++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

แรงโน้มถ่วงโลกาภิวัตน์:กลุ่มประเทศ BRIC กับวิกฤตการณ์โลกาภิวัตน์

โดย ผศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล 19 พฤศจิกายน 2551 16:20 น.
       แม้เราจะได้ยินหรือสัมผัสประสบการณ์ที่ว่าด้วยโลกาภิวัตน์มาอย่างโชก โชนแล้ว แต่หลายๆ คนยังหาบทสรุปไม่ได้ว่าทิศทางของโลกาภิวัตน์จะพามนุษยชาติไปสิ้นสุดที่บทสรุ ปใด
      
        แรกเริ่มเดิมที ต้นกำเนิดของคำว่า โลกาภิวัตน์ ถูกบัญญัติขึ้นเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในระเบียบโลกใหม่หรือที่เรียกว่า The New World Order ซึ่งถูกจัดระบบอย่างพิลึกพิลั่นชนิดที่ตัวแสดงหลักๆ ดังเช่นรัฐชาติ ที่เคยยิ่งใหญ่ เป็นกลไกลหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเมืองโลกยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ทั้งนี้เนื่องจากในยุคโลกาภิวัตน์ได้สร้าง สั่งสม และเปิดโอกาสให้ตัวแสดงใหม่ๆ ได้โลดแล่นในเวทีโลก สร้างกระแสข้ามชาติในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นในมุมของเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม
      
        ตัวแสดงหลักตัวหนึ่งซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการนำพาโลกาภิวัตน์ให้ดำเนินมาถึงบท สรุปในปัจจุบันคือ บรรษัทข้ามชาติ (Multinational Corporations) ซึ่งแม้วิวัฒนาการบางช่วงของมันจะพยายามปฏิเสธซึ่งความผูกพันที่มีต่อรัฐชาต ิต้นกำเนิดของตัวเอง พร้อมกับโอ้อวดความไร้รากไร้รัฐ ผ่านความหลากหลายทางเชื้อชาติของผู้ถือหุ้นหรือพนักงานของบริษัทตน แต่เมื่อเกิดวิกฤตถึงขั้นคอขาดบาดตาย สายสัมพันธ์ที่ตัดกันไม่ขาดระหว่างรัฐชาติซึ่งยกให้เป็น “ตัวแม่” กับบรรษัทข้ามชาติที่เล่นบทบาทเป็น “ตัวลูก” ก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้
      
       ล่าสุด 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ อันได้แก่ จีเอ็ม ฟอร์ด และไครสเลอร์ ประสบปัญหาจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจจนส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของบริษัท “ตัวแม่” อย่างรัฐบาลสหรัฐฯ ก็จำเป็นต้องออกแผนการกู้สถานการณ์ให้กับตัวลูกอย่างเร่งด่วน เพราะแม้จะดูเหมือนเป็นการเข้าอุ้มบริษัทของชาติตัวเอง แต่ความจริงแล้วมันคือการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนชาวอเมริกันแบบอ้อมๆ เนื่องจากหากเราคิดคำนวณการจ้างงานของทั้งสามบริษัทเหล่านั้นรวมกันจะพบว่า พลเมืองในสหรัฐอเมริกากว่า 250,000 คน ฝากชีวิตและการเลี้ยงชีพของตนไว้กับทั้งสามบริษัทดังกล่าว ทั้งนี้ยังไม่นับรวมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมากับงานอีกกว่า 4 ล้านตำแหน่งที่บริษัททั้งสามได้ผูกโยงกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ภายใต้การกำกับของห่วงโซ่อุปทาน
      
        ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างรัฐกับตลาด ที่ก่อสายสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน เพราะตราบใดที่เรายังวัดค่าความมั่งคั่งและความมั่นคงของผู้คนในประเทศหนึ่ง ๆ ด้วยการคำนวณตัวเลขของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐชาติและบรรษัทข้ามชาติต่างก็จะมุ่งแสวงหาและพัฒนาตัวเลขดังกล่าวให้สูงขึ ้นเรื่อยๆ ไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าวหาได้จำกัดอยู่ในประเทศมหาอำนาจหรือประเทศที่พัฒนาแล้ วเท่านั้น หากยังฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอของผู้นำทุกประเทศและทุกบริษัท ไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็กหรือประเทศใหญ่ ประเทศตะวันออกหรือตะวันตก หรือประเทศพัฒนาแล้วหรือที่กำลังพัฒนาก็ตาม อันเป็นสาเหตุที่ของการก้าวเข้าสู่บริบทใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ ที่พร้อมจะปฏิเสธการผูกขาดอำนาจ ซึ่งเคยอยู่ภายใต้อุ้งมือของเหล่าประเทศมหาอำนาจแต่เพียงผู้เดียว
      
        ล่าสุดโลกาภิวัตน์ได้แสดงอานิสงส์ของมันโดยเปิดพื้นที่แห่งโอกาสทางการแข่งข ันให้เกิดขึ้นทุกที่ทุกทาง และทุกสิ่งอย่าง จนเป็นปรากฏการณ์ที่เขียนเป็นภาษาฝรั่งว่า “competing with everyone from everywhere for everything” ซึ่งอธิบายสภาพการแข่งขันในตลาดโลกที่ไม่จำกัดอยู่เพียงการขยายตัวจากประเทศ ที่รวยกว่าไปยังประเทศที่จนกว่าเท่านั้น หากแต่ประเทศที่เคยจนบางประเทศได้ใช้โอกาสที่ระเบียบโลกใหม่หยิบยื่นให้แสวง หาตำแหน่งแห่งที่ของตนบนพื้นที่ของยุคโลกาภิวัตน์ ขยับขยายเศรษฐกิจของตน จนสามารถลืมตาอ้าปาก แข่งขันท้าทายกับมหาอำนาจเก่าๆ ได้อย่างไม่ปรานีปราศรัย
      
        ประเทศที่เคยจนดังกล่าว ซึ่งบางประเทศเคยถูกขนานนามว่าประเทศกำลังพัฒนา หรือไม่ก็เคยถูกโจมตีว่าเป็นประเทศสังคมปิด ก็ได้กลับกลายเปลี่ยนสถานภาพตัวเองขึ้นมาเป็นประเทศเศรษฐกิจใหม่ หรือที่เรียกว่า Emerging economy โดยในที่นี้มีอยู่ 4 ประเทศที่น่าจับตามอง ได้แก่ 1) บราซิล 2) รัสเซีย 3) อินเดีย และ 4) จีน ซึ่งถูกเรียกรวมๆว่า “BRIC” ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ ที่มีลักษณะร่วมคล้ายๆ กันตรงที่เป็นแหล่งของวัตถุดิบ การประกอบการ และผู้บริโภคจำนวนมหาศาล
      
        แรงท้าทายที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ทั้งสี่ได้ประกาศศักดาให้ชาวโลกได้ประจ ักษ์เกิดขึ้นเมื่อผลการสำรวจ 500 บรรษัทข้ามชาติ ที่เป็นตัวแทนของแบรนด์ระดับโลกในปีล่าสุดมาในนิตยสารฟอร์จูน ปรากฏให้เห็นถึงจำนวนของบริษัทของประเทศเศรษฐกิจใหม่ทั้งสี่ที่เพิ่มขึ้นจาก เดิมที่เคยมีอยู่เพียง 31 บริษัทเมื่อปี 2003 เป็น 62 บริษัทในปี 2007
      
        แม้นักวิเคราะห์จากหลายสำนักจะเพ่งเล็งถึงความสุ่มเสี่ยงในการเร่งรัดพัฒนาเ ศรษฐกิจของกลุ่มประเทศดังกล่าว แต่ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ อันเป็นผลพวงที่กระทบชิ่งจากมหาอำนาจเก่า กลุ่มประเทศ BRIC ทั้งสี่ประเทศอาจกลายเป็นฐานทางการตลาดที่ช่วยผ่อนปรนวิกฤตการณ์ดังกล่าวให้ ดีขึ้นได้ ดังเช่นที่เกิดในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เริ่มมีนโยบายในการทำตลาด จากเดิมที่เน้นในกลุ่มประเทศยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งกำลังอิ่มตัวไปสู่การทำตลาดในประเทศเศรษฐกิจใหม่ทั้งสี่ ซึ่งรอการเติมเต็มความศิวิไลซ์ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความอยู่รอดของบรรดาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสามของสหรัฐอเมริกาด้วย
      
        ป รากฏการณ์น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าที่สะท้อนสถานะคู่ค้าอย่างเท่าเทียมกันระหว ่างประเทศเคยรวยกับประเทศเคยจนน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนประวัติศาสตร์หน้ าใหม่ของยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งอาจเป็นคำบอกใบ้ให้เราได้ทำนายว่า ในท้ายที่สุดโลกาภิวัตน์จะนำเราไปสู่บทสรุปเช่นไร

from http://www2.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000137146

หัวใจสีเหลือง..สู้..เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์!

