ทุกวันที่ 3 เดือน 1 ของจีน ที่ฮ่องกง จะมีบางบ้านไหว้พระจี้กง
จี้กง เป็นเจ้าองค์หนึ่งที่โดดเด่นด้วยความไม่เหมือนใครในชุดนักบวชเต๋า
แต่ดูซอมซ่อ ปุปะ มือถือพัดขาดๆ อีกมืออาจถือขวดเหล้าหรือรองเท้าข้าง
หนึ่ง ปรากฏว่าจี้กงมีตำนานว่าเป็นพระนักพรตในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ (พ.ศ.
1670-1822) มีเอกลักษณ์นิสัยที่แปลกจากพระ-เจ้าทำไปคือดื่มสุรา สนุก
สนานเฮฮา ไม่มีภาพของพระที่ควรสำรวมหรือสันโดดเลย แต่มีคุณสมบัติ
พิเศษตรงรักษาคนไข้ได้ระดับหมอเทวดา จึงชอบรักษาคนเจ็บ ช่วย เหลือคน
จนและให้ทานคนหิว จี้กงมีประวัติว่าบิดาเป็นขุนนาง (ชื่อหลี่เมี่ยชุน)
จนอายุมากเข้าวัยกลางคนก็ยังไม่มีบุตร สืบสกุล หลี่เมี่ยชุน เริ่มกังวลกลัวว่าแก่ตัวลง ไปจะไม่มีใครดูแลตนและ
ภรรยา จึงไปไหว้เจ้าขอลูกกับศาลเจ้าที่ ตกกลางคืนภรรยาหลี่เมี่ยชุนฝันเห็นพระ
โพธิสัตว์ทรงชุดยาว พักตร์ยิ้มผ่องใส พระโพธิสัตว์เสด็จมาหานางพร้อม
ประทานดอกบัวหลาก สีแสนสวยงาม
ในฝัน...พระโพธิสัตว์ตรัสแก่นางว่า... คำอธิษฐานของสามีเจ้าจะเป็นจริง
เมื่อเจ้ากลืนดอกบัวสวรรค์นี้
นางขอบคุณแล้วกลืนดอกบัวลงไปได้ อย่างอัศจรรย์ นางรู้สึกได้ถึงการ
เคลื่อนของดอกบัวขณะไหลเลื่อนในกายลงไปสู่กลางท้องนาง นางสะดุ้งตื่นทันที
ต่อมานางก็ท้อง 10 เดือน ต่อมาได้คลอดเด็กชายหน้าตาน่ารักมากให้
ชื่อเด็กนี้ว่า ซุยหยวน หลี่ซุยหยวนได้โตขึ้นมาท่ามกลางความรักและอบอุ่น
แต่แปลกจัง เด็กน้อยฝักใฝ่ลัทธิเต๋ามาก อายุ 7 ขวบก็ขอบวชแล้วเรียน
อ่านตำราทางเต๋าจนรู้แตกฉานเมื่ออายุได้ 14 ปี ต่อมาบิดาตาย หลังจากนั้น 2
ปีมารดาก็เสียชีวิตจากไป หลี่ซุยหยวน
จึงมุ่งไปทางเต๋าเต็มที่ ด้วยการไปอยู่วัดเป็นนักพรตเต๋าที่เคร่ง ได้ฉายาว่า เต๋าจี้
เต๋าจี้คร่ำเคร่งใฝ่ศึกษา แถมเรียนรู้ไว้ ภายในชั่วไม่นานก็รอบ รู้หมด
และเนื่องจากลัทธิเต๋าฝักใฝ่ใน การปรุงยา, การแสวงหาวิธีเป็นอมตะ จึงมี
ตำราทางยา, และวิธีการรักษาโรคประมาณหนึ่ง เต๋าจี้ที่เรียนรู้จนแตกฉานจึง
สามารถรักษาคนป่วยได้ แล้วก็อุทิศตนเพื่อชาวบ้านเต็มที่
แต่ในขณะเดียวกันก็มีเรื่องแปลกว่า เต๋าจี้เหมือนเริ่มเพี้ยน กินจุมากขึ้น
มาก ดื่มสุรา ได้มาก และเริ่มติงต๊องและรักสันโดดมากขึ้นๆ แต่ชาวบ้านก็ยัง
นับถือเต๋าจี้มาก เพราะรักษาโรคเก่ง พร้อมเริ่มเรียก เต๋าจี้ว่า จี้กง
วันหนึ่งขณะจี้กงเดินออกจากวัด ท่านเกิดเห็น ชายคนหนึ่งกำลังจะผูก
คอตายใต้ต้นไม้ ทำเงื่อนเชือกทุกอย่างเรียบ ร้อยหมดแล�ว เหลือเพียงชายนี้
โดดลงมาเพื่อให้เชือกรัดคอ จี้กงเห็นแล้วก็ตะโกนเสียงดังสุดๆว่า...โอ้ย...บ้าแล้ว...ฉันอยากตาย...
