++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เลิกกับภรรยาแล้ว ถ้าอยากเจอผู้หญิงดีๆ ต้องสร้างบุญอย่างไร...

เลิกกับภรรยาแล้ว ถ้าอยากเจอผู้หญิงดีๆ ต้องสร้างบุญอย่างไร...

ถาม - ผมเลิกกับภรรยาแล้ว ตอนนี้รู้สึกเหงามาก เพราะเคยชินกับชีวิตครอบครัว
อยากมีโอกาสพบผู้หญิงที่ดีเพื่อเป็นคู่ชีวิต ต้องสร้างบุญอย่างไรครับ


ดังตฤณ ตอบ - ได้คนใหม่ก็อาจย้อนกลับไปเข้าวงจรเดิม
ผู้หญิงของคุณก็เคยดีไม่ใช่หรือครับ
วันนี้เขายังเปลี่ยนไปได้
แล้วจะเอาอะไรเป็นประกันว่าคนใหม่จะไม่ซ้ำรอยเดิมอีก

ถ้าอยากทำบุญแก้ทุกข์
ก็ควรทำแบบให้มีกำลังใจตัดของเก่า
อย่าไปทำแบบหาเรื่องขอของใหม่เลย

ของดีมักมีมาตอนสบายใจเมื่อถึงเวลาอันควร
น้อยคนครับที่ได้ของดีตอนกำลังจมทุกข์
ทุกคนอยากให้ใครๆ มาช่วยฉุดหรือช่วยพยุงทั้งนั้น
แล้วผู้หญิงดีๆ ที่ไหนจะเลือกมาเป็นไม้เท้าค้ำรักแร้ให้คุณ
ผู้หญิงดีก็ต้องคิดว่าตัวเองคู่ควรกับผู้ชายที่ดีกว่า
มีกำลังใจมากกว่า มีความอดทนมากกว่ามิใช่หรือ?

สรุปคือทำบุญอย่างไรก็ได้ให้มีกำลังใจดีกว่านี้
หายเศร้า หายสงสารตัวเองอย่างที่เป็นอยู่นี้
ผู้หญิงดีๆ มองหาผู้ชายดีๆ ที่เห็นใจเขา
ไม่ใช่หาคนแปลกหน้าที่เขาจะต้องเป็นฝ่ายให้ความเห็นใจ
ฉะนั้น เมื่อไหร่คุณให้ทาน รักษาศีลจนเข้มแข็ง
ขนาดที่เป็นฝ่ายเห็นใจคนอื่นได้
ก็เมื่อนั้นเองที่เข้าข่ายน่าพิจารณาสำหรับผู้หญิงดีๆ ครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://larndham.net/index.php?showtopic=25367&st=0

ปฏิญญาพฤษภาประชาธรรม 2555 เพื่อสันติ – ประชาธิปไตย ร่วมสถาปนาอนุสาวรีย์พฤษภาประชาธรรม และประกาศ “ถนนราชดำเนิน เขตสันติภาพ ปลอดอาวุธ”


ปฏิญญาพฤษภาประชาธรรม 2555
เพื่อสันติ – ประชาธิปไตย
ในโอกาสการย่างเข้าสู่ปีที่ 20 ของเหตุการณ์พฤษภาคม 2535
ร่วมสถาปนาอนุสาวรีย์พฤษภาประชาธรรม
และประกาศ “ถนนราชดำเนิน เขตสันติภาพ ปลอดอาวุธ”
ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความเป็นธรรม ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ถนนราชดำเนิน ได้กลายเป็นเส้นทางแห่งการพิทักษ์ ปกป้อง และต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตย มาโดยตลอด บางครั้งก็มีสภาพที่ไม่ต่างจากสมรภูมิการสู้รบเท่าใดนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้นำมาสู่การสูญเสียเลือดเนื้อ และชีวิตของประชาชนนับร้อยนับพัน ไม่ว่าจะในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 พฤษภาคม 2535 จนถึง เมษายน - พฤษภาคม 2553 การสูญเสียชีวิตของประชาชน สื่อมวลชน และทหารหาญ อันเป็นทรัพยากรสำคัญของสังคม ในเหตุการณ์ทางการเมืองดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สมควรจะบังเกิดขึ้นในเมืองแห่งพุทธศาสนา และประชาธิปไตย  ที่พึงมีวิธีการที่อารยะในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งอย่างมีสติ ปราศจากความรุนแรง
การเคลื่อนย้ายอาวุธ หรือกองกำลังติดอาวุธ ไม่ว่าจากกลุ่มหรือฝ่ายใด ๆ ด้วยวัตถุประสงค์ที่โจ่งแจ้งหรือเคลือบแฝงเพียงใด บนถนนราชดำเนินอันเป็นเส้นทางสำคัญของประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย  ย่อมเป็นสิ่งที่มิอาจยอมรับได้  ด้วยเหตุที่ “สิทธิในการมีชีวิต” ถือเป็นเจตจำนงสูงสุดของมนุษยชาติ ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง  ไม่ว่าในศาสนา หรือ สังคมวัฒนธรรมใด ๆ ทั่วโลก และเป็นสิทธิมนุษยชน อันเป็นคุณธรรมสากล
ดังนั้น ... ในโอกาสแห่งการก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 20 ของเหตุการณ์พฤษภาคม 2535
ในโอกาสแห่งการก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 80 ของการสถาปนาประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475
ในโอกาสแห่งการย่างเข้าสู่ปีที่ 230 ของการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ โดยกรุงเทพมหานครเป็นราชธานี
จึงถือเป็นนิมิตหมายอันดียิ่ง ที่เครือข่ายองค์กรผู้รักสันติภาพ เสรีภาพ ประชาธิปไตย และความเป็นธรรม ในภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม จะได้ร่วมกัน ประกาศให้ “ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าลีลา จนถึงสะพานผ่านพิภพลีลาศ เป็นเขตสันติภาพ  ... ปราศจากความขัดแย้ง ความรุนแรง ปลอดจากอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อการสังหารชีวิต ไร้การละเมิดสิทธิมนุษยชน” ทั้งนี้เพื่อให้เป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญในการย้ำเตือนสำนึกแห่งสิทธิเสรีภาพ ความเป็นไท ยึดมั่นในหลักแห่งสิทธิมนุษยชน และขันติธรรมในสังคมไทยให้สืบต่อไปชั่วนิรันดร์
ข้าพเจ้า และกลุ่ม องค์กร หน่วยงานข้างท้ายนี้ ขอร่วมสถาปนาอนุสาวรีย์พฤษภาประชาธรรม และสนับสนุนปฏิญญาฉบับนี้ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเห็น สันติภาพ ความเป็นธรรม การพัฒนา และประชาธิปไตย ที่แท้จริง เกิดขึ้นในสังคมที่รักยิ่งของเราในเร็ววัน.
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน
มูลนิธิพฤษภาประชาธรรม
เครือข่ายองค์กรภาคประชาชน สันติภาพ สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และการพัฒนาสังคม
และ คณะกรรมการจัดงาน 20 ปี พฤษภาประชาธรรม

17 พฤษภาคม 2555

"งานเทศกาลอาหาร 2 ทะเล" : 1 - 10 มิ.ย. 55 ณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

"งานเทศกาลอาหาร 2 ทะเล" : 1 - 10 มิ.ย. 55 ณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

   "งานเทศกาลอาหาร 2 ทะเล" : 1 - 10 มิ.ย. 55 ณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ภายในงานมีกิจกรรม เช่น การออกร้านจำหน่ายอาหารทะเล และอาหารพื้นบ้านของจังหวัดสงขลาประกวดนางสาวสมิหลา การแสดงมหรสพต่าง ๆ สอบถามได้ที่ เทศบาลนครสงขลา โทร.0-7431-1015 หรือที่ททท. สำนักงานหาดใหญ่ โทร. 0-7423-1055, 0-7423-8518