โดย “เชี่ยวชวนะ” 25 พฤศจิกายน 2551 15:46 น.
       พันธมิตรฯ ลั่นกลองรบ..สู้ม้วนเดียวจบ!!!
      
       หลังพันธมิตรฯ ปักหลักยึดพื้นที่บริเวณสะพานมัฆวานฯ ตามมาด้วยการยึดทำเนียบรัฐบาล ชุมนุมกันอย่างสันติอหิงสามาเรื่อยๆ จนวันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วถึง 6 เดือนเศษ ท่ามกลางความพยายามทุกวิถีทางของรัฐบาลหุ่นเชิด สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ สลายการชุมนุม
      
       ยุครัฐบาลสมัครนั้นมีการใช้เล่ห์เพทุบาย ใช้กฎหมายมาสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ ถึงขนาดอ้างการปิดหมายศาลยกกำลังตำรวจมาไล่ทุบตีผู้ชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯ อย่างป่าเถื่อน ถึงขนาดใช้ปืนจ่อหัว!
      
       นอกจากนั้นยังใช้กองกำลังอันธพาลการเมืองเสื้อแดงหรือ นปก. ที่มีนายทหารยศพลตรีนอกรีตคนหนึ่งเป็นหัวโจก ยกกำลังพลเดินจากสนามหลวง พร้อมอาวุธครบมือทั้งมีดไม้และปืน บุกมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อทำร้ายเข่นฆ่าผู้ชุมนุมอย่างสงบสันติ โดยมีตำรวจภายใต้รัฐบาลสมัคร เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ละเลยจนดูเสมือนสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มก่อการร้ายไม่มากก็น้อย
      
       หลังเหตุการณ์อันธพาลการเมืองของรัฐบาลบุกทำเนียบฯ รัฐบาลสมัครก็ยังฉวยโอกาส ประกาศภาวะฉุกเฉิน เตรียมจะใช้กำลังทหารบุกเข้าทำร้ายเข่นฆ่าสลายการชุมนุมของคนเสื้อเหลืองหรื อพันธมิตรฯ ในทันที
      
       แต่ด้วยความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลสมัครเอง บวกกับสังคมต่างรู้เห็นไปทั่วว่า พันธมิตรฯนั้นชุมนุมกันอยู่ในที่ตั้งอย่างสงบสันติ แต่กองกำลังอันธพาล นปก.ของรัฐบาลต่างหาก ที่ยกกำลังมาใช้ความรุนแรงต่อคนเสื้อเหลือง
      
       ผู้นำทหารของกองทัพจึงไม่ยอมปฏิบัติ ตามความต้องการอันชั่วร้ายของรัฐบาลสมัคร!
      
       ยุครัฐบาลหุ่นเชิดน้องเขยทักษิณ..นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ความชั่วร้ายยิ่งฉายแสงชัดถนัดตายิ่งขึ้น โดยวันแถลงนโยบายรัฐบาลสมชาย พันธมิตรฯ ได้ไปชุมนุมหน้ารัฐสภาอย่างสงบสันติ แต่รัฐบาลสมชายกลับสั่งตำรวจให้เข่นฆ่าประชาชนอย่างบ้าคลั่ง
      
       จนคนหัวใจสีเหลือง “น้องโบว์” และ “สารวัตรจ๊าบ” ต้องสังเวยชีวิต และอีกเกือบ 500 คนต้องบาดเจ็บพิการกับการกระทำอันทารุณโหดร้ายของบรรดาตำรวจที่กระหายเลือดร าวสัตว์ป่า
      
       เท่านั้นไม่พอรัฐบาลสมชายในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังปล่อยให้อดีตนายพลตำรวจเอกและทหารยศพลตรี ออกมาประกาศโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ว่าจะใช้อาวุธสงครามนานาชนิด ทำร้ายเข่นฆ่าพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมกันอยู่อย่างสันติ-สงบ-สองมือเปล่า!
      
       หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์ยิงปืนเอ็ม 79 ตามด้วยการขว้างระเบิดใส่ผู้ชุมนุมครั้งแล้วครั้งเล่า จนมีผู้เสียชีวิตอีก 2 คน บาดเจ็บอีกหลายสิบคน โดยตำรวจและรัฐบาลสมชายนอกจากจะไม่รับผิดชอบแล้ว ยังมีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับฝ่ายก่อการร้ายกลางเมือง
      
       นอกจากนั้นยังมีการใช้อาวุธสงครามยิงใส่ที่ทำงานของเอเอสทีวีหลายครั้ง เพื่อจะยุติการถ่ายทอดสดการต่อสู้ของพันธมิตรฯ อีกด้วย
      
       สู้อย่างอดทน สู้อย่างสันติอหิงสา แต่ผู้ชุมนุมกลับถูกรัฐบาลหุ่นเชิดสมชาย ใช้ความรุนแรงตอบสนองจนมีการตาย และบาดเจ็บกันเป็นเบือมาโดยตลอด
      
       ดังนั้น..แกนนำพันธมิตรฯ จึงตัดสินใจประกาศเผด็จศึกล้มรัฐบาลสมชาย ตัวแทนระบอบทักษิณชนิดม้วนเดียวจบ อุแม่จ้าว..สถานการณ์การเมืองน่าติดตามด้วยใจระทึกยิ่งนัก
      
       วันนี้..คำถามมากมายจึงผุดขึ้น..มันจะจบอย่างไร? จบจริงอ๊ะเปล่า? เอ..หรือจบไม่ลงวะ?
      
        บรรดาคอการเมืองในสภากาแฟกับชามะนาว จึงพากันลงตรวจกำลังพลและคู่ต่อกรของทั้ง 2 ฝ่าย ก็พบว่า..น่าคิด..น่าติดตามชมจริงๆ
      
        กำลังพลคนเสื้อเหลืองหมุนเวียนมาชุมนุมกันอย่างยืดเยื้อ แต่หลายครั้งคราที่แกนนำพันธมิตรฯ เป่านกหวีด จะมีผู้คนหลายแสนคนมาชุมนุมทันที นี่ไม่รวมพันธมิตรฯ ที่นั่งดูหน้าจอเอเอสทีวี ทั้งในและต่างประเทศอีกราว 20 ล้านคนนะ
      
       พันธมิตรฯ และกำลังพลคนเสื้อเหลืองรักสถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งชีวิต ใจจึงมีอุดมการณ์..เงินตราซื้อใจคนเหล่านี้มิได้ และพร้อมสู้เพื่อในหลวงแบบถวายชีวิตเป็นราชพลีทุกวินาที
      
       ส่วนกำลังพลคนเสื้อแดง นปก.นั้น ระดมคนมาชุมนุมทุกครั้งด้วยเงิน คนที่มาร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่ จึงแลเห็นชัดว่าส่วนใหญ่เป็นคนจนเมืองและต่างจังหวัด กำลังพลนี้จึงขาดคุณภาพ ขาดอุดมการณ์ ขาดคุณธรรม ขาดความรู้ที่แท้จริง และถือเป็นผู้รับจ้างชุมนุม..มิใช่ผู้มาชุมนุมด้วยใจ
      
        โอ้..พระเจ้าจอร์จ..แค่ใจก็คนละเบอร์แล้ว กำลังพลของคนเสื้อเหลือง จึงเหนือกว่าคนเสื้อแดงอย่างเทียบกันไม่ได้เลย!
      
