++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2548

แผนผังชีวิต

วิธีเขียนแผนผังชีวิต

แผนผังชีวิต คือ เครื่องมือเพื่อการค้นพบตนเอง และยังเป็นเครื่องชี้นำไปสู่จุดประสงค์อันหลากหลายในชีวิต มันเป็นวิธีการที่จะร่างโครงสร้างอาณาเขต ติดตั้งป้ายตามพื้นที่ และสร้างความคุ้นเคยให้เกิดขึ้นกับทัศนียภาพแห่งชีวิต

แผนผังนี้ช่วยให้คุณสามารถเชื่อมทิศทางต่างๆเข้าด้วยกัน โดยตั้งจุดเชื่อมต่อเข้าระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และระดับความแตกต่างของความเป็นมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น จิตใจ ร่างกาย อารมณ์ และจิตวิญญาณ มันจะช่วยให้คุณสามารถเพ่งความสนใจในรายละเอียดของบริเวณที่แน่ชัดในชีวิต ได้

แผนผังทั้งหมดนี้จะช่วยให้คุณรู้จักตัวเอง รวมไปถึงพลังความเข้มแข็ง ความอ่อนแอ และยังช่วยให้คุณสามารถวางแผนในอันที่จะปรับเปลี่ยนตรงจุดที่ต้องการได้อีก ด้วย

เพื่อให้แผนผังดังกล่าวสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างดียิ่ง คุณจำเป็นจะต้องพิจารณาระบบการเขียนแผนที่ ซึ่งมีเส้นทางเชื่อมโยงไปจนถึงจุดศูนย์กลางแห่งชีวิตคุณ และมีคำอธิบายไว้อย่างชัดเจน

มันเป็นระบบที่จอห์น เฮรอน ที่ปรึกษาคนสำคัญได้คิดขึ้น มันจะมีเส้นทางที่ถอยหลังเข้าสู่อดีต เชื่อมโยงประวัติความเป็นจริงในชีวิตมาจนถึงวันที่คุณจะต้องสร้างศักยภาพ ขึ้นเพื่ออนาคต

แผนผังชีวิตของคุณ

แผนผังแผ่นนี้จะนำมาใช้ในกรสำรวจชีวิตทั้งหมดหรือเฮพาะจุดใดจุดหนึ่งที่ คุณต้องการปรับปรุง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ก้าวหน้าและมีความต่อเนื่องดังนี้

การเดินทางในชีวิตของคุณ

1. ผมคือใคร?
2. ผมมาจากไหน?
3. ผมกำลังจะไปไหน?
4. อะไรคืออุปสรรคที่ขัดขวาง?
5. ผมจะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร?
6. ผมต้องการความช่วยเหลือในเรื่องอะไรบ้าง?
7. เมื่อผมไปถึงจุดหมาย ถึงจุดหมายแล้วจะเป็นอย่างไร?

ซึ่งแต่ละคำถามนั้นจะบ่งบอกถึงทิศทางอันนำมาซึ่งความสำเร็จของแผนผังนี้ เช่น คำถามที่ว่า "ผมคือใคร?" ย่อมเกี่ยวข้องกับความเป็นตัวตนของคุณเอง มันชี้ไปยังทิศทางหลากหลายในชีวิตของคุณ และกับการที่คุณได้อุทิศพลังเพื่อมัน

"ผมมาจากไหน?" เป็นการแสวงหาประวัติของบรรพบุรุษที่บ่งชี้มายังชีงิตที่คุณดำรงอยู่ในทุกวันนี้

"ผมกำลังจะไปไหน?" เป็นคำถามที่มีความตั้งใจจะขยายศักยภาพ ให้แสงสว่างแก่ทิศทางและจุดหมายปลายทางในการดำเนินชีวิต มันยังเป็นสิ่งที่จำกัดเป้าหมายและสร้างสรรค์ภาพแห่งการชี้แนะแนวทางอีกด้วย

"อะไรคืออุปสรรคที่ขัดขวาง?" มันเป็นคำถามที่ทำให้คุณต้องมองสิ่งที่เข้ามากีดขวาง เป็นอุปสรรคที่ทำให้ความก้าวหน้าต้องสะดุดหยุดลง ทำให้ไม่สามารถเดินไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

"ผมจะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร?" เป็นคำถามที่ทำให้คุณต้องใช้ความพยายามที่จะสร้างบันไดให้ตนเองเดินขึ้นไปจน บรรลุถึงจุดหมายได้ มันเป็นแผนการที่แน่นอน ชัดเจน ซึ่งเข้ามาเป็นตัววางโครงสร้างให้คุณเดินไปตามเส้นทางอย่างมีเหตุผล

"ผมต้องการความช่วยเหลือในเรื่องอะไรบ้าง?" คำถามนี้เกี่ยวข้องกับการคิดหาลู่ทางการสนับสนุนช่วยเหลือที่จำเป็นใน ระหว่างการเดินทางนั้น

และมันยังบ่งบอกถึงความสามารถพิเศษที่คุณจะต้องพัฒนาให้ดีขึ้น รวมไปถึงความมีคุณสมบัติอันจำเป็นและผู้คนที่จะให้ความช่วยเหลือคุณด้วย

"เมื่อผมไปถึงจุดหมายแล้ว จะเป็นอย่างไร?" มันเป็นการสร้างภาพขึ้นในจินตนาการอย่างที่คุณต้องการให้ชีวิตเป็นเช่นนั้น เมื่อการเดินทางได้สิ้นสุดลง

ซึ่งมันจะช่วยให้คุณสามารถชี้ชัดในรายละเอียดประกอบด้วยภาพของจุดหมายที่ คุณต้องการไปให้ถึง มันจะปลุกเร้าอารมณ์ เร้าความรู้สึกและความปรารถนา ซึ่งวิธีนี้มันจะเสริมพลังกับความเคลื่อนไหวในการเตรียมตัวเพื่อลงมือ ปฏิบัติการ

ทดลองทำเดี๋ยวนี้

หยิบกระดาษเปล่าขึ้นมา 7 แผ่น พร้อมด้วยดินสอสี นั่งเงียบๆในท่าสบายๆที่สุด สูดลมหายใจลึกๆหลายๆครั้ง เมื่อระบายลมหายใจออกแต่ละครั้งนั้น ก็ให้มันพาเอาความตรึงเครียดไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจออกมาด้วย

หลังจากนั้นคุณก็ตั้งสมาธิให้มั่นอยู่กับขั้นตอนทั้ง 7 ของแผนที่ พิจารณาแต่ละคำถามสร้างภาพพจน์ให้เกิดขึ้น สัมผัสความรู้สึกหรือความคิดที่เกิดขึ้น ขณะที่คุณพิจารณาแต่ละคำถามนั้นอยู่

แต่ละคำถามควรจะใช้เวลาประมาณ ห้านาทีหลังจากนั้นก็เขียนหรือลากเส้นในสิ่งที่สังเกตเห็น ถ้าคุณไม่สามารถทำพร้อมกันได้ทั้งหมด จงทำแต่เฉพาะคำถามที่คิดว่าสำคัญที่สุด ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นทั้ง 7 คำถามนั้น

คุณได้ค้นพบอะไรเกี่ยวกับตัวเองบ้าง.... คุณต้องการรู้กว่านั้นมากหรือไม่?

ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณสามารถจะขยายความแในแต่ละหน้ากระดาษโดยใช้คำแนะนำที่มีอยู่ต่อไปนี้ ผลที่เกิดตามมาจะช่วยให้คุณรู้จักตัวเองและมองเห็นทิศทางที่จะดำเนินชีวิต ต่อไป

* * *

เมื่อพิจารณาสถานะปัจจุบัน คุณย่อมต้องการมองให้เห็นว่า คุณมีความพอใจมากน้อยเพียงไรกับบริเวณต่างๆที่เป็นองค์ประกอบของชีวิต

สิ่งนี้จะเกี่ยวข้องไปถึงการวินิจฉัยว่า คุณมีความเคลื่อนไหวอย่างขยันขันแข็งและสม่ำเสมอ อยู่ในบริเวณอื่นอย่างไร

และคุณมีความพึงพอใจกับสถานการณ์ดังกล่าวหรือยังแสวงหาความเปลี่ยนแปลง ที่จะเกิดขึ้นอยู่ต่อไป ขอให้อ่านต่อไป เพื่อที่คุณจะได้รับข้อมูลมากขึ้น โดยเฉพาะการวินิจฉัยจากเรื่องนี้

* * *
คุณคือใคร?
* * *

เมื่อคุณได้รับฟงัคำถามที่ว่า "คุณคือใคร?" สิ่งที่คุณจะตอบก็คือ บอกชื่อให้ผู้ถามทราบ เพราะชื่อคือป้ายที่ติดไว้ในความเป็นตัวตนของคุณเอง แต่ถ้ามีการตั้งคำถามนั้นซ้ำ คุณก็จะให้คำตอบที่ลึกซึ้งลงไปกว่านั้น เช่น อาจจะบอกสัญชาติ บอกสถานะทางสังคม บอกหน้าที่การงาน หรือ สิ่งที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จด้วย

ทั้งหมดนี้อ้างถึงสภาพภายนอกความเป็นตัวของคุณ แต่ถ้าคำถามดังกล่าวยังถูกตั้งขึ้นต่อไป มันอาจจะทำให้คุณเริ่มเปิดเผยสภาพภายในของตัวตน เช่น ความเชื่อ, ความมีคุณค่า, สิ่งที่สนใจ , ความวิตกกังวล หรือไม่ก็อาจจะเป็นความทะเยอทะยานในชีวิต คำถามยังคงดำเนินต่อไป จนในที่สุดคุณก็หมดคำตอบที่อธิบายถึงความเป็นตัวของตนเองได้

แต่ว่านั้นเป็นเพียงสิ่งใกล้ที่สุดที่คุณจะนำมาใช้เป็นคำตอบได้เท่านั้น ซึ่งยังเป็นคำตอบที่ขัดแย้งกับการที่ว่า ... ตัวตนที่แท้จริงของคุณนั้นเป็นใคร เพราะคำตอบต่อคำถามนั้น มันยังมีความหมายลึกซึ้งเข้าไปถึงองค์ประกอบต่างๆ ที่รวมกันขึ้นเป็นตัวตนของคุณอีกด้วย ซึ่งการที่จะตอบคำถามนี้ให้ได้ จะต้องมีประสบการณ์อันทรงพลัง เป็นคำตอบที่หาสิ่งที่หาจะเข้าเชื่อมโยงเพื่อสื่อความเข้าใจได้ยากมาก

แต่ละคนก็อธิบายความเป็นตัวตนที่แตกต่างกันออกไป แม้แต่การแสดงออกก็ยังแตกต่างกันอีกด้วย บางคนก็โดยหน้าที่การงานหรือยานพาหนะที่ขับขี่อยู่ คนส่วนมากมักจะแสดงออกถึงความเป็นตัวตนด้วยองค์ประกอบภายนอก น้อยคนนักที่จะบ่งชี้ความเป็นตัวตนด้วยสภาพภายใน

แต่ทว่า ความรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบภายในนี้เอง ที่เกี่ยวข้องกับความรู้จักตนกับสามัญสำนึกแห่งตน สำหรับองค์ประกอบภายนอกนั้นคือ การสร้างภาพพจน์ให้เกิดขึ้นในสายตาผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นมองเห็นความเชื่อ, การประเมินในคุณค่า, ความปรารถนาและความต้องการของคุณเท่านั้น

* * *
รูปแบบเชื่อมโยง
* * *

วิธีหนึ่งที่จะเขียนขึ้นเป็นแผนผังเพื่อบอกให้รู้ว่าคุณมีความรู้เกี่ยว กับตัวเอง ทั้งสภาพภายในและสภาพทางสังคมภายนอกได้ ก็คือ เขียนเป็นรูปแบบที่มีการเชื่อมโยงขึ้น โดยเชื่อมต่อคำตอบที่เป็นไปได้เข้ากับคำถามที่อยู่ตรงกลาง

แต่ละคำตอบจะขยายความเข้าไปในจุดเล็กๆ อันเป็นแขนงย่อยต่อไป แบบฝึกหัดนี้สามารถนำไปใช้ในการประมวลแนวความคิดและพัฒนาการทำความรู้จักตัว ตนที่มีกาารติดต่อเชื่อมโยงกันอยู่ภายในระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ในชีวิตของคุณได้

จินตนาการชี้แนะแนวทาง

วิธีที่สองที่จะทำให้รู้จักตัวตนแท้จริงของคุณก็คือ ทดลองด้วยการสร้างภาพจินตนาการขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะช่วยหให้คุณรู้จักแวดวงภายในตนเองหรือภายใต้สำนึกได้

เพราะมันหมายถึงบทบาทที่แสดงอยู่ภายในหรือส่วนประกอบในความเป็นตัวตนที่ แสดงออกทั้งในขณะทำงานและหาความสำราญให้กับตัวเอง นอกจากนั้นมันก็ยังรวมไปถึงความเป็นนักวิจารณ์, ความเป็นคนช่างฝัน ความเป็นคนก้าวร้าว นิสัยที่ได้รับการอบรมปลูกฝัง, ความเป็นเด็กและความเป็นผู้ใหญ่อีกด้วย

* * *
พิสูจน์ตัวเอง
* * *

การทำความรู้จักกับสถานภาพภายในของตัวคุณเองทำดังนี้

คุณเดินออกจากประตูบ้านในยามเช้า เดินไปตามเส้นทางที่เคยเดินอยู่เป็นประจำทุกวัน แล้วคุณก็สังเกตเห็นว่ามันมีเส้นทางสายใหม่ที่แยกไปทางด้านซ้ายมือ เมื่อคุณออกเดินทางไปตามเส้นทางสายนั้น มันก็พาคุณออกไปสู่ท้องทุ่งโล่งที่อาบไล้ด้วยแสงตะวัน เต็มไปด้วยสีสัน สรรพสำเนียง กลิ่นไอ และทัศนียภาพอันน่ารื่นรมย์

เส้นทางที่คุณเคยเดินอยู่นั้นพาคุณเข้าไปในราวป่า ซึ่งยิ่งคุณเดินลึกเข้าไปเพียงใดก็ยิ่งมืดครึ้มด้วยแสงแห่งตะวันชิงพลบมากเท่านั้น

ทั้งที่ยังอยู่ในระยะไกล คุณก็สามารถมองเห็นลานโล่งที่มีบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง เมื่อคุณเดินเข้าไปใกล้คุณก็เห็นป้ายติดไว้ตรงหน้าประตู คุณอ่านป้ายนั้นแล้วจึงเดินเข้าไปในบ้าน ใช้เวลาอยู่กับการสำรวจภายในบ้านหลังนั้นและพบปะผู้ที่อาศัยอยู่พักใหญ่

คุณสังเกตเห็นรายละเอียดของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ภายหลังจากที่คุณสำรวจบ้านเสร็จแล้ว จึงได้เดินกลับออกมาข้างนอกอีกครั้ง แล้วหันหน้าไปทางบ้านหลังนั้น คุณเห็นประตูที่เปิดออกเห็นผู้ที่อยู่อาศัยในนั้นเดินออกมา แต่ละคนเป็นฝ่ายที่เดินเข้ามาหาคุณบ้าง สังเกตว่า มันมีอะไรเกิดขึ้น และในตอนนั้นคุณมีความรู้สึกอย่างไร

เมื่อคุณได้ทำความรู้จักกับทุกคนแล้ว คุณจึงได้หันหลังเดินกลับ ผ่านราวป่าไปยังเส้นทางเดิม ใช้เวลารวบรวมความคิด ความรู้สึกทั้งมวล และสะท้อนให้เห็นภาพว่าคุณได้ค้นพบอะไรมาบ้าง

ใช้เวลาอีกเช่นกัน ในการเขียนทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านพบลงไว้ มันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ถ้าจะตั้งสมมติฐานขึ้นว่า บ้านหลังนั้นคือสัญลักษณ์แห่งตัวตนของคุณ และผู้ที่อยู่อาศัยภายใน ก็คือ องค์ประกอบต่างๆที่อยู่ภายในตัวตนอังแท้จริงของคุณนั่นเอง

* คุณสร้าวความสัมพันธ์กับพวกเขาในลักษณะใด?
* พวกเขาจะพูดว่าอย่างไร?
* พวกเขาเป็นสิ่งที่คุณคุ้นเคยหรือไม่?
* บรรยากาศภายในบ้านเป็นอย่างไร?
* มีห้องมากน้อยเท่าไร มีองค์ประกอบใดที่ผิดปกติบ้างหรือไม่?
* ทั้งหมดนี้มันบอกอะไรเกี่ยวกับตัวคุณบ้าง และมันบอกให้ตัวคุณรู้ถึงความสัมพันธ์ที่คุณมีต่อองค์ประกอบภายในนั้นบ้าง หรือไม่ มีอะไรที่คุณอยากเปลี่ยนแปลงแก้ไขบ้างหรือไม่?

คุณมาจากไหน?
* * *

การที่จะทำความรู้จักกับตัวเองนั้น หมายถึง คุณจะต้องทำความรู้จักกับประวัติชีวิต ซึ่งนั่นหมายถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคุณจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ถ้าคุณเขียนแผนผังถึงเหตุการณ์อันสำคัญ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ หนทางเลือก และสิ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตคุณ มันจะทำให้คุณเกิดแนวความคิด และทำให้รู้ได้ว่าคุณเป็นบุคคลที่ล้ำเลิศเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้อย่าง ไร

ทำแผนผังรากเหง้า
* *

การทำแผนผังประวัติแต่หนหลัง จะทำให้คุณได้ตระหนักว่า สิ่งที่คุณเป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น มันมิได้เกิดขึ้นด้วยเหตุบังเอิญ คุณได้ถูกสร้างขึ้นด้วยอิทธิพลอันหลากหลาย เพื่อที่ว่าเมื่อคุณเจริญวัยขึ้น คุณย่อมมีอิทธิพลในอันที่จะสร้างรูปแบบให้กับชีวิตของตนเอง

แผนผังนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจในมรดกที่ตกทอดมาแต่อดีต รวมทั้งพลังหลายและแต้มต่อความทุกข์และความสุข

หลักประการสำคัญหนึ่งในการทำสิ่งนี้อยู่ตรงที่ว่า คุณจะต้องไม่ทำมันขึ้นด้วยเจตนาจะหลีกเลี่ยงหน้าที่ความรับผิดชอบ หรือประณามกล่าวโทษในความโชคดีหรือโชคร้ายของตนว่ามีสาเหตุมาจากผู้อื่น

ทั้งนี้ เพราะถ้าคุณมีความเข้าใจกับเรื่องราวในอดีตแล้ว มันจะเป็นประหนึ่งแสงสว่างที่ส่องลงมายังเส้นาทางแห่งชีวิตในอนาคต

* * *
ทดสอบตนเอง
* * *

หยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่ง ขีดเส้นกลาง เส้นระนาบนี้คือเส้นที่สมมติว่า เป็นเส้นทางเดินของเวลาจากจุดเริ่มต้นนับแต่ถือกำเนิดไปจนถึงจุดสุดท้ายแห่ง ชีวิต ส่วนเส้นหยักหรือเส้นแนวยืน สมมติให้เป็นความรู้สึกทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

คุณจะต้องเขียนเส้นความรู้สึกในทางบวกไว้เหนือเส้นแนวนอน ส่วนความรู้สึกในด้านลบอยู่ในระดับต่ำ

หลังจากนั้นคุณก็เขียนเหตุการณ์สำคัญกับช่วงเวลาในชีวิต เรียงลำดับของกาล/ภาพในลักษณะที่ข้องเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของคุณ

สังเกตความเปลี่ยนแปลงในความเป็นอยู่ ว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร มันทำให้คุณมีทัศนคติหรือเจตนารมณ์สนองตอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร ทุกวันนี้ มันยังเป็นประโยชน์ต่อคุณอยู่หรือจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลง

คุณอาจต้องการให้เพื่อนสักคนได้มามีส่วนร่วมในการตั้งข้อสังเกตครั้งนี้ ด้วย เพื่อสร้างความกระจ่างชัดให้มากขึ้น และทำให้มันเป็นสิ่งมีชีวิตจิตใจยิ่งขึ้น การเปิดเผยตัวเอง หรือการได้พูดถึงตัวเอง หรือการที่ได้พูดถึงตัวเองให้ใครบางคนที่พร้อมจะรับฟังได้ทราบไว้ เป็นหนึ่งในวิธีดีที่สุดจะทำให้คุณรู้จักตนเองมากขึ้น

การตั้งข้อสังเกตของเขาและการสนองตอบกลับมาย่อมเป็นสิ่งที่มีค่าด้วยเช่น กัน และประสบการณ์จากการที่เขาได้เข้ามามีส่วนรับรู้ในเรื่องนี้ จะทำให้สัมพันธภาพระหว่างคุณกับเขาแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

* * *
ค้นหารากเหง้า
* * *

การทำความเข้าใจกับภูมิหลังของตนเอง จะช่วยให้คุณสบายใจกับการตัดสินใจและหนทางเลือกต่างๆที่คุณได้กระทำลงไป

ทำแผนที่อิทธิพลของรูปแบบชี้ชัดในความสำคัญของมัน หรือเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์ในชีวิต จะช่วยให้คุณค้นพบว่าตัวตนที่แท้จริงของคุณเป็นอย่างไร แตกต่างจากบุคคลที่คนอื่นอยากให้เป็นมากน้อยแค่ไหน

การกระทำตนให้เป็นคนอิสระ หมายถึง แยกตัวเองมาจากประวัติเหล่านั้นแล้วหาตัวตนใหม่ให้พบ แต่ประวัติที่ดีออกจะทำให้คุณเกิดความลังเลที่จะแยกตัวออกมา เป็นไปได้ที่จะทำให้คุณเกิดความรู้สึกว่า ขาดสิ่งสนับสนุนค้ำจุนอยู่เบื้องหลัง

แต่การแยกตัวออกมาจากประวัติทั้งที่ยังรักอยู่เช่นนี้เป็นสิ่งจำเป็น และจะทำให้คุณรู้จักตัวเองมากขึ้น

* * *
บทแห่งชีวิต
* * *

บทในที่นี้ หมายถึง สคริ๊ป แม้มันจะดูคล้ายกับว่า เมื่อครั้งยังเด็กมิได้มีการควบคุมหรือใช้อิทธิพลต่อสิ่งที่เลือกสรรเพื่อ ตัวอย่างแน่นอนเท่าใดนัก การตัดสินใจดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ในวัยนั้น แต่เมื่อมาถึงวัยนี้มันอาจจะกลายเป็นอุปสรรคไปแล้วก็ได้

คุณจะต้องทำความรู้จักกับลักษณะการตัดสินใจในวัยเด็ก ซึ่งหมายรวมถึง เจตนารมณ์และความศรัทธาเชื่อมั่นด้วย มันจะช่วยให้คุณบังเกิดความระมัดระวังพฤติกรรมในวัยนี้

การตัดสินใจต่างๆเหล่านี้ บางครั้งเราเรียกว่า "บทหรือสคริพชีวิต" บางครั้งอาจจะเรียกว่า รากฐาน ซึ่งมันเป็นปริมณฑลของสามัญสำนึก จะคงอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะถึงวันที่คุณมองเห็นมัน มันสามารถเป็นตัวสร้างพลังอำนาจหรืออาจจะบ่อนทำลายลงได้ ขณะเดียวกันก็อาจจะปรับตัวให้ชีวิตในวัยเยาว์กับความเป็นผู้ใหญ่มีความสมดุล ได้ระดับอยู่เสมอ

บทชีวิตนี้ควรจะได้รับการประเมินทบทวน และเสริมสร้างด้วยสคริ๊พที่มีความถาวรกว่า ถ้าคุณต้องการให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งขึ้นไว้

* *
ทดลองทำเดี๋ยวนี้
* *

เขียนรูปแบบที่แตกกิ่งก้านสาขาออกโดยรอบคำถามที่ว่า "ผมมาจากไหน" ให้ผู้ที่คุ้นเคยกับคุณช่วยเขียนเหตุการณ์สำคัญต่างๆ รวมทั้งการตัดสินใจเข้ามาเชื่อมต่อศูนย์กลางนั้นตามความเหมาะสม

ขณะเดียวกันก็ควรเขียนเส้นโยงใยถึงเหตุการณ์หรือประสบการณ์ต่างๆลงไว้ ด้วย พยายามปลุกเร้าความรู้สึก พิจารณาลึกลงไปถึงข้อมูลรายละเอียดต่างๆของเหตุการณณ์ที่เคยประสบมาเหล่า นั้น ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน ซึ่งวิธีการนี้ยังจะช่วยพัฒนาความทรงจำของคุณเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านั้น ได้ด้วย ให้เวลากับการคิดหาคำถามมาบรรยายถึงความรู้สึกที่คุณมีต่อเหตุการณ์นั้นๆ แล้วใส่ลงตรงที่มีเส้นโยงใยไปถึง

แล้วลองรับฟังการสนองตอบที่จะเกิดตามมา ลองสังเกตดูว่าตอนนั้นคุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นหรือเป็นอุปสรรคก็ตาม

จุดประสงค์ในการทำเช่นนี้ ก็เพื่อชำระล้างสิ่งที่คุณยังทำไม่สำเร็จ ยังค้าคาอยู่กับชีวิตในอดีต เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็สามารถปิดประเด็นลงได้ เพื่อที่ความตั้งใจใหม่จะได้มีอิสระ และปฏิบัติไปตามความคิดใหม่ที่ได้กำหนดขึ้น และชีวิตของคุณก็จะได้ดำเนินต่อไป

