Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
บทกวี ขอบคุณความลำบาก โดย รจนา เกียรติรักษาเผ่า
เป้าหมายอยู่ไม่ไกลเกินใฝ่ฝัน
อุปสรรคนานาต้องฝ่าฟัน
หนทางนั้นใช่เรียบงามตามครรลอง
เมื่อต่างมีปัญญาเป็นอาวุธ
มือเท้ารุดเร่งทำตามสนอง
ประสบการณ์เกี่ยวไว้นำไตร่ตรอง
อย่าเพียงมองผ่านไปไม่ได้ความ
ผู้ที่มีพร้อมพรักมักเกียจคร้าน
ไม่สู้งานเจอเหนื่อยเหน็ดก็เข็ดขาม
ไม่รู้จักคำว่าพยายาม
เพียงก้าวตามวาสนาบุญพาไป
ชีวิตจึงดำเนินเดินเรื่อยเรื่อย
ดูเนือยเนือยหาดีมีค่าไม่
ขาดรสชาติสีสันอันวิไล
นึกอยากได้อยากเป็นเห็นทันตา
เอาแต่ความสำราญเช้ายันดึก
ใครใครต่างรู้สึกนึกอิจฉา
ไม่เคยต้องดิ้นรนจนปัญญา
จึ่งเสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์
เราต่างเป็นหนี้บุญคุณความลำบาก
สอนให้พากเพียรมีถึงที่สุด
รู้จักใช้ปัญญาเป็นอาวุธ
ก่อนถึงจุดมุ่งหมายในชีวิต
รจนา เกียรติรักษาเผ่า (เชียงใหม่)
บทกวี "เด็กโง่ กับคนที่(ว่า) ฉลาด ...... โดย ป่าค้างตะวัน
อยากนอนนอนหลับ กับดาวดื่นฃ
อยากตื่นตืนจากฝัน อันโหดร้าย
อยากยิ้มยิ้มรับ กับผองภัย
อยากไปไปขอบฟ้า หาดวงดาว
เจ้าเด็กเอ๋ย ไม่เคยได้ยินหรือ
ความฝันคือจินตนาการอันขลาดเขลา
แต่เธอยังดึงดื้อจะยื้อเอา
ความโง่เขลา เธอยังมีอยู่ที่ใจ
ถึงจะโง่โง่นี้ มีที่ฉัน
ถึงจะฝันฝันนี้ ดีเสมอ
ถึงจะดื้อดื้อนี้ ที่ฉันเจอ
ถึงจะเผลอเผลอนี้ มีจิตใจ
ตามใจใครอยากได้ หรือได้อยาก
ใจหลายหลากหลากหลาย ใครลิขิต
ห้วงคำนึงถึงหวังหนึ่ง คะนึงคิด
จะน้อยนิดนิดหน่อย ก็ปล่อยตาม (ใจ)
27 ตุลาคม 2538
"ป่าค้างตะวัน"
ฑิฆัมพร ชาลีกุล
วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552
สวัสดีปีใหม่
ถ้าหากเขามั่นใจว่าไม่ว่าง
ไม่มีใครอับจนสิ้น
หนทาง
ถ้ายังสร้างศรัทธาพยายาม
วันคืนขยับย่างไปข้างหน้าท้อแท้ครั้งหนึ่งขณะไหน
อยู่นิ่งกาลเวลาแล้วก้าวข้าว
แน่นอนอนาคต
ต้องงดงาม
ต้องมุ่งตามไปเห็นว่าเป็นจริง
ขณะนั้นแรงใจก็หยุดนิ่ง
จะเหมือนไฟ
ไหม้มอดถูกทอดทิ้ง
ไม่มีสิ่งใดเหลือเป็นเชื้อไฟ
ไฟดับเปรียบได้กับใจดับทุกข์เกิดทันใดถ้าใจทุกข์
มืดอับอึ้งอั้นมิฝันใฝ่
มีชีวิตที่เหลือ
เพื่ออะไร
ถ้าความฝันในใจนั้นไม่มี
ทุกข์สุขไม่หมดสิ้นทุกถิ่นที่
เกิดขึ้นตามครรลอง
ของชีวี
สุดแต่จะเห็นดีกับสิ่งใด
วันคืนไม่เที่ยงเป็นฉะนั้น
เปลี่ยนคืนเปลี่ยนวันเปลี่ยนปีใหม่
เปลี่ยนปีกาลเวลา
เดินหน้าไป
อย่าเปลี่ยนใจที่เคยกล้านำหน้าปี
วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
กลอน.ก๊วน กวน
ล้างหน้าล้างตาแล้วชักฉงน
เอ๊ะ ทำไมฉันทำตัวแปลกชอบกล
แต่ก่อนกี่หนไม่เคยเป็น
ครั้งนี้คงเป็นเอามาก
เหงื่อซึมหน้าผากแถมยังใจเต้น
นัดเธอเอาไว้ตอนห้าโมงเย็น
นี่พึ่งตีห้าเห็นเห็น..ตื่นเต้นจริงจริง
." แก้มหอม "
ซูปเปอร์แมนหายไปเขาอยู่ไหน
ยอดมนุษย์อุลตร้าฯไซร้ก็หายตัว
เหาะหายตามกันไปอ๋อใช่ชัวร์
เก็บเงินบาทที่ลอยตัวอยู่นั่นไง
Oasis
วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2551
กำไรจากรอยเท้า
ผู้เกื้อก่อชีวิตก้าว
โลกกว้างและทางยาว
