++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ภูมิคุ้มกันที่หมอต้องเตรียม (Immunity doctors need)

ภูมิคุ้มกันที่หมอต้องเตรียม (Immunity doctors need)

การดูแลรักษาสุขภาพเป็นงานที่ไม่มีวันจบ ไม่มีเวลาราชการ ไม่มีวันหยุด และเป็นงานของทุกๆคน ทุกชีวิต ธรรมชาติได้สร้างชีวิตมาพร้อมกับศักยภาพในการเยียวยาตนเอง ดูแลตนเอง รับรู้ตนเอง รวมทั้งปัญญาในการทำให้ตนเองมีความสุขอยู่แล้ว ขึ้นกับว่าเราจะใช้หรือไม่ใช้หรือไม่เท่านั้น แต่ด้วยความซับซ้อนของชีวิต ทำให้ชีวิตมีเนื้อหา ความรู้มากมายในการทำงานเป็นปกติ จึงมีคนบางคนที่ทุ่มเทเวลา กำลังกาย กำลังใจ ศึกษาให้ลึกซึ้งถ่องแท้ให้มากที่สุด เท่าที่พอจะมีเรี่ยวมีแรงทำ เพื่อหวังว่าจะได้ดูแลรักษาสุขภาพไม่เพียงเฉพาะของตนเอง แต่ของผู้อื่นด้วย เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "บุคลากรทางการแพทย์"

สิ่งหนึ่งที่ผู้ที่ "เข้าวงการ" จะต้องตระหนักก็หนีไม่พ้นสัจธรรมข้างต้น ที่ว่า "การดูแลสุขภาพเป็นงานที่ไม่มีวันจบ" นั่นคืองานนี้เป็นงาน full-time 24/7 และ 365 วันต่อปี และการดูแลสุขภาพแค่ลำพังตนเองก็มีหลากหลายมิติอยู่แล้ว เพราะชีวิตนั้นมีความเป็นองค์รวม ครั้นจะไปดูแลคนอื่นด้วย ก็เป็นความกล้าหาญและทะเยอทะยานระดับหนึ่งทีเดียว ในการที่จะทำให้ได้สมบูรณ์ ณ ที่นี้จึงขอเรียบเรียงการตระเตรียมอะไรบางอย่างเอาไว้สู้กับศึกที่ไม่มีวันชนะ (ถาวร) นี้ เอาไว้เป็นภูมิคุัมกันในการทำงาน คือการเตรียมกาย เตรียมความคิด และเตรียมใจ (Hand Head and Heart)

การเตรียมกาย (Hand)

ร่างกายต้องแข็งแรง งานดูแลสุขภาพเป็นงานที่ใช้พลังงานเยอะ ไม่เพียงแค่กำลังกล้ามเนื้อ แต่หมายถึง fitness as a whole คือ ต้องการความแข็งแรงทั้งหมด ความแข็งแรงจะเป็นเพดานบ่งชี้ว่าเราจะทำอะไร "มากที่สุด" แค่ไหน เป็นต้นทุนที่ชัดเจน ถ้าหมดเค้า หมดตัว เมื่อไร ก็จบแค่นั้น ที่สุดแล้ว เราจะมีอะไร เราจะเป็นอะไร เราสามารถจะทำอะไร ทุนรอนที่เราจะต้องใช้ก็อยู่แค่นี้คือ "สุขภาวะของร่างกายของเรา" ประเด็นสำคัญก็คือ การดูแลสุขภาพคนอื่นที่จะดึงเวลาไปเยอะมาก จนถ้าเราจัดสรรไม่ดี เราจะไม่เหลือเวลาดูแลสุขภาพตนเอง ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่เราตระหนัก (สังเกตจากความยาวรอบเอวของ professionals นี้หลายๆท่าน รวมทั้งอัตราการหายใจหลังจากเดินขึ้นบันไดแค่ชั้นหรือสองชั้น)
อาชีพนี้ต้องใช้ทักษะสูง การดูแลสุขภาพตนเองอาจจะไม่เห็นประเด็นนี้มากนัก แต่พอเรามีหน้าที่ดูแลสุขภาพคนอื่น จะพบว่าการประคับประคอง ดูแล รักษา ร่างกายของคนอื่นนั้นเป็นเรื่องที่ยากทีเดียว มีสิ่งที่ต้องระมัดระวังที่เราอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญตอนเราทำกับตนเองมากนัก แต่ไม่สามารถที่จะละเลยได้เมื่อเราต้องไปทำกับร่างกายคนอื่น แต่อีกเรื่องหนึ่งก็คือ "หัตถการทางการแพทย์" เป็นอีกมิติหนึ่งที่คนธรรมดาๆนอกอาชีพจะไม่ทราบเลยว่าเป็นเรื่องราวอะไรกัน ทุกๆหัตถการมีความเสี่ยง มีอันตราย และทำให้ต้องมีข้อบ่งชี้ชัดเจนในความจำเป็นที่จะทำ รวมทั้งมีข้อบ่งชี้ชัดเจนใน "ข้อห้ามที่ไม่ควรจะทำ" ทักษะไม่เกิดขึ้นโดยวิธีลัด มีวิธีเดียวในการเพิ่มทักษะ คือ "ทำเยอะๆ" และนำมาทบทวน ปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ

การเตรียมความคิด (Head)

