ธามาดา
ฉันไม่มีความสุข...
ฉันไม่ชอบงานที่ฉันทำ เพราะมันน่าเบื่อและไม่มีที่สิ้นสุด
ฉันไม่ชอบเจ้านาย เพราะเขาไม่เคยคิดหรือทำอะไรเองนอกจากชี้นิ้วสั่งกับดุด่าฉันเท่านั้น
ฉันไม่ชอบเช้าวันจันทร์ เพราะเป็นวันที่ฉันรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ตื่นขึ้นมาเผชิญโลกที่โหดร้าย แต่ละสัปดาห์ของการทำงานดูราวกับการคืบคลานไปท่ามกลางสนามรบ
ฉันไม่ชอบเช้าวันอังคาร เพราะเป็นวันที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งทำงานไปได้วันเดียวยังมีอีกหลายวันที่โหดร้ายรออยู่
ฉันไม่ชอบเช้าวันพุธ เพราะเป็นวันที่ฉันเริ่มตื่นขึ้นมาพร้อมกับความล้าและพบว่าเวลาเพิ่งผ่านไปเพียงครึ่งทางเท่านั้น
ฉันไม่ชอบเช้าวันพฤหัสบดี เพราะเป็นวันที่ฉันเหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดหลายวัน แต่ทุกอย่างก็ยังคงดำเนินต่อไป พรุ่งนี้ก็ยังต้องทำงาน
ฉันไม่ชอบเช้าวันศุกร์ เพราะฉันเหนื่อยจนแทบลุกจากเตียงไม่ไหวแล้วแต่ก็ยังต้องลุกไปทำงาน
ฉันไม่ชอบเช้าวันเสาร์ เพราะฉันอยากตื่นสายๆ แต่กลับมีเด็กบ้านใกล้ๆวิ่งเล่นเสียงดังจนต้องตื่นแต่เช้า
ฉันไม่ชอบเช้าวันอาทิตย์ เพราะฉันจะถูกปลุกแต่เช้าเช่นกันด้วยเสียงเครื่องดูดฝุ่นกับเสียงตัดต้นไม้และเครื่องตัดหญ้าชองเพื่อนบ้าน
ฉันไม่ชอบวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพราะมันทำให้ร้านรวงในกรุงเทพฯปิด จะซื้อหาอะไรก็ยาก จะออกไปต่างจังหวัดคนก็มาก ฉันเคยเห็นรถติดบนยอดเขาห่ างไกลในวันสิ้นปีมาแล้ว
ฉันไม่ชอบรถติด เพราะมันทำให้ฉันถึงที่ทำงานช้า
ฉันไม่ชอบรถเมล์ เพราะฉันต้องยืนเบียดกับคนแปลกหน้าและร้อนอบอ้าว
ฉันไม่ชอบบ้านเช่าที่ฉันอยู่ เพราะมันคับแคบแออัด เปิดหน้าต่างออกไปเห็นแต่ตึกบังท้องฟ้า
ฉันไม่ชอบบ้านเดิมที่ต่างจังหวัด เพราะมันห่างไกลมากและมีแต่ความกันดาร
ฉันไม่ชอบนิยายน้ำเน่า เพราะมันไม่เคยให้แง่คิดหรือช่วยพัฒนาจิตใจของเราให้ดีขึ้นเลย
ฉันไม่ชอบหน้าร้อน เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกอบอ้าวและหงุดหงิดทั้งวัน
ฉันไม่ชอบหน้าฝน เพราะมันทำให้ฉันเปียกแฉะ เดินทางลำบาก ตากผ้าก็ไม่แห้ง
ฉันไม่ชอบหน้าหนาว เพราะมันทำให้ฉันเป็นหวัดและไม่มีชีวิตชีวา
ฉันไม่ชอบมหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนจบมา เพราะมันไม่ค่อยมีชื่อเสียง ทำให้ฉันหางานทำลำบาก
ฉันไม่ชอบคนรักของฉัน เพราะเขาเป็นคนขวานผ่าซาก ไม่โรแมนติก ไม่เอาอกเอาใจฉันเลย
ฉันไม่ชอบกรุงเทพ เพราะที่นี่มีแต่ความเบียดเสียด ทุกอย่างเร่งรีบและดิ้นรนผู้คนเห็นแก่ตัว
ฉันไม่มีความสุข... ........... ความสุขอยู่ที่ไหนกัน...
.......................................................................................................................
วันหนึ่งฉันยืนอยู่ที่ป้ ายรถเมล์ แม่ลูกคู่หนึ่งนั่งรอรถอยู่ใกล้ๆ ผ่านไปสักพักอยู่ๆลูกชายวัยซนของหญิงคนนั้นก็ชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้าและบอกกับแม่ "แม่หมาอยู่บนฟ้า"
"ไหนลูก" แม่ขมวดคิ้วแล้วโน้มตัวมองตามลูก "อ๋อ เมฆน่ะเหรอลูก ดูเป็นหมายังไงนะ"
"นี่ไงแม่ ตรงที่ยื่นๆออกมานี่เป็นหัวหมา นี่หูมัน มีขาหน้าด้วย"
"แล้วขาหลังล่ะลูกไม่เห็นมีเลย"
"มันกระโดดออกจากปุยนุ่น ขาหลังมันเลยจมในปุยนุ่น" เด็กชายว่า
ฉันหันไปมองเมฆก้อนนั้นตามด้วนความอยากรู้อยากเห็นแล้วก็ต้องขมวดคิ้วมันเป็นแค่ก้อนเมฆสีขาวไร้รูปทรงธรรมดารูปหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้มีความเหมือนกับหมาตรงไหนเลย ฉันยักไหล่แล้วหันไปชะเง้อมองรถเมล์บนถนนตามเดิม เสียเวลาฟังเจ้าเด็กฟุ้งซ่านจริงๆ
"เหรอ...แต่แม่ว่ามันดูเหมือนกับยีราฟนะลูก เห็นมั้ย คอมันยาวเป็นยีราฟเลย หูชี้ด้วย"
"ไม่ใช่นะแม่ ยังเป็นหมาอยู่ หมาคอยาวๆโอ๊ยๆๆทำไมขามันหายไปแล้วล่ะ"
"ข้างบนลมคงพัดแรงน่ะลูก เมฆมันเป็นแค่ไอน้ำที่ลอยในอากาศและจับตัวกันเป็นก้อน พอลมพัดมันก็เปลี่ยนรูปร่างเหมือนกันตอนที่ลูกเป่าควันในชามก๋วยเตี๋ยวร้อนๆไงจ๊ะ"
ฉันเงยหน้ามองก้อนเมฆไอน้ำสีขาวบนทั้งฟ้าอีกครั้ง ฉันมองอย่างไรก็เห็นเป็นเพียงแต่เมฆธรรมดาๆ ก้อนหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่แม่ลูกคู่นั้นเห็นเป็นสัตว์ต่างๆมากมาย ทำไมของสิ่งเดียวกันแต่คนสองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆกันกลับมองไม่เหมือนกัน หรือว่ามาลูกคู่นี้เห็นในสิ่งที่ฉันไม่เห็น...
บนรถเมล์ที่ฉันโหนไปทำงาน เด็กนักเรียนสองคนใกล้ๆ กำลังพูดถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
"ทำไมแกรีบอ่านหนังสือคร่ำเคร่งนัก กว่าจะสอบก็ปีหน้าไม่ใช่เหรอ"
"ต้องรีบอ่านสิ อีกแค่ปีเดียวพวกเราต้องสอบแล้วนะ นี่อ่านแทบไม่ได้นอนมาหลายเดือนแล้ว" "เหรอ..." "แล้วแกล่ะ ทำไมจนป่านนี้ยังไม่อ่านหนังสือสักที"
"ไม่ต้องรีบหรอก อีกตั้งปีกว่าจะถึงวันสอบ"
ฉันมองตามหลังเด็กทั้งสองขณะที่พวกเขาเดินลงจากรถหน้าโรงเรียน นับว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคนสองคนที่มองสิ่งเดียวกันต่างออกไป คนหนึ่งมองอย่างเป็นทุกข์ อีกคนมองอย่างไม่ทุกข์ หรือว่าทุกสิ่งรอบตัวสามารถมองได้สองแบบจริงๆ แบบเดียวกับที่ฉันมองสองด้านของเหรียญหรือมองแก้วน้ำที่มีน้ำเหลืออยู่ครึ่งแก้ว
แล้วที่ฉันไม่มีความสุขอยู่ทุกวันนี้เกิดจากการมองของฉันใช่หรือไม่...
เย็นวันนั้นฉันกลับบ้านมานั่งพักที่ระเบียง แมวดำตัวหนึ่งกำลังพยายามจะมาคุ้ยหาขยะในถุงดำที่มัดกองไว้หน้าบ้าน แต่แรกฉันทำท่าจะถอดรองเท้าขว้างใส่แบบที่เคยทำมา แต่พอคิดไปอีกทางว่าการเกิดเป็นแมวจรจัดไร้เจ้าของและที่ซุกหัวนอนนั้นก็แย่พออยู่แล้ว ยังต้องมาคุ้ยขยะหาอาหารประทังชีวิตให้รอดแล้วยังถูกคนขับไล่อีกไปที่ไหนก็มีแต่คนไม่ต้อนรับเอ็นดู
ฉันลองเปลี่ยนความคิดดู หันหลังเดินเข้าครัว หยิบไส้กรอกอีสานและแฮมในตู้เย็นออกมาอุ่นเล็กน้อย จากนั้นก็เปิดประตูบ้านออกไป แมวดำยังอยู่ที่กองขยะหน้าบ้าน แสงจากเสาไฟฟ้าที่ส่องสลัวลงมาถึงตัวของมันทำให้มองดูเหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลก ฉันส่งเสียงเลียนแบบแมวดังเมี้ยวๆ จนมันหันมามอง
"กินซะนะ อยู่ด้วยกันมานานฉันเพิ่งจะมาใจดีวันนี้แหละ" แมวตัวนั้นค่อยๆเดินมาอย่างกล้าๆกลัวๆจนมาหยุดใกล้ๆฉันจึงวางไส้กรอกอีสานกับหมูแฮมลงบนพื้น แมวจรจัดส่งเสียงร้องเหมี ยวๆขณะก้มลงดมอาหารมื้อพิเศษนั้น ในที่สุดมันก็กินอย่างเอร็ดอร่อยทีเดียว
ฉันยืนกอดอกมองภาพแมวที่กำลังกินอาหารที่ฉันหามาให้อย่างมีความสุข เพิ่งได้รู้กับตัวเองว่าการไล่แมวกับการให้อาหารแมวนั้นมันให้ความสุขทางใจที่แตกต่างกันมากกขนาดนี้เอง
ต่อจากนี้ไปฉันจะมีความสุข... .........................................................................................................