เพื่อลูกสาวและลูกชาย
ไร้เท้านำมนุษย์
ไหนจะรุดไปสุดสาย
กราบเท้าที่เพราพราย
มิ่งความหมายนักเดินทาง
ครูผู้ให้และให้
แสงโคมชัยอันรางชาง
ปัญญาหัทยางค์
เจิดกระจ่างทุกแห่งหน
ความมืดยุคสมัย
สว่างได้บันโดยดล
นบเนื้อคุณอนนต์
ได้เติบตนมีดวงตา
แด่..เธอ..ผู้ทอดเท้า
จากวัยเยาว์ไร้เดียงสา
สู่โลกวันเวลา
แห่งอนาคตกาล
เพื่อเหลียวชำเลืองรอย
ที่ผ่านคล้อยที่คืบคลาน
หมื่นแสนมีแก่นสาร
ทุกรอยจารทุกรอยจำ
ดำเนินแห่งรอยเท้า
กี่รอยเนากี่เท้านำ
มีคำกี่ล้านคำ
ก็มิล้ำเฉลยรอย
มีแรงอยู่เพียงร่าง
นักเดินทางฤาท้อถอย
ร่างนี้ใช่แรงน้อย
ผิรัดร้อยพลังแรง
คลาไคลในมัคคา
เมื่อจิตกล้าก็ใจแกร่ง
เสียดทานอันเสียดแทง
มิอาจแย้งสัประยุทธ์
วาดจิตและแววใจ
ไว้สดใสบริสุทธิ์
มณีแห่งมนุษย์
จะเผยผุดประภัสสร
เสกศิลปกรรม
ในก้าวย่ำกระลำพร
ลบร้ายมลายร้อน
ด้วยอาทร ณ ใจเธอ
ตั้งหวังแม้ผิดหวัง
เพียงพลาดพลั้งเพราะไพล่เผลอ
ใช่แปลกจะปรุงเปรอ
จิตเสนอใจสนอง
พิศแนวที่ผิดนั้น
ค่อยเรียงรันเป็นครรลอง
แผ้วถางหนทางทอง
ในรอยร่องของบทเรียน
เรียนทุกข์จากทุกข์แท้
ใช้พ่ายแพ้แต่เพิ่มเพียร
ทุกข์อื่นทุกข์ดาษเดียร
คือดวงเทียนทิพย์หทัย
ทุกข์ร้อนจะสอนเธอ
ผู้พบเจอประจักษ์ใจ
ทุกข์เข็ญทุกข์เข่นใคร
ทุกข์ไฉนในทุกข์นั้น
สู่นำสำนึกนึก
รู้สึกลึกรู้สึกสรรค์
สร้างสุขจากทุกข์ทัณฑ์
ให้เฉิดฉันและเฉิดฉาย
ก้าวหนึ่งถึงจะน้อย
ก็ทาบรอยไว้ทอดราย
สองสามจะต่อปลาย
ไปสุดสายเพื่อสั่งสม
ธุลีที่ร่วงเท้า
รอยเก่าเก่าที่ลุกล้ม
บาดแผลที่ระบม
ใจที่ขมที่ขื่นนั้น
คือภาพที่ชวนพิศ
คือชีวิตที่ผูกพัน
ดวงใจอัศจรรย์
ที่อดกลั้นและอดทน
รอยหมองประคองใหม่
ด้วยดวงใจไม่อับจน
มิ่งมิตรนฤมล
มีหลายคนคอยปรบมือ
รอยแย้ม ณ แก้มยิ้ม
อันเอิบอิ่มและแสนซื่อ
จะงามจะร่ำลือ
ผสานสื่อทุกสายใย
ขวากหนามจะน้อยนิด
เมื่อดวงจิตเมื่อดวงใจ
เธอกล้าเธอแกร่งไกร
จะก้าวไปไม่ย่อท้อ
เหนื่อยยากจะฝากฝัน
ให้สร้างสรรค์และเสริมก่อ
เม็ดเหงื่อจะถักทอ
เป็นสร้อยศอแห่งศักดิ์ศรี
น้ำตาจะปรากฏ
เกียรติยศความยินดี
หยาดไว้ในวิถี
ขณะที่เธอทอดเท้า
ประถมที่ทอดทาง
รับก้าวย่างแห่งวันเยาว์
ผ่านคล้อยรอยขลาดเขลา
รอยแล้วเล่าใช่ผ่านเลย
ผ่านภาพแล้วพิศภาพ
ทุกรอยทาบซิเธอเอ๋ย
รอยช้ำรอยชื่นเชย
ชีพเฉลยอยู่ลึกลึก
เพื่อนรักเพื่อรู้ใจ
ร่วมฝันใฝ่และฝนฝึก
ร่วมนำความคิดนึก
หลอมผลึกไว้หลากหลาย
หลากรสการเรียนรู้
การต่อสู้แห่งหญิงชาย
วันวานที่ผันผาย
คือความหมายของวันนี้
เพื่อนชังใช่เพื่อนโฉด
เมื่องดโทษรู้ถ้อยที
หาได้ในสิ่งดี
มิตรไมตรีไม่มีตรม
รอยไรไม้เรียวหด
ใช่รอยลวดหรือเหล็กคม
แปลบเจ็บใช่เล็บจม
เข้าจิกข่มจนคับแค้น
ห่วงหาและอาทร
อันสั่งสอนเพราะรักแสน
มิหลู่มิดูแคลน
จะพบแก่นที่แสนรัก
แก่นงามน้ำใจผู้
ชี้ทางสู้อุปสรรค
โอบอุ้มและฟูมฟัก
นั้นหนักนักกรุณา
การบ้านการชีวิต
ปรุงความคิดให้มีค่า
การนั้นจะเพิ่มพา
ภูมิปัญญาทุกนาที
แก้โจทย์ไม่ชักช้า
แก้ปัญหาไม่รอรี
ยอมยากเพื่อจักมี
ภาพชีวีอันรังรอง
สร้างเสริมประสบการณ์
ประสบสานในสิ่งปอง
สร้างทางและขุดทอง
ให้ช่ำชองเถอะวิชา
