++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Sport Angel - ดวงนภา เข็มเจริญ - ปูเป้



Sport Angel นางแบบ : ดวงนภา เข็มเจริญ ช่างภาพ : สุวิทย์ กิตติเธียร สไตลิสต์ : สุกานดา ศรีประทุม / แต่งหน้า-ทำผม : แสงฟอง อนุวงค์ Producer : สรเดช เพชรแสงใสกุล Co-Producer : ธันยเดช เกียรติศิริ สถานที่ถ่ายทำ : Smile Driving Range & Sports Club (อยุธยา)

วิวัฒนาการสถานภาพของข้าราชการไทย

โดย ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน
ข้าราชการ โดยตัวศัพท์หมายถึงผู้ทำงานรับใช้พระมหากษัตริย์
โดยรับพระราชทานเงินเดือนจากองค์ประมุขของรัฐ
ข้าราชการจึงเป็นข้าแห่งการของราชะ

เมื่อเป็นเช่นนี้ในบางสังคมที่ไม่มีกษัตริย์จึงเรียกผู้ทำหน้าที่เจ้า
หน้าที่ของรัฐว่า ข้ารัฐการ แต่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนไว้ว่า
คำว่า ราช อาจจะหมาย

ถึงการปกครองบริหารก็ได้ เช่น เมื่ออังกฤษปกครองอินเดียใช้คำว่า British Raj

อย่างไรก็ตาม
กลุ่มบุคคลที่ทำงานให้กับภาครัฐโดยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
และในระดับที่สูงก็ต้องมีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เช่น นายทหาร

ชั้นสัญญาบัตร จนถึงระดับสูงสุดคือระดับนายพล
ข้าราชการพลเรือนระดับที่เป็นอธิบดี ปลัดกระทรวง
รวมตลอดทั้งตำแหน่งทางวิชาการ เช่น ศาสตราจารย์

หรือผู้บริหารในมหาวิทยาลัย เช่น อธิการบดี
ต้องมีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งทั้งสิ้น
คณะมนตรีก็ต้องมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รวมทั้งมีการถวาย

สัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่ง

แต่สถานภาพของข้าราชการไทยก็มีวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะสัจธรรมของโลก
ซึ่งพอจะแยกแยะได้เป็น 3 ช่วง ดังต่อไปนี้

ช่วงที่หนึ่ง ขุนนางภายใต้ระบบศักดินา
ข้าราชการในยุคนี้คือข้าราชการที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี
และกรุงรัตนโกสินทร์ จนถึง 24 มิถุนายน

2475 ข้าราชการที่ทำงานในยุคนี้นั้นมีการพัฒนาสูงสุดในยุคพระบรมไตรโลกนาถ
เมื่อมีการจัดแบ่งในทางทฤษฎีแยกระหว่างฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร

ฝ่ายพลเรือนนั้นแบ่งออกเป็นจตุสดมภ์ อันได้แก่ เวียง วัง คลัง นา
และมีอัครเสนาบดีฝ่ายมหาดไทย
คือเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์เป็นผู้บังคับบัญชา ฝ่าย

ทหารนั้นไม่ได้มีการกล่าวถึงในรายละเอียด
แต่มีการอนุมานว่ามีอัครเสนาบดีฝ่ายทหารคือ ฝ่ายกลาโหม
ซึ่งได้แก่เจ้าพระยามหาเสนา น่าจะบังคับบัญชาจตุ

รงคเสนา อันได้แก่ ช้าง ม้า ราบ และช่าง ซึ่งได้มาจากอินเดียคือ ช้าง ม้า
ราบและรถศึก แต่มาเปลี่ยนรถศึกเป็นช่างแทน เพราะรถศึกไม่เหมาะสมกับ

ภูมิประเทศ

อย่างไรก็ตาม
ในยุคพระเพทราชได้แบ่งเป็นการควบคุมการบริหารโดยแบ่งเป็นฝ่ายภาคเหนือและ
ฝ่ายภาคใต้ โดยฝ่ายภาคเหนืออยู่ภายใต้อัคร

เสนาบดีฝ่ายมหาดไทย ส่วนภาคใต้อยู่ในการดูแลของอัครเสนาบดีฝ่ายกลาโหม
จึงเกิดมีคำถามว่ากลาโหมจะมีจตุสดมภ์อยู่ภายใต้การดูแลด้วยได้หรือไม่

ซึ่งน่าไม่แตกต่างจากฝ่ายภาคเหนือ

แต่ที่สำคัญคือ ขุนนางในยุคศักดินานี้เป็นผู้ที่มีความสมบูรณ์ใน 3
ตัวแปรที่ทำให้ตัวเองแตกต่างจากประชาชนที่เป็นไพร่ อันได้แก่
ทรัพย์ศฤงคาร

(wealth) สถานะทางสังคม (status) และอำนาจ (power) นอกจากนี้
ขุนนางยังแตกต่างจากคนอื่นที่เป็นไพร่
หรือแตกต่างจากขุนนางด้วยกันเองด้วยตัวแปร

4 ตัว คือ ยศ (เช่น พระยา) ราชทินนาม (เช่น จักรีศรีองครักษ์) ตำแหน่ง
(เช่น สมุหนายก) ศักดินา (หนึ่งหมื่น)

ขุนนางในระบบดังกล่าวซึ่งเป็นคนของกษัตริย์ทำการปกครองบริหารประเทศ
มาเป็นเวลายาวนานตั้งแต่การรุ่งเรืองสูงสุดในสมัยอยุธยาสืบต่อมาจนถึง

กรุง ธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์
จนมีการปฏิรูประเบียบบริหารราชการแผ่นดินเมื่อปี 2435
ในยุคล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 โดยทรงเปลี่ยนแปลงระบบจตุสดมภ์มา

เป็น 12 กระทรวงแบบตะวันตก
การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นถือเป็นการปฏิรูปครั้งที่สอง
ในครั้งแรกคือยุคพระบรมไตรโลกนาถตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ขุนนางระบบ

ศักดินาในยุคนี้ก็ยังคงมีคุณลักษณะใกล้เคียงกับที่กล่าวมาแล้ว
หากแต่มีการเปลี่ยนแปลงในความชำนัญการ เช่น การรู้ภาษาต่างประเทศ
และวิทยาการสมัย

ใหม่แทนความรู้แบบเดิม

ช่วงที่สอง ยุคอำมาตยาธิปไตย
เกิดขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475
โดยมีกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เหล่าข้าราชการของ

รัฐก็ไม่ได้รับการสถาปนาเป็นพระยา พระ หลวง ขุน อีกต่อไป
เนื่องจากมีการยกเลิกระบบดังกล่าว
แม้ภายหลังจะพยายามรื้อฟื้นโดยการเสนอร่างพระราช

บัญญัติก็ไม่ได้รับการ อนุมัติโดยรัฐสภา
แต่ข้าราชการในยุคนี้เป็นผู้ที่มีอำนาจในการปกครองบริหาร
และทำหน้าที่ในการบริหารประเทศในด้านต่างๆ มีจำนวน

