++

...+

Theขี้ฝุ่นริมทาง

วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2549

สาเหตุโรคหัวใจเหมือนกันทั้งโลกทำนายให้รู้ตัวก่อนได้ล่วงหน้า

ผลการศึกษาคนมากกว่า 29,000 คน ใน 52 ประเทศ พบว่าโอกาสการเป็นโรคหัวใจ เป็นเรื่องที่สามารถทำนายได้ล่วงหน้า และปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นประเทศร่ำรวยหรือยากจน

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในที่ประชุมสมาคมหัวใจยุโรป ระบุว่าการสูบบุหรี่ และความไม่สมดุลระหว่างคอเลสเทอรอล ชนิดดีกับไม่ดี เป็นสาเหตุหลัก 2 ประการ ของผู้ป่วยโรคหัวใจ 2 ใน 3 ทั่วโลก ส่วนสาเหตุอื่น ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ความอ้วน ความเครียด การทานผักผลไม้น้อย และการขาดการออกกำลังกาย ผลวิจัยชี้ว่า ผู้สูบบุหรี่ เสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากกว่าผู้ไม่สูบ 3 เท่า ส่วนผู้ไม่สูบบุหรี่ที่ทานผักผลไม้เป็นประจำ ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ปริมาณเล็กน้อย โอกาสเป็นโรคหัวใจลดลงถึงกว่าร้อยละ 80

นายซาลิม ยูซุฟ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ในแคนาดา เจ้าของงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยโรคหัวใจทั่วโลก สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า จึงหมายความว่าเราสามารถหาทางป้องกันได้ เรื่องนี้ต่างจากความเชื่อปัจจุบันที่ว่า ในบรรดาผู้ป่วยโรคหัวใจทั่วโลก มีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่เกิดจากสาเหตุที่สามารถระบุได้ งานวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นว่า การกระตุ้นให้ผู้คนตื่นตัวเรื่องปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ อาจทำได้ง่ายกว่าที่คิด และสามารถใช้รูปแบบเดียวกันได้ทั่วโลก.

เตือนแม่ไทยอย่าทําตัวเป็นเลนต้องเลี้ยงดูฟูมฟักแม้น้อยนิดก็มีค่า

ด้วยความที่แม่ เปรียบเสมือนโคลนตม ที่เป็นทั้งแหล่งกำเนิด และแหล่งอาหาร หล่อเลี้ยงชีวิตลูกๆ กิจกรรม เติมเต็มที่ต้นตม ที่ช่อง 3 จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ รร.รอยัล ออคิด เชอราตัน จึงคลาคล่ำไปด้วยแม่ๆ ที่มาร่วมกันทำกิจกรรม เพื่อเติมเต็มความเป็นแม่ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยมี 3 วิทยากร พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี, นางสุพัตรา สุภาพ และ ภัทราวดี มีชูธน ร่วมกันสร้างสีสันในการเสวนาเรื่อง ตม : แหล่งกำเนิดชีวิตที่แท้ หรือแค่โคลนเลน

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี พระผู้ทำให้ธรรมะเป็นเรื่องง่ายแก่การเข้าใจ กล่าวถึงแม่ว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ขนาดพระพุทธศาสนายังพูดถึงแม่ก่อนพ่อ ซึ่งในมดลูกของแม่นั้นจะสร้างลูกออกมาเป็น ยอดคน หรือ ยอดโจร ก็ได้!! แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแม่ต้องทำหน้าที่กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูลูกให้ดีที่สุด ทุกวันนี้เรามีลูก แต่เวลาในการเลี้ยงลูกกลับไม่มี เราให้คนอื่นเลี้ยงลูก แต่อยากให้ลูกเป็นเหมือนเรา แม่จึงต้องหันมาทบทวนบทบาทของตัวเอง พระมหาวุฒิชัยกล่าวด้วยว่า การเป็นแม่สิ่งสำคัญสุดคือ อย่าสร้างกำแพงกั้นระหว่างความเป็นแม่กับลูก กำแพงกั้นที่ว่านี้คือ ฐิติ กล่าวคือเวลาอยู่กับลูกต้องอย่าทำให้กระบวนการที่ลูกจะเข้าหาแม่เป็นเรื่องยาก ในกระบวนการฟูมฟักรักษาลูก แม่ต้องทำตัวเป็นเพื่อนเป็นมิตรกับลูก แม่ต้องทำตัวเป็น ตม ที่ดีคอยฟูมฟักดูแลลูก อย่าทำตัวเป็น เลน ที่ไม่ใส่ใจดูแลลูก เมื่อให้กำเนิดลูกแล้วก็ต้องให้ความรักแก่ลูกด้วย

