เลิกกับภรรยาแล้ว ถ้าอยากเจอผู้หญิงดีๆ ต้องสร้างบุญอย่างไร...
ถาม - ผมเลิกกับภรรยาแล้ว ตอนนี้รู้สึกเหงามาก เพราะเคยชินกับชีวิตครอบครัว
อยากมีโอกาสพบผู้หญิงที่ดีเพื่อเป็นคู่ชีวิต ต้องสร้างบุญอย่างไรครับ
ดังตฤณ ตอบ - ได้คนใหม่ก็อาจย้อนกลับไปเข้าวงจรเดิม
ผู้หญิงของคุณก็เคยดีไม่ใช่หรือครับ
วันนี้เขายังเปลี่ยนไปได้
แล้วจะเอาอะไรเป็นประกันว่าคนใหม่จะไม่ซ้ำรอยเดิมอีก
ถ้าอยากทำบุญแก้ทุกข์
ก็ควรทำแบบให้มีกำลังใจตัดของเก่า
อย่าไปทำแบบหาเรื่องขอของใหม่เลย
ของดีมักมีมาตอนสบายใจเมื่อถึงเวลาอันควร
น้อยคนครับที่ได้ของดีตอนกำลังจมทุกข์
ทุกคนอยากให้ใครๆ มาช่วยฉุดหรือช่วยพยุงทั้งนั้น
แล้วผู้หญิงดีๆ ที่ไหนจะเลือกมาเป็นไม้เท้าค้ำรักแร้ให้คุณ
ผู้หญิงดีก็ต้องคิดว่าตัวเองคู่ควรกับผู้ชายที่ดีกว่า
มีกำลังใจมากกว่า มีความอดทนมากกว่ามิใช่หรือ?
สรุปคือทำบุญอย่างไรก็ได้ให้มีกำลังใจดีกว่านี้
หายเศร้า หายสงสารตัวเองอย่างที่เป็นอยู่นี้
ผู้หญิงดีๆ มองหาผู้ชายดีๆ ที่เห็นใจเขา
ไม่ใช่หาคนแปลกหน้าที่เขาจะต้องเป็นฝ่ายให้ความเห็นใจ
ฉะนั้น เมื่อไหร่คุณให้ทาน รักษาศีลจนเข้มแข็ง
ขนาดที่เป็นฝ่ายเห็นใจคนอื่นได้
ก็เมื่อนั้นเองที่เข้าข่ายน่าพิจารณาสำหรับผู้หญิงดีๆ ครับ
โดย ดังตฤณ
ที่มา http://larndham.net/index.php?showtopic=25367&st=0
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ปฏิญญาพฤษภาประชาธรรม 2555 เพื่อสันติ – ประชาธิปไตย ร่วมสถาปนาอนุสาวรีย์พฤษภาประชาธรรม และประกาศ “ถนนราชดำเนิน เขตสันติภาพ ปลอดอาวุธ”
ปฏิญญาพฤษภาประชาธรรม
2555
เพื่อสันติ – ประชาธิปไตย
ในโอกาสการย่างเข้าสู่ปีที่
20 ของเหตุการณ์พฤษภาคม 2535
ร่วมสถาปนาอนุสาวรีย์พฤษภาประชาธรรม
และประกาศ
“ถนนราชดำเนิน เขตสันติภาพ ปลอดอาวุธ”
ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความเป็นธรรม ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา
ถนนราชดำเนิน ได้กลายเป็นเส้นทางแห่งการพิทักษ์ ปกป้อง และต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ
และประชาธิปไตย มาโดยตลอด
บางครั้งก็มีสภาพที่ไม่ต่างจากสมรภูมิการสู้รบเท่าใดนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้นำมาสู่การสูญเสียเลือดเนื้อ
และชีวิตของประชาชนนับร้อยนับพัน ไม่ว่าจะในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 พฤษภาคม 2535
จนถึง เมษายน - พฤษภาคม 2553 การสูญเสียชีวิตของประชาชน สื่อมวลชน และทหารหาญ
อันเป็นทรัพยากรสำคัญของสังคม ในเหตุการณ์ทางการเมืองดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สมควรจะบังเกิดขึ้นในเมืองแห่งพุทธศาสนา
และประชาธิปไตย
ที่พึงมีวิธีการที่อารยะในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งอย่างมีสติ ปราศจากความรุนแรง
การเคลื่อนย้ายอาวุธ หรือกองกำลังติดอาวุธ ไม่ว่าจากกลุ่มหรือฝ่ายใด ๆ
ด้วยวัตถุประสงค์ที่โจ่งแจ้งหรือเคลือบแฝงเพียงใด
บนถนนราชดำเนินอันเป็นเส้นทางสำคัญของประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย ย่อมเป็นสิ่งที่มิอาจยอมรับได้ ด้วยเหตุที่ “สิทธิในการมีชีวิต” ถือเป็นเจตจำนงสูงสุดของมนุษยชาติ
ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าในศาสนา
หรือ สังคมวัฒนธรรมใด ๆ ทั่วโลก และเป็นสิทธิมนุษยชน อันเป็นคุณธรรมสากล
ดังนั้น ... ในโอกาสแห่งการก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 20
ของเหตุการณ์พฤษภาคม 2535
ในโอกาสแห่งการก้าวย่างเข้าสู่ปีที่
80 ของการสถาปนาประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475
ในโอกาสแห่งการย่างเข้าสู่ปีที่
230 ของการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ โดยกรุงเทพมหานครเป็นราชธานี
จึงถือเป็นนิมิตหมายอันดียิ่ง ที่เครือข่ายองค์กรผู้รักสันติภาพ
เสรีภาพ ประชาธิปไตย และความเป็นธรรม ในภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม จะได้ร่วมกัน
ประกาศให้ “ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าลีลา จนถึงสะพานผ่านพิภพลีลาศ เป็นเขตสันติภาพ
... ปราศจากความขัดแย้ง ความรุนแรง ปลอดจากอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อการสังหารชีวิต
ไร้การละเมิดสิทธิมนุษยชน”
ทั้งนี้เพื่อให้เป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญในการย้ำเตือนสำนึกแห่งสิทธิเสรีภาพ
ความเป็นไท ยึดมั่นในหลักแห่งสิทธิมนุษยชน
และขันติธรรมในสังคมไทยให้สืบต่อไปชั่วนิรันดร์
ข้าพเจ้า และกลุ่ม องค์กร หน่วยงานข้างท้ายนี้
ขอร่วมสถาปนาอนุสาวรีย์พฤษภาประชาธรรม และสนับสนุนปฏิญญาฉบับนี้
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเห็น สันติภาพ ความเป็นธรรม การพัฒนา และประชาธิปไตย
ที่แท้จริง เกิดขึ้นในสังคมที่รักยิ่งของเราในเร็ววัน.
