากทำลงไป ถ้าคุณทำสำเร็จ คุณก็จะปลื้มกับความสำเร็จที่เกิดขึ้น ความรู้สึกผิดพลาดครั้งเก่าๆ ก็อาจเจือจางลงไปได้บ้าง

"ฉันไอ จาม เจ็บคอ ใจสั่น ฉันจะเป็นโรคร้ายแรงรึปล่าว "
ถ้าคิดกังวลใจกับอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อย แล้วคิดไปว่าคุณจะเป็นโรคร้ายแรงด้วยหรือไม่ อาจทำให้คุณรู้สึกซึมเศร้า หดหู่ใจ จนแทบทำอะไรไม่ได้ บางทีความกังวลใจกับเรื่องเล็กๆเหล่านี้ อาจทำให้คุณดูแย่กว่าที่คิด อย่างเช่น ถ้าคุณมีอาการเจ็บหน้าอก แล้วคุณก็คิดว่า กำลังถูกคุกคามด้วยโรคหัวใจ แล้วคุณก็จมอยู่กับความคิดแบบนี้ คุณอาจไม่ได้เป็นโรคหัวใจ แต่คุณมีโอกาสเป็นโรควิตกกังวลเกินเหตุ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ให้คุณถามตัวคุณเองว่า คุณกำลังตีโพยตีพายมากเกินไปรึเปล่า ถ้ายังไม่ได้คำตอบ ลองเลียบๆเคียงๆถามคนใกล้ชิดดู แต่ถ้าคุณกังวลมากๆ ก็ควรไปหาหมอซะ ดีกว่ามัวเสียเวลา กับการคิดไปเอง

วันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2549

ทำไมผู้ชาย อยากมีอีหนู?

ผู้ชายโดยมาก รู้ทั้งนั้นแหละว่า การนอกใจ เป็นสิ่งไม่ดี, เป็นสิ่งผิดและไม่ควรทำ แต่ก็ยังกระแดะนอกใจกันอยู่นั่น.... เออเนอะ มนุษย์ต่างได้รับการปลูกฝัง ในเรื่อง ที่ควรมี ผัวเดียว เมียเดียว หรือแม้แต่ แต่งงานเพียงครั้งเดียวด้วยกัน ทั้งนั้นจริงมะ แต่ทำมั้ยถึงเห็น ออกนอกลู่นอกทาง เป็นประจำก็ไม่รุ ว่าแต่ของพรรค์นี้จะไปโทษเพศใด เพศหนึ่ง ก็ไม่ได้ เพราะเรื่องนอกใจเนี่ย มันก็ขึ้นอยู่กับ สันดานของ คนแต่ละคน บางคนเห็นซื่อๆ ไม่น่าจะเที่ยวไป มีเล็กมีน้อยได้ กลับหมกเม็ดมีเมียตรึม ต๊าย!!! ไม่รู้เค้าแบ่งสัน ปันส่วนเอาเวลาไปเบียดกันอย่างไรนะเนี่ย ขณะบางราย โอ๊ย ทำท่าคล้ายหว่านเสน่ห์ไปทั่ว แต่ขอโทษ ดันรักลูก รักเมียสุดชีวิตก็เยอะ

ส่วนนักจิตวิทยาให้เหตุผลฟังแล้วน่าเชื่อถือ (อิบอ๋าย) ว่า ผู้ชายจะหว่านเชื้อให้ผู้หญิงมากที่สุดเท่า ที่จะสามารถ ทำได้ เพื่อสร้างความมั่นใจไงว่า มนุษยชาติจะไม่สูญพันธุ์ เหตุนี้การเป็นคนเจ้าชู้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ว่างั้นเถอะ งั้นมาพิจารณากันดีกว่าว่า มีสาเหตุอะไรบ้างน้า ที่ทำให้ผู้ชายนอกใจกันหึ่งขนาดเนียะ

ใน สุดยอดเหตุผล 10 ประการที่ทำให้ผู้ชายมีชู้ (Top 10 : Reasons Why Men Cheat) บอกสาเหตุที่รบเร้าให้ผู้ชายไปจี๋จ๋ากับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ แฟนหรือเมียของตัวเอง โดยไล่เรียงจากอันดับ ของความสำคัญน้อยสุดไปสู่ความสำคัญเด่นสุดเพื่อความตื่นเต้น ให้ผู้หญิงรู้ไว้ใช่ว่า มีดังนี้ไงล่ะ