นางสุพัตรา สุภาพ อาจารย์ผู้มากด้วยประสบการณ์ในการ ให้คำปรึกษาปัญหาชีวิตแก่ลูกศิษย์ลูกหา กล่าวถึงการที่จะเป็น ตม หรือเป็น แม่ ว่า ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่า เราพร้อมที่จะเป็น แม่ หรือไม่ เพราะแม่นั้นต้องมีความรัก ความเข้าใจในลูก และรู้จักสอนลูกให้เป็นไปตามวัย แม่ควรทำตัวเป็นคนแนะนำ เป็นพี่เลี้ยงของลูก ไม่ใช่คอยจับผิดลูก ต้องเป็นที่พึ่งของลูก มีเวลาอยู่กับลูก อย่าบอกว่าไม่มีเวลาให้ลูก แม้จะเป็นช่วงเวลาน้อยๆที่มีอยู่ ก็ควรใช้เวลานั้นให้เป็นประโยชน์ ด้วยการพูดคุยโอบกอดสัมผัสลูก ดีกว่ามีเวลาอยู่กับลูกทั้งวัน แต่ไม่เคยพูดคุยหรือโอบกอดลูกเลย

ภัทราวดี มีชูธน นักแสดงและเจ้าของบทประพันธ์ เรื่อง ตม ซึ่งกำลังออนแอร์ทางช่อง 3 บอกว่า เธอเป็นแม่เลี้ยงลูกมา 4 คน ตลอดเวลาเธอไม่ทราบหรอกว่าตัวเองทำอะไรไม่ดีไว้ เราคิดว่าเราถูกตลอดเวลา และโทษสิ่งรอบด้าน จนกระทั่งลูกโต บางคนก็ดีงาม บางคนก็มีปัญหา แต่เราก็ยังโทษเขาอีก จนกระทั่งมาเลี้ยงหลาน จึงเข้าใจว่าอะไรที่ใส่เขาไป นั่นแหละคือสิ่งที่ลูกรับมาทั้งนั้น ภัทราวดีบอกด้วยว่าที่ผ่านมาในอดีต เธอไม่เคยมีเวลาให้ลูกหรือแม้ กระทั่งแม่เลย มัวทำแต่งาน กระทั่งวันที่สูญเสียแม่ นั่นแหละ! เธอจึงเริ่มคิดได้ จึงอยากเตือนแม่ทั้งหลายว่าต้องเลี้ยงลูกเอง อย่าขี้เกียจที่จะทำอะไรให้ลูก เวลานิดหน่อยที่แบ่งให้ลูกนั้นมีค่ามาก.