จำเริญจริยะ
ศิลปะมนุษย์หล้า
จำรัสรัถยา
ที่ทอดท้าทุกเท้าเธอ
สู่มัธยมยศ
อนาคตจะปรุงเปรอ
ด้วยรักด้วยบำเรอ
ที่พบเจอประจักษ์ใจ
ประจักษ์ว่าใจจิต
ที่ผ่านพิศยุคสมัย
ผ่านมาและผ่านไป
เก็บกำไรได้พอแรง
วันวัยในวันพรุ่ง
อรุณรุ่งจะทอแสง
วัยวันอันเปลี่ยนแปลง
จะกล้าแกร่งประสบการณ์
เหลียวหลังแล้วแลหน้า
เพื่อเพิ่มค่าบนทางผ่าน
เหงื่องามที่กรำงาน
คือความหวานคือความหวัง
ความรักที่รายล้อม
ย่อมหล่อหลอมแรงพลัง
จริงใจและจริงจัง
เพื่อถึงฝั่งสุดทางฝัน
เหลียวดูทุกผู้คน
ที่ดิ้นรนและโรมรัน
ชีวีและชีวัน
เขาเหล่านั้นมีเลือดเนื้อ
หัวอกมีหัวใจ
มีดวงไฟอันฟ่องเฟื้อ
มีฝันอันเหลือเฟือ
ไว้เผื่อแผ่ผู้เดินทาง
รอยเท้ามีคำท้า
ในดวงตามีหน้าต่าง
ไพรเถื่อนมีรอยถาง
เมื่อรุ่งสางยังไม่สาย
ลำแสงสุรพี
แต่งแต้มสี ณ ลานทราย
ก่อนแสงลำสุดท้าย
จะลับหายลงปลายฟ้า
โลกนี้คือโรงเรียน
ที่อ่านเขียนด้วยชีวา
ดวงใจที่ใฝ่หา
ในมัคคาคือผู้คน
คือเธอหนึ่งหทัย
ที่ฝันใฝ่และฝึกฝน
ร่ำเรียนและดิ้นรน
อย่าสับสนในแก่นสาร
แก่นแท้ของชีวิต
ปรุงประดิษฐ์จิตวิญญาณ
หล่อหลอมความหอมหวาน
ไว้เจือจานโลกดวงใจ
มีห้องสมุดสื่อ
โลกลายสืออันกว้างใหญ่
ย่อโลกมารวมไว้
ให้คว้าไขว่ไม่ไกลเลย
วันเหงาสำหรับเธอ
ไม่หมองเหม่อเหมือนอย่างเคย
ท่องบรรณโลกเผย
โลกเฉลยไม่แล้งร้าย
มีแก้วกวินทร
เพชรอักษรอันเพริศพราย
เป็นช่อบุหลันฉาย
เป็นดาวรายชวาลา
เป็นอังศุมาลินทร์
แห่ด้าวดินดำเกิงกล้า
เป็นมัคคุเทศก์พา
ไปสู่ฟ้าไปสู่ฝัน
มาเถิดประทับรอย
มาถักร้อยทางนิรันดร์
ด้วยเท้าที่ก้าวทัน
คืนและวันอย่างมั่นคง
มาเถิดอย่าชักช้า
มาศึกษาความสูงส่ง
สูงแล้วใช่ต่ำลง
ให้ดำรงให้จงดี
มาเถิดเมื่อมาถึง
ณ จุดหนึ่งในวิถี
จะพบว่ายังมี
ทางรกก็รื่นรมย์
มีไม้ร่มอยู่สวยสด
ร่มไพร ณ บรรพต
ใช่วงกตที่คดค้อม
ทางเตียนก็มีตอ
ให้เธอหล่อให้เธอหลอม
รางชางและรอมชอม
ชีพถนอมทะนุกนาม
ทางลุ่มก็ชุ่มฉ่ำ
มีลำน้ำสรงสนาน
ซ่านใสหทัยธาร
กระเซ็นซ่านก็เย็นทรวง
ทางสูงก็จูงจิต
ให้รู้ปลิดเกลศปวง
สะอาดสะอ้านดวง
หทัยล่วงสลัดเบา
ทางใดก็ดีล้วน
เมื่อใคร่ครวญไม่เมาเขลา
ดุ่มเดินใช่ดุ่มเดา
ทุกทอดเท้าที่ทาบทาง
ณ บนถนนนี้
ที่ชีวีเธอวาดวาง
นักสู้และนักสร้าง
ได้ถมร่างเป็นร้อยร้อย
กว่าเถื่อนจะเป็นทาง
และกว่าร่างจะเป็นรอย
นานนับมิใช่น้อย
ที่โลกคล้อยวันและคืน
ณ บนถนนใด
ก็เป็นไปในภพพื้น
รอยทบรอยกลบกลืน
ไว้ดาษดื่นบนทางเดิน
ทุกรอยที่คล้อยผ่าน
ต้องร้าวรานต้องเลือดริน
สร้างทางและสร้างถิ่น
ด้วยชีวินด้วยชีวิต
ตำนานแห่งรอยเท้า
ทุกรอยเนาแนบสถิต
ในทุกสารทิศ
ในจิตพิจารณา
นั่น_ดูสิรอยใด
เคยยิ่งใหญ่ในพารา
ไร้ธรรมค้ำศรัทธา
ไม่เนิ่นช้าก็น่าชัง
รอยโน้น..แน่ะ-รอยนั้น
เคยหไหวหวั่นคอยสิ้นหวัง
ธรรมยึดประพฤติยัง
ให้มลังเมลืองแรง
เจ็บปวดสักเท่าไหน
ถ้าดวงใจยังกล้าแกร่ง
เหล็กลิ่มมาทิ่มแทง
ก็มิแปลงมีเปลี่ยนปราณ
สาหัสสักร้อยหน
ถ้าเที่ยงทนก็ทัดทาน
คราบสิ้นไร้วิญญาณ
ก็จะสานศรัทธาใจ
อุดมศึกษามิตร
มหาวิทยาลัย
รุ่งอรุโณทัย
ก็มิไกลมิห่างเกิน
ฉัน_เดินทางมามาก
ฉันจึงอยากให้เธอเดิน
