++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550

การพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน โดยการประยุกต์ใช้แบบจำลอง โครงข่ายใยประสาทเทียมและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

นลินี จำนงค์พล
สาขาวิศวกรรรมโยธา ภาควิชาวิศวกรรมโยธา
มหาวิทยาลัยรังสิต

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำโครงข่ายใยประสาทเทียมมาประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์ระดับน้ำสำหรับการวางแผนหรือการเตือนภัย
พื้นที่ศึกษา คือ ลุ่มน้ำปิง บริเวณใต้เขื่อนภูมิพล
ลุ่มน้ำน่าน บริเวณใต้เขื่อนสิริกิตต์ ลุ่มน้ำยม
และบริเวณสถานีวัดระดับน้ำ C2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์
โดยมีสถานีวัดระดับน้ำที่ศึกษารวมทั้งหมด 20 สถานี
ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย
ข้อมูลระดับน้ำรายวันและข้อมูลฝนรายวันตั้งแต่ปี
พ.ศ.2535 – 2545 ส่วนข้อมูลที่ใช้ในการทดสอบคือ
ข้อมูลระดับน้ำรายวันในปี พ.ศ.2547
โดยแบบจำลองโครงข่ายใยประสาทเทียมที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้
ได้ทำการปรับปรุงและพัฒนามาจากภาษา Java ชื่อโปรแกรม
คือ Water Level Forecasting 1.0 (WLF 1.0)
ผลการพยากรณ์ระดับน้ำ พบว่า
ค่าความผิดพลาดของช่วงการเรียนรู้และการทดสอบมีค่าเท่ากับ
0.042 และ 0.053 เมตรตามลำดับ
ส่วนค่าความผิดพลาดในการพยากรณ์ระดับน้ำในปี พ.ศ. 2544
อยู่ระหว่าง 0.040 – 0.080 เมตร นอกจากนี้
ยังพบว่า
ประสิทธิภาพในการพยากรณ์ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
โดยมีค่าดัชนีวัดประสิทธิภาพของโครงข่ายโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ
95-99% แสดงให้เห็นว่า
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของข้อมูลและการวิเคราะห์สภาพอุทกวิทยาของพื้นที่จะทำให้การพยากรณ์มีประสิทธิภาพมากที่สุด


จาก การประชุมนำเสนอผลงานวิจัยบัณฑิตศึกษา
ประจำปีการศึกษา 2549
23-24 มกราคม พ.ศ.2550 ณ อาคารอาทิตย์อุไรรัตน์
มหาวิทยาลัยรังสิต เมืองเอก ปทุมธานี

ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่าย ต่อความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย และวิธีเผชิญปัญหาในผู้ป่วยเอดส์ที่เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา

เครือวัลย์ บุญโต, ดร.วารินทร์ บินโฮเซ็น และ
ดร.น้ำอ้อย ภักดีวงศ์
สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต


การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง
มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย
และวิธีเผชิญปัญหาในผู้ป่วยเอดส์ที่เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชี้อรา

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา
เป็นผู้ป่วยเอดส์โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา
ที่เข้ารับการรักษาในสถาบันบำราศนราดูร จำนวน 48 ราย
แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม 24 ราย
ได้รับการวางแผนจำหน่ายตามปกติ กลุ่มทดลอง 24 ราย
ได้รับโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น
โดยใช้ทฤษฎีความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บปวดของมิเชลเป็นแนวคิด
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย
แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป
แบบสัมภาษณ์ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย
และแบบสัมภาษณ์วิธีเผชิญปัญหาของจาลอวิค
โดยผ่านการตรวจความตรงด้านเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ
และนำไปหาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีของครอนบาค
ได้ค่าคว่ามเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณ์ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย
และแบบสัมภาษณ์วิธีเผชิญปัญหาเท่ากับ 0.81 และ 0.78
การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และสถิติ Chi-square, Mann-Whitney U test, Wilcoxon
Signed Ranks Test

ผลการวิจัย พบว่า
1. ค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย
และวิธีเผชิญปัญหาแบบมุ่งจัดการอารมณ์ของผู้ป่วยเอดส์โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา
ในกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
( P< 0.01)

2. ค่าคะแนนเฉลี่ยวิธีเผชิญปัญหาแบบมุ่งแก้ปัญหา
และแบบบรรเทาปัญหาของผู้ป่วยเอดส์โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา
ในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
(P < 0.01)