ฉันชอบงานที่ฉันทำ เพราะมันให้โอกาสฉันได้แสดงฝีมือทำงานเพื่อส่วนรวมและมีรายได้มาเลี้ยงตัวเอง งานทั้งหลายนั้นดูช่างท้าทายฉันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ฉันชอบเจ้านาย เพราะเขาให้โอกาสฉันคิดและตัดสินใจลงมือทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเองโดยพยายามตัดเตือนแนะนำเมื่อฉันทำงานผิดพลาด
ฉันชอบเช้าวันจันทร์ เพราะเป็นวันที่ฉันรู้สึกเหมือนทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งสัปดาห์นี้จะต้องดีกว่าสัปดาห์ที่แล้ว
ฉันชอบเช้าวันอังคาร เพราะเป็นวันที่ฉันเพิ่งทำงานไปได้วันเดียว ยังมีอีกหลายวันที่สนุกสนานรออยู่ เพื่อนที่ทำงานยังรอฉันอยู่
ฉันชอบเช้าวันพุธ เพราะเป็นวันที่ฉันเริ่มตื่นขึ้นมาพร้อมความล้าเล็กน้อยและพบว่าเวลาผ่านไปครึ่งทางแล้ว ฉันจะรีบทำงานในเวลาที่เหลือให้ดีที่สุด อีกไม่นานฉันจะได้พักผ่อนวันหยุ ดแล้ว
ฉันชอบเช้าวันพฤหัสบดี เพราะเป็นวันที่ฉันเห็นความคืบหน้าของงานในสัปดาห์นี้มากมาย หากฉันไม่จัดการงานพวกนี้ บริษัทและทุกคนในบริษัทคงลำบากมากฉันรู้ว่าฉันมีส่วนร่วมในการผลักดันบริษัทของฉัน
ฉันชอบเช้าวันศุกร์ เพราะฉันจะให้กำลังใจตัวเองว่านี่คือวันทำงานวันสุดท้ายแล้วฉันจะจัดการทุกสิ่งไม่ให้คั่งค้างเพื่อให้พรุ่งนี้และมะรืนนี้เป็นวันหยุดที่แสนสบาย
ฉันชอบเช้าวันเสาร์ เพราะฉันจะตื่นมาพร้อมกับเสียงหัวเราะของเด็กบ้านใกล้ๆที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ฟังดูสดชื่นมีชีวิตชีวา จากนั้นฉันจะเริ่มทำความสะอาดบ้านและมองดูบ้านที่สะอาดขึ้นทีละน้อยอย่างภูมิใจ
ฉันชอบเช้าวันอาทิตย์ เพราะฉันจะตื่อนแต่เช้าเช่นกันเพื่อเตรียมหุงหาอาหารใส่บาตรพระที่ผ่านมาหน้าหมู่บ้าน จากนั้นฉันจะไปซื้อของและกลับมาพักผ่อนที่บ้าน รอคอยสัปดาห์ใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น
ฉันชอบวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพราะมันทำให้ฉันมีเวลาส่วนตัวให้ตัวเองและครอบครัวมากขึ้น
ฉันชอบรถติด เพราะมันทำให้ฉันเพลิดเพลินกับการฟังเพลงวิทยุช่องโปรดและเหม่อมองสิ่งต่างๆรอบตัวนานขึ้น
ฉันชอบรถเมล์ เพราะฉันมองเห็นคนมากมายที่กำลังร่วมทางกันอยู่บนรถคันเดียวกัน แต่ละวันที่ได้พบกับผู้คนบนรถเมล์ฉันมักจะได้แง่คิดดีๆ จากการเงี่ยหูฟังพวกเขาคุยกันอยู่เสมอ
ฉันชอบบ้านเช่าที่ฉันอยู่ เพราะมันดูกะทัดรัดดูแลทำความสะอาดได้ง่าย มีเพื่อนบ้านมากมายคอยช่วยเป็นหูเป็นตาให้
ฉันชอบบ้านเดิมที่ต่างจังหวัด เพราะมันห่างไกลจากความวุ่นวายในเมืองหลวง และฉันมักจะกลับไปพักผ่อนเติมพลังอยู่เสมอเมื่อเหนื่อยล้าจากการใช้ชีวิตในเมือง
ฉันชอบนิยายน้ำเน่า เพราะมันทำให้ฉันผ่อนคลายและได้ล่องลอยไปในโลกความฝันบ้างหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว
ฉันชอบหน้าร้อน เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกถึงชีวิตชีวารอบข้าง เสียงแมลงต่างพากันร้อง นกต่างพากันบินออกหากิน ดอกไม้เบ่งบาน
ฉันชอบหน้าฝน เพราะมันช่างดูอบอุ่นชุ่มเย็น การเฝ้ามองต้นไม้เขียวขจีต้องลมฝนจากใต้ชายคาบ้านฉันเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ
ฉันชอบหน้าหนาว เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกเย็นสบาย ได้หยิบเสื้อหนาวสวยๆในตู้ออกมาใส่จะเดินออกไปไหนมาไหนก็กระชุ่มกระชวย นอนหลับก็สบายไม่ต้องเปิดพัดลม
ฉันชอบมหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนจบมา เพราะมันไม่ค่อยมีชื่อเสียง หากฉันทำงานของฉันจนประสบความสำเร็จฉันจะกลายเป็นบุคคลที่สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยของฉันจะเป็นที่ยอมรับของทุกคน
ฉันชอบคนรักของฉัน เพราะเขาเป็นคนจริงใจพูดตรงไปตรงมา ไม่มีมารยา และทำให้ฉันเรียนรู้ที่จะเอาอกเอาใจเธอ
ฉันชอบกรุงเทพ เพราะที่นี่มีผู้คนมากมาย และมีบทเรียนใหม่ๆ ที่จะคอยสอนใจฉันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เหมือนกับที่มันเคยสอนฉันให้มองโลกอย่างมีความสุขมาแล้ว
ฉันมีความสุข...
การ์ตูน ขายหัวเราะ
ฉบับประจำวันพุธที่ 14-20 กุมภาพันธ์ 2550
ความสุขอยู่ในทุกหนแห่งและอยู่ที่ตัวฉันเอง...อยู่ที่ฉันจะตั้งใจมองหามันในทุกสิ่งรอบข้างเองหรือไม่เท่านั้น...
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เพชรบุรีจัดประกวดหมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรมฯ
from MOPH-ข่าวภูมิภาค by เกษม จันทศร
การประกวดหมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดโรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดระดับจังหวัดเพชรบุรี ประจำปี 2553.
นายแพทย์วัฒนา โรจนวิจิตรกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี ได้อนุมัติการจัดทำโครงการพัฒนาหมู่บ้าน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดโรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตาม วิถีชีวิต ร่วมกับการรับประทานผักผลไม้ ปลอดสารพิษ วันละอย่างน้อยครึ่งกิโลกรัม และลดอาหารไขมันสูง อันจะช่วยลดการป่วยจากโรคเรื้อรัง คือ โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด
และเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2553 นายทวีศักดิ์ วัดอุดม นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี (3) ได้นำคณะกรรมการประกวดหมู่บ้านระดับจังหวัดเพชรบุรี ตามโครงการพัฒนาหมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดโรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดเข้าเยี่ยมหมู่บ้าน เพื่อคัดเลือกหมู่บ้าน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดโรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ในพื้นที่หมู่ 1 บ้านท่าช้างเหนือ ตำบลท่าช้าง อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี และหมู่ 2 บ้านชายนา ตำบลบ้านในดง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี คัดเลือกจำนวน 1 หมู่ เป็นตัวแทนของจังหวัดเพชรบุรีเข้าแข่งขันระดับเขตต่อไป
การประกวดหมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดโรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดระดับจังหวัดเพชรบุรี ประจำปี 2553.
นายแพทย์วัฒนา โรจนวิจิตรกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี ได้อนุมัติการจัดทำโครงการพัฒนาหมู่บ้าน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดโรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตาม วิถีชีวิต ร่วมกับการรับประทานผักผลไม้ ปลอดสารพิษ วันละอย่างน้อยครึ่งกิโลกรัม และลดอาหารไขมันสูง อันจะช่วยลดการป่วยจากโรคเรื้อรัง คือ โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด
และเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2553 นายทวีศักดิ์ วัดอุดม นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี (3) ได้นำคณะกรรมการประกวดหมู่บ้านระดับจังหวัดเพชรบุรี ตามโครงการพัฒนาหมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดโรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดเข้าเยี่ยมหมู่บ้าน เพื่อคัดเลือกหมู่บ้าน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดโรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ในพื้นที่หมู่ 1 บ้านท่าช้างเหนือ ตำบลท่าช้าง อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี และหมู่ 2 บ้านชายนา ตำบลบ้านในดง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี คัดเลือกจำนวน 1 หมู่ เป็นตัวแทนของจังหวัดเพชรบุรีเข้าแข่งขันระดับเขตต่อไป
เปิดสุขศาลา และโรงเรียนนวัตกรรมสุขภาพชุมชนที่กาฬสินธุ์
กาฬสินธุ์ ผู้ ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ทำพิธีเปิดสุขศาลา กาฬสินธุ์ และโรงเรียนนวัตกรรมสุขภาพชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ชาวบ้านและชุมชนผนึกกำลังกันสร้างขึ้นเพื่อคนในชุมชน
เมื่อ วันที่ 26 สิงหาคม 2553 ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 12 นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา ได้เดินทางมาตรวจราชการ ติดตามเยี่ยมให้กำลังใจในการดำเนินงานด้านสาธารณสุขที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ในภาคเช้าเป็นการนำเสนอผลการดำเนินงานในภาพรวมของจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดและคณะให้การต้อนรับ
ใน ภาคบ่ายได้เดินทางไปตรวจราชการและติดตามเยี่ยมที่โรงพยาบาลกมลาไสย สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติโพนงาม และเดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดสุขศาลา กาฬสินธุ์และโรงเรียนนวัตกรรมสุขภาพชุมชนต้นแบบ บ้านธนบุรี หมู่ที่ 5 ต.โพนงาม อ.กมลาไสย ซึ่งสุขศาลาแห่งนี้เป็นความร่วมมือร่วมใจกันทุกภาคส่วนที่ได้เสียสละแรงกาย แรงใจและแรงทรัพย์สร้างขึ้น เพื่อให้เป็นสถานที่ในการบูรณาการงานของชุมชนโดยเฉพาะงานด้านการส่งเสริม สุขภาพป้องกันโรค การบริการเบื้องต้นด้านสุขภาพ โดยมี อสม.ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรมาตรฐาน จำนวน 21 คน เป็นแรงหลักสำคัญในการดำเนินงาน
ใน ส่วนการเปิดโรงเรียนนวัตกรรมสุขภาพชุมชนแห่งนี้ ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบของจังหวัดกาฬสินธุ์ ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมสุขภาพของคนในชุมชน ซึ่งเป็นนโยบายที่กระทรวงสาธารณสุขอยากให้มีขึ้นในทุกจังหวัด
ชาวบ้าน ธนบุรี บอกว่าสุขศาลาและโรงเรียนนวัตกรรมเป็นความต้องการของหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านจะได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นศูนย์รวมการขับเคลื่อนงานต่างๆในชุมชน และจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
งานประชาสัมพันธ์
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
พิทักษ์ กาญจนศร ข่าว
27 สิงหาคม 2553
เมื่อ วันที่ 26 สิงหาคม 2553 ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 12 นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา ได้เดินทางมาตรวจราชการ ติดตามเยี่ยมให้กำลังใจในการดำเนินงานด้านสาธารณสุขที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ในภาคเช้าเป็นการนำเสนอผลการดำเนินงานในภาพรวมของจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดและคณะให้การต้อนรับ
ใน ภาคบ่ายได้เดินทางไปตรวจราชการและติดตามเยี่ยมที่โรงพยาบาลกมลาไสย สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติโพนงาม และเดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดสุขศาลา กาฬสินธุ์และโรงเรียนนวัตกรรมสุขภาพชุมชนต้นแบบ บ้านธนบุรี หมู่ที่ 5 ต.โพนงาม อ.กมลาไสย ซึ่งสุขศาลาแห่งนี้เป็นความร่วมมือร่วมใจกันทุกภาคส่วนที่ได้เสียสละแรงกาย แรงใจและแรงทรัพย์สร้างขึ้น เพื่อให้เป็นสถานที่ในการบูรณาการงานของชุมชนโดยเฉพาะงานด้านการส่งเสริม สุขภาพป้องกันโรค การบริการเบื้องต้นด้านสุขภาพ โดยมี อสม.ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรมาตรฐาน จำนวน 21 คน เป็นแรงหลักสำคัญในการดำเนินงาน
ใน ส่วนการเปิดโรงเรียนนวัตกรรมสุขภาพชุมชนแห่งนี้ ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบของจังหวัดกาฬสินธุ์ ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมสุขภาพของคนในชุมชน ซึ่งเป็นนโยบายที่กระทรวงสาธารณสุขอยากให้มีขึ้นในทุกจังหวัด