ความรู้ต้องแน่น ต้องถูกต้อง knowledge เป็น competency หรือสมรรถภาพที่สำคัญมาก เพราะกิจกรรมทุกอย่างก็ขึ้นกับว่าพวกเราจะตอบสนองกับปัญหาที่เจอได้อย่างไร ดังนั้นการมีสติ และมีสัมมาทิฏฐิว่าเราพึงทราบเรื่องอะไรบ้าง และทราบลึกซึ้งแค่ไหน มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการทำงาน คนในอาชีพนี้ต้องหมั่นตรวจตรา hard drive and memory ของตัวเองให้ดี ว่าเรามีของที่จำเป็นต้องมี สามารถหยิบนำมาใช้ในเวลาอันเหมาะสมตลอดเวลาหรือไม่
ต้องมีทักษะในการใช้วิจารณญาณ พอมีข้อแรกไปแล้ว จะเจอความจริงอีกประการคือ "เราไม่เคยทราบทุกสิ่งทุกอย่างมาก่อนว่าสุดท้ายแล้วต้องทำอะไร" ได้เลย โชคดีที่ในความเป็นจริงก็คือ "เราไม่ต้อง" เพราะเราสามารถจะใช้ต้นทุนที่เรามีอยู่เดิม นำมาคิด วิเคราะห์ และสรุปออกมาเป็นสิ่งที่ควรกระทำได้เกือบทุกเรื่อง เกือบ ๑๐๐ %

การเตรียมใจ (Heart)

รู้จักรัก และมีความรัก หากว่าร่างกายเปรียบเสมือนเครื่องยนต์กลไก หัวใจคือพลังงาน คือเชื้อเพลิงขับเคลื่อน อารมณ์ความรู้สึกมีอิทธิพลสูงมากต่อสิ่งที่เราทำ เป็นบุคลากรทางการแพทย์จะพบว่าถ้าเรามีความรัก และสามารถจะใช้ความรักเป็น เราจะเดินทางไปข้างหน้าได้ดีขึ้น เพราะว่างานนี้มันหนักมาก หนักทั้งกาย และหนักใจยิ่งกว่า ถ้าเราไม่มีอะไรพิเศษมาผลักดัน ด้วยความเหน็ดเหนื่อยทางกายต่องานที่มี เราจะเกิดความท้อแท้ และถดถอยในที่สุด
มีชีวิตที่มีความหมาย มนุษย์ยังมีศักยภาพพิเศษที่สุดอีกประการหนึ่งคือ เราไม่เพียงอยู่เพื่ออยู่รอด ไม่เพียงอยู่เพื่อจะอยู่ร่วมกัน แต่มนุษย์ยังสามารถที่ "อยู่อย่างมีความหมาย" ได้อีกระดับหนึ่ง นั่นคือเราจะไม่ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตนเอง (อยู่รอด) เพื่อคนรอบข้างที่เรารู้จัก (อยู่ร่วม) แต่มนุษย์ด้วยปัญญาทั้งหมด เราสามารถที่จะก้าวข้ามความต้องการพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั่วๆไป และมองเห็นความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของตัวเรากับทุกๆสิ่งทุกๆอย่างรอบข้าง เมื่อเราเห็นความสัมพันธ์ (interconnectedness) เหล่านี้ชัดเท่าไหร่ เราจะยิ่งสามารถขยายขอบเขตความรักของเราได้กว้างขวางลึกซึ้งขึ้นเท่านั้น

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

เป็นสัจธรรมข้อหนึ่งคือ มีเกิด ตั้งอยู่ ก็ต้องมีสิ้นสุด ดับไป สูญสลาย ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นไม่ว่าจะตระเตรียมอย่างไร ก็จะไม่สามารถคงอยู่ได้ถาวร สิ่งที่เราทำได้คือการตระเตรียมปัจจัย "ภายใน" ให้ head hand heart ของเราดีที่สุดเท่านั้น แต่เราจะเจอกับ "ปัจจัยภายนอก" ที่นอกเหนือความควบคุมของเราเข้ามาคุกคาม และสามารถรุนแรงได้ถึงกับพังทลายภูมิคุ้มกันของเราลงไป

เหมือนกับโรคเอดส์ โรคมะเร็ง ที่จู่โจมทำลายด่านภูมิคุ้มกันของมนุษย์ กลายเป็นโรคร้ายที่เมื่อเป็นแล้ว การแพทย์แทบจะทรุดซวนเซไป เพราะมันจู่โจมที่ราก ที่ฐาน ของชีวิต อย่างในภาพยนต์ Spiderman ตอนหนึ่ง ที่ตัวร้ายประกาศว่า "จู่โจมชั้นสูงนั้น ต้องทำลายที่หัวใจ" เมื่อทำลายหัวใจได้ ที่เหลือก็เป็นเพียงซากที่ไร้จิตวิญญาณ หรือถูกครอบงำด้วยอำนาจมืด อำนาจด้านต่ำของชีวิตแทน ทุกวันนี้ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ปัจจัยภายนอกที่คุกคามโดยตรงต่อ "หัวใจแห่งความเป็นแพทย์" ทวีความรุนแรงมากขึ้น แทบจะเป็น organized crime หรือการจัดตั้งคนมาทำลายอย่างตั้งอกตั้งใจเลยก็ว่าได้

มะเร็งหัวใจของแพทย์

หัวใจเป็นอวัยวะที่พิศดาร พิเศษ ในบรรดาอวัยวะทั้งหมดหัวใจเป็นอวัยวะที่มี "ภูมิคุ้มกัน" โดยลักษณะของตัวมันเองที่จะไม่เป็นมะเร็ง แต่ในที่นี้ จะหมายถึง heart คือ กำลังใจ ความรัก สังคมอาจจะไม่ตระหนักว่าสิ่งใดๆก็ตามที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงาน "รักงาน" นี้น้อยลง จะมีผลกระทบต่องานทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความล้มเหลวในความรักต่องาน ก็มีเหตุไม่ต่างจากความล้มเหลวในความรักทั่วๆไปของชาย/หญิง แต่อย่างใด