ปรากฏว่าชายที่กำลังจะผูกคอตายเอาเชือกออกจากคอ แล้ววิ่งมาหาจี้
กง ถามอย่างเป็นห่วงว่า...เกิดอะไรขึ้นทำไมจึงอยากฆ่าตัวตาย จี้กงบอกว่า
เพราะเราทำเงินที่ญาติโยมนำมาบริจาคหาย ชายนั้นก็บอกว่า เราพอจะยก
สมบัติที่เรามีให้ท่าน จะช่วยให้ท่านหายอยากตายไป
จี้กงถามชายคนนี้ว่า...อะไร...แล้วท่าน ล่ะ...อยากฆ่าตัวตายทำไม
ชายบอกว่า เราชื่อ ต๋งซิหง มีปัญหาว่าเราเป็นหนี้จึงขายลูกสาวไปเป็น
ทาสให้เศรษฐี หนี้ของเราเกิดจากการต้องนำเงินไปรักษาแม่ที่ป่วยหนัก บัดนี้
แม่ก็ตายแล้ว เราก็พยายามทำงานรวบรวมเงินจะไปไถ่ตัวลูกสาว คาดไม่ถึง
ว่า บ้านเศรษฐีได้ย้ายออกไป ไม่มีใครทราบว่าไปไหน แล้วลูกสาวของเราก็
ต้องเป็นทาสเขาตลอดไป แล้วระหว่างนี้เราก็ถูกขโมยเงิน
ชีวิตที่รันทดอย่างนี้...เราไม่อยากอยู่เลย ตายเสียยังดีกว่า
จี้กงมองชายอย่างเมตตาแล้วบอกว่า
"เราสัญญาว่า ท่านกับลูกจะต้องได้เจอกันในไม่ช้านี้"
เหมือนมีอะไรดลใจให้เชื่อ ต๋งซิหงติดตามจี้กงไปยังอีกเมือง จี้กงบอกให้
ต๋งซิหงนั่งคอยอยู่ใต้ต้นไม้หนึ่ง สั่งไว้ว่า ถ้ามีใครมาถามวันเดือนป•เกิด
ก็ให�บอกไปตามจริง แล้วก็ตรงไปยังบ้านใหญ่หลังหนึ่ง
ที่บ้านหลังใหญ่ จี้กงตบประตูเรียกคนในบ้านมาเปิด แล้วถามว่าที่นี้มี
มารดาของเจ้าของบ้านกำลังป่วยหนักใช่หรือไม่ เรารักษาได้ ก็พอดีเจ้าของ
บ้านที่ออกไปนอกบ้านมา ถึงพอดี เจ้าของบ้านซึ่งแซ่อิ๋วบอกจี้กงว่าใช่แม่เรา
ป่วย และนี่เราก็ได้ซินแสมารักษาแล้ว ว่าแล้วก็พาซินแสเข้าบ้านไปรักษาแม่
ปรากฏว่า ซินแสที่พามาเมื่อเห็นมารดาผู้ป่วย จับชีพจรแล้วก็ส่ายศีรษะ
ว่า หมดหวัง ไม่มีทางรักษาแล้วก็ขอลาไป
ชายเศรษฐีแซ่อิ๋วโศกเศร้ากลุ้มใจ นั่งเอามือกุมหัวแล้วก็คิดได้รีบเดินออก
มาที่หน้าประตู พบจี้กงกำลังอร่อยอยู่กับอาหารที่คนในบ้านเอามาให้ เศรษฐี
ไหว้ จี้กงแล้วขอร้องให้เข้าไปช่วยตรวจอาการมารดา
ภายในเวลาไม่กี่นาที จี้กงก็สามารถจัดการให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นจาก
โคม่าในชั่วเวลาเพียงครู่เดียว โดยที่เศรษฐีแซ่อิ๋ว ก็มองไม่ออกว่าจี้กงทำอะไรบ้าง
แต่เขาก็ดีใจมากที่แม่หายป่วย แล้วก็สารภาพต่อ ว่า... เขามีลูกชายที่กำลัง
ป่วยมากเช่นกัน อยากจะขอให้จี้กงช่วยดูแลและตรวจรักษา
จี้กงดูอาการลูกชายแล้วส่ายหัว ปากบอกว่า คนนี้รักษายากเพราะเป็น
มากอาการอย่างนี้ต้องให ้ดื่มน้ำตาของคน 2 คน ที่เกิดในวันเดือนปีเกิดนี้
ว่าแล้วจี้กงก็บอก ไป มันคือวันเกิดของต๋งซิหงและลูกสาว
เศรษฐีอิ๋วส่งคนไปหาเจ้าของวันเกิดทันที การหาตัวต๋งซิหงนั้นไม่ยาก
