++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

หากใครที่ได้ติดตามข่าวของเวทีเสื้อแดง

หากใครที่ได้ติดตามข่าวของเวทีเสื้อแดง
เราจะเห็นว่าคอนเซปต์ของเวทีเสื้อแดงก็คือ ชวนไพร่มาไล่ "อำมาตย์"
คำถามก็คือคำว่า"อำมาตย์"ของผู้นำคนเสื้อแดงหมายถึงใคร?

หลายครั้ง
ที่ ทักษิณโฟนอิน มีเนื้อหาที่ชวนให้คนไทยทุกคนต้องร่วมกันคิด
และจากการรวบรวมคำพูดของทักษิณที่โฟนอินทั้งสี่วันที่ผ่านมา
ขอตั้งคำถามกับทักษิณว่าคำว่า "อำมาตย์"ของคุณนั้นหมายถึงใคร???

1.ทักษิณ
บอกว่า "อำมาตย์อายุแปดสิบกว่าแล้ว" ถาม! ว่าอำมาตย์คนไหนอายุแปดสิบ
ปากก็มุ่งโจมตีพลเอกเปรม
แต่คนอย่างทักษิณจะไม่รู้เชียวหรือว่าพลเอกเปรมนั้น อายุเก้าสิบเอ็ดปีแล้ว
คำถามคือ "อำมาตย์"ที่ทักษิณว่าอายุแปดสิบกว่านั้นหมายถึงใคร?

2.ทักษิณ
บอกว่าอำมาตย์นั้นรวยแล้ว มีมรดกเพียงพอแก่ลูกหลานแล้ว ปล่อยประชาชนไปเถอะ
คำถามก็คือ พลเอกเปรมฯที่ทักษิณว่าเป็นอำมาตย์นั้น ท่านมีลูกหรือเปล่า
ท่านไม่เคยแต่งงาน และไม่มีลูก!!!แล้วคำว่าอำมาตย์ที่ว่านั้นหมายถึงใคร????

3.ทักษิณ
บอกว่าอำมาตย์ไทยไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับเหมือนกับในประเทศที่
พัฒนาแล้ว เพราะไทยมีวัฒนธรรมประเพณีศาสนาที่มั่นคง
คำถามก็คือทักษิณกำลังหมายถึงใคร???

4.ทักษิณบอกว่าถ้าอำมาตย์รัก
"ประชาชน"จริงก็ต้องเลิกอุ้มอีกฝ่ายหนึ่ง ถามว่าคำว่า
"ประชาชน"ในบริบท! นี้โดยทั่วไปเราจะใช้กับใคร???

5.ทักษิณพูดว่ามีคน
ไป < FONT face=Verdana color=#e36c09 size=3>"เท็จทูล"อำมาตย์
คำว่าเท็จทูลนี้เราจะใช้กับใคร??? พลเอกเปรมหรือ???

6.ทักษิณ
บอกให้อำมาตย์เลิกเอาไม้ค้ำประชาชนได้แล้ว
เพราะไม้ค้ำนั้นเป็นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ คำถามก็คือ
"ความศักดิ์สิทธิ์"ที่เราพวกเราชาวไทยเคารพนับถือนั้นคือใคร!!!

7.ทักษิณ
บอกว่า อำมาตย์ไปอยู่เหนือการเมืองเถอะ อำมาตย์ในที่นี้หมายถึงใคร
เพราะในรัฐธรรมมีกฏหมายบางข้อที่เขียนว่า
พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง!!!

8.ทักษิณพูดว่า
"คนที่บอกให้ผมพัก ทำไมไม่บอกให้นายอภิสิทธิ์พักบ้าง"
ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์วันที่ 5 เมษายน 2549
ที่ทักษิณออกมาแถลงว่าจะเว้นวรรคโดยการไม่รับตำแหน่งนายก
หลังจากที่ได้เข้าเฝ้า! พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉะนั้นคนที่บอกให้ผมพัก
คนนั้นทักษิณหมายถึงใคร!!!

9.ทักษิณทวงระบอบประชาธิปไตยโดยผ่านการ
โฟนอิน และเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยเพื่อประชาชน แทนที่จะบอกว่า
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข!!!

ถ้าคนที่
ทักษิณพูดถึงนั้น ไม่ได้หยุดแค่พลเอกเปรม
คำถามต่อไปที่จะถามคนไทยทุกคนคือ...คุณพร้อมจะปกป้องในหลวงของเราหรือยัง???

ในหลวง
ผู้ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม
ผู้ที่ได้เหยียบย่างพื้นที่ทุกตารางของแผ่นดินไทยเพื่อเยี่ยมเยียนพสกนิกร
ของพระองค์
ผู้ทรงเป็นเอ็นจีโอตัวจริงที่ไม่เคยอวดอ้างความดีที่ทรงทำมาตลอดหกสิบกว่าปี
ที่ทรงครองราชย์ ผู้ที่บอกให้เราใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
ผู้ที่เหน็ดเหนื่อยพระวรกายและอุทิศทั้งชีวิตทั้งในการค้นคว้าทดลองและพัฒนา
ชีวิตความเป็นอยู่ให้กับประชาชนของพระองค์
และพระองค์ผู้ทรงเป็นแบบอย่างที่ด! ีที่สุดในการสอนให้เราได้รู้ว่าการปิดทอง
หลังพระนั้นคืออะไร...
< B>
ข้อมูลข้าง
ต้นได้มากจากการวิเคราะห์ของพลเรือโท ปทีป ชื่นอารมณ์
ในรายการสภาท่าพระอาทิตย์

ขอย้ำว่าท่านอย่าได้เชื่อข้อมูลทั้งหมดนี้
แต่จงเสาะแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง เพื่อท่านจะมีสติปัญญารู้แจ้งเห็นแจ้ง
เพราะมันคือหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะร่วมกันตัดสิน
และแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี
และเราจะกู้เอาประเทศไทยที่เคยร่มเย็นผาสุกของเรากลับคืนมา!!!
hshd

เมื่อคนไทยได้ดูทั้งประเทศ ทุกคนคงรู้คำตอบว่า

1.รัฐบาล นายกอภิสิทธิ์ ยอมรับฟัง เปิดใจกว้างพอ และให้เหตุผลที่ดีว่า
ต้องเป็นไปตามปฎิทินงบประมาณ และต้องทำประชามติ ถามประชาชนเจ้าของประเทศ
บวก ลบ เวลา ตามความเป็นจริง ไม่ได้ซื้อเวลา
แต่ห่วงเศรฐกิจที่กำลังจะเดินไปได้ดี
ห่วงงบประมาณที่จะออกมาขับเคลื่อนเศรฐกิจ ภาคประชาชน
และให้ประชาชนลงมติตั้งกติกาใหม่ แล้วมันผิดตรงไหนวะ
2.จะยืนยันให้ยุบภายใน 15 วัน บวกอีก 45 วัน ถามคำเถอะ
ตกลงเมิงจะให้เขาทำเพื่อประเทศชาติ หรือ เพื่อไอ้สันขวานแม้ววะ
ไอ้เหวงอ้างคนแดง 20 ล้านคน ให้ออกมาเลย แต่ถ้าไม่มีเมิงจะยอมไหม ให้เขา
9 เดือนน่ะ จุดประสงค์มันอยู่ที่ว่าพวกเมิงทำเพื่อตัวเอง
หรือทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน
3.ที่บอกว่าไม่เชื่อๆน่ะ ให้เขาลองแล้วยัง
ถ้าเขาทำไม่ได้เมิงไม่ต้องไล่หรอก เดี๋ยวพวกกูออมาไล่เอง
แต่ถ้าเขาทำได้ล่ะ พวกเมิงไม่ต้องอยู่เมืองไทยนะ
เดี๋ยวจะให้เขายึดทรัพย์เมิงให้เกลี้ยง
เมิงไปเตรียมตัวตอบปปช.ปปง.เถอะไป๊ว่าเงินพวกเมิงได้มายังไง
bungthed08

พธม.ชวนสังคมร่วมปฏิรูปชาติ ยันยุบสภาไม่ใช่ทางออก

สมศักดิ์" ชี้ แดงชุมนุมเพื่อนักโทษหนีคดีส่อผิด
รธน.เชื่อเจรจาวันนี้ก็ตกลงกันไม่ได้ "พิภพ" จี้รัฐใช้กฎหมายเคร่งครัด
แนะปฏิรูป

ประเทศ สร้างนโยบายประเทศ นำทุกภาคส่วนร่วมฝ่าวิกฤต
ยันยุบสภาไม่ใช่ทางออก "สมเกียรติ" เชื่อ "มาร์ค" ไม่ทำ พรรคร่วมไม่เอา

ด้วย ทำแดงเบนเข็มป่วนแทน ยันพันธมิตรไม่ปฏิเสธร่วมวงเจรจา
แต่ต้องตั้งโจทย์เพื่อปฏิรูป "ยะใส" ปัดนัดประชุมชุมนุมใหญ่ ชี้แค่หา

ทางออกต่อสังคม "มาลีรัตน์-ตั้ว-สำราญ" จี้รัฐจับมือบึ้มป่วนเมือง


วันนี้ (29 มี.ค.) ที่บ้านพระอาทิตย์
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์
โกศัยสุข

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสำราญ รอดเพชร นายศรัณยู วงศ์กระจ่าง
นางมาลีรัตน์ แก้วก่า นายศิริชัย ไม้งาม และ นายสุริยะใส กตะศิลา

ผู้ประสานงาน ร่วมกันออกแถลงการณ์พันธมิตรฯ ฉบับที่ 6/2553
ถึงจุดยืนของกลุ่มพันธมิตรฯต่อสถานการณ์บ้านเมือง โดย นายสมศักดิ์

กล่าวถึงการเจรจาระหว่างฝ่ายรัฐ กับ นปช.วานนี้ (28 มี.ค.) ว่า
การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น เป็นการกระทำเพื่อ พ.ต.ท.

ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนักโทษหนีคดี ทำให้มีความไม่ชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ
ขณะที่บุคคลที่มาเจรจาก็เป็นตัวแทนของนักโทษไม่ใช่ตัว

แทนประชาชน และถ้าหากนายกฯ ยุบสภาก็จะเป็นการสนับสนุนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
กลับมามีอำนาจ อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่า วันนี้ที่จะมี

การเจรจากันอีกครั้งนั้น ก็ไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้

ด้าน นายพิภพ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ
ใช้เงินเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นปัญหาที่สังคมจะต้องผ่านไปให้ได้
โดยรัฐจะต้องใช้

กฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งตนมองว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ย่อหย่อนมากเกินไป จนไม่เกิดความสมดุล ทั้งนี้ รัฐจะต้องก้าว

ไปข้างหน้าด้วยการปฏิรูปประเทศ เพื่อสร้างนโยบายของประเทศ
และให้นักการเมืองเป็นผู้นำไปใช้หาเสียง ซึ่งเป็นภาระของสังคมที่จะนำพา

ประเทศฝ่าวิกฤตได้
อาจจะมีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อนำทุกภาคส่วนมาหารือถึงทางออกของประเทศ
ซึ่งหากรัฐบาลทำไม่ได้ ก็เป็น

หน้าที่ของพันธมิตรฯ ที่จะกระทำ ทั้งนี้ ตนมองว่า
การยุบสภาไม่ใช่คำตอบของสังคม ซึ่งนายกรัฐมนตรีเองก็จะต้องตอบให้ได้ว่า
หากไม่ยุบ

สภาแล้วจะทำอะไรต่อ

ขณะที่ นายสมเกียรติ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือ
ผู้กำกับการเจรจาของกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นสิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้
ตนมองว่า การ

เลือกตั้งเป็นแค่พิธีสู่การครองอำนาจ เหมือนกับการเลือดตั้งปี 2549
ที่นำไปสู่คำตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย ทั้งนี้ ตนแนะนำให้นายก

รัฐมนตรีไปทบทวนคำแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อครั้งรับตำแหน่งที่ว่า
จะปฏิรูปการเมือง จนขณะนี้ผ่านมา 1 ปี ยังไม่ได้ลงมือทำ ส่วนการ

เรียกประชุมเครือข่ายของกลุ่มพันธมิตรฯนั้น
ตนขอให้พันธมิตรฯรอฟังคำประกาศ แต่ยืนยันว่าจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
ไม่นำไปสู่การ

ปะทะแน่นอน ทั้งนี้ พันธมิตรฯ ไม่ได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเจรจา
แต่จะต้องตั้งโจทย์เพื่อปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง ส่วนการยุบสภานั้น
ตนเชื่อว่า

นายกรัฐมนตรีจะไม่ทำ
กลุ่มคนเสื้อแดงจึงเบนเข็มความรุนแรงไปที่พรรคร่วมรัฐบาล
ขณะที่พรรคร่วมก็ต้องการให้รัฐบาลอยู่ยาวจนถึงปีงบ

ประมาณ 2554 เพื่อรองบประมาณที่อาจจะมีการอนุมัติกว่า 2 ล้านล้านบาท

นายสุริยะใส กล่าวถึงการนัดประชุมเครือข่ายภาคประชาชน ว่า
ตนยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการนัดชุมนุมใหญ่ แต่เป็นการประชุมทาง

วิชาการเพื่อหาข้อเสนอการปฏิรูปต่อสังคม และไม่ได้เป็นการกดดันรัฐบาล
หรือเพื่อปะทะกับคนกลุ่มใด

ทางด้าน นางมาลีรัตน์ กล่าวถึงเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้น ว่า
รัฐต้องหามาตรการป้องกันความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ขณะที่ นาย

สำราญ กล่าวเสริมว่า ตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
จนถึงปัจจุบันมีเหตุระเบิดเกิดขึ้นแล้ว 14 ครั้ง
ดูเหมือนสภาพประเทศเป็นบ้านป่า

เมืองเถื่อน โดยที่ผ่านมา จับผู้กระทำความผิดได้แค่ที่ข้างกระทรวงกลาโหม
เพียงเหตุเดียว ถือว่าเป็นการสะท้อนวิกฤตด้านความมั่นคงของรัฐ

เช่นเดียวกับ นายศรัณยู ที่กล่าวว่า
ภาครัฐจะต้องนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ ด้าน นายศิริชัย
กล่าวยืนยันว่า สหภาพแรงงานรัฐ

วิสาหกิจจะไม่ร่วมเคลื่อนไหวเพื่อฟอกผิดให้กับคนๆ เดียว
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?

NewsID=9530000043504

วรรณคดีหลังรัชกาลที่ ๖


        เมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว วรรณคดีประเภทร้อยกรองเริ่มอับแสงลง คือ ไม่มีผู้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ และประชาชนไม่สนใจ วรรณคดีประเภทร้อยแก้วเจริญขึ้นทุกๆทาง ทั้งประเภทนวนิยาย เรื่องสั้น บทความและสารคดี อิทธิพลของอินเดียที่มีต่อวรรณคดีเริ่มเสื่อมลง อิทธิพลทางยุโรปทวีเพิ่มขึ้น มีการถอดวรรณคดีตะวันตกทั้งในรูปแปลและเรียบเรียง งานวรรณกรรมกลายเป็นอาชีพหลักได้ ไม่ใช่งานอดิเรกเหมือนสมัยก่อน
            องค์การส่งเสริมวรรณคดีที่สำคัญ เช่น สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ สำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรมทำหน้าที่ ส่งเสริมและเผยแพร่วรรณคดี เคยจัดให้มีวันกวีเพื่อสรรเสริญงานของกวีสำคัญ เช่น วันสุนทรภู่ เป็นต้น สมาคมวรรณคดีได้ออกหนังสือของสมาคม ชื่อ วรรณคดีสาร เพื่อฟื้นฟูวรรณคดีให้เจริญยิ่งขึ้น ในด้านการหนังสือพิมพ์ ก็ได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อความก้าวหน้า มีการตั้งสมาคมหนังสือพิมพ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๔ เคยมีการสอนวิชาการหนังสือพิมพ์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อมาเปิดแผนกวารสารศาสตร์ ในคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การเคลื่อนทางวรรณคดีที่ควรกล่าวอีกประการ คือ ได้มีการนำเรื่องในวรรณคดีไปผูกเป็นบทละคร ภาพยนตร์ และบทโทรทัศน์ เป็นการขยายวงวรรณคดีให้กว้างขวางกว่าสมัยก่อน

            นักเขียนและวรรณกรรมหลังรัชกาลที่ ๖ ที่สำคัญ เช่น
            พระยาอนุมานราชธน และพระสารประเสริฐ (เสฐียรโกเศศ และนาคะประทีป) แต่งนวนิยายเรื่อง กามนิต และ หิโตประเทศ นิยายเบงคลี กถาสริตสาคร
            หม่อมหลวงบุบผา นิมมาเหมินทร์ (กุญชร) (ดอกไม้สด) แต่งนวนิยายเรื่อง ผู้ดี นี่แหละโลก ชัยชนะของหลวงนฤบาล
            หม่อมเจ้า อากาศดำเกิง รพีพัฒน ทรงแต่งนวนิยายเรื่อง ละครแห่งชีวิต วิมานทลาย ผิวขาวผิวเหลือง
            นายโชติ แพร่พันธุ์ (ยาขอบ) แต่งนวนิยายเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ สามก๊กฉบับวณิพก
            นางกัณหา เคียงศิริ ( ก.สุรางคนางค์) แต่งนวนิยายเรื่อง บ้านทรายทอง
            หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช แต่งนวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน ไผ่แดง
            นายมาลัย ชูพินิจ (น้อยอินทนนท์) แต่งนวนิยายเรื่อง ล่องไพร
            นายสด กูรมโรหิต แต่งนวนิยาย เรื่อง ปักกิ่ง นครแห่งความหลัง ระย้า
            หลวงวิจิตรวาทการ แต่งนวนิยาย เรื่อง ห้วงรักเหวลึก
            นายก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา (ไม้เมืองเดิม) แต่งนวนิยาย เรื่อง ขุนศึก
            พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ แต่งหนังสือ เรื่อง เกิดวังปารุสก์

ความเคลื่อนไหวทางวรรณคดีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์



            ในสมัยรัตนโกสินทร์ วรรณคดีเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าสมัยอื่นๆ ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ วรรณคดีประเภทกาพย์กลอนที่เจริญถึงสุดขีด คือ กลอน โคลง และฉันท์กลอน ดีกว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะสุนทรภู่ได้คิดแบบกลอนเป็นพิเศษ  โคลงดีเสมอสมัยศรีอยุธยา  ส่วนฉันท์ดีกว่าสมัยศรีอยุธยา ในด้านเคร่งครัดแบบบังคับครุลหุและสัมผัส ประเภทร้อยแก้ว เริ่มเกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แล้วงอกงามขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา จนสามารถข่มรัศมีของกาพย์กลอนให้อับแสงไปเมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๖ สำหรับวรรณคดีประเภทร้อยแก้ว เกิดแบบเพิ่มขึ้นจากนิทานนิยายธรรมดาอีกอย่างหนึ่ง คือ นวนิยาย ซึ่งกำลังรุ่งโรจน์นำหน้าอยู่ในปัจจุบัน

            ในสมัยรัตนโกสินทร์ วัฒนธรรมต่างประเทศเข้ามาแทรกซึมอยู่ในวรรณคดีไทยมากกว่าสมัยศรีอยุธยา และสุโขทัย คือ นอกจากของอินเดียและชวาแล้ว ยังมี จีน มอญ และนับแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา วัฒนธรรมทางตะวันตกได้หลั่งไหลเข้ามามากเป็นพิเศษ ปัจจัยสำคัญซึ่งช่วยอุดหนุนวรรณคดีในสมัยรัตนโกสินทร์ก็มีมากกว่าในสมัยอื่นๆ กษัตริย์ทุกพระองค์นับตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๖ ทรงเป็นกวีและทรงอุปการะวรรณคดีอย่างดียิ่ง ครั้นสิ้นรัชกาลที่ ๖ แล้ว ผู้สร้างงานวรรณคดีเปลี่ยนไปรับความเกื้อหนุนจากประชาชน คือ สามารถหารายได้จากการขายวรรณคดีของตนแก่ประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ยังเกิดการพิมพ์ หอสมุดแห่งชาติ โบราณคดีสโมสร วรรณคดีสโมสร สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ และสถานศึกษาถึงขั้นมหาวิทยาลัย ซึ่งล้วนส่งเสริมให้วรรณคดีสมัยนี้เจริญรุดหน้ายิ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ประการสำคัญที่สุด คือ ในสมัยรัตนโกสินทร์ บ้านเมืองสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับมา ถึงแม้จะมีศึกสงครามบ้างในตอนต้นๆ แต่ก้ไม่ร้ายแรงถึงแก่เป็นภัยทำลายวรรณคดี กลับช่วยสร้างสรรค์วรรณคดีเพิ่มขึ้น เช่น เพลงยาวรบพม่าที่ท่าดินแดง นิราศนรินทร์ นิราศไปทัพเวียงจันทน์ และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือปลุกใจไว้หลายเรื่อง