* * *
คุณกำลังจะไปไหน
* * *

เมื่อคุณรู้ว่าตัวเองเป็นใคร และกำลังออกเดินทางต่อไปแล้ว คุณย่อมต้องการรู้ว่า ตนเองกำลังมุ่งหน้าเดินไปสู่ทิศทางใด มีคนเป็นจำนวนมากที่เริ่มออกเดินทางไปในหลายทิศทางพร้อมๆกัน หรือไม่ก็มีความรู้สึกว่า พลังกายของตนถูกแย่งไปในหลายทิศทางดังกล่าว ซึ่งทำให้หาความก้าวหน้าให้กับตนเองเป็นไปได้ยาก

การค้นหาให้พบทิศทางที่ถูกต้องเท่านั้น ที่จะทำให้เวลาในชีวิตของคุณมีค่า นอกจากนั้นมันยังแก้ไขปัญหา ความขัดแย้ง ความต้องการ หรือไม่ก็แรงกระทบที่ได้รับมาจากภายนอก และยังทำให้คุณสามารถสังเคราะห์หรือนำประสบการณ์ต่างๆเหล่านั้นมารวมกันเข้า เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าขึ้น

ดังนั้น มันจึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องมองให้เห็นภาพแห่งจุดหมายปลายทางในชีวิตของตน

* * *
สร้างทางเลือก
* * *

ทางเลือกใดที่เกิดขึ้น ย่อมหมายถึงว่า คุณละวางทางเลือกอื่นๆแล้ว บางครั้ง เมื่อคุณเดินมาถึงทางแยกของชีวิต คุณอาจจะเกิดความลังเลตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะเดินไปทางไหนดี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคุณอยากเปิดโอกาสในทางเลือกให้กับตัวเองให้กว้างไว้ แต่ผลที่จะเกิดตามมาก็คือ มันจะทำให้คุณหยุดชะงักอยู่กับที่ ไม่มีความก้าวหน้าที่หวังไว้เกิดตามมา

คนเรานั้นย่อมจะต้องพบกับทางแยกในชีวิตมากมาย ซึ่งหมายรวมไปถึงบทบาทการดำเนินชีวิต และความเปลี่ยนแปลงไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งด้วย

มันคือเวลาที่คุณจะต้องนำไปใช้ในการพิจารณาการประเมินคุณค่าการเชื่อมโยง อีกครั้ง กับภาพในจินตนาการที่คุณสร้างขึ้น เพื่อเป็นการชี้แนะแนวทาง เลยไปถึงการดำเนินชีวิตและแผนการในชีวิตการทำงานด้วย

เมื่อคุณได้เรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง หรือตัดสินใจได้ว่าจะเดินไปทางไหนแล้ว ซึ่งแน่นอนที่มันจะต้องประกอบด้วยการรู้จักตนเอง มันจะไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะละวางทางเลือกอื่นๆลง การที่คุณเกิดความหวั่นเกรงที่จะละวางทางเลือกที่มองเห็นอยู่ว่า มันเป็นสิ่งที่มีค่านั้น อาจจะเป็นเพราะคุณยังไม่แน่ใจว่าตนเองจะเดินทางไปทางไหนก็ได้

การที่จะรู้ว่าตนเองกำลังจะเดินไปทางไหนนั้น จำเป็นจะต้องรู้เสียก่อนว่า ขณะนี้คุณกำลังยืนอยู่ตรงจุดไหน ถ้าคุณสามารถสร้างความกระจ่างกับตนเองในเรื่องสถานะปัจจุบันแล้ว อย่างน้อยมันก็จะช่วยให้คุณรู้ได้ว่าทิศทางที่กำลังจะมุ่งหน้าไปนั้นคืออะไร

และบางทีคุณอาจจะได้พบว่า มันไม่ใช่จุดหมายที่คุณคิดว่าตัวเองกำลังมุ่งหน้าเดินมาเลย มันอาจไม่ใช่จุดที่คุณต้องการจะไปให้ถึงก็ได้

* *
ทำแผนผังพัฒนาการของตัวเอง
* *

เพื่อเป็นการทำแผนผังพัฒนาการของตนเองขึ้นไว้ คุณหยิบกระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง จากนั้นก็เขียนหัวข้อต่างๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตของตนเองลงด้านหนึ่งของหน้ากระดาษ

ในแต่ละจุดของชีวิตนั้น เขียนลงไปด้วยว่า คุณมีความตั้งใจในเรื่องดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน และเขียนขยายความว่า คุณมีความสุขในจุดดังกล่าวนั้นบ้างหรือไม่ หลังจากนั้นก็ให้คำตอบกับตนเอง

ในที่สุดคุณจะต้องกำหนดลงไปให้แน่ชัดว่า ถ้าจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว คุณอยากจะให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวออกมาในรูปใด คุณอาจจะใช้วิธีจัดกลุ่มบทบาทในชีวิตเข้าด้วยกัน และพิจารณาว่าบทบาทต่างๆเหล่านั้น ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะว่าสิ่งนี้จะเปิดเผยให้คุณได้เห็นถึงความเฉื่อยชา หยุดอยู่กับที่ หรือ ความก้าวหน้าใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตต่อไปได้

สุขภาพ - (ความกระฉับกระเฉง, ความเฉื่อยชา, ความพอใจ, ความไม่พอใจ, เปลี่ยนแปลง (หรือ) ปรับปรุง, ความปรารถนา

การศึกษา - (ความกระฉับกระเฉง, ความเฉื่อยชา, ความพอใจ, ความไม่พอใจ, เปลี่ยนแปลง (หรือ) ปรับปรุง, ความปรารถนา

* *
ทำแผนผังการใช้จ่ายพลัง (กาย)
* *

การทำแผนผังเกี่ยวกับการใช้จ่ายพลังกายนั้น คุณจะต้องชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนและถูกต้องตรงต่อความจริงที่สุด ว่าในแต่ละส่วนของชีวิตนั้นคุณได้แจกจ่ายเวลาออกไปอย่างไรบ้าง

วิธีนี้จะทำให้คุณมองเห็นส่วนที่ดึงดูดพลังกายไปจากคุณจนหมดสิ้น และส่วนที่ช่วยให้คุณมีพลังกายเพิ่มขึ้นได้

เมื่อคุณทำแผนผังอันแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ทำขึ้นมาอีกแผ่นหนึ่ง คราวนี้แสดงให้เห็นว่า คุณต้องการแจกจ่ายเวลาลงตรงส่วนไหนอย่างไร

วิธีนี้จะช่วยให้คุณเน้นในความต้องการที่จะตรวจสอบการทุ่มเทพลังลงตาม ความสำคัญของลำดับก่อนหลังที่จัดขึ้นไว้ ขณะเดียวกันมันก็ยังจะชี้ให้คุณเห็นได้ด้วยว่า ถ้าจะขยายส่วนหนึ่งแล้ว ควรจะต้องตัดส่วนไหนลง

* *
ทดลองทำเดี๋ยวนี้
* *

สร้างแผนภาพที่แยกแขนงขึ้นเพื่อหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า "ผมกำลังจะไปไหน?" จดบันทึกข้อมูลในแขนงต่างๆ ที่ชี้ชัดถึงอาชีพ วิชาชีพ หรือแรงบันดาลใจ

ซึ่งสิ่งนี้อาจจะรวมถึงโอกาสต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา สัญลักษณ์ในวัยเด็ก ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของความใฝ่ฝันในเทพนิยาย หรือประวัติบุคคลสำคัญ และการบันทึกถึงสิ่งที่สร้างความปลาบปลื้มยินดีเสริมสร้างพลังให้เกิดขึ้น กับคุณไว้ด้วย

โยงรูปแบบของแผนภาพให้เชื่อมต่อเข้ากับงานอื่นที่ทำอยู่และที่มันยังคง ความสำคัญสำหรับชีวิตคุณ แลัวพิจารณาว่ามันมีหัวข้อใดหรือทิศทางใดที่ปรากฏขึ้นให้เห็นได้บ้าง

ไม่ว่าคุณจะได้พบกับคำตอบนั้นหรือจะต้องเสาะแสวงหาแต่ละทางเลือกก็ตาม สิ่งที่จำเป็นจะต้องทำตามคือ

1. ประเมินค่าของทางเลือกดังกล่าว
2. ชั่งน้ำหนักในผลได้ผลเสีย
3. ชี้ชัดในความเกี่ยวพัน
4. ตรวจระดับแรงผลักดันที่เกี่ยวโยงไปถึงความสำเร็จตามเป้าหมาย

ถ้าคุณพบว่ามันมีทิศทางเกิดอยู่อย่างมากมาย คุณย่อมจะต้องพิจารณาต่อไปด้วยว่ามันมความเชื่อมโยงระหว่างประเด็นหนึ่งอย่างไร

คุณอาจจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังขึ้น และละทิ้งในบางประเด็นที่ไม่สำคัญไปเสีย

* *
อะไรเป็นอุปสรรคที่ขัดขวาง
* *

การที่คนเราจะต้องตัดสินใจเลือกในสิ่งต่างๆนั้น แน่นอนที่จะต้องพบกับอุปสรรคมากมาย และจำเป็นที่จะต้องแก้ไขอุปสรรคเหล่านั้นในขณะที่ตกอยู่ในสภาพที่ถูกบีบ บังคับให้ก้าวหน้าต่อไปพร้อมกันอีกด้วย

ซึ่งสิ่งนี้อาจจะเป็นมรดกจากการกระทำในอดีต หรืออาจจะเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นถึงเส้นทางในการดำเนินชีวิตที่มิได้ราบ รื่น อุปสรรคเหล่านี้ก็มีทั้งที่เห็นได้อย่างชัดแจ้ง และเกิดขึ้นทั้งที่รู้ หรือไม่ก็อาจจะเคลือบคลุมและเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวได้

การที่เราจะมองให้เห็นอุปสรรคดังกล่าวด้วยสามัญสำนึกนั้น เราจะต้องเลือกวิธีที่จะจัดการกับมัน บางคนใช้วิธีรุนแรง บางคนใช้เล่ห์เหลี่ยมแบบฉลาดแกมโกง บางคนใช้วิธีเดินอ้อม แต่บางคนก็พยายามหลีกเลี่ยง ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่สร้างความลำบากยากเย็นให้เกิดขึ้น สามารถประเมินหรือวัดได้จากความเคลื่อนไหวด้วยแรงผลักดัน ความชำนาญพิเศษที่คุณมีอยู่ ไม่เช่นนั้นแล้วคุณย่อมมิได้เดินอยู่บนเส้นทางในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง

บางคนอาจจะมีความรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องง่ายที่จะมองให้เห็นอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับตน แต่บางคนก็มิได้เป็นเช่นนั้น บางคนคิดว่าตนเองรู้ แต่ความจริงแล้วมิได้รู้เลย แต่กระนั้นก็ยังมีบางคนที่รู้จักอุปสรรคนั้นอย่างดีเพียงแต่มิได้ตระหนักว่า มันเป็นอุปสรรคเท่านั้น ขณะเดียวกันก็ยังมีบางคนที่มองเห็นอย่างคลุมเครือ ไม่สามารถบ่งชี้ออกมาได้ว่ามันจะเป็นประโยชน์หรือโทษแก่ตนอย่างไรหรือไม่

* *
สำรวจอุปสรรค
* *

การทำแผนที่ภาพที่ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคที่ขัดขวางคุณไว้ในรูปแบบของปัญหา จะช่วยได้อย่างมาก เมื่อคุณอยู่ในฐานะที่ตระหนักว่าอุปสรรคนั้นคืออะไร หรือไม่ก็อาจชี้ชัดให้คุณมองเห็นปัญหาได้

อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งที่เราได้พบว่า คุณอาจไม่สามารถทำในสิ่งนี้
ที่เป็นเช่นนี้เพราะคุณเกิดความอับจนปัญญา หรือไม่ก็เพียงสัมผัสความรู้สึกอย่างคลุมเครือว่ามันมีอุปสรรคเกิดขึ้นอยู่ เพียงแต่คุณยังมองไม่เห็นวิธีที่จะชี้ให้แน่ชัดลงไปว่ามันเกิดอยู่ตรงไหน และนำมันออกมาพิจารณาหาความรู้ได้

* *
ทดลองทำเดี๋ยวนี้
* *

วิธีง่ายที่สุดที่จะทำให้คุณรู้ถึงปัญหาหรืออุปสรรคก็คือ รับฟังการแสดงความคิดเห็นของผู้ที่สติปัญญาระดับเดียวกัน

การเขีนแผนภาพดังกล่าว จะช่วยให้คุณมองเห็นความเกี่ยวพันระหว่างอุปสรรคต่างๆที่กีดขวางความก้าวหน้าของคุณไว้

เพราะฉะนั้นจึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องระบุให้ชัดเจนที่สุดเท่า ที่จะทำได้ หลังจากนั้นถ้าคุณสามารถให้อุปสรรคออกมาในรูปของปัญหา คุณก็ย่อมสามารถจะเอาวงจรของวิธีการแก้ไขปัญหาเข้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้

ความยุ่งยากที่เกิดขึ้นด้วยปัญหาความขัดแย้งทางด้านทัศนคติส่วนบุคคลนั้น เป็นความยุ่งยากที่คล้ายคลึงกับปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ที่คุณเคยผ่านพบมาแล้ว คุณอาจจะรู้หรือไม่รู้ว่าอะไรคือต้นเหตุแห่งปัญหานั้นก็ได้ ขณะเดียวกันคุณก็อาจจะไม่รู้ว่าจะนำมันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อความเชื่อ มั่นศรัทธาและพฤติกรรมของคุณได้อย่างไร

* *
ทดสอบตนเอง
* *

จงนั่งหันหน้าเข้าหาผนังห้อง สมมติว่าผนังห้องคืออุปสรรคที่คุณกำลังเผชิญอยู่ (ควรจะหลับตาลงเพื่อสร้างมโนภาพด้วย ถ้าคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ช่วยได้ดีขึ้น) แล้วลองพิจารณาว่าคุณสามารถสร้างภาพอุปสรรคนั้นขึ้นในจิตใจได้หรือไม่

ถามตัวเองว่า อุปสรรคนั้นมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น มองให้เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่มีรูปร่าง สีสัน ขนาด และองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย ให้เวลาตัวคุณเองสำหรับการสำรวจมันอย่างถ้วนถี่เท่าที่ทำได้

อุปสรรคนั้นเป็นบุคคล เป็นวัตถุ หรือว่าเป็นแนวความคิด พิจารณาถึงความคิด ความรู้สึก และทัศนคติที่เกิดขึ้นขณะเผชิญปัญหาที่เป็นอุปสรรคดังกล่าว

ต่อมา คุณทำตัวเป็นอุปสรรคเสียเอง หันหลังพิงผนังห้องหันหน้าสู่เก้าอี้แล้วลองดูสิว่า การทำตัวเองเป็นอุปสรรคเช่นนี้มันเป็นอย่างไร คุณมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร คุณมีทัศนคติต่อคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงหน้าอย่างไร คุณชอบหรือไม่ชอบบุคคลผู้นั้น ในฐานะที่เป็นอุปสรรค คุณควรจะเอ่ยถึงจุดประสงค์ในการดำรงชีวิตออกมา

เมื่อคุณได้ใช้เวลากับการสำรวจอุปสรรคจากความรู้สึกนึกคิดภายในแล้ว คุณจะต้องเริ่มพูดกับตัวเอง (เก้าอี้ตัวที่ตั้งอยู่ตรงหน้า) ว่าสิ่งที่อุปสรรคต้องการพูดออกมาคืออะไร มันอยากให้คุณเดินให้ช้าลง หรือบอกว่าไม่ให้เดินไปในทิศทางที่เลือกไว้บ้างหรือเปล่า?

คุณจะต้องปล่อยให้อุปสรรคสื่อความเข้าใจออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมาก ได้หลังจากนั้นก็กลับมาเป็นตัวของคุณเอง ปรับเปลี่ยนกลับมาเป็นเก้าอี้ให้ได้ แล้วเริ่มตอบคำถามคำตอบระหว่างผนังห้องกับเก้าอี้อยู่ตลอดเวลา ให้แต่ละฝ่ายได้เสนอข้อเรียกร้องของตนเองออกมา ซึ่งก็ต้องมีความพอใจและไม่พอใจ

แล้วลองพิจารณาต่อไปว่า มันจะสามารถเจรจาต่อรองเพื่อให้บรรลุข้อตกลงตามความประสงค์ของทั้งสองฝ่าย และช่วยให้อุปสรรรคหายไปได้อย่างไร

ถ้าอุปสรรคดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของตนเอง คุณอาจจะพบว่ามันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ถ้าคุณจะให้ตัวอุปสรรคนั้นได้พูดกับบุคคลที่มีความสำคัญในชีวิต เช่น คู่ครอง หรือลูก

แล้วคุณจะพบว่า ผลที่เกิดตามมานั้นเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง มันจะทำให้เกิดแสงสว่างและยังสร้างสรรค์ หนทางในการแก้ปัญหาให้คุณได้อีกด้วย

* *
คุณจะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร
* *

มีการตัดสินใจที่ดีมากมาย ที่แม้จะมีการวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพไว้ แต่ก็ยังมิได้บรรลุผลสมความปรารถนา บางคนนั้นเมื่อเกิดความคิดก็ลงมือทำไปเลย แต่แล้วก็ต้องพบกับการที่ได้ตระหนักว่า ความม่งมั่นของตนเองยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก เขาอาจจะพบว่าตนเองไม่มีทั้งเวลา พลังกาย หรือแรงผลักดันที่เข้ามาเป็นเครื่องมือส่งเสริมการตัดสินใจในครั้งนี้ได้

สิ่งที่จะแก้ปัญหานี้ได้ก็คือ จะต้องวางแผนด้วยความรอบคอบระมัดระวัง

ประการแรก คุณจะต้องรู้อย่างแน่ชัดว่า คุณจะออกเดินทางจากจุดยืนอยู่ไปยังจุดที่ตัดสินใจว่าจะต้องเดินไปให้ถึงได้ด้วยวิธีใด

ประการที่สอง แผนการที่คุณวางขึ้นไว้นั้นอาจจำเป็นต้องแบ่งออกเป็นขั้นตอน

ประการที่สาม จะต้องมีการจัดระเบียบให้กับขั้นตอนดังกล่าว เพื่อให้เกิดผลที่สามรถดำเนินการต่อไปได้ การกระทำแต่ละขั้นตอนจะต้องมีการกำหนดเวลาควบคู่กันไว้ด้วย หลังจากนั้นแล้วคุณยังจำเป็นจะต้องหาข้อมูลว่าอะไรจะเป็นสิ่งช่วยให้คุณก้าว ไปสู่จุดหมายนั้น

* *
การวิเคราะห์สนามแห่งพลัง
* *

หลักสูตรที่ว่าต้องการทำแผนภาพ วิธีการที่จะไปให้ถึงจุดหมายที่คุณต้องการไปนั้นได้รับการสรรค์สร้างขึ้น โดยเคิร์ท เลวิน นักสังคมศาสตร์ โดยตั้งสมมติฐานขึ้นว่าคุณอยู่ในสภาพที่สมดุล ซึ่งความสมดุลที่ก่อให้เกิดความมั่นคงดังกล่าวนั้นถูกยึดเหนี่ยวไว้ด้วยทั้ง แรงผลักและแรงดัน

การวิเคราะห์สนามพลัง จะช่วยให้คุณเขียนแผนภาพของพลังที่ทั้งผลักและดัน ความเปลี่ยนแปลงที่คุณต้องการสร้างให้เกิดขึ้น

โดยกำหนดให้ตัวคุณเองเป็นเส้นขวางแนวนอน ส่วนความสูงต่ำของเส้น ในแนวตั้งนั้นกำลังแรงของพลังที่มีอยู่ในสนาม

ทางเลือกที่จะทำให้คุณสามารถเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อการปรับเปลี่ยนตามความต้องการมีดังนี้

1. เพิ่มพลังของความเปลี่ยนแปลง (แรงผลัก)
2. ลดพลังที่ต่อต้าน (แรงดัน)
3. จะต้องทำทั้งสองสิ่งนั้นในเวลาเดียวกัน
4. สร้างพลังใหม่ให้เกิดขึ้นเพื่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
5. ลดพลังต่อต้านลง บางครั้งแรงกดันที่เกิดอยู่ในใจคุณนั่นเองเป็นแรงต่อต้าน

* *
ทดลองทำเดี๋ยวนี้
* *

เขียนแผนภาพแสดงให้เห็นการเชื่อมโยงกับคำถามที่ว่า .. ผมจะไปถึงทั่นั่นได้อย่างไร ? .... แสดงขั้นตอนที่เป็นไปได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะขั้นตอนที่จะทำให้คุณก้าวไปสู่จุดหมายที่ตั้งขึ้นไว้ได้ แม้มันจะดูเป็นเรื่องเพื่อฝันหรือไม่ตรงต่อความเป็นจริงไปบ้าง แต่เป็นเรื่องที่เราจะเอาไว้พูดกันต่อไปภายหลัง

อย่างไรก็ตาม คุณควรจะเชื่อมโยงความมีอารมณ์ขันหรือข้อแนะนำที่ไร้เหตุผลนี้เข้าไว้ เพราะมันจะเป็นสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวความมุ่งหวังตั้งใจในอันที่จะแก้ปัญหา อย่างมีประสิทธิภาพได้

หลังจากนั้นคุณจึงนำทางออกต่างๆ เหล่านี้มีประเมินคุณค่าดู ซึ่งจะต้องมีการชั่งน้ำหนักทั้งข้อมูลที่มันบีบบังคับอยู่ เพื่อที่จะทำให้ตัดสินใจได้ว่าอะไรคือหนทางในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด

และในที่สุดคุณจะได้พบว่า ทางออกที่คุณเลือกให้กับตัวเองนั้น มันมีขอบเขตของหนทางในการแก้ปัญหาจากแง่มุมต่างๆเข้ามารวมอยู่ด้วย

* *
ผมต้องการความช่วยเหลืออะไรเพื่อไปให้ถึงที่นั่นบ้าง?
* *

เมื่อใดก็ตามที่คุณรับงานใหม่หรือโครงการใไม่ คุณย่อมต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมจะหยิบฉวยมาใช้ได้อย่างทันท่วงที เพราะถ้าคุณไม่มีความรู้ในเรื่องที่สำคัญแล้ว มันอาจสร้างความวิบัติให้กับชีวิตและการทำงานของคุณได้ มันอาจหมายถึงคณต้องยกเลิกโครงการทั้งหมด หรือถ้าไม่รุนแรงถึงขั้นนั้นมันก็ยังทำให้งานล่าช้ากว่าที่ควรเป็นอยู่ดี

เพราะฉะนั้น คุณควรจะสร้างแผนภาพข้อมูลที่ต้องการหรือจำเป็นขึ้น ซึ่งแผนภาพดังกล่าวมันจะต้องสมบูรณ์แบบ คือ หยิบใช้ได้เมื่อเริ่มต้นการทำงานได้ทุกเมื่อ ข้อมูลที่อยู่ในข่ายรายการพิจารณาสำคัญ มีอยู่สามประการ คือ

* เกี่ยวกับส่วนบุคคล
* เกี่ยวกับผู้คน
* เกี่ยวกับวัตถุดิบ

* *
ข้อมูลเกี่ยวกับส่วนบุคคล
* *

ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่คุณมีอยู่ในปัจจุบัน สามารถบ่งชี้ได้ในบางรูปแบบของการประเมินคุณค่า ซึ่งขอบข่ายของมันมีตั้งแต่ความรู้เกี่ยวกับตัวเองที่มีอยู่ ความรู้ที่ได้รับมาจากเพื่อนสนิทหรือเพื่อนร่วมงาน ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะเป็นความรู้จากจิตแพทย์และการทดสอบเกี่ยวกับด้านการ ศึกษา เป็นต้น

ข้อมูลดังกล่าว จำเป็นต้องทำขึ้นหลายลักษณะ รวมทั้งคุณสมบัติส่วนตน ความรู้ความสามารถพิเศษ ทัศนคติและความเชื่อถือศรัทธา และต้องขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่คุณกำลังแสวงหาด้วย

คุณยังจะต้องเปรียบเทียบข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองกับบุคคลบางคนที่จำเป็น ถ้าคุณหวังที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย และยังรักษาระดับความพอใจไว้ได้เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว

ซึ่งการเปรียบเทียบดังกล่าวจะช่วยให้คุณเห็นข้อมูลสำคัญที่ต้องการจะนำมา ปรับปรุงตัวเอง เพื่อพัฒนาคุณสมบัติให้ดีขึ้นก่อนที่จะเริ่มลงมือ หรือบุคคลที่คุณยังจะต้องทำงานร่วมกับเขาต่อไป

* *
ข้อมูลเกี่ยวกับผู้คน
* *

คุณจะต้องแน่ใจว่ามีข้อมูลมากพอที่จะสนับสนุนตนเอง โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้คนนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าคุณต้องการให้ตนเองได้พบกับโอกสแห่งความสำเร็จ

