++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ความรัก & นาฬิกา

ใครที่ผูกนาฬิกาบ่อยๆ จนติด

คงจะรู้สึกได้ในวันที่นาฬิกาหายไปจากข้อมือ

ฉันเองก็เป็นคนที่ผูกนาฬิกามาตลอด

หากวันไหนลืมจะรู้สึกว่าบางอย่างมันหายไป มันว่างๆ

และขัดเขินทุกครั้งที่ยกข้อมือที่ว่างเปล่าขึ้นมาดู

เมื่อราวสองปีก่อนที่นาฬิกาเรือนโปรดของฉันพัง

ด้วยความไม่มีสติเอาข้อมือไปทุบผนังห้องน้ำเล่นๆ

โชคร้ายที่มือไม่เป็นอะไร นาฬิกาต่างหากที่พินาศ

-- กระจกร้าว

ฉันถอดมันออกวางไว้ไม่ยอมเอาไปซ่อม

ด้วยว่ารู้สึกถึงภาพเก่าและวันเวลาที่เก็บอยู่ในนั้น

ฉันคิดโง่ๆ ว่าภาพเหล่านั้นจะตายไปพร้อมนาฬิกา

"ฉันเลิกผูกนาฬิกา "

และพบว่าตัวเองมีอาการยกข้อมือเก้อ-เก้ออยู่เป็นเวลานานพอดู

ความเคยชินเกิดขึ้น

เมื่อเราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นประจำในระยะเวลานานพอควร

และยังคงความเคยชินอยู่

เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งนั้นหายไปในระยะแรกๆ

จนเวลาผ่านไปนาน

ฉันจึงเริ่มชินกับการแอบมองเข็มนาฬิกาบนข้อมือคนอื่น

เวลาผ่านไป พร้อมกับบาดแผลที่เริ่มเลือนหาย

ฉันตัดสินใจซ่อมนาฬิกา

นาฬิกาเรือนโปรดเรือนนั้นก็กลับมาอยู่บนข้อมือฉันได้เกือบอาทิตย์กว่าแล้ว

เมื่อมันกลับมาวันแรกๆ ฉันรู้สึกไม่คุ้น

จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่คุ้น

ฉันยังแอบมองนาฬิกาบนข้อมือคนอื่นอยู่เหมือนเดิม

ฉันรู้สึกเขินแกมขำทุกครั้งที่แอบมองข้อมือคนอื่น

ทั้งๆ ที่มีนาฬิกาอยู่บนข้อมือของตัวเอง

ฉันนึกถึงใครบางคนที่มักจะปรากฏตัวพร้อมรอยยิ้มเสมอๆ

ในบางช่วงที่เขาหายหน้าหายเสียงไป

ฉันรู้สึกขาดๆ แต่ก็เพียงชั่วเวลาสั้นๆ

ในบางครั้งฉันพอใจที่มีเขาอยู่ใกล้ๆ

ในวันที่ไม่แข็งแรง

แต่ในบางครั้งฉันกลับรู้สึกพอใจ

กับการได้เดินคนเดียว-เดี่ยว-เดี่ยวในวันว่าง

หรือเป็นความผูกพัน หรือเป็นเพียงความเคยชิน

--หัวใจฉันยังตอบคำถามได้ไม่กระจ่างชัดนัก

"คนเราจะรู้ค่าก็ต่อเมื่อเราสูญเสียสิ่งนั้นไป"

--ฉันมักได้ยินใครๆพูด

แต่ฉันกลับคิดว่าหากฉันยังมองไม่เห็น

ฉันน่าจะยอมเสียไปดีกว่าเพื่อให้ซึ้งถึงคุณค่านั้น

ฉันไม่อยากเอาเปรียบเขา

หากจะรั้งเขาไว้ด้วยความคุ้นเคยที่ไม่ใช่ความผูกพัน

ฉันไม่อยากโกหกตัวเอง

หากจะรั้งเขาไว้ด้วยความไม่แน่ชัด

ฉันมีคำถามที่ยังขบไม่แตกกับคำว่า

ผูกพัน หรือว่าจะเป็นแค่คุ้นเคย

บางทีมันอาจจะเป็นการดี

หากฉันจะอยู่ห่างๆหรือตัดขาด

เพื่อให้รู้จักหัวใจของตัวเองมากขึ้น

กับใครบางคนที่ขาดหายไปจากชีวิตอาจเป็นเหมือนนาฬิกาที่ขาดสายอาจรู้สึกแปลบๆ
และมองหากับการหายไปในช่วงแรก แต่ไม่นาน....คงจะชิน


Story by : hungky
Date : 30 March 2004

อย่ารักฉัน....

ฉันเป็นคนหนึ่งที่โชคชะตาลิขิตให้เดินผ่านมา
เจอะเจอกับเธอนั่งจมความทุกข์ที่มุมห้องสีขาวห้องนั้น
เป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจเหมือนกันว่าทำไม...
ฉันในวันนั้นถึงยื่นมือเข้าไปหาเธอ
และใช้มือทั้งสองข้างของฉันรั้งตัวเธอออกมา
รับรู้ความเป็นไปของโลกภายนอก
และคอยประคับประคองจนเธอพร้อมจะเผชิญทุกสิ่ง
ด้วยเหตุนี้เอง เธอจึงมองฉันเป็นผู้มีพระคุณคนสำคัญ
แต่ฉัน..กลับมองเธอเป็นคนๆหนึ่งที่อยากจะอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต


ทั้งที่รู้ว่าเธอไม่ได้มองฉันในแบบเดียวกัน
แต่ฉัน...ก็ยังคงชักชวนเธอให้ร่วมทางมาด้วยกัน
เธอยอมตามฉันเข้ามาในเส้นทางชีวิตอย่างง่ายดาย
เพราะเธอไม่อยากให้ฉันคนนี้ที่ฉุดเธอขึ้นมาจากความทุกข์
ต้องมาทุกข์แบบที่เธอเคยเป็น
ฉันหวัง...ไม่สิ เคยหวัง...
ว่าวันใดวันหนึ่งเธอจะรักฉันในแบบที่ฉันรักเธอ
แต่ตอนนี้ ฉันบอกได้เลยว่าฉันเลิกหวังไปแล้ว
ตลอดเวลาที่เธออยู่กับ
มีแต่กาย...แต่ไร้หัวใจ
เธอคิดว่าฉันไม่รู้ เธอคิดว่าฉันไม่เจ็บ
แต่ความจริงแล้วฉันคนนี้ต้องอยู่กับน้ำตาทุกค่ำคืน


หากเธอรักคนอื่น...จงบอกมา
ฉันจะปล่อยเธอไปแต่โดยดี
ดีกว่าอยู่กันไปแบบนี้...แบบไร้ใจ
เธอจากไป ฉันคนนี้อาจจะเจ็บ
แต่มันคงไม่มากเกินกว่าที่คนๆหนึ่งจะรับไหวหรอก
ไม่ต้องห่วงฉันนะ ไม่ต้องอาวรณ์กัน
เพราะฉันจะเจ็บกว่านี้หากเธอยังเสแสร้งแกล้งทำเป็นรักกัน
คำสุดท้ายที่ฉันพูดได้ตอนนี้คือ