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา
35
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน
มูลนิธิพฤษภาประชาธรรม
เครือข่ายองค์กรภาคประชาชน
สันติภาพ สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และการพัฒนาสังคม
และ
คณะกรรมการจัดงาน 20 ปี พฤษภาประชาธรรม
17 พฤษภาคม 2555
"งานเทศกาลอาหาร 2 ทะเล" : 1 - 10 มิ.ย. 55 ณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
"งานเทศกาลอาหาร 2 ทะเล" : 1 - 10 มิ.ย. 55 ณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
"งานเทศกาลอาหาร 2 ทะเล" : 1 - 10 มิ.ย. 55 ณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ภายในงานมีกิจกรรม เช่น การออกร้านจำหน่ายอาหารทะเล และอาหารพื้นบ้านของจังหวัดสงขลาประกวดนางสาวสมิหลา การแสดงมหรสพต่าง ๆ สอบถามได้ที่ เทศบาลนครสงขลา โทร.0-7431-1015 หรือที่ททท. สำนักงานหาดใหญ่ โทร. 0-7423-1055, 0-7423-8518
"งานเทศกาลอาหาร 2 ทะเล" : 1 - 10 มิ.ย. 55 ณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ภายในงานมีกิจกรรม เช่น การออกร้านจำหน่ายอาหารทะเล และอาหารพื้นบ้านของจังหวัดสงขลาประกวดนางสาวสมิหลา การแสดงมหรสพต่าง ๆ สอบถามได้ที่ เทศบาลนครสงขลา โทร.0-7431-1015 หรือที่ททท. สำนักงานหาดใหญ่ โทร. 0-7423-1055, 0-7423-8518
สัสสตทิฏฐิ หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร
หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร
สัสสตทิฏฐิ
ความเห็นว่าโลกเที่ยง เรียกว่า สัสสตทิฏฐิ ทิฏฐินี้จั ดเป็น มิจฉาทิฏฐิ
เป็นตัวร้ายสำคัญเสมอกันกับ อั นตคาหิกทิฏฐิ ที่พูดแล้ว
เป็นที่เกรงกลัวกันมาก พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เข้าใกล้ ได้
ใครทำความเห็นให้พ้องกับทิฏฐินี ้ ก็จัดเป็นพวก สัสสตทิฏฐิ
มีโทษต้องเป็นหัวตอปักประจำโลก
ห่างไกลจากพระนิพพานลิบอีกเหมื อนกัน ให้กู่จนเสียงหลงก็ไม่ได้ยิน
แต่ทิฏฐินี้มีหลักฐานดี
เมื่อเข้าใจเรื่องก็สามารถหลี กเลี่ยงให้พ้นจากเขตวิสัยได้ง่ ายๆ
แต่เมื่อไม่ได้ความเข้าใจก็ให้ เห็นไปว่า เลี่ยงหลีกให้พ้นได้ยาก เพราะไม่เข้าใจความมุ่งหมาย
กลับเป็นอันตรายแก่ความเห็นที่ ถูกทางเพิ่มเข้าอีก
ด้วยเอา สัสสตทิฏฐิ ปลอมๆ หลอกๆ มาขู่เข็ญกันให้กลัวเกรง
ฝืนอำนาจแห่งสัจจธรรม
เพราะเหตุนี้คนผู้ไม่รู้จัก สั สสตทิฏฐิ
ก็มักยก สัสสตทิฏฐิ นี้ขึ้นคั ดค้านเรื่องที่ดีที่ชอบประกอบด้ วยเหตุผล
ทำคนผู้เจ้าของเรื่อง ให้รวนเรลังเลใจ
เสื่อมเสียไปจากความเห็นอันดีอั นชอบของตนได้
สัสสตทิฏฐิ เป็ นของชนภายนอกพระพุทธศาสนา มีมานานก่อนพุทธกาล
เข้าใจกันว่ามีในศาสนาพราหมณ์
เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชน จะทำความเห็น
ให้แวะเวียนเข้าใกล้เขตวิสัยแห่ ง สัสสตทิฏฐิ นี้ไม่ได้
คำอธิบายบางตำรากล่าวว่า
ความเห็นว่าสัตว์ตายแล้ว
จิตเป็นธรรมชาติที่ไม่สูญ ย่อมถือปฏิสนธิในกำเนิดอื่นต่ อไป
ความเห็นอย่างว่านี้เป็น มิ จฉาทิฏฐิ เห็นผิด จัดเข้าเป็น สัสสตทิฏฐิ
หรือแม้เห็นว่าในอัตภาพของคนอั นประชุมพร้อมด้วยรูปธรรม นามธรรมนี้
มีอะไรอยู่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็ นของยั่งยืนไม่ตายหายสูญ