ดื่มน้ำฉี่รักษาตัวได้หลายโรคมีที่มาจากพระไตรปิฎก

นางราตรี ชีพอุดมวิทย์ นักวิชาการกองการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงงานวิจัยเรื่อง การศึกษาการใช้น้ำมูตรบำบัดในเครือข่ายชาวอโศก ว่า กองการแพทย์ทางเลือกเริ่มการวิจัย โดยเบื้องต้นศึกษาในกลุ่มของชาวสันติอโศก เพราะทราบว่าทางผู้ปฏิบัติธรรม หรือพระมักจะมีความเชื่อ ในเรื่องการบำบัดด้วยน้ำปัสสาวะอยู่แล้ว โดยมีแรงจูงใจมาจากคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ได้พบว่า ชาวสันติอโศก

ส่วนใหญ่จะใช้น้ำมูตรนี้ในทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการดื่มกิน อาบน้ำ สระผม หรือล้างหน้า ซึ่งความเชื่อเช่นนี้ก็ได้ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกด้วย โดยอธิบายว่า พระสมัยก่อนนิยมนำน้ำมูตรเน่ามาดองกับลูกสมอ หรือลูกมะขามป้อม เพื่อฉันเป็นยารักษาโรค รวมถึงความเชื่อของคนจีนโบราณ ซึ่งมากกว่า 3 ล้านคน ก็ดื่มปัสสาวะ เพราะเชื่อว่าจะทำให้สุขภาพดี

จากการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่จะดื่มกันสดๆ และเป็นปัสสาวะของตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงเช้า เพราะเชื่อว่าจะมีสารเมลาโทนินซึ่งเป็นสารในปัสสาวะค่อนข้างสูง ทั้งนี้ จะดื่มในปริมาณ 1-1 แก้วครึ่ง ขณะที่บางความเชื่อก็ว่า ถ้าจะให้ดีก็ต้องเป็นปัสสาวะเด็ก รวมถึงการใช้น้ำปัสสาวะนี้

ในการบ้วนปาก สระผม ล้างหน้า เพราะเมื่อใช้แล้ว ผมที่เคยหงอกก็หาย รังแคก็ไม่มี นอกจากนี้ถ้าอยากแก้สิวฝ้าให้ได้ผล ก็ให้ลองเอาสำลีหรือกระดาษทิชชูชุบน้ำมูตร และปะหน้าเอาไว้ รับรองได้ผลแน่ นางราตรี กล่าว.

เตือนผู้ไปถ่ายเอกซเรย์สแกนทั้งตัวอาบรังสี เท่ากับเหยื่อระเบิดปรมาณู

แพทย์บอกเตือนด้วยความหวังดี ผู้ที่ยอมควักกระเป๋าไปเอกซเรย์ สแกนทั้งตัว เพื่อหวังจะพบร่องรอยโรคมะเร็งที่อาจเกิดมีแต่เนิ่นๆ อาจจะเคราะห์ร้ายก็ได้ เพราะมันจะกลายเป็นรนหามะเร็งโดยใช่ที่

นักวิจัยทางการแพทย์ได้ชี้ว่า ได้มีการพยายามโฆษณาให้เห็นว่า การไปถ่ายตรวจเอกซเรย์สแกน จะทำให้เห็นร่องรอยของมะเร็งก่อนหน้าที่จะปรากฏอาการขึ้นได้ แต่ความเป็นจริงแล้ว รังสีจากเครื่องเอกซเรย์นั้น อาจเป็นเหตุให้เกิดมะเร็งเสียเองได้

เครื่องเอกซเรย์สแกนเป็นเครื่องเอกซเรย์ที่ประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ ช่วยให้สามารถ่ายภาพเอกซเรย์ที่คมชัดขึ้น ในท่าต่างๆได้หลายแง่หลายมุม แทนที่ถ่ายด้วยเครื่องเอกซเรย์ธรรมดาในท่านอนตามปกติ แต่มันไม่เหมือนเครื่องสะท้อนคลื่นแม่เหล็ก เพราะมันมีการแผ่รังสีออกมาด้วย

แพทย์รังสีวิทยากับคณะของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่กรุงนิวยอร์ก ได้กล่าวไว้ในวารสารการแพทย์รังสีวิทยาว่า การถ่ายภาพเอกซเรย์สแกนทั้งตัวนั้น จะต้องใช้รังสีเป็นปริมาณมาก อาจจะมากเท่าๆกับที่เหยื่อของระเบิดปรมาณูที่นครฮิโรชิมาและนางาซากิ ที่รอดตายโดนมา ซึ่งล้วนแต่มีหลักฐานชัดเจนว่า นับวันจะล่อแหลมกับการเป็นมะเร็งมากขึ้น