ชาวบ้าน ธนบุรี บอกว่าสุขศาลาและโรงเรียนนวัตกรรมเป็นความต้องการของหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านจะได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นศูนย์รวมการขับเคลื่อนงานต่างๆในชุมชน และจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
งานประชาสัมพันธ์
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
พิทักษ์ กาญจนศร ข่าว
27 สิงหาคม 2553
สธ.เตือน ภัย “เด็กเล็ก” ระวังโรคปอดบวมหน้าฝน ปีนี้พบป่วยแล้วกว่า 3 หมื่นคน เสียชีวิต 17 คน ให้ระวังใกล้ชิดเด็ก 4 กลุ่มพิเศษ หากป่วยแล้วมีอันตรายสูง แนะหากเด็กเป็นไข้หวัด อาการไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห
from MOPH-ข่าวเพื่อสื่อมวลชน by สำนักสารนิเทศ
รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตือนภัยเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ระวังเป็นโรคปอดบวม แนะหากมีเด็กป่วยเป็นไข้หวัด 1 สัปดาห์ แล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการรุนแรง ยังมีไข้สูง ไอ หายใจหอบ ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที ชี้โรคนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 1 ของโรคติดเชื้อทั้งหมด ปีนี้พบเด็กป่วยแล้วกว่า 3 หมื่นคน เสียชีวิต 17 คน สาเหตุเกิดจากเชื้อโรคหลายชนิด กลุ่มเด็กที่เสี่ยงต้องใสใจพิเศษ 4 กลุ่ม ได้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ เด็กขาดสารอาหาร น้ำหนักตัวน้อย และเด็กที่เป็นหัวใจพิการแต่กำเนิด หากป่วยอาการจะรุนแรง ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากสภาพที่มีฝนตกชุก ในช่วงนี้ อากาศมีความชื้นสูง จะทำให้ประชาชนป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ที่น่าห่วงก็คือโรคปอดบวม ซึ่งโรคนี้เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของโรคติดเชื้อทั้งหมด มักพบผู้ป่วยมากในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกันยายน และพบได้บ่อยในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในแต่ละปีมีเด็กทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคปอดบวมกว่า 2 ล้านคน สำหรับประเทศไทยจากการเฝ้าระวังโรคในปี 2552 ทั่วประเทศมีเด็กป่วย 62,852 คน เสียชีวิต 60 คน ในปี 2553 ตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม พบเด็กป่วยแล้ว 32,925 คน เสียชีวิต 17 คน ดร.พรรณสิริกล่าวว่า ขอให้ผู้ปกครองระมัดระวังดูแลเด็กๆอย่างใกล้ชิดในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะเด็ก 4 กลุ่ม ขอให้ดูแลเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ เด็กที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย เด็กขาดสารอาหาร และเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เพราะหากป่วยเป็นโรคปอดบวมแล้วจะมีอันตรายมาก อาจเสียชีวิตได้ เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้มีภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าเด็กปกติทั่วไปมาก ทางด้านนายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคปอดบวมเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อได้หลายชนิด เช่นแบคทีเรียและเชื้อไวรัส ซึ่งเกิดได้ทั้งจากการติดเชื้อที่ปอดโดยตรง หรือเกิดตามหลังอาการหวัดหรือเชื้อไปตามกระแสเลือดจากการป่วยมาก่อน โดยสาเหตุของโรคปอดบวมในเด็ก เกือบครึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเช่นกลุ่มไข้หวัดใหญ่ ที่เหลือเป็นแบคทีเรีย ที่พบบ่อยคือเชื้อสเตรปโตคอคคัส นิวโมเนอี (Streptococcus pneumoniae) และฮีโมฟิลัส อินฟลูเอ็นซาอี (Haemophilus influenzae ) ซึ่งบางครั้งอาจเกิดเป็นภาวะแทรกซ้อนร่วมกันได้ หากเด็กเล็กไม่สบาย พ่อแม่จะต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพราะเด็กยังไม่สามารถบอกอาการได้เหมือนผู้ใหญ่ วิธีการดูแลเด็กที่เป็นหวัด ขอให้เด็กดื่มน้ำหรือกินนมบ่อยๆ ให้เด็กนอนพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่ย่อยง่าย หากมีไข้ให้เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำธรรมดา และอาจให้กินยาลดไข้พาราเซตามอล นายแพทย์มานิตกล่าวต่อว่า โดยปกติเด็กที่เป็นหวัดเกือบทั้งหมด เกิดจากเชื้อไวรัส อาการจะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ โดยหลังจากวันที่ 3 อาการควรจะเริ่มดีขึ้น ไข้ลดลง อาจไอต่อไปได้อีก 1-2 สัปดาห์ แต่หากเด็กยังไม่ดีขึ้น และมีอาการต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสัญญานของอาการปอดบวม ได้แก่ มีไข้สูง เด็กมีอาการซึมลง ไม่กินน้ำกินนม ไอมีเสมหะ หายใจหอบเร็ว หรือหายใจมีเสียงดังฮื๊ดหรือเสียงหวีด หายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม ให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที เพื่อรักษาตั้งแต่ระยะแรก อันตรายต่างๆจะน้อยลง ทั้งนี้ประชาชนสามารถเพิ่มภูมิต้านทานโรคให้เด็กได้ตามธรรมชาติ โดยให้หญิงหลังคลอด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ติดต่อกัน 6 เดือน เด็กจะได้รับภูมิต้านทานจากแม่ผ่านทางน้ำนม จะไม่เจ็บป่วยง่าย ส่วนการป้องกันโดยทั่วๆไป มีข้อแนะนำ ในช่วงที่มีอากาศเย็น ขอให้สวมเสื้อผ้าหนาๆให้เด็ก หลีกเลี่ยงพาเด็กเข้าไปในสถานที่แออัด เช่นศูนย์การค้า ตลาดสด เนื่องจากเสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย ให้ล้างมือบ่อยๆ ใช้ผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอจาม หลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กคลุกคลีกับกับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด หรือมีอาการไอ เป็นต้น นอกจากนี้เชื้อโรคบางชนิดเช่น ไข้หวัดใหญ่ มีวัคซีนป้องกันโรคได้ โดยกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดบริการฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับเด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี สามารถรับบริการได้ฟรีที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่บัดนี้ จนถึง 31 ตุลาคม 2553 นายแพทย์มานิตกล่าว ****************************** 29 สิงหาคม 2553
รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตือนภัยเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ระวังเป็นโรคปอดบวม แนะหากมีเด็กป่วยเป็นไข้หวัด 1 สัปดาห์ แล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการรุนแรง ยังมีไข้สูง ไอ หายใจหอบ ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที ชี้โรคนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 1 ของโรคติดเชื้อทั้งหมด ปีนี้พบเด็กป่วยแล้วกว่า 3 หมื่นคน เสียชีวิต 17 คน สาเหตุเกิดจากเชื้อโรคหลายชนิด กลุ่มเด็กที่เสี่ยงต้องใสใจพิเศษ 4 กลุ่ม ได้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ เด็กขาดสารอาหาร น้ำหนักตัวน้อย และเด็กที่เป็นหัวใจพิการแต่กำเนิด หากป่วยอาการจะรุนแรง ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากสภาพที่มีฝนตกชุก ในช่วงนี้ อากาศมีความชื้นสูง จะทำให้ประชาชนป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ที่น่าห่วงก็คือโรคปอดบวม ซึ่งโรคนี้เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของโรคติดเชื้อทั้งหมด มักพบผู้ป่วยมากในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกันยายน และพบได้บ่อยในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในแต่ละปีมีเด็กทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคปอดบวมกว่า 2 ล้านคน สำหรับประเทศไทยจากการเฝ้าระวังโรคในปี 2552 ทั่วประเทศมีเด็กป่วย 62,852 คน เสียชีวิต 60 คน ในปี 2553 ตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม พบเด็กป่วยแล้ว 32,925 คน เสียชีวิต 17 คน ดร.พรรณสิริกล่าวว่า ขอให้ผู้ปกครองระมัดระวังดูแลเด็กๆอย่างใกล้ชิดในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะเด็ก 4 กลุ่ม ขอให้ดูแลเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ เด็กที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย เด็กขาดสารอาหาร และเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เพราะหากป่วยเป็นโรคปอดบวมแล้วจะมีอันตรายมาก อาจเสียชีวิตได้ เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้มีภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าเด็กปกติทั่วไปมาก ทางด้านนายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคปอดบวมเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อได้หลายชนิด เช่นแบคทีเรียและเชื้อไวรัส ซึ่งเกิดได้ทั้งจากการติดเชื้อที่ปอดโดยตรง หรือเกิดตามหลังอาการหวัดหรือเชื้อไปตามกระแสเลือดจากการป่วยมาก่อน โดยสาเหตุของโรคปอดบวมในเด็ก เกือบครึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเช่นกลุ่มไข้หวัดใหญ่ ที่เหลือเป็นแบคทีเรีย ที่พบบ่อยคือเชื้อสเตรปโตคอคคัส นิวโมเนอี (Streptococcus pneumoniae) และฮีโมฟิลัส อินฟลูเอ็นซาอี (Haemophilus influenzae ) ซึ่งบางครั้งอาจเกิดเป็นภาวะแทรกซ้อนร่วมกันได้ หากเด็กเล็กไม่สบาย พ่อแม่จะต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพราะเด็กยังไม่สามารถบอกอาการได้เหมือนผู้ใหญ่ วิธีการดูแลเด็กที่เป็นหวัด ขอให้เด็กดื่มน้ำหรือกินนมบ่อยๆ ให้เด็กนอนพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่ย่อยง่าย หากมีไข้ให้เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำธรรมดา และอาจให้กินยาลดไข้พาราเซตามอล นายแพทย์มานิตกล่าวต่อว่า โดยปกติเด็กที่เป็นหวัดเกือบทั้งหมด เกิดจากเชื้อไวรัส อาการจะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ โดยหลังจากวันที่ 3 อาการควรจะเริ่มดีขึ้น ไข้ลดลง อาจไอต่อไปได้อีก 1-2 สัปดาห์ แต่หากเด็กยังไม่ดีขึ้น และมีอาการต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสัญญานของอาการปอดบวม ได้แก่ มีไข้สูง เด็กมีอาการซึมลง ไม่กินน้ำกินนม ไอมีเสมหะ หายใจหอบเร็ว หรือหายใจมีเสียงดังฮื๊ดหรือเสียงหวีด หายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม ให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที เพื่อรักษาตั้งแต่ระยะแรก อันตรายต่างๆจะน้อยลง ทั้งนี้ประชาชนสามารถเพิ่มภูมิต้านทานโรคให้เด็กได้ตามธรรมชาติ โดยให้หญิงหลังคลอด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ติดต่อกัน 6 เดือน เด็กจะได้รับภูมิต้านทานจากแม่ผ่านทางน้ำนม จะไม่เจ็บป่วยง่าย ส่วนการป้องกันโดยทั่วๆไป มีข้อแนะนำ ในช่วงที่มีอากาศเย็น ขอให้สวมเสื้อผ้าหนาๆให้เด็ก หลีกเลี่ยงพาเด็กเข้าไปในสถานที่แออัด เช่นศูนย์การค้า ตลาดสด เนื่องจากเสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย ให้ล้างมือบ่อยๆ ใช้ผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอจาม หลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กคลุกคลีกับกับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด หรือมีอาการไอ เป็นต้น นอกจากนี้เชื้อโรคบางชนิดเช่น ไข้หวัดใหญ่ มีวัคซีนป้องกันโรคได้ โดยกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดบริการฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับเด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี สามารถรับบริการได้ฟรีที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่บัดนี้ จนถึง 31 ตุลาคม 2553 นายแพทย์มานิตกล่าว ****************************** 29 สิงหาคม 2553
มาตรฐานแห่งความดีความชั่ว
ท่านอาจารย์ วศิน อินทสระ
อะไรคือความดี? อะไรคือความชั่ว?