เขาก็จัดเป็น มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิ ด เข้าใน สัสสตทิฏฐิ เหมือนกัน
เมื่อเช่นนั้น,ที่ได้อธิบายกั นมาแล้วในเบื้องต้นว่าสามัญสัตว์โลก มี อสังขตะ ซึ่งเป็นของไม่ ตายไม่หายสูญ
อยู่ด้วยกันทุกคน ทุกตัวตน นั้นก็ดี
คนตายแล้ว จิตย่อมไม่ตาย สื บภพชาติต่อไปอีก นั้นก็ดี
ก็เข้าในลักษณะแห่ง สัสสตทิฏฐิ ที่ว่านี้
ผู้แต่งหนังสือฉบับนี้ ก็เป็ นพวก สัสสตทิฏฐิ
เป็นคนเห็นผิดนอกพระพุ ทธศาสนาไปแล้วนะซิ
ก็เขาเห็นกันอย่างไรเล่า จึงนับว่าถูก ไม่เป็น สัสสตทิฏฐิ
คือ ต้องเห็นว่าจิตนั้นเป็นธรรมชาติ เกิดดับ จิตตายหายสูญ
และในอัตภาพของคนอันประชุมพร้ อมด้วยรูปธรรม นามธรรมนี้
ไม่มีอะไรเป็นสาระ ปราศจากแก่นสาร ไร้ประโยชน์ มีแต่ลามกปฏิกูล
เป็นของสูญ หาชิ้นดีอะไรมิได้ เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา สิ้น
นี้แหละคือ ความเห็นถูก เห็นชอบ ที่นิยม
พ้นจาก สัสสตทิฏฐิ เป็นของพุ ทธศาสนา
ขอเพิ่มเติมให้อีกว่า ทำความเห็นเอาเท่าที่ว่านั้นก็ พอแล้ว
ไม่ต้องเลือกเฟ้นอะไรอีกต่อไป จะต้องศึกษาเล่าเรียนให้ มากไปทำอะไร
เพราะในที่สุดก็จะต้องเป็นอย่ างที่ว่านั้นอย่างไรอยู่
ก็ในอัตภาพของสัตว์โลก สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ จิต
ซึ่งเป็นผู้ปกป้องครองอัตภาพ รับผิดชอบให้ทำดีและทำชั่ว
ความเห็นว่าโลกเที่ยง เรียกว่า สัสสตทิฏฐิ ทิฏฐินี้จั
เป็นตัวร้ายสำคัญเสมอกันกับ อั
เป็นที่เกรงกลัวกันมาก พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เข้าใกล้
ใครทำความเห็นให้พ้องกับทิฏฐินี
มีโทษต้องเป็นหัวตอปักประจำโลก
ห่างไกลจากพระนิพพานลิบอีกเหมื
แต่ทิฏฐินี้มีหลักฐานดี
เมื่อเข้าใจเรื่องก็สามารถหลี
แต่เมื่อไม่ได้ความเข้าใจก็ให้
กลับเป็นอันตรายแก่ความเห็นที่
ด้วยเอา สัสสตทิฏฐิ ปลอมๆ หลอกๆ มาขู่เข็ญกันให้กลัวเกรง
ฝืนอำนาจแห่งสัจจธรรม
เพราะเหตุนี้คนผู้ไม่รู้จัก สั
ก็มักยก สัสสตทิฏฐิ นี้ขึ้นคั
ทำคนผู้เจ้าของเรื่อง ให้รวนเรลังเลใจ
เสื่อมเสียไปจากความเห็นอันดีอั
สัสสตทิฏฐิ เป็
เข้าใจกันว่ามีในศาสนาพราหมณ์
เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชน จะทำความเห็น
ให้แวะเวียนเข้าใกล้เขตวิสัยแห่
คำอธิบายบางตำรากล่าวว่า
ความเห็นว่าสัตว์ตายแล้ว
จิตเป็นธรรมชาติที่ไม่สูญ ย่อมถือปฏิสนธิในกำเนิดอื่นต่
ความเห็นอย่างว่านี้เป็น มิ
หรือแม้เห็นว่าในอัตภาพของคนอั
มีอะไรอยู่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็
เขาก็จัดเป็น มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิ
เมื่อเช่นนั้น,ที่ได้อธิบายกั
อยู่ด้วยกันทุกคน ทุกตัวตน นั้นก็ดี
คนตายแล้ว จิตย่อมไม่ตาย สื
ก็เข้าในลักษณะแห่ง สัสสตทิฏฐิ
ผู้แต่งหนังสือฉบับนี้ ก็เป็
เป็นคนเห็นผิดนอกพระพุ
ก็เขาเห็นกันอย่างไรเล่า จึงนับว่าถูก ไม่เป็น สัสสตทิฏฐิ
คือ ต้องเห็นว่าจิตนั้นเป็นธรรมชาติ
และในอัตภาพของคนอันประชุมพร้
ไม่มีอะไรเป็นสาระ ปราศจากแก่นสาร ไร้ประโยชน์ มีแต่ลามกปฏิกูล
เป็นของสูญ หาชิ้นดีอะไรมิได้ เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา สิ้น
นี้แหละคือ ความเห็นถูก เห็นชอบ ที่นิยม
พ้นจาก สัสสตทิฏฐิ เป็นของพุ