        เปรียบคู่ต่อกรล่ะ..พันธมิตรฯ ประกาศสู้กับ ทักษิณ ชินวัตร และระบอบตัวแทน ที่ใช้เงินซื้อเสียงและโกงการเลือกตั้ง จนมี ส.ส.เถื่อนเกินกึ่งหนึ่งในสภาฯ จากนั้น ส.ส.เถื่อนก็เลือกนายกรัฐมนตรีเถื่อน ตามด้วยคณะรัฐมนตรีเถื่อน ต้องถือว่า..ต้นทางทักษิณและพวกพ้องจึงเป็นของเถื่อนว่ะ
      
       ดังนั้นอำนาจรัฐที่รัฐบาลทักษิณ-สมัคร-สมชาย ใช้บังคับบัญชาข้าราชการและปกครองบ้านเมือง ก็เป็นการใช้อำนาจรัฐเถื่อนโดยแท้จริง
      
        แถมรัฐบาลทักษิณ-สมชาย มิได้ใช้อำนาจรัฐเถื่อนเพื่อชาติ-ประชาชน แต่กลับใช้เพื่อช่วยทักษิณและพวกพ้อง ให้พ้นจากความผิดในการโกงกินชาติบ้านเมือง อีกทั้งใช้เงินหลวงไปกับการหาเสียงด้วยโครงการประชานิยม ทำให้คนจนในชนบทต้องเดือดร้อนกับภาระหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
      
        เท่านั้นไม่พอ..ยุครัฐบาลทักษิณ-สมชาย ยังเกิดขบวนการมุ่งทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเป็นระบบ-เป็นขบวนการและเ ป็นประวัติการณ์อีกด้วย
      
        ที่สำคัญ..แม้นที่ผ่านมา ชนชั้นรากหญ้าจะถูกทักษิณลวงหลอก แต่ชาวรากหญ้าส่วนใหญ่ ยังคงรักสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ เพียงแต่พวกเขาไม่มีโอกาสดูเอเอสทีวี..ทีวีแห่งความจริงเลย ชาวรากหญ้าดูแต่ฟรีทีวีที่เต็มไปด้วย การโกหกหลอกลวงจากคนในระบอบทักษิณ รากหญ้าจึงเข้าไม่ถึงความจริงในสังคมไงล่ะครับ
      
       นั่นเป็นหนึ่งในรากฐานที่ทำให้ชาวรากหญ้า ต้องพึ่ง ส.ส.พรรคพลังประชาชน ซึ่งเต็มไปด้วยผู้มีอิทธิพลในชนบท และทำให้ระบอบทักษิณใช้เงินซื้อสิทธิ ซื้อเสียงชาวรากหญ้ามาโดยตลอด
      
       ทักษิณ-สมชายคู่ต่อกรของพันธมิตรฯ นั้น ต้องบอกว่า..ทักษิณอยู่ในขั้นโคม่าแล้ว หลังโดนรัฐประหารโดย คมช.ในปี 2549 แต่ทักษิณก็ยังดิ้นรนเพื่อจะกลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง
      
       เมื่อการเลือกตั้งมาถึง..ทุกคนในประเทศต่างรู้ว่า เงินของทักษิณอีกนั่นแหละ ที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยจมดิ่งลงสู่เหวลึก เงินทำให้รัฐบาลหุ่นเชิดทักษิณ สามารถยึดครองอำนาจรัฐเถื่อนไว้ในกำมือได้ แต่พรรค พปช. ก็กำลังย่างก้าวถูกยุบพรรค ตามรอยเท้าพรรคไทยรักไทยอีกครั้งหนึ่ง
      
       การโกงชาติบ้านเมืองทำให้ทักษิณ ถูกศาลฯ ตัดสินจำคุก 2 ปี จากอดีตนายกรัฐมนตรีกลายเป็นนักโทษชายในทันที ทำให้การอยู่ในประเทศอังกฤษของทักษิณ ถูกประเทศเมืองผู้ดีประกาศถอนวีซ่า อดีตนายกฯ หน้าเหลี่ยมต้องระเหเร่ร่อนกลายเป็นสุนัขพเนจรต้องหาที่ซุกหัวนอนใหม่
      
       แถมหลายประเทศในโลก ยังแสดงอาการรังเกียจนักโทษชาย “หน้าเหลี่ยม” คนนี้อีกด้วย
      
       คู่ต่อกรของพันธมิตรฯ ทั้งทักษิณ-สมชาย กำลังดิ้นเฮือกสุดท้าย แต่ยิ่งอยากคืนสู่อำนาจมากเท่าใด..บ่วงความผิด ที่คล้องคอทักษิณอยู่ก็จะยิ่งรัดรึงแน่นเข้า จนทักษิณกำลังจะหมดสิ้นลมหายใจสุดท้ายในไม่ช้านี้แล้ว
      
       รัฐบาลสมชายในฐานะหุ่นเชิดที่เป็นตัวแทนทักษิณ ก็ไร้ค่าหมดราคาจนไร้ความชอบธรรม ที่จะยืนหยัดอยู่ต่อไปได้อีกแล้ว
      
       โอ้..พระเจ้าจอร์จ..เห็นชัดเลยว่า การต่อสู้อันชอบธรรมของพันธมิตรฯ กำลังไล่ล่าชัยชนะเหนือรัฐบาลทักษิณ-สมชาย ที่ไร้ความชอบธรรมโดยสิ้นเชิงอย่างต่อเนื่องแล้วครับ
      
       พันธมิตรฯ ได้เปิดศึกม้วนเดียวจบ ในวันแรก 23 พฤศจิกายน 2551 ด้วยการยกพลสีเหลืองชุดแรก-ปิดรัฐสภาจน ส.ส. ส.ว.ต้องเลื่อนการประชุมรัฐสภา ชุดสอง-บุกไปปิดล้อมกระทรวงการคลัง ชุดสาม-บุกปิดล้อมกองบัญชาการตำรวจนครบาล ชุดสุดท้าย..บุกยึดทำเนียบฯชั่วคราวดอนเมือง ขณะที่ครม.กำลังประชุมอยู่ จนคณะรัฐมนตรีเผ่นหนีกันแทบไม่ทันเลย
      
        ศึกม้วนเดียวจบวันที่สอง พันธมิตรฯ จะกดดันรัฐบาลสมชายให้ล้มครืนลง ด้วยมาตรการเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีก ถึงขนาดกรุงเทพมหานคร..อาจเป็นอัมพาต
      
       ปัญหาใหญ่ คือ 5 แกนนำพันธมิตรฯ จะใช้สันติอหิงสาพิชิตมารหน้าด้าน-หน้าทนแบบสุดๆ ของรัฐบาลสมชายได้หรือ? น่าคิด-น่าติดตามว่า..สันติอหิงสาจะพิชิตสัตว์นรกได้จริงหรือ?
      
       เมื่อคนหัวใจสีเหลือง..เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ออกสู้รบเพื่อปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ชนิดม้วนเดียวจบแบบนี้ คนที่มีใจรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ก็ต้องชูมือตบเอาใจช่วยกันอย่างเต็มที่เลยหละ
      
       ขออวยพรให้กำลังพลหัวใจสีเหลือง ขับไล่รัฐบาลสัตว์นรกสมชาย ที่เข่นฆ่าประชาชนสองมือเปล่าอย่างทารุณ ให้ล่องจุ๊นไปโดยไวนะขอรับกระผม! 



http://www2.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000139573 

มองที่ปัญหา หรือ มองที่ทางออก

เรื่องแรก
อเมริกาส่งนักบินไปในอวกาศเจอปัญหาปากกาเขียนไม่ออก
นักวิทยาศาสตร์ระดมปัญญาเพื่อประดิษฐ์ปากกา
ที่สามารถเขียนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้
ต้องทุ่มเงินหลายร้อยล้านเหรียญและใช้เวลาไปหลายปี
ในที่สุดได้ปากกาที่สามารถเขียนได้ทุกพื้นผิว
แม้ใต้น้ำก้อเขียนได้
ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง
แต่นักบินอวกาศรัสเซีย ประสบปัญหาเดียวกัน
ใช้ดินสอเขียนแทนปากกา
*******************************
เรื่องที่สอง
โรงงานผลิตสบู่ในญี่ปุ่นประสบปัญหา
เมื่อส่งสินค้าไปแล้วลูกค้าบ่นเรื่องบางกล่องไม่มีสบู่ เป็นกล่องเปล่าๆ
ทางโรงงานติดตั้งเครื่อง X-Ray เพื่อตรวจสอบ
ใช้เงินลงทุนไปหลายล้านเยน กล่องไหนไม่มีสบู่ก้อตรวจจับได้
ทำให้สามารถส่งสบู่ที่ไม่มีกล่องเปล่าอีก
แต่โรงงานเล็กๆ อีกโรงประสบปัญหาเดียวกัน
ช่างคุมงานใช้พัดลมตัวใหญ่ๆ เป่าลมบนสายพาน
กล่องเปล่าก็ปลิวออกไป
******************************
คนเราเวลาประสบปัญหา ส่วนมากมักคิดแต่จะแก้ปัญหา
ทุ่มกำลังสติปัญญาและทุ่มเทเวลาเพื่อแก้ปัญหานั้น
ถ้าคุณเปลี่ยนเป็นมองที่ทางออก
ปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายดูจะกลายเป็นเรื่องจ้อยไปเลย
******************************
เมื่อคุณเจอปัญหา ลองเปลี่ยนวิธีคิด
แล้วคุณจะประหลาดใจ