            รัชกาลที่ ๑
            ลักษณะวรรณคดี  ในรัชกาลนี้เป็นระยะเวลาที่ต้องเร่งสร้างความเจริญในทุกๆด้าน ให้คืนคงดังสมัยกรุงศรีอยุธยา ประกอบกับยังมีสงครามกับพม่าติดพันอยู่อีก รัชกาลที่ ๑ จึงทรงวางนโยบายปลุกขวัญคนไทยให้ฮึกเหิมและตั้งอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม การสร้างวรรณคดีของชาติในรัชกาลนี้มีเจตจำนงไปในลักษณะดังกล่าว เช่นเรื่อง รามเกียรติ์ อุณรุท สามก๊ก และราชาธิราช มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรบทัพจับศึก ส่วนไตรภูมิ โลกวินิจฉัย และกฎหมายตราสามดวง เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา และระเบียบของสังคม

        กวีและวรรณคดีสำคัญ
            ๑. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
                (๑) เพลงยาวรบพม่าที่ท่าดินแดง
                (๒) บมละครเรื่องอุณรุท
                (๓) บทละครเรื่องรามเกียรติ์
                (๔) กฎหมายตราสามดวง
                (๕) บทละครเรื่องดาหลังและอิเหนา
            ๒.  เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
                (๑) สามก๊ก
                (๒) ราชาธิราช
                (๓) บทมโหรี เรื่อง กากี
                (๔) ลิลิตศรีวิชัยชาดก
                (๕) ลิลิตพหุหยาตราเพชรพวง
                (๖) ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร และมัทรี
            ๓. พระยาธรรมปรีชา (แก้ว)
                (๑) ไตรภูมิ โลกวินิจฉัย
            ๔. พระเทพโมลี (กลิ่น)
                (๑) ร่าวยาวมหาเวสสันดรชาดก
                (๒) มหาชาติคำหลวง กัณฑ์ทาน
                 
        รัชกาลที่ ๒
            ลักษณะวรรณคดี ในรัชกาลนี้การศึกเบาบางลงมาก มีการเจริญไมตรีทางการค้ากับต่างประเทศเช่น จีน ประกอบกับพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าทรงเป็นศิลปินเอกทั้งทางกวีและสถาปัตยกรรม ทรงอุปการะกวีเป็นพิเศษ รัชสมัยของพระองค์จึงเกิดวรรณคดีบริสุทธิ์ขึ้นมากมาย ได้กล่าวมาแล้วว่า ในรัชกาลที่ ๑ ถึงแม้จะเป็นสมัยฟื้นฟูวรรณคดี แต่เนื้อแท้ของวรรณคดีมีแนวโน้มไปในทางรบทัพจับศึก เพื่อใช้ปลุกใจคนไทยให้เหิมฮึกกล้าสู้พม่า และอบรมศีลธรรม รสวรรณคดีรัชกาลที่ ๑ จึงสู้ในรัชกาลที่ ๒ ไม่ได้

        กวีและวรรณคดีที่สำคัญ
            ๑. พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
                (๑) เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนบางตอน
                (๒) บทละครเรื่องอิเหนา
                (๓) บทละครเรื่องรามเกียรติ์
                (๔) บทละครนอก ๕ เรื่องคือ ไชยเชษฐ์ มณีพิไชย คาวี สังข์ทอง ไกรทอง
                (๕) กาพย์เห่เรือ
                (๖) บทพากย์โขน ตอน นางลอย นาคบาศ พรหมมาศ และเอราวัณ
            ๒. พระสุนทรโวหาร (ภู่)
                (๑) นิราศ ๙ เรื่อง คือ นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง นิราศเมืองสุพรรณ นิราศวัดเจ้าฟ้า นิราศอิเหนา นิราศพระประธม นิราศเมืองเพชร นิราศพระแท่นดงรัง รำพันพิลาป (ทำนองนิราศ)
                (๒) กลอนนิยาย ๔ เรื่อง คือ โคบุตร สิงหไตรภพ ลักษณวงศ์ พระอภัยมณี
                (๓) เสภา ๒ เรื่อง คือ เสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม เสภาพระราชพงศาวดาร
                (๔) กาพย์ ๑ เรื่อง คือ กาพย์เรื่องพระไชยสุริยา
                (๕) กลอนสุภาษิต ๓ เรื่อง คือ สุภาษิตสอนหญิง เพลงยาวถวายโอวาท สวัสดิรักษา
                (๖) บทเห่ ๔ เรื่อง คือ เห่เรื่องกากี เห่เรื่องจับระบำ เห่เรื่องพระอภัยมณี เห่เรื่องโคบุตร
                (๗) บทละคร ๑ เรื่อง คือ อภัยนุราช
            ๓. นายนรินทร์ธิเบศร
                (๑) โคลงนิราศนรินทร์
            ๔. พระยาตรัง
                (๑) โคลงนิราศตามเสด็จลำน้ำน้อย
                (๒) โคลงนิราศพระยาตรัง
                (๓) โคลงดั้นเฉลิมพระเกียรติพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
                (๔) เพลงยาวนิราศว่าด้วยครั้งไปวางตราเป็นเจ้าเมืองตรัง
                (๕) โคลงกวีโบราณ
                (๖) โคลงกระทุ้เบ็ดเตล็ด
            ๕. พระยาไชยวิชิต (เผือก)
                (๑) โคลงยอพระเกียรติรัชกาลที่ ๒
            ๖. คณะกวี
                (๑) มหาชาติคำหลวง ๖ กัณฑ์
           
        รัชกาลที่ ๓
            ความเคลื่อนไหวทางวรรณคดี วรรณคดีซึ่งเริ่มได้รับการฟื้นฟูในรัชกาลที่ ๑และรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้นตลอดรัชกาลที่ ๒ ก็ยังคงเรืองรัศมีต่อไปในรัชกาลที่ ๓ ทั้งนี้เพราะรัชกาลที่ ๓ ถึงแม้จะไม่ทรงใฝ่พระทัยในการละครเป็นพิเศษอย่างรัชกาลที่ ๒ ก้ไม่ทรงขัดขวางผู้อื่น ทั้งทรงเป็นกวียอดเยี่ยมผู้หนึ่ง และทรงอุดหนุนการศึกษาทั่วไปและกวีนิพนธ์อย่างดียิ่ง ในรัชกาลของพระองค์มีกวีและวรรณคดีสำคัญไม่น้อย สุนทรภู่ซึ่งได้จัดเป็นกวีในรัชกาลที่ ๒ ความจริงได้สร้างงานสำคัญไว้ในรัชกาลที่ ๓ เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวทางวรรณคดีที่ควรกล่าว ๒ ประการ คือ การประชุมจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และการตั้งโรงพิมพ์

            จารึกวัดพระเชตุพน ฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รับสั่งให่นักปราชญ์ราชบัณฑิตร่วมกันแต่งตำราวิชาการต่างๆ จารึกบนแผ่นศิลาติดไว้ในบริเวณวัด เพื่อประโยชน์แก่คนทั้งปวง เมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๙ เพราะขณะนั้นการถ่ายทอดวิชาการให้แก่กันเป็นที่หวงแหนปิดบัง ทำให้การเผยแพร่ไม่กว้างขวางและเสื่อมสูญได้ง่าย ความรู้ที่จารึกไว้นั้น ที่สำคัญมี ๒ ประเภท คือ อักษรศาสตร์ และแพทย์ศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีความรู้เกี่ยวกับประวัติ พุทธศาสนา ทำเนียบต่างๆ ประเพณี และสุภาษิตวัดพระเชตุพนฯ จึงเป็นสถานประสาทวิทยาการขั้นสูง เทียบได้กับมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน

            การตั้งโรงพิมพ์ เดิมการเขียนหนังสือของคนไทย นอกจากจารึกบนศิลาแล้ว ใช้เขียนบนกระดาษข่อย (สมุดไทย) และบนใบลาน ต่อมาร้อยเอก เยมส์ โล คิดหล่อตัวพิมพ์อักษรไทยขึ้น พวกมิชชันนารีอเมริกัน ขอซื้อไปพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับศาสนาที่สิงคโปร์ แล้วจึงส่งมาแจกในกรุงเทพฯ ครั้นถึงพุทธศักราช ๒๓๗๘ พวกมิชชันนารีจึงตั้งโรงพิมพ์หนังสือไทยขึ้นที่กรุงเทพฯ พุทธศักราช ๒๓๘๐ หมอบรัดเลย์ ตั้งขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ในพุทธศักราช ๒๓๘๒ รัชกาลที่ ๓ รับสั่งว่าจ้างโรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ พิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่น นับเป็นเอกสารสิ่งพิมพ์ทางราชการฉบับแรก หนังสือที่พิมพ์ในระยะแรกๆ เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ ข่าวประจำวัน และข่าวทางราชการ พุทธศักราช ๒๓๘๗ เกิดหนังสือข่าวบางกอกรีคอร์ดเดอร์ (Bangkok Recorder)  พุทธศักราช ๒๔๐๑ เริ่มมีหนังสือราชกิจจานุเบกษา ของทางราชการ การพิมพ์หนังสือวรรณคดี เพิ่งเริ่มในรัชกาลที่ ๕ เมื่อหมอสมิทพิมพ์เรื่องของสุนทรภู่จำหน่าย