"ฉันจะรอเธออยู่ตรงนี้ ที่มุมห้องสีขาวห้องเก่า
หากวันใดเธอเจ็บช้ำ จงกลับมาหากัน
และฉันคนนี้จะเป็นคนพยุงเธอขึ้นมาอีกครั้งด้วยสองมือของฉันเอง"

Story by : Angel Satan _Aim
Date : 15 April 2004

เรื่องของความลับ

', '


จาก หนึ่งสมอง สองมือ
รวมบทสนทนา "ชีวิตธุรกิจ" พ.ศ. 2530
โดย ประสาร มฤคพิทักษ์


ผมเข้าใจว่าเป็นประสบการณ์ร่วมกันนะครับต่อคำพูดทำนองนี้ คือ
"อย่าพูดไปนะ นี่เป็นความลับสุดยอด ผมบอกให้คุณรู้เพียงคนเดียวเท่านั้น"

ปรากฏว่า เรื่องลับที่ว่านี้ กลายเป็นเรื่องที่ปิดกันให้แซดไปหมด
คนแพร่ความลับไม่ใช่ใครอื่น คือคนที่กำชับกำชาให้ปิดเป็นความลับนั่นเอง

เรื่องแบบนี้เป็นจิตวิทยาง่ายๆนะครับ คนเราชอบแสดง ชอบอวดตัวอยู่แล้วว่า
แน่ เก่ง และเป็นคนวงในที่สามารถรับรู้ข่าวสารได้ลึก เฉพาะเจาะจงมากกว่า

พอได้ความลับมาก็อยากให้คนอื่นทึ่งและเห็นความสำคัญในตัวเอง
จึงอดไม่ได้ที่จะพูดต่อ แล้วกำชับบอกว่า ลับ
ทุกคนที่ได้รับรู้เรื่องก็เล่าต่อแล้วสั่งให้เก็บ

เป็นความลัลหมด พอคนรู้กันหมดก็กลายเป็นเรื่องลับที่ไม่ลับเสียแล้ว

เอาง่ายๆ เรื่องอัตราเงินเดือน แทบทุกบริษัทละครับที่ว่าลับนักลับหนา
นั้น เอาเข้าจริงๆ ก็รู้กันทั่วไป

ผู้จัดการบางคน บริษัทบางบริษัท ทำทุกเรื่องเป็นความลับไปหมด
เมื่อเผยเรื่องราวออกมาพบว่า
ที่จริงแล้วแานจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนสามารถรับรู้ได้

เหตุที่ต้อง ทำให้รู้สึกเป็นเรื่องลับ
ก็อยู่ตรงที่ได้คงความสำคัญของตนเองไว้นั่นเอง

หารู้ไม่ว่า อะไรๆก็ลับนั้น ในที่สุดก็จะไม่มีอะไรเป็นเรื่องลับจริงๆ
เพราะทุกเรื่องได้รับน้ำหนักเท่ากับหมดว่าลับ

คนทำงานจะมีความสบายใจหากได้ทำงานในบรยากาศที่มีท่าทีเปิดเผยต่อกัน
แสดงถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ถ้าอะไรๆก็ลับ
มันอึดอัดใจด้วยกันทุกฝ่ายครับ

ดังนั้น เรื่องทั้งหลายถ้าไม่คอขาดบาดตาย
จึงควรเปิดเผยให้ทุกคนมีส่วนรับรู้จะดีกว่าครับ

...วันที่ฉันเพิ่งมาค้นพบว่า เขาก็รู้สึกเช่นเดียวกับฉันตลอดมา....... (Good Story)

', 'เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ฉันอายุ 6 ขวบ
ขณะกำลังเล่นอยู่ที่ฟาร์มในแคลิฟอร์เนีย

ฉันได้พบเด็กชายที่แลดูธรรมดาคนหนึ่ง
ประเภทที่เขาอาจแหย่คุณและคุณก็แหย่เขากลับ

กลั่นแกล้งกันไปมา
พูดง่ายๆ ว่าตอนพบกันครั้งแรกนั้นเรารู้สึกดีต่อกัน
แล้วพอได้มาเจอกันอีกก็แหย่กันเล่นตรงบริเวณรั้ว
และที่นั่นก็กลายเป็นที่ที่เราพบกันและเล่นด้วยกันเสมอมา
ฉันน่าจะเล่าความลับของฉันทั้งหมดให้เขาฟังได้นะ
เขาเป็นคนเงียบ ๆ คอยแต่นิ่งฟังเวลาที่ฉันเล่าโน่นนี่
เป็นคนที่ฉันสามารถคุยด้วยได้ทุก ๆ เรื่อง

ตอนอยู่ในโรงเรียนเราอยู่คนละกลุ่ม
แต่พอกลับบ้านเราก็จะคุยกันถึงเรื่องราวในโรงเรียน

......วันหนึ่งฉันบอกเขาว่า เด็กผู้ชายที่ฉันชอบคนหนึ่งหักอกฉัน
เขาปลอบว่าไม่เป็นไรหรอกสักพักมันจะดีไปเอง

ฉันเลยสบายใจขึ้น และยิ่งทำให้นึกว่า เขาเป็นเพื่อนแท้คนหนึ่งของฉัน
นั่นเป็นความรู้สึกในตอนนั้นของฉันจริง ๆ .....
เราเรียนด้วยกันเรื่อยมาจากมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย
คบหากันมาโดยตลอด แม้ฉันจะคิดเสมอว่า เราเป็นแค่เพื่อน
แต่ลึก ๆ แล้ว...ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่

ในคืนวันสำเร็จการศึกษาเราต่างมีคู่นัดไปนั่งฟังเพลงกัน
แต่ฉันก็ยังอยากจะพบเขาอยู่ดี
เมื่อทุกคนกลับบ้านกันหมด ฉันแวะไปหาเขา
เพื่อจะบอกว่าฉันอยากจะขอพบเธอ
อือ ...
นั่นดูเหมือนจะเป็นโอกาสทองของฉันทีเดียว แต่ที่สุดแล้วเราแค่นั่งดูดาว
ผลัดกันเล่าแผนการชีวิตของกันและกัน...
ฉันจ้องตาเขาขณะฟังเขาเล่าว่า เขาอยากแต่งงานและวางหลักปักฐาน
ทั้งยังคุยถึงวิถีทางที่ จะทำให้ตัวเองร่ำรวยและประสบความสำเร็จในชีวิต
....โดยมีฉันนั่งคุดคู้อยู่ข้าง ๆ เขา