เป็น ปัญหาทางจริยศาสตร์
ซึ่งนักปราชญ์ทางนี้ได้ถกเถียงกันเป็นอันมากและตกลงกันไม่ค่อยได้
เพราะมีขอบเขตกว้างขวางมาก
อะไรคือคุณธรรม? ก็เป็นปัญหาที่ตอบยากเช่นเดียวกัน
นักปราชญ์ทั้งหลาย แม้เป็นถึงศาสดาผู้ตั้งศาสนาที่มีคนนับถือทั่วโลก
ก็ยังบัญญัติคุณธรรมไว้ไม่ตรงกัน ยิ่งหย่อน กว้างแคบกว่ากัน
ความชั่วกับความผิด เป็นอันเดียวกันหรือไม่
ความดีกับความถูกต้อง เป็นอย่างเดียวกันหรือต่างกัน
หมายความว่า ความถูกต้องอาจไม่เป็น ความดีเสมอไปหรืออย่างไร?
นี่ก็เป็นปัญหาทางจริยศาสตร์เช่นเดียวกัน
คนส่วนมากมักถือเอาความสุข
ความสมปรารถนาในชีวิตปัจจุบันเป็นมาตรฐานวัดความดี
คือความดีต้องมีผลออกมาเป็นความสุข ความสมปรารถนา
เป็น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ส่วนความชั่วต้องมีผลตรงกันข้าม
แต่ในความ เป็นจริงแล้วไม่แน่เสมอไป
ดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนที่ว่าด้วยผลภายในผลภายนอกที่ว่านี้
หมายถึงผลของกรรมนั้นโดยตรง
ในแง่ของพระพุทธเจ้าทรงให้แนวคิดไว้ว่า
“กรรมใดทำแล้วไม่เดือดร้อนภายหลัง กรรมนั้นดี
บุคคลทำกรรมใดแล้ว เดือดร้อนภายหลังกรรมนั้นไม่ดี”
ตามแง่นี้ เราจะมองเห็นความจริงอย่างหนึ่งว่า
คนทำชั่วบางคนได้รับความสุข เพราะการทำชั่วนั้นในเบื้องต้น
ถ้าเขาเพลิดเพลินในการทำชั่วนั้นต่อไป ไม่รีบเลิกเสีย
เขาจะต้องได้รับความทุกข์ในตอนปลาย
ส่วนคนทำความดีบางคน ได้รับความทุกข์ในเบื้องต้น
แต่ถ้าเขามั่นอยู่ในความดีนั้นต่อไป ไม่ยอมเลิกทำความดี
เขาย่อมต้องได้รับความสุขในเบื้องปลาย
ตรงกับข้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
“เมื่อกรรมชั่วยังไม่ให้ผล คนชั่วอาจ เห็นกรรมชั่วเป็นกรรมดี
แต่เมื่อกรรมชั่วให้ผล เขาย่อมเห็นกรรมชั่วว่าเป็นกรรมชั่ว
ส่วนคนดี อาจเห็นกรรมดีเป็นกรรมชั่ว เมื่อกรรมดียังไม่ให้ผล
แต่เมื่อใดกรรมดีให้ผล เมื่อนั้นเขาย่อมเห็นกรรมดีเป็นกรรมดี”
โดยนัยดังกล่าวนี้ ถ้ามองกรรมและผลของกรรมในสายสั้น
อาจทำความไขว้เขวบ้างในบางเรื่อง
แต่ถ้ามองในสายยาว จะเห็นถูกต้องทุกเรื่องไป
ความเป็นไปในชีวิตคน เป็นปฏิกิริยาแห่งกรรมของเขาทั้งสิ้น
ถ้ามองในสายสั้นก็จะยังไม่เห็น แต่ถ้าเรามองเหตุผลสายยาวก็จะเห็น
ทฤษฎีเรื่องการเกิดใหม่ (อันเป็นเหตุผลของกรรมในสายยาว)
จึงต้องควบคู่กันไปกับเรื่องกฎแห่งกรรม แยกจากกันไม่ได้
เพราะถ้าแยกจากกันเมื่อไร
บุคคลก็จะมองเห็นเหตุผลในเรื่องกรรมเพียงสายสั้นเท่านั้น
สมมติว่า วันหนึ่งเป็นชาติหนึ่ง เหตุการณ์ในวันนี้
อาจเกี่ยวโยงไปถึงเหตุการณ์ในอีกร้อยวันข้างหน้า
เหตุการณ์เมื่อร้อยวันก่อน อาจเกี่ยวโยงมาถึงเหตุการณ์ในวันนี้
ในทำนองเดียวกัน เหตุการณ์เมื่อพันชาติมาแล้ว
อาจมาเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ในชาตินี้
คนสามัญอาจงง แต่ท่านผู้ได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณเห็นเป็นเรื่องธรรมดา
เหมือนกับเรารู้ว่า เมื่อ ๒๐ ปี ก่อน
เราเรียนหนังสือมาอย่างไร เราจึงมามีความรู้อยู่อย่างวันนี้
ในเหตุผลสายสั้น คนขโมยเงินย่อมได้เงิน
เงินมันไม่ได้ทักท้วงใครว่าถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว
ถ้ามองกันเพียงวันเดียว อาจเห็นการขโมยเป็นทางดี
เพราะได้เงินมาจับจ่ายใช้สอยหาความสุขสำราญได้
แต่ผลที่ตามมาอีกชั้นหนึ่ง คือความเดือดร้อนใจของผู้ขโมยนั่นเอง
ซึ่งจะต้องมีอยู่อย่างแน่ๆ ไม่ต้องสงสัย
และถ้าเจ้าทรัพย์หรือตำรวจจับได้ เขาต้องได้รับโทษตามกฎหมาย
อาจติดคุกหรือถูกประหารชีวิต บางทีในขณะที่เขาได้รับโทษนั้น
เขากำลังประกอบกรรมดีบางอย่างอยู่
ระยะเวลาห่างจากวันที่เขา ขโมยถึง ๒๕๐-๓๐๐ วัน หรือ ๒-๓ ปีก็ได้
๙-๑๐ ปีก็ได้ นี่คือตัวอย่าง ที่พอมองเห็นกันได้
อนึ่ง ความเกี่ยวข้องระหว่างบุคคลในทางดีหรือไม่ดี
ทางเกื้อหนุนหรือเบียดเบียน ตัวเขาเองนั่นแหละเป็นคนรู้
เพราะความเกี่ยวข้องเหล่านั้นถูกเก็บรวบรวมไว้ในวิญญาณ
อันท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏตราบเท่าที่กิเลสยังมีอยู่
เมื่อเจอกันเข้าในชาติใดชาติหนึ่ง
ความรู้สึกของวิญญาณย่อมบอกให้เรารู้ว่าเคยเป็นมิตรเป็นศัตรูกันมาอย่างไร
มาตรฐานเครื่องตัดสินกรรมดีกรรมชั่วอีกอย่างหนึ่งตามแง่ของพระพุทธเจ้า
คือ กรรมใด ทำแล้ว ทำให้กิเลสพอกพูนขึ้น กรรมนั้นเป็นกรรมชั่ว
ส่วนกรรมใดทำแล้วเป็นไป เพื่อความขัดเกลากิเลส
ทำให้กิเลสเบาบางลง กรรมนั้นเป็นกรรมดี
กล่าวให้ชัด อีกหน่อยหนึ่งว่า ทำอย่างใดพูดอย่างใด และคิดอย่างใด
ทำให้ โลภ โกรธ หลง เพิ่มพูนขึ้นในสันดานหรือในจิต อันนั้นเป็นกรรมชั่ว
ส่วน กรรมดีก็ตรงกันข้าม
มาตรฐานนี้ค่อนข้างสูงหน่อย พ้นจากสำนึกของคนสามัญ
กล่าวคือ คนทั่วไปไม่ค่อยนึกในแง่นี้
เมื่อเอาลักษณะ ตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการมาพิจารณาก็จะยิ่งเห็นชัดขึ้นว่า
มาตรฐานแห่งความ ดีของพระพุทธองค์นั้นอยู่ที่การลดโลภ โกรธ หลง
ยิ่งลดได้มากเท่าใด ยิ่งดี มากเท่านั้น ลดได้หมดเกลี้ยงก็ดีถึงที่สุด
ทรงแสดงลักษณะตัดสิน ธรรมวินัย ๘ ประการ แก่พระนางมหาปชาบดีภิกษุณีไว้ดังนี้
๑ ธรรม ใดเป็นไปเพื่อ :-
๑. ความกำหนัด (สราคะ)
๒. การประกอบตนอยู่ในทุกข์ (สังโยคะ)
๓. สะสมกิเลส (อาจยะ)
๔. ความมักใหญ่ อยากใหญ่ (มหิจฉตา)
๕. ความไม่สันโดษ (อสันตุฏฐิตา)
๖. ความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ (สังคณิกา)
๗. ความเกียจคร้าน (โกสัชชะ)
๘. ความเลี้ยงยาก (ทุพภรตา)
ทั้ง ๘ นี้ พึงทราบเถิดว่า ไม่ใช่ ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา
ส่วนธรรมใด เป็นไปเพื่อ :-
๑. ความคลายกำหนัด (วิราคะ)
๒. การไม่ประกอบตนไว้ในกองกิเลส (วิสังโยคะ)
๓. การไม่สะสมกองกิเลส (อปจยะ)
๔. ความปรารถนาน้อย (อัปปิจฉตา)
๕. ความสันโดษ (สันตุฏฐิตา)
๖. การไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ (อสังคณิกา)
๗. ความไม่เกียจคร้าน คือความเพียรติดต่อสม่ำเสมอ (วิริยารัมภะ )
๘. ความเลี้ยงง่าย (สุภรตา)
พึงทราบเถิดว่า ทั้ง ๘ นี้เป็น ธรรม เป็นวินัย เป็นคำสอนของพระศาสดา
เมื่อเอาลักษณะ ทั้ง ๘ ประการนี้มาตัดสินว่า อะไรดี อะไรชั่ว
อะไรควรเว้น อะไรควรทำ
แล้วจะเห็นว่ามาตรฐานแห่งกรรมดีของพระพุทธองค์นั้นอยู่ในระดับสูง
และเป็นการแน่นอนว่า ความดีเช่นนี้ย่อมมีจุดจบในตัวเอง
คือไม่ใช่ความดีเพื่อ ลาภ ยศ ชื่อเสียง หรือเพื่อจุดมุ่งหมายอื่น
แต่เป็นความดีเพื่อความดี ความดีเพื่อพ้นจากความวนเวียนในสังสารวัฏ
เพราะถือว่าการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนั้น แม้จะเกิดดีเพียงไร
ก็ยังเจืออยู่ด้วยทุกข์ ต่างกัน แต่เพียงรูปแบบของความทุกข์เท่านั้น
แต่ในเนื้อหาแล้วเป็นความทุกข์เหมือนกัน เช่นชาวนาก็ทุกข์อย่างชาวนา
พ่อค้า ข้าราชการ พระมหากษัตริย์ พระสงฆ์ ล้วนแต่ต้องทุกข์ในรูปแบบของตนๆ
ในความหมายอย่างสูง ที่ว่า “ความดีเพื่อความดี” นี้
ทำให้เราเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้นซึ่งพระพุทธ ภาษิตที่ว่า
“ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาป กํ”
การทำดี คือการกระทำที่ประกอบด้วย คุณธรรม เช่น เมตตา กรุณา
ความเสียสละ ความเอื้อเฟื้อฯ
สิ่งที่เขาจะได้รับอย่างแน่นอน คือ คุณธรรมที่เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เขาทำ
นั่นคือ การได้ดี ใจของเขาย่อมสูงขึ้น
สะอาด สว่างขึ้นตามสัดส่วนแห่งคุณธรรมที่เพิ่มขึ้น
เสียงสรรเสริญ ก็ไม่ใช่เครื่องวัดความดีที่แน่นอนเสมอไป
ในหมู่โจรย่อมสรรเสริญโจรที่เก่งกล้า อันธพาลที่สามารถคุม
อันธพาลด้วยกันได้ย่อมได้รับเสียงสรรเสริญจากกลุ่มอันธพาลด้วยกัน
บัณฑิต ย่อมได้รับเสียงสรรเสริญจากหมู่บัณฑิต แต่ได้รับเสียงติเตียนจากหมู่คนพาล
ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้รับสรรเสริญ จึงต้องพิจารณาดูก่อนว่าใครเป็นผู้สรรเสริญ
ถ้าบัณฑิตสรรเสริญก็เชื่อได้ว่าเสียงสรรเสริญนั้นมาจากคุณธรรมหรือ การทำความดี
การทำชั่ว คือ การกระทำที่ไร้คุณธรรม ที่ว่าได้ ชั่วก็เพราะมีนิสัยชั่วเกิดขึ้นในจิต
ถ้าทำบ่อยๆ นิสัยชั่วก็พอกพูนขึ้น เรื่อยๆ
จนเกาะแน่นเป็นลักษณะนิสัยของผู้นั้นยากที่จะแก้ไขได้
เหมือนดินพอกหางหมู ความชั่วหรือนิสัยชั่วที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ นั้น
ย่อมชักนำเขาไปใน ทางที่ชั่ว
ในที่สุดเขาก็จะพบกับหายนะอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
เพราะ วิบากชั่วซึ่งแฝงอยู่ในจิตของเขานั่นเองจะคอยกระซิบ
กระตุ้นเตือนให้บุคคล ผู้นั้นคิด พูด กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันจะนำไปสู่ผลร้าย
คือทำให้เขาตัดสิน ใจผิด ก้าวผิด เมื่อถึงคราวที่กรรมจะให้ผล
เพราะวิบากแก่กล้าสุกรอบแล้วนั้น
แม้คนมีปัญญาก็อับปัญญา ซึ่งท่านเปรียบว่า
นกแร้งมีสายตาไกลสามารถมองเห็นซากศพได้เป็นร้อยๆโยชน์
แต่พอถึงคราวเคราะห์ (ถึงคราวกรรมจะ ให้ผล) บ่วงอยู่ใกล้ก็มองไม่เห็น
เดินเข้าไปติดบ่วงจนได้ ตรงกันข้าม ถ้าถึงคราวกรรมดีจะให้ผล
วิบากแห่งกรรมซึ่งสั่งสมอยู่ในจิต
ย่อมบันดาลให้เขาทำ พูด คิดไปในทางที่ถูกอันจะนำไปสู่ผลดีอันนั้น
พิจารณาในแง่นี้แล้ว ควรเว้นกรรมชั่ว สั่งสมแต่กรรมดี
เพื่อจะได้ มีวิบากอันดี อยู่ในจิต นี่คือ การทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
ย้ำอีกทีว่า คนประพฤติกระทำ อย่างใดย่อมได้ความเป็นอย่างนั้นขึ้นในตน
เช่น หัดเป็นโจรเป็นนักเลง ย่อม ได้ความเป็นโจรเป็นนักเลงขึ้นในตน
หัดเป็นคนดีในทางไหน ย่อมได้ความเป็นคนดี ในทางนั้นขึ้นในตน
ด้วยเหตุนี้ คนที่มีความปรารถนาจะเป็นอย่างใด
แล้วเริ่มหัดประพฤติกระทำอยู่เสมอๆ เขาย่อมได้เป็นอย่างนั้นแน่นอน
ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เร็วหรือช้าสุดแล้วแต่คุณสมบัตินั้น
จะสุกรอบหรือ ก่กล้า (Maturation) เมื่อใด
นี่คือคำอธิบายพระพุทธภาษิตที่ว่า
บุคคลทำกรรมเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ย่อมต้องรับมรดกแห่งกรรมนั้น
ที่มา...หนังสือ หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด (ท่านอาจารย์ วศิน อินทสระ)
อะไรคือความดี? อะไรคือความชั่ว?