ไม่น้อยที่ศึกษาจบจากต่างประเทศจนทำให้อำนาจการเมือง การปกครอง
การบริหารผ่องถ่ายจากสถาบันพระมหากษัตริย์ไปสู่เหล่าข้าราชการยุคใหม่นี้
ผู้ซึ่ง

มีบทบาทมากที่สุดได้แก่ข้าราชการทหาร ซึ่งสนับสนุนโดยข้าราชการพลเรือน
อันจะเห็นได้จากข้อมูลที่ว่า ระหว่าง 24 มิถุนายน 2475 จนถึง 16 กันยายน

2500 เป็นระยะเวลา 25 ปีนั้น นายกรัฐมนตรีที่มีภูมิหลังเป็นทหารคือ จอมพล
ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีประมาณ 14 ปีครึ่ง พระยาพหล

พลพยุหเสนา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ประมาณ 5 ปีครึ่ง
หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ดำรงตำแหน่งอยู่ประมาณปีกว่าๆ รวมเบ็ดเสร็จใน 25 ปี
นายกรัฐมนตรี

ที่มีภูมิหลังเป็นทหารดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 21 ปีครึ่ง

และหลังจากการปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 26
กันยายน 2500 นายพจน์ สารสิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ 90 วัน จากนั้น
พล

โทถนอม กิตติขจร (ยศขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ประมาณหนึ่งปี
จนมีการปฏิวัติโดยจอมพลสฤษดิ์อีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501

ตั้งแต่ตุลาคม 2501 จนถึง 14 ตุลาคม 2516
ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของทหารคือภายใต้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ประมาณ 5 ปี และจอมพล

ถนอม กิตติขจร อีกประมาณ 10 ปี

จะเห็นว่า 41 ปีเต็มตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปี 2516
ประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบบการปกครองที่ข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือนมี
อำนาจสูงสุด และ

มีการเรียกยุคนี้ว่า ยุคอำมาตยาธิปไตย
ในยุคนี้ข้าราชการไทยคืออำมาตยาธิปัตย์ มีอำนาจ วาสนา บารมี
ครบถ้วนทั้งสามตัวแปร คือ ทรัพย์ศฤงคาร สถานะ

ทางสังคมและอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการทหาร
มีรถประจำทางของแต่ละเหล่าทัพ มีโรงพยาบาลของแต่ละเหล่าทัพ
มีสนามกีฬาของแต่ละเหล่า

ทัพ มีโรงเรียนสำหรับบุตรหลานของแต่ละเหล่าทัพ
และหน่วยราชการที่พยายามเลียนแบบก็คือกรมตำรวจในสมัยนั้น
ในยุคนี้ประเทศไทยจึงอยู่ภายใต้การ

ปกครองแบบอำมาตยาธิปไตย และข้าราชการไทยก็มีฐานะเป็น อำมาตยาธิปัตย์

ช่วงที่สาม ยุคขององคกราธิปไตย หลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ปี
2516 บทบาทของอำมาตยาธิปัตย์ก็ยังคงมีอยู่ภายใต้ประชาธิปไตยครึ่งใบ และใน

ความเป็นจริงกลับมีบทบาทมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามที่จะกลับมาสู่การมีอำนาจอย่างเต็มเปี่ยมเมื่อ
6 ตุลาคม 2519 แต่หลังจากพฤษภา

ทมิฬ (17-20 พฤษภาคม 2535)
ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากบุคคลที่ได้รับการเลือก
ตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำนาจของ

เหล่าข้าราชการทหารและพลเรือนก็ลดน้อยลง
มาแสดงบทบาทอีกครั้งหนึ่งหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
อย่างไรก็ตาม การพัฒนา

ประชาธิปไตยและความตื่นตัวทางการเมืองได้ก้าวมาถึงจุดที่อำมา
ตยาธิปัตย์ทั้งทหารและพลเรือนไม่สามารถแสดงบทบาทได้เหมือนก่อน
และมีแนวโน้มว่า

สถานะและบทบาทจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นผู้ซึ่งอยู่ในกรอบของจรรยาชีพ
(professionalism) กลายเป็น organization personnel หรือองคกราธิปัตย์ภาย

ใต้การปกครองบริหารโดยองคกราธิปไตย (bureaucracy)

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง
บทบาททางการเมืองจะอยู่ที่ประชาชนและผู้ได้รับการเลือกตั้งภายใต้ระบอบการ
ปกครองแบบประชาธิปไตย ส่วนบทบาทในการ

บริหารโดยใช้ความรู้ความชำนาญการอยู่ภายใต้องคกราธิปไตย สาธารณะ (public
bureaucracy)

แต่ที่ยังค้างอยู่ก็คือ
การที่ข้าราชการจำนวนหนึ่งไม่สามารถจะสลัดทิ้งซึ่งค่านิยมและบุคลิกของขุน
นางภายใต้ระบบศักดินา และอำนาจราชศักดิ์ของอำ

มาตยาธิปัตย์ จึงเกิดคำถามจากข้าราชการบางคนว่า
การแบ่งการบริหารออกมาเป็นแท่งๆ เช่น ที่กระทรวงศึกษาธิการ
และการไม่มีการกำหนดซีจะส่งผล

อย่างไรต่อ เครื่องแบบและเครื่องราชอิสริยาภรณ์

คำ ถามเหล่านี้ก็สะท้อนถึงความยากลำบากในการปรับตัวของคนที่ทำงานในฐานะผู้
บริหารภาครัฐ แต่การคาดหวังของข้าราชการบางคนที่จะกลับไปสู่

สถานภาพแบบเดิมคงจะเป็นสิ่ง ที่เป็นไปไม่ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์ที่ยึดถือหลักสิทธิเสรีภาพ
และความเสมอภาคระหว่าง

ประชาชน และการบริหารที่ยึดหลักความรู้ ความสามารถ การรับใช้ประชาชน
และการบริการสังคมเป็นเกณฑ์

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000097321

สำนักราชเลขาฯ ร่วมมือไอซีทีเปิดเว็บไซต์พระราชินีฯ

ไอซีที จับมือสำนักราชเลขาธิการ ให้ซิป้าพัฒนาเว็บไซต์ www.ohmpps.go.th
เฟสสองรวบรวมพระราชกรณียกิจ พระราชเสาวนีย์ และพระราโชวาทใน

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ
เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 77 พรรษา 12 ส.ค. 2552
ช่วยให้คนไทยทุกมุม

โลกได้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทย

เมื่อวานนี้ (25 ส.ค.) ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือไอซีที
กองทัพเรือและนาย

อาสา สารสิน รองเลขาธิการสำนักราชเลขาธิการ
ร่วมกันจัดพิธีเปิดโครงการพัฒนาเทคโนโลยีสารสารสนเทศและการสื่อสารของสำนัก
ราชเลขาธิการ ระยะ