เพราะจี้กงบอกให้ว่า ชายนี้คือใครนั่งรออยู่ที่ไหน ส่วนลูกสาวต๋งซิหงก็ยิ่งไม่
ยากใหญ่ เพราะนางยืนอยู่ตรงนั้น นางยกมือบอกว่านางเกิด วันนี้ตามวัน
เดือนปีที่จี้กงบอก
เมื่อต๋งซิหงถูกพามาที่ห้องคนเจ็บ เขาคาดไม่ถึงว่าจะได้พบลูกสาว ลูก
สาว คิด ไม่ถึงเช่นกันว่าจะได้พบพ่อ ทั้งสองโผ เข้าหากันพร้อมด้วยน้ำ
ตาแห่งความปีติยินดี ที่ไหลอาบแก้มทั้งสอง จี้กงรีบหยิบยาขวด หนึ่งออก
จากกระเป๋า เอาขวดรองน้ำตาแห่งความยินดีของสองพ่อลูก แล้วกรอกยาใส่
ปากคนเจ็บ
อัศจรรย์นัก...คนเจ็บรู้สึกตัวในชั่วไม่นาน
นิทานเรื่องนี้จึงจบแฮปปี้แบบดับเบิ้ล แฮปปี้ ครอบครัวเศรษฐีอิ๋วก็แฮป
ปี้ ครอบ-ครัวต๋งซิหงก็แฮปปี้ ต๋งซิหงได้ตัวลูกสาวกลับไปอยู่ด้วยแม้จะไม่มี
เงินมาไถ่ตัว แต่เศรษฐีอิ๋วยินดียกหนี้ให้เพื่อตอบแทนคุณ
นี่คือตัวอย่างตำนานหนึ่ง การช่วยเหลือคนอย่างมีอภินิหารของจี้กง
พระเพี้ยนหรือเจ้าแปลกๆ ที่ใครๆ ก็จำได้ติดตาเมื่อเห็นภาพหรือรูปปั้น
ของเจ้าจี้กง
โดยคุณ : จิตรา ก่อนันทเกียรต
Theขี้ฝุ่นริมทาง
วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2547
ถุงใส่น้ำไล่แมลงวัน
แมลงวัน พาหะนำโรคตัวฉกาจ แขกผู้ไม่มีใครอยากเชื้อเชิญ
ซึ่งมักมาเยือนในทุกที่ที่มีอาหาร เลือด และกลิ่นคาวปลา
ตามร้านอาหารและตลาดสดจึงเป็นแหล่งที่แมลงวันมารวมตัวกัน
รุมตอมและกินเศษเลือดอย่างชุกชุม แม้แต่ในบ้านเรือน ก็มีแมลงวันให้เห็นอยู่เป็นประจำ
หลากหลายวิธีที่เรางัดออกมาใช้ จัดการกับแมลงวัน ไม่ว่าจะเป็นการโบกมือไล่ การฉีดยาฆ่าแมลง
การใช้ที่ตีแมลงวันตี การใช้ถุงพลาสติกดักจับ และการใช้กาวลักษณะคล้ายก้านธูปดัก
ก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง
แต่ในระยะหลังๆ นี้ถ้าใครสังเกตจะเห็นว่า
ตามแผงขายของสดเนื้อสัตว์ในตลาดและตามร้านอาหาร จะมีถุงพลาสติกใสบรรจุน้ำจนเต็ม
มัดให้ตึง ผูกเชือกแขวนไว้สูงเหนืออาหารหรือวางไว้บนโต๊ะอาหาร
สอบถามพ่อค้าแม่ค้าก็ได้ความว่าเขาห้อยถุงพลาสติกเหล่านี้ไว้
เพื่อไล่แมลงวันพร้อมทั้งยืนยันว่าเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลดี
ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมถุงพลาสติกธรรมดาๆ จึงช่วยขับไล่แมลงวันได้
ร.ศ.ดร.เนาวรัตน์ ศุขะพันธุ์ อาจารย์และนักวิจัย ของภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล คือ ผู้ริเริ่มถุงน้ำไล่แมลงวันที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะนี้
โดยเริ่มจากงานทดลองที่ทำให้อาจารย์เห็นว่า
แมลงวันเป็นพาหะและสื่อนำโรคร้ายมาสู่มนุษย์และสัตว์ พร้อมทั้งก่อความรำคาญ