การเสริมกล้วยดิบและใบฝรั่งผงในสูตรอาหารต่อสุขภาพและภูมิคุ้มกันโรคในไก่เนื้อ

การเสริมกล้วยดิบและใบฝรั่งผงในสูตรอาหารต่อสุขภาพและภูมิคุ้มกันโรคในไก่เนื้อ

Effect of dietary supplementation of banana and guava leaf powder on

health and immune in broilers

เบญญาภา สุรสอน (Benyapha Surasorn)

ดร. ภาวดี ภักดี (Dr.Parwadee Pakdee) ∗∗

ดร. เยาวมาลย์ ค้าเจริญ ( Dr.Jowaman Khajarern)∗∗∗

ดร. บัณฑิตย์ เต็งเจริญกุล ( Dr.Bundit Tengjaroenkul) ∗∗∗∗

บทคัดย่อ

การศึกษาผลของการเสริมกล้วยดิบและใบฝรั่งผงในสูตรอาหารต่อสุขภาพและภูมิคุ้มกันโรคในไก่เนื้อ โดยใช้ลูกไก่เนื้อพันธุ์อาร์เบอร์เอเคอร์ คละเพศ อายุ 1 วัน จำนวน 720 ตัว วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) ประกอบด้วย 12 กลุ่มๆ ละ 3 ซ้ำๆ ละ 20 ตัว กลุ่มการทดลองประกอบด้วย กลุ่มควบคุม กลุ่มเสริมสารปฏิชีวนะคลอเตทตร้าซัยคลิน ระดับ 0.01 % กลุ่มเสริมยากันบิดซาลิโนมัยซิน กลุ่มยากันบิดร่วมกับคลอเตทตร้าซัยคลิน กลุ่มเสริมใบฝรั่งผง ที่ระดับ 1 % กลุ่มเสริมใบฝรั่งผง ที่ระดับ 1.2 % กลุ่มเสริมกล้วยดิบผง ที่ระดับ 3 % กลุ่มเสริมกล้วยดิบผงระดับ 3.5 % กลุ่มเสริมใบฝรั่งผง 1% ร่วมกับกล้วยดิบผง 3 % กลุ่มเสริมใบฝรั่งผง 1 % ร่วมกับกล้วยดิบผง 3.5 % กลุ่มเสริมใบฝรั่งผง 1.2 % ร่วมกับกล้วยดิบ 3 % กลุ่มเสริมใบฝรั่งผง 1.2 % ร่วมกับกล้วยดิบผง 3.5 % จากการศึกษาพบว่า ค่าความเข้มข้นของฮีโมโกลบิน (Hb) เม็ดเลือดแดงอัดแน่น (PCV) ค่าอัตราส่วนเม็ดเลือดขาวเฮทเทอโรฟิลต่อลิมโฟไซด์ (H:L) และการตอบสนองทางระดับภูมิคุ้มกันโรค มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) ในทุกกลุ่มการทดลอง แต่กลุ่มที่ได้รับเสริมกล้วยและใบฝรั่งผงทั้งสองระดับมีแนวโน้ม ให้ค่า Hb และ PCV ดีกว่า และค่าอัตราส่วนเม็ดเลือดขาวชนิดเฮทเทอโรฟิลต่อลิมโฟไซด์ ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เสริม ส่วนการตอบสนองทางระดับภูมิคุ้มกันโรค พบว่า กลุ่มที่เสริมใบฝรั่งผงที่ระดับ 1% ร่วมกับเสริมกล้วย 3.5% ในอาหาร (แทนนิน 1,361 ppm) มีระดับแอนติบอดี้ไวรัสนิวคาสเซิล มีค่าเท่ากับ 3.83 ส่วนระดับภูมิคุ้มกันโรคหลอดลมอักเสบ พบว่ากลุ่มที่เสริมใบฝรั่งผงที่ระดับ 1.2 % ร่วมกับเสริมกล้วย 3% ในอาหาร(แทนนิน 1,600 ppm) มีแนวโน้มระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคหลอดลมอักเสบสูงกว่ากลุ่มควบคุม

คำสำคัญ : ใบฝรั่ง กล้วยดิบ ระดับภูมิคุ้มกันโรค

Key words : guava, banana, immunity

นักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

∗∗ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

∗∗∗ รองศาสตราจารย์ ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

∗∗∗∗ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น


ABSTRACT

This experiment was conducted to determine the effect of dietary supplementation of banana and guava leaf powder on health and immune in broilers. Seven hundreds and twenty day-old Arbor Acres broiler chicks were randomly assigned to 12 treatments with 3 replications of 20 birds each. The twelve treatment were: negative control (NC), NC plus chlortetracycline (CTC) at 0.01%, NC plus salinomycin at 0.01%, salinomycin at 0.01% plus chlortetracycline at 0.01%, guava leaf 1%, guava leaf 1.2%, banana 3%, banana 3.5%, guava leaf 1% banana 3%, guava leaf 1% banana 3.5%, guava leaf 1.2% banana 3% and guava leaf 1.2% banana 3.5% in diet. Results showed that the hemoglobin (Hb), pack cell volume (PCV) heterophil to lymphocyte ratio (H/L ratio) and immunity levels were not significantly different in all groups (P>0.05). Birds fed diet supplement with guava leaf at 1, 1.2 % and banana powder at 3, 3.5 % trend to have higher Hb and PCV, lower H/L ratio and higher immunity levels than non- supplemented groups. Immunity levels showed that the group fed 1% guava leaf combination of 3.5 % banana powder (tannin 1361 ppm) had high anti-Newcastle-disease (anti-ND HI titers) at 3.83, and Infectious Bronchitis (IB HI titer) was results showed that the groups fed 1.2% guava leaf combination of 3 % banana powder (tannin 1,600 ppm) had higher IB HI titers compared to the control group (P>0.05) .




จากการประชุมทางวิชาการ เสนอผลงานวิจัย ระดับบัณฑืตศึกษา ครั้งที่ 9
วันศุกร์ที่ 19 มกราคม 2550 ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
The 9th Symposium on Graduate Research, KKU. 19 January 2007