คืนนั้นฉันกลับบ้านพร้อมความรู้สึกอันปวดร้าว
ด้วยเหตุที่ฉันไม่ได้พูดออกไปดังใจปรารถนา
ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่หัวใจฉันเจ็บปวด
สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ฉันอยากจะบอกเล่าให้เขาฟังใจจะขาด
แต่ทุกครั้งจะต้องมีใครสักคน อยู่ตรงนั้นด้วยเสมอ
....หลังจากนั้นเขาก็ได้งานทำในนิวยอร์ก
แน่นอนฉันยินดีกับอนาคตอันสดใสนั้น
แต่ยังคงเก็บงำความรู้สึกของตัวเองเช่นเดิม
ขณะที่เขากำลังจากไป ฉันกอดเขาแล้วร้องไห้
คิดว่านั่นเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะมีเขาอยู่เคียงข้าง

คืนนั้นฉันร้องไห้จนตาบวม และยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น
เมื่อนึกถึงว่า ที่สุดแล้ว ฉันก็ยังไม่ได้เล่าความในใจให้เขาฟัง
ฉันเริ่มต้นด้วยงานเลขาฯ
แล้วย้ายสายงานมาเป็นนักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์
รู้สึกภูมิใจในตัวเองที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

วันหนึ่ง

ฉันก็ได้รับการ์ดแต่งงานใบหนึ่งทางไปรษณีย์
มาจากเขานั่นเอง ใจหนึ่งฉันก็ยินดีกับเขา
แต่อีกใจก็ยะเยียบเศร้า
ได้แต่พร่ำบอกกับตัวเองว่า ฉันไม่มีโอกาสได้อยู่เคียงข้างเขาอีกแล้ว
อย่างมากที่สุดเราก็เป็นได้แค่เพื่อนกัน
....งานแต่งงานได้จัดขึ้นอย่างอลังการทีเดียว ณ โบสถ์ใหญ่แห่งหนึ่ง

ขณะที่งานเลี้ยงจัดในโรงแรม ฉันได้พบจ้าสาว และแน่ละ
ได้พบเขาด้วยแล้วฉันก็ตกหลุมรักเขาอีกครั้งหนึ่ง
ฉันเก็บความลับนี้ไวกับตัวเอง
....ไม่อยากให้มันไปทำลายวันอันเป็นมงคลของเขา
คืนนั้นฉันพยายามทำตัวให้สนุก แต่กลับกลายเป็นว่าฉันกำลังฆ่าตัวเอง
ด้วยการเผชิญหน้ากับคนที่กำลังดูมีความสุขมากอย่างเขา
ฉันจึงจำเป็นต้องพยายามฝืนยิ้ม
และทำตัวให้มีความสุขเพื่อกลบเกลื่อนหยาดน้ำตาที่ซุกซ่อนไว้ในใจ

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันพยายามลืมเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในนิวยอร์ก
มันถึงเวลาแล้วที่ฉันต้องเดินไปตามวิถีทางของฉันเองบ้าง
ตลอดหลายปีมานี้เรายังคงติดต่อกันทางจดหมาย
เขาย้ำเสมอว่าคิดถึงฉันมาก อยากจะมีโอกาสได้คุยกับฉันอีก

....และแล้วเขาก็เงียบหายไปหลังจากที่ฉันเขียนไปหาเขา 6
ฉบับฉันเริ่มกังวลว่าอาจจะมีเรื่องร้าย ๆ อะไรเกิดขึ้น
แต่แล้วก็ได้รับโน้ตสั้นๆบอกว่า "ขอให้มาพบผมตรงรั้ว ณ
ที่เดิมที่เราเคยเล่าอะไรต่ออะไรให้กันฟัง"
ฉันไปตามนัดและพบเขาอยู่ที่นั่นจริง ๆ เขากำลังอกหักและดูโศกเศร้ามาก

เรากอดกันแน่นและหายใจแทบไม่ออก
และเขาก็เล่าเรื่องการหย่าร้างให้ฉันฟังทั้งน้ำตา
เขาร้องไห้...ร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหลออกมา ...ในที่สุด
เราก็เดินเข้าไปในบ้านคุยกันและหัวเราะ
เมื่อนึกถึงเรื่องราวเก่า ๆ อย่างไรก็ตาม ฉันยังคงเก็บความลับนั้นไว้
ไม่ได้เล่าความในใจให้เขาฟัง
หลายวันที่อยู่ด้วยกัน ทำให้เขากลับมามีความสุข และลืมปัญหาการหย่าร้าง
ขณะที่ฉันได้ตกหลุมรักเขาอีกครั้ง

เมื่อถึงวันที่เขาต้องกลับไปนิวยอร์ก
....ฉันต้องไปส่งเขาด้วยน้ำตา ไม่อยากห็นภาพเขาเดินจากไป

แม้เขาสัญญาว่าจะบินมาหาฉันทุกเมื่อ ที่ฉันสามารถลางานได้
แต่ฉันไม่สามารถรอเขาได้อีกต่อไป
โดยส่วนลึกในหัวใจแล้วเราต่างมีความสุขเสมอเมื่ออยู่ด้วยกัน

วันหนึ่งเขาก็ไม่ได้กลับมาอย่างที่เขาเคยสัญญาไว้
ฉันได้แต่คิดว่า คงเป็นเพราะเขางานยุ่งเกินกว่าที่จะปลีกตัวมาได้
มันผ่านไปจากวันนั้นเป็นเดือนจนลืมเรื่องนี้ไป
และแล้วทนายความจากนิวยอร์ก ก็แจ้งข่าวร้ายนี้ให้ฉันทางโทรศัพท์
....เขาเพิ่งเสียชีวิตโดยอุบัติเหตุทางรถยนต์
ฉันเข้าใจทันทีถึงความรู้สึกของคนหัวใจสลาย
เพิ่งรู้ว่าทำไมเขาไม่มาหาฉันในวันนั้น
นี่เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองอกหัก

คืนนั้นฉันร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด
ถามตัวเองว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้นกับคนดี ๆ อย่างเขา
ฉันเดินทางไปนิวยอร์กอีกครั้ง เพื่อร่วมรับฟังการเปิดพินัยกรรม
แน่นอนที่สุดสมบัติต่าง ๆ เขามอบให้กับครอบครัวและอดีตภรรยา

ฉันได้พบภรรยาเขาอีก
เธอเล่าถึงความเป็นอยู่ของเขาให้ฉันฟัง และยังบอกว่าเขาได้ทำอะไรให้เธอบ้าง
แต่กลับสัมผัสได้ว่า
เขาไม่มีความสุขเลย แม้ว่าเธอพยายามเอาอกเอาใจต่าง ๆ นานาแล้วก็ตาม
แต่ไม่สามารถทำให้เขามีความสุขอย่างคืนวันแต่งงานได้เลย

ในพินัยกรรมระบุว่า
ฉันจะได้รับสมุดบันทึกเล่มหนึ่งที่เป็นสมบัติส่วนตัวของเขา
ที่ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า ทำไมเขาจึงตัดสินใจเช่นนั้น
เมื่อเสร็จธุระฉันจึงบินกลับไปยังแคลิฟอร์เนีย
ระหว่างเดินทางฉันหวนระลึกถึงเรื่องราวเก่าๆ ของเรา
....และเปิดสมุดบันทึกออกอ่าน
สมุดบันทึกนั้นเริ่มบันทึกขึ้นจากวันแรกที่เราได้พบกัน
อ่านไปชั่วขณะหนึ่งฉันเริ่มร้องไห้