คณะแพทย์กล่าวว่า ผู้ที่ไปถ่ายเอกซเรย์สแกนทั้งตัว ครั้งหนึ่งๆ จะถูกรังสีขนาดต่ำกว่าผู้รอดตายจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่นเพียงนิดเดียวเท่านั้น เทียบกันแล้วสูงกว่าผู้ที่ไปรับการตรวจเต้านมด้วยเครื่องเอกซเรย์พิเศษ มากกว่ากันถึง 100 เท่า.

กินช็อกโกแลตบำรุงหลอดโลหิตกันเส้นเลือดแข็งต้นเหตุหัวใจวาย

นักวิทยาศาสตร์พบช็อกโกแลตช่วยบำรุงหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดยืดหยุ่นยิ่งขึ้น ป้องกันหลอดเลือดไม่ให้แข็งกระด้าง อันเป็นต้นเหตุของหัวใจวาย แต่ก็ต้องระวังเรื่องมันทำให้อ้วนไว้ด้วย

แพทย์ผู้ชำนาญโรคหัวใจของโรงเรียนแพทย์เอเธนส์ ในเมืองหลวงของกรีซ ซึ่งเพิ่งจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเสร็จสิ้นลง ได้ศึกษาเพื่อทดสอบดูว่า ช็อกโกแลตช่วยบำรุงเซลล์ของเยื่อบุหลอดเลือดต่างๆให้แข็งขันขึ้นหรือไม่ ซึ่งเซลล์เหล่านี้มักได้รับความเสียหายจากออกซิเจน และทั่วไปยอมรับกันว่า มันสะท้อนให้เห็นถึงสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดโลหิต

ช็อกโกแลตล้วนๆอุดมด้วยสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นวัตถุสำคัญชนิดหนึ่ง คล้ายวิตามิน ทำตัวเป็นสารล้างพิษ ช่วยรักษาความเสียหายของอวัยวะต่างๆของร่างกายที่ได้รับจากออกซิเจน แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่า อย่าหลงผิดคิดไปว่า การกินช็อกโกแลตมากๆแล้วจะป้องกันโรคหัวใจวายได้

ช็อกโกแลตนับเป็นขนมของโปรดของคนเกือบทั่วโลก แม้จะเคยศึกษาพบว่าการกินมันมากทำให้อ้วนได้ เนื่องจากมีไขมันอยู่ด้วย และในการศึกษาครั้งใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ก็ปรากฏว่ามันยังมีฤทธิ์ให้สมองขับสารเคมีเซราโทนิน อันเป็นสารที่ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุขออกมาอีกด้วย.

ยกให้นิ้วหัวแม่เท้าอวัยวะสำคัญที่สุดหากขาดไปจะไม่อาจก้าวเดินได้

ผลการศึกษากายวิภาคของคนเราครั้งใหม่ พบว่าอวัยวะที่มีความสำคัญที่สุดของร่างกาย กลับได้แก่ นิ้วหัวแม่เท้าของเรา เพราะหากขาดมัน เราจะไม่อาจทรงกายอยู่ได้ จะต้องพากันหกล้มหงายท้องกันหมด

หนังสือพิมพ์ เดอะ ซัน อันมีชื่อเสียงของอังกฤษ รายงานว่า ได้มีการศึกษาถึง ความสำคัญของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายขึ้นใหม่ และนิ้วหัวแม่เท้า ได้รับเลือกให้เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ด้วยเหตุที่ว่ามันทำให้เราทรงกายอยู่ได้ และมันยังทำให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อีกด้วย หากไม่มีมัน ถ้าขืนเดินก้าวออกไปข้างหน้าเมื่อไร เราจะต้องล้มคว่ำล้มหงายทันที.