เป็น ปัญหาทางจริยศาสตร์
ซึ่งนักปราชญ์ทางนี้ได้ถกเถียงกันเป็นอันมากและตกลงกันไม่ค่อยได้
เพราะมีขอบเขตกว้างขวางมาก
อะไรคือคุณธรรม? ก็เป็นปัญหาที่ตอบยากเช่นเดียวกัน
นักปราชญ์ทั้งหลาย แม้เป็นถึงศาสดาผู้ตั้งศาสนาที่มีคนนับถือทั่วโลก
ก็ยังบัญญัติคุณธรรมไว้ไม่ตรงกัน ยิ่งหย่อน กว้างแคบกว่ากัน
ความชั่วกับความผิด เป็นอันเดียวกันหรือไม่
ความดีกับความถูกต้อง เป็นอย่างเดียวกันหรือต่างกัน
หมายความว่า ความถูกต้องอาจไม่เป็น ความดีเสมอไปหรืออย่างไร?
นี่ก็เป็นปัญหาทางจริยศาสตร์เช่นเดียวกัน
คนส่วนมากมักถือเอาความสุข
ความสมปรารถนาในชีวิตปัจจุบันเป็นมาตรฐานวัดความดี
คือความดีต้องมีผลออกมาเป็นความสุข ความสมปรารถนา
เป็น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ส่วนความชั่วต้องมีผลตรงกันข้าม
แต่ในความ เป็นจริงแล้วไม่แน่เสมอไป
ดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนที่ว่าด้วยผลภายในผลภายนอกที่ว่านี้
หมายถึงผลของกรรมนั้นโดยตรง
ในแง่ของพระพุทธเจ้าทรงให้แนวคิดไว้ว่า
“กรรมใดทำแล้วไม่เดือดร้อนภายหลัง กรรมนั้นดี
บุคคลทำกรรมใดแล้ว เดือดร้อนภายหลังกรรมนั้นไม่ดี”
ตามแง่นี้ เราจะมองเห็นความจริงอย่างหนึ่งว่า
คนทำชั่วบางคนได้รับความสุข เพราะการทำชั่วนั้นในเบื้องต้น
ถ้าเขาเพลิดเพลินในการทำชั่วนั้นต่อไป ไม่รีบเลิกเสีย
เขาจะต้องได้รับความทุกข์ในตอนปลาย
ส่วนคนทำความดีบางคน ได้รับความทุกข์ในเบื้องต้น
แต่ถ้าเขามั่นอยู่ในความดีนั้นต่อไป ไม่ยอมเลิกทำความดี
เขาย่อมต้องได้รับความสุขในเบื้องปลาย
ตรงกับข้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
“เมื่อกรรมชั่วยังไม่ให้ผล คนชั่วอาจ เห็นกรรมชั่วเป็นกรรมดี
แต่เมื่อกรรมชั่วให้ผล เขาย่อมเห็นกรรมชั่วว่าเป็นกรรมชั่ว
ส่วนคนดี อาจเห็นกรรมดีเป็นกรรมชั่ว เมื่อกรรมดียังไม่ให้ผล
แต่เมื่อใดกรรมดีให้ผล เมื่อนั้นเขาย่อมเห็นกรรมดีเป็นกรรมดี”
โดยนัยดังกล่าวนี้ ถ้ามองกรรมและผลของกรรมในสายสั้น
อาจทำความไขว้เขวบ้างในบางเรื่อง
แต่ถ้ามองในสายยาว จะเห็นถูกต้องทุกเรื่องไป
ความเป็นไปในชีวิตคน เป็นปฏิกิริยาแห่งกรรมของเขาทั้งสิ้น
ถ้ามองในสายสั้นก็จะยังไม่เห็น แต่ถ้าเรามองเหตุผลสายยาวก็จะเห็น
ทฤษฎีเรื่องการเกิดใหม่ (อันเป็นเหตุผลของกรรมในสายยาว)
จึงต้องควบคู่กันไปกับเรื่องกฎแห่งกรรม แยกจากกันไม่ได้
เพราะถ้าแยกจากกันเมื่อไร
บุคคลก็จะมองเห็นเหตุผลในเรื่องกรรมเพียงสายสั้นเท่านั้น
สมมติว่า วันหนึ่งเป็นชาติหนึ่ง เหตุการณ์ในวันนี้
อาจเกี่ยวโยงไปถึงเหตุการณ์ในอีกร้อยวันข้างหน้า
เหตุการณ์เมื่อร้อยวันก่อน อาจเกี่ยวโยงมาถึงเหตุการณ์ในวันนี้
ในทำนองเดียวกัน เหตุการณ์เมื่อพันชาติมาแล้ว
อาจมาเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ในชาตินี้
คนสามัญอาจงง แต่ท่านผู้ได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณเห็นเป็นเรื่องธรรมดา
เหมือนกับเรารู้ว่า เมื่อ ๒๐ ปี ก่อน
เราเรียนหนังสือมาอย่างไร เราจึงมามีความรู้อยู่อย่างวันนี้
ในเหตุผลสายสั้น คนขโมยเงินย่อมได้เงิน
เงินมันไม่ได้ทักท้วงใครว่าถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว
ถ้ามองกันเพียงวันเดียว อาจเห็นการขโมยเป็นทางดี
เพราะได้เงินมาจับจ่ายใช้สอยหาความสุขสำราญได้
แต่ผลที่ตามมาอีกชั้นหนึ่ง คือความเดือดร้อนใจของผู้ขโมยนั่นเอง
ซึ่งจะต้องมีอยู่อย่างแน่ๆ ไม่ต้องสงสัย
และถ้าเจ้าทรัพย์หรือตำรวจจับได้ เขาต้องได้รับโทษตามกฎหมาย
อาจติดคุกหรือถูกประหารชีวิต บางทีในขณะที่เขาได้รับโทษนั้น
เขากำลังประกอบกรรมดีบางอย่างอยู่
ระยะเวลาห่างจากวันที่เขา ขโมยถึง ๒๕๐-๓๐๐ วัน หรือ ๒-๓ ปีก็ได้
๙-๑๐ ปีก็ได้ นี่คือตัวอย่าง ที่พอมองเห็นกันได้
อนึ่ง ความเกี่ยวข้องระหว่างบุคคลในทางดีหรือไม่ดี
ทางเกื้อหนุนหรือเบียดเบียน ตัวเขาเองนั่นแหละเป็นคนรู้
เพราะความเกี่ยวข้องเหล่านั้นถูกเก็บรวบรวมไว้ในวิญญาณ
อันท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏตราบเท่าที่กิเลสยังมีอยู่
เมื่อเจอกันเข้าในชาติใดชาติหนึ่ง
ความรู้สึกของวิญญาณย่อมบอกให้เรารู้ว่าเคยเป็นมิตรเป็นศัตรูกันมาอย่างไร
มาตรฐานเครื่องตัดสินกรรมดีกรรมชั่วอีกอย่างหนึ่งตามแง่ของพระพุทธเจ้า
คือ กรรมใด ทำแล้ว ทำให้กิเลสพอกพูนขึ้น กรรมนั้นเป็นกรรมชั่ว
ส่วนกรรมใดทำแล้วเป็นไป เพื่อความขัดเกลากิเลส
ทำให้กิเลสเบาบางลง กรรมนั้นเป็นกรรมดี
กล่าวให้ชัด อีกหน่อยหนึ่งว่า ทำอย่างใดพูดอย่างใด และคิดอย่างใด
ทำให้ โลภ โกรธ หลง เพิ่มพูนขึ้นในสันดานหรือในจิต อันนั้นเป็นกรรมชั่ว
ส่วน กรรมดีก็ตรงกันข้าม
มาตรฐานนี้ค่อนข้างสูงหน่อย พ้นจากสำนึกของคนสามัญ
กล่าวคือ คนทั่วไปไม่ค่อยนึกในแง่นี้
เมื่อเอาลักษณะ ตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการมาพิจารณาก็จะยิ่งเห็นชัดขึ้นว่า
มาตรฐานแห่งความ ดีของพระพุทธองค์นั้นอยู่ที่การลดโลภ โกรธ หลง
ยิ่งลดได้มากเท่าใด ยิ่งดี มากเท่านั้น ลดได้หมดเกลี้ยงก็ดีถึงที่สุด
ทรงแสดงลักษณะตัดสิน ธรรมวินัย ๘ ประการ แก่พระนางมหาปชาบดีภิกษุณีไว้ดังนี้
๑ ธรรม ใดเป็นไปเพื่อ :-
๑. ความกำหนัด (สราคะ)
๒. การประกอบตนอยู่ในทุกข์ (สังโยคะ)
๓. สะสมกิเลส (อาจยะ)
๔. ความมักใหญ่ อยากใหญ่ (มหิจฉตา)
๕. ความไม่สันโดษ (อสันตุฏฐิตา)
๖. ความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ (สังคณิกา)
๗. ความเกียจคร้าน (โกสัชชะ)
๘. ความเลี้ยงยาก (ทุพภรตา)
ทั้ง ๘ นี้ พึงทราบเถิดว่า ไม่ใช่ ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา
ส่วนธรรมใด เป็นไปเพื่อ :-
๑. ความคลายกำหนัด (วิราคะ)
๒. การไม่ประกอบตนไว้ในกองกิเลส (วิสังโยคะ)
๓. การไม่สะสมกองกิเลส (อปจยะ)
๔. ความปรารถนาน้อย (อัปปิจฉตา)
๕. ความสันโดษ (สันตุฏฐิตา)
๖. การไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ (อสังคณิกา)
๗. ความไม่เกียจคร้าน คือความเพียรติดต่อสม่ำเสมอ (วิริยารัมภะ )
๘. ความเลี้ยงง่าย (สุภรตา)
พึงทราบเถิดว่า ทั้ง ๘ นี้เป็น ธรรม เป็นวินัย เป็นคำสอนของพระศาสดา
เมื่อเอาลักษณะ ทั้ง ๘ ประการนี้มาตัดสินว่า อะไรดี อะไรชั่ว
อะไรควรเว้น อะไรควรทำ
แล้วจะเห็นว่ามาตรฐานแห่งกรรมดีของพระพุทธองค์นั้นอยู่ในระดับสูง
และเป็นการแน่นอนว่า ความดีเช่นนี้ย่อมมีจุดจบในตัวเอง
คือไม่ใช่ความดีเพื่อ ลาภ ยศ ชื่อเสียง หรือเพื่อจุดมุ่งหมายอื่น
แต่เป็นความดีเพื่อความดี ความดีเพื่อพ้นจากความวนเวียนในสังสารวัฏ
เพราะถือว่าการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนั้น แม้จะเกิดดีเพียงไร
ก็ยังเจืออยู่ด้วยทุกข์ ต่างกัน แต่เพียงรูปแบบของความทุกข์เท่านั้น
แต่ในเนื้อหาแล้วเป็นความทุกข์เหมือนกัน เช่นชาวนาก็ทุกข์อย่างชาวนา
พ่อค้า ข้าราชการ พระมหากษัตริย์ พระสงฆ์ ล้วนแต่ต้องทุกข์ในรูปแบบของตนๆ
ในความหมายอย่างสูง ที่ว่า “ความดีเพื่อความดี” นี้
ทำให้เราเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้นซึ่งพระพุทธ ภาษิตที่ว่า
“ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาป กํ”
การทำดี คือการกระทำที่ประกอบด้วย คุณธรรม เช่น เมตตา กรุณา
ความเสียสละ ความเอื้อเฟื้อฯ
สิ่งที่เขาจะได้รับอย่างแน่นอน คือ คุณธรรมที่เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เขาทำ
นั่นคือ การได้ดี ใจของเขาย่อมสูงขึ้น
สะอาด สว่างขึ้นตามสัดส่วนแห่งคุณธรรมที่เพิ่มขึ้น
เสียงสรรเสริญ ก็ไม่ใช่เครื่องวัดความดีที่แน่นอนเสมอไป
ในหมู่โจรย่อมสรรเสริญโจรที่เก่งกล้า อันธพาลที่สามารถคุม
อันธพาลด้วยกันได้ย่อมได้รับเสียงสรรเสริญจากกลุ่มอันธพาลด้วยกัน
บัณฑิต ย่อมได้รับเสียงสรรเสริญจากหมู่บัณฑิต แต่ได้รับเสียงติเตียนจากหมู่คนพาล
ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้รับสรรเสริญ จึงต้องพิจารณาดูก่อนว่าใครเป็นผู้สรรเสริญ
ถ้าบัณฑิตสรรเสริญก็เชื่อได้ว่าเสียงสรรเสริญนั้นมาจากคุณธรรมหรือ การทำความดี
การทำชั่ว คือ การกระทำที่ไร้คุณธรรม ที่ว่าได้ ชั่วก็เพราะมีนิสัยชั่วเกิดขึ้นในจิต
ถ้าทำบ่อยๆ นิสัยชั่วก็พอกพูนขึ้น เรื่อยๆ
จนเกาะแน่นเป็นลักษณะนิสัยของผู้นั้นยากที่จะแก้ไขได้
เหมือนดินพอกหางหมู ความชั่วหรือนิสัยชั่วที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ นั้น
ย่อมชักนำเขาไปใน ทางที่ชั่ว
ในที่สุดเขาก็จะพบกับหายนะอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
เพราะ วิบากชั่วซึ่งแฝงอยู่ในจิตของเขานั่นเองจะคอยกระซิบ