ได้แต่หวังว่าจะไม่เกิด


 
 ผู้เขียน: Peter  
จ ากการที่พรรคพลังประชาชนออกมาข่มขู่ว่าอาจเกิดการนองเลือดขึ้นในแผ่นดิน จนอาจถึงเกิดการแยกแผ่นดินนั้น  คนพวกนี้มองเหตุการณ์อย่างพื้นเกินไป  ไม่ต่างกับทักษินฯ ในยุคอดีต ที่มองปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าเป็นโจรกระจอก มีอยู่ไม่กี่ร้อยคน ไม่มีศักยภาพ ประกอบกับพฤติกรรมของนายตำรวจบางคนต่อเรื่องของการอุ้มฆ่า จนก่อให้เกิดสถานะการณ์ที่เลวร้ายมาจนทุกวันนี้  จนบัดนี้กลุ่มคนพวกนี้ก็กำลังจะสร้างเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมอีก แต่ครั้งนี้เหตุการณ์จะแพร่ขยายไปทั่วประเทศ จนยากจะควบคุม  เหตุเพราะคนพวกนี้มองปัญหาพื้นเกินไป ด้วยหลักสองประการคือ มองว่าคู่ต่อสู้นั้นมีเพียง กลุ่มผู้ชุมนุมของ พธม เท่านั้น  และยังมองว่า พวกตนเป็นฝ่ายกระทำการ โดยอีกฝ่ายยึดหลักอหิงสาไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง  แต่คนพวกนี้ไม่เคยมองเลยว่า ในประเทศอาจจะมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่เห็นด้วยกับ พธม แต่ไม่เห็นพ้องกับวิธีการของ พธม  คือไม่เห็นด้วยว่าการต่อสู้แบบอหิงสา จะสามารถเอาชนะกลุ่มคนที่ไร้จิตสำนึกชั่วดี  และมองว่ามีแต่การใช้ความรุนแรงคอบโต้เท่านั้นจึงจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้   เพียงแต่ที่ยังไม่เคลื่อนไหวใดๆ ก็เพียงต้องการดูผลของปฏิบัติการของ พธม  สิ่งนี้คือสิ่งที่เรียกว่า เห็นด้วยแต่ไม่เห็นพ้อง  คือเห็นด้วยว่ารัฐบาลปัจจุบันและการเมืองปัจจุบันมีความชั่วร้าย และต้องมีการเมืองใหม่  แต่ไม่เห็นพ้องกับวิธีการแบบอหิงสา  ก็ได้แต่หวังว่า พธม จะไม่ท้อเสียก่อน เพราะหากสถานะการณ์ดำเนินไปถึงจุดนั้นจริง การนองเลือดที่พลังประชาชนคาดการณ์ไว้ ก็จะเกิดขึ้นได้จริง หากมีกลุ่มคนพวกนี้อยู่จริง  แต่การนองเลือดนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า ปัจจุบันนั้นเป็นที่เปิดเผยแล้วว่าใครเป็นใคร ทั้งตำรวจและนักการเมืองที่เป็นเป้าหมายก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าใครเป็นใคร และตรรกะของคนพวกนี้ก็ชัดเจนอยู่ว่า ปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคล การแก้ปัญหาจึงต้องกำจัดตัวบุคคลที่เป็นปัญหา  และในการรบกันแบบกองโจรในเมืองนั้น ภายใต้พื้นที่ 76 จังหวัด เทียบกับกำลังคนของรัฐที่มีอยู่ คิดจะต่อสู้กันก็นึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น กับเวลาซุ่มทำการถึง 24 ชั่วโมง  ก็ได้แต่หวังว่า หากเกิดเหตุการณ์นั้นจริงๆ ก็ขอให้คนพวกนี้กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน อย่าให้เกิดความสูญเสียกับประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยเลย อย่าให้เหมือนสามจังหวัดชายแดนที่ประชาชนู้บริสุทธิ์ต้องเป็นฝ่ายที่รับกรรม ไปด้วย  อำนาจรัฐที่คิดว่ามีกำลังและอาวุธอยู่ในมือ ก็ควรดูอุทธาหรณ์จากเหตุการไม่ว่าใน อัฟก่นิสถาน อิรัก เลบานอน หรือแม้แต่เบรุต ที่รัฐมีกำลังและอาวุธอยู่ในมือ แถมยังพร้อมที่จะปฏิบัติการตอบโต้แบบไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ด้วย ยังควบคุมสถานะการณ์ไม่ได้เลย  หวังว่าคนที่มีหน้าที่จะคิดอะไรให้ไกลสักหน่อย ไม่ได้ห่วงต่อชีวิตของนักการเมืองและตำรวจชั่วหรอก แต่สงสารประชาชนผู้บริสุทธิ์ แม้แต่พวกที่อ้างความเป็นกลางทั้งหลาย

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

รู้ทันทศกัณฐ์ถอดกล่องดวงใจ สงครามใหญ่ ใกล้จะจบ ?

โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง 19 พฤศจิกายน 2551 12:58 น.

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
       
ศาสตราภิชาณ มหาวิทยาลัยรังสิต

      
       ก ารแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ เป็นมหรสพสมโภชในงานออกพระเมรุ พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เมื่อคืนวันที่ 15 พ.ย. 2551 นั้น ให้ทั้งความบันเทิง และสติปัญญา
       

       หากใครได้ดู ก็คงอดคิดถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันไม่ได้
       

       เ หตุบ้านการเมืองวันนี้ คล้ายเรื่องรามเกียรติ์ มีพระรามที่เป็นนารายอวตาร มีพระลักษณ์ มีหนุมานชาญสมร มีขุนพลแม่ทัพนายกอง ทหารหาญ และก็มีการต่อสู้กับกองกำลังของยักษ์มาร คือ “ทศกัณฐ์” ที่ผลักดันบริวารญาติมิตรออกมานำทัพเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ
      
       ใ นเรื่องรามเกียรติ์นั้น พระรามทรงทำสงครามกับทศกัณฐ์อยู่นานหลายปี ทศกัณฐ์ให้ญาติพี่น้องนำทัพออกมารบแทนตัวเองหลายครั้ง แต่ก็พ่ายแพ้ราบคาบ กระทั่งทศกัณฐ์ต้องออกรบเอง แม้กระนั้น เมื่อพระรามแผลงศรถูกทศกัณฐ์ แต่ทศกัณฐ์ก็ไม่ตาย เพราะทศกัณฐ์ได้ถอดหัวใจออกมาไว้นอกร่าง
       

       เ ห็นทศกัณฐ์ถอดหัวใจออกจากร่าง ชะล่าใจว่าตนจะไม่ตายแล้ว ก็นึกถึง “ทศษิณ” ถอดดวงใจออกจากร่าง ถอด “พจมาน” ออกจากนิติสัมพันธ์ที่สถานทูตฮ่องกง !
      
       จ ะเป็นเหมือนที่ “ทศกัณฑ์” ทำเพื่อปกป้องตัว เพื่อให้ไม่กลัวตาย หรือจะเป็นการหย่าร้างจริงๆ ทั้งในทางนิตินัยและพฤตินัยนั้น ย่อมไม่มีใครทราบแน่ นอกจากทักษิณและพจมาน
       

       เรื่องนี้เกิดขึ้นในสถานการณ์สงคราม จึงมีการวิเคราะห์ไปหลายทาง ตามเหตุปัจจัยบ่งชี้
      
       1) ข้อเท็จจริงยืนยันว่า “ทศกัณฐ์และเมียแก้ว” ได้ไปจดทะเบียนหย่ากันจริง แต่ 2) เมื่อจดทะเบียนหย่ากันแล้ว ได้มีการดำเนินการเพื่อแบ่งทรัพย์สมบัติอย่างไร ยังไม่ปรากฏชัด โดยเฉพาะทรัพย์สมบัติที่ถูกทางการอายัดไว้ มูลค่ามากกว่า 60,000 ล้านบาทนั้น จะอ้างว่าเป็นของใครบ้าง ?
      
       เมื่อปรากฏเช่นนี้ แนวความคิดของผู้คนที่สนใจติดตามข่าว อันอาจจะมีผลเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของแผ่นดินด้วยนี้ จึงคิดกันไปได้ 2 ทาง
      
       1) เชื่อว่า หย่าร้าง -หย่าขาดจากกัน จริงๆ
      
       ทั้งในทางนิตินัย และพฤตินัย
      
       คือ นอกจากจะไปจดทะเบียนหย่าแล้ว ยังจะแยกการอยู่กิน แยกเตียงนอน ขาดจาดความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาใดๆ ทั้งสิ้นทั้งปวงจริงๆ
       

       แนวคิดความเชื่อนี้ มีข่าวสนับสนุนให้น่าเชื่ออยู่บ้างเหมือนกัน เพราะเมื่อต้นปี มีข่าววงในว่า “ทศกัณฐ์และเมียแก้ว” มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ระหว่างร่วมโต๊ะอาหาร ณ ห้องอาหารในโรงแรมแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพฯ
      
       ป ัญหาที่ทะเลาะกันไม่ใช่เรื่องการศึกการสงคราม แต่เป็นเรื่อง “ทศกาม” คือ พฤติกรรมปันกายและใจให้หญิงอื่น อาทิ มีทั้งนางกำนัลเป็นเด็กสาวคราวลูก ผู้มีพรสวรรค์ในการใช้ปาก ร้องระบำรำเต้น แล้วก็ยังมีนางสนมเป็นแคดดี้ขาประจำ ตีคลีกันอย่างเปิดเผย ถึงขนาดว่าแม่ของแคดดี้นำไปป่าวร้องอย่างภูมิใจว่ามีลูกเขยเป็นผู้นำยักษานา ยกฯ เป็นต้น
      