เมื่อพบข้อความว่า
เขาได้ตกหลุมรักฉันในวันที่ฉันถูกหักอก แต่เขาก็ขลาดเกินไป
ที่จะบอกฉันว่าเขารู้สึกอย่างไร

นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมวันนั้น.... เขาจึงนิ่งเงียบและคอยแต่จะเป็นผู้ฟัง
จากบันทึกทำให้ฉันรู้ว่า เขาพยายามจะบอกฉันหลายครั้ง
แต่เขาก็ไม่มีความกล้าหาญพอ

เวลาที่เขารู้สึกดีใจที่สุด
จึงเป็นโอกาสที่เขาได้พบฉันและเต้นรำด้วยกันในวันแต่งงาน

ซึ่งเขาพยายามจินตนาการว่า นั่นเป็นงานวิวาห์ของเรา
นี่ละสาเหตุที่ทำให้เขาไม่มีความสุข
จนกระทั่งเขาได้หย่าขาดจากภรรยา
....ส่วนเวลาที่มีความสุข กลับเป็นวินาทีที่เขากำลังอ่านจดหมายของฉัน
ในที่สุดสมุดบันทึกก็จบลงด้วยข้อความว่า
"แล้วก็มาถึงวันนี้ ...วันนี้แล้วที่ผมจะได้บอกรักเธอ ... "
แต่มันกลับเป็นวันที่เขาต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
....วันที่ฉันเพิ่งมาค้นพบว่า เขาก็รู้สึกเช่นเดียวกับฉันตลอดมา.......

Story by : [ D r . L i n ]
Date : 14 April 2004

เบิกบุก ไม่ใช่ บุกเบิก

เบิกบุก ไม่ใช่ บุกเบิก', '


จาก หนึ่งสมอง สองมือ
รวมบทสนทนา "ชีวิตธุรกิจ" พ.ศ. 2530
โดย ประสาร มฤคพิทักษ์


นักประพันธ์คนหนึ่งใช้นามปากกาว่า อิงอร หรือชื่อจริงว่า ศักดิ์เกษม
หุตาคม เพิ่งเสียชีวิตไม่นานนี้เองครับ ได้ให้คำศัพท์ใหม่ที่น่าฟัง
ท่านใช้คำว่า เบิกบุก

เราเคยได้ยินคำว่า บุกเบิก โดยไม่ได้ไปตีความกมายของมัน

นักธุรกิจบางคนที่มีไฟแรงในตัวเอง
อยากทำอะไรก็ลงมือทำโดยยังไม่ทันได้สำรวจสภาพความเป็นจริงของตลาดว่า
เป็นอย่างไร เครื่องไม้เครื่องมือและ

กำลังคนมีรองรับหรือไม่ อยากจะบุกก็บุกเลย แล้วก็หงายหลังกลับมา

บางทีก็เป็นเรื่องของการแห่ตามกันครับ
เห็นเขาสร้างลานสเกตล่อใจวัยรุ่นก็สร้างตามกัน แล้วก็พังไปตามๆกัน
เพราะสเกตเป็นความนิยมระยะสั้นๆ ห้างสรพ

พสินค้าก็เหมือนกันครับ เมื่อปี 2527 บริเวณแถวปทุมวัน ถนนเพชรบุรี
ราชดำริ บุกสร้างกันขึ้นมา 7-8 แห่ง ตอนนี้ก็เห็นผลกันแล้วว่า
ต้องเปลี่ยนเจ้าของหรือ

เลิกกิจการไปหลายแห่งแล้ว

นี่คือเรื่องของการบุกเบิกก่อน

คราวนี้มาพิจารณาคำว่า เบิกบุก กล่าวคือ จะบุกเรื่องไหนก็ตาม
เบอกตาดูเสียก่อน สภาพของตลาดมีแนวโน้มที่ดีหรือไม่
คู่แข่งมีสถานะอย่างไร เราเองมีทุน

มีเครื่องมือ มีตัวบุคคล ที่จะรอบรับได้หรือไม่ พิจารณาดูเงื่อนไขต่างๆ
ทั้งเงื่อนไขภายนอกและเงื่อนไขภายใน เห็นว่าเข้าท่าเข้าทีแล้วจึงค่อยบุก

ถ้าทำอย่างนี้แล้วพลาดยากครับ เหมือนกับจะลงลุยน้ำต้องรู้ความตื้นลึกเสียก่อน

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทำอะไรก็ตาม
ต้องทำโดยการยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่เลื่อนลอยเกินไป
จะอยู่บนพื้นฐานที่ว่านี้ได้ ก็ต้องรู้เห็นสภาพการณ์

ต่างๆให้รอบด้าน นั่นคือการเบิกตามองเสียก่อน เมื่อถึงเวลาบุก
จะได้บุกอย่างมีชัยชนะได้ ไม่ใช่หลับหูหลับตาบุก

น่าสนใจดีนะครับ ที่ว่า เบิกบุก ไม่ใช่บุกเบิก

ความมั่งคั่งของไทยให้ใครใช้?

โดย สิริอัญญา 26 กรกฎาคม 2552 15:03 น.
คำพังเพยที่มีลักษณะประชดประชันบทหนึ่งที่ว่า
"เศรษฐีก็คือยาจกถ้าหากไม่รู้จักใช้เงิน" และ
"ยาจกก็คือเศรษฐีถ้าหากมีปัญญาที่จะใช้เงิน"
โดยคำพังเพยนี้ความเป็นเศรษฐีหรือความเป็นยาจกจึงไม่ได้อยู่ที่การมีเงิน
แต่อยู่ที่อำนาจและความสามารถในการใช้เงินต่างหาก

บางคนรวยล้นฟ้าแต่ไม่มีปัญญาใช้เงิน หรือไม่รู้จักใช้เงิน จะกิน
จะอยู่ ก็ล้วนลำบากยากเข็ญไปทั้งสิ้น
จนบางครั้งถูกประชดว่าเป็นเศรษฐีแต่ไม่มีไม้ขีดไฟ

บาง คนยากจนไม่มีทรัพย์สมบัติพัสถาน
แต่มีชีวิตความเป็นอยู่หรูเลิศ
ที่เป็นอย่างนั้นได้ก็เพราะรู้จักใช้และมีปัญญาที่จะหาเงินมาใช้
และใช้เงินไปราวกับว่าเป็นเศรษฐีโดยมีกองหนี้เป็นพะเนินอยู่เบื้องหลัง

ดังนั้นการดำเนินชีวิตตามวิถีทางสายกลาง ไม่ตึง ไม่หย่อน
โดยมีเหตุมีผลโดยพอประมาณ จึงเป็นการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตรงแท้
อันจะนำความสุขให้บังเกิดขึ้นแก่ตนและแก่ท่าน