จาก การประชุมนำเสนอผลงานวิจัยบัณฑิตศึกษา
ประจำปีการศึกษา 2549
23-24 มกราคม พ.ศ.2550 ณ อาคารอาทิตย์อุไรรัตน์
มหาวิทยาลัยรังสิต เมืองเอก ปทุมธานี

ขีดความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจประกันวินาศภัย ; การวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่าง บริษัทไทย บริษัทร่วมทุน และบริษัทต่างชาติ

ประธาน วิสุทธิโชติกร
สาขาวิชาผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง
วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไทย
บริษัทร่วมทุน และบริษัทต่างชาติ ในธุรกิจประกันวินาศภัย
รวมทั้งศึกษากลยุทธ์การบริหารจัดการและความสำเร็จธุรกิจ
ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยคือข้อมูลระหว่าง พ.ศ. 2542
– พ.ศ.2546
โดยการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารรายงานผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของธุรกิจประกันภัย
ในปี พ.ศ. 2542- 2546
รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากบริษัทในธุรกิจประกันวินาศภัย
การวิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS เป็นหลัก

ผลการวิจัย พบว่า
โครงสร้างตลาดเป็นแบบที่บริษัทใหญ่จำนวนน้อยราย
มีส่วนแบ่งตลาดสูง หรือแบบโอลิโกโพลี่ (Oligopoly)
เรียกได้ว่ามีการกระจุกตัวของธุรกิจ (Market
Concentration) ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไทย
บริษัทร่วมทุน และบริษัทต่างชาติ
ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
และความสำเร็จในธุรกิจประกันวินาศภัยขึ้นอยู่กับเงินกองทุนและสินทรัพย์
หนี้สินต่อผู้เอาประกัน หากมีเงินกองทุนและสินทรัพย์
หนี้สินต่อผู้เอาประกันภัยจำนวนมากจะสามารถรับประกันภัยได้โดยไม่มีข้อจำกัด
และสามารถรับประกันภัยลูกค้ารายใหญ่ๆได้
จึงทำให้ประสบความสำเร็จได้มากกว่า
เบี้ยประกันภัยมีการกระจุกตัวในปริมาณที่สูง ดังนั้น
เพื่อลดการกระจุกตัวในบริษัทประกันวินาศภัยและให้ตลาดมีการแข่งขันมากขึ้น

รัฐบาลควรส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยขนาดเล็กมีการรวมตัวกัน
เพื่อขยายขนาดของบริษัทให้ใหญ่ขึ้น
เป็นการเพิ่มขนาดของเงินกองทุนของบริษัท
และทำให้มีความสามารถในการรับประกันภัยได้มากขึ้น
รวมทั้งสร้างความมั่นคงให้กับบริษัทได้มากขึ้นด้วย
เพื่อรองรับการเปิดประกันภัยเสรีในอนาคต
แต่ละบริษัทจะต้องปรับตัวเพื่อรองรับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทประกันภัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ
โดยการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและลดต้นทุน เช่น
การแสวงหาผู้ร่วมทุนในเชิงกลยุทธ์
การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการในองค์กรและการตลาด
โดยใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีความเชี่ยวชาญสูงในธุรกิจประกันวินาศภัย


จาก การประชุมนำเสนอผลงานวิจัยบัณฑิตศึกษา
ประจำปีการศึกษา 2549
23-24 มกราคม พ.ศ.2550 ณ อาคารอาทิตย์อุไรรัตน์
มหาวิทยาลัยรังสิต เมืองเอก ปทุมธานี

ผลกระทบของการซึมได้ของเสาเข็มต่อการพัฒนากำลังของเสาเข็ม

ญฐพงษ์ จันทร์เพ็ชร และ พิสิทธิ์ ขันติวัฒนะกุล
ภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม
วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการซึมได้ของเสาเข็มต่อการพัฒนากำลังเสาเข็มโดยใช้วัสดุที่ทดสอบ
คือ เสาเข็ม 2 ชนิด 1. เสาเข็มคอนกรีตพรุน
มีคุณสมบัติให้น้ำซึมผ่านได้
2.เสาเข็มคอนกรีตเรียบหล่อจากคอนกรีตแน่นปกติ
โดยจะติดตั้ง ในชั้นดินเหนียวอ่อนที่ระดับความลึก 8 เมตร
ทดสอบโดยวิธี Quick Load Test อย่างละ 2 ต้น
ที่อายุเสาเข็ม 3,5,7,15,30 และ 60 วัน
และทดสอบหากำลังแรงเฉือนของดินโดยวิธี Vane Shear Test
ทั้งก่อนการติดตั้งและหลังการติดตั้งที่อายุเสาเข็ม 60
วัน โดยห่างจากผิเสาเข็ม 0.15 เมตร