หมดรักคือไม่เห็นคุณค่า
หมดรักคือไม่ซื่อสัตย์
หมดรักคือดูถูกเหยียดหยาม
หมดรักเพราะไปมีรักใหม่กับผู้อื่น
หมดรักเพราะกลายเป็นเกลียดชัง
หมดรักเพราะชินชา
หมดรักเพราะไม่รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่าย

คนอาจจะคิดว่างานทางการแพทย์ เป็นงานทางวิทยาศาสตร์ ทางกลไกการทำงานของร่างกาย แต่ที่จริงแล้ว งานการดูแลผู้คนนั้น "ต้องอาศัยความรัก" เป็นพื้นฐาน เป็นสุนทรียศาสตร์ เป็นสังคมศาสตร์ ปัจจัยใดๆที่ทำให้ความสุนทรีย์นี้หายไปจากชีวิตแพทย์ พยาบาล เมื่อนั้นคนที่อยู่เบื้องหน้าก็จะเป็นเพียงวัตถุ สิ่งของ ที่ความสัมพันธ์ก็จะดำเนินไปตามนั้น

มะเร็งหัวใจระยะสุดท้ายของแพทย์

มนุษย์ไม่ได้อยู่เพียงเพื่ออยู่รอด หรือเพื่อความรักเท่านั้น แต่ยังสามารถจะอยู่อย่างมีความหมายได้ด้วย เราทำสิ่งที่ยากๆ เหน็ดเหนื่อย ใช้เวลายาวนาน ผลลัพธ์ก็อาจจะไม่ได้ทันใจ ได้ดีตามที่คาดหวัง แต่เรายังคงทำบางสิ่งบางอย่างได้ เพราะสิ่งนั้น หรือการกระทำนั้นทำให้ "ชีวิตของเรามีความหมาย" ปัจจัยในสังคมทุกวันนี้ เริ่มมีที่คุกคามต่อ "งานที่มีความหมาย" ของแพทย์ไปทีละน้อย และมากขึ้นเรื่อยๆ

หมดความหมายเพราะทำเพืยงเพื่อวัตถุ สิ่งของ เงิน เช่น เสือกไปเรียกคนไข้ว่าลูกค้า
หมดความหมายเพราะไม่มีคนเห็นความหมาย มนุษย์เป็นสัตว์สังคม สิ่งแรกที่แสวงหาคือการ "ถูกเห็น" "เห็นคุณค่า"
หมดความหมายเพราะขาดคุณธรรม ทำไปเพื่อกอบโกย เพื่อตนเอง เพื่อการอยู่รอด
หมดความหมายเพราะขาดปัญญา ใช้ชีวิตโดยไม่นำเอาประสบการณ์มาเสริมต้นทุนปัญญา อยู่ในสังคมที่ไม่เทิดทูนปัญญา แต่เทิดทูนความชั่ว ความเลว ความกักขฬะกเฬวราก อันเป็นอารมณ์ขั้นต่ำของชีวิต
หมดความหมายเพราะไม่เชื่อในการทำเพื่อเพื่อนมนุษย์อีกต่อไป เอาตนเองเป็นใหญ่

ในสังคมปัจจุบันมีเหตุปัจจัยมากมายที่ทำให้ "ชีวิตหมดความหมาย" ไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้เป็น direct threat การคุกคามโดยตรงต่อทุกๆวิชาชีพที่ต้องใช้ธรรม ใช้ปัญญา ใช้คุณธรรม ใช้การเสียสละ เป็นต้นทุนในการทำงาน

เรากำลังทำอะไรกัน?