เดินเถิดให้เพลิดเพลิน
กล้าเผชิญโชคชะตา
กล้าก้าวแต่ละก้าว
ทุกก้าวคราวนั้นมีค่า
ก้าวใครในมัคคา
จะเร็วช้าใช่สำคัญ
สำคัญเมื่อก้าวเท้า
ทุกก้าวเราและเขานั่น
ก้าวหน้าไปด้วยกัน
ฤาก้าวนั้นจะถอยหลัง
ฤาถอยเพื่อตั้งหลัก
เพื่อผ่อนพักเมื่อผิดพลั้ง
ก็ตามแต่กำลัง
ที่จะฝังจะฝากแฝง
ขอเธออย่าทดท้อ
ฉันจะรอทุกหนแห่ง
เชิญฝันอันโรจน์แรง
เสาะแสวงโลกแสงสี
สีแสงอารยะ
ล้ำสาระในโลกนี้
คือดวงแก้วมณี
แห่งชีวีมนุษย์ชน
คำว่า "มนุษย์" จูงใจ
จิตใจสูงของผู้คน
สูงพอและสูงพ้น
ความหลงตนเห็นแก่ตัว
มีธรรมเป็นตาชั่ง
มีศีลรั้งเป็นคอกรั้ว
น้ำใสไร้ขุ่นมัว
ประดับบัวหัวใจบาน
ภู่ฟ้อนภมรฟ้า
จะศรัทธา ณ สายธาร
น้ำไหวดอกไม้หวาน
ไม่หักหาญเมื่อดอมดม
เกียรติเธอผู้เดินทาง
มาสรรค์สร้างความพรั่งพร้อม
ความเป็นมนุษย์หลอม
ไว้กลางอ้อมอกสมัย
สวยเอย..สวยสะอาด
นรชาติ ณ เส้นชัย
ฝากรอยโลกวิไล
ไว้เพื่อใครอีกหลายคน
รอยเบิกและรอยบุก
บนทางทุกที่คงทน
ทุกข์ร้อนได้ผ่อนปรน
แก่หมู่ชนทุกชนชั้น
รอยบาปที่ทาบทบ
รอยบุญกลบสิทบทัน
ทิ้งรายไว้นิรันดร์
เพียงเฉิดฉันและเฉิดฉาย
จงลบจงสลาย
ความร้อนร้ายในโลกา
สักวันสำคัญคล้อย
รอยทุกรอยในโลกหล้า
จะหอมเสน่หา
ปานบุปผาสุมาลัย
ทวนลมกระแสโลก
ทวนทุกข์โศกไม่สงสัย
ดื่นดอมและหอมได้
ทั่วไผททิพย์ถาวร
ฉันฝันและฉันใฝ่
ฤาจะไร้จะร้าวรอน
หากเธอผู้อาทร
มิท้อถอนจะร่วมทาง
เธฮฝันและฉันใฝ่
ร่วมน้ำใจกันไม่จาง
รอยเท้าที่เราวาง
จะมิร้างไปสักรอย
ไรรอยจะร้อยรัด
เกียรติประวัติจะรัดร้อย
ทุกตรอกทุกซอกซอย
ชีวิตน้อยจะดำเนิน
ใจพ่อที่เลิศแล้
และใจแม่ที่จำเริญ
จะชื่นจะชมเพลิน
สุดประเมินสุดประมาณ
ญาติมิตรร่วมสมัย
จะสดใสจะสุขศานต์
ร่วมยุคสุขสราญ
ที่ก้าวผ่านทุกขั้นตอน
พักใจเธอตรงนี้
ลานวลีร่มอักษร
ดื่มน้ำคำสุนทร
สักหน่อยก่อนค่อยรอนแรม
มิดค่ำลงกลางคัน
เชิญพักขวัญชมจันทร์แจ่ม
ชมดาววับวาวแวม
อันแต่งแต้มรัตติกาล
ฟังเพลงเรไรร่ำ
น้ำค้างฉ่ำคัดนานต์
โชยมิ่งสุคันธมาลย์
มาซาบซ่านรสนาสา
เสียงลมบนยอดไม้
เสียงน้ำไหลในราวป่า
เสียงนกโกกิลา
จะแว่วมาเมื่อฟ้าสาง
เมื่อนั้นตะวันเรือง
จะย่างเยื้องรัถยางค์
ส่องทางอีกหลายทาง
ให้เธอย่างให้ฉันเยือน
อีกฟากและอีกฝั่ง
จะถึงรังจะถึงเรือน
อีกภาคอีกภพเพื่อน
จะถึงเดือนจะถึงดาว
ถึงแดนบุปผชาติ
ดารดาษดอกสีขาว
ผลพลอยเพชรพร้อยพราว
จะโน้มน้าวกิ่งมณี
หนึ่งนั้นคือบำเหน็จ
ความสำเร็จพิเศษศรี
เถิดมาอย่าช้าที
ลู่วิถีวลีทิพย์
จบร้ำคำจารึก
ยื่นบันทึกให้เธอหยิบ
ยามไร้อยู่ไกลลิบ
ฝากกระซิบในรอยสาร
กำไรจากรอยเท้า
คือรูปเงาแห่งเท้างาน
รอยกาพย์-ศิวกานท์
ผจงจารจากดวงใจ
วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550
รู้ไหม..ความรักไม่ใช่น้ำหวาน
รู้ไหม..ความรักไม่ใช่น้ำหวาน
ไม่ใช่น้ำตาลก้อนที่ใส่กาแฟตอนเช้า
ไม่ใช่ต้องทิ้งอิสระแล้วตามกันเป็นเงา
เพราะตัวของเราไม่ใช่ของกันและกัน
แต่ความรักคือการมอบกำลังใจ
รักคือการให้ใช่ต้องทิ้งความฝัน
รักคือการมอบอิสระทางความคิดสารพัน
รักคือความเข้าใจกันของฉันและเธอเท่านั้นเอง
* จุฑามาศ
คำตอบ...
