++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547

เผยเคล็ดลับวิธีรักษาผิวหน้าหนาว

พ.ญ.ณัฎฐา รัชตะนาวิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว สาวๆ ทั้งที่มีอายุและสาววัยรุ่นมักจะกังวลใจเรื่องผิวแห้งและผิวแตกกันมากก็ เพราะว่าหน้าหนาวความชื้นในอากาศลดลงพอความชื้นลดลงผิวหนังก็จะสูญเสียน้ำ มากขึ้น เกิดการอักเสบของผิวหนังทำให้เกิดอาการคัน ยิ่งในผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือเป็นโรคสะเก็ดเงินพอเกิดอาการคันและไปเกา มากๆ เข้า ผื่นก็อาจจะลุกลามไปมากขึ้น นอกจากนี้ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็มีส่วน เพราะอากาศเย็น ประชาชนก็จะหาเสื้อผ้าแขนยาว เสื้อผ้าหนาๆ หรือผ้าขนสัตว์มาสวมก็อาจเกิดอาการแพ้ได้ในบางราย

อีก สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวแห้งมากขึ้นก็มาจากความเคยชินของคนไทยที่คุ้นกับการ อาบน้ำวันละ 2-3 ครั้ง เพราะการอาบน้ำถูสบู่มากๆ จะทำให้ผิวแห้งได้เช่นกัน เนื่องจากสบู่มีความเป็นด่างสูง ยิ่งอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นจัดๆ ด้วยแล้วยิ่งทำให้ผิวแห้งมากขึ้น
พ.ญ.ณัฎฐากล่าวว่า ภาวะความสูญเสียความชื้นของผิวหนังนี้เกิดขึ้นได้ในทุกเพศทุกวัยจะต่างกัน ที่ความรุนแรง อย่างในเด็ก ต่อมไขมันยังทำงานไม่มากเท่าผู้ใหญ่ก็จะทำให้ผิวแห้งแตกได้มาก ช่วงวัยรุ่น ผิวมีความสมดุลมากกว่าวัยอื่นๆ อาจจะไม่มีปัญหารุนแรงมากนัก จะมามีปัญหามากๆ อีกทีตอนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ 35-40 ปีขึ้นไป ผิวก็จะแห้งได้ง่ายมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงที่หมดประจำเดือน ซึ่งจะอาจต้องดูแลผิวมากเป็นพิเศษ

การดูแลไม่ให้ผิวแห้งเสียใน หน้าหนาวก็ทำได้ไม่ยากอย่างการอาบน้ำก็อย่าใช้น้ำร้อนนัก แค่น้ำที่อุ่นพอประมาณก็พอและเลือกใช้สบู่ที่อ่อนลง หรืองดใช้สบู่ในบางพื้นที่ที่จะแห้งมากๆ เช่น ลำตัวหน้าแข้ง ส่วนในที่อับชื้น มือ เท้า ก็คงใช้เหมือนเดิม สำหรับผู้ที่ผิวแห้งมากอาจต้องใช้ครีมทาผิวร่วมด้วย ซึ่งก็มีหลายชนิด ทั้งชนิดที่เป็นครีม โลชั่น น้ำมันและขี้ผึ้ง โดยน้ำมันและขี้ผึ้งนั้นจะมีคุณสมบัติในการเก็บรักษาความชุ่มชื้นของผิวไว้ ได้ดีที่สุดรองลงมาก็เป็นครีม แต่ก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมเพราะใช้แล้วจะมีความรู้สึกเหนอะหนะที่ผิว ถ้าจะใช้โลชั่นทาผิวในฤดูหนาวอาจจะต้องหมั่นทาบ่อยขึ้นเพียงแค่ทาตอนเช้า และก่อนนอนอาจไม่เพียงพอ" พ.ญ.ณัฐฎากล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านผิว หนังกล่าวอีกว่า สำหรับหนุ่มๆ ที่ไม่ชอบใช้เครื่องบำรุงผิวนั้น แนะนำว่าถ้าอาการแห้งของผิวไม่รุนแรงมากมายและเจ้าตัวทนได้ไม่รู้สึกรำคาญ หรือคัน ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้โลชั่นก็ได้แค่งดใช้สบู่ในที่ที่เป็นขุย และไม่อาบน้ำอุ่นจัดก็พอ แต่ถ้าผิวแตกรุนแรงถึงขึ้นมีอาการคัน คงต้องทาโลชั่นมิฉะนั้นอาจลุกลามเป็นผื่นแพ้ได้ การแต่งกายดูให้อบอุ่น การสวนเสื้อแขนยาวก็ช่วยลดการสูญเสีย
โดยคุณ : ณัฎฐา รัชตะนาวิน

โปรติน "ไนคาสตริน" ตัวเหตุโรคสมองเสื่อม

วารสารวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเปิดเผยว่า นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโตรอนโต ในแคนาดา ได้ค้นพบโปรตินเกี่ยวพันกับโรคสมองเสื่อม โปรตินนั้นมีชื่อว่า "ไนคาสตริน" มีส่วนเกี่ยวกับการเสื่อมสภาพของเซลล์ประสาท ทำให้จับตัวกันเป็นแผ่นของสิ่งที่เรียกว่า อะมีลอยด์ในสมอง โปรตินตัวนี้อาจจะเป็นตัวการใช้ในการผลิตตัวยาสกัดการจับตัวเป็นแผ่นของ อะมีลอยด์ได้

ทุก วันนี้ มีผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อม หลายล้านคน มักเป็นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึงเท่าตัว โดยที่ยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ ผู้ป่วยที่มีอาการหนัก อาจสูญเสียความจำ จนสมองพิการและถึงขั้นเสียชีวิตลงได้