ทำให้สูญเสียสุขภาพอนามัยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะทางด้านปศุสัตว์
ซึ่งในสหรัฐอเมริกาและในยุโรป ต้องสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์
สาเหตุจากการที่สัตว์เศรษฐกิจถูกแมลงวันดูดกินเลือด และทำให้เกิดโรคล้มตายมากมาย
โรคร้ายแรงต่างๆ ที่แมลงวันนำมาสู่คนและสัตว์นั้น ได้แก่ โรคอหิวาตกโรค โปลิโอ คุดทะราด
แอนแทรกซ์ การติดเชื้อโปรโตซัวชนิดต่างๆ โรคพยาธิแส้ม้า โรคเซอร์ร่า โรคลาวเอียซีส ฯลฯ
รวมทั้งการติดเชื้อโดยทางบาดแผล เป็นต้น อาจารย์จึงได้ทำการศึกษาแมลงวันในเชิงการดำรงชีวิต
และความเป็นอยู่ในแหล่งที่มีแมลงวันเพาะขยายพันธุ์ ทั้งด้านกายวิภาคและสรีรวิทยาของแมลงวัน
มาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี เพื่อค้นหาวิธีควบคุมและปราบแมลงวันที่ให้ผลดีที่สุด
แต่เสียค่าใช้จ่ายน้อย และไม่มีผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมของธรรมชาติ
หลักการใช้ถุงน้ำพลาสติกใสใส่น้ำมัดให้ตึง ผูกห้อยแขวนไว้ไล่แมลงวันนี้
ใช้วิธีทางคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์
และการใช้ประสาทรับภาพในการมองเห็นของตาแมลงวันมาผสมผสานกัน ตาของแมลงวันมีอยู่ 2
ชนิด คือ ตารวม 2 ตา และตาเดี่ยวอีก 3 ตา
ตาเดี่ยวจะอยู่เหนือตารวมตรงหัวส่วนบนระหว่างตารวม 2 ตา
เรียงตัวกันเป็นรูปสามเหลี่ยมกลับหัวลง ตาเดี่ยวสามตานี้
จะช่วยให้แมลงวันสามารถมองเห็นในระยะที่ไกล ส่วนตารวม 2 ตาที่นูนออก 2 ข้าง
ใหญ่กว่าหัวและลำตัวของแมลงวัน เป็นตารวมพิเศษ ซึ่งแต่ละข้างของตารวมประกอบด้วยตาเล็กๆ
รูปหกเหลี่ยมหลายหมื่นแสนตาเรียงต่อเนื่องกันเต็มลูกตาทั้ง 2 ข้าง และตาเล็กๆ
รูปหกเหลี่ยมของตารวมนี้ สามารถที่จะรับแสงสว่างได้ทุกมุมมอง
ผ่านเสนส์และผลึกรูปกรวยรองรับแสง ซึ่งสามารถที่จะยืด
และหดได้เพื่อปรับจอรับภาพที่มองเห็นทั้งในที่มืดและสว่าง
ตารวมทำให้แมลงวันสามารถมองเห็นภาพได้กว้างกว่า 180 องศา
จากจุดนี้เอง หากเรานำถุงพลาสติกใสใส่น้ำเปล่า ไปไว้ในบริเวณแสงแดด
หรือแสงไฟที่มีลำแสงกระทบ
ถุงพลาสติกที่บรรจุน้ำก็จะเสมือนหนึ่งลำแสงหักมุมสะท้อนออกเข้าตาแมลงวัน
เลนส์รับภาพของตาแมลงวันเมื่อได้รับแสงก็จะสะท้อนแสง
กลับมาที่ถุงน้ำพลาสติกนั้นเกิดเป็นแสงมุมตก
มุมสะท้อนกับเลนส์รับภาพของตาแมลงวันสะท้อนกลับไปกลับมา
ทำให้การปรับจุดรวมแสงที่จะส่งให้เกิดภาพบนจอรับภาพ (retina) ไม่ชัดเจน
จะทำให้เกิดตาพร่ามัวแมลงวันจึงบินเข้าหาอาหารไม่ถูก ในระยะห่างประมาณ 100