สัสสตทิฏฐิ หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร

หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร


   สัสสตทิฏฐิ

ความเห็นว่าโลกเที่ยง เรียกว่า สัสสตทิฏฐิ ทิฏฐินี้จัดเป็น มิจฉาทิฏฐิ
เป็นตัวร้ายสำคัญเสมอกันกับ 
อันตคาหิกทิฏฐิ ที่พูดแล้ว

เป็นที่เกรงกลัวกันมาก พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เข้าใกล้ได้ 


ใครทำความเห็นให้พ้องกับทิฏฐินี้ ก็จัดเป็นพวก 
สัสสตทิฏฐิ
มีโทษต้องเป็นหัวตอปักประจำโลก
ห่างไกลจากพระนิพพานลิบอีกเหมือนกัน ให้กู่จนเสียงหลงก็ไม่ได้ยิน


แต่ทิฏฐินี้มีหลักฐานดี
เมื่อเข้าใจเรื่องก็สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นจากเขตวิสัยได้ง่ายๆ

แต่เมื่อไม่ได้ความเข้าใจก็ให้เห็นไปว่า เลี่ยงหลีกให้พ้นได้ยาก 
เพราะไม่เข้าใจความมุ่งหมาย
กลับเป็นอันตรายแก่ความเห็นที่ถูกทางเพิ่มเข้าอีก

ด้วยเอา สัสสตทิฏฐิ ปลอมๆ หลอกๆ มาขู่เข็ญกันให้กลัวเกรง
ฝืนอำนาจแห่งสัจจธรรม


เพราะเหตุนี้คนผู้ไม่รู้จัก สัสสตทิฏฐิ
ก็มักยก สัสสตทิฏฐิ นี้ขึ้นคัดค้านเรื่องที่ดีที่ชอบประกอบด้วยเหตุผล
ทำคนผู้เจ้าของเรื่อง ให้รวนเรลังเลใจ
เสื่อมเสียไปจากความเห็นอันดีอันชอบของตนได้
สัสสตทิฏฐิ เป็นของชนภายนอกพระพุทธศาสนา มีมานานก่อนพุทธกาล
เข้าใจกันว่ามีในศาสนาพราหมณ์


เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชน จะทำความเห็น
ให้แวะเวียนเข้าใกล้เขตวิสัยแห่ง สัสสตทิฏฐิ นี้ไม่ได้
 

คำอธิบายบางตำรากล่าวว่า
ความเห็นว่าสัตว์ตายแล้ว
จิตเป็นธรรมชาติที่ไม่สูญ ย่อมถือปฏิสนธิในกำเนิดอื่นต่อไป

ความเห็นอย่างว่านี้เป็น มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิด จัดเข้าเป็น 
สัสสตทิฏฐิ
หรือแม้เห็นว่าในอัตภาพของคนอันประชุมพร้อมด้วยรูปธรรม นามธรรมนี้
มีอะไรอยู่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นของยั่งยืนไม่ตายหายสูญ

เขาก็จัดเป็น มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิด เข้าใน สัสสตทิฏฐิ เหมือนกัน

เมื่อเช่นนั้น,ที่ได้อธิบายกันมาแล้วในเบื้องต้นว่า
สามัญสัตว์โลก มี อสังขตะ ซึ่งเป็นของไม่ตายไม่หายสูญ
อยู่ด้วยกันทุกคน ทุกตัวตน
 นั้นก็ดี
คนตายแล้ว จิตย่อมไม่ตาย สืบภพชาติต่อไปอีก นั้นก็ดี
ก็เข้าในลักษณะแห่ง สัสสตทิฏฐิ ที่ว่านี้
ผู้แต่งหนังสือฉบับนี้ ก็เป็นพวก สัสสตทิฏฐิ
เป็นคนเห็นผิดนอกพระพุทธศาสนาไปแล้วนะซิ


ก็เขาเห็นกันอย่างไรเล่า จึงนับว่าถูก ไม่เป็น สัสสตทิฏฐิ
คือ ต้องเห็นว่าจิตนั้นเป็นธรรมชาติเกิดดับ จิตตายหายสูญ

และในอัตภาพของคนอันประชุมพร้อมด้วยรูปธรรม นามธรรมนี้
ไม่มีอะไรเป็นสาระ ปราศจากแก่นสาร ไร้ประโยชน์ มีแต่ลามกปฏิกูล
เป็นของสูญ หาชิ้นดีอะไรมิได้ เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา สิ้น

นี้แหละคือ ความเห็นถูก เห็นชอบ ที่นิยม
พ้นจาก สัสสตทิฏฐิ เป็นของพุทธศาสนา
ขอเพิ่มเติมให้อีกว่า ทำความเห็นเอาเท่าที่ว่านั้นก็พอแล้ว
ไม่ต้องเลือกเฟ้นอะไรอีกต่อไป จะต้องศึกษาเล่าเรียนให้มากไปทำอะไร
เพราะในที่สุดก็จะต้องเป็นอย่างที่ว่านั้นอย่างไรอยู่


ก็ในอัตภาพของสัตว์โลก สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ 
จิต 
ซึ่งเป็นผู้ปกป้องครองอัตภาพ รับผิดชอบให้ทำดีและทำชั่ว
ก็ถ้าหากว่า จิตเป็นของเกิดดับ เป็นของตายหายสูญได้แล้ว
คนตายแล้ว จิตไม่มีร่างกายจะอาศัย
ก็ต้องดับตายหายสูญไปตามกาย
 จะเอาอะไรที่ไหนไปเกิดอีก
กิเลสอาสวะบุญ บาป ความดีชั่วอยู่ที่จิต ก็ดับสูญหายไปตามจิต
หรือว่า ร่างกายตั้งขึ้นใหม่ จิตก็เกิดใหม่
เมื่อเช่นนั้น กิเลสอาสวะ บุญ บาป ความดีชั่วเป็นส่วนเก่าไม่มี
ก็ต้องเป็นของใหม่ทั้งนั้นเหมือนกัน
ก็วิบากผลแห่งการทำดีและทำชั่วเล่า จะรับกันท่าไหน

เช่นว่า จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นเป็นอกุศล ให้ประพฤติชั่วแล้วดับไป
ใครเล่าจะรับวิบากผลแห่งการประพฤติชั่วนั้น
หรือว่าจิตดวงที่เกิดต่อๆไปนั้นแล
เป็นผู้รับวิบากผลแห่งการประพฤติดีชั่วแห่งจิตก่อนๆ

ถ้าเช่นนั้น นายดำทำชั่ว แล้วใช้ผลให้แก่นายแดงก็ได้
คนที่ตายไปแล้วแต่ก่อนๆทำชั่วไว้
คนภายหลังซึ่งเกี่ยวข้องกัน ต้องรับผลแห่งการทำชั่วของคนก่อนๆก็ได้

เมื่อทำดีและชั่วแทนกันได้ เวลานี้ยังไม่มีใครริขายบุญ จำนำบุญ ขโมยบุญ
ก็ควรจะขายบุญ จำนำบุญ ขโมยบุญกันขึ้นบ้างก็ได้
คนมีเงิน ขี้เกียจบำเพ็ญบุญจะได้สะดวกขึ้
ถ้าไม่เป็นเช่นว่า วิบากแห่งการทำดีและทำชั่ว
ก็ต้องใช้กันอย่างเร็วให้ทันชั่วขณะจิตที่ดับไป 