ยามอ่อนแอ
เสมือนฉีดปากแผลแก่ดวงจิต
ยิ่งหวาดหวั่นทุรนทุรายไร้ความคิด
กลับเวียนว่ายแล้ววกปิดกั้นจิตใจ
ทั้งที่รู้กลวิธีที่ดับทุกข์
แต่ฤทธิ์ร้ายกลับลามลุกราวเพลิงไหม้
เพราะยึดติดอวิชชาอยู่ภายใน
จึงหวาดหวั่นสะท้านไหวในตัวตน
เรียนรู้เพียงเพื่อจำจึงทำยาก
ด้วยเพราะทำลำบากจึงสับสน
ยามอ่อนแอจึงพ่ายแพ้แก่ตัวตน
แล้วจมปลักความทุกข์ทนทรมาน
ควรเรียนรู้เพื่อกอบกู้สู้ชีวิต
แล้วนำมาพิชิตความไหวหวั่น
ใช้สติต่อสู้อย่างรู้ทัน
นั่นคือความสร้างสรรค์ทางปัญญา
มนุษย์มักสร้างจินตนาการ
เพราะสงสารตัวเองเป็นนักหนา
เข้าข้างตนจนเลิศเลอเสมอมา
ยิ่งทวีอัตตาอนาถใจ
คำตอบอยู่ที่ตนเอง
ไม่มีใครข่มเหงใจใครได้
คำตอบของทุกปัญหาอยู่ที่ใจ
คือคำตอบที่ยิ่งใหญ่ในทุกกาล
"เจริญขวัญ "
...เหงา....
คืนนี้เดือนรุบหรู่ดูเงียบเหงา
ดาวอับเฉาแอบซ่อนตัวสลัวแสง
ยินแม้เสียงลมหายใจที่อ่อนแรง
กรีดแมลงเพียงดนตรีที่กลางไพร
เสียงละเมอเพ้อพกนกกลางคืน
คงจะตื่นตกใจไม่หลับไหล
เพรียกหาพวกพัดหายไปอยู่ไกล
คงอาลัยคิดถึงจึงคร่ำครวญ
เหงายะเยียบเงียบสนิทในจิตข้า ฯ
สุดปัญญาสุดจะเพรียกเรียกให้หวาน
สุดจะคิดสุดแก้ไขไม่สมคว
ต้องกำสรวลเดียวดายในค่อนคืน
ลมหายใจแม้ริบหรี่ชีวีอยู่
ต้องต่อสู้แม้ทุกข์ยากจำต้องฝืน
ร้อนหนาวกลับสลับเปลี่ยนใช่คงยืน
แรมหลายคืนเปลี่ยนเห็นเป็นเพ็ญจันทร์
เก็บความรักความเหงาเศร้าในจิต
เหมือนมืดมิดเดือนแรมกลับเฉิดฉันท์
ชีวิตยังมีค่านับอนันต์
เพื่อสร้างสรรค์จรรโลงโลกให้วิไล
รักดุจเพชรล้ำค่าน่าถนอม
รู้เก็บออมรักษาไว้ให้สดใส
เหมือนแสงทองส่องทั่วในหัวใจ
สว่างไกลบรรเจิดจ้าค่าควรเมือง
นงลักษณ์
วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2550
ต่อเช้านี้
ใครบ้างจะหลับตาลงสนิท
เต็มคืนคิดฟุ้งซ่านพลุ่งพล่านไหว
ต่อรุ่งเช้าเล่าจะกินอะไร
ข้าวสักก้อนหาไม่ใจโรยแรง
หรือจะให้มึกน้ำเต็มชามข้าว
ห่อนสงสารนะเดือนดาวเปล่งพราวแสง
ขอกี่ครั้งกี่คราวทั้งข้าวแกง
ยังไม่แจ้งใจฝันทุกวันมา
จึงข่มตาคราใดจะได้ปิด
ท้อเหลือเกินชีวิตผู้เสดสา
ประทังรอแตกดับวันลับลา
หรือจะฆ่าตัวตายก็สายใย
ยิ้มพิมพ์ใจของลูกยังผูกสร้อย
บ่วงรัดร้อยอุราน้ำตาไหล
ตัดช่องน้อยพอตัวกลัวเหลือใจ
จะมีใครถนอมกล่อมรักนวล
เลยเปอดตาปรือแรงแข่งดาวจ้า
ทั้งรู้ว่าแพ้พ่ายนอนไห้หวน
รุ่งเช้าคงได้กินรสชิมชวน
จะยิ้มสรวลให้งามกลบความจน
ใครบ้างจะหลับตาฝันว่าหวาน
กับชีวิตดักดานเสียทุกหน
จึงคิดจะหาใดดับหิวทุรน
เป็นขโมยหรือทนก้มขอทาน
สิทธิธรรม บุญช่วย
ต่อเช้านี้
ใครบ้างจะหลับตาลงสนิท
เต็มคืนคิดฟุ้งซ่านพลุ่งพล่านไหว
ต่อรุ่งเช้าเล่าจะกินอะไร
ข้าวสักก้อนหาไม่ใจโรยแรง
หรือจะให้มึกน้ำเต็มชามข้าว
ห่อนสงสารนะเดือนดาวเปล่งพราวแสง
ขอกี่ครั้งกี่คราวทั้งข้าวแกง
ยังไม่แจ้งใจฝันทุกวันมา
จึงข่มตาคราใดจะได้ปิด
ท้อเหลือเกินชีวิตผู้เสดสา
ประทังรอแตกดับวันลับลา
หรือจะฆ่าตัวตายก็สายใย
ยิ้มพิมพ์ใจของลูกยังผูกสร้อย
บ่วงรัดร้อยอุราน้ำตาไหล
ตัดช่องน้อยพอตัวกลัวเหลือใจ
จะมีใครถนอมกล่อมรักนวล
เลยเปอดตาปรือแรงแข่งดาวจ้า
ทั้งรู้ว่าแพ้พ่ายนอนไห้หวน