จามนั้นเป็นฉันใด

ฮัดเช้ย!! อาการจามนั้นเกิดขึ้น กับคนทุกผู้อยู่บ่อยๆ แล้วสงสัยกันบ้างมั้ยล่ะคะว่า ทำไมคนเราถึงต้องจาม ถ้าจะอธิบายง่ายๆ ก็คือว่าการจามเป็นวิธีการหนึ่ง ที่ร่างกายต้องการขับเอาบางสิ่ง ที่ระคายเคืองออกมาทางจมูก

เมื่อในจมูกรู้สึกคัน มันก็จะส่งสารที่บอกว่า คัน ขึ้นไปยังส่วนหนึ่งของสมองที่เรียกว่าเป็นศูนย์ ควบคุมการจาม ศูนย์ ควบคุมการจามก็จะส่งสารไปยังกล้ามเนื้อทั้งหมด ที่จะต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการจามขึ้นมา กล้ามเนื้อเหล่านั้นก็ได้แก่ กล้ามเนื้อส่วนท้อง กล้ามเนื้อหน้าอก กะบังลม กล้ามเนื้อ ที่ควบคุมสายเสียง กล้ามเนื้อด้านหลังลำคอ และกล้ามเนื้อเปลือกตา แน่นอนว่าเราไม่ สามารถจะจามทั้งที่ยังลืมตาได้ ไม่เชื่อก็ลองดูสิ

ศูนย์ควบคุมการจามจะทำให้กล้ามเนื้อทั้งหมด ที่ว่ามาทำงานพร้อมกัน เพื่อส่งสิ่งที่ระคายเคืองออกไปจากจมูก ในความเร็วถึง 100 ไมล์ต่อชั่วโมง จากข้อมูลของศูนย์สื่อสุขภาพเด็ก นีเมอร์

จากข้อมูลที่ผ่านมาแจ้งว่า ประมาณทุก 1 ใน 3 คนจะมีอาการจามเมื่อเจอกับแสงจ้า อาการแบบนี้เรียกว่าการจามที่เกี่ยวกับแสง คนที่มีอาการนี้เป็นเพราะได้รับกรรมพันธุ์ มาจากบิดาหรือไม่ก็มารดาของตน.

งู กับ เริม มะม่วงเหมือนกัน แต่ อกร่องกับ น้ำดอกไม้ ไม่เหมือนกัน

เขียนเรื่อง งูสวัด ไป 2-3 ตอน มีปฏิกิริยาตอบสนองจากคุณผู้อ่าน มากทีเดียวแหละครับ มีทั้งความเห็นและคำแนะนำ ซึ่งรู้สึกสนุกมาก (ขอประทานโทษ สนุกสำหรับคนเขียน เพราะได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แต่คงไม่สนุกสำหรับผู้ป่วย เพราะเจ็บปวดทรมานพอดู เมื่อถูกเจ้างู ซึ่งไม่ใช่งูจริงตัวนี้กัดเข้า)

จึงอยากจะขออนุญาตเขียนต่อเรื่องงู อีกสักนิด แล้วก็ไปเขียนเรื่อง เริม ซึ่งมีส่วนเกี่ยวกับงูอยู่เหมือนกัน

ก่อนที่จะสรุป ขอคุยกับบรรดาแฟนประจำ ก่อนนะครับ ขอขอบพระคุณ สำหรับคำแนะนำ จากคุณพัชนี ฉิมเอี่ยม แนะนำยาคุณหมอชู และคุณนุชนาถ มุสิกชาติ ที่แนะนำยอดกระโดนกับเมล็ดข้าว และเวลาปรุงยาให้ตั้งนะโม 3 จบ (ขออนุญาตไม่พูดถึงรายละเอียดในการปรุงยา)