ความ จริงประเทศไทยของเราไม่ได้ยากจน
เพราะมีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ มีความมั่งคั่งมาตั้งแต่บรรพกาล
จนได้ชื่อว่าเป็นดินแดนสุวรรณภูมิ ที่ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว
ทุกแห่งหนเต็มไปด้วยของที่มีคุณค่าควรทองทั้งสิ้น

แผ่นดินไทยนี้หลายประเทศเขาเรียกว่าแผ่นดินทอง หรือ Golden Land
เรียกกันมาอย่างนี้ช้านานแล้ว เรามีภูเขาทอง
เรามีหลายท้องที่หลายท้องถิ่นที่มีทรัพยากรเป็นทองคำแท้
และหลายท้องที่ก็มีทรัพยากรที่มีมูลค่ามหาศาลยิ่งกว่าทองคำเสียอีก

เรา มีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์และล้นค่ามหาศาล ไม่ว่าก๊าซ น้ำมัน
ทองคำ หรือทรัพยากรสินแร่มีค่าอื่นๆ
แต่ไม่เคยทำให้เกิดประโยชน์หรือเป็นสิทธิหรือบังเกิดเป็นรายได้แก่ประเทศ
ชาติและประชาชน เพราะเอาไปให้สัมปทานให้ต่างชาติหรือนักธุรกิจการเมืองเอาไปเป็นสิทธิ
โดยจ่ายค่าสัมปทานเพียงไม่กี่หมื่นบาทเท่านั้น

หากเอาก๊าซ
เอาน้ำมันและทรัพยากรทั้งหลายที่เป็นของชาติมาเป็นของชาติและประชาชน
ในวันนี้ประเทศไทยของเราไม่ต้องเก็บภาษีเอากับผู้ใดก็ยังมั่งคั่งร่ำรวย
มหาศาล

ในอวกาศเราก็มีสิทธิในวงโคจรของดาวเทียม ในอากาศก็มีคลื่นต่างๆ
มากมาย แต่เราไม่ได้ใช้ความมั่งคั่งนั้นให้บังเกิดประโยชน์แก่ชาติ
กลับไปบรรณาการให้สัมปทานแก่นักธุรกิจแล้วเอาไปขายให้กับต่างชาติ
จนคนไทยกลายเป็นทาสการสื่อสารและเป็นทาสสื่อไปสิ้นทั้งแผ่นดิน

ประเทศไทยและคนไทยมีเงินฝากกว่า 10 ล้านล้านบาท
มากกว่าผลผลิตมวลรวมทั้งประเทศเกือบเท่าตัว หรือมีมูลค่ากว่า 5
เท่าของงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี
ในขณะที่หลายชาติเขาเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว

ไม่ยกเว้นแม้แต่สหรัฐอเมริกา
ที่หลายคนหลงใหลได้ปลื้มว่าเป็นต้นแบบของการพัฒนาหรือการปกครองหรือในการ
ครองชีวิต แต่แท้จริงแล้วก็คือลูกหนี้ตัวเอ้ของโลก
เป็นแบบอย่างความเหลวไหลเลอะเทอะที่สุดของสังคมมนุษย์ในยุคนี้

มายา ภาพของระบบทุนทำให้สหรัฐอเมริกาซึ่งยากจนจนมีหนี้สินล้นพ้นตัวกลายเป็นชาติ
มหาอำนาจ และมีอำนาจทางเศรษฐกิจที่จะชี้นิ้วบงการใครที่ไหนก็ได้

ในขณะที่ประเทศไทยและคนไทยมีความมั่งคั่งสมบูรณ์
กลับกลายเป็นประเทศที่ถูกเขาบ่งชี้กดหัวลงเป็นทาส
และปล้นสะดมเอาความมั่งคั่งของประเทศชาติไปใช้อย่างมันมือ

ประชาชน ไทยทั้งประเทศมีเงินฝากรวมกันนอนนิ่งอยู่ในระบบสถาบันการเงินร่วม
10 ล้านล้านบาท แต่บรรดาผู้ฝากเงินทั้งประเทศกลับต้องเดือดร้อนทุกข์เข็ญ
เพราะถูกผู้รับฝากเงินกดขี่ข่มเหงเอาตามอำเภอใจ
ถึงขั้นให้ดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ต่อปีไปแล้ว

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติเราที่ผู้มีเงินฝากต้องได้รับ
ความเดือดร้อนถึงปานนี้
เพราะแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยถูกกดขี่ข่มเหงให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำต้อย
ถอยหลังถึงเพียงนี้เลย
แม้ในกฎหมายแพ่งก็ยังบัญญัติเป็นบรรทัดฐานเอาไว้ว่า
ถ้าไม่ตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยกันไว้ และมีการผิดนัดผิดสัญญา
ก็ให้คิดค่าดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

คนฝากเงินทั้งประเทศพากันเดือดร้อน
แต่ในขณะเดียวกันคนกู้เงินทั้งประเทศก็เดือดร้อนหนักกว่า
เพราะถูกคิดเอาดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าชาติไหนในโลก
มิหนำซ้ำยังข่มเหงน้ำใจไม่ยอมปล่อยกู้ หรือปล่อยกู้เอาตามอำเภอใจ
ตามแรงสินบาทแรงสินบนที่บรรณาการให้
ซึ่งว่ากันว่าในวันนี้มีการชักเปอร์เซ็นต์กันถึง 30% กันแล้ว

หมาย ความว่าใครกู้เงินในระบบที่ว่านี้ก็เป็นอันไม่ต้องใช้หนี้
ปล่อยให้ชาติบ้านเมืองต้องเอาเงินภาษีประชาชนไปใช้แทนด้วยมาตรการอันซับซ้อน
ซ่อนเงื่อนของเหล่าเทคโนแครตทางการเงิน

กลายเป็นว่าความมั่งคั่งของประชาชนชาวไทยที่สั่งสมกันมา
กลับไม่มีใครได้ประโยชน์ รัฐบาลก็ไม่กู้เงินจากประชาชนเอาไปใช้
ภาคธุรกิจหรือประชาชนจะกู้เงินมาใช้เองเขาก็ไม่ให้
และเมื่อเงินมีต้นทุนนอนนิ่งๆ อยู่ถึงกว่า 10 ล้านล้านบาทเช่นนี้
จึงเป็นที่มาของการกดหัวข่มเหงในการให้ดอกเบี้ยอันสุดต่ำแค่ไม่ถึง 1%

รัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินมาใช้จ่ายอยู่เสมอ
แทนที่จะนำเอาความมั่งคั่งของชาติมาพัฒนาชาติบ้านเมือง
โดยออกพันธบัตรกู้ยืมเงินจากประชาชนโดยตรงในอัตราดอกเบี้ยที่สูงสักหน่อย
กลับเกรงว่าสถาบันการเงินจะขาดทุนเพราะจะต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
ซึ่งหากเพิ่มเพียง 1% เท่านั้น บรรดาผู้ฝากเงินก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง
100,000 ล้านบาทต่อปี