รุ่งเช้าคงได้กินรสชิมชวน
จะยิ้มสรวลให้งามกลบความจน
ใครบ้างจะหลับตาฝันว่าหวาน
กับชีวิตดักดานเสียทุกหน
จึงคิดจะหาใดดับหิวทุรน
เป็นขโมยหรือทนก้มขอทาน
สิทธิธรรม บุญช่วย
แม่เจ้าพระยา
1. เจ้าพระยาไหลบ่าไปหล่อเลี้ยง
พลบค่ำจุดตะเกียงอยู่เคียงใกล้
หลอมซับสรรพสิ่งนั่งผิงไฟ
โอบกอดอิงกระไอ,ใบไผ่คว้าง
เคว้งคว้างอยู่ครู่หนึ่งถึงผิวน้ำ
คร่ำเพลงหนาวลำนำพร่ำเพรียกห่าง
หากวางใจใบใผ่ลอยปลดปล่อยวาง
เจ้าพระยาอ้างว้างก็กังวล
ลึกลงไปในนามความเป็นแม่
ทนเห็นลูกถูกรังแกบนท้องถนน
รักแม่มั่นพันผูกลูกทุกคน
ค่ำคืนดับลับหนแม่ดลดาว
ถึงนิทานทนเห่เปลก็ไกล
จักจั่นเรไร ก็ไม่หนาว
เห็นเจ้าคืบเจ้าคลานอยู่ทุกคราว
แต่ละก้าวแต่ละก้าวก็ห่างไกล ฯ
2.แลสายรุ้งคุ้งโค้งเจ้าพระยา
แลแววตาวัยเยาว์เจ้าสดใส
ม้าก้านกล้วยโผนเผ่นตระเวนไป
เรือใบใผ่ไล้แผ่วแนวผิวน้ำ
ว่าคนดีของแม่แลมาดมั่น
จุดประกายไฟฝันนั้นเถื่อนถ้ำ
เจ้าพระยาลาลับมิกลับลำ
ไปเนื่องหนุนคุณธรรม ณ ธานี
ไหวเพลงว่าว้าเหว่เร่ปีกนก
อนธกาลนานตระหนกนกไม่หนี
เพลงก็ขานดาลเดือดเลือดเสรี
ก็ไหลปรี่ลงเปื้อนอุดมการณ์
ดาวสูงอยู่ลิมฟ้าปลาร่ำไห้
เจ้าลูกรักจากไปไม่กลับบ้าน
แวมตะเกียงไหววูบลงจูบธาร
โศกกรรแสงกังสดาลของแผ่นดิน ฯ
3.ไปแล้วหรือไปแล้วแก้วตาเอ๋ย
สองปีกอันเปิดเผยเคยโผผิน
โอ้เจ้าดวงมณีของชีวิน
มิได้ยินเพลงกล่อมกระท่อมฟาง
หลับตาเถิดแม่ไกลเปลเพลงเห่กล่อม
สองมือจะถนอมจวบดาวสาง
เรือชีวิตปุบปับมาอับปาง
ลงท่ามกลางอกแม่กระแสชล
หลับตาเถิดลูกรักพักใจร่าง
แม่เคียงข้างมอห่างหายไปทุกหน
แม่คือแม่เจ้าพระยาประชาชน
เห่เพลงกล่อมท้องถนนราชดำเนิน ฯ
เรวัตร พันธุ์พิพัฒน์
วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2550
คนกลางแดด
เช้าแล้วนิทรา
ลืมตาตื่นฝันรับวันใหม่
ดาวจะลาอุษาจะยิ้มแย้มอุทัย
น้ำค้างใสหยาดเม็ดร่วงเกล็ดพราวฯ
นางฟ้าเอาสายรุ้งมาตากรุ้ง
ที่โคนคุ้งขอบหล้า ก่อนฟ้าขาว
ราตรีจะเก็บอัจกลับดาว
กลับคืนห้องหาวก่อนอรุณฯ
ไก่แก้วแว่วมาว่าจวนสาย
ดอกบานเช้า ระเหยหายใกล้วายกรุ่น
ตลาดจะวายถนนจะชุลมุน
อาทิตย์กำลังอุ่นละมุนละไมฯ
วังเวงเหง่งหง่างระฆังแก้ว
เช้าแล้วบิณฑบาตเฉลิมสมัย
หุงข้าวหอมตักบาตรสะอาดใจ
รับขวัญวันใหม่ให้พลังฯ
แดดแจ่มตรู่เติบขึ้นเต็มฟ้า
เฝ้าก้มหน้าสู้ดินไม่สิ้นหวัง
สายตัวเกลียวเอ็นเป็นกำลัง
เก็บแดดไว้เต็มหลังทั้งทิวาฯ
คือชีวิตคนงานผู้กร้าน แกร่ง
หยาดแรงจึงเห็นงานตระการค่า
งามหยาดเหงื่อพราวของชาวนา
น่าบูชาราวบุรุษอัศจรรย์ฯ
กรำแดด แผดเผาได้เพลาพัก
ได้น้ำสักขันหนึ่งซึ้งใจนั่น
เห็นรวงทองก่องประกายหายเหนื่อยพลัน
นี่แหละทุ่งนาสวรรค์ ของคนดินฯ
ลมไล้ใบข้าวเหมือนสาวน้อย
อ่อนช้อยร่ายรำฉ่ำใจถวิล
หอมข้าวเบาดั่งสาวอบร่ำประทิน
เติม ชีวินให้ชาวนาคุณานันต์ฯ
แดดรอนอ่อนชายบ่ายคล้อย
เหงื่อย้อยหยาดเค็มเต็มหน้านั้น
เมื่อแดดแดงแรงก็รอน อ่อนปานกัน
ล้ากายแต่ใจพลันกลับบรรเทาฯ
พลบค่ำร่ำไรฟ้าใกล้มืด
ลมวืดหวิวไหวพาใจเหงา
ยิ้มหนึ่งจุด เจื่อนเปื้อนบางเบา
บอกว่าเพลาผ่อนคลายหายอาการฯ
ค่ำแล้วทิวา..