ไทยรัฐ

เซียนเห็นไกลพันลี้ เซียนหูฟังไกล

ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกเทพเห็นไกล พันลี้ว่า ชัยลี้งั้ง เรียกเทพหูฟังไกลว่า
ซุงฮวงยื้อ ประวัติของ 2 เซียนจะเป็นหนึ่งในเรื่อง ของฮงซิ้งตึ้ง
หรือทำเนียบการ แต่งตั้งเจ้าที่คุยไว้ก่อนหน้านี้ ที่เป็นช่างจิวบุ่งอ๊วงแห่ง ราชวงศ์จิว รบเพื่อล้ม
ล้างราชวงศ์ เซี่ย โดย มีเกียงไท้กงเป็นกุนซือไง

เรื่องเล่าว่า ชัยลี้งั้ง หรือตาเห็นไกลพันลี้คือ แม่ทัพกิมเจียงกุง
ซุงฮวงยื้อ หรือหูฟังไกลพันลี้คือ แม่ทัพลิ่วเจียงกุง
ทั้งสองเป็นแม่ทัพของฝ่ายกษัตริย์ติ๋ว ผู้โหดเหี้ยมแห่งราชวงศ์ซาง ซึ่งตำ
นานฮงซิงตึ๊งนี้จะมีมุมวิจิตรพิสดารว่า ทั้ง 2 ฝ่ายคือฝ่ายกษัตริย์ติ๋วและฝ่าย
จิวบุ่งอ๊วง ต่างฝ่ายต่างก็มีเทวดาช่วยรบด้วย
ตาเห็นไกลพันลี้ เนื้อแท้คือเทพต้นท้อ ที่แปลงร่างเป็นคนในบางเวลา
ส่วนหูฟังไกล คือ เทวดาต้นหลิว
ที่แปลงร่างเป็นคนเช่นกัน
กษัตริย์ติ๋วจัดวางตัวให้ทั้งสองเป็นหน่วยรบอยู่
ฝ่ายหน้า ซึ่งก็ทรง
ประสิทธิ-ภาพมาก เพราะมีผลให้เกียงไท้กงรู้สึกงงมากว่า ไม่ว่าจะวางแผนการ
รบอย่างไร ดูเหมือนว่าฝ่ายกษัตริย์ติ๋วจะดักทางแล้วปกป้องได้หมด ซึ่งเกียง
ไท้กงมาจับได้ภายหลังว่า ไม่ว่าเกียง
ไท้กงจะพูดอะไร สั่งงานอย่างไร หูฟัง
ไกลล้วนได้ยินทั้งสิ้น และไม่ว่าจะมีการดำเนินการอะไรในค่าย ตาเห็นไกลพัน
ลี้ก็ล้วนเห็นหมดเลย
เกียงไท้กงแก้เกมด้วยการส่งลูกน้องระดับขุนพลอึ้งเทียงขึ้นเขาไปหา
เซียน แล้ว ขอเรียนวิชาเพื่อมาสู้กับตาเห็นพันลี้กับหูฟังไกล ทำให้ขุนพลยื้อ
พบเคล็ดรับมือกับ 2 เซียน โดยส่งทหารให้คอยโบกธงแดงตลอดเวลา
คอย ตีกลองและฆ้องตลอดเวลาอย่าวางมือ
ผลคือธงแดงเป็นเคล็ดกวนภาพในสายตาของตาเห็นไกลพันลี้และเสียง
กลอง ก็ได้กวนคลื่นเสียงทำให้หูฟังไกลไม่สามารถจับเสียงอะไรได้เลยนอก
จากเสียงกลองและฆ้อง
ทั้ง 2 เซียนคือตาเห็นไกลและหูฟังไกลรู้สึกโกรธที่ฤทธิ์เดชของตนถูก
สยบ จึง ตรงลิ่วไปยังค่ายของเกียงไท้กง ซึ่งทางนั้นก็เตรียมรับมืออยู่แล้ว เมื่อ
สองเซียนเข้าค่ายมาก็ถูกรุมล้อมและจับฆ่าได้ด้วยเคล็ดบางอย่าง ทำให้ที่สุด
ทัพของเกียงไท้กงก็ได้ชัยชนะ
และราชวงศ์จิวก็ได้ปกครอง จีน แทนราชวงศ์ซาง
อย่างไรก็ตาม มีอีกข้อมูลของเซียนตาเห็นไกลกับเซียนหูฟังไกลว่าทั้ง
สองคือ 2 ใน 4 ของลี่ไต้กิมกังหรือเทวดาผู้รักษาเสาสวรรค์
แต่บ้างก็ว่าเป็น องครักษ์ของเจ้าแม่เทียนโหวเนี่ยเนี้ย
แต่แม้ตำนานจะหลากหลาย หากก็นิยมให้ภาพลักษณ์ของ 2 เซียนนี้
เป็นเทพอสูร โดยตาเห็นไกลพันลี้มักใช้มือซ้ายคอยยกป้องมือเหนือตา ทำท่า
มองไกล มือขวามีอาวุธ 3 ชิ้น แต่ทำเป็นชิ้นเดียวรวมกันเรียกว่า
ทีแช ขาขวานิยมให้เหยียบ ไหกับหอยตัวใหญ่
ส่วนหูฟังไกลนิยมให้มือซ้ายมีงูสีแดง พันไว้อยู่ แล้วเอามือขวาป้องหู
เป็นท่าเงี่ยหูฟังนั่นเอง โดยคุณ : จิตรา ก่อนันทเกียรต

เคล็ดลับอาหารเช้าสำหรับเด็กวัยรุ่น

วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นอย่าง รวดเร็ว ปัญหาทางโภชนาการที่พบในวัยรุ่นคือภาวะโภชนาเกิน และภาวะโภชนาการขาดเพราะอาจจะกินอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตและไขมันมากเกิน ความต้องการ ทำให้อ้วน หรือมีบางคนกลัวอ้วนยอมอดอาหารจนผอม และเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ
อาหาร ที่เรากินเข้าไปจะไม่ทำให้เราเห็นผลในทันทีทันใด แต่ผลจะเกิดขึ้นในระยะยาว เพราะฉะนั้นต้องกินอาหารที่มีประโยชน์เสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อจะได้มีสุขภาพ ที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยในวันหน้า