อันดับ 10. อ้างว่า แฟนหรือเมียไม่ค่อยอยาก มีอะไรกะเขาด้วย เคยได้ยินผู้ชายแซวกันเองไหมว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ผู้หญิงหยุดมีเซ็กซ์กะเขาคือเข้า พิธีแต่งงาน กะหล่อนดูเดะ เพราะหลังจากเข้าพิธีอย่างเป็นทางการกันไปแล้ว คราวนี้ล่ะ ผู้หญิงจะสะบัดสะบิ้ง ไม่อยากมีความสัมพันธ์ทางกายกะเขาเหมือนแต่ก่อน อีกต่อไป ฟังดูมันก็เป็นข้ออ้างของผู้ชายนั่นแหละ อันที่จริงไม่ใช่แค่หญิงเท่านั้นหรอกที่หมดแรง จะแปลงกาย เป็นนางแมวยั่วสวาทหลังแต่งงาน เพราะผู้ชายก็ใช่ว่าจะอยากเบียดกะเมียคนเดียว ตลอดชีวิตที่ไหนล่ะ จริงอยู่พวกรักเดียวใจเดียวน่ะก็คงมีหรอก แต่น้อย ดังนั้นพอผู้หญิงเริ่มไม่อยากเล่นเกมเอ็กซ์ด้วย ผู้ชายก็เตลิดสิจ๊ะ อีกสาเหตุที่ทำให้ผู้ชาย นอกใจเค้าว่า เพราะภรรยาไม่ยอมลองสิ่งใหม่ๆบนเตียงหรือไม่ ยอมแสดงบทแอ็กชั่นที่ต่างไปจากบทรักเดิมๆ จึงขอไปสนุกกะสาวอื่นละกัน

อันดับ 9. อ้างว่า ถูกอีกฝ่ายนอกใจก่อนจึง อยากแก้แค้น หนุ่มบางคนเชื่อว่า หนามยอกเอาหนามบ่ง เป็นวิธีแก้แค้นที่ทำให้ฝ่ายหญิงเจ็บปวดแบบได้ผล 100% แต่เออเนอะ บางคนงี้ยังไม่ได้ทันสืบให้แน่ชัดเลยว่าเมียมีชู้จริงป่าว ก็หื่นจับแล้วอ่ะ

อันดับ 8. ผู้ชายมองว่าการนอกใจเป็นความตื่นเต้นและท้าทาย ประมาณว่าไม่ทำไม่ได้ เดี๋ยวชีวิตจะราบเรียบเกิน เป็นซะเงี้ยเนี่ยนะ

อันดับ 7. ผู้ชายคิดว่า กะอีแค่นอกใจน่ะรึ เดี๋ยวก็เอาตัวรอดได้ ผู้หญิงเยอะเลย พอเป็นเมียตามประเพณีปั๊บ จะไม่อยากวิ่งไล่ตามผัวแล้ว ด้วยเหตุผลยอดฮิตที่ว่า ถ้า เขาจะไปหาเศษหาเลยที่ไหนก็ช่างเขาเถอะ กะปลอบใจ ตัวเองหรือขี้เกียจรับรู้ก็บ่ฮู้เหมือนกัน พอเมียเซ็งที่จะขัดขวางหรือคอยตามราวีเท่านั้นแหละ ทีนี้สามีตีปีกกันพึ่บพั่บสนั่นแล้ว ก็ถ้าไม่นอกใจจนหน้า เกลียดเกินไป ถึงไงภรรยาก็จะไม่เอาเรื่องเอาราว เขาจึงได้ใจไปเล่นเสียวกะสาวอื่นไง

อันดับ 6. การนอกใจ ทำให้ผู้ชายมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ก็แหม ขนาดขุนแผนแสนสะท้าน หรือคาสโนวา ยังได้รับการชื่นชมจากผู้คนทุกยุคทุกสมัยนี่นา แล้วจะ ไม่ให้ผู้ชายฝังหัวได้ไงว่า การทำตัวเจ้าชู้ก็เป็นสิ่งชอบธรรมที่เขาควรทำได้เช่นกัน แถมผู้ชายบาง คนยังอย่างนี้ ซะด้วยนะ คือคิดว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้อีกแล้วที่จะช่วย เพิ่มความมั่นใจในตัวเอง ได้มากเท่ากับ การได้ค้นพบและได้ลิ้มรสชาติบนเตียงกับ ผู้หญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาตัวจริง เสียงแท้ สงสัยคงให้ความสยิวต่างกันมั้ง