ที่ไม่ขอลงรายละเอียดนั้น ก็เพราะผมยังไม่ได้ทดลองยาต่างๆที่แนะนำมาด้วยตนเอง เวลาลงเรื่องยาต่างๆที่จะช่วยแก้อาการป่วยอย่างนั้นอย่างนี้ ผมต้องระวังมากๆ โดยเฉพาะโรคบางอย่างที่ค่อนข้างจะร้ายแรง เมื่อจะแนะนำยาอะไรไป ต้องรับผิดชอบว่าถ้าคุณผู้อ่านนำไปใช้แล้วต้องปลอดภัยและไม่มีอันตรายเกิดขึ้น ในด้านความปลอดภัยนี้ ถ้ามีการพิสูจน์ทางวิชาการมาแล้ว ผมย่อมจะแนะนำได้เต็มที่และอย่างสบายใจด้วย

ที่พูดมานี้อย่านึกว่าผมไม่เชื่อเรื่องเวทมนตร์ คาถาหรือเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์นะครับ ในด้านส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อในเรื่องพลังทางจิตและ อำนาจของความบริสุทธิ์ใจ

ความบริสุทธิ์ใจนั้นหมายความว่า ผู้ที่นำเอาพิธีกรรมต่างๆมาใช้ต้องเป็น ตัวจริง ของจริง และ ตั้งใจเอามาใช้เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ

ไม่ใช่อย่าง ตัวจอมปลอมที่ชอบอวดอ้างและหลอกลวงชาวบ้าน เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีกันมากมายเหลือเกิน แบบนี้ผมไม่เชื่อ

แต่อย่างที่เอ่ยถึงคุณพัชนี คุณนุชนาถ และก็ที่ไม่ได้เอ่ยชื่ออีกหลายคน ซึ่งท่านเป็นแฟนประจำทั้งนั้น พอท่านแนะนำหรือติติงอะไรมาผมเชื่อและรับฟังไว้ด้วยความเคารพ เพราะเชื่อในความบริสุทธิ์ใจของท่านจริงๆ คบกันมานานแล้ว

ที่น่าสนใจก็คือ ในระยะ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไปบรรยายตามโรงพยาบาลของรัฐหลายแห่ง (ต่างจังหวัด) พอคุยกันถึงเรื่องงูสวัด หลายท่านก็เล่าให้ฟังว่า มีหมอชาวบ้าน รักษาด้วยการพ่นน้ำมนต์หรือบางทีก็เสกใบไม้สมุนไพร เอามาตำและทาให้แก่คนไข้ แล้วก็หาย อย่างนี้ผมก็เชื่อ

เชื่อแบบนี้มีเหตุผลนะครับ เพราะอย่างที่เคยบอกแล้วว่า ถ้าคุณเป็นงูสวัด แฟกเตอร์สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ความเครียด ถ้าคุณเครียดมาก ความเครียดจะทำลาย IMMUNE SYSTEM หรือทำลายภูมิชีวิตของคุณ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้บอกแล้วว่า ศาสตราจารย์นายแพทย์จูลย์ อัลท์แมน ได้ระบุไว้แน่นอนว่า สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง (ในหลายๆอย่าง) ที่ทำให้ป่วยเป็นงูสวัดก็คือความเครียดนี่เอง

เมื่อผู้ป่วยได้รับน้ำมนต์หรือมีใครมาเสกคาถาให้ เกิดกำลัง ใจหายเครียด นั่นก็คือวิธีรักษางูสวัดแบบหนึ่งได้เหมือนกัน

เอาละครับ มีเรื่องที่จะต้องอธิ-บายต่อเนื่องกับบทความอาทิตย์ที่แล้ว 2 เรื่องครับ เรื่องแรก คุณแฟนท่านหนึ่งโทร.มาบอกว่า ขอให้ร้านยาผสมยาทาแอสไพรินกับโคลโรฟอร์มเพื่อเอาไปใช้ทา แต่ร้านยาไม่ยอมผสมให้