ที่สองซึ่งเป็นการจัดทำเว็บไซต์เผยแพร่พระราชกรณียกิจ พระราชเสาวนีย์
และพระราโชวาทในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา
77 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2552

ทั้งนี้ เว็บไซต์ดังกล่าวสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ
หรือซิป้า ได้เป็นผู้พัฒนาด้วยการรวบรวมข้อมูลพระราชกรณียกิจ พระราช

เสาวนีย์ และพระราโชวาทของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
จากสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ มาทำการจัดเก็บในระบบดิจิตอล
ด้วยการจัดทำเป็นระบบสืบค้น

และระบบเผยแพร่ในเว็บไซต์หลักของสำนัก ราชเลขาธิการ (www.ohmpps.go.th)
เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงพระราชภารกิจที่ทรงทุ่มเทเพื่อประโยชน์

สุขของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

สำ หรับเว็บไซต์ของสำนักราชเลขาธิการได้เปิดตัวครั้งแรก
เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551
เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องใน

โอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2550
โดยในระยะแรกเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ พระราชดำรัส

พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ พ.ศ.2489
เป็นต้นมาซึ่งมีสถิติของผู้เข้าชมเว็บไซต์จากทุกภูมิภาคทั่วโลก
เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 1.9

ล้านครั้งและเฉลี่ยระยะเวลาการเข้าชมเว็บไซต์ แต่ละครั้งประมาณ 31 นาที

อย่างไรก็ตาม
การพัฒนาเว็บไซต์ในระยะที่สองได้เพิ่มเติมข้อมูลพระราชกรณียกิจ
พระราชเสาวนีย์ และพระราโชวาทของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม

ราชินีนาถเป็นเว็บไซต์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ในเว็บไซต์หลักของสำนักราชเลขาธิการ(www.ohmpps.go.th)
ที่จะเป็นช่องทางในการ

ศึกษา สืบค้น และเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวแก่กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย เช่น
เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทุกสาขาอาชีพรวมถึงสื่อมวลชนทุกแขนง

ที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์เป็นข้อมูลปฐมภูมิ
อันทรงคุณค่าเป็นหลักฐานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์
โดยเว็บไซต์ดังกล่าวมีแนวทางพัฒนาเพิ่มข้อมูลพระ

ราชกรณียกิจ พระราชดำรัสและพระราโชวาทของพระบรมวงศานุวงศ์ ทุกพระองค์

นอกจากนี้ ในงานนี้ยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ
"พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย" โดยท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ
รองราชเลขานุการ

ในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถและ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญจร
ซึ่งมาถ่ายทอดประสบการณ์ของการทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
และเล่าถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อพสกนิกร
ชาวไทย และพระมหากรุณาธิคุณที่

ได้พระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎรในทุกภูมิภาคตลอด มา

Company Related Links :
MICT
SIPA

http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9520000097176

กรมสุขภาพจิตสำรวจพบคน กทม.ซึมเศร้าสูงสุด

กรมสุขภาพจิตสำรวจพบคน กทม.ซึมเศร้าสูงสุด
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


กรม สุขภาพจิต เปิดเวทีนานาชาติ เผยผลสำรวจ สุขภาพจิตคนไทย
ภาคกลางครองแชมป์สุขภาพจิตดีสุด คน กทม.ซึมเศร้าสูงสุด คนไทยป่วยทางจิต

3 โรคหลัก ความผิดปกติจากการดื่มแอลกอฮอล์-กลุ่มโรคทางอารมณ์-วิตกกังวล

นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต
กล่าวในงานการประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติประจำปี 2552 ว่า
ผลสำรวจสุขภาพจิตคนไทยระดับ

ประเทศ ปีล่าสุด (ปี 2551) สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างอายุตั้งแต่ 15 ปี
ขึ้นไป จำนวน 20,666 ตัวอย่าง สำรวจระหว่างเดือน พฤษภาคม-กันยายน 2551 พบ

คนไทย มีความผิดปกติจากการดื่มแอลกอฮอล์สูงสุด คิดเป็น ร้อยละ 9.79
รองลงมา คือ กลุ่มโรคทางอารมณ์ ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรคซึมเศร้าเรื้อรัง
โรคแม

เนีย คิดเป็นร้อยละ 3.28 และกลุ่มโรควิตกกังวล ได้แก่โรคตื่นตระหนก
(Panic Disorder) โรคกลัวที่โล่งกว้าง ความเครียดภายหลังการเกิดเหตุการณ์

สะเทือนขวัญ (โรค PTSD) และโรควิตกกังวล ร้อยละ 1.50

นพ.ชาตรี กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบตามภูมิภาค
พบคนไทยภาคเหนือมีปัญหาสุขภาพจิตสูงสุดทั้งปัญหาสุขภาพจิตจากการดื่ม
แอลกอฮอล์ และกลุ่ม

โรควิตกกังวล ขณะที่คน กทม.พบเป็นโรคซึมเศร้าสูงสุด
ส่วนภาคกลางพบปัญหาสุขภาพจิตน้อยที่สุด
ซึ่งการช่วยเหลือผู้มีปัญหาด้านสุขภาพจิตนั้น

กระทรวงสาธารณสุข
ได้มอบหมายให้กรมสุขภาพจิตเร่งดำเนินการขยายช่องทางการเข้าถึงบริการบำบัด
รักษา รวมทั้งป้องกันและเสริมสร้างพลังสุขภาพจิต

ให้กับคนไทยโดยด่วนเพื่อเป็นภูมิ คุ้มกันในการเผชิญกับวิกฤตต่างๆ
ได้อย่างมีความมั่นคงทางจิตใจ ให้สามารถล้มแล้วลุกได้อย่างรวดเร็ว
ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธี

การลดผลกระทบทางสังคมจากวิกฤตการณ์ต่างๆ

นพ.ชาตรี กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตได้มอบรางวัล Mental Health Award
และรางวัลเกียรติยศให้กับบุคคลและหน่วยงานที่มีผลงานด้านสุขภาพจิตดีเด่น

ซึ่งผู้ได้รับรางวัล Mental Health Award ได้แก่ Ms.Deborah Wan
อดีตผู้บริหารสูงสุดของสมาคมการฟื้นฟูทางจิตเวชเพื่อชีวิตใหม่ (New Life
Psychiatric

Rehabilitation Association :NLPRA) จากประเทศฮ่องกง
ซึ่งเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จในการนำองค์กร NLPRA
ให้เป็นองค์กรหลักของฮ่องกงใน

การให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเวชใน ชุมชนอย่างครบวงจร
โดยการกระตุ้นให้ผู้ป่วยสามารถพึ่งพาตนเองได้
รวมทั้งผลักดันให้ผู้ป่วยสามารถกลับมา

ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนและสังคมได้อย่าง เป็นสุข

นพ. ชาตรี กล่าวว่า
สำหรับผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศศาสตราจารย์นายแพทย์ประสพ รัตนากร
ในฐานะผู้ส่งเสริมงานสุขภาพจิตดีเด่นด้านสังคม ได้แก่

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ สพฐ.รายการสถานีวิทยุ จ.ส.100
ได้รับรางวัลในฐานะองค์กรส่งเสริมงานสุขภาพจิตดีเด่นด้านสังคม และ

รางวัลเกียรติยศนายแพทย์อุดม ลักษณวิจารณ์ ผู้ได้รับรางวัลในฐานะบุคคล
ผู้ส่งเสริมงานสุขภาพจิตดีเด่นด้านชุมชน ได้แก่ นายกเทศมนตรี ต.รางหวาย
อ.