       จะเป็นเชื้อปะทุ หรือเป็นมูลเหตุเพียงพอให้นำมาสู่การหย่าร้างกัน หรือไม่
      
       2)เชื่อว่า หย่าร้างจำแลง หรือหย่าเฉพาะในทางนิตินัย
      
       ค ือ แยกกล่องดวงใจออกไปในทางกฎหมาย แต่ในชีวิตจริงยัง “อยู่กินฉันท์สามีภรรยา” หรือยัง “มีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา” เพียงแต่ในทางเอกสาร-ทางกฎหมาย ทำให้เสมือนแยกกันอยู่
      
       แนวคิดความเชื่อนี้ ก็มีเค้าลางของพฤติกรรมและมูลเหตุสนับสนุนอยู่เหมือนกัน
      
       ประการที่หนึ่ง เมื่อครั้งที่เพิ่งถูกตรวจสอบกรณีทุจริตซื้อที่ดินรัชดาฯ ทศกัณฑ์ก็เคยพยายามจะจดทะเบียนหย่าย้อนหลัง เพื่อสร้างหลักฐานว่าหย่ากันก่อนจะซื้อขายที่ดินมาแล้ว แต่โชคดีที่ คตส.ได้รวบรวมหลักฐานจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก่อนหน้าแล้ว จึงไม่มีผู้ใดกล้าทำหลักฐานเท็จย้อนหลังให้
      
       ประการที่สอง วันนี้ แม้การหย่าจะไม่มีผลต่อคดีที่ดินรัชดาฯ ที่ศาลพิพากษาจำคุกสามี และไม่ลงโทษภรรยาไปแล้ว แต่อาจจะมีผลต่อคดีอื่นๆ หรือไม่ เพราะคดีที่เกี่ยวกับการร่ำรวยผิดปกติ คดีที่ต้องพิสูจน์ที่มาและความเป็นเจ้าของในทรัพย์สินนั้น การแยกกล่องดวงใจออกมาจากตัว อาจจะช่วยตบตาคน ทำให้ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อหย่ากันแล้วทรัพย์สินก็เป็นของใครของมัน ถ้าจะดำเนินคดี จะยึดทรัพย์สามีที่เป็นนักการเมืองก็จัดการเฉพาะของสามี ส่วนของอดีตภรรยาก็จะขอคืน ??? เพราะอ้างเป็นสินสมรส หรือสินที่หาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของภรรยา
      
       แต่ ทั้งนี้ การตัดสินชี้ขาด ก็อยู่ที่ศาลยุติธรรม ที่จะพิจารณาว่า เป็นการหย่าจำแลง แบบถอดหัวใจออกจากร่างเท่านั้น แต่ยังแอบมีสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยากันอยู่ หรือว่าเป็นการหย่าขาดจริงๆ ซึ่งจะไม่ได้ดูเฉพาะเอกสารการหย่าเท่านั้น แต่ดูพฤติการณ์แวดล้อมด้วย
      
       ประการที่สาม ถ้าแสดงหลักฐานว่าหย่าร้างจากสามีที่เป็นนักโทษหนีคุก-ผู้ยังกระทำการเคลื่อ นไหวทางการเมืองอยู่แล้วนั้น อาจจะช่วยให้ฝ่ายภรรยาดำเนินการขอวีซ่าเข้าประเทศอังกฤษ และประเทศต่างๆ เพื่อเข้าไปพำนักหรือดูแลทรัพย์สมบัติที่ซุกซ่อนตกค้างอยู่ในประเทศเหล่านั้ นได้ง่ายขึ้น
      
       หากเป็นไปตามแนวคิดความเชื่ อนี้ ในขณะที่ฝ่ายสามีเดินเกมเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบเปิดเผยเต็มตัว ฝ่ายภรรยาก็จะดูแลเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ทั้งนอกประเทศและในประเทศ อันเป็นเสมือน “กล่องดวงใจ” ของ “ทศกัณฐ์”
      
       ประการที่สี่ เป็นไปได้หรือว่า ขณะนี้ “ทัศกัณฐ์” พยายาม “ถอดกล่องดวงใจ” คือ ผลประโยชน์ต่างๆ ของตนเองและครอบครัว
      
       วิธีการ คือ การจดทะเบียนหย่ากับเมียแก้ว เพื่อกันสมบัติส่วนที่อ้างว่าเป็นของเมียออกไปไว้เสียก่อน
      
       เมื่อออกรบ แม้ “ทศกัณฐ์” จะถูกศร “พระราม” ฆ่า แต่ “ทัศกัณฐ์” ก็จะไม่ตาย เพราะยังมี “กล่องดวงใจ” ที่ถอดแยกออกไปไว้นอกร่าง
      
       แนวคิดความเชื่อนี้ สงสัยว่า “ทศกัณฐ์” กำลังเตรียมจำทำสงครามแตกหักกับ “พระราม”
      
       ห ลังจากให้ญาติพี่น้องออกรบแทนตัวเองมาหลายครั้ง แต่ก็พ่ายแพ้แก่ “พระราม” และ “ผู้จงรักภักดีต่อพระราม” ทุกครั้ง มาวันนี้ “ทศกัณฐ์” จึง “ถอดกล่องดวงใจออกจากร่าง” ทำให้คึกคะนองเกินเหตุ เหิมเกริมด้วยลำพองใจว่า “ตนเองถูกฆ่าไม่ตาย”
      
       พระรามรู้ทัน
      
       ใ นเรื่องรามเกียรติ เมื่อฝ่าย “พระราม” รู้ทัน ทราบว่า “ทศกัณฐ์” ถอดหัวใจเอาไว้นอกร่าง ก็ส่งทหารเอก คือ “หนุมาน” ไปนำเอากล่องดวงใจของทศกัณฐ์มาจนได้ หลังจากนั้น เมื่อพระรามแผลงศรพรหมาสตร์สังหารทศกัณฐ์ หนุมานก็ขยี้ดวงใจให้ทศกัณฐ์สิ้นชีวิต ในที่สุด “พระราม” จึงชนะศึกสงครามอย่างเด็ดขาด
      
       ต้องติดตามต่อไปว่า ณ ราชอาณาจักรไทย ใครจะ “รู้ทันทศษิณ” ?
      
       ใ ครจะเป็นทหารเอกของ “พระราม” ? ใครจะจัดการกับกล่องดวงใจของทศกัณฑ์ และนำชัยชนะเหนือระบอบทศษิณ ? นำความถูกต้องดีงามกลับมาสู่แผ่นดินไทย เพื่อก้าวไปสู่การเมืองใหม่ เป็นประชาธิปไตยโดยธรรม อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง

from http://www2.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000136968 

กรรมของไทย โชคของเกาหลี

 ผู้เขียน: สุครีพ  
กรรม ของประเทศไทย
ปี ๆ หนึ่งพวกดารา-นักร้องเกาหลีสูบเลือดสูบเนื้อไปไม่รู้สักเท่าไหร่
คนไทยบางพวกก็ยังสนับสนุนให้เขาสูบเลือดสูบเนื้อแผ่นดินเกิดอีก
ย้อนกลับมาดูประเทศชาติบ้างเถอะ แค่นักกินเมืองคอรัปชั่นก็จะแย่แล้ว
ยังจะมีพวกเกาหลีมากินเลือดกินเนื้ออีก แล้วประเทศชาติจะเหลืออะไรล่ะครับพี่น้องครับ สงสารประเทศชาติบ้างเถอะ ขอร้องละครับแฟนคลับคนไทยหัวใจเกาหลีทั้งหลายแหล่
ผมรู้ว่ามันเป็นเงินของคุณ สิทธิ์ของคุณ แต่อย่าให้มันทำร้ายแผ่นดินเราเลย บรรพบุรุษแลกแผ่นดินผืนนี้มาด้วยเลือดเนื้อ
แล้วพวกคุณยังจะเฉือนเลือดเฉือนเนื้อแผ่นดินไทยให้เกาหลีมันอีกเหรอ!

หรือกรุงศรีอยุธยาจะสิ้นคนดี?