เซนติเมตรขึ้นไป แม้ว่ามันจะได้กลิ่นอาหารก็ตาม
ถุงน้ำไล่แมลงวันนี้ได้ผลดียิ่งขึ้น ถ้าใช้ถุงร้อนซึ่งเป็นพลาสติกใส
น้ำที่บรรจุในถุงควรเป็นน้ำที่ใสสะอาดหรือน้ำฝน น้ำยิ่งใสจะยิ่งสะท้อนแสงได้ดี
และต้องมัดถุงน้ำให้ตึงแน่น และแขวนถุงนั้นให้รับมุมแสงรอบทิศทางกับดวงไฟหรือดวงอาทิตย์
ถ้ามีการแก่วงถุงพลาสติกหมุนเป็นลำแสงเบนไปมา
แถบแสงที่เบนไปมาจะกระทบเลนส์ถูกลูกตาของแมลงวันมากยิ่งขึ้น ทำให้ตาพร่ามัว
เข้าตอมอาหารไม่ถูกจึงบินหนีไปให้พ้นรัศมีลำแสงสะท้อน
ถุงน้ำไล่แมลงวันนี้ยังใช้ได้ผลดีในการไล่แมลงชนิดอื่นๆ ที่มีตารวม เช่น ผึ้ง
และแมลงวันทองที่กัดกินผลไม้ซึ่งทำให้ผลไม้เน่าเสียหาย ฯลฯ อีกด้วย
ปัจจุบันถุงน้ำไล่แมลงวันเป็นวิธีที่นิยมใช้ทั่วไป ตามตลาดสดในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
ทั้งยังแพร่ไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย เพราะเป็นวิธีที่ใช้ง่าย สะดวกปลอดภัย
และขณะนี้อาจารย์เนาวรัตน์ กำลังทดสอบหาอุปกรณ์ภาชนะที่จะนำมาใช้บรรจุน้ำแทนถุงพลาสติก
เพื่อให้มั่นคงถาวรและสวยงาม สามารถไล่แมลงวันภายในบ้าน
และเป็นเครื่องประดับบ้านในเวลาเดียวกันได้
[ที่มา..หนังสือ UPDATE ปีที่ 9 ฉบับที่ 99 สิงหาคม 2537]
โดยคุณ : ตรรกะ
ซึ่งมักมาเยือนในทุกที่ที่มีอาหาร เลือด และกลิ่นคาวปลา
ตามร้านอาหารและตลาดสดจึงเป็นแหล่งที่แมลงวันมารวมตัวกัน
รุมตอมและกินเศษเลือดอย่างชุกชุม แม้แต่ในบ้านเรือน ก็มีแมลงวันให้เห็นอยู่เป็นประจำ
หลากหลายวิธีที่เรางัดออกมาใช้ จัดการกับแมลงวัน ไม่ว่าจะเป็นการโบกมือไล่ การฉีดยาฆ่าแมลง
การใช้ที่ตีแมลงวันตี การใช้ถุงพลาสติกดักจับ และการใช้กาวลักษณะคล้ายก้านธูปดัก
ก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง
แต่ในระยะหลังๆ นี้ถ้าใครสังเกตจะเห็นว่า
ตามแผงขายของสดเนื้อสัตว์ในตลาดและตามร้านอาหาร จะมีถุงพลาสติกใสบรรจุน้ำจนเต็ม
มัดให้ตึง ผูกเชือกแขวนไว้สูงเหนืออาหารหรือวางไว้บนโต๊ะอาหาร
สอบถามพ่อค้าแม่ค้าก็ได้ความว่าเขาห้อยถุงพลาสติกเหล่านี้ไว้
เพื่อไล่แมลงวันพร้อมทั้งยืนยันว่าเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลดี
ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมถุงพลาสติกธรรมดาๆ จึงช่วยขับไล่แมลงวันได้
ร.ศ.ดร.เนาวรัตน์ ศุขะพันธุ์ อาจารย์และนักวิจัย ของภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล คือ ผู้ริเริ่มถุงน้ำไล่แมลงวันที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะนี้
โดยเริ่มจากงานทดลองที่ทำให้อาจารย์เห็นว่า