        กวีและวรรณคดีสำคัญ
            ๑. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
                (๑) เสภาขุนช้างขุนแผนบางตอน (เช่น ตอนขุนช้างขอนางพิม และขุนช้างตามนางวันทอง)
                (๒) บทละครเรื่องสังข์ศิลป์ไชย
                (๓) เพลงยาว
                (๔) โคลงปราบดาภิเษก
            ๒. สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิโนรส
                (๑) ลิลิตตะเลงพ่าย
                (๒) สมุทโฆษคำฉันท์ (ตอนจบ)
                (๓) พระปฐมสมโพธิกถา
                (๔) ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ๑๑ กัณฑ์
                (๕) กฤษณาสอนน้องคำฉันท์
                (๖) สรรพสิทธิ์คำฉันท์
                (๗) ตำราฉันท์มาตราพฤตและวรรณพฤต
                (๘) พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา
            ๓. สมเด็จกรมพระยาเดชาดิศร
                (๑) โลกนิติคำโคลง
                (๒) โคลงนิราศเสด็จไปทัพเวียงจันทน์
            ๔. กรมหลวงวงศาธิราชสนิท
                (๑) นิราศพระประธม
                (๒) โคลงจินดามณี
            ๕. พระมหามนตรี (ทรัพย์)    
                (๑) บทละครเรื่องระเด่นลันได
                (๒) เพลงยาวว่าพระมหาเทพ (ปาน)
            ๖. คุณพุ่ม
                (๑) บทสักวา
                (๒) เพลงยาวเฉลิมพระเกียรติและฉลองสระ
            ๗. คุณสุวรรณ
                (๑) บทละครเรื่องพระมะเหลเถไถ
                (๒) บทละครเรื่องอุณรุทธ์ร้อยเรื่อง
                (๓) เพลงยาวจดหมายเหตุ เรื่อง กรมหมื่นอัปสราสุดาเทพ ประชวร
            ๘. นายมี
                (๑) นิราศฉลาง (ถลาง)
                (๒) นิราศเดือน
                (๓) นิราศพระแท่นดงรัง (สันนิษฐาน)
                (๔) นิราศสุพรรณ

        รัชกาลที่ ๔
            ลักษณะและความเคลื่อนไหวทางวรรณคดี ในรัชกาลนี้วรรณคดียังคงรุ่งเรืองเช่นเดิม กวีที่มีชื่อเสียงในรัชกาลที่ ๓ คงมีชีวิตอยู่และสร้างสรรค์วรรณคดีต่อมาอีกหลายท่าน เช่น สุนทรภู่ คุณพุ่ม คุณสุวรรณ นายมี เป็นต้น  และยังมีกวีที่เกิดขึ้นในสมัยนี้ ทั้งรัชกาลที่ ๔ ก็ทรงเป็นกวี และทรงพระปรีชาสามารถในด้านศาสนา โบราณคดี โหราศาสตร์ และภาษาอังกฤษ มีการเกี่ยวข้องกับประเทศทางตะวันตกมากขึ้น  วรรณคดีจึงขยายวงกว้างออกไป เช่น นิราศลอนดอน ข้อสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ วรรณคดีเริ่มมีค่าเป็นเงินทอง หมอบรัดเลย์ ขอซื้อลิขสิทธิ์นิราศลอนดอนของหม่อมราโชทัย เป็นเงิน 400 บาท เมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๕

        กวีและวรรณคดีที่สำคัญ
            ๑.พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว      
                (๑) บทละครเรื่องรามเกียรติ์
                (๒) ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ๕ กัณฑ์
                (๓) ประกาศ และพระบรมราชาธิบายต่างๆ
            ๒. เจ้าอิศริญาณ
                (๑) อิศริญาณภาษิต
            ๓. หม่อมราโชทัย
                (๑) จดหมายเหตุของหม่อมราโชทัย
                (๒) นิราศลอนดอน
            ๔. มหาฤกษฺ (หลวงจักรปาณี)
                (๑) นิราศประปฐม
                (๒) นิราศทวาราวดี
                (๓) นิราศกรุงเก่า
                (๔) นิราศปถวี
                (๕) เสภาเรื่องอาบูหะซัน
                (๖) โคลงรามเกียรติ์
            ๕. พระยาอิศรานุภาพ (อ้น)
                (๑) สุธนคำฉันท์
                (๒) สุธนูคำฉันท์
                (๓) อุเทนคำฉันท์

        รัชกาลที่ ๕
            ความเคลื่อนไหวทางวรรณคดีี ในรัชกาลนี้วรรณคดียังคงเจริญสืบมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นกวีเอกผู้หนึ่ง และมีเหตุการณ์สำคัญอย่างอื่นอีกที่สนับสนุนให้วรรณคดีก้าวหน้า คือ การตั้งโรงเรียนแบบปัจจุบัน ในพระบรมมหาราชวังเป็นแห่งแรก พ.ศ.๒๔๑๔ เกิดหอสมุดวชิรญาณ เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ ซึ่งกลายเป็นหอสมุดแห่งชาติในต่อมา นอกจากนี้ยังเกิดโบราณคดีสโมสร พ.ศ.๒๔๕๐ มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมการประพันธ์ การศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดี โบราณคดีสโมสรออกหนังสือเล่มหนึ่ง คือ "หนังสือวชิรญาณ" ลงเรื่องวรรณคดีโบราณซึ่งหาต้นฉบับได้ยาก และสารคดีที่กวีในเวลานั้นแต่งขึ้นใหม่ งานสำคัญของสโมสรนี้อย่างหนึ่ง คือ พิจารณาหนังสือที่มีคุณภาพดีทั้งเก่าและใหม่ แล้วประทับตราของสโมสรไว้เป็นเครื่องหมายประกาศเกียรติคุณ การหนังสือพิมพ์ ซึ่งเริ่มขึ้นบ้างแล้วในรัชกาลที่ ๓ มาในรัชกาลนี้ได้เพิ่มจำนวนขึ้นกว่า ๕๐ ฉบับ ความนิยมวรรณคดีตะวันตกเริ่มเกิดขึ้น มีการแปลออกเป็นภาษาไทย               

        กวีและวรรณคดีที่สำคัญ
            ๑.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
                (๑) พระราชพิธีสิบสองเดือน
                (๒) ไกลบ้าน
                (๓) พระราชวิจารณ์
                (๔) ลิลิตนิทราชาคริต
                (๕) บทละครเรื่องเงาะป่า
                (๖) กวีนิพนธ์เบ็ดเตล็ด
            ๒. พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย)
                (๑) แบบเรียนภาษาไทย
                (๒) พรรณพฤกษากับสัตวาภิธาน
            ๓. เทียนวรรณ (ต.ว.ส. วัณณาโภ)
                (๑) ตุลวิภาคพจนกิจ
                (๒) ศิริพจน์ภาค
            ๔.คณะกวี
                (๑) ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก

        รัชกาลที่ ๖
            ความเคลื่อนไหวทางวรรณคดี ในสมัยนี้วรรณคดีประเภทร้อยกรองได้เจริญถึงขีดสุด ส่วนวรรณคดีประเภทร้อยแก้วก็ได้รุดหน้าขึ้นกว่าแต่ก่อน และเป็นระยะเวลาที่คติทางตะวันตกเข้ามาแทรกในวรรณคดีไทยมากที่สุด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นประธานในทางวรรณกรรม ทรงสร้างสรรค์วรรณกรรม ประเภทต่างๆ ไว้มากยิ่งกว่าคนไทยในอดีตและปัจจุบัน ทรงสนับสนุนผู้แต่งหนังสือ โดยพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ต่างๆ และพระราชทานเสรีภาพในการเขียนหนังสืออย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังทรงตรา พระราชบัญญัติวรรณคดีสโมสรขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๗ เพื่อส่งเสริมการแต่งหนังสือไทยให้มีมาตรฐานดี ทรงตั้งกรรมการทำหน้าที่ตรวจพิจารณาหนังสือทั้งเก่าและใหม่ ที่ควรแก่การยกย่อง เมื่อจะพิมพ์ก็พระราชทานบรมราชานุญาตให้ประทับพระราชลัญจกรรูปพระคเณศอันเป็นตราสำหรับวรรณคดีสโมสรไว้เป็นสำคัญ