จึง ได้ใช้วิธีกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินแทน
ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมไม่ให้มีการปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจซึ่งมีความ
เสี่ยงมากกว่า หรือไม่เมื่อเกรงข้อครหาก็ไปทำสัญญากู้เงินมาจากต่างประเทศไปเสียเลย
ซึ่งต้องเสียทั้งค่าธรรมเนียมเงินกู้และดอกเบี้ยที่สูงกว่า
มิหนำซ้ำยังต้องยอมทำตามเงื่อนไขที่เจ้าหนี้กำหนด
ทำราวกับว่าประเทศไทยเป็นขี้ข้าของต่างชาติฉะนั้น

เป็นอันว่าเราไม่ได้ใช้ความมั่งคั่งของชาติมาพัฒนาประเทศของเรา
ปล่อยให้ผู้ฝากเงินต้องเดือดร้อนและเสียหาย
ในขณะเดียวกันกลับบากหน้าไปกู้เงินคนอื่นมาใช้โดยมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า
และยอมรับเงื่อนไขในลักษณะยอมตนลงเป็นทาสอีกด้วย

เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นในชาติไหนในโลกนี้
บังเกิดมีขึ้นก็เฉพาะแต่ประเทศไทย
ภายใต้นักการเมืองผู้ชาญฉลาดในการทำนุบำรุงประเทศชาติที่ดีแต่การฉ้อฉลปล้น
ชาติปล้นแผ่นดินเท่านั้น

เมื่อประชาชนผู้ฝากเงินถูกกดขี่ข่มเหงมากเข้า
และมีความเดือดร้อนจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำต้อยเช่นนั้นก็พากันสุ่มเสี่ยงลง
ทุนในประเภทต่างๆ จนเป็นเหตุให้ถูกต้มตุ๋นฉ้อฉลจนเดือดร้อนกันเป็นอันมาก
นี่ก็เป็นผลโดยตรงอย่างหนึ่งจากการดำเนินนโยบายของเทคโนแครตหมาจิ้งจอกทาง
การเงินของประเทศไทย

ในวันนี้มีการตั้งกองทุนมากหลายเพื่อระดมทุนจากบรรดาผู้ฝากเงินใน
ประเทศเอาไปให้ต่างชาติใช้สอย โดยการไปลงทุนซื้อตราสารหนี้ในต่างประเทศ
ซึ่งประหนึ่งว่ามีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า
โดยหามีผู้ใดกล่าวเตือนถึงความเสี่ยงภัยในการลงทุนนั้นตามความเป็นจริงเลย
ปล่อยให้พี่น้องร่วมชาติต้องเผชิญหน้าชะตากรรมที่เสี่ยงต่อทรัพย์สินของตน
อย่างน่าเวทนายิ่ง

เงิน ฝากของคนไทย ทรัพย์สินของคนไทย
แต่ไม่ได้คิดอ่านนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง
กลับนำเอาไปให้ต่างชาติใช้สอย
แล้วรัฐบาลก็ไปกู้เงินต่างชาติกลับมาพัฒนาประเทศจนเป็นเหตุให้ถูกกำหนด
เงื่อนไขบังคับประเทศไทยให้กลายเป็นประหนึ่งข้าทาส
จึงเป็นเรื่องน่าอนาถใจนัก

ในระยะนี้รัฐบาลมีโครงการกู้เงินมาใช้จ่ายถึง 800,000 ล้านบาท
และได้เริ่มนำร่องไปบ้างแล้ว โดยการออกพันธบัตรกู้เงินจากประชาชนจำนวน
50,000 ล้านบาท และให้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3.8% ต่อปี
ทำให้บรรดาประชาชนผู้ฝากเงินค่อยมีประกายสายตาสุกใสขึ้นมาบ้าง
แต่มันยังไม่พอ

ดังนั้นในวันนี้จึงขอสะกิดมายังคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาว่ามีทางที่จะกันวงเงินกู้ดังกล่าวสัก
200,000-300,000 ล้านบาท มาเป็นการกู้เงินในประเทศ
โดยการออกพันธบัตรขายแก่ประชาชน และให้อัตราดอกเบี้ย 3.8-4% ต่อปี
ก็น่าจะดีกว่าข้อแนะนำของเหล่าเทคโนแครตหมาจิ้งจอกทางการเงินไม่ใช่หรือ?

ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของคนไทยเพียงเท่านี้ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน
แต่บังเกิดอาณาประโยชน์มากมายหลายสถานนัก.

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000084437

อ่านแล้วดีมาก ผู้เขียน เป็นผู้รักชาติโดยแท้ ต้องหาคนเก่ง คนกล้า
อย่างผู้เขียน สิริอัญญา มาร่วมมือกันให้มากๆ ขึ้น เป็นกำลังใจให้ ครับ
เพื่อสร้างชาติของเราให้แข็งแกร่ง ยิ่งใหญ่ต่อไปครับ
Por_p9@hotmail.com

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

** อาหาร 8 ชนิดสร้างภูมิสู้...หวัด !!**

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะอาหาร 8
ชนิดดังต่อไปนี้ที่เชื่อว่าอาจให้ผลในการช่วยเพิ่มภูมิต้านทานป้องกันหรือลดความรุนแรงของหวัด

ประกอบด้วย

1. อาหารรสเผ็ดรวมทั้งเครื่องเทศ เช่น กระเทียม พริก ลดอาการคัดจมูก
ช่วยให้หายใจโล่งขึ้น
2. กระเทียม ช่วยลดอาการหวัด จะเติมลงในอาหารหรือเคี้ยวสดๆ วันละ 1 - 2 กลีบก็ได้
3. ดื่มน้ำมากๆ แทน ที่จะดื่มกาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน
อาจดื่มน้ำผลไม้คั้นสดบ้างเพื่อเสริมวิตามินซี เครื่องดื่มร้อนที่ช่วยได้
เช่น ชา น้ำ

มะนาวอุ่นๆ จะช่วยลดเสมหะได้
4. ซุปไก่ร้อนๆ ช่วย ลดอาการคัดจมูก อาจเติมผักหลายๆ สี
เพื่อเพิ่มสารแอนติออกซิแดนต์ ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดี
ซุปไก่ที่ผ่านกระบวนการตุ๋น

เคี่ยวนานๆ จนโปรตีนย่อยสลายเป็นไดเปปไทด์ อาจช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
ช่วยให้ร่างกายสดชื่น และยังให้โปรตีนที่ดีต่อร่างกายด้วย
5. สารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบต้าแคโรทีน (วิตามินเอ) วิตามินซี
วิตามินอี ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย
ป้องกันการติดเชื้อ ผัก

และผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น แครอท ผักใบเขียวจัด ส้ม ฝรั่ง
องุ่น แคนตาลูป มะละกอสุก เป็นต้น
6. ผลไม้ตระกูลส้ม ซึ่ง มีวิตามินซีสูง
ช่วยลดความเสี่ยงการติดหวัดโดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่หรืออยู่ในแวดวงคนสูบ
บุหรี่ บุหรี่เองเพิ่มความเสี่ยงการเป็นหวัด

และทำให้ร่างกายต้องการวิตามินซีสูง ขึ้น
7. อาหารอื่นๆ ที่เป็นแหล่งวิตามินซี เช่น ฝรั่ง พริกหวาน สตรอเบอร์รี่
สับปะรด กะหล่ำปลี ล้วนแล้วแต่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน
8. ขิง ช่วยลดอาการหวัดและป้องกันหวัด น้ำขิงร้อนๆ ผสมกระเทียม 2 - 3
กลีบ ช่วยให้ระบบหายใจทำงานคล่องขึ้น

เลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์อย่างไรให้เหมาะกับผิว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
คอลัมน์สายตรงสุขภาพกับศิริราช
อ.พญ.สุเพ็ญญา วโรทัย ภาควิชาตจวิทยา

เชื่อไหมคะ ผู้หญิงทั่วโลกต่างกังวลเรื่องความงาม
ยิ่งเป็นสิ่งที่เห็นง่ายอย่างผิวหนังด้วยแล้ว ยิ่งทำให้กังวลมาก
โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง มักเกิดริ้ว

รอยได้ง่าย และสิ่งที่ผิวแห้งต้องการมากที่สุดก็คือ "น้ำ" ค่ะ



ผื่นผิวหนังอักเสบที่เกิดจากภาวะผิวแห้ง ลักษณะผิวจะแตกเป็นร่อง แดง คัน
ความสำคัญของน้ำต่อผิวหนัง
น้ำมีความสำคัญต่อผิวหนังอย่างมาก
โดยเป็นตัวที่ช่วยให้ผิวมีความนุ่มเนียน และคงความยืดหยุ่นของผิวไว้
นอกจากนี้ ในกระบวนการผลัดเซลล์ผิวชั้น

นอกนั้น เอนไซม์ที่ทำหน้าที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวต้องอาศัยน้ำในการทำงาน
ดังนั้นถ้าปริมาณน้ำในผิวลดลงอาจทำให้กระบวนการนี้ผิดปกติและเกิดเป็นขุย
หรือ

สะเก็ดปกคลุมผิวหนังได้
กลไกการรักษาน้ำตามธรรมชาติของผิว

ผิวหนังชั้นนอกสุด (stratum corneum) หรือที่เรียกว่า
"ชั้นขี้ไคล" ทำหน้าที่หลักในการรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว
ผิวหนังชั้นนี้จะประกอบด้วยเซลล์ผิว

หนังที่ไม่มีชีวิตเรียงตัวกันเป็นชั้น หนาประมาณ 10-20 ชั้น
ภายในเซลล์เหล่านี้จะมีสารจำพวกโปรตีนที่เรียกว่า เคอราติน (keratin) และ
Natural

Moisturizing Factors (NMF)
ซึ่งมีคุณสมบัติในการซึมซับอุ้มน้ำได้มากและเป็นตัวช่วยเก็บกักน้ำไว้ในผิว
ระหว่างเซลล์จะมีไขมันแทรกอยู่เป็นชั้นๆ ทำหน้าที่

อุดกั้นไม่ให้น้ำสามารถผ่านออกจากเซลล์เหล่านี้ไปยังสิ่งแวดล้อม ภายนอก
นอกจากนี้ต่อมไขมันที่ผิวหนังจะสร้างสารไขมันหลั่งออกตามรูขุมขน สารไขมัน

จะแผ่อออกเคลือบผิวของชั้นหนังกำพร้า ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้นมากขึ้นอีกด้วย

ปกติคนเราควรมีปริมาณน้ำในผิวหนัง 20-35%
ถ้าปริมาณน้ำลดลงน้อยกว่า 10% จะเกิดภาวะ ผิวแห้งขึ้น
โดยผิวจะมีความยืดหยุ่นลดลงและลักษณะ

หยาบ เป็นขุย ถ้าแห้งมากอาจแตกเป็นร่อง แดง คัน
และเกิดผื่นผิวหนังอักเสบตามมาได้ในที่สุด

ปัจจัยที่มีผลต่อความชุ่มชื้นของผิวหนัง
1.พันธุกรรม ลักษณะ ผิวหนังของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน
ทั้งนี้ขึ้นกับพันธุกรรมของแต่ละคนว่ามี ลักษณะผิว อย่างไร
นอกจากนี้โรคทางผิวหนังหลาย

ชนิดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง จะทำให้มีผิวแห้งกว่าคนปกติ

2.สภาวะแวดล้อม
สภาวะแวดล้อมรอบตัวเรามีอิทธิพลต่อการเกิดผิวแห้งอย่างมาก
ในประเทศไทยมีความชื้นในบรรยากาศสูง ทำให้อุบัติการณ์โรคผิว

หนังไม่สูงเหมือนอย่างในประเทศแถบตะวันตก อย่างไรก็ตามควรระวังในฤดูหนาว
เนื่องจากอากาศเย็นและความชื้นในบรรยากาศจะลดลงมากจน ทำให้การ

สูญเสียน้ำออกจากผิวหนังเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ผิวหนังอักเสบจากความแห้ง

ผื่นผิวหนังอักเสบที่เกิดจากภาวะผิวแห้ง ลักษณะผิวจะแตกเป็นร่อง แดง คัน

3.อายุ เมื่อคนเราอายุมากขึ้น
กลไกธรรมชาติที่ผิวหนังรักษาความชุ่มชื้นไว้จะลดน้อยลง
ต่อมไขมันและเซลล์ผิวหนังจะสร้างสารไขมันลดลง เราจึงมัก

เห็นผิวแห้งเกิดขึ้นกับผู้สูงวัย โดยเฉพาะสตรีวัยทอง ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปี ขึ้นไป

4. พฤติกรรมและการดำเนินชีวิต ผู้ที่ชอบล้างมือบ่อยๆ
ฟอกตัวด้วยสบู่ที่เป็นด่างนาน ออกแดดประจำ หรือทำงานกลางแจ้ง ทั้งสารเคมี
แสงแดด ลม

ความชื้นในบรรยากาศจะมีอิทธิพลต่อการเสียน้ำออกจากผิวหนัง
จนทำให้เกิดภาวะผิวหนังแห้ง

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีก
ที่มีผลกระทบต่อความชุ่มชื้นผิวหนัง เช่น ระดับฮอร์โมน ยา
ภาวะโภชนาการบกพร่อง ซึ่งการป้องกันไม่ให้เกิดผิวแห้ง

โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยต้นเหตุดังกล่าว โดยสวมถุงมือ เสื้อผ้าให้มิดชิด
และทาครีมหรือโลชั่นเคลือบผิวที่เรียกว่า มอยส์เจอร์ไรเซอร์