ขอเรียนให้ทราบอีกครั้งนะครับว่า ตำรับนี้เป็นตำรับของนายแพทย์ลีออน ร้อบ ซึ่งได้แนะนำเป็นทางเลือกไว้ และร้านยาต่างๆ เขาก็ยินดีผสมให้ แต่เมื่อบางร้านท่านไม่ยอมทำให้ ก็จนใจแหละครับ

ขอเรียนให้ทราบว่า เรามีให้เลือกหลายตำรับ เมื่อตำรับนี้เขาไม่ยอมทำให้ ก็ลองตำรับอื่นเถอะครับ อย่างเป็นต้นสมุนไพร ใบเสลดพังพอนตัวเมีย ก็ใช้ได้ง่ายๆ ไม่ยากเย็น และไม่มีอันตรายจากผลข้างเคียงด้วย

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องขัดแย้งระหว่างนายแพทย์ ด้วยกันเอง เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมได้แนะนำตำรับของนายแพทย์ เจมส์ นอร์ลันด์ ซึ่งสำหรับอาการเจ็บปวดจากงูสวัด อาจารย์นอร์ลันด์ก็แนะนำให้ใช้ ผ้าเย็น-น้ำเย็น หรือน้ำแข็งประคบ ห้ามใช้น้ำร้อน หรือของร้อนเป็นอันขาด

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง ผมไปค้นตำราเก่าสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ เจอคำแนะนำของอาจารย์แพทย์ อีกคนหนึ่ง คือ อาจารย์เลสเตอร์ โคลแมน ซึ่งท่านแนะนำไว้ตรงกันข้ามกับอาจารย์นอร์ลันด์เลย ท่านแนะนำว่าให้ใช้ความร้อนประคบ หรือจะใช้ความร้อนจากหลอดไฟ UV ส่องก็ได้ ท่านว่าจะช่วยบรรเทาความปวดและทำให้แผลหายเร็วขึ้น

เอ...ชักจะยุ่งละซี จะเชื่อใครดีล่ะ เป็นอาจารย์ เก่งๆทั้งคู่เลย

ผมขอตอบบ้าง แต่ ไม่ใช่เป็นผู้ตัดสินนะครับ ขอตอบจากประสบการณ์ ของตัวเอง และจากหลักวิชาในด้านการแพทย์ด้วย

เรื่องของความปวด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระดูก หรือกล้ามเนื้อ จะเป็นเช่นข้อเท้าแพลง เคล็ด ขัด ยอก หรือแม้แต่เป็นตะคริว สมัยก่อนนี้เราใช้ความร้อน จะเป็นผ้าร้อนหรือใช้ความร้อนประคบก็ได้ หรือมิฉะนั้น ยาแก้ปวดประเภทน้ำมันใสๆ หรืออย่างเป็นครีม ก็จะเป็นยาที่ทาแล้วเกิดความร้อน ความซ่า ตรงบริเวณที่ทาทั้งนั้น

เชื่อกันว่า ความร้อนจะทำให้เลือดหมุนเวียนเร็วขึ้น กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นจะยืดตัว บรรเทาความเจ็บปวดได้

การเจ็บปวดจากงูสวัด ก็มีลักษณะความปวดคล้ายๆอย่างนี้ อาจารย์โคลแมนจึงให้ใช้ความร้อน และท่านเชื่อด้วยว่า ความร้อนจะทำให้แผลแห้งเร็วขึ้น

แล้วเรื่องอะไรเล่า จึงเปลี่ยนมาใช้ความเย็นเวลาเราปวด และยิ่งมีการอักเสบของกล้ามเนื้อและบริเวณที่ปวดนั้น ทั้งกล้ามเนื้อ ระบบเลือดและระบบประสาทจะต้องรีบเร่งทำงานตามคำสั่งหรือตามกลไกระบบอัตโนมัติของ IMMUNE SYSTEM นั่นคือการรักษาตัวเอง และซ่อมแซมตัวเองโดยที่ไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภายนอก

การทำงานซ่อมตัวเองของ IMMUNE SYSTEM จะทำให้การอักเสบกระจายไปทั่วบริเวณ เราจะสังเกตเห็นง่ายๆว่า บริเวณที่อักเสบนั้นจะเริ่มมีอาการบวม

ถ้าเราใช้ความเย็นหรือใช้น้ำแข็ง จะทำให้ บริเวณที่ปวดนั้นชา เส้นเลือดจะตีบและเล็กลง เหมือนกับช่วยให้บริเวณที่ปวดนั้นได้หยุดพักไว้ก่อน IMMUNE SYSTEM โดยเฉพาะกลุ่มเลือดขาว ยังไม่ต้องทำงาน เนื้อบริเวณนั้นจึงไม่บวม

ทีนี้จากประสบการณ์ของผมเองนั้น รู้ แน่นอนว่าไวรัสงูสวัดเป็นของร้อน เคยลองอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนดู แผลที่เป็นงูสวัดจะเห่อทันที อาการปวดแสบปวดร้อนก็จะเป็นมากขึ้น

แต่เมื่ออาบน้ำเย็น หรือใช้น้ำแข็งประคบ อาการจะปวดน้อยลง แผลก็ไม่อักเสบ ไม่เห่อ

ฉะนั้น ตัวผมเองเอนเอียงไปทางอาจารย์ นอร์ลันด์ครับ ใช้ของเย็น และน้ำเย็นดีกว่า

ขออภัยครับที่คุยกันนานไปนิด เรื่องเริมยังไม่ได้เริ่มเลย อาทิตย์หน้าขาดไม่ได้นะครับ มีเรื่องของพระเอกดาราใหญ่คนหนึ่ง แฟนผู้หญิงแตกฮือ หนีแกเป็นการใหญ่ เพราะแกเป็นเริมที่ริมฝีปาก ปากนกกระจอก นั่นแหละครับ.

ผู้ที่อยู่ดินแดนที่สูงยิ่งแก่ชราเร็วอายุแค่ 40 ปีก็กลายเป็นคนแก่

รายงานการศึกษาซึ่งเสนอในที่ประชุมการแพทย์ของประชาชนผู้อยู่บนที่สูง ซึ่งได้มีขึ้นที่เมืองหลวงของแคว้นการปกครองอิสระของทิเบต กล่าวว่า จากการตรวจศึกษาร่างกายของชาวทิเบต โดยได้ตรวจระบบหัวใจ ระบบการหายใจ ระบบประสาท และระบบภูมิคุ้มโรค ได้พบว่ายิ่งผู้ที่ต้องอยู่อาศัยบนที่สูงเท่าใด ก็จะมีความจำเสื่อมมากเท่านั้น

ยิ่งกว่านั้น พวกเขาจะพากันแก่ชราเร็วกว่า ผู้ที่อยู่อาศัยตามที่มีระดับต่ำลงมา แค่อายุเพียง 40 ปี ก็มีสภาพร่างกายแก่ชราลงแล้ว ความจำก็จะเริ่มเสื่อมเร็วกว่า คนที่อยู่ใกล้กับระดับน้ำทะเลกว่ากันถึง 10 ปี

รายงานการศึกษาได้เปิดเผยว่า ผู้ที่อยู่ตามที่สูง เมื่ออพยพลงมาอยู่ในที่ที่มีระดับต่ำกว่า ปอดจะเสื่อม ทำหน้าที่ผิดปกติ ภายในเวลา 4-7 ปี ต่างกับผู้ที่อยู่ในถิ่นนั้นมาตลอดชีวิต นอกจากนั้น พวกเขายังมีระบบภูมิคุ้มโรค และการทำงานของต่อมไตต่างๆอ่อนแอด้วย.