สกล สิงหะ

เขียนที่หน่วยชีวันตาภิบาล โรงพยาบาลสงขลานครินทร์

วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๑ นาฬิกา ๑๘ นาที

วันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะเมีย

อ่านแล้วอย่าลืมไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่บ้างนะครับ

. เราย้ายมาอยู่ที่นี่ได้หลายปี เพื่อนบ้านก็ดี มีน้ำใจ ข้างบ้านรั้วติดกันมีคุณลุงคนหนึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ เกษียณมาหลายปีแล้ว ภรรยาเสีย ตั้งแต่เรายังไม่ย้ายเข้ามา ลูก ๆ ทั้ง 3 คน ต่างก็แต่งงาน มีครอบครัว ไปอยู่ที่จังหวัดอื่น ๆ กันหมด..... ลุงแกก็อยู่บ้านคนเดียวมาเกือบ 10 ปี
เราได้รู้จักลุง ก็ได้เห็นในน้ำใจไมตรี เป็นคนใจดี อบอุ่น น่ารัก.....มีโรคประจำตัวตามประสาคนแก่ คือ เบาหวาน ความดัน และเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปตามปกติ.....
ด้วย ความที่อยู่บ้านคนเดียว บางครั้งเจ็บป่วย ก็ลำบากหน่อย เพราะไม่มีลูกหลาน คอยช่วยเหลือ ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เราก็ได้มีโอกาสได้ช่วยเหลือ พาไปหาหมอ พาไปทำธุรต่าง ๆ และถ้าป่วยหนักถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล ก็จะช่วยโทรตามลูก ๆ ของแกให้..... ลูก ๆ ก็จะมาเยี่ยมบ้าง ไม่มาบ้าง แล้วแต่โอกาส เรารู้ว่า คุณลุงเหงา .....
....... บ่อยครั้งที่คุณลุงจะบ่นถึงคุณป้า ซึ่งเราไม่เคยเจอตัวจริง ได้เห็นแต่ในรูป เพราะท่านเสียไปหลายปีแล้ว ก่อนที่เราจะได้ย้ายมาอยู่ที่นี่
ช่วงเทศกาล ปีใหม่ สงกรานต์ เมื่อบ้านอื่น ๆ เขามีลูก ๆ มาเยี่ยม เราเห็นคุณลุงนั่งเหงาเพียงลำพังเราก็ซื้อของขวัญ ของกิน ของใช้ บางครั้งก็เป็นพวกผลไม้บ้าง เครื่องดื่มบ้าง ไปไหว้
..... ลุงก็ดีใจ ให้ศิลให้พร กันยกใหญ่.....แล้วก็บ่น รำพึง รำพัน ถึงลูก ๆ .....น้ำตาไหล นั่งมองแต่ประตูหน้าบ้านรอว่าเมื่อไร จะมีรถของลูก ๆ กลับมาเยี่ยมบ้าง .....
หลายปีมานี้ คุณลุงก็ได้แต่รอ......เราก็ได้แค่ปลอบว่าลูก ๆ เขาคงติดธุระ วันไหนเขาว่างก็คงมาเยี่ยม ไม่ต้องคิดมาก เสียสุขภาพไปเปล่า ๆ .....
ที่ หลังบ้านคุณลุง มีต้นมะม่วงพันธุ์ดีอยู่หลายต้น มีต้นหนึ่งที่ลูกโต หวานอร่อยเป็นพิเศษ เราไปช่วยลุงเก็บเป็นประจำ และคุณลุงก็จะแบ่งมาให้ทุกครั้ง.......ลุงจะคัดลูกสวย ๆ เก็บใส่กล่องดูแลเป็นพิเศษ..... เก็บไว้รอลูก ๆ อยากให้ลูกได้กินของดี ๆ หลายครั้งหลายหน เราเห็นคุณลุงรอลูก ๆ จนมะม่วงเน่าเสียไป ไม่รู้กี่หน ต่อกี่หน.....
หลายปีมานี้ ก็ไม่เคยเห็นลูก ๆ กลับมากินมะม่วงที่พ่อบ่มไว้แม้แต่ครั้งเดียว
มีที่แปลงหนึ่งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ คุณลุงบอกว่าอยากขาย ให้เราช่วยดำเนินการให้หน่อย เราก็เขียนป้ายไปติด แล้วลงประกาศให้ ..... 5 เดือนเศษ ๆ หลังจากประกาศขาย ในที่สุดก็มีผู้สนใจและก็ขายได้ในที่สุด ในราคา 1 ล้านบาท ...
เมื่อได้เงินมา สิ่งแรกที่คุณลุงพูดถึงคือ..... คิดถึงลูก ๆ ถ้ารู้ว่าพ่อขายที่ได้คงดีใจ ลุงบอกว่าจะแบ่งเงินให้ลูกทั้ง 3 คน เท่า ๆ กัน .....
วันรุ่งขึ้น ลุงก็มาหาเราแต่เช้า บอกว่าวันนี้ ขอแรงหน่อย ช่วยพาลุงไปธนาคารที จะไปโอนเงินให้ลูก เราก็พาไป วันนั้นเป็นลูกค้ารายแรกของธนาคาร......คุณลุงโอนเงิน ให้ลูกคนละ 3 แสนบาท .....
..... เมื่อกลับมา จอดรถส่งลุงหน้าบ้าน..... ก่อนลงจากรถ คุณลุงหยิบเงิน ในกระเป๋า 1 แสน บาทยื่นส่งให้ บอกว่า.....เอานี่ ลุงให้.......เรารีบปฏิเสธ บอกว่า ไม่เป็นไรหรอกครับลุง ไม่ต้องให้ผมลุงเก็บไว้ใช้เถอะ ให้ลูก ๆ ไปเกือบหมดแล้ว...... ลุงบอกว่า เอาไปเถอะ ลุงได้รับบำนาญทุกเดือน ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ที่แปลงนี้ที่ขายได้ ก็เพราะเราต้องรับโทรศัพท์และพาคนไปดูที่ หลายเดือนมานี้ไม่รู้ขับรถไป-กลับกี่รอบแล้ว และอีกอย่าง ตลอดเวลาที่ผ่านมา ลุงก็ได้แต่รบกวน ไม่เคยได้ให้อะไร ตอบแทนบ้างเลย พ่อหนุ่มไม่ใช่ลูก ไม่ใช่หลาน แต่ก็ยังอุตส่าห์เสียเวลาเป็นธุระจัดการเรื่องราวให้สารพัด รับไว้เถอะ ลุงอยากให้จริง ๆ ถ้าไม่รับลุงจะเสียใจนะ......เราก็ไหว้ ขอบคุณครับลุง