ในที่ทำงานนั้น คุณอาจจะได้พบกับผู้ร่วมงานที่สูงวัยและสูงด้วยประสบการณ์ ซึ่งคุณรู้สึกประทับใจในตัวเขามาก บุคคลแบบนี้ย่อมสามรถเป็นที่ปรึกษาหรือผู้ช่วยแนะแนวทางให้กับคุณได้ คุณอาจจะได้พบกับเพื่อนร่วมงานผู้สามารถให้ข้อมูลอันเป็นผลที่สะท้อนกลับมา ได้ หรือคุณอาจจะได้พบเพื่อนผู้พร้อมจะรับฟังปัญหาของคุณ และยังเป็นผู้แสดงความคิดเห็นที่ทำให้คุณเกิดปัญญาและนำไปสู่ความก้าวหน้า ได้

เมื่ออยู่ที่บ้าน คุณย่อมต้องการความร่วมมือและการสนับสนุนจากครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณกำลังริเริ่มโครงการใหญ่ ซึ่งพวกเขาจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ซึ่งมันหมายความว่าพวกเขาจะไม่ใคร่ได้เห็นหน้าตาคุณบ่อยเหมือนเวลาปกติ ธรรมดา และในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เขายินดีที่จะรับภระทำงานจิปาถะต่างๆ แทนคุณด้วย หรือก็ยังอาจจะเป็นเพื่อนของคุณได้ด้วย

นอกเหนือจากในสถานที่ทำงานและที่บ้านแล้ว ก็ยังเป็นไปได้ที่คุณจะต้องพบปะกับผู้คนที่สามารถจะให้ข้อมูลอันเป็น ประโยชน์รวมไปถึงความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ คุณอาจจะเข้าร่วมกลุ่มผู้สนับสนุนและสร้างข่ายงานขึ้นร่วมกับบุคคลที่มีความ คิดเห็นคล้ายคลึงกัน

คุณอาจจะเข้ารับการอบรมกับกลุ่มพัฒนาตนเองกลุ่มที่ปรึกษา หรือหาความรู้เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลอะไรก็ตาม

แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ คุณจะต้องแน่ใจว่า คุณได้ทำงานร่วมกันกับบุคคลที่คุณมีความสนใจในตัวเขาอย่างจริงจัง เขาจะไม่เข้ามาขัดขวางในสิ่งที่คุณไม่ต้องการทำ และจะไม่ยึดครองอำนาจไปเสียหมดคนเดียว

ขณะเดียวกันคุณจะต้องแน่ใจด้วยว่า เขาเป็นบุคคลประเภทเอาใจเขามาใส่ใจเรา และมีความรักใคร่ในตัวคุณไม่น้อยไปกว่า พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณเมื่อคราวจำเป็น

แต่ในบางครั้งคุณก็จำเป็นที่จะต้องพบกับบุคคลที่คุณไม่เคยชอบหน้าเขามา ก่อน เพียงเพื่อจะเรียนรู้ว่า คุณค่าที่แท้จริงของตัวเองนั้น เป็นอย่างไร

* *
ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุ
* *

ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุนี้ มีตั้งแต่เรื่องเงิน เรื่องชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่สำคัญและโอกาสที่จะพัฒนาและทดลองในวิธีการแนวใหม่

ซึ่งความพยายามสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆนั้นย่อมมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูง มันอาจจะออกมาในรูปของการลงทุนสูง มันอาจจะออกมาในรูปของการลงทุนด้วยเงิน ด้วยเวลา เรื่องของตัวบุคคล แผนกงาน ไปจนกระทั่งวัตถุดิบ ซึ่งค่าใช้จ่ายในสิ่งต่างๆเหล่านี้ ถ้าจะทำให้คุณเห็นศักยภาพส่วนบุคคลของตนเองแล้ว มันอาจจะสร้างความแปลกใจให้เกิดขึ้นได้อย่างมากทีเดียว

ก่อนที่คุณจะพิจารณาทำความรู้จักกับตนเองอย่างถ่องแท้นั้น คุณจะต้องมีความสามารถที่จะทำให้ตัวเองอยู่รอดและดำรงสถานะของตนเองให้มั่น คงเสียก่อน

ดังนั้น มันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่คุณจะต้องแสวงหาหรือสร้างสรรค์ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุขึ้น และยังมีข้อมูลทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ต้องการ

แต่จงอย่าได้นั่งรอเวลาที่ข้อมูลเหล่านั้นจะปรากฏขึ้นมาให้เห็นอย่างเด็ดขาด เพราะมันจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นแน่

* *
ทดลองทำเดี๋ยวนี้
* *

สร้างแผนภาพโดยให้ตัวคุณอยู่ตรงกลาง แล้วลากเส้นออกไปอันเป็นความหมายบ่งบอกถึงบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ใน ชีวิต แสดงให้เห็นด้วยว่าพวกเขามีความใกล้ชิดสนิทสนมและมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน

ในการนี้คุณอาจจะมีข้อผุกมัดต่อบุคคลที่คาดหมายไว้ ลองดูสิว่าคุณสามารถชี้บ่งข้อผูกมัดเหล่านั้นได้บ้างหรือไม่ และในความเท่าเทียมกันนั้น เขาเองก็ย่อมจะต้องมีข้อผูกมัดและความคาดหวังจากคุณด้วย

คุณอาจต้องการเขียนสิ่งต่างๆเหล่านี้ลง แล้วตรวจสอบกับบุคคลผู้เกี่ยวข้องเหล่านั้น และมันก็มีทางที่จะเป็นไปได้ว่าพวกเขาย่อมจะต้องได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้นกับคุณด้วย

คุณจะต้องแสดงความกระจ่างชัดในข้อผูกมัดต่างๆ รวมทั้งสิ่งที่คาดหวังไว้ ทั้งนี้เพื่อช่วยทางด้านการปูพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรองเพื่อหาหนทางและ การสนับสนุนซึ่งการเจรจาต่อรองในรูปแบบดังกล่าว ย่อมต้องการการแลกเปลี่ยนความเข้าใจอันดียิ่งต่อกัน

สำหรับบุคคลในแผนภาพเหล่านั้นซึ่งเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนอยู่ หรืออาจจะได้รับการสนับสนุนต่อไปในโอกาสข้างหน้า คุณจะต้องถามตัวเองด้วยว่า คุณอยากได้รับการสนับสนุนแบบไหน และเขาจะให้การสนับสนุนคุณได้อย่างไรบ้าง

ยกตัวอย่างเช่น ... คุณจะต้องถามตัวเองว่า เขาให้ความช่วยเหลือในเรื่องภายในหรืองานที่ทำอยู่อันเป็นการแสดงออกภายนอก? บุคคลเหล่านี้สามารถให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนในสิ่งที่คุณต้องการหรือ ไม่..? หรือว่าคุณจะต้องไปหาแรงสนับสนุนนั้นนอกแวดวงที่มีอยู่..?

**
ทดสอบตนเอง
**

สร้างแผนภาพเป็นการวางโครงสร้างของข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการเดินทาง ชี้ชัดว่าข้อใดในจำนวนนี้ที่มีความสำคัญมากหรือเพียงแค่เป็นประโยชน์ ทั้งที่มีอยู่แล้วตรงจุดหมายปลายทางที่คุณกำลังต้องการในปัจจุบัน และที่คุณต้องการนำมาใช้ในภายหลัง

ซึ่งข้อมูลต่างๆเหล่านี้ คุณสามารถสอบถามจากเพื่อนหรือผูเชี่ยวชาญได้

* *
จุดมุ่งหมายเป็นอย่างไร
* *

มันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่คุณจะต้องมองเห็นภาพของสิ่งที่คุณตั้งขึ้น เป็นเป้าหมายไว้ในใจอย่างกระจ่างชัด ก่อนที่คุณจะทุ่มเทพลังกายพลังใจลงไปเพื่อแสวงหามัน ซึ่งก็เช่นเดียวกับสถาปนิกที่จะต้องสร้างโมเดลขึ้นก่อนที่เขาจะลงมือก่อ สร้างอาคารตัวจริง

ซึ่งการมองเห็นภาพดังกล่าว จะสนองจุดประสงค์สามประการ

ประการแรก ภาพที่คุณมองเห็นอยู่นั้น คุณสามารถปรับแต่งให้เป็นรูปแบบที่ต้องการได้

ประการที่สอง มันเป็นการง่ายที่จะมองเห็นปัญหาขณะที่มันยังเป็นเพียงภาพ

ประการที่สาม มันจะก่อให้เกิดความกระตือรือร้น มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะทำให้การก่อสร้างนั้นดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบ จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องทำสิ่งนี้ เพื่อให้บรรลุจุดหมายที่ตั้งขึ้นไว้

* *
สร้างโมเดลขึ้น
* *

เมื่อคุณได้ผ่านขั้นตอนต่างๆมาแล้ว คุณย่อมเกิดแนวความคิดที่ดีขึ้นมาได้ว่าจะเลือกเดินไปในทิศทางใด จะไปให้ถึงจุดหมายได้อย่างไร ขณะเดียวกันคุณก็ยังมีประสบการณ์พานพบกับความยากลำบากต่างๆ ในระหว่างการเดินทางอีกด้วย แต่เมื่อไปถึงที่นั่นคุณอาจจะได้พบว่า แท้ที่จริงแล้วมันมิใช่สิ่งที่เป็นจุดหมายซึ่งคุณตั้งไว้ในใจเลย

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีความจำเป็นที่คุณจะต้องสสร้าง "โมเดล" ขึ้นไว้ก่อน มันเป็นโมเดลของคุณเองที่จะเป็นสิ่งชี้แนะแนวทาง หรือฉุดรั้งให้คุณเดินต่อไปพื่อบรรลุจุดหมายนั้น

ขณะที่คุณใช้เวลาอยู่กับการใช้ความคิดพิจารณาถึงแนวทางต่างๆ นั้น เท่ากับคุณได้สร้างความเคลื่อนไหวและทำให้ภาพนั้นมีพลังอำนาจมากขึ้น ภาพที่เกิดจะเป็นการกระตุ้นอารมณ์และความปรารถนาที่จะลงมือปฏิบัติ

เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นความสำคัญที่จะต้องยอมอนุญาตให้ตัวเองสร้างความฝัน และจินตนาการว่า คุณจะเป็นอย่างไรเมื่อไปถึงที่นั่น การมองให้เห็นภาพดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ มันทำให้ความรู้สึกผูกพัน กล้าแข็ง มีกำลังขึ้น การยืนยันต่อตัวเองเช่นนี้จะเป็นการเสริมทั้งสถานะของตัวคุณเอง และทิศทางที่จะดำเนินต่อไปและมันจะยิ่งทำให้เงื่อนไขข้อผูกมัดต่างๆ มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้นด้วย

* *
เผชิญอุปสรรคภายนอก
* *

คุณไม่สามารถกำหนดพลังแห่งความตั้งใจ เมื่อเผชิญหน้าอุปสรรคด้วยองค์ประกอบภายในหลากหลายที่มีอยู่แต่เพียงอย่าง เดียวได้ คุณอาจจะพบว่าไม่สามารถประคับประคองภาพที่สร้างขึ้นไว้ได้ ถ้าคุณเริ่มเกิดความกลัวหรือมีแรงต่อต้านเกิดขึ้นในใจ เพราะฉะนั้นคุณจะต้องยอมรับในความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้น จะต้องพยายามต่อต้านมันไว้ และทำให้ความฝันของคุณมีองค์ประกอบที่จะช่วยให้สมบูรณ์ขึ้นมาได้

ถ้าคุณดึงดัน ถ้าคุณแสร้งทำเป็นละเลยต่อความรู้สึกดังกล่าว หรือใช้ความพยายามที่จะกำหนดใจขึ้นต่อต้านกับมันแล้ว มันจะยิ่งเป็นการสร้างแรงต้านให้เพิ่มความรุนแรงขึ้น และในที่สุดคุณก็จะตกเป็นเหยื่อกับพลังต่อต้านทั้งหลายที่เกิดอยู่ในใจของตน เอง

เมื่อคุณเผชิญหน้ากับอุปสรรคภายในทั้งหลายเหล่านี้ คุณก็จะต้องไม่ต่อสู้กับมันอย่างเด็ดขาด แต่จะต้องทำใจให้ยอมรับมันเข้าไว้

การเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนตัวเข้าไปสู่เหตุการณ์ที่คุณไม่เคยมี ประสบการณ์มาก่อน คือ การท้าทายและออกจะเป็นการเสี่ยงอยู่มาก ถ้าคุณเตรียมตัวไว้ให้พร้อมที่จะพบอุปสรรคแล้ว เมื่อใดที่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นคุณย่อมไม่หวั่นไหวหรือเสียกำลังใจ อย่างแน่นอน

ถ้าคุณสามารถเปิดใจให้ยอมรับกับอุปสรรคทั้งหลายที่จะผ่านเข้ามาได้ ในที่สุดคุณก็จะได้พบกับหนทางที่จะปราบความรู้สึกดังกล่าวให้สงบลง หรือไม่ก็นำมันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อแนวความคิดของคุณได้

ซึ่งในเรื่องนี้คุณจำเป็นจะต้องอดทน ยืนยันในเจตนารมณ์ของตัวเอง จงอย่าให้ความรู้สึกในทางลบซึ่งเกิดก่ออยู่ในใจเข้ามามีอำนาจเหนืออย่างเด็ด ขาด

* *
สรรค์สร้างภาพพจน์
* *

ขณะที่คุณสร้างภาพพจน์ของตัวเองขึ้นด้วยวิธีนี้นั้นคุณจะพบว่าตัวเอง กำลังเดินหน้าถอยหลังอยู่กับขั้นตอนต่างๆที่มีอยู่ ในแผนภาพดังกล่าวจะทำให้คุณสามารถสร้างทัศนคติในทางบวกให้เกิดขึ้นในใจ ซึ่งนับเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อคุณจะต้องทำความรู้จักกับแนวความคิดของ ตัวเอง

ขณะสร้างภาพพจน์หรือแนวความคิดขึ้น คุณก็จะต้องนำวิธีการต่างๆเข้ามาใช้ เพื่อสร้างและขยายภาพแห่งอนาคตที่คณมุ่งหวังตั้งใจไว้ด้วย คุณอาจจะต้องใช้ทั้งวิธีเขียนรูปวาดเค้าโครง จดบันทึกลงไว้ในสมุดบันทึกประจำวัน แปลความหมายของความฝันที่สร้างขึ้น อ่านประวสัติบุคคลสำคัญ หรือไม่ก็หนังสือที่นำมาใช้ประกอบอย่างมากมาย

เหล่านี้ คือสิ่งที่จะเข้ามาเสริมส่งมโนภาพให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของพฤติกรรมที่จะต้องกำหนดว่า เมื่อไปถึงจุดหมายแล้วจะต้องปฏิบัติอย่างไร

เมื่อคุณสร้างภาพแนวความคิดต่างๆขึ้นแล้ว ควรจะเก็บมันไว้ในความทรงจำถาวร พยายามปลุกเร้าความมุ่งหวังตั้งใจขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้คุณสามารถนำพลังที่เกิดขึ้นให้เป็นประโยน์กับภาพที่ สร้างไว้

* * *
ทดลองทำเดี๋ยวนี้
* *

ก่อนที่คุณจะนำความคิดหรือแผนการมาลงมือปฏิบัติคุณจะต้องมองให้เห็นภาพ ว่าชีวิตของตนเองจะเป็นอย่างไรเมื่อบรรลุผลสมตามเป้าหมายที่ได้ตั้งขึ้นไว้ แล้ว

ถ้านี่คือความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในชีวิตของคุณ คุณอาจจะต้องใช้เวลาในการสร้างโมเดลหรือมโนภาพ ตกแต่งให้รูปลักษณ์ดีขึ้นทุกครั้งที่ทบทวนถึงมันมากกว่าปกติ

ขั้นตอนต่อไปคือ คุณจะต้องกำจัดแนวความคิดที่ผิดพลาดหรือไม่มีความเป็นไปได้ออกไปให้หมดสิ้น จะต้องรู้จักวิจารณ์แผนการที่ตนเองได้สร้างขึ้นไว้ อาจจะขอความร่วมมือให้ใครบางคนช่วยวิเคราะห์วิจารณ์ เพื่อให้คุณมีความเข้าใจกระจ่างแจ้งต่อเงื่อนไขต่างๆที่สร้างขึ้นไว้ด้วย

ในที่สุด เมื่อคุณมองเห็นภาพแห่งอนาคตที่แน่ใจว่าตนเองต้องการให้เป็นเช่นนั้นแล้ว ลองนึกภาพเปรียบเทียบว่าจะเป็นอย่างไรถ้าคุณไปไม่ถึงจุดหมายนั้น ใช้เวลาทบทวนความคิดและพิจารณา เพื่อมองให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะก้าวไปให้ถึงจุดหมายดังกล่าว

วิธีการนี้จะช่วยเป็นพลังผลักดันให้คุณก้าวเข้าไปสู่ขั้นของการลงมือปฏิบัติได้อย่างเต็มที่

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2548

12 คำถามคาใจจากผู้ชายถึงผู้หญิง

มี คำกล่าวคุ้นหูว่าผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์ แต่เมื่อต้องมาอยู่คู่กันบนโลก ต่างฝ่ายจึงไม่เข้าใจในพฤติกรรมบางอย่างของกันและกัน ผู้ชายคง นึกรำคาญที่เวลาไปเดทกันทีไรคุณเธอก็เอาแต่ปรี่เข้าหากองเสื้อผ้าลดราคาทุก ที หรือนั่งคุยกันอยู่ดีๆ เกิดองค์ลงขึ้นมาเสียอย่างนั้น นั่งนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ถามว่าเป็น อะไรก็เอาแต่ตอบว่าเปล่าๆๆ นึกไปนึกมาตูไปทำอะไรผิดตอนไหนกันนี่ แล้วเจ๊คนนั้นนุ่งสั้นมาให้มอง พอเหลือบไปมองเข้าหน่อยดันหันมาค้อนตาเขียว ตกลง พวกเธอต้องการอะไรกันแน่



เพื่อช่วยแก้ปัญหาค้างคาใจของเหล่าชายหนุ่ม เรามีคำตอบจาก 12 สาวที่จะมาขอเคลียร์ให้ชัดๆ ไปเลยว่าผู้หญิงคิดอะไร ลองมาเดากันเล่นๆ ดูซิว่าใครเป็นเจ้าของ คำตอบแต่ละข้อ อยากรู้ต้องไปดูคำตอบและคำเฉลยในฉบับ 1 สิงหาคมนี้เท่านั้น!!

  • "ทำไมผู้หญิงถึงบ้าช้อปปิ้งครับ เห็นกะบะเซลล์ไม่ได้เป็นต้องวิ่งเข้าใส่ บางทีแค่เข้าไปคุ้ยๆ เสร็จแล้วก็เดินออกมาซะงั้น ไม่ซื้อสักตัว"

  • "ผู้หญิงชอบแต่งตัวเซ็กซี่ ใส่เสื้อสายเดี่ยว เกาะอก กระโปรงสั้นๆ เหมือนอยากให้คนมอง แต่พอมองเข้าจริงกลับหันมาค้อนขวับตาเขียว แล้วตกลงจะเซ็กซี่มาเพื่ออะไรครับ"
    • "ทำไมผู้หญิงชอบคิดว่าตัวเองอ้วนอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่บางคนก็ผอมอยู่แล้ว น้ำหนักแค่ไหนพวกเธอถึงจะพอใจ"
  • "ทำไมผู้หญิงชอบพูดจาง๊องแง๊งกับแฟนครับ"
    • "...เอ่อ...ผมอยากรู้ว่าผู้หญิงดูหนังโป๊กันบ้างรึเปล่าครับ"
  • "ผู้ชายหล่อแต่จน ไม่หล่อแต่เร้าใจ กับผู้ชายรวยแต่งี่เง่า อยากรู้ว่าผู้หญิงให้ความสำคัญกับหน้าตาและฐานะของผู้ชายแค่ไหนครับ"
    • "ทำไมผู้หญิงต้องอิจฉาคนที่เซ็กซี่กว่าตัวเองด้วยล่ะครับ"
  • "ผมไม่ได้หมกมุ่นเรื่องพรรค์นั้นนะครับ แค่อยากรู้ว่าผู้หญิงสนใจเรื่อง ‘ขนาด’ ของผู้ชายมากแค่ไหน"
    • "ทำไมแฟนผมต้องโทรตามตัวตลอดเวลา แทบจะทุก 10 นาทีเลย แล้วก็ถามทุกทีว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่"
  • "ทำไมผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบห้ามไม่ให้ผู้ชายไปเที่ยวกับเพื่อนด้วยล่ะครับ ต้องให้เลือกตลอดเลยว่าจะเลือกฉันหรือเพื่อนเธอ"
    • "ขอรู้หน่อยได้ไหมครับว่าผู้หญิงนึกถึงอะไรเวลาช่วยตัวเอง"
  • "สงสัยมากว่าทำไมผู้หญิงชอบปากไม่ตรงกับใจ รู้สึกอย่างหนึ่ง แต่พูดออกมาอีกอย่างหนึ่ง พอทำอะไรไม่ถูกใจก็งอน แล้วทำไมไม่บอกกันตรงๆ ตั้งแต่ แรกล่ะครับ"
  • แล้วคุณผู้หญิงที่อ่านอยู่ล่ะ ถ้าเป็นคุณจะตอบคำถามเหล่านี้ว่าอย่างไร?

    ภูมิปัญญาตะวันออก;ไต ประตูแห่งชีว

    ไตในทัศนะของแพทย์จีนได้ให้ความกินใจและความสำคัญไม่น้อยไปกว่าหัวใจ
    ไตนั้น คนจีนถือว่ามีคุณสมบัติเป็นธาตุน้ำในธาตุทั้ง 5 (หวู่-ซิง)
    (โหวง-ฮัง)

    ธาตุน้ำนั้นเป็นธาตุแรกผู้ให้กำเนิดธาตุอื่นตามมา
    และน้ำเป็นต้นกำเนิดแห่งวงจรการหมุนเวียนพลังลมปราณ และเลือดในร่างกาย

    น้ำเป็นธาตุหยิน หยินเป็นเวลากลางคืนไตจึงมีพลังเด่นในยามค่ำคืน
    ตื่นเช้าเราจึงต้องปัสสาวะเป็นอันดับแรกเพราะ

    ผลงานของไตและกระเพาะปัสสาวะเป็นผู้ช่วยไตที่รองรับเก็บกักน้ำปัสสาวะไว้
    เพื่อขับถ่ายออกจากร่างกาย
    แต่หน้าที่สำคัญของไต นอกเหนือจากการกลั่นกรองเลือดและของเหลวในร่าง
    กายแล้วที่สำคัญที่สุดคือ
    ไตข้างขวาของคนเราคือประตูแห่งชีวิต
    (เมี่ย-มึ้ง) ที่เป็นผู้เก็บและสร้างหัวเชื้อพลังเพศของแต่ละคน และเป็นที่รวม
    ของจิตวิญญาณบริสุทธิ์ก่อนเกิด ที่ได้รับเป็นมรดกธาตุสืบพันธุ์
    ผ่านทางพันธุกรรม
    ในระหว่างอยู่ในครรภ์มารดา พลังเพศนี้เป็นพลังละเอียดอ่อนจะพัฒนาเป็น
    หัวเชื้ออสุจิเมื่อตอนเป็นหนุ่ม คนจีนเรียก ชิง (Ching) ซึ่งเป็นพลังเพศ
    บริสุทธิ์ที่สามารถพัฒนาเป็นอสุจิเพื่อผสมผสานกับเลือดและพลังลมปราณ
    ชิงนี้มีพลังศักยะที่สามารถให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้

    ไตข้างขวาของคนเราจึงมีความสำคัญดั่งเจ้าชีวิตที่กำชะตาเราและกำหนดธาตุภูมิลูกหลาน
    ของเรารุ่นต่อไปสุขภาพรุ่นลูกหลานจะแข็งแรงหรือ
    อ่อน แอก็เพราะปัจจัยของน้ำเชื้ออสุจิที่ผลิตจากไตขวานี้ และจากไตขวานี้เองที่จุติแรกของดวงวิญญาณคลื่นบริสุทธิ์ กำหนดและแพร่กระจายต่อไป

    สำหรับไตซ้ายถือว่าทำหน้าที่เป็นไตตามปกติของร่างกาย
    ในการวินิจฉัยโรคจึงให้ความสำคัญของไตเป็นหลักเพราะความอ่อนแอและการเสื่อมของร่าง

    กายมนุษย์มักเริ่มต้นจากไตและพัฒนาไปสู่อวัยวะอื่นๆ
    และด้วยเหตุผลที่ว่า ไตเป็นอวัยวะตัวแม่ของธาตุ
    เมื่อแม่ป่วย ลูกก็จะอ่อนแอและป่วยตามไปด้วย

    ในวิชากำลังภายในและศาสตร์ว่าด้วยการฝึกสมาธิบำเพ็ญเพียรของพระจีนใน
    อดีตกาล จึงเน้นการดูแลปกป้องรักษาอวัยวะไตให้แข็งแรงและแกร่งนานที่
    สุด สิ่งที่ทำลายไตได้ก็คือ ธาตุหยินทำลายหยิน
    น้ำจะทำลายไตได้ก็คือ การดื่มน้ำเย็นบ่อยๆ
    คนจีนจึงเลี่ยงการดื่มน้ำเย็น แต่จิบน้ำชาอุ่นที ละน้อยแทน
    ไตอาจถูกทำลายได้ด้วยพลังหยางของความเค็ม
    เกลือมีธรรมชาติเป็นหยาง การรับประทานอาหารเค็มเป็นโทษต่อไตโดยตรง