ขอเพิ่มเติมให้อีกว่า ทำความเห็นเอาเท่าที่ว่านั้นก็
ไม่ต้องเลือกเฟ้นอะไรอีกต่อไป จะต้องศึกษาเล่าเรียนให้
เพราะในที่สุดก็จะต้องเป็นอย่
ก็ในอัตภาพของสัตว์โลก สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ จิต
ซึ่งเป็นผู้ปกป้องครองอัตภาพ รับผิดชอบให้ทำดีและทำชั่ว
ก็ถ้าหากว่า จิตเป็นของเกิดดับ เป็นของตายหายสูญได้แล้ว
คนตายแล้ว จิตไม่มีร่างกายจะอาศัย
ก็ต้องดับตายหายสูญไปตามกาย จะเอาอะไรที่ไหนไปเกิดอีก
คนตายแล้ว จิตไม่มีร่างกายจะอาศัย
ก็ต้องดับตายหายสูญไปตามกาย
กิเลสอาสวะบุญ บาป ความดีชั่วอยู่ที่จิต ก็ดับสูญหายไปตามจิต
หรือว่า ร่างกายตั้งขึ้นใหม่ จิตก็เกิดใหม่
หรือว่า ร่างกายตั้งขึ้นใหม่ จิตก็เกิดใหม่
เมื่อเช่นนั้น กิเลสอาสวะ บุญ บาป ความดีชั่วเป็นส่วนเก่าไม่มี
ก็ต้องเป็นของใหม่ทั้งนั้นเหมื อนกัน
ก็วิบากผลแห่งการทำดีและทำชั่ วเล่า จะรับกันท่าไหน
เช่นว่า จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นเป็นอกุศล ให้ประพฤติชั่วแล้วดับไป
ใครเล่าจะรับวิบากผลแห่ งการประพฤติชั่วนั้น
หรือว่าจิตดวงที่เกิดต่อๆไปนั้ นแล
เป็นผู้รับวิบากผลแห่ งการประพฤติดีชั่วแห่งจิตก่อนๆ
ถ้าเช่นนั้น นายดำทำชั่ว แล้วใช้ผลให้แก่นายแดงก็ได้
คนที่ตายไปแล้วแต่ก่อนๆทำชั่ วไว้
คนภายหลังซึ่งเกี่ยวข้องกัน ต้องรับผลแห่งการทำชั่วของคนก่ อนๆก็ได้
เมื่อทำดีและชั่วแทนกันได้ เวลานี้ยังไม่มีใครริขายบุญ จำนำบุญ ขโมยบุญ
ก็ควรจะขายบุญ จำนำบุญ ขโมยบุญกันขึ้นบ้างก็ได้
คนมีเงิน ขี้เกียจบำเพ็ญบุญจะได้สะดวกขึ้ น
ถ้าไม่เป็นเช่นว่า วิบากแห่งการทำดีและทำชั่ว
ก็ต้องใช้กันอย่างเร็วให้ทันชั่ วขณะจิตที่ดับไป
เมื่อดับไปแล้ว ก็ต้องเป็นอโหสิกรรม เป็นกรรมไม่มีผลทั้งดีและชั่ว
ในพระพุทธศาสนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า
การทำดีและทำชั่วนั้น เป็น อสาธารณ์ ไม่ทั่วไปแก่คนอื ่น
ของใครก็ของใคร
และใครจะทำจิตของตนให้บริสุทธิ์ ก็ไม่ได้
เพราะทำให้บริสุทธิ์แล้วดั บไปเสียเกิดโสมมมาใหม่
ปฏิบัติจิตอยู่สักพันชาติ ก็ไม่รู้จักเสร็จสิ้นได้
ถ้าไม่เป็นเช่นกล่าวมานี้
จิตก็ไม่ใช่เป็นธรรมชาติเกิดดับ ไม่ใช่เป็นของตายหายสูญ
สิ่งที่สูญไปแล้วจะกลับมีขึ้นอี กไม่ได้
ถ้าจะมีขึ้นอีกได้จะเรียกว่า สิ่งนั้นสูญ ก็ผิด
หรือว่า จิตนั้นดับสูญไปจริงๆ ไม่กลับเกิดอีกได้ ที่เกิดใหม่ก็เป็นจิตใหม่
ถ้าเช่นนั้น จิตใหม่นั้นนานไปก็จะหมด
แม้คำว่า ดับ หรือ ตาย ก็เหมือนกัน ก็เท่ากับคำว่า สูญ
ดับตายไปแล้ว จะมีขึ้นอีกไม่ได้
เว้นแต่หาย คือ หายตัวไปแต่กลับมีมาอีกได้
ความจริงคำว่า ดับ ตาย สูญ ใช้ได้เฉพาะ สังขารธรรม
ซึ่งเป็น ลักษณะอาการกิริยาอันเกิดขึ้นด้ วยอำนาจเหตุปัจจัย ดั่งว่าแล้ว
อย่างกิริยากรรมแห่ งกายและวาจาของคนเราในวันหนึ่ งๆ
เราอาจสำแดงอาการกิริยาได้ หลายสิบอย่างหลายสิบเท่า
ตามแต่เหตุปัจจัยปรุงให้เป็น
แต่แล้วก็ดับสิ้นสูญไปหมด ไม่มีอะไรเหลือ ฉะนั้น
ก็ถ้าหากว่า จิตเกิดดับตายสูญแล้ว
จิตก็ต้องเป็นลักษณะอาการของรู ปธาตุทั้ง ๔ หรือเป็นของอะไรสิ่งหนึ่ง
ต้องหาสิ่งนั้นซึ่งเป็นตั วประธานมาให้ได้
ก็ต้องเป็นของใหม่ทั้งนั้นเหมื
ก็วิบากผลแห่งการทำดีและทำชั่
เช่นว่า จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นเป็นอกุศล ให้ประพฤติชั่วแล้วดับไป