กลับมานอนคิด ไตร่ตรอง รู้สึกไม่สบายใจ ดึก ๆ จึงหยิบเงินไปหาลุงอีกรอบ.....แต่ลุงไม่รับคืนและยืนยันว่าตั้งใจจะให้เราจริง ๆ .....
อีก 2 วันถัดมา มีรถยนต์มาจอดที่บ้านลุง ลูกสองคน คนเล็กและคนกลางมาเยี่ยมและทวงถามเราถึงเงิน 1 แสนบาท พูดจาประมาณว่า.....เราไปหลอกเอาเงินคนแก่ เรารีบเข้าไปในบ้านหยิบเงิน 1 แสน เดินไปที่บ้านลุง แล้วคืนเงินให้ลุง
ลุงปฏิเสธและพยายามอธิบายให้ลูก ๆ ฟัง แต่ทั้งสองคนไม่ยอม เราจึงวางเงินไว้ แล้วเดินออกมา
ก่อนตะวันตกดิน ได้ยินเสียงรถขับออกไป ..... สักพักลุงก็มาหา เล่าว่าสองคนนั้นแบ่งเงินกันคนละ 5 หมื่นแล้วก็ลากลับไปแล้ว
คุณลุงกล่าวคำขอโทษอย่างที่สุด..... ลุงน้ำตาไหล บอกว่าเสียใจ ไม่คิดว่าลูก ๆ จะเป็นไปถึงขนาดนี้ ..... ลุงบอกว่าจะเอาเงินบำนาญที่ได้รับทุกเดือนมาทยอยคืนให้ จนกว่าจะครบ 1 แสนบาท.....เราบอกว่าไม่เป็นไรหรอกครับลุง ไม่ต้องทำอย่างนั้น....
..... อีก 3 วัน เกือบ ๆ เที่ยงคืน ลุงมาที่บ้าน พร้อมกับลูกชายคนโต
" เมื่อ 3 วันที่แล้ว พ่อโทรฯ ไปเล่าเรื่องให้ฟัง พี่ก็ไม่สบายใจ.... พอดีที่ทำงานส่งไปสัมมนาหลายวันออกมาไม่ได้ พอเสร็จธุระ ก็รีบขับรถมาเลย มาถึงซะดึก....พี่ต้องขอโทษแทนน้อง ๆ สองคนด้วย เสียมารยาทจริง ๆ เดี๋ยวต้องคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวสักครั้ง อายุก็มากแล้วแต่ก็ไม่รู้จักโต แย่จริง ๆ ...... เอาอย่างนี้ ขอเลขบัญชีธนาคารให้พี่ได้ไหม เดี๋ยวกลับไปพี่จะรีบโอนเงินมาคืนให้ "
" ไม่ต้องหรอกครับ ไม่เป็นไร..... เราปฏิเสธไป"
วันถัดมาเมื่อลูกชายคนโตกลับไป ลุงเล่าให้ฟังด้วยความดีใจ
" เจ้าใหญ่มันบอกว่า วางแผนไว้แล้วอีก 5 ปี จะย้ายมาทำงานที่บ้าน จะพาลูกมาเมียมาอยู่ที่นี่ "
เราสังเกตุเห็นแววตาอันสดใส ของคุณลุง...บ่งบอกถึงความ ปิติ ยินดี อย่างที่สุด
ดีใจด้วยครับลุง ต่อไปลุงจะได้ไม่เหงาแล้ว...
ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เกือบ 4 ปี แล้วซินะ...... ที่ลุงนับวันรอว่าจะมีลูก ๆ กลับมาอยู่ด้วย เราเห็นปฏิทิน ที่คุณลุงขีดฆ่า วันแล้ววันเล่า...... เดือนแล้วเดือนเล่า..... ปีแล้วปีเล่า.....และสุดท้าย.....
ลุงน่าจะอดทนรออีกนิด .. อีกนิดเดียวเองครับลุง
ในห้องไอซียู เรากับพี่ใหญ่นั่งอยู่คนละข้างเตียงคนไข้.....ช่วงเวลา สุดท้ายของชีวิต
คุณลุงขยับนิ้วมือ เรากับพี่ใหญ่เอื้อมมือไปจับมือลุง.....ดวงตาค่อย ๆ ปิดลงช้า ๆ
คุณลุงจากไปด้วยอาการสงบ ...
หลังงานศพ เสร็จสิ้น..... ค่ำคืนนั้น พี่ใหญ่มาหาเราที่บ้าน ยื่นถุงกระดาษส่งให้ บอกว่า.....
" พ่อฝากไว้ให้ พ่อกำชับไว้ตั้งแต่ก่อนตาย ว่าต้องให้เรารับไว้ ไม่งั้นพ่อจะนอนตายตาไม่หลับ"
เราแกะถุงเปิดดูข้างใน มีซองจดหมายทั้งหมด 10 ซอง
จ่าหน้าว่า...
คืนเงินเดือนที่ 1-2-3... ไปจนถึง คืนเงินเดือนที่ 10
ในแต่ละซอง ข้างในมีธนบัตรใบละ 1,000 บาท สิบใบ....ซองสุดท้าย มีข้อความว่า
ถึง...
หลานที่ไม่ใช่สายเลือด แต่ก็เป็นหลานที่ดีกับลุงเหลือเกิน ..... ลุงคืนเงินให้ตามที่เคยสัญญาขอบคุณที่ช่วยเหลือ เป็นธุระให้ ในทุก ๆ เรื่อง และเป็นเพื่อนคนแก่มาตลอด
.... ป้ามารอลุงแล้ว..... ลุงต้องไปก่อน.
อีก 2 วันถัดมาที่บ้านคุณลุง มีคนเข้ามาทำความสะอาด.....เราสังเกตุเห็นปฏิทินที่คุณลุงใช้ขีดฆ่าเพื่อนับวันรอลูก ๆ ถูกทิ้งอยู่ในถังขยะหน้าบ้าน เดินไปที่ถังขยะหน้าบ้านลุง มองไปที่ประตู มีป้ายประกาศติดไว้
ขายบ้าน ด่วน !
เราไปเก็บปฏิทินมาทำความสะอาด ....... นึกถึงภาพคนแก่ ที่หยิบดินสอขีดฆ่าตัวเลขบนปฏิทิน ด้วยอาการมือสั่นเทา ลูก ๆ คงไม่รู้หรอกว่า ภายใต้ปฏิทินเก่า ๆ ไร้ค่าใบนี้
..... มันซ่อนความห่วงหาอาลัยซ่อนความเงียบเหงา ว้าเหว่ ..ซ่อนความเจ็บปวดร้าวลึก ของคนแก่คนหนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดียวเพียงลำพังมานานกว่า 10 ปี
เราตั้งใจจะเก็บปฏิทินนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ระลึก...ตลอดไป...
ขอให้บุญกุศล และคุณงามความดี ทั้งหลายทั้งปวง ที่คุณลุงได้สั่งสมมาตลอดชั่วชีวิต
จงนำพาดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ของคุณลุง ไปสู่สุคติในดินแดน อันสงบ ร่มเย็น ชั่วนิจนิรันดร์.....อ่านแล้วอย่าลืมไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่บ้างนะครับ