อันดับ 5. ผู้ชายเชื่อว่า ถ้ามีโอกาสแล้วทำไมจะไม่คว้าไว้ล่ะ ไม่เป็นที่สงสัยว่า ผู้ชายนั้นหิวเซ็กซ์ ถึงแม้บางครั้ง เขาไม่ได้รับการรบเร้าหรือกระตุ้นมากมายอะไร แต่ต่อให้ซื่อบื่อยังไงก็ถูกยั่วให้ตบะแตกได้ เพราะการมีเซ็กซ์เป็นสิ่งที่ผู้ชายทนอดกลั้นไว้ได้ที่ไหนเล่า ดังนั้นหากลองมีสาวมาแหย่ มาให้ท่า หรือมายักคิ้วหลิ่วตา ทำตาหวานใส่ด้วยล่ะก็ โหย ร้อยทั้งร้อยย่อมอยากสนองตัณหา เอ๊ยศรัทธา ไม่อยากให้น้องจอมให้ท่าผิดหวังเชื่อดิ แล้วถ้ายิ่งได้ฟรี ก็ยิ่งดีไปใหญ่

อันดับ 4. เขาว่า แฟน/เมียเป็นคนจุกจิกจู้จี้ ชอบกวนอกกวนใจ ดังนั้นเมื่อพูดถึงความสงบจึงไปซบอกเมียน้อยก็ละกัน ผู้ชายนะ นอกจากจะขี้เมื่อย เขายังขี้รำคาญ และ ขี้เบื่อง่ายจะตายไป ต่อให้ผู้หญิงช่างเอาใจ แค่ไหนก็เหอะ เขาก็สามารถอ้างความเบื่อ ความเซ็งและรำคาญเป็นสาเหตุให้ตีจากบ่อยไปเชอะ

อันดับ 3. เมียหรือแฟนเขาเองนั่นแหละที่เปิดทางให้ ดูคู่สมรสในชีวิตจริงก็เห็นกันถมไปว่า บางคู่ แหม เมียงี้เจ้ากี้เจ้าการหาเมียน้อยให้ผัวเองด้วยซ้ำ แล้วจะไม่ให้ฝ่ายชายเอาตัวไปเกลือกกลั้วกับผู้หญิงที่เมียหา มาประเคนให้ได้ไงใช่มะ

อันดับ 2. ฝ่ายชายคิดว่าเมียหรือแฟนไม่สามารถจุดไฟ (ตัณหา) ให้เขาได้อีกแล้ว พอฝ่ายชายเห็นภรรยาของตัวเองฝ่อ ก็ไปแสดงลีลาเร่าร้อนกะสาววัยเอ๊าะๆไม่ดีกว่ารึ บางคนอ้างว่า พอจับมือจับไม้ (หรือจะจับอย่างอื่นด้วยก็ไม่รู้ล่ะ) กะแฟนแล้วไม่รู้สึกสปาร์กหรือ ไฟช็อตเหมือนแต่ก่อนแฮะ เขาจึงเบนเข็มไปช็อตกะคนอื่นให้ซู่ซ่า ฟู่ฟ่าบ้างซี้

อันดับ 1. นอกใจเพราะหมดรักแฟน/เมียแล้วน่ะเซ่ ไม่งั้นจะออกนอกลู่นอกทางทำไมล่ะ น่าเสียดายที่การอยู่ด้วยกันมานาน ทำให้ฝ่ายชาย สูญเสียความรู้สึกหลายอย่างที่ครั้งหนึ่งเคยมี ให้ฝ่ายหญิง เช่นอยากใกล้ชิดก็ไม่อยากใกล้แล้ว หรืออยากไปไหนมาไหนด้วยก็ไม่กระตือรือร้น เหมือนก่อน นี่ล่ะหนา เค้าถึงว่า ถ้ารักทั้งทีก็ควรรักกันสม่ำเสมอ รักน้อยๆ แต่รักนานๆ จะได้ไม่หมดรักกันเร็วเกินไปไงล่ะตัว.