หลับตาเติมฝันเหมือนวันก่อน
เนตร ดาวตากดวงดอกอัมพร
จงพักผ่อนเอาแรงมุ่งเพื่อพรุ่งนี้ ฯฯฯ
,พระไม้
ถึง....ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
ทุกวันนี้มีบทบาทเพื่อการไหน
เพื่อตนเองเพื่อพวกพ้องหรือเพื่อใคร
ตอบตัวเองอยู่ในใจได้ไหมฤา
เงินเดือนที่เจ้าได้มาทุกบาท
ได้มาจากประชาราษฎร์มิใช่หรือ
ฉะนั้น จงประกาศให้โลกลือ
ว่าเจ้าคือผู้พิทักษ์ราษฎร์
พิทักษ์ความเป็นธรรมตามหน้าที่
ทั้งพิทักษ์ศักดิ์ศรีมิให้กร่อน
ทำทุกสิ่งให้เป็นไปตามขั้นตอน
อย่าโอนอ่อนเอนเอียงความเที่ยงธรรม
จงกลับตัวกลับใจเสียใหม่นะ
อย่าจมปลักความกักขฬะสิ่งต่ำต่ำ
เลิกรีดไถชาวประชาตาดำดำ
เลิกทำตัวระยำกันเสียที
เลิกให้ความคุ้มครองเจ้ามือหวย
เลิกหวังรวยทางลัดได้ไหมนี่
เลิกคุมซ่องหากินกับโสเภณี
เลิกทำตัวอัปรีย์เยี่ยงแมงดา
เลิกคุมบ่อนการพนันกันให้หมด
เลิกเอายศเอาตำแหน่งมาบังหน้า
เลิกใช้อำนาจประกาศศักดา
เลิกแสวงหาประโยชน์เข้าใส่ตัว
ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่รัก
พึงตระหนักและแยกแยะสิ่งดีชั่ว
ที่ผ่านมาภาพพจน์เจ้าสุดหมองมัว
เพราะเกลือกกลั้วกับอบายทั้งหลายทั้งปวง
ติติงมาเพราะว่ารักพวกเจ้าดอก
ที่ได้บอกก็เพราะความเป็นห่วง
หากไม่ห่วงไม่รักไม่ทักท้วง
ไม่ทะลวงหาเรื่องให้เปลืองตัว
ตำรวจเด่นตำรวจดีก็มีมาก
แต่ที่เลวก็หลายหลากมีอยู่ทั่ว
เพราะฉะนั้นช่วยกันลบภาพที่มืดมัว
ความน่ากลัวชั่วช้าจักกลายเป็นดี
นิด ระโนด
ดู ดี ดี
แดนดินถิ่นไกล
ช่างไร้คุณค่า
เด็กน้อยหน้าตา
ไม่น่ารักใคร่
แต่..ดูให้ดี
ดูที่ดวงใจ
ล้วนแล้วสดใส
ไร้ซึ่งมารยา
"ครูจิ๊ก" จ.พิจิตร
23 ก.พ.2541
วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2550
ที่รัก
ด้วยความรัก ความดีและชีวิต
ขอให้ข้าจุมพิตเจ้าได้ไหม
แม้ไร้ค่าต่อเจ้าข้าเข้าใจ
แต่ยิ่งใหญ่ต่อข้าคณานัก
เจ้าผ่านร้อนผ่านเย็นความเข็ญยาก
เจ้าลำบากตรากตรำทำงานหนัก
เจ้าไม่เคยปริบ่นเพื่อคนรัก
แม้ไม่มีใครมารักเจ้าสักคน
มีแต่คนเขาคอยเข้าขูดรีด
จนร่างโทรมเหลืองซีดสลดหม่น
ปากเคยแย้มแก้มเคยอิ่มยิ้มเคยยล
บัดนี้แยกแตกย่นด้วยรอยยับ
เนตรเคยคมผมเคยยาวสาวน้อยเอ๋ย
บัดนี้เกยตีนกามาประดับ
เส้นผมไหมไร้แล้วร่วงโรยลับ
ไปพร้อมกับผิวขาวร้าวร่างกาย
เจ้าเจ็บปวดเพียงใดข้าได้รู้
เจ้ากัดฟันเพื่อสู้รักษาหาย
แต่บาดแผลแสนฉกรรจ์นั้นมากมาย
ที่ผู้คนใจร้ายทำลายแล้ว
บัดนี้เจ้าย่อยยับอัปภาคย์
เหลือเพียงซากหายใจรินระรวยแผ่ว
ทั้งกายใจมอบให้ไปหมดแล้ว
แต่ใครเขายังไม่แคล้วมาคอยล้าง
แม้เลือดเจ้ามันก็เอาไปเสียสิ้น
แม้น้ำลายยังเอาลิ้นมาเลียบ้าง
แม้น้ำตาที่ไหลคล้อยย้อยเป็นทาง
มันยังรองใส่อ่างไว้ล้างเท้า
อนิจจาเจ้าเอ๋ยไม่เคยคิด
ว่าชีวิตเว้งว้างและว่างเปล่า
ว่าคนที่เคยขุนและขุ่นคาว
จะสามหาวชูคอทรพี
ข้าจะอยู่ที่นี่นะที่รัก
จงผ่อนพักกายใจให้เต็มที่
เมื่อเจ้าตายข้าจะตายในทันที
จะไม่มี "ชาตินี้" อีกต่อไป
ด้วยความรัก ความดีและชีวิต
ขอให้ข้าจุมพิตเจ้าได้ไหม
แม้ไร้ค่าต่อเจ้าข้าเข้าใจ
นะผืนแผ่นดินไท ที่ข้ารัก
เวหา วาปี
ความปลอดภัย
ความเอ๋ย ความปลอดภัย
จงร่วมใจร่วมรักสมัครสมาน
ระมัดระวังอย่าพลั้งเผลอเมื่อทำงาน
อย่าริอ่านเสพยา มันน่ากลัว
มีสติ รอบคอบตามขอบเขต
"อุบัติเหตุ" เกิดได้ มีไปทั่ว
รักษาตน รักษาคนในครอบครัว