ในช่วงวัยรุ่น ร่างกายต้อง การพลังงานสูง เพื่อไปใช้ในการพัฒนาการ
เติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนาดและความสูง ความแตกต่างของ
อัตราการเจริญเติบโตของคนเชื้อชาติเดียวกัน เนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมและ
อาหาร ที่กิน ดังนั้น ควรกินให้หลากหลาย และครบ 5 หมู่ ไม่กินซ้ำซาก

‘อาหารเช้าสำหรับวัยรุ่นที่เร่งรีบออกจากบ้าน เพื่อไปใช้ทันเข้าเรียน
อาจจะเริ่มอย่างง่ายๆ ด้วย คอร์นเฟลก กับกล้วยหอมและนม ไข่ดาวหรือไข่
ต้ม หรือไข่ลวกตามชอบร่างกายก็จะได้รับคาร์โบไฮ- เดรตจากคอร์นเฟลก
ซึ่งมาจากข้าวโพดได้โปรตีนจากไข่ และนม ไขมันจากน้ำมันทอดไข่ ส่วน
กล้วย ให้ทั้งคาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ วิตามินซี และเบต้าแคโรทีน

‘ ไข่เป็นอาหารที่จำเป็นสำหรับในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นแหล่งของโปรตีน
เกลือแร่และวิตามินที่สำคัญ ควรรับประทานไข่วันละฟองทุกวัน

‘ นมให้คุณค่าอาหารสูง มีแคลเซียมสูง และมีเกลือแร่และแร่ ธาตุต่างๆ
อย่างน้อยควรดื่มนมวันละแก้ว เด็กที่ขาดแคลเซียมจะทำให้เติบโตไม่เต็มที่

‘ผลไม้สำหรับมื้อเช้า อาจจะเป็นกล้วยไข่ กล้วยหอม หรือส้ม ก็จะทำ
ให้ร่างกายได้รับเกลือแร่และวิตามิน รวมทั้งใยอาหารที่จะช่วยระบบขับถ่าย
และป้องกันการเกิดมะเร็ง

สำหรับวัยรุ่นเป็นวัยที่ผิวพรรณเปล่งปลั่งตามธรรมชาติ แต่การที่จะให้
ผิวพรรณสวยงามไม่เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร ควร เลือกรับประทานอาหาร
ที่ให้ประโยชน์ เช่น กล้วยไข่ กล้วยหอม แครอท คะน้า มะเขือเทศ ผักสีเขียว
ต่างๆ จะให้เบต้าแคโรทีนสูง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งทำให้ผิวหนังเหี่ยว
แห้งถ้ามีมาก เกินไป นอกจากนี้ ฝรั่งและส้มเป็นผลไม้ที่วิตามินซีสูง ซึ่งช่วย
ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง วัยรุ่นเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเติบโต
จำเป็นต้อง ได้รับอาหารที่ช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน นอกจากนี้วิตามินซียังช่วย
บำรุงเส้นผมอีกด้วย นอกจากนี้วัยรุ่นยังต้องการเหล็กมาก ซึ่งหากปริมาณเหล็กใน เลือดต่ำ
จะทำให้อ่อนเพลียง่าย และเป็นโรคโลหิตจางได้ เหล็กมีมากในเนื้อสัตว์ ผัก
ใบเขียว และถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งวัยรุ่นหญิง ในช่วงที่มี
ประจำเดือน ทำให้สูญเสียเหล็ก จึงจำเป็น ต้องรับประทานอาหารที่มีเหล็ก
เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดไป

สำหรับ วัยรุ่นชาย ซึ่งมักจะใช้พลังงานมากกว่าวัยรุ่นหญิง อาจ จะต้องการโปรตีนมากเพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ ซึ่งโปรตีนจะมีมากใน เนื้อสัตว์ ไข่ และนม อย่างไรก็ตาม ทั้งวัยรุ่นหญิง และชาย
ควรรับประทานอาหารให้ หลาก หลายและครบ 5 หมู่ ไม่ควร งดอาหารเช้า เพราะเป็นช่วงที่อยู่ใน วัยเรียน
ซึ่งร่างกายต้องการอาหาร ไปเลี้ยงสมอง การขาดอาหารเช้าทำ ให้มีผลต่อ
ความสามารถในการจำและทำให้ขาดสมาธิในการเรียน
ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำ เสมอ ซึ่งจะทำให้ร่างกายใช้พลัง งานมาก
ขึ้น ไม่ต้องกังวลกับความ อ้วน การขาดการออกกำลังกายจะทำให้แคลเซียม
ถูกดึงจากกระดูก เมื่อนานๆ เข้าจะเป็นสาเหตุโรคกระดูกพรุน n
โดยคุณ : รศ.ดร.เสาวพร เมืองแก้ว

ของหวานกับเด็ก

ของหวานกับเด็กดูเหมือนจะเป็นของคู่กัน เด็กส่วนใหญ่ชอบกิน ขนมหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกกวาดหรือทอฟฟี่ ซึ่งมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะทำให้เกิดโทษมากกว่าคุณประโยชน์
และหากไม่รู้จักวิธีกินให้ถูกต้อง ก็จะให้โทษแก่ร่างกายได้ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า

1. ถ้าเด็กกินอาหารรสหวานมากจะทำให้ความอยากอาหารลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกิน ของหวานก่อนอาหาร
ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กขาดสารอาหาร ที่สำคัญ