พนมทวน จ.กาญจนบุรี และหน่วยงานส่งเสริมงานสุขภาพจิตดีเด่นด้านชุมชน
ได้แก่ เทศบาลตำบลหนองตองพัฒนา อ.หางดง จ.เชียงใหม่

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000097514

ขอกอดทีกับคนที่เรารักครั้งหนึ่งในชีวิต...

ขอกอดทีกับคนที่เรารักครั้งหนึ่งในชีวิต...

ขียนโดย ไพลิน ถาวรวิจิตร และ GTH Team
เคยสังเกตไหม... เวลาคุณ *"กอด" *ใคร
คุณมักซบไปทางด้านซ้ายของอีกฝ่าย
อาจเป็นเพราะนั่นคือตำแหน่งที่ตั้งของหัวใจ
หากคุณ *"กอด"* เขาไว้นานเพียงพอ
จังหวะการเต้นของหัวใจ 2 ดวง ก็จะเปลี่ยนเป็นจังหวะเดียวกัน ในที่สุด
hug.jpg

*"กอด"* คือเสื้อกันหนาวที่มีหัวใจ ?
*Hugging* is a jacket which has a heart.

ถึงแม้คอมพิวเตอร์จะทำได้แทบทุกอย่าง แต่ข้อเสียของมันก็คือ ลุกขึ้นมา
*"กอด"* คุณไม่ได้
Although a computer can do almost everything but certainly, it cannot
give you *?a hug?*.

ถ้าวันหนึ่งไม่มีเธอให้ *"กอด"* แล้วฉันจะโทษใครได้ ?
If one day you are not here to *hug*, who else should I blame?


*"กอด"* คือ การแสดงความเป็นเจ้าของที่น่ารัก ?
*Hugging* is a cute expression between lovers.
march07 083xx.jpg

แม้ชีวิตนี้คุณจะมีใครให้ *"กอด"* แม้เพียงคนเดียว
นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการดำรงชีวิต ?
Even though you?ve got only one person in your life to *hug*, that?s enough.
100457997.gif

*"กอด"* คือ การได้ให้และการได้รับพร้อม ๆ กัน ?
*Hugging* is at the same time, the giving and receiving.


ในอนาคต *"กอด"* อาจหายากพอ ๆ กับเวลา ?
In the near future, *?hug?* might be as hard to find as ?time?.

motherchildsleeping.jpg
*"กอด"* ทำให้รู้ว่าเมื่อหัวใจอีกดวงมาเต้นอยู่ที่อกด้านขวาบ้างจะเป็นไง ?
*Hugging* displays that ?there will be a heart beat of others which
keeps beating while you hug?
100457995.jpg

เมื่อคุณถูก *"กอด"* คุณจะตัวเล็กลง ?
When you are being *hugged*, you will be smaller.
hug-me-bear-winnie.jpg

แต่เมื่อคุณ *"กอด"* คนอื่น คุณจะตัวใหญ่ขึ้น ?
BUT When you *hug* someone, you will be bigger.
E91~Bear-Hug-Posters.jpg

*"กอด"* คือคำว่า "ฉันอยู่นี่" ?
*Hugging* is ? I am here?.
funny-pictures-kitten-hug.jpg

*"กอด"* ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ?
*Hugging* displays that we are not alone in the planet.
100457996.jpg

ภาษาพูดแทนความรู้สึกได้ดี แต่สำหรับบางเวลา *"กอด"* อาจเป็นตัวช่วยที่ดีกว่า ?
Speaking is the good way of feeling communication
but sometime *?hug?* might be a better assistance.
Bear_Hug_by_elultimodeseo.jpg

*"กอด"* คือ การแลกเปลี่ยน "ความลับทางอารมณ์" ระหว่างกัน ?
*Hugging* is the exchange of two people?s secret feelings and emotions.
17713_328471.jpg

*"กอด"* ช่วยสลายทิฐิบางอย่างในใจเรา ?
*?Hugging?* disintegrates some conviction in our minds.
1206740506885.gif


บางครั้งเราไม่รู้หรอกว่าเราต้องการ *"กอด"* มากแค่ไหน
จนกว่าจะได้เห็นคนอื่นเค้ากอดกัน ?
Sometime you may not realize to *hug* someone, once you observe it from others.
1210838867.jpg

*"กอด"* คือ ทางสายกลางของการแสดงออกซึ่งความรัก ?
*Hugging* is a mind average of expression.
hug-2.jpg

*"กอด"* คือ การเต้นรำในจังหวะเดียวกัน ?
*Hugging* is the some rhythm of heart beating.
Tiger Hug.jpg


*"กอด"* ทำให้รู้ว่ายังมีคนอ้วนกว่าเรา ?
*Hugging* defines that ?there will be someone who has more weight than you?.
Bear_Hug-1600x1200.jpg

สุดท้ายแล้วคนเราก็ต้อง *"กอด"* ตัวเองในที่แคบ ๆ
HugMe.jpg1.jpg

วันนี้คุณกอดใครแล้วหรือยัง ?

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ทำอย่างไรกับเจ้าหนูทำไม/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

ทำอย่างไรกับเจ้าหนูทำไม/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน


ผู้ ที่ผ่านการเป็นพ่อแม่มาแล้ว คงจำกันได้ดีว่า
ลูกของเราเคยเป็นเจ้าหนูทำไม และมีคำถามมากมายที่ถามเราได้ทุกวัน
บางวันก็หลายเวลา แล้วคำถามที่ว่าก็ประเภทผู้ใหญ่อย่างเราตอบได้บ้าง
ตอบไม่ได้บ้าง หรือตอบไม่ถูกบ้าง ฯลฯ
จนกลายเป็นหัวข้อฮอตฮิตที่สุดของคนเป็นพ่อแม่ที่นำมาเมาท์เรื่องลูกระหว่าง
กัน

แล้วคุณเคยรู้สึกตอบไม่ถูกเวลาถูกลูกถามหรือเปล่า
แล้วเคยสงสัยไหมว่าทำไมลูกเราถึงสงสัยอะไรได้ทุกเรื่องขนาดนี้ ทั้งๆ ที่
บางครั้งเราก็เพิ่งตอบไป แต่ลูกก็ยังถามต่อได้อีก

แล้วเมื่อลูกถามบ่อยๆ เข้า คุณพ่อคุณแม่ตอบลูกอย่างไร ?