รักษาตัว ให้ปลอดภัยไม่ทุกข์เอย
สุชีพ แก้วแสงอ่อน จ.ปัตตานี
16 ก.พ.2541
วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2550
ศักดิ์ศรีแห่งเม็ดทราย
หนึ่งเม็ดทรายกระจิริด
บางนิดเกือบมองมิเห็น
แค่ลมแผ่วโผยโรยเย็น
ลอยเร้นหายวับลับตา
ดูเหมือนไร้ค่าน่าเยาะ
ไม่เหมาะปกปักรักษา
ไร้ประโยชน์เสียแรงเวลา
เม็ดทรายถูกค่าควรคิด
รวมร้อยแสนล้านเม็ดทราย
ทุกสะเก็ดมีส่วนควรสิทธิ์
ในกองเม็ดทรายน้อยนิด
คือหนึ่งนฤมิตกองทราย
กองทรายใช่เยี่ยมคุณค่า
หากทรายเม็ดกล้าห่างหาย
ทรายเม็ดหนึ่งค่าเพชรพราย
เดียวดาย ฤาค่าน้อยลง
กองทรายฤามีสิทธิ์เย้ย
ยกค่าตนเผยสูงส่ง
ชอบหรือที่อวดทระนง
เหยียบย่ำทรายผงแวววาม
หนึ่งเม็ดทรายแม้กระจิริด
มีศักดิ์ศรีสิทธิ์เกินหวาม
ทรายแยกแตกเม็ด กองทราม
กองทรายงดงามด้วยเม็ดทราย
กร ศิริวัฒโณ
นางทิพย์
รวงผึ้งนั้นยังหวานน้อยไปไหม
ถ้าเทียบไพเราะเสนาะสำเนียงหวาน
กรนี้น้อยไปไหมตระกองกานต์
ถ้าเทียบมือที่เจือจานจากอาทรฯ
ฟ้านี้ยังสูงไม่ถึง
เพียงกึ่งหัวใจละเอียดอ่อน
ฟ้ากว้างกว่ากำหนดเขตอัมพร
ถูกครึ่งค่อนอมรสรวงแห่งห้วงใจฯ
ตานางสร้างจากรวงผึ้งทิพย์
เพียงกระพริบปิ้มปานหัวใจไหว
ริมฝีปากประหนึ่งเรียวกลีบดอกไม้
สรรแล้วในภพไตรมาแต่งเติมฯ
รอยยิ้มพิมพ์ไว้ทุกวงแย้ม
แต่งแต้มทุกหัวใจให้เคลิบเคลิ้ม
หลับหรือตื่น,ชื่นหรือเศร้า ยังเท่าเดิม
หยาดเยิ้มหยาดฟ้ามาหรือไรฯ
มองโลกด้วยรอยยิ้มอิ่มใจเอ่ย
ดั่งจะเย้ยบานบอกดวงดอกไม้
อาทิตย์ยังคลายร้อนอ่อนอุทัย
โทสะใดเพลาสงบสงัดเย็นฯ
ขี่รุ้งตามหานางแก้ว
ไร้แวววายฝันอันสวยเด่น
เธอมาอยู่ในฝันคืนวันเพ็ญ
แล้วคืนนี้เร้นลับไกลฯ
คืนแรมแวมดาววาววับ
เพลินหลับฝันกลายเป็นหมองไหม้
นางทิพย์คนเดิมมาเปลี่ยนไป
ดั่งใครอมทุกข์ขลาดคลุกแค้นฯ
รอยหมองกรมกลุ้มโรครุมเร้า
แม้ยิ้มยังดูเศร้าเหงาแสน
ดอกไม้บานดูไม่เบิกบอกโรยแทน
ดูเปล่า แปลนหาพิสุทธิ์ใดบ่มีฯ
นักล่ากามกับตำรวจไล้กวดจับ
ล้มพับก็บ่เพลา เข้าขยี้
หลับสะดุ้งตื่นมากลางราตรี
ในฝันเล่า..เจ้ายังหนีไปไม่พ้นฯ
พระไม้
คุณภาพคน
คนจะเก่งเก่งอย่างเดียวใช่คนเก่ง
อย่าอวดเบ่งว่าฉลาดขาดขยัน
คุณธรรมจริยธรรมต้องครบครัน
ร่าเริงจิต แจ่มใสพลันร่างกายดี
ความซื่อสัตย์คือสมบัติพึงประสงค์
ใจซื่อตรงคงมั่นไว้ในศักดิ์ศรี
จิตแน่วแน่แก้ไขตนจนได้ดี
ยศคงมีปรากฏชื่อ ลือสักวัน
ภูผา สารภี
ชมรมนักกลอนอักษรสยาม
ร.ร.อนุบาลระยอง จ.ระยอง
กะลาและป่าช้า
คางคกกบกู่ก้อง ตะโกน
วิตกต่างสาดโคลน ป่าวร้อง
สองงัดเล่ห์โชกโชน ชาญเชี่ยว
รักชาติยิ่งชีพป้อง ปกหล้า ประชาชน
คางคกกบกะลา ต่างแข่งท้าครองสวรรค์
แดนรัตนวรรณ ขวานทองอันเรืองวิไล
ประชาธิปไตย กระสันฝันใฝ่ประเทือง
ป่าช้าเน่าแห่งเมือง กรุงสวรรค์ควันวิญญาณ
เบ่งพองจองหองคับ ดาวเดือนดับดั่งบาดาล
เมฆหมอกมืดมนต์มาร นอกกะลาโกลาหล
ปลาไหลมุดดินดัน เข้าอัดอั้นกะลาล้น
เบียดรัดกัดปะปน อุดอู้อัดรัดโรมรัน
อ่อนโหยโรยแรงล้า ต่างหันมาผสมพันธุ์
สมสู่ประสานสันต์ สร้างอสูรสัตว์เลื้อยคลาน
ประชาธิปไตย แนวคิดใหม่มุ่งวิมาน
เรืองรุ่งวาดหวังหวาน วิมานคับอับกะลา
นอกกะลาร้างไร้ ซากศพเกลื่อนไปกลบหล้า
ซากคนซากไม้ป่า ซากน้ำซากฟ้าซากดิน
ซากร่างวิญญาณร่ำ ถูกเหยียบซากซ้ำซบสิ้น
อุดมการณ์แผ่นดิน วนแว่งวิ่นในกะลา
ศุกร์ ตุลาคม