    คนจีนจึงเลี่ยงทานเกลือ แต่ใช้ซีอิ๊วหรือผักกาดดอง เกี้ยมฉ่าย ผักเค็มแทน
    โดยให้เกลือผ่านการดูดซึมสู่พืชหรือถั่ว แล้วจึงรับประทานผลิตผลที่เค็มของ
    อาหารนั้นๆ จึงเป็นการเลี่ยงความเค็มจากเกลือโดยตรง
    จะสังเกตว่าคนจีนไม่รับประทานเกลือ
    โดยตรง อย่างฝรั่งทำให้เกลือ พริกไทย ใส่อาหารโดยตรง
    คนจีนใช้ผลิตภัณฑ์ทางอ้อมเช่น ซีอิ๊ว ปลาเค็ม บ๊วยเค็ม
    ของเค็มต้องผ่านตัวกลางอื่นก่อนเข้าร่างกาย
    นับเป็นการใช้วิจารณญาณในการรับประทานอาหาร
    เพื่อหลีกเลี่ยงพิษภัยจากสารอาหารที่ไม่จำเป็น
    อันจะเป็นต้นเหตุของการบั่นทอนสภาพสุขภาพคนเรา

    ในอดีตคนไทยเราใช้ผ้าขาวม้าพันเอวก็ถือเป็นผลพลอยได้
    ต่อสุขภาพประการหนึ่ง เพราะเป็นการเพิ่มความอบอุ่น
    บริเวณเอว หน้าท้อง ซึ่งรวมถึงไตด้านหลังที่ได้รับ
    พลังอุ่นทำให้เลือดลมไหลวนมาสะสมบริเวณนี้มากกว่าปกติ
    ด้วยเหตุนี้คนไทยในอดีตจึงมีอวัยวะไตแข็งแรง ผู้ชายใส่แว่นน้อย

    ผู้ชายบ้านนอก หัวไม่ล้านเร็ว และติ่งหูจะยานใหญ่
    กว่าคนในยุคปัจจุบันแสดงว่า คนไทยในอดีตโดยเฉลี่ย ไตแข็งแรง ลูกหลานรุ่นต่อมาจึงแข็งแรง
    แต่พอน้ำตาลทรายเริ่มมีบทบาทในอาหารประจำวัน
    ไม่นานต่อมา ธาตุภูมิคุ้มกัน ไตและสุขภาพ
    ทั้งระบบของคนไทยเริ่มอ่อนแอ และเสื่อมลงปรากฏให้เห็นเป็นจุดเสื่อมและ
    การล่มสลายของสังคมทุกระดับชั้นจนในที่สุด
    เศรษฐกิจที่ถดถอยล่าสุดนี้คงจะเป็นฉากสุดท้าย
    ของผลกรรมภาพรวมที่เราได้รับสืบเนื่องมาจากผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่เราแพ้
    ภัยตัวเราเองคือ ความหวานของน้ำตาล

    ผู้จัดการรายวัน

    องค์การและการจัดการ

    ผลของแนวคิดทางการจัดการโดยยึดหลักมนุษย์สัมพันธ์อาจสรุปได้ดังนี้

    1. หลักการจัดการไม่ได้ยึดถืออย่างเคร่งครัดตามกระบวนการทางด้านการผลิตอย่าง เดียว คนก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของงาน
    2. ผู้จัดการจะต้องได้รับการอบรมมาอย่างดี จนมีความรู้ทางด้านการจัดการ สามารถที่จะนำเอาหลักการบังคับบัญชามาใช้ได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์

    3. องค์การหรือหน่วยงานจะต้องจัดให้มีบรรยากาศในการทำงาน สร้างสรรค์และส่งเสริมให้บุคคลที่ทำงานมีความสนใจในการปฏิบัติงาน

    4. งานจะสำเร็จลงได้ จะต้องอาศัยการจัดการที่ให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วม

    5. แบบหรือหลักของการบังคับบัญชา การควบคุม จะต้องยึดถือปรัชญาการปฏิบัติในทางสร้างสรรค์ (Positive Philosophy) เกิดความรู้สึกในทางดีต่อคนและต่องาน จะนำเอาหลักการใช้อำนาจอย่างเดียว (Pure Authority) มาใช้กับคนโดยไม่มีการยืดหยุ่นเลยไม่ได้

    6. การกำหนดโครงสร้างของงาน หรือการจัดองค์การจะต้องกระทำในทางที่มีความหมายและให้ความสำคัญต่อคนงาน

    บริหารแบบการสร้างทีมงาน TW (Team Work)

    คำว่า “ทีมงาน” หมายถึง กลุ่มคนที่รวมตัว เพื่อสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความรักความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจในการทำงานร่วมกันให้สำเร็จตามความประสงค์ขององค์การ

    การทำงานเป็นทีมจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลเนื่องจาก ความรู้ความสามารถของบุคคล จะมีอยู่ในแต่ละคนโดยเป็นความสามารถที่แตกต่างกันอย่างหลากหลาย ฉะนั้นการทำงานเป็นทีมจึงเท่ากับ ให้แต่ละคนนำความรู้ความสามารถของเขาออกมา แล้วปฏิบัติงานร่วมกันให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพโดยยึดหลักการ บริหารทีมงาน ดังต่อไปนี้

      1. มีการแบ่งงานออกเป็นส่วนย่อย
      2. กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบ
      3. จัดระบบการติดต่อสื่อสาร
      4. มีการประสานงานร่วมกัน

    กระบวนการสร้างทีมงาน (Team Work Process) เป็นการจัดขั้นตอนเพื่อกำหนดทิศทางการทำงาน ให้บุคลากรได้ปฏิบัติหน้าที่ตามความเหมาะสมกับความรู้ความสามารถของแต่ละคน

    รูปแบบของกระบวนการสร้างทีมงาน ได้แก่

    1. มีการประชุม อภิปราย ภาระหน้าที่ จุดมุ่งหมายกระบวนการการทำงาน ลักษณะงานในหน้าที่และความรับผิดชอบ

    2. ประชุมชี้แจงบทบาทหน้าที่ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก ในการทำงานร่วมกันเพื่อประสิทธิภาพของทีมงาน

    3. พัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ให้เกิดแก่สมาชิกเพื่อสร้างความร่วมมือร่วมใจ ยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

    4. สร้างกลไกการติดต่อสื่อสาร ระหว่างสมาชิกผู้ร่วมงาน เพื่อให้เกิดการประสานงานที่ดี

    5. ปรึกษาหารือ ประชุมติดตามผลการทำงาน เพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหา

    ลักษณะของการสร้างทีมงาน (Formalization of Team Work) เพื่อให้การทำงานบังเกิดผลดี จำเป็นต้องจัดระบบทีมงานให้เหมาะสม ซึ่งลักษณะของการสร้างทีมงานที่ดีคือ

      1. ควรให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม รู้บทบาทและหน้าที่
      2. สมาชิกแต่ละคนต่างเคารพในสิทธิและหน้าที่ซึ่งกันและกัน
      3. ไม่เอาเรื่องส่วนตัว มาเกี่ยวข้องในการในทำงาน
      4. ให้มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างทั่วถึง
      5. สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานร่วมกัน
      6. ให้สมาชิกทุกคนสนับสนุนและช่วยเหลือกัน
      7. ระดมความคิดสร้างสรรค์เพื่อศักยภาพของทีมงาน

    การติดต่อสื่อสารของทีมงาน (Communication of Team Work) เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างสมาชิก มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการทำงาน รวมทั้งก่อให้เกิดความรู้สึกและความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ลักษณะของการติดต่อสื่อสารที่ดีได้แก่

      1. สร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างใกล้ชิดสนิทสนม
      2. เป็นการสื่อสารสองทางในการรับรู้ข่าวสารระหว่างกัน
      3. มีอุปกรณ์การติดต่อสื่อสารที่ทันสมัย
      4. ไม่สร้างความขัดแย้งระหว่างสมาชิกของกลุ่ม
      5. เสริมสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือ
      6. สนับสนุนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รวมทั้งการให้กำลังใจ

    ผู้จัดการ คือ ผู้ใช้ทรัพยากรทุกชนิดที่มีอยู่ ให้เกิดผลตามวัตถุประสงค์ขององค์การ เพื่อให้การดำเนินงานขององค์การเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ผู้จัดการควรมีคุณสมบัติ ดังนี้

      1. ควรเป็นผู้ที่มีความรู้พอสมควร และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
      2. มีความคิดเห็นที่ทันสมัย ต้องศึกษาและฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ
      3. มีความคิดริเริ่ม
      4. สนับสนุนความคิดใหม่ๆ ของผู้ใต้บังคับบัญชา
      5. ทำงานอย่างมีระบบ
      6. มีความสามารถในการประสาน และรู้หลักมนุษย์สัมพันธ์
      7. มีความยุติธรรม

    การพัฒนาตัวเพื่อเป็นผู้นำ (Self Development for Leadership)

      1. พัฒนาตนเองด้านต่างๆ
        1. การมีความสุภาพอ่อนโยน
        2. ปรับตัวเข้ากับบุคคลโดยทั่วไป
        3. ฝึกตนเองให้มีใจคอกว้างขวาง
      2. การพัฒนาตนเองเพื่อเป็นแบบอย่างแก่ผู้ร่วมงาน
        1. มีความมานะ อดทน
        2. มีระเบียบวินัย ปฏิบัติตนตามกฎหมาย
        3. ละเว้นการประพฤติชั่ว
        4. ทำตัวเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่
        5. มีความเฉลียวฉลาดและรอบรู้
        6. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
      3. พัฒนาจิตสำนึกต่อการเป็นผู้นำ
        1. มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี
        2. เอาใจเขามาใส่ใจเรา
        3. เคารพสิทธิหน้าที่ผู้อื่น
        4. มีความวิริยะอุตสาหะ
        5. เสียสละทุ่มเทเวลาให้กับงาน
        6. สร้างความรักและศรัทธาแก่ผู้ร่วมงาน
      4. การพัฒนาการทำงาน
        1. มีความรู้ความเข้าใจในนโยบายขององค์การ
        2. รู้กฎหมายระเบียบในหน้าที่การงาน
        3. รู้แนวทางการวิวัฒนาความก้าวหน้าเพื่อส่วนรวม
        4. เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ
        5. เป็นผู้มีความรับผิดชอบต่อผลการทำงานที่เกิดขึ้น
        6. มีความคิดริเริ่มและรู้จักใช้คนให้เหมาะสม
      5. การปฏิบัติตัวในฐานะผู้นำ
        1. เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าพบแบบเป็นกันเอง
        2. พูดคุยโดยไม่ถือตัวและสุภาพเรียบร้อย
        3. มีความเสมอภาคและเที่ยงธรรม
        4. ไม่ทำตนเป็นคนเห็นแก่ตัว
        5. สำรวจตนเองถึงความบกพร่องต่างๆ
        6. ใฝ่ความความรู้เพิ่มเติมอยู่สมอ
        7. ปรุงปรุงบุคลิกภาคให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา
        8. ฝึกฝนตนเองให้เป็นผู้มีเหตุผล
        9. ศึกษาแนวทางการดำเนินชีวิตเพื่อเป็นผู้นำที่ดี
      6. บุคลิกท่าทางของผู้นำ
        1. มีบุคลิกภาพโดยรวมสง่างาม
        2. มีการแต่งกายเหมาะสมและทันสมัย
        3. พูดเก่ง มีสาระ เสียงดัง ฟังไพเราะ
        4. มีอัธยาศัย ต้อนรับด้วยมิตรไมตรี
        5. เข้าสังคมได้ดีทุกโอกาส
      7. การใช้ดุลยพินิจตัดสินใจ
        1. ศึกษาปัญหาด้วยความรอบรู้
        2. คิดค้นสาเหตุแห่งปัญหาและมูลเหตุที่เกี่ยวข้อง
        3. ประเมินค่า ข่าวสาร ข้อมูล พร้อมด้วยการวิเคราะห์
        4. กำหนดทิศทางเลิกเพื่อแก้ปัญหา
        5. ปฏิบัติการตัดสินใจด้วยความสุขุมรอบคอบ
      8. การแก้ปัญหาความขัดแย้ง
        1. โดยการใช้อำนาจและสิทธิเข้าจัดการแก้ปัญหา (Domination)
        2. โดยใช้วิธีประนีประนอม (Compromise)
        3. โดยวิธีการประสานความเข้าใจ (Integration)

    ประโยชน์ของการสร้างแรงจูงใจ มีดังต่อไปนี้

      1. ส่งเสริมความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ
      2. ก่อให้เกิดความจงรักภักดีต่อองค์การ
      3. สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรในองค์การ
      4. ทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความราบรื่น
      5. เสริมสร้างความก้าวหน้าแก่พนักงานและองค์การ
      6. ทำให้การบริหารทีมงานขององค์การดีขึ้น
      7. การใช้ทรัพยากรขององค์การเกิดประโยชน์สูงสุด
      8. ลดความขัดแย้งและปัญหาต่างๆ ขององค์การได้มาก
      9. สร้างความเป็นธรรมของบุคลากรในองค์การ
      10. เพิ่มผลผลิตมากขึ้น แก่องค์การ

    มนุษย์สัมพันธ์ในองค์การ

    (Human Relation in Organization)

    เครื่องมือทำงานของผู้บริหาร (Tools for Administration) ที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จ เพื่อให้สมาชิกในองค์การเกิดความร่วมมือในการทำงาน และลดปัญหาความขัดแย้งในองค์การ แบ่งออกเป็น 6 ประเภท คือ

      1. เครื่องมือกระตุ้น (Simulation Tools)
        1. ความกระตือรือร้น (Enthusiasm)
        2. ความสดชื่นรื่นเริง (Cheerfulness)
        3. ความไม่เห็นแก่ตัว (Unselfishness)
      2. เครื่องมือรักษาความมั่นคง (Stabiling Tools)
        1. ความสุขุมเยือกเย็น (Calmness)
        2. ความสม่ำเสมอ (Consistency)
      3. เครื่องมือใช้ประหยัดเวลา (Time Saving Tools)
        1. ความง่าย (Simplicity)
        2. ความรับฟัง (Receptive)
        3. ความเปิดเผย (Frankness)
        4. ความประทับใจ (Impressiveness)
      4. เครื่องมือสร้างความคล้อยตาม (Conforming Tools)
        1. ความมั่นคง (Firmness)
        2. ความแนบเนียน (Tacful)
        3. ความอดทน (Patience)
      5. เครื่องมือเหนี่ยวรั้ง (Restraining Tools)
        1. เกียรติศักดิ์ (Dignity)
        2. ความสุภาพอ่อนโยน (Courtesy)
      6. เครื่องมือสร้างความจงรักภักดี (Loyalty Tools)
        1. ความเมตตากรุณา (Kindness)
        2. ความเป็นกันเอง (Friendliness)

    แนวทางการสร้างมนุษย์สัมพันธ์โดยทั่วไปได้แก่

      1. ไม่ถือตัวและพูดกับทุกคน
      2. มีความสุภาพ วางตัวเหมาะสมตามกาลเทศะ
      3. สร้างความสัมพันธ์ และเป็นมิตรกับทุกคน
      4. มีความสนใจต่อบุคคลอื่นด้วยความจริงใจ
      5. เรียกชื่อบุคคลอื่นได้ถูกต้อง
      6. พูดจายกย่องคนอื่นมากกว่าการตำหนิติเตียน
      7. หลีกเลี่ยงการยกตนข่มท่าน
      8. มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
      9. ให้ความต้อนรับแก่ทุกคนด้วยความสุภาพอ่อนโยน
      10. นำความคิดผู้อื่นมาประกอบการพิจารณาดำเนินการ
      11. ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อมีโอกาส

    การสร้างมนุษย์สัมพันธ์ของผู้บริหารมีรายละเอียดโดยสรุป คือ

      1. การทักทายผู้อื่นก่อน
      2. เป็นคนเปิดเผยโดยไม่ปิดบัง
      3. มีความสุภาพ อ่อนโยน
      4. มีอารมณ์ขัน และรักสนุก
      5. ยิ้มแย้ม แจ่มใส
      6. ใจคอเยือกเย็น ควบคุมอารมณ์ได้ดี
      7. มีความเป็นกันเองกับคนทุกๆคน
      8. มีสีหน้า ดวงตาแจ่มใส เบิกบาน
      9. เป็นคนสงเคราะห์ เกื้อกูล
      10. จำชื่อคนได้แม่นยำ
      11. ตั้งใจพูดกับคู่สนทนา
      12. ยกย่องให้เกียรติผู้อื่น
      13. มีบุคลิกภาพเป็นผู้นำทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจ
      14. ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเมื่อเขาทำดี
      15. ไม่ตำหนิคนต่อหน้าผู้อื่น
      16. มีมิตรภาพ ห่วงใยผู้ใต้บังคับบัญชานอกเวลางาน
      17. ไม่หลงตน หลงอำนาจ และเป็นคนชอบระแวงสงสัย
      18. ไม่ตัดสินใจขณะมีอารมณ์ และเลือกที่รักมักที่ชัง
      19. คำสั่งต้องชัดเจน และให้โอกาสแสดงความคิดเห็น
      20. มีความห่วงใยผู้ใต้บังคับบัญชา และสมาชิกในครอบครัว
      21. มีศีลธรรม และคุณธรรมประจำใจ

    มนุษย์สัมพันธ์ฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา

    (Human Relation for Subordinate)

      1. ทำงานให้เต็มเวลา เต็มความสามารถ
      2. ยอมรับการตัดสินใจของผู้บริหาร
      3. กระตือรือร้นทำงานให้มีประสิทธิภาพ
      4. ใฝ่หาความรู้ ทำงานให้มีประสิทธิภาพ
      5. ยกย่องผู้บังคับบัญชาตามโอกาสอันควร
      6. แสดงกิริยายิ้มแย้มแจ่มใส อยู่ตลอดเวลา
      7. รู้จักและพยายามเรียนรู้นิสัยส่วนตัวของผู้บังคับบัญชา
      8. ไม่นินทาผู้บังคับบัญชาทั้งต่อหน้าและลับหลัง
      9. แสดงความยินดีเมื่อผู้บังคับบัญชาประสบความสำเร็จชีวิตส่วนตัว
      10. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เสนอต่อผู้บังคับบัญชาตามโอกาส
      11. นำความคิด นโยบายผู้บังคับบัญชาปฏิบัติให้เกิดผล
      12. แสดงความจริงใจ บริสุทธิ์ใจต่อผู้บังคับบัญชา
      13. ไม่บ่นถึงความยากลำบากในการทำงาน
      14. ไม่รบกวนผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ
      15. ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับงาน
      16. แสดงความเห็นอกเห็นใจเมื่อผู้บังคับบัญชามีปัญหา
      17. ควบคุมอารมณ์เมื่อไม่เห็นด้วยกับผู้บังคับบัญชา
      18. พยายามหลีกเลี่ยงการประจบสอพลอ
      19. ไม่พูดเรื่องส่วนตัวของผู้บังคับบัญชาในทางเสื่อมเสีย
      20. ประเมินตนเองเป็นครั้งคราวเพื่อทราบความบกพร่อง

    มนุษย์สัมพันธ์ฐานะเพื่อนร่วมงาน (Human Relation for Workers)

      1. แสดงความคุ้นเคยและไว้เนื้อเชื่อใจ
      2. ให้เกียรติและรับฟังความคิดเห็น
      3. เป็นผู้ให้ตามโอกาสอันควร
      4. มีความจริงใจต่อกัน
      5. ช่วยเหลือเมื่อเพื่อนมีความเดือดร้อน
      6. พบปะสังสรรค์เมื่อมีโอกาสอันควร
      7. ไม่นินทาว่าร้ายเพื่อนทั้งต่อหน้าและลับหลัง
      8. เก็บความลับของเพื่อนได้ดี
      9. มีความสุขุมรอบคอบและอดทน
      10. มีเจตคติเป็นประชาธิปไตย
      11. มีใจคอกว้างขวาง
      12. มีความเสมอต้นเสมอปลายอยู่เสมอ
      13. ยกย่องชมเชยเพื่อนในโอกาสอันควร
      14. ยอมรับและให้ความสำคัญเพื่อนร่วมงาน
      15. ไม่ก่อศัตรูและสร้างปัญหาขัดแย้ง
      16. ให้คำแนะนำ ข้อคิดเห็นแก่เพื่อนตามโอกาส
      17. ร่วมมือและช่วยเหลือเพื่อนในการทำงาน

    มนุษยสัมพันธ์ฐานะผู้ให้บริการ (Human Relation for Service) กับบุคคลทั่วไป

      1. แต่งกายดี มีความสุภาพ
      2. มีท่าทีที่เป็นมิตรไมตรีกับทุกคน
      3. ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
      4. รู้จักควบคุมอารมณ์เป็นปกติ
      5. เข้าใจความต้องการของผู้อื่น
      6. เลิกความรู้สึกว่า คนเป็นเจ้าขุนมูลนาย
      7. รักษาสุขภาพร่างกายดีอยู่เสมอ
      8. ไม่บ่น และพูดจาเสียดสี เหน็บแนม
      9. ให้คำปรึกษา แนะนำที่ถูกต้อง
      10. ให้บริการที่รวดเร็ว ว่องไว
      11. เข้าร่วมกิจกรรม ให้เกิดความคุ้นเคย
      12. รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น
      13. มีจิตสำนึกอยู่เสมอว่า งานบริการเป็นงานที่มีเกียรติ

    มนุษย์สัมพันธ์เพื่อทำงานร่วมกัน

    (Human Relation for Co-Operation)

    ในการทำงานร่วมกัน จะต้องพึ่งพาอาศัยกัน รู้จักการประนีประนอมยอมรับในสิ่งที่ผิดพลาดบกพร่อง ถนอมน้ำใจให้ความรักสนิทสนม แม้ว่าจะมาจากสถานที่ต่างๆ อาจจะแตกต่างสถานภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ การศึกษา เพศ และวัย ฯลฯ แต่เมื่อมาทำงานร่วมกัน ก็จะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

      1. ทำอย่างไรจะชนะใจคน
        1. เอาใจเขามาใส่ใจเรา
        2. ปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับความพอใจของเรา
      2. การสนทนาวิสาสะ
        1. รู้จักถามเพื่อให้เกิดความร่วมมือ
        2. รู้จักการฟังให้มาก พูดแต่น้อย
        3. มีท่าทางเหมาะสมทั้งการพูดและการฟัง
        4. มีความยิ้มแย้ม เบิกบาน
        5. มองคนอื่นในแง่ดี
        6. การใช้น้ำเสียงที่สุภาพอ่อนโยน
        7. ส่งเสริมศักดิ์ศรี เกียรติยศ
        8. ยกย่องชมเชยตามโอกาส
      3. พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง
        1. ใจเรรวนไม่แน่นอน
        2. ไม่มีความรับผิดชอบ
        3. ดูหมิ่นผู้ใต้บังคับบัญชา
        4. เอาแต่ตัวรอดเพียงคนเดียว
        5. เจ้าอารมณ์ โมโหฉุนเฉียว
        6. ระเบียบเกินควร จุกจิก จู้จี้
        7. ชอบทำตัววิเศษกว่าคนอื่น
        8. มารยาทส่วนตัวหยาบคาย
        9. ไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
        10. เลือกที่รักมักที่ชัง
        11. ชอบแสดงอำนาจบาตรใหญ่
        12. มีแต่ยาหอม ปราศจากความจริงใจ
        13. ไม่รักษาคำพูด คำสัญญา
        14. ไม่สนใจปัญหาการทำงาน
        15. ชอบหวาดระแวงเป็นนิสัย
        16. ไม่สนใจคำร้องเรียนผู้ใต้บังคับบัญชา
        17. เบียดบังผลประโยชน์ส่วนตัว
        18. ไม่ต่อสู้ผลประโยชน์ของผู้ใต้บังคับบัญชา
        19. ชอบผิดบังความรู้ในการทำงาน
        20. ชอบเสี้ยมเขาควายชนกัน
        21. ชอบขู่เข็ญ บังคับ
        22. หูเบา ชอบนินทาว่าร้าย
      4. การบำรุงรักษาผู้ใต้บังคับบัญชา
        1. รู้จักคุมอารมณ์ตัวเอง
        2. รู้จักวิธีส่งเสริมและการให้กำลังใจ
        3. รู้จักการให้รางวัลล่อใจ
        4. ชี้แจงความเคลื่อนไหวในองค์การ
        5. รักษาผลประโยชน์ของผู้ใต้บังคับบัญชา
      5. หลักการเข้ากับเพื่อนร่วมงาน
        1. ให้ความร่วมมือด้วยความเต็มใจ
        2. หลีกเลี่ยงการทำตัวเหนือกว่า
        3. พบปะสังสรรตามสมควร
        4. อย่าซัดทอดความผิดให้ผู้อื่น
        5. เข้าหาผู้อื่นก่อน
        6. ยกย่องชมเชยตามโอกาส
        7. หลีกเลี่ยงการนินทาว่าร้าย
        8. รับฟังความคิดเห็นตามสมควร
        9. มีความเสมอต้นเสมอปลาย
        10. มีความจริงใจ
        11. หลีกเลี่ยงการขอร้องหยุมหยิม
        12. มีใจคอกว้างขวาง
      6. หลักการเข้ากับผู้บังคับบัญชา
        1. เคารพยกย่องตามฐานะ
        2. ไม่ก่อศัตรูกับผู้บังคับบัญชา
        3. ทำงานให้ดี และหลีกเลี่ยงการประจบสอพลอ
        4. เรียนรู้นิสัยการทำงานของผู้บังคับบัญชา
        5. อย่านินทาเมื่อลับหลัง
        6. อย่ารบกวนผู้บังคับบัญชาเรื่องเล็กๆน้อยๆ
        7. อย่าโกรธผู้บังคับบัญชาที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดเรา
        8. อย่าบ่นถึงความยากลำบาก
        9. สรรเสริญผู้บังคับบัญชาตามโอกาส
        10. เข้าหาผู้บังคับบัญชาให้เหมาะกับระยะเวลาและโอกาส
      7. การสั่งงาน
        1. อย่าสั่งในรายละเอียดมากเกินไป
        2. อย่าสั่งหลายอย่างในเวลาเดียวกัน
        3. จงใช้วิธีขอร้องแทนคำสั่ง
        4. จงใช้คำพูดที่สุภาพ
        5. จงคำนึงถึงความรู้สึกของผู้รับสื่อบ้าง
        6. ให้โอกาสผู้รับสั่งมีเวลาคิดก่อนที่จะรับหรือปฏิเสธ
      8. การปกครองบังคับบัญชา
        1. ไม่ยึดมั่นในตนเองมากเกินไป
        2. ไม่พูดจารุนแรง และหยาบคาย
        3. ไม่เอาเปรียบผู้ใต้บังคับบัญชา
        4. ไม่หาประโยชน์ในทางที่ชอบ
        5. ไม่นินทาว่าร้ายผู้ใต้บังคับบัญชา
        6. ไม่เชื่อคนง่าย
        7. ไม่เป็นเผด็จการ
        8. มีความรู้ ความสามารถ
        9. มีเหตุผลดี มีใจเป็นธรรม
        10. มีอารมณ์ดี ไม่วู่วาม
        11. มีพรหมวิหาร 4
        12. รู้จักให้อภัยไม่อาฆาต
        13. มีความสนิทสนมเป็นกันเอง
        14. ช่วยเหลือ ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา
        15. ประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดี
        16. เคารพเหตุผลเพื่อนร่วมงาน
        17. มีการยืดหยุ่น ผ่อนหนัก ผ่อนเบา
        18. มีการส่งเสริมและให้กำลังใจแก่ผู้ทำงาน
        19. มีความยุติธรรมในการพิจารณาความดีความชอบ