เมื่อดับไปแล้ว ก็ต้องเป็นอโหสิกรรม เป็นกรรมไม่มีผลทั้งดีและชั่ว 


ในพระพุทธศาสนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า
การทำดีและทำชั่วนั้น เป็น อสาธารณ์ ไม่ทั่วไปแก่คนอื่น
ของใครก็ของใคร

และใครจะทำจิตของตนให้บริสุทธิ์ก็ไม่ได้
เพราะทำให้บริสุทธิ์แล้วดับไปเสียเกิดโสมมมาใหม่
ปฏิบัติจิตอยู่สักพันชาติ ก็ไม่รู้จักเสร็จสิ้นได้


ถ้าไม่เป็นเช่นกล่าวมานี้
จิตก็ไม่ใช่เป็นธรรมชาติเกิดดับ ไม่ใช่เป็นของตายหายสูญ
สิ่งที่สูญไปแล้วจะกลับมีขึ้นอีกไม่ได้
ถ้าจะมีขึ้นอีกได้จะเรียกว่า สิ่งนั้นสูญ ก็ผิด

หรือว่า จิตนั้นดับสูญไปจริงๆ ไม่กลับเกิดอีกได้ ที่เกิดใหม่ก็เป็นจิตใหม่
ถ้าเช่นนั้น จิตใหม่นั้นนานไปก็จะหมด

แม้คำว่า ดับ หรือ ตาย ก็เหมือนกัน ก็เท่ากับคำว่า สูญ
ดับตายไปแล้ว จะมีขึ้นอีกไม่ได้
เว้นแต่หาย คือ หายตัวไปแต่กลับมีมาอีกได้
ความจริงคำว่า ดับ ตาย สูญ ใช้ได้เฉพาะ สังขารธรรม
ซึ่งเป็น ลักษณะอาการกิริยาอันเกิดขึ้นด้วยอำนาจเหตุปัจจัย ดั่งว่าแล้ว

อย่างกิริยากรรมแห่งกายและวาจาของคนเราในวันหนึ่งๆ
เราอาจสำแดงอาการกิริยาได้หลายสิบอย่างหลายสิบเท่า
ตามแต่เหตุปัจจัยปรุงให้เป็น
แต่แล้วก็ดับสิ้นสูญไปหมด ไม่มีอะไรเหลือ ฉะนั้น
 
ก็ถ้าหากว่า จิตเกิดดับตายสูญแล้ว
จิตก็ต้องเป็นลักษณะอาการของรูปธาตุทั้ง ๔ หรือเป็นของอะไรสิ่งหนึ่ง
ต้องหาสิ่งนั้นซึ่งเป็นตัวประธานมาให้ได้
  
ถ้าไม่ได้ ก็ จิต นั้นเอง เป็น ตัวประธาน อยู่แล้ว
นามขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เหล่านี้เป็น กิริยากรรมของจิต
เวลานอนหลับสนิท นามขันธ์ ๔ เหล่านั้นก็ดับหมด
เพราะจิตไม่ติดต่อกับอารมณ์ภายนอก
หยุดกิจกรรมการงานเหมือนคนพักผ่อน
แต่ตัวจิตยังอยู่ ควรเรียกว่า จิตฺตนิลินา ความเร้นแห่งจิต
หรือ
 เจตโส ลีนตฺตํ ความเร้นซ่อนตัวแห่งจิต
โดยถีนมิทธะนิวรณ์ครอบงำ,สติไม่คุมตัวเท่านั้น
จิต เป็น ตัวประธาน เป็น ผู้บงการอำนวยการ จะดับสูญหายไปไม่ได้
เป็นฐานะ ที่ตั้งที่เกิดของ นามธรรม ทั้งปวง
คำว่า สมาธิ ตั้งมั่น ก็หมายถึง จิต ที่ตั้งมั่นโดยลำพังตนเอง
คำว่า สนฺติ  สงบ  ก็หมายถึง จิต ที่สงบจากอารมณ์
คำว่า นิโรธ  ดับ  ก็หมายถึง จิต ที่ดับกิเลสและอารมณ์
คำว่า นิพพาน ดับ ก็หมายถึง จิต ที่ดับจากกิเลสและอารมณ์
คำว่า วิมุตติธรรม หลุดพ้น ก็หมายถึง จิต ที่หลุดพ้นจากกิเลสและอารมณ์
คำว่า สุญฺญตา ว่าง เล่า ก็หมายถึง จิต ที่ว่างจากกิเลสและอารมณ์
ถ้าจิตเกิดดับ หรือดับสูญหายไปแล้ว คำต่างๆที่ว่ามานั้น
เช่น สมาธิ เป็นต้น เหลว ไม่มีคุณค่าอะไรเป็นคำหลอกลวง
 
จิตที่บริสุทธิ์ เป็น วิมุตติธรรม เป็น นิพพาน แล้ว
เป็นตัว พุทธะ ธรรมะ สังฆะ ไม่ดับตายหายสูญ

ดับแต่พวกกิริยากรรม
และลักษณะอาการที่เนื่องด้วยกิเลสและอารมณ์ภายนอกของจิต
เป็นพวกสังขารนับเนื่องในขันธ์ ๕ หรือพวกขันธ์ ๕ เท่านั้น.


อนึ่ง จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
การสอนให้ตั้งสติพิจารณาจิตในสติปัฏฐาน
ท่านสอนให้พิจารณาลักษณะอาการจิต หรือดูจิตที่เกิดดับเล่า
ถ้าจิตเกิดดับเอาจิตที่ไหนมาคอยดูจิตที่เกิดดับได้อีก พิจารณากันอย่างไร
ฟังไปดูเหมือนว่าจิตไม่สำคัญอะไร ในส่วนต่างๆแห่งร่างกาย

แต่พระพุทธพจน์ที่ตรัสเห็นว่า ิต นี้สำคัญที่สุด อย่างที่ตรัสว่า 
จิตฺตสงฺกิเลสา ภิกฺขเว สตฺตา สงฺกิลิสฺสนฺติ จิตฺตโวทานา สตฺตา วิสุชฺฌนฺติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์จะเศร้าหมองก็เพราะจิตเศร้าหมอง
สัตว์จะผ่องแผ้วก็ เพราะจิตผ่องแผ้ว ดั่งนี้ 
ไม่เห็นอะไรสำคัญยิ่งไปกว่า จิต

อีกประการหนึ่งเล่า ตรัสว่า 
 
ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตญฺจโขอาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฺฐํ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์
ก็แต่ว่าจิตนั้นอันอุปกิเลสทั้งหลายเข้ามาทำให้เศร้าหมองเสีย ดั่งนี้


ที่ตรัสว่า จิตเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ผุดผ่องใส
แต่เพราะอุปกิเลสทำให้เศร้าหมองไปนั้น

ส่อให้เห็นว่า จิต เป็นสิ่งยั่งยืน และเป็นอย่างเดียวไม่ใช่หลายอย่าง
ก็ถ้าเป็นสิ่งซึ่งเกิดๆดับๆแล้
จะถือเอาประโยชน์อะไรได้ในพระพุทธพจน์ข้อนี้

สัสสตทิฏฐิ สสฺสต ( เที่ยงแท้ , มั่นคง , ยั่งยืน ) + ทิฏฐิ ( ความเห็น )

สัสสตทิฏฐิ
สสฺสต ( เที่ยงแท้ , มั่นคง , ยั่งยืน ) + ทิฏฐิ ( ความเห็น )

ความเห็นว่าเที่ยง   หมายถึง   ความเห็นผิดที่ยึดถือว่าสภาพธรรมไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่

เกิดดับ  เช่น   ขณะที่มีความคิดเห็นว่า    โลกเที่ยง  ตายแล้ววิญญาณล่องลอยไปเกิด

ใหม่   เกิดเป็นมนุษย์ก็จะเป็นมนุษย์ตลอดไป   เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็จะเป็นเดรัจฉาน

ตลอดไป  เป็นต้น
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 193

                        อรรถกถามหาตัณหาสังขยสูตร

         มหาตัณหาสังขยสูตรมีบทเริ่มต้นว่า  เอวมฺเม  สุตํ.

         พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้น  บทว่า  ทิฏฺฐิคตํ  นี้  ในอลคัททสูตร

กล่าวบทว่า  ทิฏฐิว่าเป็นลัทธิ. ในที่นี้  ท่านกล่าวว่า  เป็นสัสสตทิฏฐิ.  ก็ภิกษุนั้น

เป็นผู้สดับมาก  แต่ภิกษุที่สดับน้อยกว่าชาดก  ฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

ประชุมเรื่องชาดกว่า

         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ครั้งนั้น  เราได้เป็นเวสสันดร  ได้เป็น

มโหสถ  ได้เป็นวิธูรบัณฑิต  ได้เป็นเสนกบัณฑิต    ได้เป็นพระเจ้ามหาชนก

ดังนี้. ทีนั้น เธอได้มีความคิดว่า  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขารเหล่านี้  ย่อมดับไป

ในที่นั้น ๆ นั่นแหละ  แต่วิญญาณย่อมท่องเที่ยว  ย่อมแล่นไปจากโลกนี้สู่โลก

อื่น  จากโลกอื่นสู่โลกนี้  ดังนี้  จึงเกิดสัสสตทิฏฐิ.  เพราะเหตุนั้น  เธอจึงกล่าว

ว่า  วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่ยวไป  ย่อมแล่นไป  ไม่ใช่อย่างอื่น  ดัง

นี้.  ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า  เมื่อปัจจัยมีอยู่ความเกิดขึ้นแห่ง

วิญญาณจึงมี  เว้นจากปัจจัย  ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณย่อมไม่มี  ดังนี้. เพราะ

ฉะนั้น  ภิกษุนี้ชื่อว่า  ย่อมกล่าวคำที่พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสไว้  ย่อมให้การประ

หารชินจักร  ย่อมคัดค้านเวสารัชชญาณ  ย่อมกล่าวกะชนผู้ใคร่เพื่อจะฟังให้

ผิดพลาด  ทั้งกีดขวางทางอริยะเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์  เพื่อความ

ทุกข์แก่มหาชน
  มหาโจรเมื่อเกิดในราชสมบัติของพระราชา  ย่อมเกิดขึ้นเพื่อ

สิ่งมิใช่ประโยชน์  เพื่อความทุกข์แก่มหาชนชื่อฉันใด  บัณฑิตพึงทราบ

ว่า  โจรในคำสั่งของพระชินเจ้า  เกิดขึ้นแล้วเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์  เพื่อ

ความทุกข์แก่มหาชน  ฉันนั้น.                                               ฯลฯ

เชิญใช้งาน ClassStart.org แทน Learners.in.th

ในภาคเรียนที่ 1/2555 นี้ ทีมงาน Learners.in.th ขอเชิญครูอาจารย์ใช้ ClassStart.org (http://www.classstart.org/) ระบบจัดการชั้นเรียนออนไลน์ (Classroom Management System) ซึ่งให้บริการฟรีแก่ทุกสถานศึ
กษา โดยไม่ต้องติดตั้งระบบเอง ไม่ต้องดูแลเครื่องแม่ข่ายเอง ใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาค่ะ

อ่านเอกสารแนะนำ ClassStart.org ได้ที่ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/488456 และคู่มือการใช้งานได้ที่ http://help.classstart.org/

ส่วน Learners.in.th จะปิดการสมัครสมาชิกใหม่ในเดือนตุลาคม 2555 นี้ แต่ยังเปิดให้บริการแก่สมาชิกปัจจุบันอยู่เช่นเดิมค่ะ

ClassStart.org เป็นบริการทดแทน Learners.in.th ซึ่ง ClassStart.org ได้พัฒนาขึ้นเพื่อจัดการการเรียนการสอนโดยเฉพาะ มีความสามารถในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้สอนและผู้เรียนมากมาย ขอเชิญใช้บริการได้เลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ
Learners.in.th & ClassStart.org

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การวิเคราะห์จริตมนุษย์ 6 ประเภท