จากผลการศึกษา พบว่า
ก ารซึมได้ของเสาเข็มมีผลต่อการพัฒนากำลังรับน้ำหนักบรรทุกและส่งผลต่อการกระจ ายแรงดันน้ำส่วนเกินที่เกิดขึ้นและมีผลต่อเนื่องไปยังขบวนการยุบอัดตัวคายน้ ำด้วย
ในช่วงอายุเสาเข็ม 0 ถึง 3 วัน
เสาเข็มพรุนกำลังพัฒนาได้สูงสุดและมากกว่าเสาเข็มเรียบถึง
31.34% ที่อายุเสาเข็ม 5 วัน
กำลังเสาเข็มพรุนมากกว่าเสาเข็มเรียบ 10% ที่ 7
วันเสาเข็มพรุนมีกำลังมากกว่าเสาเข็มเรียบ 3.53% และที่
15,30,60 วัน
เสาเข็มเรียบสามารถพัฒนากำลังกลับมามากกว่าเสาเข็มพรุน
เท่ากับ 5.38% , 18.37% และ 13.98% ตามลำดับ
และจากการทดสอบ แรงต้านทานที่ปลายเข็มพบว่า
ดินที่ถูกแทนที่ จะเกิดการรบกวนอย่างไม่สมบูรณ์
ทำให้จุดเริ่มต้นของการคืนกำลังของดินรอบเข็ม
ไม่ใช่จุดที่เกิดการรบกวนอย่างสมบูรณ์


จาก การประชุมนำเสนอผลงานวิจัยบัณฑิตศึกษา
ประจำปีการศึกษา 2549
23-24 มกราคม พ.ศ.2550 ณ อาคารอาทิตย์อุไรรัตน์
มหาวิทยาลัยรังสิต เมืองเอก ปทุมธานี

การผลิตยางขัดผิวชิ้นงานตัวเรือนเครื่องประดับจากยางคลอโรพรีน

วชิราภรณ์ เอื้อชัยสิทธิ์, จันทร์ฉาย ทองปิ่น
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

วัตถุประสงค์
- เพื่อผลิตยางขัดผิวตัวเรือนเครื่องประดับที่ทำจากโลหะเงิน หรือทอง จากยางคลอโรพรีน โดยมีการเติมสารตัวเติมที่มีสมบัติในการขัดถู

วิธีการวิจัย
- ระบบการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ในงานวิจัยนี้เป็นระบบที่มีการเชื่อมโยง ด้วยแมกนีเซียมออกไซต์และใช้ซิลิกอนคาร์ไบด์เป็นผงขัดในยางคลอโรพรีน ทำการผสมสูตรคอมพาวด์ด้วยเครื่องบดผสมยางสองลูกกลิ้ง และทำการทดสอบคุณลักษณะการเชื่อมโยงด้วยเครื่อง หลังจากนั้นทำการเชื่อมโยงด้วยเครื่อง ขึ้นรูปแบบอัดและทำการทดสอบสมบัติการต้านทานการขัดถู ทดสอบสมบัติการผิดรูปอยู่ตัวของยาง (Compression set) ทดสอบสมบัติความแข็ง ทดสอบสมบัติการต้านทานต่อแรงดึง และศึกษาสัณฐานวิทยาของชิ้นงานด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอนแบบส่องกราด (SEM) ทั้งหมดนี้เพื่อหาสูตรยางที่เหมาะสมในการผลิตยางขัดผิวชิ้นงาน

ผลการศึกษา
- พบว่า การเพิ่มปริมาณแมกนีเซียมออกไซต์และซิลิกอนคาร์ไบด์จะส่งผลให้เกิดการเชื่อม โยงที่ช้าลงในการขึ้นรูปของยางขัด รวมถึงมีคุณสมบัติเชิงกลที่ดีขึ้นยกเว้นค่าความต้านทานต่อการผิดรูปอยู่ตัวข องยางซึ่งจะมีค่าเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณแมกนีเซียมออกไซต์ และจากภาพถ่ายกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด จะแสดงให้เห็นโครงสร้างปิดซึ่งมีรูพรุนน้อยในยางขัด ดังนั้น ยางขัดจึงมีความเหมาะสมสำหรับการประยุกต์ใช้ในงานขัด