        กวีและวรรณคดีที่สำคัญ
            ๑.พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
                บทละคร ได้แก่ หัวใจนักรบ มัทนะพาธา พระร่วง หนามยอกเอาหนามบ่ง พระเกียรติรถ ฉวยอำนาจ วิวาห์พระสมุทร มหาตมะ เสียสละ เวนิสวาณิช ตามใจท่าน วิไลยเลือกคู่ เห็นแก่ลูก เป็นต้น           
                บทพากย์โขน - รามเกียรติ์ชุดต่างๆ
                ประวัติศาสตร์และโบราณคดี -ได้แก่ เที่ยวเมืองพระร่วง สงครามสืบราชสมบัติโปแลนด์  เที่ยวเมืองอียิปต์ ตำนานชาติฮั่น
                ศาสนา ได้แก่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร เทศนาเสือป่า พระศุนหเศป
                วรรณคดี ได้แก่ บ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์ คำอธิบายและ อภิธานประกอบเรื่องนารายณ์สิบปาง
                การทหาร ได้แก่ การสงครามป้อมค่ายประชิด พันแหลม
                ปลุกใจ ได้แก่ ปลุกใจเสือป่า เมืองไทยจงตื่นเถิด ยิวแห่งบูรพาทิศ โคลนติดล้อ
                การแพทย์ - กันป่วย
                กวีนิพนธ์ ได้แก่ พระนลคำหลวง ลิลิตนารายณ์สิบปาง นิราศพระมะเหลเถไถ กาพย์เห่เรือ ธรรมาธรรมะสงคราม มงคลสูตรคำฉันท์
            ๒. สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
                (๑) ไทยรบพม่า
                (๒) นิราศนครวัด
                (๓) เที่ยวเมืองพม่า
                (๔) นิทานโบราณคดี
                (๕) สาส์นสมเด็จ
            ๓. กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์
                ประวัติศาสตร์และโบราณคดี เฉลิมพระเกียรติกษัตริย์คำฉันท์ ลิลิตมหามงกุฎราชคุณานุสรณ์ ลิลิตตำนานพระแท่นมนังคศิลาบาต พระราชพงศาวดารพม่า พงศาวดารไทยใหญ่
                บันเทิงคดี กลอนสุภาพเรื่องลูกอินทร์ สร้อยคอที่หาย อาหรับราตรี บทละครสาวเครือฟ้า บทละครพระลอ บทละครไกรทอง บทละครมหาราชวงศ์พม่า แผ่นดินพระเจ้าสีปอมินทร์
                ธรรมและปรัชญา ปัญจาภิณหะปัจจะเวกขน์กับ อัฏญโลกธัมมรุไบยาต สิทธิ์และสมภาพพลเมืองคล้อยตามธรรมชาติ นรางกุโรวาท
                จดหมายเหตุ นิราศนราธิป  อุทยานยวนถวิล
            ๔.กรมหมื่นพิทยาลงกรณ
                (๑) จดหมายจางวางหร่ำ
                (๒) สืบราชสมบัติ
                (๓) ตลาดเงินตรา
                (๔) นิทานเวตาล
                (๕) พระนางฮองไทเฮา
                (๖) กนกนคร
                (๗) พระนลคำฉันท์
                (๘) สามกรุง
            ๕. พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ)
                (๑) อิลราชคำฉันท์
            ๖. หลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก)
                (๑) โคลงนิราศวัดรวก
                (๒) กฏาหกคำฉันท์
                (๓) วินิศวาณิชคำฉันท์
                (๔) เปริคคลิสคำฉันท์
                (๕) เพชรมงกุฎคำฉันท์
                (๖) กลอนเรื่องสามก๊กตอนนางเตียวเสี้ยน
                (๗) ประชุมลำนำ
                (๘) กลอนธาดามณีศรีสุพิน
            ๗. เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี ( ม.ร.ว.เปีย มาลากุล)
                (๑) พลเมืองดี
                (๒) จรรยาแพทย์
                (๓) สมบัติผู้ดี
            ๘. เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ  อยุธยา)
                (๑) แบบเรียนธรรมจริยา
                (๒) ความเรียงเรื่องการศึกษาและเศรษฐกิจ
                (๓) โคลงกลอนครูเทพ
            ๙. พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ)
                (๑) คำประพันธ์บางเรื่อง
                (๒) สงครามภารตะคำกลอน
                (๓) แบบเรียนสยามไวยากรณ์ อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์
            ๑๐.นายชิต  บุรทัต
                (๑) สามัคคีเภทคำฉันท์
                (๒) วรรณกรรมของกวีเอก ชิต บุรทัต
            ๑๑. สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และ สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
                (๑) ดุสิตสมิต
                (๒) ทวีปัญญา
                (๓) ถลกวิทยา
                (๔) ลักวิทยา
                (๕) วิทยาจารย์
                (๖) ศัพท์ไทย
                (๗) ไทยเขษม                          

วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553

กินหมากกินพลู (๒) - ชีวิตเด็กบ้านสวนบางลำเจียก

แก้ว แกมทอง


            ครกตำหมากนี่ มีทั้งครกหิน ครกทองเหลือง ครกที่กลึงด้วยไม้ มีขนาดเล็กน่ารัก แต่ไม่เหมาะที่จะเอาไปไหนๆด้วย  เพราะถึงอย่างไรก็หนักกว่าตะบันหมากอยู่ดี พวกคนแก่ถึงต้องมีตะบันหมากไว้อีกอันหนึ่ง สำหรับเวลาออกนอกบ้านไปไหนๆจะได้เอาใส่ตะกร้าไปได้สะดวก ตะบันนี่ก็ทำด้วยทองเหลือง ยาวสักหนึ่งคืบ เป็นรูปกลมๆ เหมือนกระบอกไม้ไผ่ที่ตัดหัวท้ายกลวงแล้ว มีชิ้นไม้สั้นสักนิ้วครึ่งใส่ไว้ข้างในพอหลวมๆ ชิ้นไม้นี่บางคนเรียกว่า "เดือย" บางคนก็เรียก "ดาก" ก็ตามแต่จะถนัดกัน ส่วนที่ตำมีรูปร่างเหมือนไขควง ตรงที่จับเป็นรูปกลมรีๆ พอจับถนัดมือ เวลาตำก็เอาหมากพลูที่จีบแล้วใส่ลงไปในรูตะบัน เอาที่ตำตำลงไป คนแก่บางคนไม่ชอบให้หมากแหลกละเอียด ก็ตำพอให้หมากขาดๆ เป็นชิ้นอยู่ แล้วก็เอาที่ตำมาใส่ตรงก้นตะบันโขกโบ๊กๆกับพื้น ชิ้นไม้ข้างในก็จะเลื่อนขึ้น ดันให้หมากขึ้นมาตรงปากตะบัน เป็นรูปร่างเหมือนไอติมเลย คนแก่ก็จะเอาเหงือกงับก้อนหมากนั้นมาอม เป็นอันเสร็จพิธีกรรม

            ที่น่าสังเกตของเชี่ยนหมากทุกเชี่ยน และไม่ใช่สังเกตเปล่าๆ แต่เป็นสิ่งที่เด็กๆ ทุกคนชอบเล่นก็คือ ในเชี่ยนหมากพวกนี้จะมีตลับเล็กๆ เท่าหัวแม่มือน่ารักมาก สำหรับใส่ขี้ผึ้งสีปาก ตลับขี้ผึ้งสีปากนี้เขามีไม่เหมือนกัน  บางคนใช้ตลับงา บางคนใช้ตลับเงิน บางคนก็ทำด้วยเปลือกหอย คือ เอาเปลือกหอยสองซีกมาประกบกันแล้วเลี่ยมด้วยทองหรือนาก แล้วในตลับเหล่านี้ คือ บางตลับน่ะ ไม่ใช่ทุกตลับ จะมีตะกรุดเงินเล็กๆ ฝังอยู่ในขึ้ผึ้งสีปากด้วย บางตลับก็ใช้ไม้แกะเป็นรูปนางกวัก เล็กกระจิ๋วเท่าปลายก้อย ฝังไว้ในขี้ผึ้ง ไม่รู้เขามีไว้ทำไม จะว่าเขาทำเสน่ห์เล่ห์กล ผู้เขียนก็ว่า ไม่เห็นน่าต้องทำ เพราะพวกคนแก่กินหมากเหล่านี้ก็เล่าเหลากันแล้วทั้งนั้น ไม่รู้จะทำเสน่ห์ไปทำไมอีก อาจจะเป็นให้ขายของดีมากกว่า เพราะแทบทุกคนก็ล้วนเป็นแม่ค้า ต้องเอาของสวนไปขายท่าเตียนกันทั้งนั้น

            พูดถึงกินหมากเรื่องมันไม่จบง่ายๆหรอก เพราะก่อนนี้แทบทุกคนทั่วประเทศ ล้วนแต่กินหมากไม่ขาดปาก เรื่องหมาพลูจึงเป็นเรื่องใหญ่ ขนาดน้องๆรองจากข้าวทีเดียว สังเกตจากคำว่า "ข้าวยาก หมากแพง" ยังไง แทนที่จะว่าข้าวยาก  ปลาแพง .... ให้เข้ากับหมวดข้าวปลา อาหาร กลับยกคำว่า หมากมาไว้ก่อน แสดงว่า คนแต่ก่อนชอบกินหมากมากกว่ากินปลา ดังนั้น เมื่อพูดถึงหมากไปแล้ว จึงต้องพูดถึงเรื่องพลูด้วย

            พลูที่กินกับหมากนี่เขามี ๒ ชนิดนะ ชนิดหนึ่งเขาเรียก พลูจีน ใบบางๆ ออกสีเขียวอมเหลือง เป้นพลูที่ปลูกขายกันทั่วไป ที่น่าประหลาดก็คือ ส่วนมากจะเป็นคนจีนที่ทำสวนพลู เก็บพลูขายจนมีตลาดขายส่งที่เรียกว่า ตลาดพลู นั่นไง นอกจากจะทำสวนพลูขายส่งจนร่ำรวยแล้ว แป๊ะแก่บางคนยังไปรับซื้อพลูมาใส่เรือพายขายไปตามแม่น้ำลำคลองอีกด้วย ใส่หมวกกุยเล้ย จุกยาฉุนเต็มปาก ร้องตะโกนขายลั่นแม่น้ำลำคลองว่า พลูโว้ย.. เป็นทีว่า จะซื้อไม่ซื้อตามใจ แต่พี่ไทยน่ะแหงอยู่แล้ว นั่งอมหมากกันทั้งวันทั้งคืน เดี๋ยวคำ เดี๋ยวคำ ปากว่างไม่ได้ซีน่า นั่งหาวนั่งเรอบ่นแต่เปรี้ยวปากจริงโว้ย พอได้หมากเข้าไปสักคำเดียวตาสว่าง เพราะงั้นจะร้องพลูโว้ย พลูวะยังไงก็ต้องซื้อกันวันยังค่ำ

            พลูอีกชนิดหนึ่ง ชื่อ พลูทองหลาง ใบหนาสีเขียวเข้ม รสเผ็ดจัดกว่าพลูจีนมาก ซึ่งพลูนี้ชาวสวนแถวบ้านผู้เขียนชอบกิน เขาไม่ชอบกินพลูจีนกัน จึงต่างคนต่างปลูกพลูทองหลางไว้กินเอง โดยปลูกไว้ตามโคนต้นทองหลางน่ะแหละ บางคนก็ทำค้างด้วยไม้ทองหลางแล้วปลูกไว้มากหน่อย ไว้แบ่งขายให้พวกเดียวกันได้กิน แต่พลูทองหลางนี้เวลามีงานมีการ เขาไม่เอามาจีบออกงานหรอก เพราะมันจีบได้ไม่สวย  ใบมันกรอบแตกง่าย ต้องเอาพลูจีนมาจีบ เวลามีงานพิธีใหญ่ พลูจีบนี่เขาต้องจีบให้มวนยาวเฟื้อยเลยนะ ประมาณด้ามปากกาเขียนหนังสือแน่ะ มีการต่อหางพลูให้สวยด้วย