โดย คนผักไห่, จังหวัดอยุธยา 25 พฤศจิกายน 2551 14:59 น.
       ผมเป็นคนผักไห่จังหวัดอยุธยา ...
      
       อยากจะเตือน รัฐมนตรีโกวิท วัฒนะ สักนิดว่า คนผักไห่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่คนโง่ เพราะเขาติด ASTV กันมากแล้ว
      
       ไม่เข้าใจว่า รัฐมนตรีโกวิท ทำไมถึงได้โง่ไม่เข้าใจเลยหรือว่ารัฐนาวาของนายสมชายมันเล็กนัก เล็กเหลือเกินเล็กเท่ากับเรือบด ลำเล็กที่พ่อของรัฐมนตรีโกวิทพายไปตลาดไปเล่นหมากรุก พอพายเรือกลับบ้านก็เป็นลมตกน้ำตาย
      
       ระวังให้ดีนะครับ คุณได้ดิบได้ดีจากใครถ้าไม่ใช่จากสมเด็จย่า แล้วคุณกลับมาอกตัญญู กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยคุณลืมตัวพูดออกมาได้ว่า “พันธมิตรเป็นพวกเด็กเส้น” คุณพูดเพื่อความสะใจ หรือพูดเพราะความโง่บัดซบของคุณผมไม่ทราบได้
      
       คุณเคยเป็นคนฉลาดเรียนหนังสือเก่งมาตั้งแต่อยู่ที่โรงเรียนผักไห่สุท ธาประมุข แล้วมาเข้าโรงเรียนเตรียมทหารจนไปถึงโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ดูแล้วคุณก็เป็นคนฉลาด พอเป็นนายตำรวจคุณก็ทำงานให้ประเทศชาติ ทำให้สมเด็จย่า ก็ดูดี ได้ดิบได้ดีก็เพราะทำงานให้สมเด็จย่า แล้วทำไมพอเป็นรัฐมนตรีจึงได้พูดจาหมิ่นเหม่เช่นนั้น มันไม่ฉลาดเลยนะครับ ที่บั้นปลายชีวิตของคุณจะมาทำตัวเป็นคนอกตัญญูไม่รู้บุญคุณ
      
       คุณรู้ไว้อย่างหนึ่งนะครับคนผักไห่เขาดูทีวี แล้วเขาเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระพี่นางฯ เห็นท่านเดินเท่านั้นนะครับเขาร้องไห้เลย
      
       บ้านผมร้องไห้กันทุกคน ผมเป็นผู้ชายแท้ๆ ยังร้องไห้เลยเมื่อเห็นพระองค์ท่านเดิน แล้วหัวจิตหัวใจพวกคุณมันทำด้วยหัวใจของมนุษย์หรือสัตว์นรก คุณไม่ได้นึกอะไรเลยหรือ
      
       ถ้าคุณไม่นึกถึงพระองค์ท่าน ให้นึกถึงสมเด็จย่า ถ้ายังไม่พอให้นึกถึงพ่อแก่ๆ ของคุณ ที่ไม่มีใครดูแลตอนแก่ แล้วท่านพายเรือบดลำเล็กๆ แล้วไปเป็นลมตกน้ำตาย กลับตัวเถอะครับอายุคุณ 60 กว่าแล้ว
      
       ถ้าคุณเชื่อกฎแห่งกรรม บางครั้งดวงคุณแข็งหรือคุณทำกรรมดีมาจากชาติที่แล้วเวรกรรมจะไม่ทำร้ายตัวคุ ณ แต่ระวังลูกเล็กๆ และภรรยาของคุณ จะมารับกรรมแทนคุณ คุณดูน้องโบว์ (อังคนา ระดับปัญญาวุฒิ) หรือสารวัตรจ๊าบ (พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี) เป็นตัวอย่าง คนหนึ่งจากพ่อแม่อันเป็นที่รัก คนหนึ่งจากลูกเล็กๆ และภรรยาอันเป็นที่รัก ทั้งสองท่านออกมากู้ชาติอันเป็นที่รักของเขา พวกเขาจากไปมีแต่คนสรรเสริญ แต่สำหรับคุณและพวกพ้องของคุณ พวกคุณคือพวกขายชาติ ถ้าตายไปก็คงมีแต่คนสาปแช่ง ถ่มน้ำลายรด
      
       ระวังคนอักตัญญูอย่างคุณถ้ากรรมไม่ตามทันคุณ ก็จะไปเกิดกับลูกและภรรยาอันเป็นที่รักของคุณก็เป็นได้
      
       จำไว้อย่างเรือของรัฐบาลสมชายมันเล็กนัก มันอาจจะเล็กเท่าเรือบด เท่ากับเรือที่พ่อคุณพายไปแล้วตกน้ำตาย
      
       จำไว้อีกอย่างคนไทยจะพูดกันทั้งชาติว่า “กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี” แต่สำหรับคนอย่างคุณ คนจะพูดใหม่ว่า “กรุงศรีอยุธยาสิ้นคนดี”
 http://www2.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000139528


ขอบคุณมากๆๆค่ะที่เขียนคอลัมน์นี้แทนใจพสกนิกรที่ทราบซึ้งในพระราชปณิธานและ พระมหากรุณาธิคุณของพ่อหลวงเป็นล้นพ้น พระบารมีมากล้นรำพัน พระผู้ทรงธรรมอันประเสริฐ อกตัญญูชนย่อมแพ้ภัยตามกรรมชั่วของตน เพราะตนมีกรรมเป็นทายาทของตน ยังไม่ถึงแก่ความตาย ก็ส่งเสียงร้องปานนรกแตกไปทั่วโลก น่าสังเวสมาก
ในพระมหากรุณาธิคุณของพ่อหลวงเป็นล้นพ้น
tanya@gmail.com 

อ่านสิ... joke แก้เครียด

แก้เครียดได้ดี อิอิ....


หลาน :      ยาย .. .ยาย
ยาย :
       หา ?
หลาน :      
ยายว่างไหมเนี่ย ?
ยาย :
       ว่าง
หลาน :      
คุยด้วยคนนะยาย
ยาย :
       เอาสิหลานเอ้ย .. .นั่งก่อนๆ
หลาน :      
ยายก็ลุกขึ้นสิ
ยาย :
       ทำไมยายต้องลุกขึ้นด้วยล่ะ
หลาน :      
ผมจะได้นั่งก่อน



 



หลาน :
     ยาย .. .ยาย
ยาย :
       หา ?
หลาน :      
ยายปีนี้ดูแก่มากเลยนะยาย .. .อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ ?
ยาย :        
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ยายอายุ 50 ไม่รู้ว่าตอนนี้มันยังจะ 50 อยู่ห รือเปล่า ไม่ได้นับมานานแล้ว
หลาน :      
โห...ยาย ป่านนี้มันไม่เหลือ 9 ขวบแล้วหรอ...แล้วลูกเต้าไม่มีหรอยายถึงมานั่งคนเดียวเนี่ย
ยาย :        
มี...
หลาน :      
อ้าว...แล้วทำไมเค้าไม่มาด้วยล่ะ
ยาย :        
มีลูก ชายสองคน คนหนึ่งอยู่ระยอง คนหนึ่งอยู่เชียงใหม่โน่น ไอ้คนหนึ่งมันจะให้ยายไปอยู่เชียงใหม่...อีกคนหนึ่งจะให้ยายไปอยู่ระยอง... ตัดสิน ใจไม่ถูกไม่รู้จะไปอยู่กับใคร ?
หลาน :      
โอ้โฮ...ยายนี่โชคดีจังเลย ลูกแย่งกันเลี้ยง
ยาย :        
โชคดีกะผีอะไรล่ะ...ก็ไอ้คนที่อยู่ระยอง...มันจะให้ไปอยู่เชียงใหม่ ไอ้คนที่อยู่เชียงใหม่...มันจะให้ไปอยู่ระยอง
หลาน :      
เออ...ยาย...อย่าไปคิดมากเลย อายุปูนนี้ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ก็ถือว่าโชคดีแล้ว
ยาย :        
โอ๊ย...แข็งแรงที่ไหนกัน ตอนนี้กำลังแย่เลย
หลาน :      
แย่ที่ไหนยาย...ก็เห็นแข็งแรงดี
ยาย :        
เดี๋ยวนี้ยายมีอาก ารแปลกๆ เช่น นั่งๆ อยู่เนี่ย...ถ้าลุกขึ้นปุ๊บ...มันจะยืนทุกทีเลย
หลาน :      
เป็นอะไรไม่รู้ลุกแล้วยืนน่ะมันธรรมดานะยาย...ยายเคยเห็นคนล้มทั้งยืนไหมยาย ?
ยาย :        
ไม่เคย
หลาน :      
อยากเห็นไหม ?
ยาย :        
อย่าเลย...ยายแก่แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นอะไร
หลาน :      
อ้าว...เป็นอะไรไปเหรอยาย ?
ยาย :        
สงสัยจะแก่ตัวมาก นั่งนานๆ แล้วมันจะมีปัญหา
หลาน :      
มันเป็นยังไงหรอยาย ?
ยาย :        
อีขาซ้ายนี่มัน...ชา
หลาน :      
แล้วขาขวาล่ะยาย ?
ยาย :        
กาแฟ
หลาน :      
ผมว่ายายต้องรีบไปหาหมอแล้วล่ะ
ยาย :        
ทำไมล่ะ ?
หลาน :
     ถ้าปล่อยไว้นานๆ มันจะเป็นโอวัลตินนะยาย
ยาย :
       อืม...แล้วพอยืนนานๆ นะ...ขาซ้ายมันจะปวด
หลาน :
     โอ๊ย...เป็นเรื่องธรรมดายาย อายุมากแล้วนี่มันก็ปวดสิ
ยาย :
       ไม่จริงหรอก...ขาข้างขวานี่ก็อายุเท่ากัน...ไม่เห็นมันปวดล่ะ ?
 