กระตุ้นเตือนให้บุคคล ผู้นั้นคิด พูด กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันจะนำไปสู่ผลร้าย
คือทำให้เขาตัดสิน ใจผิด ก้าวผิด เมื่อถึงคราวที่กรรมจะให้ผล
เพราะวิบากแก่กล้าสุกรอบแล้วนั้น
แม้คนมีปัญญาก็อับปัญญา ซึ่งท่านเปรียบว่า
นกแร้งมีสายตาไกลสามารถมองเห็นซากศพได้เป็นร้อยๆโยชน์
แต่พอถึงคราวเคราะห์ (ถึงคราวกรรมจะ ให้ผล) บ่วงอยู่ใกล้ก็มองไม่เห็น
เดินเข้าไปติดบ่วงจนได้ ตรงกันข้าม ถ้าถึงคราวกรรมดีจะให้ผล
วิบากแห่งกรรมซึ่งสั่งสมอยู่ในจิต
ย่อมบันดาลให้เขาทำ พูด คิดไปในทางที่ถูกอันจะนำไปสู่ผลดีอันนั้น
พิจารณาในแง่นี้แล้ว ควรเว้นกรรมชั่ว สั่งสมแต่กรรมดี
เพื่อจะได้ มีวิบากอันดี อยู่ในจิต นี่คือ การทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
ย้ำอีกทีว่า คนประพฤติกระทำ อย่างใดย่อมได้ความเป็นอย่างนั้นขึ้นในตน
เช่น หัดเป็นโจรเป็นนักเลง ย่อม ได้ความเป็นโจรเป็นนักเลงขึ้นในตน
หัดเป็นคนดีในทางไหน ย่อมได้ความเป็นคนดี ในทางนั้นขึ้นในตน
ด้วยเหตุนี้ คนที่มีความปรารถนาจะเป็นอย่างใด
แล้วเริ่มหัดประพฤติกระทำอยู่เสมอๆ เขาย่อมได้เป็นอย่างนั้นแน่นอน
ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เร็วหรือช้าสุดแล้วแต่คุณสมบัตินั้น
จะสุกรอบหรือ ก่กล้า (Maturation) เมื่อใด
นี่คือคำอธิบายพระพุทธภาษิตที่ว่า
บุคคลทำกรรมเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ย่อมต้องรับมรดกแห่งกรรมนั้น
ที่มา...หนังสือ หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด (ท่านอาจารย์ วศิน อินทสระ)
“จุรินทร์” เผยผลสำรวจในปี 52 พบไอคิวเด็กไทยลดลงเหลือ 91 ซึ่งไอคิวเฉลี่ยสากลอยู่ที่ 90-110 จุด เหตุเพราะขาดไอโอดีน
from MOPH-ข่าวเพื่อสื่อมวลชน by สำนักสารนิเทศ
เร่งออก กฎกระทรวงฯ บังคับเติมไอโอดีนในเกลือตามองค์การอนามัยโลกกำหนด ให้สถานบริการทุกแห่งแจกไอโอดีนหญิงตั้งครรภ์ทุกคนเริ่ม ต.ค.53
วัน ที่ (26 สิงหาคม 2553) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดประชุมผู้ประกอบการผลิตเกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วประเทศประมาณ 300 คน และมอบนโยบายเกลือเสริมไอโอดีนถ้วนหน้า เพื่อคุณภาพชีวิตคนไทย ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ กทม.ว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องไอโอดีนอีกครั้ง เนื่องจากผลสำรวจในปี 2552 พบตัวเลขน่าตกใจว่าเด็กไทยไอคิวต่ำลง เฉลี่ยที่ 91 จุดถือว่าต่ำมาก ซึ่งตามมาตรฐานสากลไอคิวเฉลี่ยอยู่ที่ 90-110 จุด สาเหตุสำคัญองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟสรุปตรงกันว่า คนไทยหรือเด็กไทยขาดไอโอดีน ดังนั้นจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาในกลุ่มเสี่ยง 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ หญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากผลการสุ่มสำรวจระดับไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ซึ่งมีปีละ 8 แสนคน พบภาวะไอโอดีนในปัสสาวะต่ำกว่า 150 ไมโครกรัมต่อลิตร ร้อยละ 59 ในปี 2552 ซึ่งเกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดให้ไม่เกินร้อยละ 50 หากหญิงตั้งครรภ์ขาดไอโอดีน ลูกที่คลอดออกมามีโอกาสเสี่ยงพิการหรือปัญญาอ่อน จึงกำหนดนโยบายชัดเจนว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 เป็นต้นไป กระทรวงสาธารณสุขให้สถานบริการสาธารณสุข ให้ไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ที่ไปฝากครรภ์ ฟรี
กลุ่ม ที่ 2 คือ กลุ่มทารกแรกเกิด ซึ่งมีปีละประมาณ 8 แสนคน จะต้องตรวจเลือดทุกคนเพื่อดูระดับไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งจะมีผลต่อความเฉลียวฉลาด และการเจริญเติบโตของเด็ก หากพบว่าไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ ให้รีบรักษาทันที โดยฮอร์โมนไทรอยด์จะสัมพันธ์กับไอโอดีน และกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มเด็กเล็กจนถึงประชาชนทั่วไป เนื่องจากไอโอดีนมีความจำเป็นสำหรับคนทุกเพศทุกวัย สำหรับเด็กหากโตขึ้นและ ขาดไอโอดีนระดับไอคิวจะพร่อง ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำหนดให้ทุกประเทศเติมไอโอดีนในเกลือ แต่ประเทศไทยยังไม่ได้บังคับ
นาย จุรินทร์กล่าวต่อไปว่า การประชุมในวันนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดี ที่จะมีการบังคับ โดยกระทรวงสาธารณสุขจะออกประกาศบังคับ กำหนดให้เกลือที่ใช้เพื่อการบริโภค ที่จำหน่ายในประเทศไทย ต้องเติมไอโอดีน 30-100 มิลลิกรัมต่อเกลือ 1 กิโลกรัม ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการยกร่างประกาศฯ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนามแล้ว จะมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายใน 180 วัน ดังนั้นโรงงานที่ผลิตเกลือบริโภคทั้งหมดต้องเร่งปรับปรุงในการเสริม ไอโอดีนลงไปด้วยตามมาตรฐานกำหนด ซึ่งจะมีผลให้น้ำปลา ซีอิ้ว ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมกรุบกรอบที่คนไทยบริโภคเป็นจำนวนมาก จะมีไอโอดีนเสริมไปด้วยโดยปริยาย เพราะต้องใช้เกลือผสมไอโอดีนในการผลิต และหากบริษัทผู้ผลิตใดจะเติมไอโอดีนเข้าไปสินค้าด้วย ก็สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้จะสนับสนุนและอนุญาตให้ใช้ตรา“เพิ่มไอโอดีน เพิ่มไอคิว” ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการออกแบบ บรรจุลงไปในถุงได้ต่อไปในอนาคต กระทรวงสาธารณสุขจะเริ่มต้นรณรงค์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อสนับสนุนให้คนไทยทั่วประเทศบริโภคเกลือและอาหารเสริมไอโอดีน แก้ปัญหาไอคิวลดต่ำลงกว่ามาตรฐาน
วันนี้ได้เชิญผู้ประกอบการเกลือทั่วประเทศ โรงงานผลิตน้ำปลา ซีอิ้ว ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาประชุมและรับทราบนโยบาย ทุกโรงงานยินดีที่จะให้ความร่วมมือ ซึ่งหากมีการบังคับใช้เป็นกฎหมายต้องปฏิบัติตาม จะแจ้งให้บริษัททราบล่วง หน้า เพื่อให้มีเวลาในการเตรียมตัว 180 วัน นายจุรินทร์ กล่าว
**************************** 26 สิงหาคม 2553
เร่งออก กฎกระทรวงฯ บังคับเติมไอโอดีนในเกลือตามองค์การอนามัยโลกกำหนด ให้สถานบริการทุกแห่งแจกไอโอดีนหญิงตั้งครรภ์ทุกคนเริ่ม ต.ค.53
วัน ที่ (26 สิงหาคม 2553) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดประชุมผู้ประกอบการผลิตเกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วประเทศประมาณ 300 คน และมอบนโยบายเกลือเสริมไอโอดีนถ้วนหน้า เพื่อคุณภาพชีวิตคนไทย ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ กทม.ว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องไอโอดีนอีกครั้ง เนื่องจากผลสำรวจในปี 2552 พบตัวเลขน่าตกใจว่าเด็กไทยไอคิวต่ำลง เฉลี่ยที่ 91 จุดถือว่าต่ำมาก ซึ่งตามมาตรฐานสากลไอคิวเฉลี่ยอยู่ที่ 90-110 จุด สาเหตุสำคัญองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟสรุปตรงกันว่า คนไทยหรือเด็กไทยขาดไอโอดีน ดังนั้นจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาในกลุ่มเสี่ยง 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ หญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากผลการสุ่มสำรวจระดับไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ซึ่งมีปีละ 8 แสนคน พบภาวะไอโอดีนในปัสสาวะต่ำกว่า 150 ไมโครกรัมต่อลิตร ร้อยละ 59 ในปี 2552 ซึ่งเกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดให้ไม่เกินร้อยละ 50 หากหญิงตั้งครรภ์ขาดไอโอดีน ลูกที่คลอดออกมามีโอกาสเสี่ยงพิการหรือปัญญาอ่อน จึงกำหนดนโยบายชัดเจนว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 เป็นต้นไป กระทรวงสาธารณสุขให้สถานบริการสาธารณสุข ให้ไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ที่ไปฝากครรภ์ ฟรี
กลุ่ม ที่ 2 คือ กลุ่มทารกแรกเกิด ซึ่งมีปีละประมาณ 8 แสนคน จะต้องตรวจเลือดทุกคนเพื่อดูระดับไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งจะมีผลต่อความเฉลียวฉลาด และการเจริญเติบโตของเด็ก หากพบว่าไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ ให้รีบรักษาทันที โดยฮอร์โมนไทรอยด์จะสัมพันธ์กับไอโอดีน และกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มเด็กเล็กจนถึงประชาชนทั่วไป เนื่องจากไอโอดีนมีความจำเป็นสำหรับคนทุกเพศทุกวัย สำหรับเด็กหากโตขึ้นและ ขาดไอโอดีนระดับไอคิวจะพร่อง ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำหนดให้ทุกประเทศเติมไอโอดีนในเกลือ แต่ประเทศไทยยังไม่ได้บังคับ