            ไม่ว่าพลูจีน พลูทองหลาง เมื่อมีมากๆเหลือกิน  เขาก็จะทำพลูแห้งไว้กินเวลาขาดเหลือ คือ เหมือนหมากแหละ พอมีมากก็ทำแห้งไว้ แต่พลูนี่เขาไม่ใช้ตากแดดเหมือนหมาก เขาจะใช้นาบ เรียกว่า "พลูนาบ" คือ เอาตะแกรงลวดขึ้นมาวางเหนือกองถ่านแดงอ่อนๆ วางให้สูงหน่อย เขาทำร้านไว้วางแล้วเอาพลูวางลงไปบนตะแกรง เอาลูกประคบที่ทำด้วยผ้ามัดไว้กลมสักเท่ากำมือ กดลงไปในใบพลู แล้วคอยกลับใบพลูเร็วๆ กลับบ้าง  เอาลูกประคบกดเลื่อนใบพลูไปมาอย่าให้อยู่นิ่งบ้าง ในลักษณะนี้ ใบพลูจะค่อยๆตายนึ่ง แล้วแห้งน้ำแบบไม่กรอบ คือ แห้งแบบมีชีวิตชีวา ยังรักษารสเผ็ดและสีสันของพลูไว้เกือบเท่าเดิม

            พลูนาบนี้ ใครมีเวลาทำไว้มากๆ ยังเอาไปขายได้ราคาอีกด้วย เพราะบางคนก็ชอบกินะพลูนาบยิ่งกว่าพลูสดเสียอีกเหมือนหมากน่นแหละ คนแก่บางคนก็ชอบกินหมากแห้งยิ่งกว่าหมากสด

            เมื่อหมดเรื่องหมากพลู ทีนี้ก็ถึงเรื่องปูน ปูนกินกับหมากนี่ ไม่ต้องมีพิธีอะไรมาก เขาก็ซื้อมาจากตลาดที่มีห่อใบตองไว้ขาย พอซื้อมาแล้วแก้ห่อออก จะเห็นปูนตั้งไว้กลางใบตอง เป็นรูปห่อเลย แบบขนมใส่ไว้ยังงั้น เป็นปูนสีแดงซีดๆ เราก็มาเอาสีเสียดขูดใส่ลงไปหน่อย สีเสียดนี่เป็นก้อนดำๆ เท่าหัวแม่มือ มีประจำอยู่ทุกเชี่ยนหมาก พอขูดสีเสียดให้เป็นผงละเอียด ใส่ลงไปในปูน เอาไม้ควักปูนคนไปคนมา เคล้าสีเสียดกับปูนให้เข้ากัน สีปูนที่แดงอยู่ซีดๆ ก็กลับกลายเป็นมีชีวิตชีวา แดงจัดสีสวยขึ้นมาทันใด เขาก็เอาไม้ควักปูน ควักใส่เต้าไปแค่นั้นเอง

        (อ่านต่อตอนที่ ๓ ตอนจบ)

ที่มา  ต่วยตูน เดือนมีนาคม ๒๕๓๑ ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๗

"ขบวนการล้มเจ้า" หนังสือดีที่น่าอ่าน โดย กองบรรณาธิการ ASTVผู้จัดการ

photo



            ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงในเวลานี้ นี่คือหนังสือที่ไม่ควรพลาดหามาอ่านกัน

        "ขบวนการล้มเจ้า"
        ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ
            กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เอเอสทีวี-ผู้จัดการรายวัน
            ขบวนการล้มเจ้า-กรุงเทพฯ : เอเอสทีวี-ผู้จัดการ, 2553, 216 หน้า
            320.9.593
            ISBN 978-974-9535-98-1

        ติดต่อสั่งซื้อที่ ASTV CALL CENTER 02-633-5353

          

บางส่วนจากคำนำ

            สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับสยามประเทศ มานานนับพันปี มีความสำคัญและผู้กพันกับสังคมไทยตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันจนแยกจากกันไม่ได้
            ขณะที่พระมหากษัตริย์ได้รับการยกย่องเทิด ทูนประดุจสมมติเทพ เหมือนพ่อที่ห่วงใยลูกเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่อาจมีสิ่งใดมาทดแทนได้ แต่กลับกลายเป็นว่ามีคนไทยกลุ่มหนึ่งที่มีความโลภ ทะเยอทะยาน กระหายอำนาจกำลังร่วมมือกันทำลาย หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พยายามลดความสำคัญให้เหลือเพียงแค่สัญลักษณ์เท่านั้น

            คนกลุ่มนี้มีเป้าหมายสูงสุด เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไปเป็นระบอบสาธารณรัฐเหมือนกับบางประเทศทางตะวันตกตามวัฒนธรรมที่ลอกเลียนแบบ ตามจินตนาการความใฝ่ฝัน หรือตามตำราที่เคยร่ำเรียนจนนำไปสู่ความมุ่งหวังในการปฏิวัติสังคมใหม่....

            ..สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบได้กับต่างประเทศ เพราะมีที่มาและความผูกพันต่างกันอย่างสิ้นเชิง นี่คือสาเหตุสำคัญที่คนไทยให้ความเคารพเทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใด และยอมไม่ได้หากถูกคุกคาม หรือบั่นทอนลดความสำคัญลงเป็นอันขาด

            ...เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและรู้เท่าทันคนกลุ่มนี้ ก็จะเปิดโปงให้เห็นถึงตัวบุคคลที่รวมกลุ่มกันเป็นขบวนการ "ล้มเจ้า" ว่ามีใครกลุ่มไหนบ้าง มีความเป็นมา และเป้าหมายเฉพาะหน้า เป้าหมายระยะยาวรวมไปถึงขั้นตอน วิธีการดำเนินการให้บรรลุผลในขั้นตอนสุดท้ายได้อย่างไร


            นี่คือ เนื้อหาที่น่าสนใจในหนังสือเล่มนี้

    เปิดหน้ากาก "ทักษิณ" หัวหน้าขบวนการล้มเจ้า
    - ขายชาติยอมเป็นข้าขอบขัณฑสีมาเขมร
    - ข่าวอัปมงคลทุบหุ้นทำลายสถาบัน
    - เสื้อแดงจุดชนวนปม "ผู้สำเร็จราชการ"

    "ทักษิณ" กับปริศนา "เจ้าองค์ที่ 10"
    - เล่ห์ "แม้ว" ฟอกตัวโหนกระแสจงรักภักดี
    - นักโทษหนีคุกหนีคดีทุจริตนำจุดเทียนชัย
    - ย้อนอดีต-ปัจจุบันกับปริศนาหมายเลข 10
    - จัดวันรำลึก "พระเจ้าตากสิน" สื่อสัญลักษณ์กระทบชิ่ง

    แผนอุบาทว์พุ่งชนฟ้า ล้มราชวงศ์จักรี !?
    - เหิมเกริมปลุกระดมให้ร้าย "ราชวงศ์จักรี"
    - สร้างกระแส "ทักษิณ" เทียบ "พระเจ้าตาก"
    - เผยตัวจนส่งสัญญาณตรงถึงบุคคล "พิเศษ"
    - การกลับมาของ "เพ็ญ-ยุทธ" แรงอาฆาตหนักข้อ
    - ย้อนอดีตขบวนการล้มเจ้า
    - ปฐมบทปฏิญญาฟินแลนด์

    มุ่งสู่สาธารณรัฐ
    - ยุคไทยรักไทยขบวนการใต้ดินเติบโต
    - เวบหมิ่นผุดเป็นดอกเห็ด
    - เปลี่ยนเพลงชาติเปลี่ยนบัตรประชาชน
    - เปลี่ยนข้าราชการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ
    - ตั้งสมเด็จพระสังฆราชซ้อน

    "ไทยคู่ฟ้า" เทียบชั้นประมุข
    - สร้างภาพสร้างกระแสมวลชนสนับสนุน
    - ทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ตีตนเสมอเจ้า
    - อุปโลกน์ "เจ้ามูลเมือง-เจ้าษิณ"
    - นั่งพรมแดง เป็นประธานในวัดพระแก้ว

    ครม.พนมรุ้ง-นั่งช้าง-สลุต 21 นัด ความเชื่อคุณไสย

    คำพูดจาบจ้วง เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
    - มวลชนเหิมเกริม ขยายวงจาบจ้วง
    - ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร เจตนาซ่อนเร้น ?
    - กรณี "ดา ตอร์ปิโด" แนวรบถ่อยเถื่อน
    - "สหายสมชาย" ซ้ายเก่าร่วมขบวนการฃ
    - "เพชรวรรต" นับถือแค่อนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์
    - "วีระ มุสิกพงศ์" ไอ้ซ่าส์ฯหมิ่นสถาบัน
    - ล่ารายชื่อถวายฏีกา กดดันพระเจ้าอยู่หัว  ?
    - "จักรภพ เพ็ญแข" อยากเห็นสงครามประชาชน
    - สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน)
    - เครือข่ายนักวิชาเกินสีแดง
    - "ใจ อึ้งภากรณ์" แดงสยาม หลุดโลก ?
    - "สหายสมพร" เพื่อน "ดา ตอร์ปิโด"

    ใช้สื่อเป็นเครื่องมือ ดิสเครดิต-ทำลาย
    - ไอทีวีโฆษณาชวนเชื่อ เพาะเชื้อแนวร่วม
    - มติชน สุดสัปดาห์ ยก Case study
    - สื่อแดง-สื่อเทียม โหมโรงจาบจ้วง
    - สื่อนอกยุทธศาสตร์ "โลกล้อมประเทศ"

    ใช้ "วัดธรรมกาย" ขยายมวลชน
    - ทำลาย พล.อ.เปรม กระทบชิ่งสถาบัน
    - กำเนิด นปก.-นปช. เป้าหมายป่วน

    บทสรุป

    เปิดคำพิพากษา! ทักษิณอยากเป็นประธานาธิบดี
   
    หลวงตาบัว : "ทักษิณ" อยากเป็นประธานาธิบดี

    พระราชพิธีสำคัญในอุโบสถวัดพระแก้ว

    ขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษ

    วสิษฐ เดชกุญชร กระชากหน้ากาก "แม้ว" คิดการใหญ่

    "บิ๊กเสือ" : "ทักษิณ" จ้องล้มสถาบัน ?