การวิเคราะห์จริตมนุษย์ 6 ประเภท  

เราคงจะได้ยินกันบ่อยว่า สามีหรือภรรยา ต่างไม่เข้าใจกันแม้จะอยู่ด้วยกันมานับสิบๆปี หรือ พ่อแม่ มาบ่นให้ผู้เขียนฟังว่าไม่ค่อยเข้าใจ ลูก เลย ทำไมถึงมีพฤติกรรมแปลกๆ ส่วนในที่ทำงาน หลายคนกำลังกลุ้มกับ หัวหน้า ที่ดูเหมือนจะศรศิลป์ไม่กินกัน จนแทบอยากจะลาออกจากงาน ส่วนหัวหน้าก็กลุ้มใจกับ ลูกน้อง ที่ ดูเหมือนจะสั่งงานไม่ไป พูดอย่างไปอีกอย่าง หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เราเข้าใจบุคคลที่อยู่รอบตัวท่านได้ดีขึ้น ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการที่ คนเรามักมองตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และ มองออกไปหาคนอื่น เราแทบไม่ได้คิดจากคนอื่นกลับมาหาเรา หรือถ้าคิดก็มักคิดว่า ทุกคนต้องคิดเหมือนเราทำเหมือนเรา ถ้าไม่ทำอย่างที่เราคิดหรือคาดหวังว่าจะทำแล้วก็จะรู้สึกไม่สบอารมณ์
ที่จริงแล้ว มนุษย์เราแต่ละคนมีระบบความคิด ระบบการมองโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะเป็นพี่น้องกัน หรือว่าอยู่ในครอบครัวเดียวกัน การที่เราสามารถเข้าใจระบบการมองโลกและระบบความคิดของเขา
เราสามารถอ่านใจสามีหรือภรรยา ลูก หัวหน้าหรือลูกน้องได้ เราสามารถคาดว่าถ้าเราพูดอย่างนี้ เขาจะโต้ตอบมาว่าอย่างไร จะไม่มีการแปลกประหลาดใจ โดยเฉพาะผู้เป็นคุณพ่อคุณแม่จะได้เข้าใจถึงลูกของตัวเองดีขึ้น หัวหน้าจะได้มอบหมายลูกน้องให้ทำงานตรงกับลักษณะนิสัย จะได้ไม่ประหลาดใจกับผลที่ได้เมื่อสั่งงานไปแล้ว ส่วนหากเราเป็นลูกน้องก็จะสามารถเข้าใจนายว่าทำไมเขาถึงพูดถึงทำเช่นนั้น และเราจะมีทางหนีทีไล่ได้อย่างไรเมื่อไปเจอกับหัวหน้ารูปแบบต่างๆ
หากคนเรามีความเข้าใจกันแล้ว สามารถคาดคะเนพฤติกรรมของกันละกันแล้ว รู้ว่าจะพูดอย่างไรทำเช่นไรกับคนประเภทต่างๆ แล้ว ความขัดแย้งก็จะลดน้อยหายไป ในทางกลับกัน เราจะรู้สึกสงสารเห็นใจ รู้จักประนีประนอม ถนอมน้ำใจคนอื่น เพื่อให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
ที่สำคัญที่สุด เราจะได้รู้จักตัวเองดีขึ้นว่า เราเป็นคนเช่นไร คนเราส่วนใหญ่มองตัวเองไม่ออก เพราะเรามักจะมองออก เราไม่ค่อยได้มองกลับมาหาตัวเอง เราแทบจะเคยสังเกตว่าเราใส่แว่นสีอะไร เพราะเราใส่มันมาตั้งแต่เกิดแล้ว เราแทบไม่เคยสังเกตระบบการมองโลก ระบบความคิด และนิสัยว่าเป็นอย่างไร เพราะเราคุ้นเคยกับมันหรือไม่ก็คิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับความเป็นตัวเราจนแยกไม่ออก เราไม่เคยคิดจะเปลี่ยนความคิดเพราะคิดว่ามันหมายถึงเปลี่ยนความเป็นตัวของเรา หรือเพราะคิดว่ามันเป็นธรรมชาติของเรา หนังสือเล่มนี้ จะช่วยให้เราเข้าใจจิตใจ ความรู้สึก เข้าใจอารมณ์พื้นฐาน และระบบความคิดของตัวเองได้ดีขึ้น
เมื่อเราเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้เท่านั้น ท่านจึงจะสามารถเข้าใจผู้อื่น เมื่อเราเข้าใจและเกิดความเมตตาในตัวเองเท่านั้น เราจึงจะสามารถมีความเมตตาต่อผู้อื่นได้ และเราจะต้องรู้และเข้าใจตัวเราเองแล้ว เราถึงจะปรับเปลี่ยนตัวเราเองได้
แนวความคิดเกี่ยวกับประเภทของจิตมนุษย์ในหนังสือเล่มนี้มีรากฐานจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งผู้ประพันธ์เป็นพระอรหันต์ชาวลังกา ในคัมภีร์ดังกล่าวได้อธิบายถึงสภาวจิตของคนเราหรือจริตมีอยู่ด้วยกัน 6 ประเภท ได้แก่ โทสะจริตหรือสภาวจิตที่โกรธง่าย โมหะจริตหรือจิตที่มักอยู่ในสภาพง่วงนอนซึมเศร้า วิตกจริตหรือสภาวจิตที่ช่างกังวลสงสัยฟุ้งซ่านเป็นอารมณ์ ราคะจริตคือสภาวจิตที่หลงติดในรูปรสกลิ่นเสียง ศรัทธาจริตคือสภาวจิตที่มีปรัชญาหรือหลักการของตัวเองและพยายามให้บรรลุถึงจุดนั้น ประการสุดท้าย พุทธิจริตคือสภาวจิตที่เน้นการใช้ปัญญาในการหาเหตุหาผลแก้ปัญหา
คำว่าจริตใน ที่นี้จึงหมายถึงสภาวจิตของเรา จากการแบ่งจริตมนุษย์เป็น 6 ประเภทใหญ่ ท่านจะสามารถสังเกตได้ว่าตัวท่านเองและคนรอบๆ ตัวท่านเป็นคนประเภทใด แม้ว่าคนเราอาจมีหลายจริตประสมประสานกันอยู่ แต่จะมีจริตใดจริงหนึ่งที่เด่นกว่าจริตอื่นในแต่ละขณะเวลา
โทสะจริต
หากเราเป็นโทสะจริต คนที่อยู่กลุ่มโทสะจริต หรือมีสภาวะอารมณ์เป็นอารมณ์โกรธ คนที่อยู่ในกลุ่มนี้โดยธรรมชาติแล้วเป็นบุคคลผู้มีหลักการของตนเองในการทำงานและในการกระทำต่างๆ และมักเป็นผู้เคารพกฎเกณฑ์และมีวินัยสูงกว่าจริตอื่นๆ และการที่ตัวเองมีหลักเกณฑ์ ระเบียบวินัยค่อนข้างสูง จึงทำให้ทนไม่ได้เมื่อมาเจอผู้ที่ไม่มีระเบียบวินัย ไม่เคารพหลักเกณฑ์ นอกจากนี้จะเป็นคนที่รักษาคำพูดรักษาเวลา จึงทำให้ทนไม่ได้เมื่อคนไม่รักษาคำพูดไม่รักษาเวลา
กลุ่มโทสะจริตมักคาดหวังว่าโลกจะเป็นอย่างที่ตัวเอง และจากการที่ตัวเองมักจะมีระเบียบวินัยสูงกว่าคนปกติ ก็มักจะคิดว่าโลกควรจะเปลี่ยนไปเหมือนตัวเอง แต่เมื่อพบว่าโลกไม่ได้เป็นอย่างนั้น และไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ ก็เกิดความขุ่นเคืองลึกๆ อยู่ในใจอยู่เสมอ และพร้อมจะระเบิดออกมาได้เมื่อเจอกับผู้ที่ไม่มีความเป็นระเบียบวินัย หรือความไม่ถูกต้อง