    การวางแผน ลักษณะที่สำคัญ

      1. เป็นกระบวนการของการพิจารณาที่มีขั้นตอนต่างๆในการทำงาน
      2. เป็นการกำหนดเป้าหมายและวิธีการดำเนินงานสู่เป้าหมาย
      3. เป็นเรื่องของสมมติฐานในอนาคต โดยอาศัยข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน
      4. เป็นเรื่องของการใช้ความคิด จินตนาการหรือการคาดคะเน โดยอาศัยข้อมูลปัจจุบัน แล้วนำมาใช้กับการทำงานในอนาคต
      5. เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ของหน่วยงาน
      6. เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดระบบงาน และการจัดสรรทรัพยากรในการปฏิบัติงาน

    แผนงานจะอำนวยประโยชน์ให้แก่การประกอบธุรกิจดังต่อไปนี้

      1. ลดการทำงานตามยถากรรม
      2. ช่วยให้การทำงานประสานสัมพันธ์กัน รวมทั้งลดการทำงานซ้ำซ้อน
      3. การปฏิบัติงานตามแผน ย่อมก่อให้เกิดการประหยัดทั้งกำลังเงิน กำลังคนและเวลา
      4. ช่วยให้การตรวจสอบและการควบคุมงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
      5. ช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่การงานของผู้บริหารให้ลดน้อยลง
      6. ช่วยให้ผู้บริหารมีความเชื่อมั่นในการบริหารงานมากขึ้น
      7. ช่วยป้องกันความขัดแย้งซึ่งอาจมีขึ้นได้ในองค์การ
      8. ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตรวจสอบความสำเร็จของเป้าหมายได้
      9. แผนงานที่ดีจะสามารถระดมกำลังคน และทรัพยากรต่างๆขององค์กรมาใช้ได้ผลโดยทั่วถึงกัน

    ลักษณะและคุณสมบัติของผู้นำ มีดังต่อไปนี้

      1. บุคลิกลักษณะดี เช่น ลักษณะทางร่างกาย กิริยามารยาท การพูดจา การแต่งกายที่เหมาะสม
      2. มีความปรารถนาที่จะเป็นผู้นำ
      3. มีความเฉลียวฉลาด
      4. สามารถรู้ถึงจิตใจคนอื่น เพื่อที่จะหาทางโน้มน้าวจิตใจเขาได้
      5. รู้จักตัวเอง เช่น รู้สึกความต้องการของตน สามารถมองเห็นการกระทำของตนตามความเป็นจริง
      6. มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับงานที่ทำ
      7. เชื่อมั่นในความคิดเห็นของตนเอง
      8. มีความกระตือรือร้น
      9. มีความเที่ยงธรรม
      10. มีความสามารถที่จะนำและสอนคนอื่นได้
      11. มีความศรัทธาต่องานและผู้ร่วมงาน

    การประสานงานย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อการทำงานขององค์การ คือ

      1. ทำให้งานดำเนินไปได้รวดเร็ว และบรรลุเป้าหมาย
      2. ขจัดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน
      3. ช่วยให้เกิดการประหยัดทั้งเวลา เงิน แรงงาน วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ
      4. ช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น
      5. ลดความขัดแย้งในการทำงาน
      6. ก่อให้เกิดขวัญและกำลังใจในการทำงาน
      7. ช่วยสร้างความสำนึกในความรับผิดชอบร่วมกัน
      8. ช่วยลดอุบัติเหตุและการเสี่ยงภัยต่างๆ

    การประสานงานจะดีเพียงใดขึ้นอยู่กับผู้บริหาร ในด้านความสามารถการวางแผนและการประสานงานโครงการ รวมทั้งนำให้ทุกฝ่ายได้เกิดความร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติงาน

    จุดประสงค์และงานการควบคุม

    Purpose of Comtrolling

      1. เพื่อให้แน่ใจว่าการปฏิบัติงานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
      2. บังคับหรือกำกับให้ผลงานมีมาตรฐาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
      3. เพื่อให้เกิดการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ
      4. เป็นเครื่องมือกระตุ้นหรือจูงใจให้บุคคลในองค์กรทำงาน
      5. เพื่อให้การปฏิบัติงานมีระเบียบวินัย
      6. จะได้ทราบว่าวิธีการปฏิบัติงานนั้นถูกต้องหรือไม่ และใช้วิธีที่ดีที่สุดหรือไม่
      7. นำข้อมูลย้อนกลับไปปรับปรุงแผนงานและองค์การ
      8. เป็นเครื่องวัดประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานเจ้าหน้าที่
      9. งานในองค์การธุรกิจที่จะต้องควบคุมที่สำคัญ ได้แก่
        1. งานด้านการผลิต เช่น ปริมาณ คุณภาพ ขนาด น้ำหนักของสิ่งของที่ทำการผลิต เป็นต้น
        2. ทรัพยากรในการผลิต เช่น เวลาที่ใช้ ต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายต่างๆ
        3. การควบคุมเกี่ยวกับหน้าที่ ได้แก่ การปฏิบัติหน้าที่ต่างๆของพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น หน้าที่การผลิตสินค้า หน้าที่การขาย
        4. การควบคุมเกี่ยวกับพฤติกรรมของคน เช่น การมาสาย การลาหยุด การทำงานชักช้า ฯลฯ

    กระบวนการในการควบคุม

      1. กำหนดเป้าหมายของงานให้แน่ชัด เช่น กำหนดว่าจะผลิตสินค้า ก. ให้ได้ 100 หน่วยภายใน 1 เดือน ทั้งนี้เพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการวางแผนปฏิบัติงานได้ถูกต้องและจะได้ ดำเนินการควบคุมการทำงานต่อไป
      2. กำหนดมาตรฐานของงาน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดผลงานว่า สูงหรือต่ำกว่าที่กำหนดไว้ มาตรฐานของงานอาจแยกเป็นมาตรฐานของผลงานและมาตรฐานในการปฏิบัติงาน มาตรฐานของผลงาน ได้แก่ รูปร่าง ลักษณะ สี ความคงทน ต้นทุนการผลิต มาตรฐานในการปฏิบัติงาน เช่น ปริมาณในการผลิตต่อหน่วยเวลา ความคงทนในการทำงานของบุคลากร
      3. การวัดผลการปฏิบัติงาน เพื่อทราบผลของงานในช่วงเวลาของการปฏิบัติงาน โดยใช้เครื่องมือต่างๆดังนี้
        1. ปริมาณของงานที่ผลิต
        2. คุณภาพของงาน
        3. เวลาที่ใช้ไปสำหรับการทำงาน
        4. ค่าใช้จ่าย
      4. การเปรียบเทียบผล การปฏิบัติงานกับเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ว่าได้สูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อนึ่ง ในการเปรียบเทียบนี้จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆที่จะมีอิทธิพลทำให้เกิดความ แตกต่างระหว่างผลงานที่ได้กับเป้าหมายที่ตั้งไว้ตามแผนด้วย ตัวอย่างของตัวแปรที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน เช่น น้ำท่วม ภาวะสงคราม
      5. ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อได้วิเคราะห์เปรียบเทียบและหาความแตกต่างระหว่างแผนงานที่วางไว้กับผล ที่ปฏิบัติได้จริงๆแล้วจึงพิจารณาหาทางแก้ไขหรือวางแผนดำเนินงานใหม่ให้ถูก ต้องรัดกุม นอกจากการวางแผนใหม่แล้ว อาจจำเป็นต้องจัดองค์การใหม่หรือวางวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุมใหม่ ก็ได้

    กิจกรรมกลุ่มสร้างเสริมคุณภาพ แบ่งออกตามลักษณะของการทำงานตามขั้นตอนต่างๆ ดังต่อไปนี้

      1. การค้นหาปัญหา
      2. การแก้ปัญหา
      3. การปรับปรุงคุณภาพ และประสิทธิภาพ
      4. การสร้างเสริมคุณภาพ และประสิทธิภาพ

    การทำกิจกรรมให้เกิดประสิทธิภาพ จะต้องเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ปัญหา แล้วดำเนินการแก้ปัญหา และทำมาตรฐานการทำงานเอาไว้นำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อป้องกันปัญหามิให้บังเกิดซ้ำๆขึ้นมาอีก การทำงานให้เกิดประสิทธิภาพที่แท้จริงจำเป็นต้องกระทำตามขั้นตอน ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ลำดับ คือ

      1. เลือกหัวข้อปัญหาและตั้งเป้าหมาย (Theme set up)
      2. วิเคราะห์สาเหตุ (Analyze the Cause)
      3. เลือกวิธีและทดลองแก้ไข (Select Method and Try)
      4. ติดตามผล (Follow up)
      5. ทำมาตรฐานปฏิบัติ (Standard Working Action)

    ขั้นตอนการใช้เทคนิคคู่มือ QC

    ขั้นที่ 1

    เลือกเรื่อง/หัวข้อจากงาน/ปัญหา

    เก็บตัวเลข ข้อมูล

    จำแนกข้อมูล

    แสดงสถานภาพ/จัดลำดับ/ตั้งเป้าหมาย/กำหนดเวลา

    ขั้นที่ 2

    ได้สาเหตุที่แท้จริง/หาความสัมพันธ์ของสาเหตุ

    วิเคราะห์ขั้นละเอียด/หาความสัมพันธ์/หารือผู้เกี่ยวข้อง

    ย่อยข้อมูล/หาข้อมูลเพิ่มเติม ดูของจริง/ประสบการณ์

    หาสาเหตุคร่าวๆขั้นต้น

    ขั้นที่ 3

    เลือกวิธีแก้ของแต่ละสาเหตุ

    ปรับวัสดุ/อุปกรณ์/วิธีการ/เครื่องมือ ความรู้

    มอบหมายความรับผิดชอบ

    ทดลองแก้และหารือ

    ขั้นที่ 4

    เปรียบเทียบกับเป้าหมาย/คุณค่าของกิจกรรมที่ปรับปรุงแล้ว

    เปรียบเทียบผลกับข้อมูลเดิม

    แสดงสถานภาพ/จัดลำดับ

    ติดตามผล

    ขั้นที่ 5

    ทำมาตรฐานการปฏิบัติ/กันปัญหาเกิดซ้ำ

    ตรวจดูวิธีที่ทดลองแก้/ปรับปรุงลำดับปฏิบัติ/เขียนใหม่

    ปรับวิธีทำงาน/อุปกรณ์/วัสดุ/การจัดหา/แบ่งหน้าที่

    ถือปฏิบัติเป็นงานประจำ/ติดตามและควบคุมระยะยาว

    ระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพ

    Efficiency of Controlling System

    เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดงาน การไม่สนใจที่จะทำงาน การมาสายและอื่นๆ ประกอบกับการที่จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควรจะปรับปรุงระบบการควบคุมดังต่อไปนี้

    1. ควรจะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมตนเอง โดยตั้งจุดมุ่งหมายของงานไว้และให้เขาปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุผลตามจุดมุ่ง หมาย แต่ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ของจุดมุ่งหมายที่ได้กำหนดไว้ เช่น มีคนงานเพียงพอ มีวัสดุพร้อม

    2. กำหนดจุดควบคุมอย่างเหมาะสม ควบคุมเฉพาะจุดที่สำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จตามแนวทางการทำงาน

    3. ใช้วิธีการควบคุมที่ค่อนข้างง่าย พยายามลดระเบียบวิธีการที่ไม่จำเป็น

    4. ควรอธิบายถึงสาเหตุและความจำเป็นของการควบคุม เพื่อให้เข้าใจ

    5. วิธีการที่ดีควรให้พนักงานมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานการควบคุม

    6. การบริหารงานควรมอบหมายงานและกระจายอำนาจ โดยการควบคุมเพียงกว้างๆ พยายามให้พนักงานรู้สึกถูกควบคุมน้อยลง

    7. ต้องมีข้อมูลป้อนกลับ แก่พนักงานไว้เพื่อส่งเสริมและช่วยกันควบคุมตัวเองโดยข้อมูลจะต้องถูกต้อง ทันต่อเหตุการณ์

    หลักในการควบคุม

      1. ความรับผิดชอบขององค์การ
      2. มีความคล่องตัว
      3. ประหยัดอย่างสมเหตุ
      4. ทันเวลาและถูกต้อง
      5. ตรงกับความต้องการองค์การ
      6. ควบคุมตามความสำคัญ
      7. เป็นที่ยอมรับ
      8. คำนึงถึงพนักงาน
      9. มีความชัดเจน
      10. มีประสิทธิภาพ
      11. มีความเหมาะสมและจำเป็น
      12. มองอนาคตข้างหน้า

    ลักษณะของเป้าหมายที่ดี

    SMART Goal

    1. มีความเฉพาะเจาะจง (Specific) คือ ระบุเป็นเรื่องเฉพาะอย่าง เป็นกิจกรรมงานอย่างเป็นรูปธรรม เช่น เพิ่มผลผลิตไม่ถือว่าเฉพาะเจาะจง เพิ่มพนักงาน 3 คน ถือว่าเฉพาะเจาะจง , เรียนหนังสือไม่ถือว่าเฉพาะเจาะจง, เรียนคณิตศาสตร์ถือว่า เฉพาะเจาะจง เป็นต้น

    2. สามารถวัดได้ (Measurable) คือ ต้องสามารถระบุลักษณะของหน่วยวัดที่สัมผัสได้ อาจจะเป็นเปอร์เซ็นต์ เป็นจำนวน เป็นสัดส่วน เป็นต้น

    3. สื่อให้เห็นความมุ่งมั่นในการกระทำ (Action Oriented) คือ ใช้กิริยาที่สื่อถึงความตั้งใจในการปฏิบัติงานให้สำเร็จ เช่น มุ่งเพิ่ม, มุ่งลด ต้องเพิ่ม/ลด เร่งรัด ฯลฯ

    4. มีความเป็นไปได้ (Realistic) คือ เป้าหมายที่มุ่งหวังให้สำเร็จจะต้องไม่ยาก/ ง่ายเกินไป กล่าวคือ อยู่ในระหว่างความยากกับความง่าย เมื่อคำนึงถึงศักยภาพของตนเอง และทรัพยากรของบริษัท

    5. ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดเวลาและทรัพยากร (Time and Resources Constrained) เป้าหมายที่กำหนดนั้นอยู่ในขอบเขตอันจำกัดของเวลา และทรัพยากรที่มีอยู่ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด และต้องการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนำไปเทียบกับทรัพยากรที่ใช้แล้วต่ำ เช่น ปกติทำงานหนึ่งชิ้นเสร็จภายใน 14 เดือน แต่ตั้งเป้าหมายให้เสร็จภายใน 10 วัน โดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายและกำลังคน

    โดยทั่วไปแล้วเป้าหมายที่ดีต้องไม่ยากหรือง่ายเกินไป คือ ต้องมีความท้าทาย (Challenge) ทั้งนี้เพื่อเป็นการท้าทายให้พนักงานมุ่งมั่นที่จะพิชิตเป้าหมายนั้นให้ได้ อย่างไรเรียกว่าท้าทาย เป้าหมายที่ท้าทาย เช่น เดิมเคยขายผลิตภัณฑ์ได้ 10 ล้านบาทต่อเดือน แต่ตั้งเป้าหมายเป็น 13 ล้านบาทต่อเดือน อย่างนี้เรียกว่า ท้าทาย แต่ถ้าตั้งเป้าหมายเป็น 30 ล้านบาทต่อเดือน อย่างนี้ไม่ท้าทาย เพราะจะทำให้หมดกำลังใจและท้อถอย เนื่องจากรู้ว่าโอกาสที่จะขายได้ 30 ล้านต่อเดือนแทบจะเป็นไปไม่ได้

    องค์ประกอบของแผนปฏิบัติ

    วัตถุประสงค์หรือกลยุทธ์ จะถูกจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เป็นแผนปฏิบัติ (Action Plan) ใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย

    ในรูปแบบการวางแผนปฏิบัติ มีองค์ประกอบที่จำเป็นอย่างน้อย 8 ประการ ซึ่งเป็นการรวบรวมและใช้เป็นเครื่องมือในการวัดความก้าวหน้าของการปฏิบัติ งาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

    1. เป้าหมาย (Goal)

    เป้าหมายที่ดีต้องมีองค์ประกอบครบ (SMART Goal)

    2. เหตุผลและความจำเป็น

    อธิบายถึงประโยชน์และความจำเป็นที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย เช่น

    - ต้องการทำให้งานดีขึ้น ปรับปรุงงานให้ดีขึ้น (Essential Goal) โดยปกติแล้วไม่มีปัญหาแต่ต้องการพัฒนาให้ดีขึ้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องกระบวนการทำงาน

    - ต้องการแก้ปัญหางาน (Problem – Solving) ทั้งในขั้นตอนของปัจจัยป้อนเข้า (Input Problem) ขั้นตอนกระบวนการ (Procedure Problem) และขั้นตอนปัจจัยป้อนออก (Output Problem)

    - ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ กระบวนการทำงานใหม่ (Innovative Goal) เนื่องจากเห็นว่าวิธีการทำงานแบบเดิมไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ อาจจะเนื่องจากเหตุผลทางการตลาด หรือต้นทุนสูง เป็นต้น

    3. การปฏิบัติ ในที่นี้ หมายถึง เป็นวัตถุประสงค์ หรือกระบวนการ (Objectives & Procedure) หรือโครงการ ผลลัพธ์ของการปฏิบัติจะส่งผลโดยตรงต่อความสำเร็จของเป้าหมายในระดับที่สูง ถัดไป

    - เป็นเรื่องของขั้นตอน (Step by Step) กิจกรรมหลัก (Main Activity) กิจกรรมรอง (Sub Activity) ซึ่งจะต้องมีการจัดวางอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอนและลำดับความสำคัญก่อนหลัง รวมทั้งให้เหมาะสมตามข้อจำกัดของทรัพยากร (ทั้งหมดถือเป็นระกับวัตถุประสงค์)

    - วันเวลาแล้วเสร็จ (Deadline) ของแต่ละขั้นตอน ของกระบวนการหรือกิจกรรมงาน ประโยชน์ของการกำหนดเวลาแล้วเสร็จ ก็เพื่อเป็นตัวกระตุ้นในการทำงาน

    4. ผลลัพธ์ของงาน เครื่องชี้วัดความสำเร็จ

    - ต้องระบุผลลัพธ์ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว

    - การวัดผลลัพธ์ความสำเร็จ ควรกำหนดเป็นข้อมูลเชิงปริมาณให้มากที่สุดถ้าเป็นไปได้

    5. อุปสรรคและข้อจำกัด

    - ระบุอุปสรรค หรือ ข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคทางกายภาพ สภาพการทำงาน จิตวิทยาที่อาจทำให้เป้าหมายไม่บรรลุความสำเร็จ

    - กำหนดแผน วิธีป้องกัน แก้ไขอุปสรรคได้ยิ่งดี

    6. วิธีแก้ไขอุปสรรค เมื่อกำหนดวัตถุประสงค์และกิจกรรมที่จะกระทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว ในบางสถานการณ์เมื่อนำสู่การปฏิบัติอาจจะมีอุปสรรคเกิดขึ้นได้ อาจจำเป็นต้องคิดหาวิธีป้องกัน แก้ไขอุปสรรคดังกล่าวได้

    7. ค่าใช้จ่าย ประมาณการค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน สามารถคำนวณออกเป็นค่าใช้จ่ายต่อหน่วยได้ยิ่งดี

    - ค่าใช้จ่าย ที่ใช้เพื่อความสำเร็จของเป้าหมาย

    - ค่าใช้จ่าย ที่ใช้เพื่อป้องกันแก้ไขอุปสรรค

    8. ผู้รับผิดชอบ

    ใครบ้างที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความสำเร็จของเป้าหมาย (Goal) และ / หรือ วัตถุประสงค์ (Objective)

    9. วันเวลาที่บรรลุวัตถุประสงค์ (Specific Time) ต้องกำหนดเพราะเป็นวันที่จะสรุปผลสำเร็จของเป้าหมาย

    ตัวอย่างแผนปฏิบัติงาน (แบบง่าย)

    1. เป้าหมาย (Goal) .......

    2. เหตุผลความจำเป็น (Rationale)

    3. การปฏิบัติ (Objectives, Procedures)

    3.1 กิจกรรมหลัก (Main Activity)

    3.1.1 กิจกรรมรอง ( Sub Activity)

    3.1.2 .............................................

    3.1.3 .............................................

    3.2 โครงการ (Project)

    3.3 ...................................................

    4. ความสำเร็จ /เครื่องชี้วัดความสำเร็จ ระยะสั้นคืออะไร ท่านทราบได้อย่างไรว่าสำเร็จ ระยะปานกลางคืออะไร ทราบได้อย่างไรว่าสำเร็จ

    ระยะยาวคืออะไร ทราบได้อย่างไร

    5. อุปสรรคข้อจำกัด

    - เหตุการณ์ที่คาดว่าถ้าเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้การทำงานล่าช้าออกไป หรือต้องสะดุดหยุดลง หรือไม่ได้ผลสำเร็จตามที่กำหนดไว้

    7. ค่าใช้จ่าย ...............................................บาท

    วันเวลาแล้วเสร็จ

    3.1 ....................................................

    3.2 .....................................................

    6. วิธีการแก้ไขอุปสรรค

      1. ....................................................
      2. ...................................................
      3. ...................................................

    8. ผู้รับผิดชอบ ................................................

    9. วันเวลาที่สำเร็จตามเป้าหมาย ...../....../........