สรุป
- งานวิจัยนี้สูตรยางที่เหมาะสมคือ มีปริมาณซิลิกอนคาร์ไบด์ 80% และปริมาณแมกนีเซียมออกไซต์ 7phr


จากการประชุมวิชาการ เสนอผลงานวิจัยบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 1
เรื่อง บัณฑิตศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 30-31 มกราคม 2550
ณ อาคารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

การใช้ประโยชน์จากกากตะกอนน้ำเสียโรงงานฟอกย้อมในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์

ตรีประดับ นิมโรธรรม, นิภาพรรณ กังสกุลนิติ – คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
สมพงษ์ ธงไชย – คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

วัตถุประสงค์
- เพื่อนำกากตะกอนน้ำเสียจากกระบวนการฟอกย้อมเส้นใยธรรมชาติและสังเคราะห์เพื่ อมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ แม้ pH ของน้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการฟอกย้อมมีค่าระหว่าง 10.5-11.5 แต่ทว่าตะกอนจากกระบวนการบำบัดน้ำเสียนี้จำเป็นต้องเติมเฟอริกคลอไรด์ก่อนทำ การรีด จึงทำให้กากตะกอนภายหลังการรีดมีสภาพเป็นกรด กากตะกอนมีความเป็นไปได้ในการใช้เป็ยปุ๋ย เนื่องจากผลการวิเคราะห์พบว่า มีธาตุอาหารหลักของปุ๋ยอินทรีย์คือ ไนโตรเจนค่อนข้างสูง คือ 8.69% นอกจากนี้โลหะหนักในกากตะกอนไม่เกินมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์

วิธีการวิจัย
- ใช้ผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นพืชทดสอบ โดยนำปูนขาวมาใช้ในการปรับสภาพกรดด่าง และดินชุดสมุทรปราการเป็นวัสดุผสม ในการทดสอบมีการตรวจปริมาณโลหะหนักในผักกาดเขียวกวางตุ้ง เพื่อดูความปลอดภัยจากการสะสมของโลหะหนักในลำต้นและใบ และตรวจสอบน้ำหนักแห้งของผักกาดเขียวกวางตุ้ง 35 วัน หลังทำการเพาะปลูก

ผลการศึกษา
- พบว่า การใช้กากตะกอน 8 กรัม ใช้ดิน 2.5 กิโลกรัมโดยไม่จำเป็นต้องใช้ปูนขาว สามารถผลิตเป็นปุ๋ยที่มีคุณภาพดีที่สุดในการทดลอง โดยมีการสะสมของโลหะหนักไม่เกินมาตรฐานโลหะหนักในการบริโภค

สรุป
- กากตะกอนน้ำเสียจากกระบวนการฟอกย้อมมีความเป็นไปได้ในการนำมาเป็นผลิตเป็นปุ ๋ยอินทรีย์ในการปลูกพืชผักกินใบได้ การวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจาก โครงการทุนวิจัยมหาบัณฑิต สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)


จากการประชุมวิชาการ เสนอผลงานวิจัยบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 1
เรื่อง บัณฑิตศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 30-31 มกราคม 2550
ณ อาคารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

ความคงตัวของสาระสำคัญจากขมิ้นชันในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

อัจฉรา วงษ์ทองดี และ ปราณี อินประโคน
คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล

วัตถุประสงค์
- เพื่อประเมินความคงตัวของสารสำคัญ (เคอร์คูมิน) จากตัวอย่างผงขมิ้นชันแห้งและผลิตภัณฑ์สารสกัดขมิ้นชันในสภาวะการเก็บรักษาท ี่แตกต่างกันทั้งอุณหภูมิและระยะเวลา รวมทั้งศึกษาความคงตัวของเคอร์คูมินหลังจากเติมผงและสารสกัดขมิ้นชันในผลิตภ ัณฑ์เครื่องสำอาง