นาย จุรินทร์กล่าวต่อไปว่า การประชุมในวันนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดี ที่จะมีการบังคับ โดยกระทรวงสาธารณสุขจะออกประกาศบังคับ กำหนดให้เกลือที่ใช้เพื่อการบริโภค ที่จำหน่ายในประเทศไทย ต้องเติมไอโอดีน 30-100 มิลลิกรัมต่อเกลือ 1 กิโลกรัม ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการยกร่างประกาศฯ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนามแล้ว จะมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายใน 180 วัน ดังนั้นโรงงานที่ผลิตเกลือบริโภคทั้งหมดต้องเร่งปรับปรุงในการเสริม ไอโอดีนลงไปด้วยตามมาตรฐานกำหนด ซึ่งจะมีผลให้น้ำปลา ซีอิ้ว ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมกรุบกรอบที่คนไทยบริโภคเป็นจำนวนมาก จะมีไอโอดีนเสริมไปด้วยโดยปริยาย เพราะต้องใช้เกลือผสมไอโอดีนในการผลิต และหากบริษัทผู้ผลิตใดจะเติมไอโอดีนเข้าไปสินค้าด้วย ก็สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้จะสนับสนุนและอนุญาตให้ใช้ตรา“เพิ่มไอโอดีน เพิ่มไอคิว” ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการออกแบบ บรรจุลงไปในถุงได้ต่อไปในอนาคต กระทรวงสาธารณสุขจะเริ่มต้นรณรงค์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อสนับสนุนให้คนไทยทั่วประเทศบริโภคเกลือและอาหารเสริมไอโอดีน แก้ปัญหาไอคิวลดต่ำลงกว่ามาตรฐาน
วันนี้ได้เชิญผู้ประกอบการเกลือทั่วประเทศ โรงงานผลิตน้ำปลา ซีอิ้ว ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาประชุมและรับทราบนโยบาย ทุกโรงงานยินดีที่จะให้ความร่วมมือ ซึ่งหากมีการบังคับใช้เป็นกฎหมายต้องปฏิบัติตาม จะแจ้งให้บริษัททราบล่วง หน้า เพื่อให้มีเวลาในการเตรียมตัว 180 วัน นายจุรินทร์ กล่าว
**************************** 26 สิงหาคม 2553
จุ รินทร์” ให้สำนักงานสาธารสุขจังหวัด โรงพยาบาล ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วม ฝนตกหนัก ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลสุขภาพประชาชน พร้อมเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคที่มากับน้ำท่วม เช่น โรคฉี่หนู ไข้หวัด โรคหนังเน่า
from MOPH-ข่าวเพื่อสื่อมวลชน by สำนักสารนิเทศ
วันนี้ (28 สิงหาคม 2553) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารหอผู้ป่วย 10 ชั้น โรงพยาบาลยโสธร อ.เมือง จ.ยโสธร ว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูฝน หลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และโรงพยาบาล ทั่วประเทศ ดำเนินการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคที่จะเกิดในฤดูฝน โดยให้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการด้านสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน รวมทั้งแนะนำประชาชนในการดูแลสุขภาพตนเอง เช่น การรักษาร่างกายให้อบอุ่น ป้องกันการเป็นไข้หวัด หากป่วยให้รีบไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ในช่วงที่มีน้ำท่วมขัง ขอให้ระมัดระวังโรคที่อาจพบได้ เช่น โรคฉี่หนู โรคเมลิออยโดซิส และโรคหนังเน่า ซึ่งมีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ในดินโคลน น้ำท่วมขัง เข้าทางบาดแผลที่เท้า ที่พบมากในภาคอีสาน “ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการลุยน้ำ ย่ำโคลน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ขอให้ใส่รองเท้าบู๊ท หลังลุยน้ำท่วมขังขอให้ล้างเท้าให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง หากมีบาดแผลขอให้รีบรักษาอย่าปล่อยให้เป็นแผลเรื้อรัง” นายจุรินทร์กล่าว นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ในเรื่องของงบประมาณปี 2554 นี้ กระทรวงสาธารณสุขได้รับจัดสรรเงินงบประมาณ เฉพาะในส่วนการพัฒนาโรงพยาบาลจำนวน 28,000 ล้านบาท เฉพาะปี 2554 เป็นเงิน 14,000 ล้านบาท ที่เหลือผูกพันถึงปี 2556 โดยงบประมาณที่ได้มาใช้ในการก่อสร้างอาคารบริการผู้ป่วย บ้านพักแพทย์พยาบาลเจ้าหน้าที่ จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เร่งจัดซื้อจัดจ้างให้งานออกมาโดย เร็ว ไม่ต้องรอปลายปีงบประมาณ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการโดยเร็วที่สุด ******************************************** 28 สิงหาคม 2553
วันนี้ (28 สิงหาคม 2553) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารหอผู้ป่วย 10 ชั้น โรงพยาบาลยโสธร อ.เมือง จ.ยโสธร ว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูฝน หลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และโรงพยาบาล ทั่วประเทศ ดำเนินการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคที่จะเกิดในฤดูฝน โดยให้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการด้านสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน รวมทั้งแนะนำประชาชนในการดูแลสุขภาพตนเอง เช่น การรักษาร่างกายให้อบอุ่น ป้องกันการเป็นไข้หวัด หากป่วยให้รีบไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ในช่วงที่มีน้ำท่วมขัง ขอให้ระมัดระวังโรคที่อาจพบได้ เช่น โรคฉี่หนู โรคเมลิออยโดซิส และโรคหนังเน่า ซึ่งมีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ในดินโคลน น้ำท่วมขัง เข้าทางบาดแผลที่เท้า ที่พบมากในภาคอีสาน “ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการลุยน้ำ ย่ำโคลน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ขอให้ใส่รองเท้าบู๊ท หลังลุยน้ำท่วมขังขอให้ล้างเท้าให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง หากมีบาดแผลขอให้รีบรักษาอย่าปล่อยให้เป็นแผลเรื้อรัง” นายจุรินทร์กล่าว นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ในเรื่องของงบประมาณปี 2554 นี้ กระทรวงสาธารณสุขได้รับจัดสรรเงินงบประมาณ เฉพาะในส่วนการพัฒนาโรงพยาบาลจำนวน 28,000 ล้านบาท เฉพาะปี 2554 เป็นเงิน 14,000 ล้านบาท ที่เหลือผูกพันถึงปี 2556 โดยงบประมาณที่ได้มาใช้ในการก่อสร้างอาคารบริการผู้ป่วย บ้านพักแพทย์พยาบาลเจ้าหน้าที่ จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เร่งจัดซื้อจัดจ้างให้งานออกมาโดย เร็ว ไม่ต้องรอปลายปีงบประมาณ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการโดยเร็วที่สุด ******************************************** 28 สิงหาคม 2553
มหาสารคามเตือนประชาชนระวังโรคไข้เลือดออก
from MOPH-ข่าวภูมิภาค by สำนักสารนิเทศ
มหาสารคาม เตือนประชาชนระวังโรคไข้เลือดออก จังหวัดมหาสารคาม เตือนประชาชนระวังโรคไข้เลือดออก ที่มีสาเหตุมาจากยุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออกกัดเด็กในเวลากลางวัน ในสภาพที่มีน้ำขังเป็นแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายทีดี นายแพทย์สุนทร ยนต์ตระกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่าปัจจุบันแม้จะอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่ก็มีสภาพอากาศร้อน แห้งแล้ง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ปิดฝาภาชนะใส่น้ำดื่ม น้ำใช้ ทำให้เป็นแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายที่ดี ซึ่งในปี 2553 คาดว่าในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามอาจมีการระบาดของโรคไข้เลือดออก ปัจจุบันพบผู้ป่วย ไข้เลือดออกจำนวน 399 รายเสียชีวิต 1 ราย เพื่อเป็นการป้องกันโรคไข้เลือดออก ประชาชนจะต้องปิดฝาภาชนะใส่น้ำ 2 ชั้น ขัดล้างภาชนะใส่น้ำทุก 7 วัน จัดสภาพแวดล้อมบ้านเรือนให้สะอาด เรียบร้อย เป็นระเบียบ ทำลายขยะและเศษวัสดุที่สามารถขังน้ำได้โดยการ เผา ฝัง ปล่อยปลากินลูกน้ำ ใส่ทรายอะเบทเพื่อฆ่าลูกน้ำยุงลาย กางมุ้งให้เด็กตัวเล็ก ไม่ให้เด็กเล่นในที่มืด ในขณะเด็กดูทีวีจะต้องจุดยากันยุง เปิดพัดลมให้ อาการของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ อาเจียน อ่อนเพลีย ซึม หน้าแดง ตัวแดง ปวดท้อง หากมีอาการดังกล่าวจะต้องรีบพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดมหาสารคาม ขอความร่วมมือประชาชนทุกครอบครัว สถานที่ราชการ และสถานศึกษา ทุกแห่งจะต้องทำความสะอาดบริเวณโรงเรียน บริเวณบ้าน ทุก 7 วัน กำจัดเศษวัสดุกระป๋อง กะลา ยางรถยนต์ที่สามารถขังน้ำได้ ขัดล้างภาชนะใส่น้ำทุก 7 วัน ปิดฝาภาชนะใส่น้ำดื่ม น้ำใช้ 2 ชั้น ปล่อยปลากินลูกน้ำ และใส่ทรายอะเบทเพื่อฆ่าลูกน้ำยุงลาย หากบุตรหลานมีไข้สูง ซึม อ่อนเพลีย อาเจียน เบื่ออาหาร หน้าแดง และมีผิวหนังแดง ให้ดื่มน้ำมากๆ เช็ดตัวเพื่อลูกไข้ และรีบพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง ปัจจุบันเด็กและผู้ใหญ่สามารถป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกได้ ฉะนั้นจะต้องให้ความร่วมมือในการทำลายแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายเป็นการตัดไฟต้น ลม “ไม่มีลูกน้ำ ไม่มียุงลาย ไม่มีไข้เลือดออก” ด้วยความปรารถนาดีสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม อรณต วัฒนะ ข่าว / พิมพ์ 29 สิงหาคม 2553