    ทักษิณหมิ่นศาลในพระปรมาภิไธย


---นี่คือ หนังสือที่เปิดปูมขบวนการชนฟ้า
    หลากที่มาหลายอุดมการณ์
    แยกกันเดิน รวมกันตี
    เพื่อสถาปนารัฐไทยใหม่
    ในทัศนคติที่เป็ฯอันตรายต่อ
    ระบอบประชาธิปไตย
    อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข                                                                                                


"ขบวนการล้มเจ้า" หนังสือดีที่น่าอ่าน โดย กองบรรณาธิการ ASTVผู้จัดการ


  กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เอเอสทีวี-ผู้จัดการรายวัน
            ขบวนการล้มเจ้า-กรุงเทพฯ : เอเอสทีวี-ผู้จัดการ, 2553, 216 หน้า
            320.9.593
            ISBN 978-974-9535-98-1

        ติดต่อสั่งซื้อที่ ASTV CALL CENTER 02-633-5353

ความลับคับอก (๑) - เรื่องหรรษาในแวดวงที.วี



ถาวร ช่วยประสิทธิ์


            ทีวีนี้ออกจะเป็นของลึกลับสักหน่อย เวลาคลื่นมันล่องลอยไปตามอากาศ ไปเข้าสายอากาศของเครื่องรับบ้านไหน เจ้าของเครื่องรับเขาเปิดเครื่องรับแล้วปรับดูช่องไหนกันบ้างนั้น ออกจะเป็นความลับดำมืดเสียจริงๆ คนที่จัดรายการทีวีและคนที่ส่งทีวีเขาอยากจะรู้เหลือเกินว่า มีกี่บ้านที่ดูรายการของเขา รู้แค่นั้นก็ยังไม่พอ อยากรู้จนกระทั่งว่าเครื่องรับนั้นมีคนถ่างตาดูอยู่กี่คน  ไม่นับคนที่เปิดเครื่องแล้วกรนครอกๆ ปล่อยให้เครื่องมันดูคนนอนหลับแทน และในจำนวนคนที่ถ่างตาดูนั้นเป็นผู้ใหญ่กี่คน เด็กกี่คน ผู้ใหญ่เท่านั้นเท่านี้คนน่ะ เป็นผู้ชายเสียเท่าไหร่ ผู้หญิงเท่าไหร่ แค่นี้ก็ยังไม่พออีก อยากจะรู้จนกระทั่งฐานะของบ้านนั้นเป็นยังไง ร่ำรวยหรือกระจอกเพียงไร โอ๊ย ซอกแซกเหลือเกินละ

            อยากจะรู้ใช่ไหมล่ะครับว่า เขาต้องการอะไร เขาต้องการรู้ว่ารายการแต่ละรายการมีคนดูจำนวนมากน้อยซักเท่าไหร่จะได้อ้างกับสปอนเซอร์ เพื่อเรียกร้องเงินค่าโฆษณาสินค้าตามจำนวนคนดู ส่วนที่ต้องการรู้ซึ้งไปจนถึงจำนวนเด็กและผู้ใหญ่ ผู้หญิงหรือผู้ชายนั้น ก็เพื่อจะได้เลือกสินค้าที่โฆษณาถูกต้องว่าควรโฆษณาอะไร เรื่องนี้สปอนเซอร์เองหรือบริษัทรับจ้างโฆษณาเขาก็ต้องการรู้เหมือนกัน เช่น รายการที่มีเด็กดูมากๆ เขาจะได้โฆษณาสินค้าจำพวกขนมกรอบจนแผ่นดินไหว โฆษณาชนิดนี้พ่อแม่เห็นออกทีวีทีไรอยากจะปิดทุกที เพราะลูกมันจำเอาไปรบเร้าให้ซื้อให้กิน  ส่วนสินค้าชนิดเบาบางและซึมซับได้ดีนั้น ต้องโฆษณาในรายการที่มีผู้หญิงดูเยอะๆ เพราะผู้ชายคงไม่ต้องการซื้อเอาไปปิดจมูกเพื่อกันฝุ่น สำหรับผู้ชายนั้นต้องโฆษณาสินค้าประเภทเอาหน่อยน่าเจ้านาย นอกจากนั้นเป็นสินค้าที่ต้องใช้หรือเคี่ยวเข็นให้ใช้ทุกรูปทุกนาม เช่น สบู่ ยาสีฟัน หรือน้ำอัดลม

            ที่ต้องรู้ว่าคนดูรายการทีวีรายการไหนมีฐานะทางการเงินสูงหรือต่ำนั้น ก็เพราะสินค้าบางอย่าง เหมาะสำหรับคนร่ำรวยโดยเฉพาะ  เช่น โฆษณารถยนต์คันละล้านสองล้านเป็นต้น คนหาเช้ากินค่ำหรือหาเอาตอนค่ำเอาไว้กินตอนเช้านั้น ดูไปก็เหมือนนกกระจอกเห็นเครื่องบิน คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างนี้ต้องโฆษณาให้กินเครื่องดื่มบำรุงกำลังเพื่อที่จะได้ยากจนลงไปอีก เพราะราคาของมันขวดหนึ่งเท่ากับอาหารมื้อหนึ่งทีเดียว

            ที่เขาซอกแซกอยากจะรู้โน่นรู้นี่ เขาอยากรู้เฉพาะคนเมืองหลวงเท่านั้น เขาไม่เที่ยวไปสืบคนต่างจังหวัดให้เสียเวลา เหตุผลของเขามีอยู่ว่า คนบ้านนอกไม่มี "กำลังซื้อ" กำลังซื้อนี่ หมายถึงกำลังเงินและกำลังใจในการซื้อ คนบ้านนอกหลายคน มีเงินซื้อแต่ไม่มีกำลังใจในการซื้อ คือ มักเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ยอมซื้อของฟุ่มเฟือย ซื้อกระดาษชำระมาม้วนหนึ่งก็เอาใช้เช็ดปากและเช็ดหน้า แต่ไม่ใช่ชำระตามหน้าที่ของมัน เพราะมันดูฟุ่มเฟือยเหลือกำลัง  เพราะฉะนั้นสถานีทีวีที่ควักกระเป๋าเอาเงินพันล้านบาทไปลงทุนทำทีวีโยงใยทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มจำนวนคนดูให้มากขึ้นเกือบสิบเท่า แล้วจะไปเรียกร้องค่าโฆษณาให้สูงขึ้นตามจำนวนคนดูนั้นต้องผิดหวังอย่างแน่ๆ เพราะสปอนเซอร์เขาไม่ขึ้นราคาให้ตามนั้นหรอก เพียงแต่เขาไม่ถอนออกไปเข้าช่องอื่นก็บุญหนักหนาแล้ว

            ปัญหาของเรื่องนี้มีอยู่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะรู้ข้อมูลต่างๆที่ต้องการตามที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด วิธีการที่จะหาข้อมูลนั้นมีมากมายหลายวิธีก็จริง แต่มันมักไม่ค่อยได้ผลเท่าไรนัก

            วิธีแรกที่ให้ผลแน่นอนว่าบ้านไหนเปิดดูทีวีรายการไหนช่องไหน ในเวลาเท่าใดนั้น คือ การส่งคนออกไปด้อมๆตามบ้านเรือนที่อยู่ใกล้ถนนหรือตรอกซอกซอย ถึงมองไม่เห็นจอเครื่องรับ ก็อาจฟังเสียงลอดออกมาได้ว่า เป็นเสียงรายการอะไร เช่น ได้ยินเสียงปี่กลองก็พอรู้ว่ากำลังดูมวยอยู่  หรือถ้าได้ยินคนกำลังเถียงอะไรกันอยู่ ก็รู้ว่ากำลังดูละคร แต่ละครนั้นมักแสดงซ้อนกันหลายสถานีพร้อมๆกัน  ต้องเงี่ยหูฟังแล้วตีความให้ดีว่า เป็นเสียงของนักแสดงคนไหน นักแสดงคนนั้นกำลังแสดงละคร ของช่องไหนอยู่  ถ้านักแสดงคนนั้นดันไปรับงานเล่นละครหลายเรื่องพร้อมๆกัน (เพราะไม่ได้แสดงสดและอัดเทปไว้นานแล้ว) และเรื่องที่แสดงออกมาประชันกันถึง ๒-๓ ช่อง ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ต้องตีความกันอุตลุตไปหมดว่า เสียงที่ได้ยินนี้เป็นเสียงของช่องไหนกันแน่ ถ้าไม่แน่ใจก็มั่วออกไปช่องหนึ่งก็แล้วกัน เพราะคนที่เขาจ้างมาเป็นนักสืบคงไม่รู้หรอกว่าจริงหรือเปล่า อีกอย่างหนึ่งค่าจ้างค่าออนก็ไม่มากอะไรนัก เขากำหนดให้แอบดู ๕๐ บ้าน แต่ดูได้แค่ ๑๐ บ้าน ก็ยกเมฆให้ครบก็สิ้นเรื่อง

            วิธีการอย่างนี้ มันไม่ได้ผลตรงที่ไม่สามารถอบฟังบ้านใหญ่ๆที่มีรั้วรอบขอบชิดและอยู่ห่างถนนได้ ขืนปีนรั้วเข้าไปฟังให้ได้ยินจริงๆ ถ้าไม่มีอัลเซเชี่ยนตัวโตๆ มางับคอหอย ก็อาจมีลูกปืนออกมาถามว่า ใครกันวะ

            อีกอย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยได้ผล เพราะไม่สามารถจ้างคนได้มากพอที่จะสำรวจได้ทุกซอกทุกมุมและทุกตำบล ได้ผลแค่ไหนก็เอามาป้อนเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้มันยกเมฆออกมาว่าในกรุงเทพมหานครอันกว้างใหญ่ไพศาลของเรานี้ มีกี่บ้านที่เปิดเครื่องรับทีวี เพราะเครื่องไม่เสียหรือยังไม่ทันยกเอาไปจำนำในจำนวนที่เปิดนี้ ในเวลานั้นกำลังดูรายการอะไรของช่องไหนอยู่ และในจำนวนคนดูนั้นเป็นผู้ใหญ่กี่คน เด็กกี่คน ผู้หญิงกี่คน ผู้ชายกี่คน แต่ละคนมีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

        (อ่านต่อตอนที่ ๒)

ที่มา  ต่วยตูน เดือนมีนาคม ๒๕๓๑ ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๗  

กินหมากกินพลู (๑) - ชีวิตเด็กบ้านสวนบางลำเจียก

แก้ว แกมทอง

            เมื่อก่อนนี้พอแขกขึ้นเรือน คำแรกที่เจ้าของบ้านพูดรับรองก็คือ ให้แขกกินหมากนะ ไม่ใช่ให้กินน้ำเหมือนเดี๋ยวนี้