2. การกินลูกกวาดหรือทอฟฟี่จะทำให้ฟันผุ ดังนั้นเมื่อลูก กินขนมเหล่านี้ ควรเตือนให้ลูกดื่มน้ำเปล่าหลังกินของหวาน หรือ แปรงฟันทันทีหลังการ กินของหวานเพื่อไม่ให้ความหวานตกค้าง ในซอกฟัน ซึ่งอาจจะทำให้ฟันผุ
ได้และไม่นอนหลับไปในขณะที่มี ลูกอมหรือลูกกวาดอยู่ในปาก เพราะนอก
จากลูกอมหรือลูกกวาด อาจจะติดคอแล้วยังเป็นบ่อเกิดของแบคทีเรียที่จะทำให้ฟันผุ

3.ไอศกรีมเป็นขนมหวานอีกอย่างหนึ่งที่เด็กชอบกิน ควรเลือกซื้อ
ไอศกรีมที่ผลิตโดยบริษัทที่เชื่อถือได้ ซึ่งคาดว่ามีกระบวนการผลิตที่สะอาด

4. ไม่ควรซื้อไอศกรีมแท่งที่ไม่ได้ห่อหรือบรรจุในภาชนะที่มิด ชิด เพราะอาจจะไม่สะอาดพอทำให้ท้องเสียได้

5. ไม่ควรกินไอศกรีมที่ใส่ขัณฑสกร ซึ่งให้ความหวานแทนน้ำตาล เพราะเป็นอันตรายต่อร่างกาย
อาจเป็นสาเหตุของมะเร็ง

การ แนะนำให้ลูกเลือกกินและปฏิบัติตนในการกินอาหารอย่างถูก ต้องเป็นการวางรากฐานของชีวิตที่ดีและปลอดภัยเพราะ ผลการกินของลูกในวันนี้ คือสภาพที่ลูกจะเป็นในวันข้างหน้า

วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547

ทาวิตามินอีได้ประโยชน์แค่ผิวชุ่มชื้นเพราะน้ำมัน

กรุงเทพฯ ๒ ต.ค. - แพทย์ผิวหนังชี้การรับประทานวิตามินเสริมและครีมบำรุงผสมวิตามิน ไม่ช่วยป้องกันความแก่ได้ดีเท่าอาหารธรรมชาติ พร้อมเตือนผู้มีโรคประจำตัวอย่ารับประทานโดยไม่ปรึกษาแพทย์ อย่าหลงเชื่อแต่เพียงคำโฆษณาเพราะให้ข้อมูลด้านเดียว

น.พ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์อเมริกันบอร์ดสาขาโรคผิวหนัง อดีตนักวิจัยสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติสหรัฐ กล่าวว่า ปัจจุบันเกิดกระแสที่ผู้ต้องการมีผิวสวยหรือไม่ต้องการแก่หันมารับประทาน วิตามินเสริมที่เห็นชัดเจนคือ วิตามินอี ทั้งที่วิตามินอีมีอยู่ในธรรมชาติคือ ผลไม้ ผักใบเขียว ถั่วลิสง น้ำมันพืช น้ำมันงา น้ำมันดอกทานตะวัน ไข่ ข้าวซ้อมมือ ขนมปังสีน้ำตาล และมายองเนส การได้วิตามินจากธรรมชาติจะได้ประโยชน์กว่า เพราะการทำงานของวิตามินและสารอาหารต่างๆ จะต้องสอดคล้องต่อเนื่องกัน สถาบันสาธารณสุขแห่งชาติสหรัฐได้ให้คำแนะนำว่า เพื่อที่จะมีสุขภาพดี ควรได้รับสารอาหารที่ครบหมู่และมีความหลากหลาย และต้องได้ผักผลไม้อย่างน้อยวันละ ๕ ครั้ง เพราะนอกจากจะได้วิตามินแล้วยังได้กากอาหารคือ ไฟเบอร์ ซึ่งลดการเกิดมะเร็งของลำไส้ คนไทยปัจจุบันเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้นเพราะไม่นิยมรับประทานผักผลไม้

น.พ.ประวิตร กล่าวต่อว่า สำหรับการทาครีมวิตามินอีที่เชื่อกันว่าแก้ไขผิวเหี่ยวแก่ได้นั้น แท้จริงวิตามินอีเพียงแค่ให้ความชุ่มชื้นเพราะเป็นน้ำมัน แต่จะไม่แก้ผิวเหี่ยวแก่เพราะวิตามินอีจะไม่ซึมลงสู่ผิวหนัง ชั้นหนังแท้ องค์การอาหารและยาของสหรัฐจึงบัญญัติให้ครีมผสมวิตามินอีระบุชื่อในฉลาก เป็นชื่อเคมีว่า
tocopherol เพราะหากใช้ว่าวิตามินอีจะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าครีมทาตัวนี้ออกฤทธิ์ได้เหมือนการรับประทาน
วิตามินอี นอกจากนั้น ครีมผสมวิตามินอียังอาจทำให้ผิวแพ้ระคายเคืองได้

น.พ.ประวิตร กล่าวด้วยว่า ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ ไม่ควรได้วิตามินอีเสริมเกิน ๑๐๐ ยูนิตต่อวัน ห้ามกินวิตามินอีก่อนผ่าตัดเพราะลือดจะออกไม่หยุด การรับประทานอาหารเสริม
ควร ปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อน และวิธีปฏิบัติเพื่อให้มีผิวสวยคือ เลี่ยงการโดนแดดจัด งดสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ ออกกำลังสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ กินอาหารครบหมู่ไม่มากไม่น้อยเกินไป และมีจิตใจปล่อยวางลดความเครียด
สำนักข่าวไทย