"เลิกถามได้แล้วลูก" "พ่อแม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน" "ทำไมลูกถามเยอะจัง"

หรือ ทำเป็นเฉยๆ ไม่ตอบซะงั้น หรือ ตอบแบบตั้งใจทุกครั้ง
และยังชวนลูกคิดต่อจากคำถามที่ว่าด้วยฯลฯ คุณรู้หรือไม่ว่า
การถามของเด็กและการตอบของพ่อแม่ จะส่งผลยิ่งใหญ่แค่ไหนกับลูก

ก่อนอื่นมารู้จักธรรมชาติของเจ้าหนูทำไมกันก่อนเจ้าหนูทำไมส่วนใหญ่
จะอยู่ระหว่างวัย 2-6 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เด็กอยากรู้อยากเห็น
เพราะเป็นวัยที่เริ่มมีคำคลังในสมองมากพอสมควร พูดเป็นประโยคได้คล่อง
และต้องการเรียนรู้ทำความรู้จักสิ่งใหม่ต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา

การถามในสิ่งที่อยากรู้ จึงเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กวัยนี้
สิ่งที่พ่อแม่ควรจะใส่ใจ คือ การตอบคำถาม ซึ่งสามารถไขข้อข้องใจ
และสามารถต่อยอดสิ่งที่ลูกอยากรู้ต่อไปได้ด้วย สิ่งสำคัญคือ
พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กอย่าแสดงพฤติกรรมในการตอบคำถามแบบขอไปที
หรือมีท่าทีในการตำหนิเด็กเวลาเด็กถาม เพราะจะทำให้เขาหมดความมั่นใจ
ไม่อยากตั้งคำถามอีก เท่ากับเป็นตัดโอกาสในการเรียนรู้ของเด็ก

จริงอยู่ว่าการถามของเด็กวัยนี้
หลายคำถามอาจทำให้ผู้ใหญ่หลายคนรำคาญใจ เพราะบางทีก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร
หรือบางครั้งก็รู้สึกว่าทำไมลูกถามอะไรซ้ำๆ ทั้งๆ ที่ตอบไปแล้ว จริงๆ
มีสาเหตุค่ะ

หนึ่ง - เขาอยากรู้จริงๆ
เป็น ธรรมดาเมื่อไม่รู้ก็ต้องถาม
และคนที่ลูกไว้วางใจที่สุดและเป็นฮีโร่ของเขามากที่สุดในวัยนี้ก็คือพ่อแม่
หรือผู้ใกล้ชิดเด็ก ฉะนั้น เขาจึงต้องถามพ่อแม่ หรือคนที่เขาไว้วางใจ
และเขาก็ปรารถนาที่จะได้รับคำตอบชนิดที่ไขข้อข้องใจได้
เขาจึงมีคำถามมากหน่อย หรือถามจนกว่าจะเข้าใจหรือหายข้องใจ

สอง - เขาอยากชวนคุย
บาง ครั้งการถามของลูกอาจเป็นเพียงต้องการชวนพ่อแม่
หรือคนที่เขารักพูดคุย ลูกอาจไม่ต้องการคำตอบแบบสมบูรณ์แบบ
แต่ความเคยชินในการพูดคุยมักจะใช้รูปของประโยคคำถาม
เพราะรู้ว่าถ้าพูดประโยคนี้พ่อแม่จะพูดคุยตอบกลับ การคุยด้วยรูปแบบนี้
พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญด้วย
เพราะบางครั้งลูกอาจจะทดสอบผู้ใหญ่ด้วยว่าจะพูดตอบกลับว่าอย่างไร
หรือบางครั้งเด็กอาจจะตั้งคำถามว่าพ่อแม่คิดอย่างไรต่อเรื่องนี้
ก่อนที่เขาจะเล่าเรื่องของเขาให้ฟังก็ได้ แต่ถ้าเขาถามออกไปแล้ว
พ่อแม่ตอบกลับว่า "ถามทำไมไม่เห็นรู้เรื่องเลยลูก" หรือ "ถามเยอะเกินไป
แม่ขี้เกียจตอบแล้ว" ก็เท่ากับเป็นการตัดโอกาสในการพูดคุยของลูก

สาม - เขาต้องการตอกย้ำสิ่งที่รู้
การถามคำถามซ้ำๆ ไม่ได้หมายความว่า ลูกกวน หรือความจำสั้นหรอกค่ะ
แต่เจ้าตัวเล็กของเราต้องการตอกย้ำความเข้าใจของตัวเอง
หรืออาจเพราะยังได้รับคำตอบไม่กระจ่าง ก็เลยยังรู้สึกค้างคาใจอยู่
หรือเพราะเรื่องที่ถามเป็นเรื่องที่เขารู้สึกสนุกหรือชื่นชอบ
ทำให้อยากพูดถึงบ่อยๆ

ทีนี้ มาถึงคราวพ่อแม่บ้าง ควรทำอย่างไร
ประการแรก - ฟังคำถามและตอบด้วยความตั้งใจ
ก่อน อื่นต้องแสดงท่าทีตั้งใจฟังคำถามของลูก
และพยายามตอบเรื่องที่ลูกอยากรู้ให้ได้มากที่สุด
บางครั้งอาจจะถามคำถามลูกกลับด้วยคำถามเดียวกันด้วยก็ได้
เพื่อฝึกให้ลูกคิดตาม เป็นการฝึกให้ลูกมีทักษะการคิด
บางคำถามของลูก เราอาจจะไม่รู้
ก็บอกลูกตามตรงว่าพ่อแม่ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ต้องกลัวเสียฟอร์ม
เป็นการสอนให้ลูกรู้ว่าคนเราไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แต่การจะรู้ได้
ต้องมีการค้นหาคำตอบ
และอาจชวนลูกไปค้นคว้าหาคำตอบร่วมกันด้วยก็จะเป็นการดียิ่ง
ประการที่สอง - อย่ายัดเยียดคำตอบ
เวลา จะตอบคำถามลูกควรจะคำนึงถึงวัยของลูกด้วย
และพยายามตอบเด็กให้เข้าใจโดยคำนึงถึงความเหมาะสมตามวัย
ถ้าเด็กเล็กก็เป็นคำตอบสั้นๆ กระชับ ถ้าเด็กโตหน่อยก็อธิบายคำตอบมากหน่อย
และอาจจะยกตัวอย่างด้วย
หรือบางครั้งเราก็สามารถตอบคำถามแบบปลายเปิดเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกไปคิดต่อก็
ได้
อย่าพยายามยัดเยียดคำตอบว่าผู้ใหญ่ต้องถูก
พ่อแม่พูดต้องเป็นเรื่องถูกเสมอ แต่ควรอธิบายเหตุผล
บางคำตอบไม่มีถูกผิดที่ชัดเจน บางคำถามก็มีคำตอบได้หลายทาง
ก็จะทำให้ลูกนำไปคิดต่อยอดได้