แมลงวันเป็นพาหะและสื่อนำโรคร้ายมาสู่มนุษย์และสัตว์ พร้อมทั้งก่อความรำคาญ
ทำให้สูญเสียสุขภาพอนามัยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะทางด้านปศุสัตว์
ซึ่งในสหรัฐอเมริกาและในยุโรป ต้องสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์
สาเหตุจากการที่สัตว์เศรษฐกิจถูกแมลงวันดูดกินเลือด และทำให้เกิดโรคล้มตายมากมาย
โรคร้ายแรงต่างๆ ที่แมลงวันนำมาสู่คนและสัตว์นั้น ได้แก่ โรคอหิวาตกโรค โปลิโอ คุดทะราด
แอนแทรกซ์ การติดเชื้อโปรโตซัวชนิดต่างๆ โรคพยาธิแส้ม้า โรคเซอร์ร่า โรคลาวเอียซีส ฯลฯ
รวมทั้งการติดเชื้อโดยทางบาดแผล เป็นต้น อาจารย์จึงได้ทำการศึกษาแมลงวันในเชิงการดำรงชีวิต
และความเป็นอยู่ในแหล่งที่มีแมลงวันเพาะขยายพันธุ์ ทั้งด้านกายวิภาคและสรีรวิทยาของแมลงวัน
มาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี เพื่อค้นหาวิธีควบคุมและปราบแมลงวันที่ให้ผลดีที่สุด
แต่เสียค่าใช้จ่ายน้อย และไม่มีผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมของธรรมชาติ
หลักการใช้ถุงน้ำพลาสติกใสใส่น้ำมัดให้ตึง ผูกห้อยแขวนไว้ไล่แมลงวันนี้
ใช้วิธีทางคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์
และการใช้ประสาทรับภาพในการมองเห็นของตาแมลงวันมาผสมผสานกัน ตาของแมลงวันมีอยู่ 2
ชนิด คือ ตารวม 2 ตา และตาเดี่ยวอีก 3 ตา
ตาเดี่ยวจะอยู่เหนือตารวมตรงหัวส่วนบนระหว่างตารวม 2 ตา
เรียงตัวกันเป็นรูปสามเหลี่ยมกลับหัวลง ตาเดี่ยวสามตานี้
จะช่วยให้แมลงวันสามารถมองเห็นในระยะที่ไกล ส่วนตารวม 2 ตาที่นูนออก 2 ข้าง
ใหญ่กว่าหัวและลำตัวของแมลงวัน เป็นตารวมพิเศษ ซึ่งแต่ละข้างของตารวมประกอบด้วยตาเล็กๆ
รูปหกเหลี่ยมหลายหมื่นแสนตาเรียงต่อเนื่องกันเต็มลูกตาทั้ง 2 ข้าง และตาเล็กๆ
รูปหกเหลี่ยมของตารวมนี้ สามารถที่จะรับแสงสว่างได้ทุกมุมมอง
ผ่านเสนส์และผลึกรูปกรวยรองรับแสง ซึ่งสามารถที่จะยืด
และหดได้เพื่อปรับจอรับภาพที่มองเห็นทั้งในที่มืดและสว่าง
ตารวมทำให้แมลงวันสามารถมองเห็นภาพได้กว้างกว่า 180 องศา
จากจุดนี้เอง หากเรานำถุงพลาสติกใสใส่น้ำเปล่า ไปไว้ในบริเวณแสงแดด
หรือแสงไฟที่มีลำแสงกระทบ
ถุงพลาสติกที่บรรจุน้ำก็จะเสมือนหนึ่งลำแสงหักมุมสะท้อนออกเข้าตาแมลงวัน
เลนส์รับภาพของตาแมลงวันเมื่อได้รับแสงก็จะสะท้อนแสง
กลับมาที่ถุงน้ำพลาสติกนั้นเกิดเป็นแสงมุมตก
มุมสะท้อนกับเลนส์รับภาพของตาแมลงวันสะท้อนกลับไปกลับมา
ทำให้การปรับจุดรวมแสงที่จะส่งให้เกิดภาพบนจอรับภาพ (retina) ไม่ชัดเจน
จะทำให้เกิดตาพร่ามัวแมลงวันจึงบินเข้าหาอาหารไม่ถูก ในระยะห่างประมาณ 100