ถ้าเราเข้าถึง "ความจริง" ในระดับองค์รวม อนาคตย่อมอยู่ในมือเรา

ในภาวะที่สังคมโลกได้เชื่อมโยงเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน อันเป็นผล
อัตโนมัติของพัฒนาการทางด้านความเจริญทางพลังการผลิตและวิทยา
การสมัยใหม่ไฮเทค โดยมีแรง "กระเหี้ยนกระหือรือ" ของบรรดามหาอำนาจธุรกิจข้ามชาต
ิ เป็นตัวกระทำอย่างชัดเจน เป็น "แรงผลักดัน" ให้
กระบวนการเกิดขึ้นของ "ความเป็นหนึ่งเดียวกัน" ของสังคมโลก ไป "โผล่"
เป็นรูปเป็นร่างในทาง การค้าก่อนใครอื่น

บน "ฐานราก" ทางวัตถุที่ถักทอกันเป็นผืน "หนึ่งเดียว" รองรับชีวิต
สังคมมนุษย์โดยรวมดังกล่าว กิจกรรมต่างๆ ที่มีลักษณะ "โลกาภิวัตน์" ก็
ก่อตัว ขับเคลื่อน ขยาย กลายเป็นกระแสแข่งขันประชัน
โดยมีวิญญาณ แห่งการทำกำไรเป็นตัวกำหนดทิศทาง สร้างความโกลาหลอลหม่านไป
ทั่ว สังคมโลกถูกโยกและเหวี่ยงหวือหวาน่าหวาดเสียว โภคทรัพย์ถูก
ถ่ายเทอย่างกะทันหันจากแหล่งที่ "พร่อง" แรงดึงดูด ไหลรวมไปยังแหล่ง
พลังดูดล้นเกิน ความมั่งคั่งโผล่ขึ้นเป็นกระจุก ความยากจน แผ่เป็นผืนกว้าง
ลีลาของโลกาภิวัตน์กลายเป็นที่มาของวิกฤตินานา รุนแรงและแผ่
กว้างสวนทางกับอุดมการณ์โดยรวมของมวลมนุษย์ที่มุ่งสู่ความมีชีวิตสุข
หลุดพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง แม้" คำตอบสุดท้าย" ของอุดมการณ์ (โลกพระศรีอาริย์) จะเป็นสิ่งที่
เกินเอื้อม แต่จุดมุ่งหมายร่วมกันที่จะหลุดทุกข์ พบสุข ก็อยู่ในวิสัยที่ "เรา"
จะช่วยกัน "สร้าง" ขึ้นมาได้ โดยมีข้อแม้ว่า
เราต้อง "เข้าถึง" ความจริง
"ความจริง" ของสังคมโลกที่เป็นหนึ่งเดียวกัน

ผู้เขียนได้รับบทความเป็นการเฉพาะจากศาสตราจารย์นายแพทย์
ประเวศ วะสี เป็นบทความ ทันสมัยยิ่ง
ที่จะช่วยให้ผู้ได้อ่านสามารถเข้าใจใน "ความจริง"
ในมิติที่ถ่ายทอดจากการ "เข้าถึง" ของท่านอาจารย์หมอ
ประเวศ บทความชิ้นนี้จะได้รับการตีพิมพ์ในคอลัมน์ "บนเส้นทางชีวิต-ภาย
ใน" ในนิตยสาร "หมอชาวบ้าน"
(คาดว่าจะเป็นฉบับประจำเดือนธันวาคม นี้) เป็นข้อสรุปในสาระสำคัญของหนังสือชื่อ "วิถีชีวิตมนุษย์ในศตวรรษที่
21" ที่ท่านอาจารย์หมอประเวศ ร่วมเขียนกับท่านสันติกโร ภิกขุ (คาดว่า
จะปรากฏ บนแผงหนังสือในช่วงปีใหม่ พ.ศ. 2544 นี้)

นับเป็นกำลังใจใหญ่หลวงแท้ที่ข้อเขียนของผมเกี่ยวกับเรื่องความ
เป็นหนึ่งเดียวกันของโลกได้รับการติดตามเอาใจใส่จากบุคคลที่เป็นนัก
คิดระดับมวลมนุษยชาติโดยรวมเช่นท่านอาจารย์หมอประเวศ
ทำให้ได้ รับรู้เรื่องราวของ "ความจริง" ในมิติแห่งการรับรู้ระดับ "องค์รวม" อัน
สะท้อนลักษณะแห่งความเป็น "ทั้งหมด" ของสิ่ง (สังคมมนุษย์โดยรวม) จาก
ท่านอาจารย์หมอประเวศโดยตรง
จากการทำความเข้าใจในเบื้องต้นในบทความดังกล่าว
พบว่าท่าน
อาจารย์หมอประเวศได้ข้อสรุปชัดเจนยิ่งในความเป็นหนึ่งเดียวกันของ
สังคมโลก ว่าปรากฏการณ์ของการเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันของสังคม
โลกที่แสดงออกมาในรูปของ "โลกาภิวัตน์" ทางเศรษฐกิจ
การค้าเป็นหลักนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงกระบวนการโลกาภิวัตน์ทางวัตถุ อันเป็นผลสั่ง
สมมาจากความเจริญทางวัตถุแต่ถ่ายเดียวของมวลมนุษย์ในรอบ 400-
500 ปีที่ผ่านมา ทว่าจากวิกฤติร้อยแปดที่มนุษย์โลก
กำลังเผชิญอยู่ อันนำไปสู่
หายนะทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและมวลมนุษย์โดยรวม เช่น ปัญหา
วิกฤติทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางวัฒนธรรม ทางสิ่งแวดล้อม ทำให้เหน็ด
เหนื่อย เครียด รุนแรง หมดหวัง ฆ่าตัวตาย พึ่งพิงยาเสพย์ติด ฯลฯ ซึ่ง
ในที่สุดก็ประกอบกันเข้าเป็นวิกฤติสูงสุดคือ "วิกฤติการณ์ทางจิตวิญญาณ"
ทำให้ท่านอาจารย์หมอประเวศ "แน่ใจ" ได้ว่า มนุษย์จะไม่สามารถพัฒนา
ต่อไปใน "ภพภูมิ" เดิม อันหมายถึงว่า มนุษย์จะพัฒนาต่อไปไม่ได
้ในรูปเดิม ที่ถือเอาการพัฒนาทางวัตถุเป็นตัวนำ