ใครเล่าจะรับวิบากผลแห่
หรือว่าจิตดวงที่เกิดต่อๆไปนั้
เป็นผู้รับวิบากผลแห่
ถ้าเช่นนั้น นายดำทำชั่ว แล้วใช้ผลให้แก่นายแดงก็ได้
คนที่ตายไปแล้วแต่ก่อนๆทำชั่
คนภายหลังซึ่งเกี่ยวข้องกัน ต้องรับผลแห่งการทำชั่วของคนก่
เมื่อทำดีและชั่วแทนกันได้ เวลานี้ยังไม่มีใครริขายบุญ จำนำบุญ ขโมยบุญ
ก็ควรจะขายบุญ จำนำบุญ ขโมยบุญกันขึ้นบ้างก็ได้
คนมีเงิน ขี้เกียจบำเพ็ญบุญจะได้สะดวกขึ้
ถ้าไม่เป็นเช่นว่า วิบากแห่งการทำดีและทำชั่ว
ก็ต้องใช้กันอย่างเร็วให้ทันชั่
เมื่อดับไปแล้ว ก็ต้องเป็นอโหสิกรรม เป็นกรรมไม่มีผลทั้งดีและชั่ว
ในพระพุทธศาสนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า
การทำดีและทำชั่วนั้น เป็น อสาธารณ์ ไม่ทั่วไปแก่คนอื
ของใครก็ของใคร
และใครจะทำจิตของตนให้บริสุทธิ์
เพราะทำให้บริสุทธิ์แล้วดั
ปฏิบัติจิตอยู่สักพันชาติ ก็ไม่รู้จักเสร็จสิ้นได้
ถ้าไม่เป็นเช่นกล่าวมานี้
จิตก็ไม่ใช่เป็นธรรมชาติเกิดดับ ไม่ใช่เป็นของตายหายสูญ
สิ่งที่สูญไปแล้วจะกลับมีขึ้นอี
ถ้าจะมีขึ้นอีกได้จะเรียกว่า สิ่งนั้นสูญ ก็ผิด
หรือว่า จิตนั้นดับสูญไปจริงๆ ไม่กลับเกิดอีกได้ ที่เกิดใหม่ก็เป็นจิตใหม่
ถ้าเช่นนั้น จิตใหม่นั้นนานไปก็จะหมด
แม้คำว่า ดับ หรือ ตาย ก็เหมือนกัน ก็เท่ากับคำว่า สูญ
ดับตายไปแล้ว จะมีขึ้นอีกไม่ได้
เว้นแต่หาย คือ หายตัวไปแต่กลับมีมาอีกได้
ความจริงคำว่า ดับ ตาย สูญ ใช้ได้เฉพาะ สังขารธรรม
ซึ่งเป็น ลักษณะอาการกิริยาอันเกิดขึ้นด้
อย่างกิริยากรรมแห่
เราอาจสำแดงอาการกิริยาได้
ตามแต่เหตุปัจจัยปรุงให้เป็น
แต่แล้วก็ดับสิ้นสูญไปหมด ไม่มีอะไรเหลือ ฉะนั้น
ก็ถ้าหากว่า จิตเกิดดับตายสูญแล้ว
จิตก็ต้องเป็นลักษณะอาการของรู
ต้องหาสิ่งนั้นซึ่งเป็นตั
ถ้าไม่ได้ ก็ จิต นั้นเอง เป็น ตัวประธาน อยู่แล้ว
นามขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เหล่านี้เป็น กิริยากรรมของจิต
เวลานอนหลับสนิท นามขันธ์ ๔ เหล่านั้นก็ดับหมด
เพราะจิตไม่ติดต่อกับอารมณ์ ภายนอก
หยุดกิจกรรมการงานเหมือนคนพักผ่ อน
แต่ตัวจิตยังอยู่ ควรเรียกว่า จิตฺตนิลินา ความเร้นแห่งจิต
หรือ เจตโส ลีนตฺตํ ความเร้นซ่อนตัวแห่งจิต
โดยถีนมิทธะนิวรณ์ครอบงำ,สติไม่ คุมตัวเท่านั้น
จิต เป็น ตัวประธาน เป็น ผู้ บงการอำนวยการ จะดับสูญหายไปไม่ ได้
เป็นฐานะ ที่ตั้งที่เกิดของ นามธรรม ทั้ งปวง
คำว่า สมาธิ ตั้งมั่น ก็หมายถึง จิต ที่ตั้งมั่ นโดยลำพังตนเอง
คำว่า สนฺติ สงบ ก็หมายถึง จิต ที่สงบจากอารมณ์
คำว่า นิโรธ ดับ ก็หมายถึง จิต ที่ดับกิ เลสและอารมณ์
คำว่า นิพพาน ดับ ก็หมายถึง จิต ที่ดับจากกิ เลสและอารมณ์
คำว่า วิมุตติธรรม หลุดพ้น ก็หมายถึง จิต ที่หลุดพ้นจากกิ เลสและอารมณ์
คำว่า สุญฺญตา ว่าง เล่า ก็หมายถึง จิต ที่ว่างจากกิ เลสและอารมณ์
ถ้าจิตเกิดดับ หรือดับสูญหายไปแล้ว คำต่างๆที่ว่ามานั้น
เช่น สมาธิ เป็นต้น เหลว ไม่มีคุณค่าอะไรเป็นคำหลอกลวง จิตที่บริสุทธิ์ เป็น วิมุตติ ธรรม เป็น นิพพาน แล้ว
เป็นตัว พุทธะ ธรรมะ สังฆะ ไม่ดับตายหายสูญ
ดับแต่พวกกิริยากรรม
และลักษณะอาการที่เนื่องด้วยกิ เลสและอารมณ์ภายนอกของจิต
เป็นพวกสังขารนับเนื่องในขันธ์ ๕ หรือพวกขันธ์ ๕ เท่านั้น.