มหาสารคาม เตือนประชาชนระวังโรคไข้เลือดออก จังหวัดมหาสารคาม เตือนประชาชนระวังโรคไข้เลือดออก ที่มีสาเหตุมาจากยุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออกกัดเด็กในเวลากลางวัน ในสภาพที่มีน้ำขังเป็นแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายทีดี นายแพทย์สุนทร ยนต์ตระกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่าปัจจุบันแม้จะอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่ก็มีสภาพอากาศร้อน แห้งแล้ง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ปิดฝาภาชนะใส่น้ำดื่ม น้ำใช้ ทำให้เป็นแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายที่ดี ซึ่งในปี 2553 คาดว่าในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามอาจมีการระบาดของโรคไข้เลือดออก ปัจจุบันพบผู้ป่วย ไข้เลือดออกจำนวน 399 รายเสียชีวิต 1 ราย เพื่อเป็นการป้องกันโรคไข้เลือดออก ประชาชนจะต้องปิดฝาภาชนะใส่น้ำ 2 ชั้น ขัดล้างภาชนะใส่น้ำทุก 7 วัน จัดสภาพแวดล้อมบ้านเรือนให้สะอาด เรียบร้อย เป็นระเบียบ ทำลายขยะและเศษวัสดุที่สามารถขังน้ำได้โดยการ เผา ฝัง ปล่อยปลากินลูกน้ำ ใส่ทรายอะเบทเพื่อฆ่าลูกน้ำยุงลาย กางมุ้งให้เด็กตัวเล็ก ไม่ให้เด็กเล่นในที่มืด ในขณะเด็กดูทีวีจะต้องจุดยากันยุง เปิดพัดลมให้ อาการของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ อาเจียน อ่อนเพลีย ซึม หน้าแดง ตัวแดง ปวดท้อง หากมีอาการดังกล่าวจะต้องรีบพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดมหาสารคาม ขอความร่วมมือประชาชนทุกครอบครัว สถานที่ราชการ และสถานศึกษา ทุกแห่งจะต้องทำความสะอาดบริเวณโรงเรียน บริเวณบ้าน ทุก 7 วัน กำจัดเศษวัสดุกระป๋อง กะลา ยางรถยนต์ที่สามารถขังน้ำได้ ขัดล้างภาชนะใส่น้ำทุก 7 วัน ปิดฝาภาชนะใส่น้ำดื่ม น้ำใช้ 2 ชั้น ปล่อยปลากินลูกน้ำ และใส่ทรายอะเบทเพื่อฆ่าลูกน้ำยุงลาย หากบุตรหลานมีไข้สูง ซึม อ่อนเพลีย อาเจียน เบื่ออาหาร หน้าแดง และมีผิวหนังแดง ให้ดื่มน้ำมากๆ เช็ดตัวเพื่อลูกไข้ และรีบพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง ปัจจุบันเด็กและผู้ใหญ่สามารถป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกได้ ฉะนั้นจะต้องให้ความร่วมมือในการทำลายแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายเป็นการตัดไฟต้น ลม “ไม่มีลูกน้ำ ไม่มียุงลาย ไม่มีไข้เลือดออก” ด้วยความปรารถนาดีสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม อรณต วัฒนะ ข่าว / พิมพ์ 29 สิงหาคม 2553
ความน่ากลัวของสังสารวัฏ
บางครั้งในหมู่คนที่มีความสุขสบายในชีวิต เกิดความขี้เกียจเจริญสติ บางครั้งในหมู่คนที่ มีความสุขสบายในชีวิต พรั่งพร้อมด้วย ทรัพย์สินเงินทอง รูปร่างหน้าตา และสติปัญญา ครั้งแรกๆ ก็สนใจ ใคร่รู้ในการปฏิบัติธรรม แต่เมื่อปฏิบัติไปสักระยะหนึ่ง สมใจอยากแล้ว บางครั้งก็ละเลย เบื่อและเกียจคร้าน ในการปฏิบัติ ขอให้ท่านฉุกคิดขึ้นมาว่า โลกมีสิ่งที่ไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ มากมาย เรามีสิ่งที่เราเกลียด เช่น แมลงสาบ หนูสกปรก หมาขี้เรื้อน .... "ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้เลยว่าเราไม่ต้องไปเกิดเป็นสิ่งเหล่านั้น"
เว้นเรื่องชาตินี้ ชาติหน้าไปเสีย บางครั้งเราพบเห็นคนที่ประสบอุบัติเหตุ หน้าตาเละ เสียโฉม ตาบอด พิกลพิการ หรือบางคนยากจนค่นแค้น พ่อแม่หรือลูกเมียสร้างหนี้สินภาระไว้ให้มากมายมหาศาล บางคนพลั้งพลาด ถูกหลอกลวง เจ็บแค้นเจ็บปวด ทรมานแสนสาหัส ......"ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้เลยว่า เราไม่ต้องประสบพบเจอกับเหตุการณ์เหล่านั้น"เว้นเรื่อง ไกลตัวที่ยังไม่มีไม่เกิด มาดูสิ่งที่มีอยู่ เป็นอยู่เช่น ...บ้านอันแสนอบอุ่น ...ครอบครัวที่เรามีอยู่ ...เครื่องใช้อำนวยความสะดวกสบายและบันเทิงทั้งหลายทั้งปวง ...คอมพ์ตัวโปรดที่ใช้เล่นเน็ต หรือแม้แต่ลมหายใจแห่งชีวิตของเรา เมื่อวันใดวันหนึ่งมาถึง สิ่งเหล่านี้ก็ต้องพลัดพรากจากเราไป หรือเราเองนี่แหละที่ต้องพลัดพรากจากมันไป ......"ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้เลยว่า ความพลัดพรากใดๆ จะไม่เกิดขึ้น"เว้นเรื่องชีวิต มนุษย์ ไปเสีย ด้วยจิตที่มีกำลังบุญอย่างใหญ่ หรือตั้งมั่นในฌานสมาบัติอันแก่กล้า มีความมั่นใจในอนาคตของตน ที่เห็นสุขคติและความสุข รออยู่เบื้องหน้า
แต่ด้วยพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง ได้ทรงสอนไว้แล้วว่าแม้แต่เทวดา หรือ พรหม ใดๆ ก็มีความเสื่อมและต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนี้ ไม่พ้นไปได้ นี่ไม่ใช่การคิดหรือเห็นโลกในแง่ร้าย แต่นี่คือความจริงของโลกที่เรามิอาจปฏิเสธ เราอาจจะพยายามหลีกเลี่ยง ไม่คิดถึง ไม่พูดไม่นึก พร้อมทั้งสร้างสิ่ง ที่จะสามารถรักษาสิ่งที่ดีดี เหล่านี้ไว้ให้มี นานที่สุด
แต่ความเป็นจริงที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเราพยายามจะ หลีกเลี่ยงไม่นึกถึงนั้น ก็ยังคงเป็นความจริงอย่างที่สุด ที่เรามิอาจหลีกเลี่ยง เป็นโชคอันมหาศาลอย่างที่สุดที่มี มหาบุรุษผู้เจนโลก ผู้หยั่งรู้แล้วซึ่งความเป็นไปทั้งปวง มาช่วยเหลือเรา ให้พ้นจากวงจรแห่งความไม่แน่นอน จากความมีความเป็น แล้วเราจะเสียเวลา และประมาทอยู่ทำไม???
"ในทางโลก เขาแข่งกันมี แต่ทางธรรม เรามุ่งที่ความไม่มี"
เว้นเรื่องชาตินี้ ชาติหน้าไปเสีย บางครั้งเราพบเห็นคนที่ประสบอุบัติเหตุ หน้าตาเละ เสียโฉม ตาบอด พิกลพิการ หรือบางคนยากจนค่นแค้น พ่อแม่หรือลูกเมียสร้างหนี้สินภาระไว้ให้มากมายมหาศาล บางคนพลั้งพลาด ถูกหลอกลวง เจ็บแค้นเจ็บปวด ทรมานแสนสาหัส ......"ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้เลยว่า เราไม่ต้องประสบพบเจอกับเหตุการณ์เหล่านั้น"เว้นเรื่อง ไกลตัวที่ยังไม่มีไม่เกิด มาดูสิ่งที่มีอยู่ เป็นอยู่เช่น ...บ้านอันแสนอบอุ่น ...ครอบครัวที่เรามีอยู่ ...เครื่องใช้อำนวยความสะดวกสบายและบันเทิงทั้งหลายทั้งปวง ...คอมพ์ตัวโปรดที่ใช้เล่นเน็ต หรือแม้แต่ลมหายใจแห่งชีวิตของเรา เมื่อวันใดวันหนึ่งมาถึง สิ่งเหล่านี้ก็ต้องพลัดพรากจากเราไป หรือเราเองนี่แหละที่ต้องพลัดพรากจากมันไป ......"ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้เลยว่า ความพลัดพรากใดๆ จะไม่เกิดขึ้น"เว้นเรื่องชีวิต มนุษย์ ไปเสีย ด้วยจิตที่มีกำลังบุญอย่างใหญ่ หรือตั้งมั่นในฌานสมาบัติอันแก่กล้า มีความมั่นใจในอนาคตของตน ที่เห็นสุขคติและความสุข รออยู่เบื้องหน้า
แต่ด้วยพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง ได้ทรงสอนไว้แล้วว่าแม้แต่เทวดา หรือ พรหม ใดๆ ก็มีความเสื่อมและต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนี้ ไม่พ้นไปได้ นี่ไม่ใช่การคิดหรือเห็นโลกในแง่ร้าย แต่นี่คือความจริงของโลกที่เรามิอาจปฏิเสธ เราอาจจะพยายามหลีกเลี่ยง ไม่คิดถึง ไม่พูดไม่นึก พร้อมทั้งสร้างสิ่ง ที่จะสามารถรักษาสิ่งที่ดีดี เหล่านี้ไว้ให้มี นานที่สุด
แต่ความเป็นจริงที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเราพยายามจะ หลีกเลี่ยงไม่นึกถึงนั้น ก็ยังคงเป็นความจริงอย่างที่สุด ที่เรามิอาจหลีกเลี่ยง เป็นโชคอันมหาศาลอย่างที่สุดที่มี มหาบุรุษผู้เจนโลก ผู้หยั่งรู้แล้วซึ่งความเป็นไปทั้งปวง มาช่วยเหลือเรา ให้พ้นจากวงจรแห่งความไม่แน่นอน จากความมีความเป็น แล้วเราจะเสียเวลา และประมาทอยู่ทำไม???
"ในทางโลก เขาแข่งกันมี แต่ทางธรรม เรามุ่งที่ความไม่มี"
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)