การที่ยึดมั่นในหลักการและกฏเกณฑ์ต่างๆมากกว่าคนอื่นๆ ทำให้เป็นคนตรงไปตรงมา ทำให้บุคคลที่เป็นโทสะจริงมีสมาธิแรงมาก แต่ในทางกลับคนที่มีพื้นฐานจิตเป็นโทสะจริตมักมีสติค่อนข้างอ่อน เพราะไม่ได้ดูโลกตามความเป็นจริง ไม่ได้ดูว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไร แตกต่างกันเราอย่างไร อันที่จริงแล้วคนกลุ่มนี้ก็แทบไม่สนใจดูคนอื่นหรือดูโลกเท่าไรเลย เพราะคิดว่าโลกหรือทุกคนควรจะเปลี่ยนตัวเองไปตามหลักการหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องนั้นคือ ทุกคนควรมีวินัย ควรตรงต่อเวลา ควรเคารพกฏเกณฑ์ โลกของกลุ่มโทสะจริตเป็นโลกที่ควรจะเป็น ไม่ใช่เป็นโลกที่เป็นอยู่จริง คนที่ไม่สามารถทำได้จะถูกดูว่าไม่มีความสามารถ และมีท่าทางเย้ยหยันโลก ดูถูกโลก กลุ่มโทสะจริตจึงไม่ค่อยมีความเมตตากับคนอื่นมากนัก เพราะมองว่า คนพวกนี้ทำตัวของตัวเอง ไม่รักษาคำพูด ไม่มีระเบียบวินัยเอง ดังนั้น เขาจึงได้รับผลจากกระทำของตัวเองดังกล่าว
คนประเภทโทสะจริตลึกๆ แล้วก็เป็นคนอ่อนข้างในเพราะไม่ค่อยได้รับความรักความอบอุ่น จึงมีความน้อยใจหรือต้องการความรักความอบอุ่นอยู่ลึกๆ แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง เลยจำต้องยึดกรอบเกณฑ์ระเบียบเป็นเสมือนเป็นเกราะป้องกันความอ่อนแอภายใน และไม่ต้องการให้ใครได้เห็นความอ่อนแอดังกล่าว แต่การที่มีเกราะขึ้นมาป้องกันมากทำให้ไม่สามารถแสดงความรักความรู้สึกได้มากเท่าไร ทำให้จิตใจค่อนข้างขุ่นเคืองเป็นประจำ
เราจะสังเกตคนกลุ่มโทสะจริตได้อย่างไร คนที่อยู่ในกลุ่มโทสะจริตจะมีวิธีการพูดที่ตรงๆ ไม่กลัวใคร การพูดจาจะมีพลัง เสียงดังฟังชัด ฟังแล้วน่าเกรงขาม เพราะมีสมาธิแรง แต่คำพูดค่อนข้างแรงและหนัก ฟังแล้วไม่รื่นหูคำพูดอาจไม่ไพเราะ เพราะไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนฟังเท่าไร นอกจากนี้ จะพูดค่อนข้างเร็ว เพราะไม่ได้ยินเสียงตัวเอง ทำให้ผู้อื่นรับรู้พฤติกรรมดูหยาบและดูหนัก
นอกจากนี้ยังเป็นคนพูดชี้ถูกชี้ผิด เพราะคนที่เป็นโทสะจริตเป็นคนที่คิดว่าตัวเองมีหลักการ และยึดกฏเกณฑ์เป็นที่ตั้ง ดังนั้นจะมีสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องอยู่ในใจเสมอ สิ่งไหนที่ไม่เป็นไปตามหลักการและกฏเกณฑ์ของตนเองแล้วย่อมไม่ใช่สิ่งที่ถูก เนื่องจากคนประเภทนี้มักจะเชื่อว่าตัวเองมีคุณธรรม มีวินัยสูง มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นประเภทเจ้าระเบียบ เจ้ากฏเกณฑ์ จึงมักจะใช้หลักเกณฑ์ของตนเองเข้าชี้ผิดชี้ถูกคนอื่นอยู่เสมอ เป็นคนที่เคารพกฏเกณฑ์จึงมักทนไม่ได้ที่เห็นใครละเมิดกฏเกณฑ์ขององค์กรหรือของสังคม ทำให้คนอื่นมองว่าเป็นพวกชอบจับผิด
หากจะดูวิธีการแต่งกายของคนที่มีลักษณะโทสะจริตจะเห็นได้ว่า ค่อนข้างเป็นระเบียบ การแต่งตัวค่อนข้างประณีต สะอาด สำหรับสีที่ชอบจะเป็นสีฉูดฉาดหรือไม่ก็สีเข้ม เช่น แดง สีส้มสด เหลืองสด เพราะทำให้อารมณ์นิ่งสงบและเข้าสู่ภาวะปกติ
คนในกลุ่มนี้จะมีการเดินที่รวดเร็วและตรงแน่ว เพราะเขารู้ชัดเจนว่าจะเดินไปทางไหน เนื่องจากเป็นคนที่เคารพเวลาและมีวินัย จึงไม่ค่อยวอกแวก และรู้สึกตัดบทเก่ง ไม่เออระเหยลอยชาย
ดวงตาจะสว่างไสวและเป็นประกาย เพราะสมาธิสูง หน้าจะมีสีสันและพลังงาน แต่หน้าตาอาจไม่สวยไม่หล่อนัก เพราะจิตมีความขุ่นเคืองเป็นอารมณ์ ไม่แจ่มใสเบิกบาน ประกอบกับไม่มีความเมตตาทำให้ไม่มีเสน่ห์และบารมีมากนัก
จุดแข็งจุดอ่อนของโทสะจริต จุดแข็งของบุคคลที่เป็นโทสะจริตคือ จะเป็นผู้อุทิศทุ่มเทให้กับการงานสูง สามารถทำงานได้รวดเร็ว และเป็นไปตามที่ได้รับมอบหมายไม่ผิดพลาด เนื่องจากเป็นคนที่มีสมาธิสูงอยู่แล้ว และไม่ปรุงแต่งฟุ้งซ่าน จึงฟังอะไรไม่ผิดพลาด และทำงานไม่ผิดพลาด ประกอบกับการเป็นผู้มีระเบียบวินัย เคารพกฏเกณฑ์ทำให้เป็นใหญ่เป็นโตในหน้าที่การงานได้อย่างไม่ยากเย็น โดยเฉพาะในหน้าที่การงานที่เน้นกฏเกณฑ์ ข้อบังคับต่างๆ การตรวจสอบความถูกต้อง เช่นผู้ตรวจสอบบัญชี ผู้ดูแลด้านปฏิบัติการ (operation) หรืองานของระบบราชการ
เป็นคนมีระเบียบวินัยสูง ตรงต่อเวลา หากนัดหมายกับคนที่เป็นจริตนี้ ต้องตรงเวลา เพราะเขาจะมาตรงเวลาและจะดูถูกพวกที่ไม่มีวินัยไม่เคารพสัญญา และไม่ตรงเวลา
เป็นนักวิเคราะห์ที่เก่ง เพราะมองอะไรตรงไปตรงมาไม่ปรุงแต่ง จึงสามารถมองเห็นเหตุมองเห็นผลได้ชัดเจน จึงเหมาะเป็นผู้ร่วมวางแผน
เป็นผู้ที่สามารถพึ่งพาได้ เนื่องจากเป็นผู้มีหลักการ ปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ไม่มั่วไม่ใช้อารมณ์หรือเล่นพวกเล่นพ้อง
มีความจริงใจต่อผู้อื่นพูดอะไรเป็นคำไหนคำนั้น ไม่เป็นคนแทงคนข้างหลัง แต่อาจแทงข้างหน้าเลย หากจะด่าก็จะด่าต่อหน้าไม่ด่าลับหลัง และจะด่าทันทีท่ามกลางที่ประชุมหรือสาธารณชนได้โดยไม่หวั่นเกรงหรือหวั่นไหวต่อสายตาหรือความรู้สึกใดเหมือนคนจริตอื่นๆ การที่มีลํกษณะดังกล่าวทำให้คนที่เป็นโทสะจริตจะเป็นที่เกรงขามหรือเกรงกลัวของคนอื่นโดยธรรมชาติ
เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีน้ำผึ้งผสม ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม พูดคำไหนเป็นคำนั้น ทำให้เป็นผู้ที่แม้ไม่น่าคบแต่ก็น่าทำธุรกิจด้วย
เป็นคนไม่ค่อยโลภเพราะอยู่ในโลกของความคิด โลกของความน่าจะเป็น โลกของหลักการและ กฏเกณฑ์มากกว่าโลกของวัตถุสิ่งของ
คนที่มีลักษณะเป็นโทสะจริตจะมีจุดอ่อนสำคัญคือ โกรธทั้งวัน อะไรผิดหูนิดหน่อยไม่ได้ ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวเป็นนิจ ไม่ค่อยเป็นที่น่าคบค้าสมาคมของผู้อื่น