อนึ่ง จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
การสอนให้ตั้งสติพิจารณาจิ ตในสติปัฏฐาน
ท่านสอนให้พิจารณาลักษณะอาการจิ ต หรือดูจิตที่เกิดดับเล่า
ถ้าจิตเกิดดับเอาจิตที่ ไหนมาคอยดูจิตที่เกิดดับได้อีก พิจารณากันอย่างไร
ฟังไปดูเหมือนว่าจิตไม่สำคั ญอะไร ในส่วนต่างๆแห่งร่างกาย
แต่พระพุทธพจน์ที่ตรัสเห็นว่า จ ิต นี้สำคัญที่สุด อย่างที่ตรัสว่า
นามขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เหล่านี้เป็น กิริยากรรมของจิต
เวลานอนหลับสนิท นามขันธ์ ๔ เหล่านั้นก็ดับหมด
เพราะจิตไม่ติดต่อกับอารมณ์
หยุดกิจกรรมการงานเหมือนคนพักผ่
แต่ตัวจิตยังอยู่ ควรเรียกว่า จิตฺตนิลินา ความเร้นแห่งจิต
หรือ เจตโส ลีนตฺตํ ความเร้นซ่อนตัวแห่งจิต
โดยถีนมิทธะนิวรณ์ครอบงำ,สติไม่
จิต เป็น ตัวประธาน เป็น ผู้
เป็นฐานะ ที่ตั้งที่เกิดของ นามธรรม ทั้
คำว่า สมาธิ ตั้งมั่น ก็หมายถึง จิต ที่ตั้งมั่
คำว่า สนฺติ สงบ ก็หมายถึง จิต ที่สงบจากอารมณ์
คำว่า นิโรธ ดับ ก็หมายถึง จิต ที่ดับกิ
คำว่า นิพพาน ดับ ก็หมายถึง จิต ที่ดับจากกิ
คำว่า วิมุตติธรรม หลุดพ้น ก็หมายถึง จิต ที่หลุดพ้นจากกิ
คำว่า สุญฺญตา ว่าง เล่า ก็หมายถึง จิต ที่ว่างจากกิ
ถ้าจิตเกิดดับ หรือดับสูญหายไปแล้ว คำต่างๆที่ว่ามานั้น
เช่น สมาธิ เป็นต้น เหลว ไม่มีคุณค่าอะไรเป็นคำหลอกลวง จิตที่บริสุทธิ์ เป็น วิมุตติ
เป็นตัว พุทธะ ธรรมะ สังฆะ ไม่ดับตายหายสูญ
ดับแต่พวกกิริยากรรม
และลักษณะอาการที่เนื่องด้วยกิ
เป็นพวกสังขารนับเนื่องในขันธ์ ๕ หรือพวกขันธ์ ๕ เท่านั้น.
อนึ่ง จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
การสอนให้ตั้งสติพิจารณาจิ
ท่านสอนให้พิจารณาลักษณะอาการจิ
ถ้าจิตเกิดดับเอาจิตที่
ฟังไปดูเหมือนว่าจิตไม่สำคั
แต่พระพุทธพจน์ที่ตรัสเห็นว่า จ
จิตฺตสงฺกิเลสา ภิกฺขเว สตฺตา สงฺกิลิสฺสนฺติ จิตฺตโวทานา สตฺตา วิสุชฺฌนฺติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์จะเศร้าหมองก็เพราะจิตเศร้ าหมอง
สัตว์จะผ่องแผ้วก็ เพราะจิตผ่องแผ้ว ดั่งนี้ ไม่เห็นอะไรสำคัญยิ่งไปกว่า จิต
อีกประการหนึ่งเล่า ตรัสว่า
สัตว์จะผ่องแผ้วก็ เพราะจิตผ่องแผ้ว ดั่งนี้ ไม่เห็นอะไรสำคัญยิ่งไปกว่า จิต
อีกประการหนึ่งเล่า ตรัสว่า
ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตญฺจโขอาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฺฐํ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ก็แต่ว่าจิตนั้นอันอุปกิเลสทั้
ที่ตรัสว่า จิตเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ผุดผ่
แต่เพราะอุปกิเลสทำให้เศร้
ส่อให้เห็นว่า จิต เป็นสิ่งยั่
ก็ถ้าเป็นสิ่งซึ่งเกิดๆดับๆแล้
จะถือเอาประโยชน์อะไรได้ในพระพุ
สัสสตทิฏฐิ สสฺสต ( เที่ยงแท้ , มั่นคง , ยั่งยืน ) + ทิฏฐิ ( ความเห็น )
สัสสตทิฏฐิ
สสฺสต ( เที่ยงแท้ , มั่นคง , ยั่งยืน ) + ทิฏฐิ ( ความเห็น )
ความเห็นว่าเที่ยง หมายถึง ความเห็นผิดที่ยึดถือว่ าสภาพธรรมไม่เปลี่ยนแปลง ไม่
เกิดดับ เช่น ขณะที่มีความคิดเห็นว่า โลกเที่ยง ตายแล้ววิญญาณล่องลอยไปเกิด
ใหม่ เกิดเป็นมนุษย์ก็จะเป็ นมนุษย์ตลอดไป เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็จะเป็ นเดรัจฉาน
ตลอดไป เป็นต้น
ความเห็นว่าเที่ยง หมายถึง ความเห็นผิดที่ยึดถือว่
เกิดดับ เช่น ขณะที่มีความคิดเห็นว่า โลกเที่ยง ตายแล้ววิญญาณล่องลอยไปเกิด
ใหม่ เกิดเป็นมนุษย์ก็จะเป็
ตลอดไป เป็นต้น