ประการต่อมา - ต้องระวังเรื่องการใช้ภาษา
การใช้ภาษาอธิบายคำตอบที่สื่อความหมายให้ลูกฟังเป็นเรื่องสำคัญมาก
พยายามใช้ภาษาง่ายๆ กระชับและเข้าใจง่าย
ที่สำคัญควรใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสม
ก็เท่ากับเป็นการสอดแทรกเรื่องภาษาให้กับลูกด้วย

ประการสุดท้าย - ตั้งคำถามให้ลูกตอบ
ไม่ จำเป็นต้องเป็นฝ่ายตั้งรับ
ในเมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าเด็กวัยนี้มักจะเป็นเจ้าหนูทำไม
แทนที่เราจะปล่อยให้ลูกตั้งคำถามเราอย่างเดียว
พ่อแม่ก็เป็นฝ่ายตั้งคำถามลูกด้วยก็ได้ ชวนลูกพูดคุยเรื่องราวต่างๆ
หรืออาจจะตั้งคำถามจากเรื่องราวของสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวด้วยกัน
หรือสถานที่ที่ทำกิจกรรมร่วมกัน เมื่อลูกต้องตอบคำถามพ่อแม่บ่อยๆ
อาจจะติดใจก็ได้

สิ่ง ที่สำคัญที่สุด เวลาลูกถาม แล้วเราตอบไม่ได้ พยายามอย่าลืม
หรือปล่อยผ่านไป เพราะคิดว่าเดี๋ยวลูกก็ลืม ถึงแม้ลูกจะลืมไปจริงๆ
แต่เมื่อเขานึกถึงเมื่อไรก็จะถามเมื่อนั้น
และถ้าเราปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง
ก็เท่ากับฝึกนิสัยในเรื่องการตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ
และการคิดวิเคราะห์อีกด้วย

และการตอบคำถามลูก อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ตอบอะไรไปก็ได้
เพราะคำตอบที่ลูกได้ฟัง เข้าไปสู่สมองของลูกแล้ว
ฉะนั้นเมื่อลูกถึงวัยเป็นเจ้าหนูทำไม ก็นับเป็นโอกาสที่พ่อแม่
จะปลูกฝังให้ลูกเป็นเด็กช่างคิด ช่างสงสัย และค้นหาคำตอบ
เพื่อให้ลูกรักการเรียนรู้ ไปตลอดชีวิต

แต่ เดี๋ยวนี้เจ้าหนูทำไมก็ฉลาดขึ้นทุกวัน
วิวัฒนาการของโลกที่เปลี่ยนไป
ทำให้คำถามของเจ้าตัวเล็กก็วิวัฒนาการตามไปด้วย
หลายคำถามของลูกบางทีก็สะอึกเหมือนกัน
บางทีมันตอบไม่ได้อ่ะ...โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเมืองในบ้านเราที่อธิบาย
ไม่ถูกจริงๆ เพื่อนพ่อแม่ท่านอื่นเป็นไหมคะ...!!!

ออมเงินเพิ่ม เมื่อเงินเดือนขึ้น

ออมเงินเพิ่ม เมื่อเงินเดือนขึ้น


ได้ยินถึง วิกฤติหนี้บัตรเครดิต ของชาวเกาหลี แล้วสยองแทน

ก็แหม ข่าวตะแล็บแก๊ปบอกนี่ว่า ชนชั้นกลางและรากหญ้า
ของที่นั่นเป็นหนี้บัตรเครดิตซะอ่วม อรทัย
ส่วนบ้านเราปัญหานี้ก็ใช่ย่อยที่ไหน

ถามว่า ทำไมชาวเกาหลีวันนี้ถึงหน้าซีด เพราะบัตรเครดิตด้วย? ก็เพราะ
เกาหลีใต้น่ะทำ บัตรเครดิตง่ายเหลือ เกิน เพียงรู้ว่า
ผู้สมัครมีเงินเดือนประจำก็เซ็นชื่อเป็นผู้ถือบัตรได้ แล้ว
บางรายตัวเองไม่มีรายได้ อะไรสักหน่อย เป็นเพียงแม่บ้าน
แต่ถ้าบอกว่าสามีมีงานประจำ ก็ได้บัตรเครดิตง่ายๆเหมือนกัน
แถมรัฐบาลโสมเคยส่งเสริมให้ประชาชน "ใช้จ่ายกันเถิดจะ เกิดผล" ด้วยแหละ
พอถึงวันนี้ เป็นไงล่ะ "วัฒนธรรมบริโภคอย่างบ้าคลั่ง" ชาวเกาหลี
เลยคิดว่าตัวเองใช้จ่าย ได้อย่างไร้ขีดจำกัดแบบหลงผิดน่ะสิ
ก็โถเงินทองยังไหลมาเทมาจาก บัตรเครดิตให้ใช้ไม่รู้จักหยุดจักหย่อนนี่นา
หนำซ้ำบางคนยังหัวหมอเอาเงินจากบัตรใบหนึ่ง ไปจ่ายหนี้ของบัตรอีกใบ
ชนิดหมุนเงินเป็นว่าเล่นไปเลย ว่าแต่หมุนไปหมุนมาก็ต้องมีสักวันล่ะ
น้าที่อาการชักกระตุกและสะดุดขาตัวเองย่อมเกิดขึ้นได้
แถมกว่าจะทันรู้ตัวอีกที แต่ละคนงี้มี หนี้สินกันบานตะไท
ร้อนถึงรัฐบาลต้องตั้งหน่วยปลอบใจคนเป็นเหยื่อโรคติดบัตรเครดิต
หรือภาษาปะกิตว่า Credit Counseling and Recover Center ทำหน้าที่ช่วยคน
เป็นหนี้เอ็นพีแอลระดับชาวบ้านเพื่อหาทางออกจากปัญหาอันยุ่งเหยิงกันเลยทีเดียว
ที่เขียน เพราะอยากเตือนเท่านั้นแหละว่า
ถ้าพวกเราไม่รู้จักบันยะบันยังต่อการสร้างหนี้จากบัตรละก็ ระวังเหอะ!
เหตุการณ์แบบเกาหลีจะตามมาหลอก หลอน เพราะเอาเข้าจริงก็ไม่เห็นมีอะไร
ได้มาง่ายๆ หรือได้มาฟรีๆ
ถ้าพวกเราไม่สามารถหารายได้จากหยาดเหงื่อแรงงานของ
เราเอง...เอ๊ะพูดแบบนี้ ถ้าฟังเป็นปรัชญาเกินไปก็ขอประทานอำภัย
ชอบเผลอเรื่อยเลย พอได้ยินคำว่าหนี้แล้วมันชักกระตุกยังไงก็ไม่รู้