 



ยาย :        
เออ...นี่หลานรู้ป่าวมียาฝรั่งตัวหนึ่งชื่อ ' ไวอากร้า ' ถ้าคนที่นกเขาไม่ขันเป็นมะเขือเผาอ่อนปวกเปียกนี่ เม็ดเดียว กินก่อนนอนภายใน 20 นาทีเท่านั้นได้เรื่องเลย...แข็งโป๊กเลย
หลาน :      
ยายรู้ได้ไง ?
ยาย :        
ยาย ลองมาแล้ว...วันก่อนแอบไปซื้อมาเม็ดหนึ่ง จะเอามาให้ตากิน แต่ยายไม่กล้าบอกตาตรงๆ เพราะคนที่นกเขาไม่ขันนี่ เขาจะอาย จะรู้สึกว่าเสียเชิงชาย ยายเลยนั่งคิดว่าเอจะเอาให้ตากินยังไงดี พอดีวันนั้นแกอยากกินผัดไท ยายนึกออกเลยเอายาบดจนละเอียดแล้วโรยในจานผัดไท ยกไปให้ตากิน พอวางบนโต๊ะเสร็จยายก็แอบดู
หลาน :      
เป็นไงยาย...ได้ผลไหม ?
ยาย :        
ได้ผลกะผีอะไรล่ะ ตามันไม่ยอมกินผัดไท
หลาน :      
อ้าว...ทำไมล่ะยาย ?
ยาย :        ก็เส้นก๋วยเตี๋ยวผัดไทมันแข็งโด่ทั้งจานเลย ???

 


 



 
หลาน :      
แล้วตาเป็นไงบ้างล่ะครับ .. .สุขภาพแข็งแรงดีไหม ?
ยาย :        
เดี๋ยวนี้แย่ ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง
หลาน :      
อ้าว .. .ทำไมล่ะยาย
ยาย :        
วันก่อนบ่นว่าปวดหัว .. .มีไอนิดหน่อย .. .ยายเลยให้ไปหาหมอ หมอเล่นซะหมดแรงไปเลย ....
หลาน :      
เอ๊ะ .. .หมอเค้าทำไร .. .ตาถึงหมดแรง ??
ยาย :        
หมอ มันชุ่ย .. .พวกหมอเดี๋ยวนี้ไว้ใจไม่ค่อยได้ .. .พอตรวจเสร็จให้ยามากิน มันเขียนฉลากยาหวัดๆ เช้าเม็ด .. .กลางวันเม็ด .. .เย็นเม็ด .. .ตาแกหูตาไม่ค่อยดี .. .พอเขียนหวัดๆ แกอ่านไม่ชัด เห็น ม . ม้า เข้าใจว่าเป็นย . ยักษ์ .. .ก็ล่อซะสามเวลาเช้า .. .กลางวัน .. .เย็นเลย ตอนนี้นอนแผ่หราลิ้นห้อยอยู่ที่บ้าน
หลาน :      
อ้าว .. .แล้วทำไมยายไม่บอกล่ะว่าอ่านผิด
ยาย :        
ยายบอกแล้วมันไม่เชื่อ...มันไม่เชื่อยาย .. .แต่มันเชื่อหมอ เมื่อเช้านี้เห็นว่าไปหาหมอมาอีกแล้ว
หลาน :      
หมอว่าไงล่ะยาย ?
ยาย :        
มันบอกหมอว่า .. .พอกินยาหมอ .. .ไม่รู้เป็นไรมันหมดแรง .. .อาการไข้ก็ยังไม่ดีขึ้น .. .หมอถามว่า เพิ่มก่อนนอนอีกสักครั้งไหม ???

 


 



ยาย :        
หลานเอ้ย ...
หลาน :
     จ้ะยาย ...
ยาย :        
คนเราจะประสบความสำเร็จต้องอดทน
หลาน :
     จ้ะยาย
ยาย :        
หลานเอ้ย ... คนเราจะประสบความสำเร็จต้องอดทน
หลาน :
     จ้ะยาย
ยาย :        
หลานเอ้ย .. .คนเราจะประสบความสำเร็จต้องอดทน ....
หลาน :
     โอ๊ย รู้แล้ว ... พูดซ้ำซากอยู่นั่นแหละรำคาญ
ยาย :        
ไอ้หลาน .. .เอ็งนี่ช่างไม่มีความอดทนเอาซะเลย

 


 



ยาย :        
นี่เอ็งเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมไหม
หลาน :
     เชื่อสิยาย
ยาย :        
เขาบอกว่า ... ถ้าเราฆ่าไก่ ... เราจะเกิดเป็นไก่ ถ้าเราฆ่าวัว ... เราจะเกิดเป็นวัว ถ้าเราฆ่านก ... เราจะเกิดเป็นนก < FONT color=red>
ยาย :        
ยาย .. .เห็นทีผมจะต้องฆ่าคนซะแล้วยาย
 


 



หลาน :
     เออ .. .ยาย .. .ฉันจะเปิดร้านใหม่ล่ะยาย .. .ยายช่วยไปอุดหนุนฉันหน่อยนะยาย .. .ฉันอยาก ให้ยายไปอุดหนุนเป็นคนแรกเลย ...
ยาย :        
โอ๊ย...ไม่มีปัญหา .. .เรามันคนกันเอง เออ .. .ว่าแต่ .. .แกจะเปิดร้านอะไรล่ะ ???
หลาน :
     ร้านขายโรงศพจ้ะยาย
ยาย :        อ้ายเวร...ปากไม่เป็นมงคล .. .เอ็งจำไว้เลย ข้าจะไม่เหยียบเข้าร้านเอ็งจนวันตาย .. .

หลาน :
     ถ้าถึงวันตายแล้วอย่าลืมมาอุดหนุนนะยาย




 

ยาย :        นี่ๆ .. .ยายก็มีหลานชายอยู่คนหนึ่ง...กำลังเรียน .. .เป็นเด็กดีเหลือเกิน .. .กตัญญู .. .เมื่อวานนี้เป็นวันเกิดยาย ... พอยายจะเอาชามไปล้าง ... หลานชายมันเข้ามาห้าม .. .มันบอกว่า ' ยาย ... วันนี้เป็นวันเกิดยาย ... ยายอย่าล้างชามเลย ...'
หลาน :
      ;แหม .. .เป็นเด็กดีจริงๆเลยนะหลานยายเนี่ย
ยาย :        
เออ ... มันบอกกองเอาไว้ก่อน ... พรุ่งนี้ค่อยล้าง เอ้อ ยายต้องไปแล้วล่ะไอ้หนู
หลาน :
     อ้าว...ทำไมล่ะยาย ???
ยาย :        
ต้องรีบไปล้างจาน ??