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 193
อรรถกถ ามหาตัณหาสังขยสูตร
มหาตัณหาสังขยสูตรมีบทเริ่มต้ นว่า เอวมฺเม สุตํ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐิคตํ นี้ ในอลคัททสูตร
กล่าวบทว่า ทิฏฐิว่าเป็นลัทธิ. ในที่นี้ ท่านกล่าวว่า เป็นสัสสตทิฏฐิ. ก็ภิกษุนั้น
เป็นผู้สดับมาก แต่ภิกษุที่สดับน้อยกว่าชาดก ฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ประชุมเรื่องชาดกว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น เราได้เป็นเวสสันดร ได้เป็น
มโหสถ ได้เป็นวิธูรบัณฑิต ได้เป็นเสนกบัณฑิต ได้เป็นพระเจ้ามหาชนก
ดังนี้. ทีนั้น เธอได้มีความคิดว่า รูป เวทนา สัญญา สังขารเหล่านี้ ย่อมดับไป
ในที่นั้น ๆ นั่นแหละ แต่วิญญาณย่อมท่องเที ่ยว ย่อมแล่นไปจากโลกนี้สู่โลก
อื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ ดังนี้ จึงเกิดสัสสตทิฏฐิ. เพราะเหตุนั้น เธอจึงกล่าว
ว่า วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่ ยวไป ย่อมแล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น ดัง
นี้. ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ า เมื่อปัจจัยมีอยู่ความเกิดขึ้ นแห่ง
วิญญาณจึงมี เว้นจากปัจจัย ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณย่อมไม่ มี ดังนี้. เพราะ
ฉะนั้น ภิกษุนี้ชื่อว่า ย่อมกล่าวคำที่พระพุทธเจ้ามิได้ ตรัสไว้ ย่อมให้การประ
หารชินจักร ย่อมคัดค้านเวสารัชชญาณ ย่อมกล่าวกะชนผู้ใคร่เพื่อจะฟั งให้
ผิดพลาด ทั้งกีดขวางทางอริยะเป็นผู้ปฏิ บัติเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์ เพื่อความ
ทุกข์แก่มหาชน มหาโจรเมื่อเกิดในราชสมบัติ ของพระราชา ย่อมเกิดขึ้นเพื่อ
สิ่งมิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์แก่มหาชนชื่อฉั นใด บัณฑิตพึงทราบ
ว่า โจรในคำสั่งของพระชินเจ้า เกิดขึ้นแล้วเพื่อสิ่งมิใช่ ประโยชน์ เพื่อ
ความทุกข์แก่มหาชน ฉันนั้น. ฯลฯ
อรรถกถ
มหาตัณหาสังขยสูตรมีบทเริ่มต้
พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐิคตํ นี้ ในอลคัททสูตร
กล่าวบทว่า ทิฏฐิว่าเป็นลัทธิ. ในที่นี้ ท่านกล่าวว่า เป็นสัสสตทิฏฐิ. ก็ภิกษุนั้น
เป็นผู้สดับมาก แต่ภิกษุที่สดับน้อยกว่าชาดก ฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ประชุมเรื่องชาดกว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น เราได้เป็นเวสสันดร ได้เป็น
มโหสถ ได้เป็นวิธูรบัณฑิต ได้เป็นเสนกบัณฑิต ได้เป็นพระเจ้ามหาชนก
ดังนี้. ทีนั้น เธอได้มีความคิดว่า รูป เวทนา สัญญา สังขารเหล่านี้ ย่อมดับไป
ในที่นั้น ๆ นั่นแหละ แต่วิญญาณย่อมท่องเที
อื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ ดังนี้ จึงเกิดสัสสตทิฏฐิ. เพราะเหตุนั้น เธอจึงกล่าว
ว่า วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่
นี้. ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่
วิญญาณจึงมี เว้นจากปัจจัย ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณย่อมไม่
ฉะนั้น ภิกษุนี้ชื่อว่า ย่อมกล่าวคำที่พระพุทธเจ้ามิได้
หารชินจักร ย่อมคัดค้านเวสารัชชญาณ ย่อมกล่าวกะชนผู้ใคร่เพื่อจะฟั
ผิดพลาด ทั้งกีดขวางทางอริยะเป็นผู้ปฏิ
ทุกข์แก่มหาชน มหาโจรเมื่อเกิดในราชสมบัติ
สิ่งมิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์แก่มหาชนชื่อฉั
ว่า โจรในคำสั่งของพระชินเจ้า เกิดขึ้นแล้วเพื่อสิ่งมิใช่
ความทุกข์แก่มหาชน ฉันนั้น.