เซนติเมตรขึ้นไป แม้ว่ามันจะได้กลิ่นอาหารก็ตาม
ถุงน้ำไล่แมลงวันนี้ได้ผลดียิ่งขึ้น ถ้าใช้ถุงร้อนซึ่งเป็นพลาสติกใส
น้ำที่บรรจุในถุงควรเป็นน้ำที่ใสสะอาดหรือน้ำฝน น้ำยิ่งใสจะยิ่งสะท้อนแสงได้ดี
และต้องมัดถุงน้ำให้ตึงแน่น และแขวนถุงนั้นให้รับมุมแสงรอบทิศทางกับดวงไฟหรือดวงอาทิตย์
ถ้ามีการแก่วงถุงพลาสติกหมุนเป็นลำแสงเบนไปมา
แถบแสงที่เบนไปมาจะกระทบเลนส์ถูกลูกตาของแมลงวันมากยิ่งขึ้น ทำให้ตาพร่ามัว
เข้าตอมอาหารไม่ถูกจึงบินหนีไปให้พ้นรัศมีลำแสงสะท้อน
ถุงน้ำไล่แมลงวันนี้ยังใช้ได้ผลดีในการไล่แมลงชนิดอื่นๆ ที่มีตารวม เช่น ผึ้ง
และแมลงวันทองที่กัดกินผลไม้ซึ่งทำให้ผลไม้เน่าเสียหาย ฯลฯ อีกด้วย
ปัจจุบันถุงน้ำไล่แมลงวันเป็นวิธีที่นิยมใช้ทั่วไป ตามตลาดสดในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
ทั้งยังแพร่ไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย เพราะเป็นวิธีที่ใช้ง่าย สะดวกปลอดภัย
และขณะนี้อาจารย์เนาวรัตน์ กำลังทดสอบหาอุปกรณ์ภาชนะที่จะนำมาใช้บรรจุน้ำแทนถุงพลาสติก
เพื่อให้มั่นคงถาวรและสวยงาม สามารถไล่แมลงวันภายในบ้าน
และเป็นเครื่องประดับบ้านในเวลาเดียวกันได้
[ที่มา..หนังสือ UPDATE ปีที่ 9 ฉบับที่ 99 สิงหาคม 2537]
โดยคุณ : ตรรกะ
ต้นไม้ช่วยลดความเครียดในที่ทำงานจริงหรือ
มนุษย์ต่างจากสัตว์ตรงที่เราไม่เพียงพยายาม ที่จะพัฒนาชีวภาพของร่างกาย
เท่านั้น เรายังพยา-ยามที่จะจัดระบบสภาพแวดล้อมให้กลมกลืนและมี
ประโยชน์ต่อความเป็นอยู่มากขึ้นทุกขณะ ซึ่งเรื่องนี้ถ้าดูไปแล้วนั บเป็นเรื่องใหญ่
มากที่เราต้องศึกษาความเป็นไปของสภาพแวดล้อมให้มากเพื่อปรับสภาพ
แวดล้อมให้เข้ากับเราอย่างมีประโยชน์คุ้มค่ามากที่สุด เพราะการพัฒนาความ
เจริญของมนุษย์เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง ทำลายสภาพแวดล้อม ครั้งแล้ว
ครั้งเล่า มันเป็นสภาพที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นแต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ดูตัวอย่างง่ายๆ จากบ้าน ยิ่งพื้นที่บ้านน้อยลง
พื้นที่ปลูกต้นไม้ยิ่งน้อย ลงไปด้วย สมัยก่อนเราอยู่กันในสภาพป่าล้อมเมือง ปัจจุบันกลายเป็น เมือง
ล้อมป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ทำงาน บางสำนักงานไม่มีที่ที่จะตั้งโต๊ะ
ทำงานอย่างพอเพียงด้วยซ้ำไปเนื่องจากค่าเช่าพื้นที่มีราคาแพง
การจะให้นำต้นไม้เข้าไปประดับให้สวยงามจึงนับเป็นเรื่องที่ไกลเกินฝัน
แต่เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงว่ามีรายงานออกมาเป็นทางการแล้วว่าต้นไม้ใน