            ผู้เขียนจำได้ว่าพอแขกมาเยือน เขาก็จะเอาเสื่อมาปูที่ระเบียงริมชาน เอาเชี่ยนหมากมาตั้ง เอากระโถนหนึ่งใบชนิดที่ล้างสะอาดอยู่ใหม่ๆ  ไม่ใช่ที่เจ้าของบ้านใช้บ้วนเองอยู่ทุกวันแล้วใช้เด็กเท บางทีเด็กมันก็ไม่เท ปล่อยไว้สองวันสามวัน บ้วนจนน้ำหมากมั่ง อะไรมั่งแทบจะล้นกระฉอกออกมานอกกระโถน บางทีพอเราจะบ้วนอะไรมั่ง พอก้มลงไปแทบจะล้มหงายตึงเลย เม้นเหม็น เพราะงั้นทุกบ้านเขาถึงต้องมีกระโถนใหม่ๆไว้ให้แขกบ้วน

            นอกจากมีเชี่ยนหมาก มีกระโถนแล้ว ก็มีน้ำใส่ขันหรือใส่แก้วตามชนิดของแขกมาวางด้วย บางทีก็มีน้ำร้อนน้ำชาชนิดใส่กากระเบื้องซ้อนอยู่ในกระถางที่มีนวมรอง ไม่ใช่น้ำร้อนน้ำชาชนิดใส่ซองยื่นใต้โต๊ะ ซึ่งชนิดนี้เพิ่งจะมีมาใหม่ในยุคปัจจุบัน

            แขกร้อยทั้งร้อยที่มาเยี่ยมบ้าน พอเห็นเชี่ยนหมากสะอาดเอี่ยม มีพลูสดๆซิงๆไม่เหี่ยวเฉาป้อแป้ มีหมากดิบเจียนไว้สดๆ หรือไม่ก็เป็นลูกๆ ไว้ให้เจียนเอง แขกก็จะรีบระมิดกระเมี้ยนบ้วนหมากของตัวที่อมมาแต่บ้านทิ้งกระโถน แล้วเอาน้ำบ้วนปากหยิบพลูขึ้นป้ายปูนจีน กินใหม่ด้วยสีหน้าชื่นมื่น เรื่องธุระเรื่องอะไรเอาไว้พูดกันทีหลัง

            ทีนี้เมื่อพูดถึงหมาก เมื่อคราวก่อนพูดถึงหมากแห้งเอาไว้เสียหนักหนา คราวนี้จะได้เฉลยว่า แล้วหมากแห้งแข็งเป๊ก ยังงั้นคนแก่จะกินเข้าไปยังไง

            เรื่องนี้เล่นไม่ยากเลย เขาก็เอาแช่น้ำเสียนะซีเล่า แช่ค้างวันค้างคืนไว้อย่างงั้น ไม่ต้องเอาขึ้นกันล่ะ จะกินทีก็หยิบขึ้นมาที เอาใส่ปากหรือใส่ครกโขลกได้สบายมือ แต่ก่อนนี้ตามเชี่ยนหมากของคนแก่ๆน่ะ เขาจะมีถ้วยหรือโถ หรือกระปุกอะไรก็ได้ที่เล็กๆหน่อย เอามาแช่หมากแห้ง ผู้เขียนยังเคยเห็นเขาใช้กระปุกสบู่คาบอลิกเลย กระปุกนี่มันเป็นกระเบื้องเคลือบสีน้ำตาลอ่อน มีฝาปิดมิดชิด รูปร่างสักเท่ากระป๋องบุหรี่ ที่ไม่เปรียบกับกระป๋องนมเพราะนมเดี๋ยวนี้มันมีกระป๋องหลายขนาด เดี๋ยวไปวาดภาพอย่างชนิดกระป๋องโตๆ เข้าก็จะผิดความจริงไปมาก สบู่คาบอลิกนี่ไม่ใช่แตสำหรับอาบน้ำฟอกหัวหมาหรอกนะ ฟอกหัวคนที่เป็นเหาก็ได้

            เชี่ยนหมากของคนแก่ชาวสวนแต่ก่อนนี้ เคยเห็นเขาใช้แต่เชี่ยนแบบเครื่องเขิน ที่เขาเรียกว่าโอลาวน่ะ โอลาวนะไม่ใช่โอลาย เคยเขียนเรื่องเชี่ยนโอลาวนี่ที่ไหนแห่งหนึ่งแล้ว เขาไปสะกดผิดเป็นโอลาย เลยกลายเป็นคนละโอไป แล้วอีกอย่างเรื่องแกงบวน สะกดผิดเป็นแกงบอน ดูเหมือนจะที่นี่เอง ทำให้เสียความรู้สึกอร่อยหด เพราะแกงบวนมันอร่อยกว่าแกงบอนตั้งเยอะ

            เรื่องเชี่ยนหมากนี่ความจริงเขามีกันหลายอย่าง เชี่ยนหมากเงิน็มี เชี่ยนหมากนากก็มี แต่ส่วนมากเขาเอาไว้เวลามีงานใหญ่จริงๆ ถึงจะเอาออกมาโชว์  ส่วนมากแล้วธรรมดาก็ใช้แต่โอลาว รูปร่างกลมใหญ่คล้ายขัน แต่มีส่วนบนเหมือนเป็นถาดซ้อนปิดอีกที บนถาดนั่นก็มีตลับเล็กๆน่ารักสามสี่ใบไว้ใส่ยาฉุน ยาจืด กานพลู มีซองใส่พลู มีจอกใส่หมาก มีขวดเล็กๆสองขวดใส่พิมเสนใส่การบูน มีเต้าปูนซึ่งรูปร่างเหมือนเต้าจริงๆ คือ ลูกน้ำเต้านะ แต่เล็กกว่า ทำด้วยกระเบื้องเคลือบ มีดอกมีดวงสวยๆ มีไม้ควักปูนที่ทำด้วยทองเหลือง ส่วนที่จับข้างบนเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ไก่ นก ปลา เป็นอาทิ ส่วนข้างล่างของตัวเชี่ยนก็มีของสารพัดอย่าง ของบางอย่างไม่น่ามาอยู่ในเชียนก็มี อย่างเข็มฝอย เข็มซ่อนปลาย กิ๊ฟติดผม ซองยาแสงหมึก สตางค์แดง พลอยร่วงๆสีต่างๆ ตะปู ไม้ขีดไฟ คือ มีแทบทั้งนั้น รู้สึกใครขาดอะไรก็จะมาค้นหาที่ก้นเชี่ยนหมาก นี่แหละเป็นได้การแทบทุกครั้ง ส่วนของที่เกี่ยวกับการกินหมากก็มีมีดพับ สำลีไว้ขมวดมวนพลู สำลีนี่เป็นเม็ดขนาดเท่าหัวแม่มือ ข้างนอกเป็นปุยขาว ข้างในแล้วเป็นสีดำปื๋อ อย่างมีสำนวนประชดคนผิวดำว่า ขาวเป็นสำลีเม็ดในนั่นแหละ นอกจากนี้ก็มีผ้าเช็ดปากสีแดง ซึ่งผ้าเช็ดปากคนแก่กินหมากนี้ต้องเป็นสีแดงทั้งนั้นอย่าไปหาสีอื่น บางเชี่ยนก็จะมีตะบันหมากยัดใส่ก้นเชี่ยนไว้ด้วย

            คนกินหมากนี่ ถ้าเป็นพวกสาวๆหรือไม่สาว แต่ยังมีฟันอยู่ เครื่องประกอบการกินหมาก ไม่ต้องมีครกมีสากให้ยุ่งยาก เขาก็หยิบใบพลูมา เอาปูนป้ายแกรกๆ เอาการบูนหรือพิมเสน หรือดอกกานพลูก็ได้ใส่ลงไป แล้วม้วยพลูอย่างชำนาญ แผลบเดียวก็เป็นกรวยกลม คีบไว้หว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลางมือซ้าย หยิบมีดมาผ่าหมาก เอาเสี้ยวหนึ่งมาเจียนแพล๊บแดะขึ้นใส่ปากอมไว้ก่อน หยิบตลับขี้ผึ้งมาเปิด เอาปลายก้อยป้ายขี้ผึ้งมาสีริมฝีปากช้าๆ ด้วยมาดคุณนาย แล้วถึงเอามวนพลูใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆ รวมกับชิ้นหมากที่อมรอไว้ก่อนแล้ว พอเคี้ยวหมดมวนพลูก็จะมีน้ำหมากออกมาเยิ้มสองมุมปาก เขาก็จะกรีดนิ้วหยิบถ้วยยาฝอยหรือยาฉุนก็ได้ตามแต่จะชอบ มาเปิดขยุ้มเอายาออกมากระจุกหนึ่ง เช็ดปรอบริมปาก แล้วจุกไว้ตรงมุมหนึ่ง ปล่อยให้ฝอยยาปลิวพะเยิบพะยาบอยู่นอกปากสองสามเส้นดูเก๋ดี

            เรื่องยาจุกปากประกอบเครื่องกินหมากนี่  ถ้าเป็นคนไทย รู้สึกจะชอบยาจืดหรือยาฝอยนี่นะ แต่ถ้าเป็นคนจีนกินหมาก หรือ ไม่ได้กินหมาก เขาจะชอบใช้ยาฉุนจุกปากกัน บางคนก้อนเบ้อเริ่มเลย ไม่รู้เพื่ออะไร

            ส่วนคนแก่กินหมากนั้น เขาก็ใช้ครกน่ะแหละ เป็นเครื่องทุ่นแรง จับๆหมากใส่ครกแล้วตำป๊อกๆ พอละเอียดก็เอาช้อนตักใส่ปาก เครื่องครกของเขาต้องมีช้อนประจำอยู่ด้วย มีขี้หมากเกาะกรังตรงโคนช้อน ส่วนตรงปลายน่ะเลียเสียมันแผล่บ สากก็เหมือนกัน ตอนตำเสร็จแล้วบางคนก้เลียเสียหน่อยๆตรงปลายสากด้วยท่าทางน่าอร่อยดี


        (อ่านต่อตอนที่ ๒)

ที่มา  ต่วยตูน เดือนมีนาคม ๒๕๓๑ ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๗