ท่านอาจารย์หมอประเวศชี้ว่า "โลกาภิวัตน์" ที่พูดๆ กันก็คือ โลกาภิ
วัตน์ในภพภูมิเก่า เพื่อให้เกิดการแย่งชิงและเอาเปรียบกันได้ทั่วโลก
ยัง เป็น "โลกาภิวัตน์แบบด้อยพัฒนา"
ความเป็นหนึ่งเดียวกันของสังคมโลกในลักษณะนี้ รังแต่จะนำไปสู่
ทางตัน ไม่มี "ปัญญา" สามารถแก้ไขวิกฤติการณ์และพากันก้าวเข้าสู่
ความ เจริญรุ่งเรืองระดับใหม่ได้ ทางออกคือ มวลมนุษย์ จะต้องหลุดจากภพ
ภูมิเก่า ก้าวเข้าสู่ภพภูมิใหม่

"ภพภูมิใหม่" ที่ท่านอาจารย์หมอประเวศพูดถึงก็คือ "การยกระดับ
หรือการอภิวัฒน์ทางจิตวิญญาณ" ซึ่งไม่ได้แปลว่าทอดทิ้งทางวัตถุ แต่ให้
มี"จิตสำนึกใหม่" ในวัตถุนั่นเอง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ใช้จิตวิญญาณที่เรียกว่า "จิตสำนึกใหม่" เป็นตัวนำ
ในการพัฒนาต่อไปในระดับ "องค์รวม" ของมวลมนุษย์
ในภาวะที่สังคมโลกเชื่อมโยงเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันเช่นที่เป็น
อยู่ใน ปัจจุบันนี้ จึงจะสามารถยกระดับพ้นจากความ "ด้อยพัฒนา" ไปสู่ความเจ
ริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง อันหมายถึงมนุษย์โดยรวม "อยู่เย็นเป็นสุข"
ภาระหน้าที่ร่วมกันในระดับ "ทั้งโลก"
"จิตสำนึกใหม่" ที่ ท่านอาจารย์หมอประเวศ พูดถึงนั้นอยู่ในระดับ "จิต
สำนึกใหญ่" ที่จะชี้นำมวลมนุษย์ให้คิดและปฏิบัติ โดยไม่ยึดติดกับตัวกู
ของกู หรือ "ไปพ้นความคับแคบด้วยความเห็นแก่ตัว
ด้วยการเห็นแก่เผ่า พันธุ์ของตัว ด้วยการเห็นแก่ศาสนาของตัว หรือเห็นแก่ประเทศของตัว"
"จิต" ที่ว่า เมื่อหลุดจากการยึดติดในตัวเองเป็นสรณะแล้วก็จะก้าวไป
สู่ "จิตสำนึกใหม่แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันของโลกทั้งหมด
หรือโลกทั้ง ผองพี่น้องกัน"