วิธีการวิจัย
- นำตัวอย่างผงขมิ้นชันและสารสกัดขมิ้นชันซึ่งมีองค์ประกอบของสารสำคัญต่างกัน ได้แก่ ผงขมิ้นชันแห้งจากจังหวัดพัทลุง, ผงขมิ้นชันแห้งจากร้านเจ้ากรมเป๋อ และผลิตภัณฑ์สารสกัดขมิ้นชันจากบริษัทเอสเอ็นพี เก็บที่อุณหภูมิห้อง 26-28 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิตู้แช่เย็น (4 องศาเซลเซียส) เป็นระยะเวลา 6 เดือน นำตัวอย่างผงขมิ้นชันแห้งมาสกัดแยกสารสำคัญเคอร์คูมินด้วยเอทานอล ตัวอย่างทั้งหมดถูกวิเคราะห์หาปริมาณสารสำคัญเคอร์คูมินด้วยเครื่อง High Performance Liquid Chromatography (HPLC)

ผลการศึกษา
- พบว่า ความคงตัวของสารเคอร์คูมินแตกต่างกันตามชนิดของตัวอย่างขมิ้นชัน , ระยะเวลาและอุณหภูมิของการเก็บรักษาตัวอย่าง ในช่วงระยะเวลา 3 เดือนแรกของการเก็บรักษา พบว่า สารเคอร์คูมินของตัวอย่างผงขมิ้นชันแห้งมีความคงตัวน้อย (มีปริมาณเคอร์คูมินเหลืออยู่ 37% และ 43% สำหรับตัวอย่างผงขมิ้นชันแห้งจากจังหวัดพัทลุง, ร้านเจ้ากรมเป๋อ ตามลำดับ) เมื่อเปรียบเทียบกับความคงตัวของสารเคอร์คูมินของตัวอย่างผลิตภัณฑ์สารสกัดข มิ้นชัน และจากผลการทดลองยังพบว่าสารเคอร์คูมินสลายตัวทั้งที่อุณหภูมิห้องและอุณหภู มิตู้แช่เย็น โดยที่อุณหภูมิห้องมีอัตราการสลายตัวเร็วกว่า

สรุป
- ผลการศึกษาเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า การเก็บรักษาวัตถุดิบที่เหมาะสมเป็นปัจจัยที่เหมาะสมต่อการรักษาปริมาณสารเค อร์คูมินของขมิ้นชันก่อนทีจะประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง การศึกษาผลกระทบของปัจจัยทางกายภาพจากขั้นตอนการเตรียมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอา งต่อควางคงตัวของสารเคอร์คูมินกำลังดำเนินการในงานวิจัยนี้ต่อไป

จากการประชุมวิชาการ เสนอผลงานวิจัยบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 1
เรื่อง บัณฑิตศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 30-31 มกราคม 2550
ณ อาคารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550

คีย์บอร์ด ตัวการสะสมความสกปรก

BBC - ความจริงที่น่ากลัวใต้คีย์บอร์ด และความลับที่น่าตกใจภายใต้นิ้วมือคุณกำลังจะได้รับการเปิดเผย การศึกษาพบว่าคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์จะสะสมความสกปรกไว้ถึงเดือนละสองกรัม
เศษ สิ่งสกปรกสะสมอยู่ที่แป้นเพราะว่าผู้ใช้มักจะทานอาหารเช้า ขนม และอาหารกลางวันหน้าคอมพิวเตอร์ จากการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่ 56 % เป็นเศษอาหารจากแท่งช้อคโกแล็ต บิสกิต สิ่งสกปรกรวมถึงแมลงตาย เล็บมือ เศษหนังตายและผมร่วงด้วย

เพื่อให้คีย์บอร์ดใช้ได้ดีบริษัททำความ สะอาดสำนักงานแนะว่า ควรจะคว่ำคีย์บอร์ดเป็นประจำและเขย่าเพื่อให้เศษขยะหล่นออกมา นอกจากนี้ยังสามารถถอดแป้น ดูดฝุ่น เป่า หรือเขย่าสิ่งสกปรกออก

สิ่งสกปรกที่แป้นพิมพ์
คอร์นเฟลก 15%
ขนมหวาน 15%
เส้นก๋วยเตี๋ยว 7%
เศษผัก 4%
ใบไม้ 1%
เศษเหลาดินสอ 1%
ลวดเย็บกระดาษ 1%
เล็บมือ 1%
เทป/พลาสติก 1%
ฟอยล์ 1%
ผม 1%
เศษอาหารจำพวก บิสกิต ขนมปัง ช้อคโกแล็ต 56%

วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550

หยั่งกระแสการทำเวบไซต์เพื่อสร้างรายได้ ความเป็นจริงที่ควรคิด

+หลายคนมักจะตกอยู่กับอิทธิพลของสื่อ การโฆษณาต่างๆ

ในร้านหนังสือ จะพบหนังสือแนะนำการสร้างเวบไซต์ การทำการค้า หารายได้จากเวบไซต์วางขายอยู่หลายเล่ม มีรุ่นน้องคนหนึ่ง ไปซื้อมาอ่าน และมาฝึกฝนจนสามารถสร้างเวบไซต์ด้วยตนเอง

เขาคิดไปไกล วางแผนที่จะหารายได้จากเวบไซต์ เพราะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า แค่การติดแบนเนอร์หรือป้ายโฆษณาอันเล็กๆ ใช้พื้นที่นิดหน่อย ก็รับทรัพย์หลายร้อย หลายพันบาท แค่การลงทุนลงแรงเพียงไม่นานนัก

เขาไปหาหนังสือ การทำการตลาดบนเวบไซต์มาอ่านจนจบ และมาปรึกษาผมว่า แนวโน้มการทำตลาดเพื่อสร้างรายได้จากเวบไซต์ เขาควรจะเริ่มอย่างไรดี ถึงจะรวยเร็ว

ผมว่า ควรมองการหารายได้ทางอื่นด้วยน่าจะดี เหตุผลเพราะ

1. อ่านหนังสือ การทำการตลาดบนเวบไซต์จบเล่มแล้ว น่าจะมีแนวทางบ้าง แต่เนื้อหาในหนังสือเหล่านั้น เป็นเรื่องที่ไกลตัวของรุ่นน้องคนนี้ ทั้งการเข้าถึงข้อมูล ทรัพยากร ฯลฯ

2. แนวโน้มการทำตลาดทางเวบไซต์ ในเวลานี้ คงลำบากพอสมควร มีเวบไซต์เกิดขึ้นมากมาย มีคนที่อ่านหนังสือเหมือนที่เขาไปซื้อมาอ่านก็หลายคน การจะทำเวบไซต์ให้สามารถสร้างรายได้นั้น เวบไซต์จะต้องมีจุดดึงดูดที่น่าสนใจ ที่ทำให้เกิดความต้องการอยากมาลงโฆษณา จ่ายเงินติดป้ายที่เวบไซต์ของคุณ

3. เวบไซต์ที่มีจุดดึงดุด ที่น่าสนใจ จะมีจำนวนคนเข้าชมเวบเป็นจำนวนมาก ย่อมผ่านสายตาคนดูเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่จะลงโฆษณาติดป้ายที่เวบไซต์ของคุณ

ประเมินดูคร่าวๆ เวบไซต์ที่รุ่นน้องสร้างขึ้นมา ยังไม่มีคนรู้จัก มีเนื้อหาเพียงหน้าแรกหน้าเดียว ซึ่งเขียนชื่อเวบไซต์เท่านั้น

เมื่อเปิดเวบไซต์อื่นที่มีลักษณะคล้ายๆกันให้น้องดู แล้วแนะนำให้น้องไปติดต่อเพื่อลงโฆษณากับเวบแห่งนั้นดูสิ น้องยังปฏิเสธที่จะไปลงโฆษณา ขนาดตัวเองยังไม่สนใจ แล้วคนอื่นจะมาสนใจลงโฆษณาในเวบที่น้องสร้างขึ้นมาได้อย่างไร

หลายคนมักจะตกอยู่กับอิทธิพลของสื่อ การโฆษณาต่างๆ แนะนำให้ซื้อหนังสือเล่มนี้ แล้วจะสามารถสร้างรายได้จากการสร้างเวบไซต์ได้ทันที ความจริงแล้วเป็นคำโฆษณาเพื่อให้หนังสือเล่มนั้นขายได้ ส่วนการสร้างเวบไซต์แล้วจะสร้างรายได้ได้จริงหรือไม่ อยู่ที่โอกาส ฝีมือ และความสามารถของแต่ละคน

ในร้านหนังสือ จะพบหนังสือคอมพิวเตอร์ที่ขายไม่ออก วางอยู่บนชั้นหนังสือหลายเล่ม ถูกนำมาวางขายลดราคาอยู่บ่อยๆ