รู้จักมอยส์เจอร์ไรเซอร์
มอยส์เจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer) คือ
สารทาภายนอกที่สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังได้ อาจมีอยู่หลายรูป
เช่น ครีม โลชั่น ขี้ผึ้ง เป็นต้น ส่วน

ประกอบของมอยส์เจอร์ไรเซอร์มีดังนี้

1. สารปิดกั้นไม่ให้น้ำซึมผ่าน (Occlusive)
ออกฤทธิ์โดยปิดกั้นไม่ให้น้ำซึมผ่าน
เมื่อทาลงบนผิวหนังจะกระจายตัวออกคลุมผิวหนังเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ

กันไม่ให้น้ำภายในผิวหนังซึมออกสู่ภายนอก
ทำหน้าที่คล้ายเกราะอ่อนป้องกันสารเคมีไม่ให้ระคายผิวหนัง
แต่ถ้าล้างหรือฟอกผิวหนังบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือดี

เทอร์เจน หรือการถู เช็ดกับผ้าจะทำให้มอยส์เจอร์ไรเซอร์หลุดออกจากผิวหนัง
อาจต้องทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ซ้ำหลายครั้งต่อวัน ตามสภาพการดำเนินชีวิต

ประจำวัน สารกลุ่มนี้ได้แก่ petrolatum, lanolin, dimethicone เป็นต้น

2. สารที่ช่วยดูดซับน้ำ (Humectant)
มอยส์เจอร์ไรเซอร์กลุ่มนี้เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังโดยการจับน้ำในผิว
หนังไว้ไม่ให้ระเหยไป สารกลุ่มนี้ได้แก่

latic acid, polyol, mucopolysaccharide, urea, glycerol, เป็นต้น
สารกลุ่มนี้เมื่อทาบนผิวหนัง อาจระคายผิวหนังได้ ทำให้รู้สึกยิบ ๆ
จึงควรระมัดระวังโดย

เฉพาะผิวหนังที่มีการอักเสบอยู่


3. สารออกฤทธิ์ชนิดอื่นๆ
ซึ่งผสมในมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อให้มีคุณสมบัติอื่นเพิ่มมากขึ้นจากการให้
ความชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียว ที่นิยมได้แก่ สารกัน

แดด สารกลุ่มAHA ซึ่งช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกให้เร็วขึ้น
สารที่ช่วยให้ผิวขาวขึ้น เช่น วิตามิน C, E, Niacinamide เป็นต้น

มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ดีควรมีคุณสมบัติ คือ
สามารถลดการสูญเสียน้ำจากผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำให้ผิวชุ่มชื้นเรียบเนียนขึ้น ดูดซึมเร็ว ออกฤทธิ์

ทันที และอยู่ได้นานบนผิวหนังโดยไม่ต้องทาซ้ำหลายครั้ง
ไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง และมีราคาไม่แพง

เลือกซื้อมอยส์เจอร์ไรเซอร์
1. ดูลักษณะผิวของตนเอง จะรู้ว่าตนเองมีผิวประเภทใด
ก็โดยทดลองทามอยส์เจอร์ไรเซอร์นั้นที่ผิวหนัง
ถ้าผิวหนังเป็นมันวาวมาก แสดงว่าคุณมีผิวมัน ผู้ที่มีผิวมัน
อาจเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีความมันน้อย

2. ดูฤดูกาล เช่น ในฤดูหนาวความชื้นในบรรยากาศน้อย
ควรเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีความมันมาก

3. ดูภูมิประเทศ
ถ้าอยู่ในประเทศไทยหรือประเทศทางตะวันออกที่มีความชื้นในบรรยากาศสูง อาจ
ไม่จำเป็นต้องใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์

4. พิจารณาจากรูปแบบและส่วนประกอบของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ว่า
มีน้ำมันมากน้อยเพียงใด โดยทั่วไปมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่อยู่ในรูปของน้ำมัน
และ

ครีมจะให้ความชุ่มชื้นมากกว่าโลชั่น

5. พิจารณาเรื่องกลิ่น
เพราะมอยส์เจอร์ไรเซอร์มักมีเครื่องหอมผสมอยู่ด้วยเพื่อให้น่าใช้
แต่อาจเป็นสาเหตุของการแพ้ได้

6. ดูราคาในภาวะเศรษฐกิจ ให้เหมาะสมกับฐานะ

7. ทดลองใช้ดู จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด
แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย แนะนำว่าควรทดลองใช้ในบริเวณเล็กๆก่อน เช่น
ทาที่ต้นแขนด้านใน วันละ 1-2 ครั้ง นาน 7

วัน ถ้าไม่มีผื่นแพ้เกิดขึ้น จึงใช้กับผิวหนังทั่วร่างกายได้
ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์อย่างได้ผล

ควรทามอยส์เจอร์ไรเซอร์หลังทำความสะอาดผิวหรืออาบน้ำเสร็จใหม่ๆ
เนื่องจากเป็นช่วงที่สารจะซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดี
ทาให้ทั่วผิวหนังที่ต้องการเคลือบ

ใช้นิ้วมือคลึงเบา ๆ ให้เนื้อครีมกระจายออกทั่วผิวหนัง
ในกรณีที่ผิวหนังมีการอักเสบร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

ขอให้มีสุขภาพผิวที่ดีกันถ้วนหน้านะคะ

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083013

ประดับต้นไม้กระถางเอาไว้ในบ้านมีประโยชน์ช่วยฟอกอากาศ บริสุทธิ์

', '

การนำกะถางต้นไม้มาวางประดับในบ้าน เป็นประโยชน์ไม่เฉพาะแต่ทำให้ดูเป็น
ธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังพบในการศึกษายิ่งมีประโยชน์สำคัญกว่านั้น สามารถ

ช่วยฟอกอากาศที่เราหายใจให้บริสุทธิ์อีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันโรเดล ในนครเพนซิลวาเนียที่สหรัฐฯ กล่าวว่า
ปกติแล้วพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องครัว
และแม้แต่เครื่องดูดฝุ่น

ล้วนแต่ปล่อยประกายไฟ ซึ่งมีพลังทำให้อณูของก๊าซไนโตรเจนและน้ำในอากาศ
รวมตัวกันเกิดเป็นก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ อันมีกลิ่นเหม็นฉุนชวนระคายจมูกขึ้น

นับเป็นมลพิษทางอากาศภายในบ้าน

แต่ต้นไม้กระถางหลายชนิด จะช่วยดูดซึมก๊าซนี้ และย่อยสลายมันให้กลายเป็น
ก๊าซไนโตรเจนและน้ำไปเสีย ในการศึกษาพบว่า อย่างเช่นบ้านหรืออาคารที่

มีพื้นที่กว้าง 1,800 ตารางฟุต หากตั้งกระถางต้นไม้ขนาดโต 6-8 นิ้ว
จำนวนระหว่าง 15-18 ใบเอาไว้
ก็เพียงพอที่จะช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ขึ้นได้มาก.