6 วิธีในการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น

6 วิธีในการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
1. ยินดีและยอมรับการเปลี่ยนแปลง
คนส่วนใหญ่ไม่ชอบและต่อต้านการเปลี่ยนแปลงซึ่งจะเป็นแรงฉุดที่ทำให้เขาอยู่กับที่ หากพยายามเปิดใจ ยินดีและยอมรับกับความเปลี่ยนแปลง จะทำให้พัฒนาง่าย
2. หยุดหาข้อแก้ตัวให้กับตัวเอง
เรียนรู้หลักในการรับผิดชอบ จะรู้ว่าการกล่าวโทษหรือบ่นให้กับสิ่งต่างๆ นอกจากจะไม่ทำให้อะไรดีขึ้น แล้วยังทำให้ตัวเรามีความสุขน้อยลงด้วย
เมื่อทำสิ่งใดแล้วไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่เราต้องการ ยืดอกแล้วยอมรับและใช้มันเป็นบทเรียนเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นจะดีกว่า
3. ทำตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดี
การทำตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดี ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งยิ่งช่วยทำให้ชีวิตเราดียิ่งขึ้น เริ่มจากจุดเล็กๆ เช่น การเป็นพี่ที่ดีให้กับน้องๆ การเป็นโค้ชให้กับเด็กๆ และการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก
4. รู้จักการให้อภัย
ทุกคนรู้ว่าเป็นเรื่องดีแต่เป็นเรื่องยากที่จะให้อภัยกับคนที่ทำให้เรา เสียใจหรือผิดหวัง แต่หากเราสังเกตุดูตัวเอง ความโกรธที่มี เหมือนกับการกำถ่านร้อนๆ ที่พร้อมจะโยนใส่คนอื่น แต่คนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือตัวเราเองที่ถูกเผาอยู่คนเดียวการเรียนรู้ที่จะปล่อยวางและให้อภัยจะพบว่าตัวเราเองที่รู้สึกมีความสุขที่สุด
5. รู้จักการรับฟังที่ดี
ผู้คนในทุกวันนี้รีบเร่ง ยุ่งอยู่ตลอดเวลา ในการทำงาน ครอบครัว และใช้ชีวิต ไม่มีเวลาฟังในสิ่งที่สำคัญจนกระทั่งเราพลาดโอกาสสำคัญและความสุขในชีวิตไป อีกหลายอย่าง การทำชีวิตของเราให้ช้าลงบ้าง เลือกใส่ใจและรับฟัง แล้วคุณจะพบความต้องการและโอกาสอีกมากมายที่ยังไม่มีใครได้ยิน
6. เรียนรู้ที่จะสร้างรอยยิ้มให้ผู้อื่น
การ คิดดี พูดดี หาโอกาสสร้างรอยยิ้มให้กับคนที่เรารัก และคนที่อยู่รอบๆตัวเรา ช่วยเพิ่มความสุขในแต่และวันให้กับคนอื่น แล้วจะพบว่าตัวเราเองจะรู้สึกถึงความสุขนั้นมากกว่าใครๆ
ที่มา http://www.succeedlifestyle.com

นายแพทย์ที่ดีที่สุดของโลก ๖ อย่าง

6 best Doctors in the world : - นายแพทย์ที่ดีที่สุดของโลก ๖ อย่างคือ
1. (sun) Sunlight แสงอาทิตย์
2. (sleep) Rest การพักผ่อน
3. (exercise)Exercise การออกกำลังกาย
4. (diet)Diet โภชนาการ
5. (man) (man) Self Confidence ความมั่นใจตนเอง
6. (friend) (friend) Friend เพื่อน
(rose)Send to all friends who are importance to you.