อารมณ์ที่ขุ่นมัวขุ่นเคืองอยู่เสมอนำมาสู่ซึ่งโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย จึงทำให้คนจริตนี้มักจะมีโรคภัยไข้เจ็บซึ่งเป็นผลจากอารมณ์โกรธและความไม่ผ่องใสของจิตได้ง่าย
การใช้คำพูดที่ก้าวร้าวรุนแรง ตลอดจนเสียดสีจิตใจผู้อื่นเป็นการสร้างวจีกรรมอยู่ตลอดเวลา สร้างความขุ่นเคืองใจให้กับผู้อื่น เกลียดชัง และอาจทำไปสู่การทะเลาะวิวาทค่อนข้างบ่อย นอกจากนั้น การชอบจับผิดคนอื่น หรือมองคนอื่นว่าไม่เก่งหรือมีความสามารถเท่าตัวเอง มีนิสัยค่อยข้างเหย่อหยิ่งอวดดี ทำให้ความสัมพันธ์กับคนอื่นไม่ค่อยราบรื่น มักจะต้องอยู่คนเดียวไม่มีเพื่อนหรือต้องอยู่เป็นโสด ไม่แต่งงานเพราะหาคนที่ดีพอเท่าตัวเองหรือมีระเบียบเท่าตัวเองไม่ได้ ถ้าแต่งงานก็ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร เพราะอีกฝ่ายรู้สึกว่าเหมือนเข้าอยู่โรงเรียนประจำ
การที่อยู่ในโลกของกรอบ โลกของหลักการและหลักเกณฑ์ทำให้ไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีความคิดริเริ่มอะไรที่แหวกแนว การที่พูดจาตรงไปตรงมาไม่สนใจความรู้สึกคนฟังทำให้แทบไม่มีความถนัดด้านการตลาด
นอกจากนี้ คนที่มีลักษณะโทสะจริตมักจะตกอยู่ในหลุมกลของนิสัยตัวเอง เพราะการที่แสดงความโมโหเกรี้ยวกราดมักจะนำมาสู่ความเกรงกลัว นำมาสู่อำนาจเหนือผู้อื่น และมักจะนำมาสู่สิ่งที่ตัวเองประสงค์อยู่เสมอ ทำให้เป็นการบ่มเพาะนิสัยช่างโมโหของตัวเองอยู่ตลอดเวลา และยากที่แก้นิสัยดังกล่าวได้
ถ้าท่านเป็นโทสะจริตต้องทำอย่างไร ถ้าท่านเป็นโทสะจริต จุดเดือดของท่านจะต่ำ ท่านจะโมโหง่าย รำคาญคนง่าย หากท่านเริ่มรู้ตัวว่า เริ่มโกรธเริ่มโมโหเริ่มรำคาญใจ ให้ทำตัวเป็นขอนไม้ นิ่ง ต้องหยุดมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรมที่เป็นอกุศลก่อน เพราะจะนำมาซึ่งความเสียหายทั้งต่อตัวเองและคนอื่น การสร้างความเจ็บปวดให้ผู้อื่นไม่ว่าจะโดยวจีกรรมหรือกายกรรมก็ตาม ในที่สุดแล้วจะส่งผลกลับมาให้ตัวเราเอง ดังนั้น หากอารมณ์ท่านเริ่มขยับด้วยความโกรธแล้ว ให้ทำตัวเป็นขอนไม้ มิฉะนั้นจะสร้างกรรมเพิ่มมากขึ้
คนที่เป็นโทสะจริตจะอยู่ในอารมณ์ เมื่อเกิดความโกรธหรือโมโหก็มักไม่ค่อยรู้ตัวว่า กำลังโกรธหรือโมโหอยู่ จะรู้อีกทีก็เมื่อหายโมโหแล้ว ซึ่งในขณะนั้น ท่านอาจจะพูดหรือทำอะไรไปแล้วมากมายโดยไม่ได้ตั้งใจ และอาจต้องเสียใจภายหลัง จึงขอให้ท่านหัดลองสังเกตดูอารมณ์ของตัวเองเป็นประจำ ถามตัวเองอยู่เสมอว่า ตอนนี้รู้สึกอะไร รู้สึกดีใจ รู้สึกเสียใจ รู้สึกรำคาญ รู้สึกโกรธ ท่านจะสังเกตเห็นว่า อารมณ์จะค่อนข้างมีแต่ความขุ่นเคือง รำคาญ อึดอัด มากกว่าความรู้สึกอื่น เพราะส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่านได้สร้างกรอบตัวเองไว้ขังตัวเองค่อนข้างมากอยู่ แล้วท่านได้ขีดเส้นให้ตัวเองเดินซ้ายเดินขวาอยู่ตลอดเวลา แต่การที่ท่านฝึกถามไปเรื่อยๆ จะทำให้เริ่มเห็นอารมณ์ของท่าน ในยามที่ความโกรธกำลังจะครอบงำจิตใจของท่านนั้น หากท่านเริ่มเห็นอารมณ์ในยามนั้น เห็นความโกรธเกรี้ยวของสภาวะอารมณ์ในยามนั้นแล้ว ก็จะช่วยดึงสติกลับมาก่อนที่ท่านจะทำอะไรรุนแรงไป เป็นการเตือนสติให้รู้จักความผ่องใส ให้รู้จักการปล่อยวาง ทำให้อารมณ์ที่กำลังจะเพิ่มระดับความรุนแรง พอคลายลงมาได้บ้าง
เจริญเมตตาให้มาก คนในจริตนี้มักจะทำร้ายผู้อื่นได้ง่ายกว่าจริตอื่นๆ คนซึ่งมีการขัดเกลาทางด้านจิตใจน้อยหน่อย ก็อาจจะทำร้ายผู้อื่นทางร่างกาย แต่ผู้มีการขัดเกลาทางจิตใจมากขึ้นหน่อยก็จะทำร้ายผู้อื่นทางวาจา แต่ไม่ว่าท่านจะทำร้ายด้วยวิธีใดโดยจะรู้ตัวหรือไม่ หากเริ่มโมโหหรือโกรธ ขอให้รีบเจริญเมตตาต่อผู้อื่น เพราะความโมโหหรือโกรธจะหยุดด้วยความเมตตา หากโมโหมากๆ ให้เหลือบดูสีหน้าของบุคคลที่อยู่รอบข้าง ซึ่งมีความทุกข์และความเศร้าพอเพียงอยู่แล้ว ท่านไม่ควรซ้ำเติมให้เขามีความทุกข์กายทุกข์ใจมากกว่านี้ ให้คิดว่า การทำร้ายด้วยวจีกรรม ก็ไม่ต่างกับการทำร้ายด้วยพละกำลัง การเจ็บกายอาจหายได้ แต่การทำให้คนอื่นเจ็บใจนั้น จะฝังอยู่เนิ่นนาน ซึ่งนับว่าเป็นการสร้างกรรมที่รุนแรงกว่าการกระทำเสียอีก
ฟังเสียงที่ตัวเองพูดว่าเป็นอย่างไร น้ำเสียงชวนให้เป็นมิตรหรือสร้างศัตรู น่าติดตามฟัง น่าเชื่อถือ หรือว่าน่าเบื่อ ชวนรำคาญ และฟังว่าคำพูดที่ออกมาง่ายต่อการเข้าใจหรือเปล่า ปกติคนที่เป็นโทสะจริตมักไม่ค่อยฟังเสียงตัวเอง หากเราฟังเสียงของเราที่เปล่งออกมาแล้ว เราก็จะ เลิกสงสัยเสียทีว่า ทำไมเราพูดอย่างนี้แล้วเขาถึงยังไม่เข้าใจเรา หรือทำไมเขาถึงไม่ชอบเรา ทำไมเขาถึงโกรธหรือโมโหเรา
ให้เริ่มคิดว่าโลกนี้ไม่ต้องจริงจังมากนัก โลกนี้ก็เป็นอย่างนี้ คนที่เป็นโทสะจริตมักจะพยายามสร้างกรอบ ขีดเส้นให้กับตัวเอง ในแง่ดีแล้วทำให้เป็นคนมีวินัย แต่ในแง่เสียคือ มีความอึดอัดเป็นอารมณ์ ไม่สามารถแสดงความรู้สึก ความปรารถนาของตัว ไม่สามารถทำอะไรอย่างที่ตัวเองต้องการ เพราะโดนจำกัดด้วยความคิดที่ว่า ควรจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เพียงแต่จะพยายามวางกรอบให้กับตัวเอง คนในจริตนี้จะพยายามวางกรอบให้กับคนอื่นไปด้วย กล่าวง่ายๆ เหมือนกับจะพยายามควบคุมโลกให้เป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการ ดังนั้น เมื่อบุคคลอื่นเข้าใกล้ผู้เป็นโทสะจริตจะรู้สึกอึดอัดไปด้วยและโดยปกติแล้ว มักพยายามหลีกเลี่ยงหนทางแก้ไขประการหนึ่งก็คือ ขอให้ปล่อยวาง บ้างอย่างไปจริงจังมาก การมีวินัยเป็นสิ่งดี แต่การสร้างกรอบการขีดเส้นให้กับชีวิต ก็เหมือนการถูกพันธนาการ เหมือนกับการเอาจิตใจตัวเองล่ามพันธนาการเอาไว้ จิตใจจึงเหมือนถูกบีบถูกกดเอาไว้ตลอดเวลา ทำให้จิตไม่ผ่องใส ไม่เบิกบาน และทำให้ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จะอยู่แต่ในกรอบเก่าๆ ของตัวเองตลอดเวลา