    รูปแบบการวางแผนปฏิบัติการ บางสถานการณ์จำเป็นต้องเขียนอธิบายเหตุผล ความจำเป็น และขั้นตอนการนำแผนสู่การปฏิบัติอย่างละเอียด เพราะผู้บริหารยังไม่เข้าใจเนื้อหาสาระและขั้นตอนของงาน เนื่องจากไม่เคยมีประสบการณ์ พนักงานจำเป็นต้องเขียนอธิบายอย่างละเอียด บางครั้งต้องชี้แจงเป็นการเฉพาะ แต่ถ้าผู้บริหารมีความเข้าใจในงานแล้ว ไม่จำเป็นต้องเขียนแผนปฏิบัติอย่างละเอียดเชิงพรรณนา สู้เอาเวลาเขียนแผนไปใช้กับการปฏิบัติงานอย่างเป็นขั้นตอนที่เริ่มนำไปสู่ เป้าหมายดีกว่า

    หลักการของ TQM

    มีหลักที่สำคัญ 5 ประการ ดังนี้

    1. ความเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์ (Strategy Leadership) ในการนำ TQM ไปใช้นั้น ผู้นำมีบทบาทสำคัญที่สุด ถ้าผู้นำไม่เอาจริงไม่ขยันแล้วก็ย่อมจะไม่มีการนำเอา TQM ไปใช้ ผู้นำเชิงกลยุทธ์จะต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล รู้จักการทำงานร่วมกันเป็นทีม เป็นนักฟังที่ดี เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการทำงานของลูกน้องเป็นเลิศ สามารถขจัดความกลัวและอุปสรรคต่างๆในการทำงานได้

    2. เน้นความสำคัญของลูกค้า (Customer Focus) วิธีการทราบความต้องการของลูกค้า ทำได้โดยการหาข้อมูล อาจทำการสำรวจความต้องการของลูกค้า สัมภาษณ์ลูกค้า ให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในการประชุมอภิปรายแสดงความคิดเห็น

    3. ให้พนักงานมีส่วนร่วมและมีอำนาจในการตัดสินใจด้วย (Employee Improvement and Empowerment) การให้ทุกคนมีส่วนร่วมจะทำให้เขามีความรู้สึกว่างานเป็นของเขา ความสำเร็จที่เกิดขึ้น เป็นความสำเร็จของเขา เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ ทุ่มเทให้กับงาน การให้ความร่วมมือย่อมเกิดขึ้น ส่วนการให้พนักงานมีอำนาจในการตัดสินใจปรับปรุงงานโดยเฉพาะ การตัดสินใจร่วมกันในกลุ่มก็จะทำให้พนักงานรู้สึกว่า ตนมีความหมายมีคุณค่า และความภาคภูมิใจในตนเองย่อมเกิดขึ้น

    4. การตัดสินใจด้วยข้อมูล (Fact – Based Decision Making Statistics) ในการจัดการแบบ TQM การตัดสินใจปรับปรุงคุณภาพอาศัยข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ได้จากการเก็บรวบรวมได้ จะไม่พิจารณาการตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึกหรือสามัญสำนึก หรือใช้วิธีการที่เคยปฏิบัติสืบต่อกันมาต้องตัดสินใจด้วยข้อมูลหรือข้อเท็จ จริง ในขั้นนี้จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคทางสถิติช่วยตัดสินใจ เช่น ใช้ผังก้างปลา (Fishbone Diagram) แบบสำรวจ (Checksheet) ผังควบคุม (Control chart) กราฟแท่ง (Histogram) พาเรโต ไดอะแกรม (Pareto Diagram) Run Chart และ Scatter Diagram

    5. การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)

    การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเป็นหลักการที่สำคัญประการหนึ่งในการจัดการ แบบ TQM เพื่อพัฒนาคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทุกคนในองค์การมีส่วนร่วมในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง Alan Robinson ได้สรุปหลักการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องไว้ 6 ประการดังนี้

    5.1 การปฏิบัติจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนปลงใหม่

    5.2 พนักงานทุกคนควรจะต้องรับรู้และเกิดความต้องการที่จะปรับปรุง

    5.3 ระบบการจัดการที่ปฏิบัติจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุง

      1. อย่าทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกหวาดกลัวไม่กล้าที่จะปรับปรุง

    5.5 ข้อเสนอแนะที่ดี การปรับปรุงที่เกิดขึ้นจะต้องได้รับรางวัล

    6. อบรมเทคนิคการแก้ปัญหา (Problem Solving Technique) โดยควรมีการฝึกวิเคราะห์รายละเอียดของปัญหา ตลอดจนการพิจารณาหาเหตุผลที่แท้จริงรวมทั้งรู้จักกระบวนการแก้ปัญหา บนพื้นฐานและหลักการทางวิทยาศาสตร์

    เทคนิคการพัฒนาคุณภาพ

    Quality Improvement Technique

    ในการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่ต้องกระทำเพราะจะเป็นการรักษาระดับมาตรฐานของผลผลิต ให้ดำรงสถานทางธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างมั่นคง เทคนิคที่นำมาใช้ในขั้นตอนนี้ ได้แก่

      1. The Deming (PDCA) Cycle
      2. Benchmarking
      3. Problem Solving Technique
      4. Nominal Group Technique

    Deming Cycle เป็นวิธีการปฏิบัติวิธีการหนึ่งที่เอื้อต่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้น ดังนี้

      1. วางแผน (Plan)
      2. ทดลองทำ (Do)
      3. ตรวจสอบ (Check)
      4. ปฏิบัติ (Act)

    วางแผน ในการวางแผนจะต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วมคือ จะต้องทำงานเป็นทีม ในการวางแผนมีสาระสำคัญที่ควรตระหนักดังต่อไปนี้

    1. อะไรคือสิ่งที่คาดหวังจะได้รับ

    2. อะไรคือขอบเขตของโครงการ

    3. อะไรคือสิ่งที่เราจะ “ทดลองทำ” “ตรวจสอบ” และ “ปฏิบัติ” ในโครงการ

    4. จะต้องทดลองทำเท่าไรก่อนที่จะตรวจสอบผล จะต้องตรวจสอบเท่าไรก่อนที่จะลงมือปฏิบัติ และจะต้องปฏิบัติเท่าไรก่อนที่จะมีการวางแผนในวงจรต่อไปในอนาคต

    5. ข้อจำกัดมีอะไรบ้าง และแต่ละขั้นตอนต้องใช้เวลาเท่าไร

    6. ใครบ้างที่มีส่วนร่วม

    7. วางแผนเกี่ยวกับเวลา งบประมาณ บุคลากร และผู้บริหารสำหรับการดำเนินโครงการ

    8. อะไรบ้างที่จะต้องได้รับการประเมิน ประเมินอย่างไร และเมื่อใด

    ทดลองทำ เมื่อวางแผนแล้วจะต้องทดลองทำดูก่อน เหมือนกับเป็นการนำร่องเพื่อดูว่าวางแผนไว้ใช้ได้หรือไม่ เมื่อมาทดลองทำดูแล้วก็นำผลการทำลองทำที่พบ มาดำเนินการต่อไปด้วยวิธีการดังนี้

      1. ให้ทุกคนมีส่วนร่วม
      2. จัดให้มีการพบปะสังสรรกันและให้ทุกคนเสนอแนะ
      3. เปลี่ยนแปลงวิธีการ
      4. รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

    ตรวจสอบ ในระหว่างการทดลองทำจนกระทั่งสิ้นสุดการทดลองทำ ให้สังเกตว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ ดังนี้

      1. เป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่
      2. สังเกตผลที่เกิดขึ้น ตรวจสอบผลข้างเคียง และดูว่ามีการย้อนกลับไปทำอย่างเดิมหรือไม่
      3. ตีความผลที่ได้ และตรวจสอบว่าผลสรุปนั้นสามารถนำไปอ้างอิงได้หรือไม่
      4. ข้อสรุปมีผลต่อกระบวนการที่ทำหรือไม่
      5. การทดลองทำเป็นการเปลี่ยนแปลงทำให้ผลที่ได้รับเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่เป็นต้น
      6. ผลจากการวิเคราะห์ทางสถิติในขั้นตอนการตรวจสอบมีผลต่อขั้นการปฏิบัติหรือไม่อย่างไร

    ปฏิบัติ เป็นการนำผลการวิเคราะห์ทางสถิติในขั้นการตรวจสอบไปปฏิบัติตามแผน ทั้งนี้ได้ตั้งข้อสังเกตในประเด็นต่อไปนี้

      1. ควรจะดำเนินการตามกระบวนการนี้ต่อไปหรือไม่
      2. ต้องเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้หรือไม่
      3. ต้องการข้อเสนอแนะเพิ่มขึ้นหรือไม่
      4. ถ้าขั้น “ทดลอง” ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีจะทำให้เป็นมาตรฐานหรือไม่
      5. นำไปใช้ปรับปรุงหรือเลิกใช้
      6. จะเปลี่ยนแปลงกระบวนการอย่างไร
      7. ดำเนินการตามวงจร (Cycle) อีกครั้งในสถานการณ์ที่แตกต่างจากเดิม

    Benchmarking

    เป็นเทคนิคการปรับปรุงคุณภาพโดยการศึกษาความสำเร็จของผู้อื่นหรือหน่วย งานอื่นแล้วนำมาปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติของตน เมื่อศึกษาแล้วนำมาเปรียบเทียบกับของตนแล้ววางแผนปรังปรุง คล้ายๆกับลอกเลียนแบบแล้วพัฒนาให้ดีขึ้น (Copy and Development)

    วิธีการของเทคนิค Benchmarking มีวิธีศึกษาเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่นๆ 3 วิธีด้วยกัน คือ

    1. การเปรียบเทียบกับหน่วยงานภายใน เป็นการเปรียบเทียบกับบุคคลหรือหน่วยงานภานในองค์กานที่มีผลงานที่ดีเยี่ยม แล้วนำมาปรับปรุง

    2. การเปรียบเทียบกับหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขัน

    3. การเปรียบเทียบกับหน่วยงานหรือบริษัทที่มีภารกิจหรือการผลิตหรือกระบวนการทำงานคล้ายคลึงกับหน่วยงานของตนที่ประสบความสำเร็จสูง

    Problem Solving Technique

    กระบวนการแก้ปัญหาจะมีขั้นตอนและเป็นวงจรซึ่งในแต่ละขั้นตอนมีเทคนิคที่ควรจะนำมาใช้ดังนี้

      1. ขั้นกำหนดปัญหา หรือทำความเข้าใจกับปัญหา ใช้ Pareto Diagram เป็นเครื่องมือ
      2. ขั้นการกำหนดกระบวนการ/แผนปฏิบัติ ใช้ Process Flow Chart เป็นเครื่องมือ
      3. ขั้นการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา ใช้แผนภูมิก้างปลา (Fishbone Diagram) เป็นเครื่องมือ
      4. ขั้นรวบรวมข้อมูล ใช้ Checksheet หรือเทคนิควิธีเป็นเครื่องมือ
      5. ขั้นวิเคราะห์ปัญหา ใช้ Histogram, Graphs และ Control Chart เป็นเครื่องมือ
      6. ขั้นนำแผนปฏิบัติไปใช้ ขั้นนี้เป็นการนำแผนปฏิบัติตามข้อ 2 ไปใช้
      7. ขั้นเฝ้าดูหรือติดตามการปฏิบัติตามแผนเพื่อควบคุมกระบวนใช้ Control Chart เป็นเครื่องมือ

    วงจรการแก้ปัญหา




    Nominal Group Technique

    เป็นเทคนิคหนึ่งในการแก้ปัญหาเพื่อ การปรับปรุงคุณภาพ และเป็นเทคนิคที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่มเมื่อต้องการความคิดที่หลาก หลายจากสมาชิก มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

    1. ขั้นอธิบายปัญหา (Problem Description) ในขั้นนี้ผู้นำกลุ่มจะอธิบายประเด็นปัญหาให้สมาชิกเข้าใจ

    2. ขั้นนี้สมาชิกใช้ความคิดเพื่อหาสาเหตุของปัญหา (Silent Idea Generation) ในขั้นนี้จะให้สมาชิกแต่ละคนพยายามคิดหาสาเหตุของปัญหาให้ได้มากที่สุดเท่า ที่จะมากได้

    3.ขั้นให้เสนอความคิด (Round Robin) ในขั้นนี้จะให้สมาชิกทั้งหมดเสนอความคิดของตนที่คิดแล้วในข้อ 2 โดยเสนอทีละคน รอบละ 1 ข้อ เมื่อเวียนจนครบแล้วเริ่มต้นใหม่ เวียนไปครั้งละ 1 ข้อ จนทุกคนเสนอปัญหาของตนจนหมด โดยมีการบันทึกข้อเสนอของแต่ละคนไว้บนกระดาน

    4. ขั้นอภิปราย เพื่อทำความกระจ่างกับข้อเสนอแต่ละข้อ (Clarification Discussion) ในขั้นนี้ผู้นำจะชี้แจงให้สมาชิกพิจารณาข้อความทั้งหมดทีละข้อว่ามีความชัด เจนหรือไม่อย่างไร โดยให้ช่วยกันเพิ่มเติม ปรับข้อความที่มีความหมายเหมือนกันหรือคล้ายกันไว้เป็นข้อเดียวกัน

    5. ขั้นจัดลำดับความสำคัญของข้อความแนวคิดทั้งหมดที่นำเสนอ (Voting and Ranking of Ideas) ในขั้นนี้จะให้สมาชิกพิจารณาและเลือกข้อความที่คิดว่าสำคัญเรียงตามลำดับ (จะเลือกกี่ลำดับก็ได้แล้วแต่จะกำหนด) โดยแต่ละคนเลือกของตนเอง และนำมาแจกแจงความถี่ของการเลือกในแต่ละข้อ แล้วนำมาจัดลำดับความสำคัญ

    ในขั้นตอนที่ 1-4 จะต้องไม่มีการวิจารณ์ ตัดสินแนวคิดของสมาชิกแต่ละคน เพื่อให้สมาชิกมีอิสระในการคิด และเสนอความคิดของตน

    วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2548

    รวมเรื่องสาระความรู้

    แพทย์ชี้ใช้คอมพ์มากเกินทำให้เด็กพิการได้


    แพทย์ชี้การใช้คอมพิวเตอร์มากเกินไปส่งผลเสียต่อพัฒนาการเด็ก โดย
    ทางร่างกายก่อให้เกิดอาการบอบช้ำจนถึงขั้นพิการได้เพราะกระดูกและกล้าม
    เนื้อไม่ได้พัฒนาเต็มที่ ส่วนด้านจิตใจก่อให้เกิดความก้าวร้าวและขาดทักษะ
    ทางสังคมเพราะจมอยู่ในโลกของตัวเองมากจนไม่สนใจผู้อื่น
    ซึ่งผลเสียเหล่านี้ เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกันในเด็กที่ติดทีวี

    มีรายงานข่าวจากประเทศอังกฤษว่าเด็กจำนวนมากบอบช้ำกับปัญหาสุข
    ภาพคือ มีอาการปวดเมื่อยเรื้อรังเพราะขลุกอยู่กับคอมพิวเตอร์เพื่อทำการ
    บ้านหรือเล่นเกมนานเกินไป และเนื่องจากกระดูกและกล้ามเนื้อของเด็กยังไม่
    เจริญเต็มที่ ทำให้หาก มีพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ที่ไม่เหมาะสมนี้ไป
    นานๆ อาจส่งผลให้มีเด็กพิการเพิ่มขึ้นหลายคน

    จากกรณีดังกล่าวนี้ น.พ. ปราโมทย์ สุขนิชย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
    โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัญหาของการใช้คอมพิวเตอร์มากๆต่อเด็ก
    นั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้เป็นหลัก โดยหากเด็กใช้เวลาจมจ่อมอยู่หน้า
    เครื่องคอมพิวเตอร์นานๆ แน่นอนว่าก่อให้เกิดผลเสียต่อสายตาและกล้าม
    เนื้อในส่วนต่างๆ ร่างกายที่ไม่ได้ออกกำลังนานๆ

    "เด็กกำลังโตควรได้รับการพัฒนากล้ามเนื้อร่างกายด้วยการออกกำลัง
    กายสม่ำเสมอ ซึ่งการใช้คอมพิวเตอร์มากๆ เด็กจะได้ใช้แค่มือขวา อาจจะคลิกเก่งคลิกแม่น แต่ด้านอื่นๆ ไม่ได้พัฒนาตามเลย
    ไม่แค่เด็กเท่านั้นแม้แต่ผู้ใหญ่ก็เหมือนกัน ที่กระดูกและกล้ามเนื้อไม่ยืดหยุ่น เท่าเด็กๆ การนั่ง
    อยู่กับที่นานๆ ก็จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยง่าย"

    อย่างไรก็ดี น.พ.ปราโมทย์ กล่าวว่าผลร้ายที่ชัดเจนที่สุดคือการก่อปัญหาพัฒนาการทางสังคมและอารมณ
    ์ของเด็ก เนื่องเพราะการอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์มากๆ ทำให้ลด เวลาในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นลง ทำให้ขาด
    ทักษะทางสังคม เด็กจะปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ยากขึ้น ขาดทักษะในการต่อรอง
    และมักไม่ค่อยฟังเหตุผลของคนอื่น

    "เพราะคอมพิวเตอร์คือโลกของ เขาเพียงคนเดียว คือที่ที่เขาไม่ต้องสนใจ
    สมาชิกในครอบครัว เขาอยากทำ อะไรก็ได้ เด็กติดคอมพิวเตอร์เพราะความ
    มันความสนุกแต่คอมพิวเตอร์ไม่มีความซาบซึ้ง ไม่มีเรื่องของจิตใจ เพราะ
    ฉะนั้นจึงมีผลการวิจัยออกมาว่าคอมพิวเตอร์ทำให้เด็กก้าวร้าวขึ้น"
    เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ น.พ.ปราโมทย์กล่าวว่า การปล่อยให้เด็กใช้
    เวลาดูโทรทัศน์มากเกินไป ก็เป็นผลเสียเช่นกัน เพราะเรื่องราวหลาก
    หลายที่เด็กๆ ได้ชมผ่านทีวีจะก่อให้เกิดจินตนาการและการเลียนแบบได้ง่าย
    ซึ่งจะเป็นปัญหาเพราะเด็กไม่อาจแยกแยะสิ่งที่ถูกหรือผิด ได้ โดย
    เฉพาะในเด็กเล็กอายุไม่เกิน 6-7 ขวบที่ไม่สามารถแยกเรื่องจริงกับจินตนา
    การออกจากกันได้

    ทางด้านน.พ.สุนทร ฮ้อเผ่าพันธุ์ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรกรรม ศูนย์สุข
    ภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
    กล่าวใน เรื่องเดียวกันนี้ว่า การดูโทรทัศน์และเล่นวิดีโอเกมมากเกินไป ทำให้เด็กมี
    เวลานอนน้อยลงส่งผล ต่อสภาพจิตใจและสภาวะอารมณ์

    "ธรรมชาติของเด็กก็คือจะต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ ออก
    กำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เช่นนั้นร่างกายจะไม่อยู่ในสภาพที่สมดุล
    ส่งผลให้เด็กเกิดความก้าวร้าว รวมถึงทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงเมื่อต้อง เผชิญ
    กับความเปลี่ยนแปลง เช่น อากาศเปลี่ยนก็จะทำให้เป็นหวัดได้ง่าย เพราะ
    ร่างกายเปราะบางตลอดเวลา"

    น.พ.สุนทร ยังได้ให้คำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองว่า แทนที่จะพา
    เด็กไปชอปปิ้ง ดูทีวีเล่นวิดีโอเกมก็ควรหันไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติมากขึ้น และ
    ปล่อยให้เด็กไปเล่นออกกำลัง กับเพื่อนๆ บ้าง เพื่อให้เหงื่อออกและยัง
    เป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมกับเด็กในวัยเดียวกันด้วย

    "สิ่งที่ควรทำอีกอย่างก็คือควบคุมการดูทีวีไม่ให้เกิน 45 นาทีต่อวันและ
    ควรนั่งอยู่ด้วยอย่างใกล้ชิด อย่าง ประเทศจีนนี่เขาบังคับเลย เรื่องดูทีวีของ
    เด็กเพราะเชื่อว่าทำให้เด็กสายตาสั้นและมีนิสัยก้าวร้าว แต่ของบ้านเรา
    ทำแบบนั้นลำบาก" น.พ.สุนทร กล่าว
    โดยคุณ : แพนด้าน้ำโขง





    มนุษย์ดั้งเดิมรักเดียวใจเดียว

    คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาโดยการตรวจนับปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 41 ชนิด โดยถือว่า ขนาดจำนวน ความหนาแน่นของพลเมือง และการผสมพันธุ์ เป็นช่องทางทำให้เกิดโรคระบาดติดต่อ ระหว่างกันได้ง่าย จึงพบว่าปริมาณเซลล์เม็ดโลหิตขาวในสัตว์เหล่านี้ ได้พัฒนาให้มีจำนวนสูงขึ้น เพราะเหตุว่าเซลล์เหล่านี้ต้องมีหน้าที่ต่อสู้กับ เชื้อโรค "เราได้พบ ว่าสัตว์พวกที่ผสมกับตัวเมียหลายตัว มักจะมีปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวสูงมาก"
    นักวิจัยได้กล่าวถึงมนุษย์ว่า "เมื่อเทียบกับมนุษย์แล้ว ปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่นับได้ อยู่ในขั้นเพียงแค่ในสัตว์จำพวก ผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น" ในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหล่านั้น ปรากฏ ว่า ลิงบาร์บารี่มีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวสูงที่สุด และยังพบว่าลิงตัวผู้จะผสมกับลิงตัวเมียได้มากถึงวันละ 10 ตัว ในหน้าสัด



    มหัศจรรย์ BREAK THROUGH ภูมิปัญญาไทย!

    สุดสัปดาห์นี้ ผมเดินทางไปพบเพื่อนเก่าและเขาได้แสดงความแปลกใจ
    ให้ผมได้รับรู้ในภูมิปัญญาไทย และคงเป็นครั้งแรก ที่ผมเห็นสิ่งมหัศจรรย์ถือ
    ได้ว่านี่เป็นการ "ทะลุทางปัญญา" ผมไม่กล่าวเกินเลยกับผลิตภัณฑ์ ซึ่งขณะนี้แม้จะเป็นที่รู้กันใน วงจำกัด
    เช่น บริษัทใหญ่ๆ ไม่กี่บริษัท แต่ทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น และโรงงานอุตสาหกรรมติดต่อเข้ามาในประเทศ
    ไทยไม่ขาดสาย! เพราะการวิจัยและพัฒนาของคนไทยที่ซุ่มทดลองใช้สารสกัดจากพืช
    เมืองร้อนในประเทศของเรา กลั่นเอาส่วนผสมหัวเชื้อที่สามารถย่อยสลายและ
    ทำให้ไขมัน, น้ำมันสกปรกทุกประเภทมีโครง สร้างกระจายจนขาดคุณสมบัติ
    ติดเป็นคราบ

    นอกจากนี้ ผมยังทราบ ว่า เขาได้แตกการวิจัยครอบคลุมให้ตัวหัวเชื้อมี
    ความหลากหลายใช้เฉพาะอย่าง แบบที่ผมยืนยันว่าไม่ เคนเห็นมาก่อน
    อย่างน้อยร้อยละ 99.99 ไม่มีสารเคมี, แอลกอฮอล์หรือสารกัดละลาย
    วัตถุ โลหะพลาสติก หรือไวนิล ปะปนอยู่
    ทั้งหมด ผมว่าเป็นสิบๆ ชนิด ตั้งแต่ยาล้างเพชร ยาล้างห้องเครื่องรถยนต์,ยาใส่หม้อน้ำรถยนต์,ตัวน้ำยาฉีดพ่นล้างเครื่องปรับอากาศ,น้ำยาล้าง
    คราบเลือด,หมึกพิมพ์, รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ ที่น่าสนใจ ทำให้ผมต้องรื้อแผ่น
    เสียงนับพันแผ่นมาชำระใหม่หมด แม้มีรอยขูดขีดบนพื้นผิว แต่ใช้น้ำยาชุบผ้า
    ทาถูบนแผ่นเสียงซึ่งบางแผ่น 35 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้เพื่อนถอดนาฬิกาของผมใส่ลงไปในถ้วยเอานิ้วคนและทิ้ง
    ไว้ 2-3 นาที คืนให้ผมเช็ดด้วยผ้าก็พบว่าคราบไคล ขี้เกลือ ฯลฯ หายไปได้
    อย่างไม่น่าเชื่อ กลไกบนหน้าปัดซึ่งผมเคยใช้ยาหยอด จักร เพื่อให้มันหมุน
    ได้ยังไม่ทำได้ดีขนาดนี้

    ผมงงมาก และเขาบอกว่านี่เป็นการวิจัย ไม่จำเป็นต้องเผยแพร่จะต้อง
    หรือจดสิทธิบัตร ซึ่งผมแนะนำให้จดลิขสิทธิ์ทุกผลิต ภัณฑ์โดยเร่งด่วน
    ผมต้องเขียนถึงเรื่องความมหัศจรรย์นี้ก็เพราะนี่คือภูมิปัญญาของคนไทย
    และส่วนทั้งหมดเป็นชีวภาพ และเขาบอกว่า ทุก วันนี้คนไทยแช่ผ้าในผงซักฟอกทิ้งไว้ครึ่งวันน้ำก็เน่าแล้ว แถมส่งลง ท่อเกิดมลพิษหนักยิ่งขึ้น
    น้ำยาชีวภาพของเขาแช่ไว้ 3 วันไม่มีเน่า ขจัดคราบไคลด้วย การซักเบาๆ เท่านั้น
    เว้นสีเมจิกเท่านั้นที่มันไม่สามารถลบได้ แน่นอน! เหลือเชื่อ! ผมนำกลับมาบ้าน แม่บ้านหัวเราะเยาะว่า "ฝอย"
    เธอใช้เวลาขัดเครื่องเงินด้วยยาขัดกลิ่นแรงจากต่างประเทศ
    ขัดแล้วยังไม่หาย ดำเพราะออกซิไดซ์มานานแล้ว
    ยื่นให้ผมเอาน้ำยาซึ่งผมเจือจางด้วยซ้ำไป เอาผ้าถูๆ ทิ้งไว้ไม่ถึงนาที ส่ง
    คืนให้เช็ดออก คราบไคลซึ่งใช้อะไรขัดออกได้ยาก ขึ้นมันวับ แม้ยังออกคล้ำ
    อยู่ ผมบอกว่าให้ทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมงดูการที่เพื่อนยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า เขาสกัดหัวเชื้อจากพืชใน ไทยนี้
    แหละ ทำเอาผมตกใจ เพราะเขาเทลงบนแก้วน้ำ ผสมให้มีความเจือจาง แล้วกลืน
    เข้าปากแล้วค่อยๆ บ้วนทิ้งหน้าตายบอกว่า

    "มันกินได้ ไม่มีอันตราย แต่มันไม่มีไว้กิน บางคนเอาไปแปรง ฟัน ก็แสบหน่อยแต่กำจัดบัคเตรีหมด"
    ผมทราบว่าจุลชีวภาพอันน่าสนใจนี้ ทำให้ไขน้ำมันเกิดการแตก ตัวน้ำยาของเพื่อนเหมือนจะมีฟองบ้างแต่ไม่มาก
    เขาฉีดใส่ห้องเครื่องยนต์ รถซึ่ง 3 ปีล้างทีของผม แล้วทิ้งไว้โดยลูบด้วย
    มือและนิ้วบนส่วนเป็นพลาสติก แล้วอัดฉีดด้วยน้ำความ ดันสูง ชำระทุก
    คราบจนสะอาดเหลือเชื่อ ตามซอกเล็บซึ่งควรมีคราบน้ำมันชอนไชติดจนต้องแปรงกับน้ำ
    มันโซลเวนท์ขัดออก แต่น้ำยาที่ว่านี้ไม่ต้องขัดเล็บ มันไม่เกาะครับ
    มันไม่ใช่โซลเวนท์ใช้ล้างครัว คราบไขมันสกปรก ในโรงแรมเหลือเชื่อ

    ผมใช้วันหยุดล้างแผ่นเสียงไม่เคยฟังซิบิลิอุสในคีตนิพนธ์ฟินลานเดีย
    แผ่นเสียงสกปรก ขีดข่วนได้สภาพ 90 เปอร์เซ็นต์ เหมือนเดิมทุกอย่าง!!
    โดยคุณ : พระบาท นามเมือง


    มะเขือเทศเฉดมะเร็งช่องปาก

    นักวิจัยมหาวิทยาลัยฮีบรูว์ ที่นครเยรูซาเลม ของอิสราเอล ได้เห็นฤทธิ์ของมะเขือเทศ เมื่อนำเอาสารเคมีสกัดจากผลมะเขือเทศ ที่ชื่อว่า "ไลโคฟีน" อันเป็นตัวทำให้ลูกมะเขือเทศสีแดงสด รวมทั้งสีแดงในซอสมะเขือเทศ กับซุปมะเขือเทศ ใส่ลงในจานทดลอง ที่เพาะเลี้ยงเซลล์ของมะเร็งช่องปากเอาไว้ เป็นผลให้เซลล์มะเร็งตายหมด โดยไม่รู้ว่ามันไปทำอะไรเข้า แต่คิดว่า มันคงไปกระตุ้นกระบวนการธรรมชาติ ที่ช่วยให้ร่างกายฆ่าเซลล์ ที่เติบโตขึ้นมาอย่างผิดธรรมชาติ ทางนักวิจัยจะได้ทดลองกับคนเป็นมะเร็งช่องปากต่อไปว่า จะได้ผลแบบเดียวกันหรือไม่
    เคยมีการวิจัยเมื่อก่อนหน้านี้มีผลว่า การกินผักและผลไม้มากๆ ช่วยป้องกันมะเร็งของช่องปากได้ นอกจากนั้น สารไลโคฟีน ยังช่วยหยุดยั้งการเกิดมะเร็งได้หลายอย่าง ตั้งแต่มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งลำไส้ ทั้งมหาวิทยาลัย นอร์ธ แคโรไลนาของอเมริกาก็เคยวิจัยพบว่า ไลโคฟีนช่วยขวางกั้นอาการหัวใจวาย ก่อนวัยอันควรได้ด้วย สารนี้มีอยู่อย่างอุดมในผลิตภัณฑ์อาหารจากมะเขือเทศ เช่น ซอสมะเขือเทศ และพิซซาราดซอสมะเขือเทศ.