(letter)กรุณาส่งให้เพื่อนทุกคนที่เป็นคนสำคัญสำหรับคุณ (kiss)

รู้จักหาความสุขจากธรรมชาติรอบตัว

รู้จักหาความสุขจากธรรมชาติรอบตัว
มนุษย์ทุกคนในโลกต่างเคยมีประสบการณ์คล้ายคลึงกันในยามที่เครียดหรือเป็นทุกข์แล้วได้เบนสายตาไปหาธรรมชาติต่างพบว่าปริมาณความทุกข์ดูเหมือนเจือจางลงไปได้ ขณะที่บางคนหายทุกข์ได้อย่างปลิดทิ้ง เพราะเกิด "ปัญญา" ขึ้นฉับพลันจากการเปรียบเทียบทุกข์ในใจเข้ากับความเป็นไปอย่างอิสระของโลกอันกว้างใหญ่ บางคนยังพบว่า ธรรมชาติเป็นเสมือนบึงน้ำใหญ่อันฉ่ำเย็นให้มนุษย์ตักตวงพลังชีวิตและความสุขสู่ชีวิตได้อย่างไม่มีวันหมด
ดร.มาเรีย ดอมนิง (Maria Domning) นักศิลปะบำบัดชาวเยอรมัน ซึ่งใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณอายุเป็นอาสาสมัครฝึกสอนด้านศิลปะบำบัดให้แก่โรงเรียนทางเลือกแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่จัดการศึกษาตามแนวคิดแบบวอร์ดอฟ เคยเล่าให้หลายคนฟังว่า ที่บ้านของเธอที่ประเทศเยอรมนี ตรงบริเวณหน้าต่างข้างประตูบ้าน จะมีกระดาษขนาดโปสการ์ด สีน้ำ และพู่กันวางอยู่ ทุกเช้า ก่อนที่เธอจะออกจากบ้านไปเริ่มต้นภารกิจต่างๆ เธอจะกันเวลาไว้สัก ๕ นาที นั่งลงมองท้องฟ้า และระบายสีถ่ายทอดความรู้สึกจากภาพที่เห็น เธอบอกว่านี่เป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่วิเศษ เพราะสามารถสร้างความสุขให้เบ่งบานอยู่ในหัวใจได้ตลอดทั้งวัน และโปสการ์ดเหล่านี้นี่เองที่เธอใช้เป็นการ์ดอวยพรปีใหม่ ส่งความสุขจากตัวเธอแผ่กระจายไปสู่มิตรที่เธอมีอยู่ทั่วโลก
สิ่งที่เราเรียนรู้จากอาจารย์มาเรียนั้นมิใช้เพียงแค่การได้วิธีการหนึ่งที่จะเข้าถึงความสุขได้อย่างเรียบง่ายเพียงด้วยการเปิดตาเปิดใจให้มองเห็นความงามจากธรรมชาติรอบตัว แต่ยังแสดงให้เห็นว่าธรรมชาตินั้นพร้อมที่จะให้มนุษย์ทุกคนซึมซับ เอาความสุขเข้าไปหล่อเลี้ยงจิตใจได้ทุกที่ ทุกเวลา หากคนคนนั้นรู้จักกำหนดกิจวัตรแห่งการเปิดรับเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ การเข้าถึงธรรมชาติตามแบบของอาจารย์มาเรียเป็นหนึ่งในรูปแบบง่ายๆ ที่เราจะได้เป็นเจ้าของความสุขได้ทุกวัน และยังมีวิธีอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งที่ทำได้ด้วยตัวคนเดียว และทำร่วมกับมิตรสหาย เช่น การปลูกต้นไม้ รดน้ำและดูแล การหาเวลาเดินเล่นช้าๆ ในสวนสาธารณะ การดูนก ที่ทำได้ตั้งแต่ในละแวกบ้าน และออกไปในที่ห่างไกลและมีอีกหลากหลายวิธีที่คุณสร้างสรรค์ได้ตามแบบฉบับของตัวเอง
ที่มา หมอชาวบ้าน

ธรรมะจากครูบาอาจารย์.....บางตอนของ ทนได้สบายมาก__พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ธรรมะจากครูบาอาจารย์.....บางตอนของ ทนได้สบายมาก__พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
เคยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหลวงปู่บุดดา ท่านมรณภาพไปนานแล้ว ตอนมรณภาพท่านอายุ ๑๐๑ปี เรื่องนี้เกิดมาสี่สิบห้าสิบปีมาแล้ว วัดท่านอยู่สิงห์บุรี มีโยมนิมนต์ท่านมาฉันเพลที่กรุงเทพฯ เมื่อท่านฉันเสร็จ โยมเห็นว่าท่านชราแล้ว ก่อนกลับวัด ก็นิมนต์ให้ท่านพักในห้อง หลวงพ่อเอนกาย มีลูกศิษย์มานั่งเป็นเพื่อน ระหว่างที่นั่งรอก็กระซิบกระซาบกันเบาๆ แต่เผอิญห้องข้างๆ เป็นร้านค้า เจ้าของเป็นอาซิ้ม คนจีนสมัยก่อนสวมเกี๊ยะ สมัยก่อนไม่มีรองเท้าพลาสติกอย่างเดี๋ยวนี้ อาซิ้มเดินขึ้นเดินลงบันได เสียงก็ดัง ดังถึงห้องที่หลวงปู่บุดดาพักอยู่ พวกลูกศิษย์ได้ยิน ก็ไม่ค่อยพอใจ บ่นเบาๆ ว่าเดินไม่เกรงใจกันเลย หลวงปู่บุดดาท่านหลับตาอยู่แต่ไม่ได้นอนหลับ พอได้ยิน ท่านก็เลยพูดเบาๆ ว่า “เขาเดินของเขาอยู่ดีๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง” หูเราไปรองเกี๊ยะเขาเราก็เลยทุกข์ เสียงมันก็เป็นธรรมดาอย่างนั้นแหละ แต่หูเราหาเรื่องเอง

แดงในดิน บินอากาศ พาดต้นไม้ ใต้ธรณี"