สรุปว่า ผู้มีรายได้น้อยควรช่วยๆกันเพิ่มความระมัดระวังในการก่อหนี้เหอะนะ
เพราะการเป็นหนี้ บัตรพลาสติกน่ะเป็นง่ายตายชัก
แล้วถ้าใครเป็นหนี้มากๆเข้า ระวังหนี้จะท่วมหัวเอาตัวไม่รอด นะเอ้า
ว่าแล้วก็มีสัญญาณบางอย่างบอกว่า
อัตราดอกเบี้ยมีโอกาสที่จะปรับขึ้นตามภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
เหตุนี้ถ้าใครยิ่งมีหนี้เยอะ
อีกหน่อยต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นตามไปด้วยน่ะเซ่
ตรงนี้แหละที่จะยิ่งทำให้ กระเป๋าฉีกไปกันใหญ่

เอ้าพูดเรื่องน่าหวาดเสียวแล้ว งั้นมาคุยถึงเรื่องดีๆบ้าง ได้ยินว่า
มนุษย์เงินเดือนเตรียมไชโย โห่ฮิ้วกันทั่วหน้า
เพราะจะได้เงินเดือนขึ้นกันแล้วใช่ไหม?
ในเมื่อจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นอย่างงี้ ก็อยากเสนอตามประสาคนแส่ว่า
เราควรเก็บออมให้เพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มด้วย ก็จะห้อแรดมากทีเดียว
ส่วนวิธีออมก็มีหลายแบบ เช่น

*เจียดแบ่งเป็นตัวเงินไปเลยว่า จะเก็บเพิ่มขึ้นอีกสัก 100-200 บาท

หรือ

*เจียดแบ่งเก็บเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายรับ เช่นเคยเก็บเพียงร้อยละ 10
ก็เพิ่มเป็นร้อยละ 15 อะไรเงียะ เพราะการเก็บเล็กผสมน้อยเนี่ย
รับประกันได้เลยว่าถ้าเผื่อแอ็กซิเดนท์ ตกงานขึ้นมา
ก็ยังมีเงินก้นถุงสำรองใช้ไปจนกว่าจะได้งานใหม่ยังไงล่ะ.

"คนสมถะ"

ระวังเชื้อโรคใน"ตู้เย็น"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

"ตู้เย็น" เป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่แทบทุกบ้านจะต้องมีไว้ใช้
เพราะตู้เย็นช่วยให้เรามีน้ำเย็นๆ ดื่มแก้กระหาย
มีน้ำแข็งไว้ให้เราดับร้อนเวลาที่อุณหภูมิพุ่งสูงปรี๊ด
และประโยชน์ที่สำคัญอีกอันหนึ่งของตู้เย็นก็คือไว้ใช้เก็บอาหารให้ได้นาน
ขึ้น ทั้งอาหารสดประเภทเนื้อสัตว์ และผักสดต่างๆ
และอาหารสำเร็จรูปที่อาจยังกินไม่หมด
ก็สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อยืดระยะเวลาการบูดเน่าได้

แต่บางบ้านเห็นตู้เย็นเป็นที่ขังลืม แช่ข้าวของต่างๆ
ไว้มากมายจนหยิบออกมาใช้ไม่ทั่วถึง
ผักสดบางอย่างก็เริ่มเน่าหรือราขึ้นบ้าง อาหารบางอย่างก็เริ่มเน่าเสีย
ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก
เพราะจะทำให้เกิดแบคทีเรียร้ายในตู้เย็น หรือแบคทีเรียลิสเทอเรีย
(Listeria) ที่สามารถเจริญได้ดีที่อุณหภูมิตู้เย็น
โดยเฉพาะเมื่อมีการเก็บรักษาอาหารไม่ถูกวิธี
ก็จะทำให้แบคทีเรียยิ่งเจริญเติบโต
และหากแบคทีเรียนั้นเข้าสู่ร่างกายคนก็จะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตถึง 30
เปอร์เซ็นต์

ดังนั้นหากไม่อยากให้เกิดแบคทีเรียมาปนเปื้อนกับอาหารที่เรากินเข้า
ไป ก็จะต้องระมัดระวัง โดยหากเป็นผักสดควรเก็บไว้ประมาณ 3-4 วัน
เนื้อสัตว์สดเก็บได้ประมาณ 5 วัน
และหากจะนำมาประกอบอาหารก็ต้องล้างให้สะอาดก่อน
ส่วนอาหารที่ปรุงสุกแล้วควรกินให้หมดไม่ควรแช่ตู้เย็น
แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องปิดฝาให้เรียบร้อยแล้วจึงนำเข้าตู้เย็น
ที่สำคัญก็คือต้องทำความสะอาดตู้เย็นเป็นประจำ
อย่าให้มีของเหลือค้างเป็นดีที่สุด

ความจริงเรื่อง "เด็กไร้สัญชาติ" 2 แสนคนบนผืนแผ่นดินไทย

ความจริงเรื่อง "เด็กไร้สัญชาติ" 2 แสนคนบนผืนแผ่นดินไทย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


รายงานพิเศษโดย.....สุกัญญา แสงงาม


จาก ผลพวงของหลายปัจจัย ทั้งปัญหาความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ
ตลอดรวมถึงปัญหาสงคราม
ทำให้ในปัจจุบันผืนแผ่นดินไทยเต็มไปด้วยบรรดาผู้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยเป็น
จำนวนมาก

แน่นอน นั่นเป็นปัญหาที่รัฐบาลไทยจำต้องแบกรับเอาไว้

ทั้งนี้ ในจำนวนหลายๆ ปัญหาเกี่ยวกับผู้อพยพที่ถาโถมเข้ามานั้น
ปัญหา "เด็กไร้สัญชาติ" กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ขยายวงกว้างออกไปทุกที
ทั้งในเรื่องของจำนวนที่มีมากกว่า 200,000 คน
และภาระในเรื่องของการจัดการศึกษาที่ต้องใช้ทรัพยากรเข้าไปรองรับเป็นจำนวน
มาก


-1-

"ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)
ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีเด็กไร้สัญชาติอยู่ในประเทศไทยกว่า 2 แสนคน
ในจำนวนนี้พ่อแม่เข้ามาถูกต้องตามกฎหมายประมาณ 6 หมื่นคน
ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะได้รับการศึกษาเหมือนเด็กไทยทุกประการตามพันธกรณีในสนธิ
สัญญาระหว่างประเทศ ส่วนที่เหลือแยกกระจายออกไปในอีก 2 จุด
โดยเด็กอีกกว่า 4 หมื่นคนเรียนอยู่ในศูนย์พักพิง
ขณะที่อีกนับแสนคนเรียนในศูนย์การเรียนขององค์กรต่างๆ กว่า 100
ศูนย์ทั่วประเทศ