ต้องใจกว้างรับความคิดใหม่ๆ ไปพิจารณา เนื่องจากคนจริตนี้มักมีกรอบมีระเบียบบางประการ และใช้ชีวิตอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เหล่านั้น หากกรอบความคิดดังกล่าวถูกต้องก็ดีไป นำพาชีวิตไปสู่ความก้าวหน้า แต่ถ้ากรอบดังกล่าวไม่ถูกต้องชีวิตก็จะติดหล่มกับดักของความคิดตัวเอง คนที่เป็นโทสะจริตต้องพยายามพิจารณาทบทวนกฏเกณฑ์ของตัวเองที่ว่าต้องทำนั่น ต้องทำนี่ ว่ามันถูกต้องและใช่ได้เหมาะสมกับกาละและเทศะมากน้อยเพียงใด และต้องเปิดใจกว้างรับฟังความคิดใหม่ๆ เพื่อนำไปคิดไปพิจารณา มิฉะนั้น ชีวิตจะไม่สามารถออกจากวังวนของพฤติกรรมเดิมได้
ต้องคิดก่อนพูด คิดให้นานๆ เข้าไว้ เพราะโทสะจริตจะเริ่มจากพูดไปก่อนและค่อยมาคิดทีหลัง และมักจะเสียใจภายหลังในสิ่งที่ตัวเองได้พูดได้ทำไปแล้วอยู่เสมอ
ให้พิจารณาว่าความโกรธทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของร่างกาย ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหาร ระบบฮอร์โมน และโรคเก๊าท์
ถ้ามีลูกน้องเป็นจริตนี้จะทำอย่างไร คนจริตนี้เป็นลูกน้องที่ดีและเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี เชื่อถือได้ ไม่โกง เป็นคนมีสัมมาคารวะให้การเคารพเชื่อฟังผู้มีอำนาจมากกว่าหรือตำแหน่งสูงกว่า และถ้าเราสามารถได้ใจเขาก็จะสบายเพราะจะได้แม่ทัพที่ค่อนข้างเข้มแข็ง มีวินัย คอยรักษากฎเกณฑ์ของสำนักงาน ทำงานใหญ่ได้เนื่องจากเป็นคนที่อุทิศทั้งแรงกายและแรงใจอยู่แล้วตามธรรมชาติ งานมักออกมาค่อยข้างเรียบร้อย ไว้วางใจได้ นอกจากนี้ มักมีนิสัยชอบเป็นครู ชอบแนะนำสอนคนอื่นอยู่เสมอ
หากท่านมีลูกน้องที่เป็นโทสะจริต ประการแรกท่านต้องมีปิยะวาจา ต้องทำใจ ลดความเป็นตัวตนลง และพูดด้วยน้ำเสียงเย็นนิ่งในการโน้มน้าวหรือสั่งการ ท่านอาจต้องพูดแบบมธุรสวาจามากหน่อย เพราะคนที่เป็นโทสะจริตชอบกินขนมหวาน แม้พูดหวานเขาก็รู้สึกธรรมดา ค่อยๆ พูดอย่างละมุนละไม แม้ผู้พูดเองจะรู้สึกหวานมาก แต่สำหรับคนที่เป็นโทสะจริตจะดูว่า เป็นเรื่องธรรมดาและเห็นว่าโลกควรจะปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้ ให้คิดถึงนิทานเรื่องโคนันทวิศาล ซึ่งหากใช้คำพูดไม่เพราะหู นอกจากจะไม่ยอมเดิน อาจจะขวิดท่านได้ การพูดจาไม่ไพเราะจะบีบคั้นจิตใจเขามาก
ต้องใช้กฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์เข้าคุยกัน ทุกอย่างทุกเรื่องว่ากันไปตามกฎเกณฑ์ เพราะตัวเขาเป็นคนเคารพหลักการและกฎเกณฑ์อยู่แล้ว ห้ามใช้อารมณ์อำนาจบาตรใหญ่ไปบีบบังคับเขาให้ทำโน่นทำนี้ เพราะถ้าไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ เขาก็ไม่ทำ หากไปบีบเขา เขาจะเป็นคนประเภทยอมหักแต่ไม่ยอมงอ
ต้องมีความจริงใจ มีความซื่อตรงเป็นอารมณ์ คนจริตนี้มีความตรงไปตรงมาสูง บางครั้งก็ตรงเสียจนน่าตกใจ เวลาคุยกับลูกน้องท่านที่เป็นจริตนี้ต้องพูดตรงไปตรงมา ไม่ต้องไปควบคุมเขาทุกขั้นตอน เพราะเขามีความรับผิดชอบสูง มิฉะนั้น หากจะจู้จี้ จะนำไปสู่การทะเลาะความขัดแย้ง
ถ้ามีหัวหน้าเป็นโทสะจริตจะรับมืออย่างไร หากมีหัวหน้าที่เป็นโทสะจริต เราจะต้องให้ความเคารพนอบน้อม ระวังกริยา ระวังคำพูดเป็นพิเศษ เพราะพูดผิดหรือทำผิดนิดหนึ่งก็เป็นการจุดชนวนระเบิดได้ ดังนั้น ต้องพูดนิ่มนวล เอาน้ำเย็นเข้าลูบ อย่าทำให้เขาโกรธ และห้ามใช้โทสะเป็นอันขาด ถึงแม้ว่าเขาจะมีเสียงดังมา เราต้องระงับอารมณ์ของเราไว้ก่อน อาจต้องทำหน้าเศร้าๆ นิดหนึ่ง จะช่วยให้เขาสงบเร็ว เราต้องทราบว่าหัวหน้าที่เป็นโทสะจริตแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้เวลาโกรธ แต่พอเหตุการณ์ผ่านไปแล้วจะเสียใจในสิ่งที่ตัวเองได้พูดหรือได้ทำลงไป
คนที่มีลักษณะโทสะจริตจะมีสมาธิแรงอยู่แล้ว และยิ่งอยู่ในอารมณ์โกรธแล้วความรุนแรงจะเพิ่มพูนขึ้น ดังนั้น เราต้องเตรียมสติและเร่งสมาธิให้ดี ที่สำคัญคือ ต้องพูดจาด้วยเหตุด้วยผล ต้องคิดไตร่ตรองมาก่อนให้ละเอียดรอบคอบ มีการคิดอย่างดีก่อนพูดแต่ละคำแต่ละประโยค เจ้านายประเภทนี้จะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติหากมาพูดโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วน ล่วงหน้า นอกจากนี้ เราต้องมีการเตรียมประเด็น พูดให้ตรงประเด็นเพราะเขาไม่มีความอดทนพอจะฟังความคิดที่วกวนไม่ตรงประเด็น และมีเหตุผลหนักแน่น มาก่อน มิฉะนั้นจะยิงทันที และห้ามใช้เหตุผลอย่างข้างๆ คู ๆ เพราะหัวหน้าที่เป็นโทสะจริตจะดูถูกคนไม่มีเหตุผล และเราจะถูกสับเป็นชิ้นเล็กๆ
เวลาคุยกับหัวหน้าประเภทนี้ ห้ามทำท่ากลัวหรือประหม่า เพราะเขาจะมีน้ำเสียงติเตียนอยู่แล้วเป็นนิสัยและมักจะมีความโกรธเป็นควันหลงจากเรื่องอื่นในอดีตอยู่บ้าง แต่ถ้าเรายิ่งไปทำท่าทางกลัวจะทำให้เขาดูถูกมากกว่าสงสาร ต้องทำใจให้เสมือนเป็นน้ำ มีความสงบ พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ยิ้มแย้มแจ่มใส
จริตอื่นๆ ผู้สนใจสามารถไปอ่านได้ที่
http://www.drboonchai.com/index.php?option=content&task=view&id=44&Itemid