    มะม่วง มะปริง มะปราง และมะยง

    ผลไม้ทั้งสี่ชนิดเป็นญาติพี่น้องที่สนิทชิดเชื้อกันดี
    คืออยู่ในตระกูล Anacardiaceae ซึ่งหมายถึงมีผลรูปหัวใจ
    และเนื้อเหลืองๆ หวานอมเปรี้ยวนั้นให้เบต้าแคโรทีนและแคโรทีนนอยส์หลากหลาย
    ด้วยฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ทำให้ไม่แก่ก่อนวัยของสารแคโรทีน
    คือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

    มะม่วง

    ความตอนหนึ่งของ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง กล่าวว่า
    "เบื้องตะวันออก เมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร มีปู่ครู มีทะเลหลวง มีป่าหมาก
    ป่าพลู มีไร่ มีนา มีถิ่นฐาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก มีป่าม่วงป่าขามดูงาม"
    แสดงว่ามะม่วง มะขาม หมากพลู มีมา ตั้งแต่นมนานกาเลแล้วแหละ
    ที่น่าแปลกใจ คือมีบ้านใหญ่บ้านเล็ก ด้วย ฮา
    แม้มะม่วงจะอยู่คู่ ไทยนานเพียงใด ตำราก็บอกว่ามะม่วงมิได้มีถิ่น
    กำเนิดที่นี่ พี้นฐานดั้งเดิม เค้าเป็นชาวภารตะนะนาย... นาร้าย...นารายณ์
    แบบว่าห่มส่าหรีมาไทย อะไรประมาณนั้น
    ถ้าย้อนดูคัมภีร์ทาง พุทธศาสนา ก็จะเห็นคำว่า อัมพะ หรือมะม่วงในภาษา
    อินเดียปรากฏอยู่ เช่นใน คัมภึร์ปฐมสมโพธิ ตอน ยมกปาฏิหาริย์ กล่าวถึง
    การแสดงปาฏิหารย์ของ พระพุทธองค์ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าอชาตศัตรู
    โดยทรงทำให้เมล็ดมะม่วงงอกงามเป็นต้นสูงถึง ๕๐ ศอกในเวลาเพียงพริบตา
    และในชาดกชื่อ อัพภันตรชาดก ก็กล่าวถึง เรื่องราวของพระมเหสีพระเจ้าพรหมหัต
    แพ้พระครรภ์ เดือดร้อนถึงพระอินทร์ แนะนำให้เสวยมะม่วงที่ชื่อ
    อัพภันดรซึ่งมีขึ้นเฉพาะในป่าหิมพานต์
    ทุกวันนี้มะม่วงยังคง เป็นผลไม้ยอดนิยมของชาวอินเดีย ผลผลิตมะม่วง
    ในแต่ละปีมีปริมาณมากกว่า ผลไม้ในประเทศทุกชนิด รวมกันเสียอีก
    หมู่บ้านหลายแห่ง ตั้งชื่อด้วยคำว่ามะม่วง เช่น อัมเพวัลลี อัมเพวดี
    อัมเพนัลลี
    อินเดึยผลิตมะม่วง สู่ตลาดโลกราว ๙.๕ ล้าน ตันต่อปี นับเป็นร้อยละ ๕๙
    ของผลผลิตมะม่วง ทั้งโลกรวมกัน
    ส่วนพี่ไทยนั้นแทบ ไม่มีส่วนแบ่งในตลาดโลกเลย
    แต่น่าแปลกว่ามี เว็บไชต์ในอินเทอร์เน็ตของฝรั่งหลายเจ้า กล่าวยกย่อง
    มะม่วงสายพันธุ์ไทยเสียเลอเลิศ แทบไม่มีไครแนะนำมะม่วงอินเดีย ชะรอย
    ว่ารสชาดจัดจ้านแบบไทยๆ คงถูกลิ้นชาวตะวันตกมากกว่า

    ชื่อนั้นสำคัญไฉน

    ทำไมเราจงเรียกผลไม้ ชนิดนี้ว่ามะม่วง
    ไม่รู้ครับ
    มีผู้สันนิษฐานไว้ว่า มะม่วงมาจากคำหมากม่วง และคำว่าม่วงไม่ใช่คำไทย
    คงเลียนมาจากภาษามลายู Manga "มางกาย์"
    ดังนั้นที่จริงต้องเรียก หมากมังกาย์ แต่ออกเสียง ยาก
    คนไหยจึงเรียกเพี้ยนเป็น "มะม่วง" จริงเท็จไม่รู้ เขาว่ามาก็ว่าไป
    ส่วนตัวผมเองสันนิษฐานแบบไม่รู้ (หรือพูดง่ายว่ามั่ว) คิดว่าคนโบราณ
    เรียกมะม่วง เพราะใบอ่อน ของมะม่วงป่ามีสีม่วง ดัง กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก
    ของเจ้าฟ้ากุ้งที่ว่า
    "มะม่วงไพรใบอ่อนมี คิดผ้าสีม่วงอ่อนแทน
    ขลิบอ่าตาตักแตน หน้าทอทองกรองข่ายทรงฯ"
    มะม่วงมีชื่อทางวิทยา ศาสตร์ว่า Mangifera Indica Linn
    อยู่ในวงศ์ ANACARDIACEAE
    คำว่าแมงกิ ดือมะม่วง
    เฟอรา คือเกิด
    Idica คืออินเดีย
    ชื่อวิทยาศาสตร์ของ มะม่วง จีงบ่งบอกความ หมายว่าเป็นผลไม้เกิดที่
    อินเดีย
    ส่วนคำฝรั่งอังกฤษ ว่า Mango นั้น ก็ได้จาก ภาษาโปรตุเกส Manga
    ซื่งยืมมาจากภาษาทมิฬ Mankai อีกที ส่วนทมิฬ ก็ยืมจากมลายู
    โอย วุ่นวายจริงหนอ

    พันธุ์มะม่วง

    ในอินเดียที่เป็นแผ่นดินแม่ของมะม่วง มีมะม่วง หลายพันชนิด
    ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลกคืออัลฟองโช ได้ชื่อตามผู้ว่าการอัลฟองโช เด
    อัลบูเคอร์กี
    ชาวโปรตุเกส ซึ่งปกครองอาณานิคมโปรตุเกสในอดีต และเป็นผู้
    ริเริ่มให้มีการเพาะพันธุ์มะม่วงในแคว้นกัง
    ผลสุกมะม่วงอัลฟองโช มีผิวสีชมพูสดใส รสชาติดี เป็นที่นิยมทั่วโลก
    แต่ติว่ามักมีเยื่อฟ่ามๆที่กินไม่ได้ และการติดผลไม่สม่ำเสมอ
    จึงได้มีการผสมข้ามพันธุ์กับมะม่วงนีลัม กลับไป กลับมา
    ท้ายสุดได้มะม่วงพันธุ์ ใหม่ชื่อสินธุ มีรสชาติเช่น
    อัลฟองโชไม่มีเยื่อฟ่าม
    และที่สำคัญเมล็ดลีบจน เกือบจะเรียกได้ว่ามะม่วง ไม่มีเมล็ด
    อีกไม่นาน มะม่วง สินธุอาจกลายเป็นมะม่วง ขวัญใจคนทั่วโลกแทนที่
    อัลฟองโช
    นอกจากมะม่วงพันธุ์ ดี อินเดียยังมีมะม่วงพันธุ์ แปลก เช่น อังคุรทาน
    เป็นมะม่วงหายากที่เล็กกว่าลูก พุทรา หรือมะม่วงยักษ์ จัมเอจัม ลูกหนักเกือบ
    ๒กิโลกรัม
    ในประเทศอื่นๆต่าง มีมะม่วงพันธุ์ยอดนิยมของ ตนเอง เช่น ออสเตรเลีย
    มีมะม่วงเคนซิงตัน สีเหลือง อมส้ม ลูกเกือบครึ่งกิโลกรัม
    มะม่วงทอมมีเอตกินส์ ปลูกในฟลอริดา เม็กซิโก และแอฟริกาใต้ มีผิวสีชมพู
    ทอมมีเอตกินส์มีผล รูปไข่ และเนื้อหยาบมีกาก
    ส่าหรับมะม่วงไทย มีกำเนิดบนผืนแผ่นดิน อันอุดมนานคู่ความเป็นไทย
    พันธุ์มะม่วงได้รับ การพัฒนาตามธรรมชาติ จนได้สายพันธุ์ชั้นลูกหลาน
    ร้อยกว่าสายพันธุ์ บาง พันธุ์เป็นเลิศ รสชาติหอม หวานชนิดที่ใครได้ลองจะ ติดใจ
    เนื้อไม่มีกากใยไห้ ระคายเคืองคอแบบของต่าง ชาติ
    พระยาศรีสุนทรโวหาร ได้ร้อยเรียงชื่อพันธุ์มะม่วง ไทยไว้เป็นกาพย์ยานี๑๑
    ในหนังสือบรรณพฤกษา กับสัตวาภิธาน เมื่อร้อยกว่า ปีที่แล้ว ยกตัวอย่างพอให้
    เห็นภาพดังนี้
    "หมอนทอง อกร่องรส หวานปรากฎรสสวรรค์
    แมวเซามีสองพันธุ์ แมวเชาขาว แมวเชาดำ
    พรวนขออีกพรวนควาย แก้วฤากลายมีประจำ
    ควันเทียนและทองคำ มลิอ่องทองปลายแขน
    น้ำตาลปากกระบอก ขานนามออกทุกดินแดน
    มะม่วงนายขุนแผน ปลูกเมื่อทัพกลัมคืนมา
    ฯลฯ"
    และทุกวันนี้ก็ยังมี
    สายพันธุ์มะม่วงที่คัดพันธุ์จากธรรมชาติเกิดเพี่มขึ้น
    อีกมากมาย บางพันธุ์ก็ได้ รับการกล่าวขานกันมาก เช่น น้ำดอกไม้ทะวายเบอร์ ๔
    น้ำดอกไม้ทอง โชคอนันต์
    ยังมีการทดลองนำ พันธุ์มะม่วงต่างประเทศเข้ามาปลูกอีก เช่น อัลฟองโช
    ของอินเดีย และคาราบาว ของฟิลิปปินส์
    (ฟิลิปปินส์ส่งมะม่วง คาราบาวออกวางตลาดโลกใน
    ชื่อว่ามะนิลาซูเปอร์แมงโก)
    เชื่อไหมว่ามะม่วงที่ ผลิตได้ในไทยนั้นสามารถ ส่งออกได้เพียง ๑ %
    เป็นเพราะขาดการส่ง เสริมการตลาดที่ดี
    เมื่อเร็วๆนี้ได้มีผู้ ทดลองศึกษาเปรียบเทียบ รสชาติมะม่วง ๗ สายพันธุ์
    คือมะม่วงแก้ว โชคอนันต์ น้ำดอกไม้ทอง มหาชนก แรด คาราบาว และเคนซิงตัน
    เอาให้รู้ไปเลยว่า ของใครจ ะอร่อยกว่ากัน ในสายตาชาวโลก
    ผู้ศึกษาคือดร. ทิพย์วรรณา งามศักดิ์และคณะ ได้ไห้อาสาสมัครชาวจีน
    ญี่ปุ่น อาหรับจำนวนหนึ่ง ทดลองชิมมะม่วงทั้ง ๗ ชนิดเปรียบเทียบกัน และ
    ให้คะแนนมะม่วงในดวงใจ
    พบว่าชาวจีนชอบ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองและ มหาชนกมากที่สุด
    ฮ่องกงชอบน้ำดอกไม้ สีทองกับเคนซิงตัน
    ส่วนญี่ปุ่นชอบน้ำ ดอกไม้สีทอง
    อาหรับชอบน้ำดอกไม้ สีทอง กับเคนซิงตัน
    สรุปได้ว่ามะม่วง ดอกไม้สีทองคือขวัญใจ ของทุกชนชาติ ทั้งในแง่
    รสชาดและความสวยของผล
    จึงเชื่อได้ว่าหากไทย เราส่งเสริมการส่งออก มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง
    ละก็...ไปโลดในตลาดโลก แน่นอน

    การกินมะม่วง

    มีเรื่องน่าขำเกียวกับ การกินมะม่วงอยากเล่าให้ ฟังครับ
    คนไทยกินมะม่วง ง่ายๆโดยปอกเปลือกหั่น เป็นชิ้น ใช้ส้อมจิ้มเข้าปาก
    ชาวอินเดียต้นตำรับ แนะนำให้คลึงมะม่วงบน โต๊ะอาหารจนข้างในนิ่ม ใช้
    ปากกัดหัวขั้ว ดูดเอาน้ำ เหลวเข้าปาก
    ส่วนฝรั่งนั้น ดูจะ วุ่นวายที่สุด
    ฝรั่งกล่าวว่ามะม่วงมีรสชาติผสมระหว่าง
    ลูกพีชกับสับปะรด มะม่วง จะอร่อยต้องแช่ให้เนื้อเย็น และทั้งดูดทั้งแทะเนื้อให้
    หมดจนเหลือแต่เมล็ดขาว จึงจะถือว่ากินมะม่วงเป็น
    ดังนั้นการกินมะม่วง แบบฝรั่งจึงเลอะเทอะสิ้นดี ชาวอังกฤษในอินเดียจึง
    นิยมเปลือยกายกินมะม่วง ในอ่างอาบน้ำ
    ส่วนคำแนะนำของ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย บอกว่า มะม่วงมีน้ำมาก
    จำเป็นต้องใช้กระดาษเช็ด ปากหลายแผ่น และยาก ที่จะป้องกันไม่ให้น้ำมะม่วง
    ไหลเลอะตามคาง
    ทำไมถึงกินดุเดือด ขนาดนี้หนอ คงเป็นเพราะ มะม่วงเป็นผลไม้เมืองร้อน
    หายากราคาแพงในสมัย กระโน้น

    คุณค่าทางโภชนาการ

    ในแง่โภชนาการ มะม่วงก็เหมือนผลไม้รส หวานส่วนใหญ่ คือมีน้ำตาลผลไม้มาก
    จึงค่อนข้าง จะให้พลังงาน แด่ก็อยู่ใน ระดับปานกลางขนาดมังคุด และเงาะ
    ไม่หนักถึงขั้น ทุเรียนหรือกล้วย
    เนื้อผลไม้ ๑ขีดพลังงาน(กิโลแคลอรี่)
    มะม่วงแก้วสุก๘๗
    มะม่วงแก้วดิบ๖๗
    มะม่วงพิมเสนสุก๖๒
    มะม่วงพํมเสนมันดิบ๘๔
    มะม่วงอกร่องสุก๗๔
    มะปราง๔๗
    มังคุด๗๖
    เงาะ๗๐
    ทุเรียน๑๕๖
    กล้วยน้ำว้า๑๓๙
    ส้มเขียวหวาน๓๗
    ฝรั่ง๓๔
    ชมพู๒๔
    เนื้อมะม่วงสุก ๑ ขีด ให้วิตามินซีราว ๒๘ มิลลิกรัม หรือครึ่งหนึ่ง
    ของปริมาณที่ร่างกายควร ได้รับต่อวัน แต่ถ้าดิบจะมี วิตามินซีสูงกว่านี้
    เนื้อสุกสีเหลืองมี เบต้าแคโรทีนราว ๒ มิลลิกรัม
    วิตามินอี ๑ มิลลิกรัม หรือ ๑๐% ของปริมาณ ที่ควรได้รับต่อวัน
    มะม่วงมีเบต้าแคโรทีน สูงกว่าแอปริคอท ๕๐% และสูงกว่าแคนตาลูป ๒๑%
    นอกจากกินเป็น ผลไม้เช่นที่นิยมในบ้านเรา ฝรั่งยังดัดแปลงวางเนื้อ
    มะม่วงเคียงกับเนื้อและปลา นำมะม่วงสุกมาปั่นเป็น ครีมราดไก่และหมูย่าง
    และรู้จักใช้มะม่วงดิบเป็น เครื่องปรุงแต่งรสเปรี้ยว คล้ายยำมะม่วงบ้านเรา
    ชาวอินเดียทำเครื่องเคียงเรียกซัทนีย์ (Chutney) โดยใช้มะม่วงแก่สับบด
    ด้วยแท่งหินรวมกับน้ำตาล ทรายแดง น้ำส้ม ขิง พริก เกลือ มะพร้าว ถือเป็น
    ของขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหาร คล้ายน้ำพริกของเราเลย ทีเดียว
    ประโยชน์ทางยาของ มะม่วง ใช้เมล็ดในที่ออก รสฝาดฝนกับน้ำ กินแก้
    ท้องเสียได้ดีพอใช้
    ชาวอินเดียใช้ใบมะม่วงพับครึ่งสีฟันและใช้ ส่วนต่างๆของมะม่วงปรุง
    ยารักษาโรคกว่า ๕๐ ขนาน
    ส่วนตำราแผนโบราณ ของไทยนั้น ใช้ใบมะม่วงสดนำมาบดให้ละเอียด
    พอกแก้โรคผิวหนัง แผล ไฟไหมั น้ำร้อนลวก
    หรือใช้ใบสดนำมา เผาไฟเอาควันสูดดมรักษา โรคเกี่ยวกับการไอ และ เจ็บคอ
    เป็นต้น
    ยางจากลำต้น ใช้ ยางสดนำมาทาบ้านกันปลวก และใช้ทำเป็นกาว
    เย็บเข้าเล่มหนังสือ
    ยางจากผลสดนำมา ทา ทำลายเนื้อด้าน กัดหูด ตาปลา เนื้องอก กลาก เกลื้อน
    ผลใช้เป็นยาแก้โรค เลือดออกตามไรฟัน แก้ ท้องร่วง หรือใช้น้ำที่คั้น
    จากผลกินเป็นยาขับปัสสาวะ แก้อาเจียน หรือแผลพองในปาก
    เมล็ด กินเมล็ดสด หรือคั่วโรยเกลือ กินเป็นยาแก้อาการบวมน้ำ ขับปัสสาวะ.
    หรือใช้สกัดเอาน้ำมันออกมาใช้ทาแก้กลาก เกลื้อน แก้เนื้องอก แก้ โรคผิวหนัง
    แก้โรคเรื้อน เป็นต้น

    มะปริง มะปราง และมะยง

    ครั้งที่อิเหนาพาระเด่น วิยะดาเดินชมดงตามบท พระราชนิพนธ์ละครเรื่อง
    อิเหนาในรัชกาลที่ ๓
    "กิดาหยันน้อยน้อย สอยสาวหยุด
    เบญจมาศชาติบุษย์ ต่างต่าง
    บ้างโน้มเหนี่ยวหักกิ่ง ปริงปราง
    มาถวายหลายอย่าง ให้นางชม"
    อิเหนาหักกิ่งมะปริง และมะปรางให้หญิงสาวดู คงมีเจตนาอวดโอ้เอาใจ หญิง
    แต่ใจร้ายกับต้นไม้ จังเลย ถือว่าไม่อนุรักษ์ ธรรมชาติ
    กาพย์ห่อโคลงชม เครื่องคาวหวานเจ้าฟ้ากุ้ง กล่าวถึงมะปรางไว้ว่า
    "หมากปรางนางปอก แล้ว ใส่โถแก้วแพร้วพราย แสง"
    แสดงว่าคนไทยรู้จัก มะปรางตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
    มะปรางมีถิ่นกำเนิด อยู่ในไทย พม่า ลาว เขมร และมาเลเซีย มีชื่อสามัญ
    ว่า Bouea หรือ GarsIuria หรือ Marian Plum หรือ Maprang
    มีญาติร่วมสายพันธุ์ ที่โด่งดัง คือมะม่วง มะม่วง หิมพานต์
    มะปรางเป็นไม้ยืน ต้น สูงประมาณสิบเมตร เปลือกไม้มียาง ใบคล้าย มะม่วง
    ดอกออกเป็นช่อ กระจายสีเหลืองขนาดเล็ก
    มะปรางดิบจะมี สีเขียวอ่อน และเข้มขึ้น เมื่อแก่
    ครั้นผลสุกจะเปลื่ยน สีเป็นเหลืองส้ม ซึ่งเกษตร กรจะรีบเก็บไม่รอให้สุก
    คาต้น เพราะจะมียางมาก กินแล้วกัดคอ ทำให้ไอ และ เนื้อมักเหลวเละ
    ผลมะปรางเป็นรูปไข่ สวยงาม หรืออาจค่อนมา ทางกลม เปลือกผลนิ่ม
    เนื้อสีเหลืองส้มถึงส้มแดง แล้วแต่สายพันธุ์ รสชาติมี ทั้งเปรี้ยวอมหวาน หวาน
    อมเปรี้ยว หรือเปรี้ยวจัด

    พันธุ์มะปราง

    ในทางพฤกษศาสตร์ สามารถจำแนกมะปรางลูก ส้มเหลืองน่ากินได้เป็น ๓
    พันธุ์ใหญ่ๆคือ
    ๑. มะปรางป่า (Bouae Microphylla) หรึอที่ทางภาคใต้เรียกมะปริง จัดเป็น
    ญาติสนิทในสกุลเดียวกับ มะปราง
    ผลเล็กรสเปรี้ยว นำผลดิบตำกับน้ำพริก ใส่ แกงส้ม หรือเอามาจิ้มกับ
    มันกุ้งให้รสชาติมันเปรี้ยว น้ำลายสอ ว้าว น้ำลายไหล
    ๒.มะปรางอินเดีย (Bouae Macrophylla) เป็น มะปรางใหญ่เกือบเท่าไข่ไก่
    หรือมะม่วงลูกย่อม
    ๓.มะปรางทั่วไป (Bouae Burmanica) คำว่า Burmanica บอกความหมาย
    ว่าพบมากในพม่า

    มะปรางที่รู้จักกันใน ประเทศไทย มี ๓ ชนิด คือ มะปรางเปรี้ยว มะปรางหวาน
    และมะยง

    -มะปรางเปรี้ยว

    คนโบราณเรียกอีกชื่อว่า"กาวาง" เพราะรสชาดเปรี้ยวจี๊ด แม้แต่นกกาที่
    ชอบกินผลไม้คาบแล้วยังต้องวาง
    แต่ชาวบ้านสามารถ นำไปแปรรูปเป็นมะปราง แช่ อิ่ม หรือมะปรางดอง
    น่ารับประทาน