เนื้อใหญ่ใจความของบทความชิ้นสำคัญนี้ จะช่วยให้สังคมไทยเกิด
ความกระจ่างชัดใน "ความจริง"
เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์หรือกระบวนการแปร
เปลี่ยนไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันเชื่อมโยงกันในรูปแห่งการขับเคลื่อนถึง
กันทั้งโลกในแทบจะทุกวินาที โดยที่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ของโลก (รวม
ทั้งคนไทยส่วนใหญ่) ยังหันรีหันขวางทำตัวไม่ถูก เพราะส่วนใหญ่ไม่รู้
หรือ "ไม่เห็น" ความจริงของสิ่งที่เรียกว่า "โลกาภิวัตน์" หรือความเป็นหนึ่ง
เดียวกันของสังคมโลกในแต่ละด้านแต่ละระดับนั้นมันเป็นอย่างไร
ข้อเขียนของท่านอาจารย์หมอประเวศและท่านสันติกโร ภิกขุ จะ
ช่วย "ล้างตา" ให้เราเกิดความใสกระจ่าง มอง "เห็น" ภาวะ
"ความจริง" ของสังคมโลกปัจจุบัน และอนาคตโดยรวมได้อย่างชัดเจน สร้างเงื่อนไขพื้น
ฐานสำหรับการเข้าไปมีส่วนร่วมในการ "สร้าง"
สังคมที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
ของชาวโลกที่พึงประสงค์ขึ้นมาให้ได้
อนาคตสร้างขึ้นได้จากการ "ปรับ" ภาวะ "ภายใน" ของตนเป็นเบื้องต้น
การย้ายจุดยึดจากวัตถุมาเป็นจิตวิญญาณ กำลังเป็น "ทางออก"
สำคัญยิ่งยวดของมวลมนุษย์ ในยามนี้
เป็นรับรู้กันทั่วไปแล้วว่า มนุษย์มีส่วน "สร้าง"
ความจริง แม้ในระดับ
จักรวาล ทั้งนี้เพราะ (จากผลการพิสูจน์ในระดับควอนตัมเมคานิกส์ของ
บรรดานักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่) "ความจริงแท้" ที่เป็น "ภาววิสัย" (ที่เป็นอยู่
ของมันโดยลำพัง) นั้นไม่มีจะมีก็คือความจริงแท้อันเกิดจากเชื่อมโยง
เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างสิ่งที่ดำรงอยู่ทางภาววิสัยกับ "อัตวิสัย" หรือ "จิต
วิญญาณ-สำนึกระดับล้ำลึก" ของมนุษย์ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการสังเกต
หรือรับรู้ในสิ่งภาววิสัยนั้น (การเข้าไปสังเกตหรือมีส่วนร่วมเชื่อมโยงต่อ
สิ่งภาววิสัย จะทำให้ "สิ่ง" ที่ว่าเปลี่ยนไป)
ดังนั้น เวลามนุษย์พูดถึงความจริง จะต้องประกอบด้วยสองส่วน
"ภาววิสัย" กับ "อัตวิสัย" นี้ จึงจะเป็น "ความจริงสุดท้าย" ในการรับรู้ของ
มนุษย์โดยรวม จากนี้มนุษย์ก็จะไปทำการ "สร้าง" ความจริงให้ปรากฏเป็น "ของจริง"
"จิตวิญญาณ" ที่ดีและงาม ย่อมจะทำให้มองเห็น "ความจริง" ในแบบ
หนึ่งขณะที่จิตวิญญาณที่เลวร้ายจะมองเห็น "ความจริง" ไปในอีกรูปหนึ่ง
แล้วมนุษย์ก็จะมุ่ง "สร้าง" ความจริงใหม่ไปตามความจริงในความรับ
รู้ของตน การยกระดับจิตวิญญาณของตนหรือที่ท่านอาจารย์หมอประเวศ
เรียกว่า "ภพภูมิ" นั้น ความจริงก็คือการละทิ้งจิตวิญญาณเก่า (ภพภูมิ
เก่า) แล้วติด "อาวุธ" ด้วยจิตวิญญาณใหม่ (ภพภูมิใหม่)
ด้วย "ภพภูมิใหม่" นี้เอง มนุษย์จึงจะเกิดปัญญาไปสร้าง "โลกใหม่" ที่
เป็นหนึ่งเดียวกันได้โดยปลอดจากวิกฤติการณ์ร้อยแปดที่กำลังรุมเร้าคน
ทั้งโลกอยู่ในปัจจุบันนี้
ก้าวเข้าสู่ภาวะใหม่ที่ใสสว่าง ปลอดจากความทุกข์ทางวัตถุและจิตใจ
ในขั้นตอนแห่งการพัฒนาอันสำคัญยิ่งของ มวลมนุษย์นี้
คนไทยที่ได้รับรู้และ "เข้าถึง" ความ เป็นจริง จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวดในการ
"ยกระดับ" ภพภูมิมนุษย์ให้พ้นไปจากเดิม เข้าสู่มิติใหม่
ก่อนอื่นใด คนไทยสังคมไทยต้อง "ตื่นตัว" ขึ้นมา ทำความเข้าใจ
สร้างการรับรู้ใหม่ๆ ให้กว้าง ขวางยิ่งๆ ขึ้น โดยอาศัยเครือข่ายที่เชื่อม
โยงกันเป็น หนึ่งเดียวกันทั้งโลกที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็น "กลไก" เชื่อมโยง
"ถักทอ" ความรู้ความเข้าใจ
พัฒนาความรู้ความเข้าใจให้ลึกซึ้งเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นท่าม กลางการเคลื่อนไหวปฏิบัติ
เมื่อนั้น คนไทยสังคมไทยจะมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างอนาคต
ใหม่ให้แก่สังคม โลก n
โดยคุณ : สันติ ตั้งรพีพากร

แซลมอน" คุณค่าที่มีมากกว่าเนื้อปลา

หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมปลาแซลมอนถึงหายาก… นั่นคงเป็นเพราะแซลมอนมีชีวิตที่ไม่ธรรมดา ถึงแม้ว่าแซลมอนจะเป็นปลาทะเลในเขตหนาวจัด (Cold-Water Fish) ก็จริง แต่เมื่อถึงเวลาที่จะให้กำเนิดแซลมอนรุ่นใหม่แล้ว มันจะต้องว่ายทวนกระแสน้ำจากท้องทะเล กระโดดข้ามเกาะแก่งมากมาย เพื่อกลับขึ้นไปวางไข่ในแหล่งน้ำบริสุทธิ์ที่ตัวเองเกิด ซึ่งบรรพบุรุษของแซลมอนแต่ละตัวได้เลือกเอาไว้แล้วเท่านั้น และต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่า 1 เดือนเป็นระยะทางไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร โดยไม่ได้กินอาหารเลย แต่จะใช้ไขมันที่สะสมในช่วงที่มีชีวิตอยู่ในท้องทะเลมาหล่อเลี้ยงชีวิตใน ช่วงนั้น ดังนั้นกว่าจะถึงจุดหมายจะสูญเสียน้ำหนักไปมากถึง 40%
"แซลมอน" ได้ชื่อว่าเป็นปลาจากแหล่งบริสุทธิ์ที่ไร้มลพิษและมีคุณค่ามากมาย เพราะระหว่างที่อยู่ในทะเล แซลมอนจะสะสมไขมันจากการกินแพลงตอนและสาหร่ายทะเล ซึ่งเป็นไขมันจำเป็นที่ร่างกายมนุษย์ต้องการแต่สร้างขึ้นเองไม่ได้ นั่นคือกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่เรียกว่า โอเมกา-3 ซึ่งมีประโยชน์มากมายต่อมนุษย์

เชื่อกันว่า ปลาทะเลเขตหนาวของมหาสมุทรแอตแลนติก (หรืออลาสก้าของประเทศสหรัฐอเมริกา) จะมีโอเมกา-3 มากกว่าในเขตร้อน โดยเฉพาะปลาแซลมอนจัดว่าเป็นปลาที่มีโอเมกา-3 สูงกว่าปลาทะเลชนิดอื่นๆ ซึ่งกรดไขมันโอเมกา-3 นี้จะประกอบไปด้วยกรด EPA และ DHA
คุณประโยชน์ของโอเมก้า-3 ที่ได้จากปลาแซลมอน