 แดงในดิน บินอากาศ พาดต้นไม้ ใต้ธรณี" ยาสมุนไพรที่ใช้ในพิธีลงเสาเอก อาคารการแพทย์สมุนไพร...
วันนี้มาร่วมงานลงเสาเอกอาคารกายภาพบำบัด รพ. สารภี สาขาชมพูที่มีคุณลุงวิบูลย์ จามิกรบนิจาค ได้ร่วมสนทนาภูมิปัญญาพื้นบ้านกับคนเฒ่าคนแก่ ได้รับคาวมรู้พิเศษครับ คุณลุงท่านหนึ่งบอก่วยา หมอรู้ไหมว่า ของมงคลที่พ่อเตรียมเอาลงเสาเอกวันนี้เป็นสมุนไพรนะ. เราก็ถามว่ามีอะไรบ้างครับ. คุณลุงบอกว่ามี. " แดงในดิน บินอากาศ พาดต้นไม้ ใต้ธรณี" ซึ่งได้แก่
สมุนไพรมงคลสี่ประการที่ เป็นตำรับบำรุงกำลังครับ...
แดงในดินคือ ปิดปิวแดง
บินอากาศคือน้ำผึ้ง
พาดต้นไม้คือบอระเพูด
ใต้ธรณีคือ แห้วหมู
ถ้ามีกล้วยดิบด้วย. เอารวมกันดองเหล้า โบราณว่าเป็นยาอายุวัฒนะ
แต่สำคัญที่อย่าทดลองทานเองนะ ไปปรึกษาแพทย์แผนไทยก่อนนะครับว่าสัดส่วนเท่าไหร่ ห้ามในคนไหนบ้าง เอามาเล่าสู่กันฟังบ่าย...

คำคมโดนใจ...

คำคมโดนใจ...
1 คนที่ชอบแย่งจ่ายเงินก่อน ไม่ใช่เพราะมีเงินมากไป แต่ให้ความสำคัญของมิตรภาพมากกว่าเงินทอง
2. เวลาทำงาน คนที่ยินดีทำมากกว่าคนอื่นไม่ใช่เขาโง่ แต่เขารู้หน้าที่
3 หลังจากทะเลาะกัน คนที่ขอโทษก่อน ไม่ใช่เขาผิด แต่เขารู้จักทนุถนอมคนข้างกาย
4. คนที่ยอมช่วยเหลือคุณ ไม่ใช่ติดค้างอะไรคุณ แต่เขาเห็นคุณเป็นเพื่อนแท้
5. คนที่ส่งข่าวสารให้คุณบ่อยๆไม่ใช่ว่างจนไม่มีอะไรทำ แต่เพราะว่าในใจเขามีคุณ

6 คุณประโยชน์จากแสงแดด

 6 คุณประโยชน์จากแสงแดด
1. แสงแดดให้วิตามิน ดี ซึ่งช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เป็นประโยชน์ต่อกระดูก
และฟันและช่วยในการย่อยอาหาร
การได้รับแสงแดดในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นทุกวัน จะทำให้ร่างกายสามารถสร้างวิตามิน ดี
ตามที่ร่างกายต้องการ ได้ทั้งหมด
แสงแดดจะอ่อนมาก ให้คุณประโยชน์ อย่างเต็มที่ จะนั่งสมาธิไปด้วย หรือจะนั่งนอน แบบพักผ่อน ก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้น
ห้ามโดนแดดจัด เป็นเวลานาน เพราะอาจจะทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้ โดยเฉพาะในเวลา
10.00 - 14.00 น. ซึ่งเป็นเวลาแดดจัดมาก
*** เวลาแต่ละประเทศ ไม่เหมือนกัน เป็นการประมาณเท่านั้น)
2. แสงแดดทำให้ผิวหนังแข็งแรงขึ้น สามารถต้านทานโรค และลดอาการอักเสบ
ติดเชื้อได้ โดยเฉพาะกับโรคสะเก็ดเงิน แผลแมลงสัตว์กัดต่อย และสิว
3. แสงแดดช่วยลดอาการตัวเหลืองในเด็กแรกเกิดได้ โดยให้เด็กตากแดดอ่อน
ในตอนเช้า และให้ดื่มน้ำมากๆ
4. แสงแดดช่วยให้อารมณ์แจ่มใส มีงานวิจัยพบว่า ผู้หญิงบางคนที่อยู่ในแถบ
ประเทศที่มีฤดูหนาว ซึ่งมีแสงสว่างน้อย เป็นเวลายาวนาน จะเกิดอารมณ์ซึมเศร้า ที่เกิด
ตามฤดูกาล แสดงถึงว่า แสงแดดมีผลกระทบต่อระบบประสาทและอารมณ์ ที่เป็นเช่นนี้
ก็เพราะแสงแดดช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนเอนดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารสุขที่ช่วยให้รู้สึก
สบายนั่นเอง
5. แสงแดดช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทาน โดยไปช่วยเพิ่มความสามารถของ
เม็ดเลือดแดง ในการลำเลียงออกซิเจน เมื่อได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ เซลล์ต่างๆ
ก็จะทำงานได้ดีขึ้น
6. แสงแดดช่วยลดน้ำหนัก โดยไปกระตุ้นอัตราเผาผลาญอาหารของร่างกาย ช่วยให้
เผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น (บ้าง) แต่ไม่ได้มากขนาดที่จะทำให้ คุณกินข้าวขาหมู
ทั้งจาน แล้วจะไปตากแดด เพื่อเผาผลาญพลังงานได้หมด โปรดอย่าเข้าใจผิด
นี่ล่ะ !! 6 คุณประโยชน์ของแสงแดดจากธรรมชาติทุกวัน เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อประโยชน์สุขภาพของท่านจะดีขึ้น
ที่มา นิตยสารชีวจิต