เชิญใช้งาน ClassStart.org แทน Learners.in.th
ในภาคเรียนที่ 1/2555 นี้ ทีมงาน Learners.in.th ขอเชิญครูอาจารย์ใช้ ClassStart.org (http://www.classstart.org/) ระบบจัดการชั้นเรียนออนไลน์ (Classroom Management System) ซึ่งให้บริการฟรีแก่ทุกสถานศึ
กษา โดยไม่ต้องติดตั้งระบบเอง ไม่ต้องดูแลเครื่องแม่ข่ายเอง ใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาค่ะ
อ่านเอกสารแนะนำ ClassStart.org ได้ที่ http://www.gotoknow.org/blogs/ posts/488456 และคู่มือการใช้งานได้ที่ http://help.classstart.org/
ส่วน Learners.in.th จะปิดการสมัครสมาชิกใหม่ในเดื อนตุลาคม 2555 นี้ แต่ยังเปิดให้บริการแก่สมาชิกปั จจุบันอยู่เช่นเดิมค่ะ
ClassStart.org เป็นบริการทดแทน Learners.in.th ซึ่ง ClassStart.org ได้พัฒนาขึ้นเพื่อจัดการการเรี ยนการสอนโดยเฉพาะ มี ความสามารถในการอำนวยความสะดวกแ ก่ผู้สอนและผู้เรียนมากมาย ขอเชิญใช้บริการได้เลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
Learners.in.th & ClassStart.org
อ่านเอกสารแนะนำ ClassStart.org ได้ที่ http://www.gotoknow.org/blogs/
ส่วน Learners.in.th จะปิดการสมัครสมาชิกใหม่ในเดื
ClassStart.org เป็นบริการทดแทน Learners.in.th ซึ่ง ClassStart.org ได้พัฒนาขึ้นเพื่อจัดการการเรี
ขอบคุณค่ะ
Learners.in.th & ClassStart.org
วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
การวิเคราะห์จริตมนุษย์ 6 ประเภท
การวิเคราะห์จริตมนุษย์ 6 ประเภท
| เราคงจะได้ยินกันบ่อยว่า สามีหรือภรรยา ต่างไม่เข้าใจกันแม้จะอยู่ด้ ที่จริงแล้ว มนุษย์เราแต่ละคนมีระบบความคิด ระบบการมองโลกที่แตกต่างกันอย่ เราสามารถอ่านใจสามีหรือภรรยา ลูก หัวหน้าหรือลูกน้องได้ เราสามารถคาดว่าถ้าเราพูดอย่ หากคนเรามีความเข้าใจกันแล้ว สามารถคาดคะเนพฤติกรรมของกั ที่สำคัญที่สุด เราจะได้รู้จักตัวเองดีขึ้นว่า เราเป็นคนเช่นไร คนเราส่วนใหญ่มองตัวเองไม่ออก เพราะเรามักจะมองออก เราไม่ค่อยได้มองกลับมาหาตัวเอง เราแทบจะเคยสังเกตว่าเราใส่แว่ เมื่อเราเข้าใจตัวเองอย่างถ่ แนวความคิดเกี่ยวกับประเภทของจิ คำว่าจริตใน ที่นี้จึงหมายถึงสภาวจิตของเรา จากการแบ่งจริตมนุษย์เป็น 6 ประเภทใหญ่ ท่านจะสามารถสังเกตได้ว่าตัวท่ หากเราเป็นโทสะจริต คนที่อยู่กลุ่มโทสะจริต หรือมีสภาวะอารมณ์เป็นอารมณ์ กลุ่มโทสะจริตมักคาดหวังว่ การที่ยึดมั่นในหลั คนประเภทโทสะจริตลึกๆ แล้วก็เป็นคนอ่อนข้างในเพราะไม่ เราจะสังเกตคนกลุ่มโทสะจริตได้ นอกจากนี้ยังเป็นคนพูดชี้ถูกชี้ หากจะดูวิธีการแต่งกายของคนที่ คนในกลุ่มนี้จะมีการเดินที่ ดวงตาจะสว่างไสวและเป็นประกาย เพราะสมาธิสูง หน้าจะมีสีสันและพลังงาน แต่หน้าตาอาจไม่สวยไม่หล่อนัก เพราะจิตมีความขุ่นเคืองเป็ จุดแข็งจุดอ่อนของโทสะจริต จุดแข็งของบุคคลที่เป็นโทสะจริ เป็นคนมีระเบียบวินัยสูง ตรงต่อเวลา หากนัดหมายกับคนที่เป็นจริตนี้ ต้องตรงเวลา เพราะเขาจะมาตรงเวลาและจะดูถู เป็นนักวิเคราะห์ที่เก่ง เพราะมองอะไรตรงไปตรงมาไม่ปรุ เป็นผู้ที่สามารถพึ่งพาได้ เนื่องจากเป็นผู้มีหลักการ ปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ไม่มั่วไม่ใช้ มีความจริงใจต่อผู้อื่นพู เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีน้ำผึ้งผสม ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม พูดคำไหนเป็นคำนั้น ทำให้เป็นผู้ที่แม้ไม่น่าคบแต่ เป็นคนไม่ค่อยโลภเพราะอยู่ คนที่มีลักษณะเป็นโทสะจริตจะมี อารมณ์ที่ขุ่นมัวขุ่นเคืองอยู่ การใช้คำพูดที่ก้าวร้าวรุนแรง ตลอดจนเสียดสีจิตใจผู้อื่นเป็ การที่อยู่ในโลกของกรอบ โลกของหลักการและหลักเกณฑ์ทำให้ นอกจากนี้ คนที่มีลักษณะโทสะจริตมั ถ้าท่านเป็นโทสะจริตต้องทำอย่ คนที่เป็นโทสะจริตจะอยู่ เจริญเมตตาให้มาก คนในจริตนี้มักจะทำร้ายผู้อื่ ฟังเสียงที่ตัวเองพูดว่าเป็นอย่ ให้เริ่มคิดว่าโลกนี้ไม่ต้องจริ ต้องใจกว้างรับความคิดใหม่ๆ ไปพิจารณา เนื่องจากคนจริตนี้มักมีกรอบมี ต้องคิดก่อนพูด คิดให้นานๆ เข้าไว้ เพราะโทสะจริตจะเริ่มจากพูดไปก่ ให้พิจารณาว่าความโกรธทำให้เกิ ถ้ามีลูกน้องเป็นจริตนี้จะทำอย่ หากท่านมีลูกน้องที่เป็นโทสะจริ ต้องใช้กฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์เข้าคุยกัน ทุกอย่างทุกเรื่องว่ากั ต้องมีความจริงใจ มีความซื่อตรงเป็นอารมณ์ คนจริตนี้มีความตรงไปตรงมาสูง บางครั้งก็ตรงเสียจนน่าตกใจ เวลาคุยกับลูกน้องท่านที่เป็ ถ้ามีหัวหน้าเป็นโทสะจริตจะรั คนที่มีลักษณะโทสะจริตจะมีสมาธิ เวลาคุยกับหัวหน้าประเภทนี้ ห้ามทำท่ากลัวหรือประหม่า เพราะเขาจะมีน้ำเสียงติเตียนอยู
จริตอื่นๆ ผู้สนใจสามารถไปอ่านได้ที่
http://www.drboonchai.com/ | |
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