    -มะปรางหวาน

    โดยทั่วไปเวลาพูดถึง มะปราง เราจะหมายถึง มะปรางหวานนี่เอง
    ผลเมื่อแก่มีรสมัน อมเปรี้ยว และหวานเหมือนสุรา
    ข้อเสียของมะปรางหวานคือมียางที่ผิว เมื่อกินหลายๆลูกจะระคายคอ
    ทำให้ไอ
    มะปรางหวานที่มีชื่อเสียงของเมืองไทย คือ ต้นมะปรางในวังสระปทุม
    และมะปรางห่าอิฐ อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นที่รู้จักกันมาแต่สมัย
    รัชกาลที่ ๕

    -มะยง

    คือมะปรางนั่นเอง แต่เป็นมะปรางที่ไม่มียาง กินแล้วไม่ระคายคอ
    มะปรางอาจกลายเป็น มะยง และมะยงอาจกลาย เป็นมะปราง ขึ้นกับดินที่ปลูก
    เราจะรู้ว่าต้นใดเป็น มะปรางหวาน หรือมะยง ก็โดยอาศัยการชิมเท่านั้น

    มะยงก็แบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ
    มะยงชิด มีรสหวานนำเปรี้ยว กับมะยงห่าง มีรสเปรี้ยวน๋าหวาน
    มะยงชิดที่ดีจะมี ลักษณะพิเศษคือ เนื้อละเอียด แข็ง ไม่เหลว และเมล็ดเล็ก
    ความเปรี้ยวอยู่เพียงเปลือก หากปอกเปลือกทิ้งก็จะเหลือแต่เนื้อหวานฉ่ำชื่นใจ

    ทั้งมะปรางและมะยงจะต้องรับประทานทันที เมื่อสุกจึงจะได้รสชาติ หาก
    ทิ้งข้ามวันมักเนื้อเละเหลว ซึ่งชาวสวนเรียกว่า "ท้องขึ้น"
    ดังนั้นหากอยากรับประทานมะปรางให้อร่อย คงต้องเลึอกที่เก็บใหม่ๆ หรือ
    ไปซื้อในสวน
    มะปรางสุกมีวิตามินซีสูง เนื้อมะปรางหนึ่งขีด (๑๐๐ กรัม) ให้วิตามินซี
    เพียงพอกับความต้องการ ของร่างกายในหนึ่งวัน และ ยังมีสารแคโรทีนซึ่งช่วย
    บำรุงสายตาและผิวหนัง
    ตำรายาพื้นบ้าน ใช้ รากมะปรางถอนพิษไข้ ทั้งปวง
    เป็นภูมิปัญญาชาวบัานอีกประการหนึ่ง ที่วงการแพทย์ยังไม่ได้พิสูจน์
    ว่าได้ผลดีเพียงได

    โดยภก.สรจักร ศิริบริรักษ์
    จาก เภสัชโภชนา พลยแกมเพชร ปีที่ ๙ ฉบับ ๒๐๕ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๓ หน้า ๕๑-๕๔
    โดยคุณ : สรจักร ศิริบริรักษ์


    มีสูตรสู้\'ยุงร้าย\'มาบอก เด็กน้อยเสนอ\'กย.2000\'

    "ย.ยุง" ยุ่งนัก
    กัดเจ็บๆ คันๆ ทั้งยังเป็นพาหะนำโรคภัยมาสู่
    ไข้เลือดออก ไข้จับสั่น ไข้สมองอักเสบ ล้วนมากับยุงทั้งนั้น โรคเท้าช้างด้วยนะเอ้า แล้วยังสร้างความรำคาญให้ต่างหาก กัดเจ็บยังไม่พอ คนจะขยันนอนหลับ เอ๊ย! ขยันอ่านหนังสือเสียหน่อย มาบินส่งเสียงหวี่หวี่ วี้วี้ ข้างๆ หูอยู่ได้
    วันนี้หนูๆ ลงมือสู้กับยุง ดูท่าจะชนะด้วยละ

    เด็กไทยสู้ภัยยุง เป็นโครงงานของโรงเรียนบ้านสร้างถ่อ สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอหัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ สูตรยาที่คิดขึ้นนอกจากจะป้องกันยุงได้ชะงัดแล้ว ยังไม่ส่งผลร้าย และช่วยลดปริมาณสารเคมีในชีวิตประจำวันด้วย
    นักเรียนพบว่าสารสีเขียวจากพันธุ์ไม้คุ้นหน้าในชุมชนคือ "ใบสาบเสือ" บวก "ใบยูคาลิปตัส" จะได้ผลออกมาเป็น "กย.2000 เกราะป้องกันยุงร้าย" จะฉีด จะพ่นทั่วบ้าน หรือจะทาตัว รับรองปลอดสารเคมี ไม่มีสารพิษตกค้าง ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อใครไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ และไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม
    สำคัญที่สุดสำหรับยุคนี้คือประยัด...ประหยัด ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว ไม่ต้องไปซื้อหายาฉีดยุงกระป๋องหลายตังค์มาใช้

    "นับว่าเป็นประโยชน์ยิ่ง" ผอ.สปจ.อำนาจเจริญ นิรันดร์ บรรดาศักดิ์ กล่าว "ทำให้เด็กนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในวัฏจักรชีวิตของยุง รู้วิธีป้องกันยุงกัดโดยใช้สมุนไพร ไม่ต้องใช้สารเคมี ป้องกันไม่ให้มีสารพิษตกค้างซึ่งอาจเป็นอันตรายในอนาคต ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมี ยากันยุง รู้จักนำพืชสมุนไพรในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น และนำประโยชน์ไปใช้ได้ในทุกภูมิภาค"

    เจ้าของสูตรตัวเล็กๆ มาช่วยกันเป็นนายแบบนางแบบสาธิตวิธีการใช้ให้ดู และช่วยกันเล่าว่าใช้ใบเขียวๆ ของสาบเสือกับยูคาลิปตัสในปริมาณอย่างละ 10 กรัม มาบดและปั่นเข้าด้วยกัน แล้วใส่น้ำปริมาณ 200 ซีซี ลงทำเป็นสารละลายในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 เสร็จสรรพก็จะได้สาร กย.2000
    สรรพคุณ ใช้ฉีด พ่น ทา ตามบริเวณที่ต้องการป้องกันยุงกัด ได้ผลดีนักแล "กย.2000 เกราะป้องกันยุงร้าย"
    โดยคุณ : สกู๊ปเยาวชน


    มาตากใบไม้แห้งฤดูหนาวกันเถอะ

    สำหรับคนที่ต้องตื่นเช้าเป็นกิจวัตรประจำวัน บางเช้าในช่วงนี้ตื่นขึ้นมา
    พร้อมกับสัมผัสอากาศเย็นที่โชยมาเอื่อยๆ นับเป็นกำไรของชีวิต
    กิจกรรมในสวนที่เหมาะกับฤดูหนาวมากที่สุดคือ การเก็บใบไม้ในสวน
    มาตากแห้ง เพราะแสงแดดในฤดูหนาวตอนกลางวันนั้นร้อนแรงและอากาศ
    แห้ง ทำให้ใบไม้ที่เก็บแห้งมีคุณภาพดี

    การเก็บใบไม้แห้งพวกสมุนไพร มาเก็บ ไว้ต้มแทนใบชาเพื่อให้สุขภาพดี
    ขึ้น เป็นเรื่องที่นิยมกันมานานแล้ว และถ้าสมุนไพรนั้นเป็นสมุนไพรที่คุณเก็บ
    มาตากแห้งด้วยตัวคุณเอง คุณยิ่งมั่นใจในคุณภาพที่ไม่ปลอมปน และที่
    สำคัญคือความสะอาด เพราะถ้าไปดูของที่เขาตากแล้วนำมาขาย คุณ
    แทบไม่อยากจะซื้อของนั้นมาทาน เพราะเก็บมาตากพร้อมฝุ่นละอองที่ปลิวว่อนกับพื้นดิน

    การเก็บพืชสมุนไพรตากแห้งไว้ทาน หลังจากที่เรามีของสดมากมาย
    เป็นงานที่สนุก ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากแต่อย่างไร และที่สำคัญไม่ต้องใช้เครื่องมือ
    อะไรมากมาย แต่การเก็บก็มีขั้นตอนเหมือนกัน เพื่อให้ได้ของที่มีคุณภาพ
    ลองมาดูกันหน่อยว่าจะเก็บอย่างไรกันดี

    เริ่มด้วยการตัด

    ขั้นแรกต้องเลือก ถ้าเก็บใบไม้ใบไม้ที่ไม่แก่ไม่อ่อนจนเกินไป
    ถ้าเก็บดอกต้องเป็นดอกแรกแย้ม เพราะคุณค่าของน้ำมันหอมของดอกตูมจะมีมาก
    ที่สุด เวลาเก็บต้องเก็บตอนเช้ามีแสงแดดส่องเพียงพอ ให้น้ำค้างที่ตกต้องใบ
    และดอกระเหยแห้งแล้ว ใบและดอกที่เก็บไปช่วงนั้น มีความแห้งจากธรรม
    ชาติพอดี การตัด ห้ามเด็ดกิ่งด้วยมือเป็นอันขาด เพราะจะทำให้รากต้นไม้
    กระเทือน ต้องใช้กรรไกรหรือเครื่องมือตัดกิ่งไม้ตัดทุกกิ่งทุกดอก ขอให้จำไว้เลย
    ว่าการตัดกิ่งไม้หรือตัดดอกไม้อย่าใช้มือหัก เพราะแรงมือที่เหนี่ยวรั้ง
    ทำให้ต้นไม้รากคลอนตายมามากแล้ว บางคนปลูกพริกหรือใบสะระแหน่
    กะเพรา ไว้เป็นผักสวนครัว เวลาเก็บจะใช้มือเก็บ กระชากพรวดออกจากต้น
    เพราะความสะดวก แต่การทำอย่างนั้นทำให้ต้นไม้ตายเร็วขึ้นเนื่องจาก
    รากกระเทือน ลองนึก ถึงคนมากระชากผมเรากับการตัดผม กระชากทีเดียว
    เจ็บไปทั้งหัว ต้นไม้ก็เหมือนกัน เจ็บบ่อยๆ พลอยป่วยตายไปเลยดีกว่า

    ล้างน้ำทำความสะอาด

    สมุนไพรบางชนิดไม่จำเป็นต้องล้างน้ำทำความสะอาด เพราะไม่มีความ
    สกปรกของ ฝุ่นหรือดินติดอยู่ แต่บางชนิดที่ขึ้นติดดินปนโคลน ควรต้องล้าง
    น้ำให้ดินโคลนออกเสียก่อน การล้างต้องล้างน้ำไหลจึงจะทำให้เศษดินออกไป
    ได้ง่ายอย่าล้างแบบจุ่มแช่เพราะไม่สะอาดอย่างแท้จริง เมื่อล้างเสร็จแล้วต้อง
    สะบัดให้น้ำออกมากที่สุด แล้วซับกระดาษหรือผ้าแห้งๆ ให้หมดน้ำมากที่สุด
    ตากแห้ง สถานที่เก็บตากแห้งที่ดีที่สุดคือ ที่ๆ ค่อนข้างมืด อากาศถ่ายเทดี เช่น
    คานโรง รถหรือชานระเบียง การที่ต้องตากแห้งใน ที่ค่อนข้างมืด เพราะจะ
    ช่วยให้สีของใบ และดอกไม่เปลี่ยนแปลง เวลาตากแห้งต้องแขวนหัวห้อยลง
    จะช่วยให้รูปแบบของดอกและใบคงสภาพเดิมไม่หลุดร่วงโรย ไปง่ายๆ

    เก็บรักษา

    ถ้าจะตรวจสอบว่าใบไม้ที่ตากแห้งดีพอ ที่จะเก็บไปไว้ใช้แล้วหรือยัง
    ลองใช้มือรูดดูถ้าใบร่วงพรืดติดมือออกมาเลย เพียงแค่นี้เป็นสัญญาณได้แล้ว
    ว่าแห้งดีแล้ว เก็บมาใส่ ภาชนะแห้งปิดฝานำไปใช้ได้
    การเก็บตากแห้งใบไม้นี้ใช้ได้กับใบไม้ ดอกไม้ทุกชนิด ลองเก็บทุกชนิด
    ในสวนมาตากแห้งเก็บไว้ พอแห้งแล้วลองนำใบแห้งมาต้มเหมือนต้มใบชา
    แล้วคุณจะแปลกใจว่าสูตรเครื่องดื่มร้อนๆ จากใบไม้ดอกไม้แห้ง ในสวนคุณ
    มีรสชุ่มคอชื่นใจ หอมกลิ่นดอก ไม้แห้งอ่อนๆ และสุดท้ายแน่ใจว่าสะอาด ไม่
    มีโรคแทรกซ้อนตามมาให้รักษากันภายหลัง

    วันหยุดนี้ ลองเดิน เก็บใบไม้ดอกไม้ในสวนมาตากแห้งเป็นกิจกรรมเสริมกันดูนะคะ
    โดยคุณ : ลักษณศิริ ศิริวรรณ


    ไม่ออกกําลังบั่นหัวใจผู้หญิง

    นับเป็นครั้งแรก ที่มูลนิธิโรคหัวใจอังกฤษได้ เปิดเผยผลของการศึกษา อันแสดงให้เห็นความร้ายแรง ของโรคหัวใจ เป็นครั้งแรก พร้อมกับระบุว่า ความเครียดในการทำงาน ความซึมเศร้า การขาดการออกกำลัง รวมทั้งการกินอาหารไม่ถูกส่วน เป็นสาเหตุ ใหญ่ แต่คนส่วนใหญ่รู้สึกหวั่นไหว กับการเปิดเผยว่า การขาดการออกกำลังเป็นสาเหตุใหญ่อันหนึ่งกันมาก
    มูลนิธิโรคหัวใจยังได้แนะนำให้ผู้หญิงอังกฤษ ควรจะปรับเปลี่ยนการประพฤติปฏิบัติตนเสียใหม่ เพื่อให้มีสุขภาพดี "เพราะการเดินเหินทำโน่นทำนี่แค่นั้นยังไม่พอ แต่ไม่ใช่ถึงกับต้องไปลงสนามกีฬา หากควรได้เดินกันให้มากกว่านี้"
    โดยคุณ : วิทยาการ -



    ยาของอนาคต รู้ทันโรคมากขึ้น

    อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ศาสตราจารย์พรชัย มาตังคสมบัติ กล่าวว่า มนุษย์ สามารถเข้าใจถึงกลไก ภายในร่างกายได้ลึกถึงระดับยีนหรือหน่วยพันธุกรรม ยีนมนุษย์ มีอยู่ด้วยกันกว่า 3,200 ล้านคู่ นักวิทยาศาสตร์ ถอดรหัสเสร็จในปีนี้ ทำให้รู้ว่ามีการเรียงตัวต่อกันอย่างไร การใช้ยาในอนาคตมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนให้การแพทย์การสาธารณสุข เป็นเชิงรุกมากขึ้น เป็นการทำความเข้าใจ กับพยาธิสภาพที่ก่อให้เกิดโรค นำมาพัฒนายารักษาโรค ที่ได้จากข้อมูลรหัสพันธุกรรมของมนุษย์

    ศาสตราจารย์พรชัย กล่าวต่อไปว่า ยีนที่กำลังสนใจ คือ ยีนที่ง่ายกับการติดเชื้อ เมื่อรู้กลไกจะสามารถพัฒนา สู่การป้องกันการติดเชื้อได้ ยีนนี้เป็นส่วนสำคัญในการคิดออกแบบวัคซีนให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มคนเอเชีย กลุ่มคนยุโรป สามารถสร้างภูมิต้านทานโรคได้ดี วัคซีนปัจจุบัน ที่ใช้กันอยู่นั้น เมื่อนำมาใช้กับประชากรทั่วโลก เหมือนกันหมด พบว่าล้มเหลวถึงร้อยละ 35 ไม่อาจสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาได้
    โดยคุณ : ์พรชัย มาตังคสมบัต


    ยารักษา\'ความดันสูง\' แก้เสื่อมสมรรถภาพได้

    นายคาร์ลอส เฟอร์ราริโอ แห่งศูนย์การแพทย์แบบทิสต์ของมหาวิทยาลัยเวค ฟอร์เรส กล่าวว่า ยาโลซาร์ตันที่รักษาอาการความดันโลหิตสูง อาจจะช่วยแก้ไขปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ เนื่องจากให้ผลข้างเคียงในการช่วยปรับปรุงอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย ที่มีความดันโลหิตสูงและมีปัญหาทางเพศ
    นายคาร์ลอสกล่าวว่า ภาวะความดันโลหิตสูงสามารถเร่งให้เส้นเลือดต่างๆ แข็งตัว ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจได้ และผู้ที่ประสบปัญหาโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงอาจจะไม่เหมาะสมในการใช้ยารักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศต่างๆ อย่างไรก็ตาม ยานี้กำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบ ซึ่งให้ผลเป็นที่น่าพอใจ โดย 88% ของผู้ชายที่เข้าร่วมการทดลองในเวลา 12 สัปดาห์ในประเทศสเปน พบว่าอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศลดลง มีความพอใจในด้านเพศสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยานี้ยังอาจจะใช้ได้ในผู้หญิงด้วยเช่นกัน



    ระบุวิธีรักษาเบาหวาน ที่ผ่านมาไม่ได้ผลดี

    ศ.นพ.เลสเตอร์ ปี.ซาลานส์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบต่อมไร้ท่อ วิทยากรรับเชิญจาก มหาวิทยาลัยร็อคกี้ เฟลเลอร์ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาวงการแพทย์ทั่วโลกยัง ประสบปัญหาในการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากผลการรักษาผู้ป่วยเบาหวานในช่วงที่ผ่านมา ยังได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจในระยะยาว

    ทั้งนี้เป็นเพราะการคุมระดับน้ำตาลในเลือดยังไม่ดีพอ และยาที่ใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วย เบาหวานยังไม่มีประสิทธิผลในการรักษาสูงสุด โดยเป็นการมุ่งควบคุมน้ำตาลในเลือดมากเกินไป โดยเฉพาะการคุมน้ำตาลในเลือดในภาวะอาหาร ทำให้เกิดผลข้างเคียงต่างๆ ได้ เช่น เกิดภาวะ น้ำตาลในเลือดต่ำซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยช็อกได้ และเกิดความผิดปกติของลำไส้

    ศ.นพ.ซาลานส์ กล่าวว่า วงการแพทย์ได้มีการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาวิธีการรักษาผู้ป่วย เบาหวานใหม่ๆ เพื่อให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยมุ่งการรักษาไปที่การ คุมน้ำตาลหลังอาหาร ซึ่งมีผลมากกว่าการรักษาแบบเดิมที่มุ่งไปที่น้ำตาลก่อนอาหาร เพราะได้มี การศึกษาจำนวนมากที่สนับสนุนว่าน้ำตาลในเลือดสูงหลังมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคแทรกซ้อน ต่างๆ จากเบาหวานมากกว่าน้ำตาลในเลือดสูงก่อนอาหาร

    ด้านศ.นพ.อภิชาติ วิชญาณรัตน์ นายกสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ปัญหาในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยได้ผลมากนักเพราะการรักษาผู้ป่วยเบาหวานจำ เป็นอย่างยิ่งต้องคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงค่าปกติมากที่สุด และไม่ให้น้ำตาลในเลือด ต่ำเกินไปซึ่งเป็นเรื่องยาก เนื่องจากการใช้ยาคุมน้ำตาลในเลือดกลุ่มที่ใช้อยู่เดิมจะออกฤทธิ์ทั้ง วันตลอดเวลา รวมทั้งการที่แพทย์ให้ยาเผื่อไว้ด้วย ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดปัญหาระดับน้ำตาลในเลือด ต่ำบ่อยครั้ง เสี่ยงต่ออาการช็อกได้
    โดยคุณ : เลสเตอร์ ปี.ซาลานส์


    ระวัง! กรอก"ดราโน่" ลงในท่อบ่อยๆ อันตรายจ้ะ ี

    ระวัง! กรอก"ดราโน่" ลงในท่อบ่อยๆ อันตรายจ้ะ
    "ดราโน่" เป็นชื่อที่เราเรียกสารเคมีที่เข้าไปทำปฏิกริยา
    กับเศษผงหรือไขมันที่ติดอยู่ในท่อของสุขภัณฑ์ต่างๆ
    เวลาท่อระบายน้ำอุดตัน หลายท่านมักจะไปซื้อผงเคมีนี้เทลงไป
    ผงเคมีจะทำปฏิกริยากับเศษอาหาร เส้นผม ไขมัน ฯลฯ
    จัดการละลายทะลวงให้ท่อที่อุดตันอยู่กลับกลายเป็นท่อที่โล่ง
    ให้น้ำผ่านไปได้ง่ายขึ้น
    แต่เพราะผงเคมีนี้เป็นตัวทำลายชั้นเยี่ยม
    และจะเกิดควันพิษตามมาในขณะที่ทำปฏิกริยา
    ควันพิษนี้จะเป็นอันตรายหากเราสูดดมเข้าไปบ่อยๆ
    แต่ที่เป็นอันตรายจริงๆ (แม้จะเป็นอันตรายทางอ้อม)
    ก็คือผงเคมีนี้จะเข้าไปสู่ท่อบำบัดของเรา
    ซึ่งในบ่อบำบัดจะมีบักเตรีอาศัยอยู่
    บักเตรีเหล่านี้จะช่วยในการย่อยสลายของเสียในบ่อบำบัด
    เมื่อผงเคมีเข้าไปผสมในบ่อบำบัด ก็จะฆ่าทำลายบักเตรี
    ที่ทำหน้าที่ย่อยสลายปฏิกูลของเรา
    พอบักเตรีตายหมด ก็ไม่มีใครมาช่วยย่อยสลายของเสีย
    ของเสีย ปฏิกูลก็จะเกิดอาการ "เหม็น เหม็น เหม็น"
    ดังนั้น การใช้สารเคมีแก้ท่ออุดตัน แม้จะเป็นวิธีการที่สะดวก
    แต่ต้องระวัง "ความพอดี" ในการใช้งานนะครับ (นะคะ)
    คัดจาก : ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์, คุยเรื่องบ้านกับสถาปนิกไทย,
    นสพ. มติชนรายวัน


    ระวังภัยยาฆ่าแมลงเสี่ยงต่อเด็กเป็นมะเร็ง

    ดร.โจนาธาน ดี บัคเลย์ จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส และคณะนักวิจัย ในสหรัฐอเมริกา ศึกษาเปรียบเทียบเด็ก 268 คน ที่ได้รับยาฆ่าแมลง ปรากฏว่า เด็กเหล่านี้กลายเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า นอน ฮอด์จกิ้น ลิมโฟม่า คณะนักวิจัยได้ประเมินเด็กที่ได้รับยาฆ่าแมลง และแม่ซึ่งรับยาฆ่าแมลงในบ้าน ก่อนการตั้งครรภ์เป็นเวลา 1 เดือน และในระหว่างตั้ง ครรภ์ พบว่า เด็กในกลุ่มที่แม่ใช้ยาฆ่าแมลงในบ้าน 1-2 ครั้งต่อ 1 สัปดาห์ มีโอกาสจะเป็นโรคมะเร็ง ชนิดดังกล่าวได้ มากกว่าเด็กที่ในบ้านไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง 2 เท่าครึ่ง และถ้าบ้านหลังใด ใช้ยาฆ่าแมลงในบ้าน เป็นประจำทุกวัน จะมีโอกาสเป็นมะเร็ง ประเภทนี้ สูงกว่าปกติถึง 7 เท่า และถ้าหญิงมีครรภ์ใช้ยาฆ่าปลวกในบ้าน ก็จะมีโอกาสให้กำเนิดทารก ป่วยเป็นมะเร็งมากกว่าปกติถึง 3 เท่า และถ้าเด็กได้รับยาโดยตรง มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งประเภทนี้ถึง 2 เท่า
    อย่างไรก็ดี งานชิ้นนี้ยังเป็นเพียงงานวิจัยเบื้องต้น ยังไม่อาจนำไปใช้อ้างอิงได้โดยทั่วไป และเนื่องจากจำนวน ยาฆ่าแมลง มีอยู่หลายชนิด จึงทำ ให้ยากต่อการระบุลงไปชัดๆ ว่า ยาฆ่าแมลงชนิดไหน ที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เป็นมะเร็ง.
    โดยคุณ : โจนาธาน ดี บัคเลย์


    วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2548

    ..โนมเนื้อ...


    เมื่อกำหนดความนัยว่าไหวหวั่น
    มีใครกันกราดเกรี้ยวมมาเคี่ยวเข็ญ
    เมื่อวูบวาบร้อนผ่าวแล้วหนาวเย็น
    มีใครเป็นผู้กำหนดวางกฏการ

    นิ่มนิ่มโนมเนื้อดอกที่บอกบท
    มิอาจอุดใจสงบเมื่อพบผ่าน
    บอกว่าทุกข์ท้อทรมานนาน
    ให้ลนลานเร่งผ่อนทุกข์ร้อนรน

    มิรู้สึกรู้สิ้นมิเคยสร่าง
    ยิ่งสะสางยิ่งกลับเหมือนสับสน
    อ้างว่าโดยธรรมดาสามัญชน
    ย่อมกังวลกายถวิลหากลิ่นเนื้อ

    "วาณิช จรุงกิจอนันต์"