- สามารถลดคอเรสเตอรอลและไขมันที่ชอบสะสมตามผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ
และหลอดเลือด
- ชะลอการปวดบวมของโรคกล้ามเนื้ออักเสบและโรครูมาตอยด์ ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังและทำให้
ข้อพิการ
- ลดการเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งสำไส้ใหญ่ เป็นต้น
- ช่วยลดความดันโลหิต เมื่อรับประทานเป็นประจำ กรด DHA จะช่วยพัฒนาสมอง สายตา
ความจำและการเรียนรู้
- ช่วยระงับอารมณ์ ยับยั้งอาการป่วยและความห่อเหี่ยวทางจิตใจ ซึ่งมีผลมาจากสมอง
- ลดอาการเย็นของมือและเท้าในผู้ป่วยโรคเรย์นอค

การ รับประทานปลาแซลมอนจึงมีคุณค่าทางโปรตีนสูง ส่วนไขมันและคอเรสเตอรอลนั้นต่ำมาก และยังสามารถทดแทนสารอาหารที่ได้จากเนื้อวัว เนื้อหมู และสัตว์อื่นๆ นอกจากนี้นักวิจัยชาวออสเตรเลียยืนยันมาว่าหากรับประทานบ่อยครั้ง จะช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย
โดยคุณ : วิทยาการ

เคล็ดลับอาหารเช้าสำหรับผู้ชายทำงาน

ผู้ชายที่ทำงานหนักปานกลางต้องการพลังงานประ- มาณ 2,800 กิโล
แคลอรีต่อ วัน ถ้าทำงานหนักมากก็จะต้อง การพลังงานมากกว่านี้
อาหารเช้าจึงสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเริ่มวันใหม่ของผู้ชายทำ งาน
ทั้งนี้ เพื่อให้พลังงานแก่ร่างกายในการทำกิจกรรมต่างๆ สารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่าง
กายได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน
เมื่อเราทำกิจกรรมต่างๆ เราต้องใช้แรงงานบางอย่างต้องออกแรงมาก
ในช่วงสั้น ร่างกายได้พลังงานจากการย่อยสลายไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ
และ งานบางอย่างเราใช้แรงในช่วง ยาวเป็นงานต่อเนื่อง ซึ่งร่างกายต้องการพลังงาน ถ้าหากร่างกายยังไม่ได้รับอาหาร ร่างกายจะไปดึงพลังงานจากกลูโคสในเลือดและไกลโคเจนในตับ ซึ่งร่างกายสะสมไว้ใช้ยามจำเป็น ถ้าใช้
แรงมากการใช้พลังงานก็ จะมาก ดังนั้น อาหารเช้าสำหรับผู้ชายทำงานควร
เป็นมื้อใหญ่มีคุณค่าทางโภชนาการ และควรมีสัดส่วน 25% ของพลัง
งานที่ได้รับต่อวัน คนทำงานที่ต้องใช้สมองควรกินอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ย่อย
ช้า เช่น พวกข้าวกล้อง และธัญพืชทั้งหลายเพราะจะช่วยทำให้ประสาทรับรู้ ทำงานดีขึ้น นอกจากนี้อาหารที่ใช้โปรตีน ได้แก่
เนื้อสัตว์ นม และไข่ก็ จำเป็นสำหรับมื้อเช้าของผู้ชายทำงาน เพราะ ช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

มื้อเช้าของผู้ชายวัยทำงานอาจจะเริ่มด้วย ‘ ข้าวผัดไข่ดาวสักจาน หรือข้าวกับกับข้าวสักหนึ่งหรือสองอย่าง
ซึ่งจะทำให้ร่างกาย ได้รับคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ควรจะเป็นข้าวกล้อง ซึ่งให้คาร์ โบไฮเดรตเชิงซ้อน ช่วยในการทำงานของ
สมอง และย่อยช้า ทำให้อิ่มอยู่ได้นาน

‘แถมด้วยแกงจืดที่มีผัก ก็จะทำให้ได้เกลือแร่และวิตามินจากผัก พวก
ผักสีเขียว จะช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง

‘ อย่าลืมผลไม้ กล้วยสุกจะให้คาร์-โบไฮเดรตสูง เหมาะกับผู้ชาย
ทำ งานที่ต้องใช้ พลังงานมาก นอกจากนี้กล้วยยังช่วยบรรเทา โรคกระเพาะ แก้ท้องเสีย ลดโคเลสเตอรอล มีวิตามินต่างๆ มากมาย ถ้าบ้านมีเนื้อที่พอจะปลูกได้ ก็น่าจะปลูกกล้วยไว้สักต้นสองต้น แทบไม่ต้องดูแลอะไรเลย นอก
จากนี้ฝรั่งก็เป็นผลไม้ไทยที่ให้ คุณค่าทางโภชนาการมาก มาย สำหรับผู้ชาย
ทำงานซึ่งต้องใช้กล้ามเนื้อ มาก ฝรั่งจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อมีการยืดหยุ่น ดีไม่เป็นตะคริวง่าย

‘ ที่สำคัญ ถึงคุณจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ควรจะดื่มนมอย่างน้อยวันละแก้ว
นมหนึ่ง แก้วให้พลังงานประมาณ 150 แคลอรี นมนอกจากจะให้โปรตีนแล้ว
ยังมีแคลเซียมสูง ซึ่ง จำเป็นสำหรับกระดูกและฟัน และยังมีวิตามิน ต่างๆ
หรืออาจจะดื่มนมถั่วเหลืองก็ได้ เพราะถั่วเหลืองอุดมด้วยโปรตีน เหล็ก
แคลเซียม และวิตามินบี ถ้ากินถั่วเหลืองทั้งเม็ดจะได้ใย อาหารสูง ซึ่งช่วยลด
อัตราการเสี่ยงต่อการเป็น โรคหัวใจ ในนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้อาจจะใส่ถั่ว
เขียวซีก ถั่วแดง ลูกเดือย ซึ่งเป็นพวกธัญพืชผสมลงไปด้วยก็จะได้คุณค่า
อาหารมากขึ้นหรืออาจจะดื่มเครื่องดื่มธัญพืชก็ได้ในวันที่รีบเร่ง