"แค่ตากเพียงจังหวัดเดียว มีศูนย์การเรียนรู้มากถึง 61 แห่ง
และยังมีกระแสมาว่ามีการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งขืนให้ตั้งเพิ่มขึ้นแล้วจัดการเรียนการสอนหลากหลายมาตรฐาน
ในอนาคตอาจสร้างปัญหาที่มีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ
สังคมและความมั่นคงประเทศได้"

"ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องการให้มีการจัดการเรียนการสอนให้มีมาตรฐาน
ซึ่งรวมถึงคุณภาพครูผู้สอน หลักสูตร ซึ่งขณะนี้
ศธ.ได้จัดทำร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดการศึกษาให้แก่บุคคล
ที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติเสร็จเรียบร้อยแล้ว
และเตรียมเสนอ รมว.ศธ.ลงนามเพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเร็วๆ
นี้" นายชัยวุฒิให้ข้อมูล

ด้านคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อธิบายเพิ่มเติมว่า
ศูนย์การเรียนส่วนใหญ่จัดการเรียนการสอนด้วยภาษาท้องถิ่น
ที่ไม่ใช่ภาษาไทย เช่น ภาษาพม่า กระเหรี่ยง และภาษาอังกฤษโดยครูต่างชาติ
เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะเด็กเหล่านี้อยู่ในไทยแต่ไม่รู้ภาษาไทยเลย
จึงเห็นควรจัดหลักสูตรเรียนการสอนภาษาไทยเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน
ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยให้แก่เด็กเหล่านี้ และ
ขณะนี้ได้มีการจัดครูเข้าไปสอนภาษาไทยในศูนย์การเรียนรู้
รวมทั้งให้ศูนย์การเรียนรู้ส่งเด็กมาเรียนภาษาไทยกับโรงเรียนสังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)


อ่านภาษาไทยไม่ออก

-2-

"บุญส่ง นารีภาพเจริญ" หรือ"ครูเปา"
แห่งศูนย์การเรียนเพื่อเด็กด้อยโอกาส ซาทุเหล่ อ.แม่สอด จ.ตาก เล่าว่า
เป็นครูสอนวิชาภาษาไทยมาประมาณ 1 ปี ช่วงที่เข้ามาแรกๆ
พบปัญหามากมายเนื่องจากเด็กไม่ค่อยรับภาษาไทย มีอาการต่อต้าน
จึงต้องอาศัยกิจกรรม สื่อการเรียนการสอน มากระตุ้นความสนใจของเด็ก
แล้วพยายามบอกเด็กว่าภาษาไทยมีความจำเป็น ต้องใช้พูดคุยกับคนไทย
หลักสูตรการเรียนการสอนภาษาไทยจะเน้นเพื่อการสื่อสารเป็นหลักเท่านั้น
ซึ่งที่ผ่านมาศูนย์จัดการเรียนการสอนภาษาพม่า ภาษาอังกฤษ
ให้แก่เด็กในศูนย์ประมาณ 700 คน

ทั้งนี้ ชุมชนล้อมรอบซาทุเหล่
เป็นชาวพม่าที่พ่อแม่เข้ามาขายแรงงานในไทย ส่วนลูกๆ
เนื่องจากพ่อแม่ไม่ไปแจ้งเกิดกับทางการพม่า
ส่งผลให้กลายเป็นเด็กไร้สัญชาติ
จะไปเข้าเรียนโรงเรียนที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่ได้
เพราะไม่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นชาติไหน พ่อแม่จึงส่งมาเรียนกับศูนย์ฯ
ที่มีองค์กรเอกชนสนับสนุน ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

"เด็กจะเรียนๆ หยุดๆ เพราะต้องไปช่วยพ่อแม่ทำงาน
ทำให้การเรียนไม่ค่อยต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เด็กจะพูดได้ 2 ภาษา พม่า
กับอังกฤษ แต่ตอนนี้จะเพิ่มภาษาไทยอีก 1 ภาษา สำหรับเด็กที่เรียนจบเกรด
10 จะได้ใบเกียรติบัตรใช้เป็นหลักฐานในการเข้าศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนภาษาไทยไม่ค่อยก้าวหน้า
เนื่องจากขาดสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอน ซึ่งตอนนี้อยากได้หนังสืออ่านเล่น
การ์ตูน นิทานเพิ่มเติม" ครูเปาฉายภาพ

ด้าน "สุเทพ ธรรมจักร" ผู้อำนวยการ ร.ร.บ้านท่าอาจ
กล่าวถึงหลักสูตรภาษาไทยเพิ่มเติมว่า ในปี 2552
ได้ทำข้อตกลงกับศูนย์การศึกษา 5 ศูนย์ คือ ศูนย์เซทรานา ศูนย์หนองบัวแดง
ศูนย์พะยาวดาว ศูนย์แควเคอบอง และศูนย์นิวเดย์ เพื่อจัดการศึกษาร่วมกัน
โดยนักเรียนจากศูนย์ดังกล่าวจะผลัดกันมาเรียนภาษาไทยสัปดาห์ละ 1 วัน
เพราะหลักสูตรการเรียนการสอนของแต่ละศูนย์ไม่มีการสอนภาษาไทย
แล้วไม่มีใครรู้ว่าเขาสอนอะไรให้เด็กบ้าง พอเปิดให้เด็กมาเรียนกับเรา
แล้วแลกเปลี่ยนครูผู้สอน มีการพูดคุยกับผู้สอน
จึงรู้ว่าเด็กเรียนรู้อะไรบ้างจากศูนย์
นอกจากนี้เด็กมาเรียนกับเรายังนำสามารถวุฒิไปศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น

ด.ญ.วัลลภา หน่อเชื้อ หรือ ชมพู่ (ชาวพม่า) นักเรียน ชั้น ป.5
เล่าให้ฟังว่า ข้ามเรือไปกลับพม่าเพื่อมาเรียนที่ร.ร.บ้านท่าอาจทุกวัน
เพราะผูกพันกับคนไทยมาตั้งแต่เด็ก เกิดฝั่งไทยและโตฝั่งไทย
แต่เพิ่งย้ายกลับไปฝั่งพม่าเมื่อปีที่แล้ว
นอกจากนี้การเลือกเรียนที่นี่จะได้เรียน 3 ภาษา ไทย พม่า และอังกฤษ
ถ้าย้ายไปเรียนที่พม่าจะเรียนภาษาเดียวคือพม่า
อีกอย่างค่าใช้จ่ายในการเรียนกว่า แสนจั๊ดต่อปี
เรียนที่ไทยไม่เสียค่าใช้จ่าย จะได้สิทธิเหมือนเด็กไทยทุกอย่าง

"ตั้งใจ จะเรียนต่อในไทยไปจนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6
แล้วเลือกเรียนแพทย์ที่ไทย และเป็นหมอรักษาคนไทยและพม่าในไทย
จะมีรายได้สูงกว่าเป็นหมอที่พม่า" ชมพู่ กล่าว