อาคารโดยเฉพาะในห้องที่ไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวันเลยนั้น ต้นไม้มีส่วนช่วย
ลดความเครียดจากการทำงานและเพิ่ม ผลผลิตการทำงานให้มากขึ้นด้วย
การศึกษานี้เป็น ผลงานของ Virginia I. Lohr, Caroline H. Pearson-Mims,
and Georgia K. Goodwin แห่ง Department of Horticulture and
Lands cape Architecture Washington State University
บทสรุปของรายงานนี้ได้กล่าวถึงการศึกษาของการนำต้นไม้เข้าไปตก
แต่งในที่ทำงานที่ไม่มีหน้าต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องทำงานคอมพิว-เตอร์
ปรากฏว่าปริมาณ การทำงานเพิ่มขึ้น 12% และความดันโลหิตของ ผู้ปฏิบัติ
งานลดลงจากเดิมหนึ่งในสี่การเข้าใจถึงประ- โยชน์ของการนำต้นไม้มาปลูกไว้ในที่ทำงาน ช่วยให้
นักตกแต่งภาย ในมีเหตุผลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในการออกแบบการตกแต่ง
โดยนำสภาพแวดล้อมที่อำนวยประโยชน์สูง สุดต่อผู้ใช้งานในสถาน ที่นั้นๆ
มากยิ่งขึ้นมาเสนอเป็นทางเลือก ถ้าเจ้าของอาคารหรือผู้บริหารสำนักงานทราบว่าการมีต้นไม้ประดับ
สำนักงานช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทำงานลดความเครียดได้อย่างแท้
จริง เป็น เหตุผลสำคัญมาก กว่าการนำต้นไม้มาประดับเพื่อความสวย งาม
ในสำนักงานเพียงอย่างเดียว มีรายงานมาก่อนหน้านี้หลายฉบับแล้วว่าต้นไม้ในบ้านช่ว
ยลด มลภาวะ ที่เป็นพิษในอากาศลง โดยทั้งใบกิ่ง รากล้วนมีผลต่อการฟอกอากาศโดย
ธรรม ชาติอยู่แล้ว
การทดลองนำต้นไม้มาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นสาธารณะมากขึ้น
เช่น บริเวณสวนสาธารณะ ลานจอดรถ ตลาด ศูนย์การค้า ที่มีคนมากมายหลายประเภทมากขึ้น โดยประเด็นอยู่ที่ว่าสภาพแวดล้อมมีผลต่อมนุษย์ทางอารมณ์หรือร่างกาย
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผลการศึกษาพบว่าธรรมชาตินั้นมีผลต่อมนุษย์ทั้ง
ทางด้านจิตใจและร่างกายอย่างเห็นได้ชัดเจน ทำให้เกิดข้อสงสัยกันว่าทำไมจึงเป็นเช่น นั้น
คำอธิบายอย่างง่ายๆ คือมนุษย์นั้นเคยอยู่ป่ามาก่อน สภาพของป่าเป็นสภาพแวดล้อมดั้งเดิมที่ฝังลึกเกาะแน่นในจ
ิตใต้สำนึกของมนุษย์ แต่มนุษย์นั้นพร้อมที่จะปรับตัวตลอดเวลา เพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวด
ล้อมของป่าหรือสภาพแวดล้อมของเมือง การเข้ามาอยู่ในเมืองแม้จะสบาย
กายแต่ใจก็ยังมีจิตที่คิดถึงธรรมชาติเดิมอยู่ แต่ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือรายงานการศึกษาของ Prof. Dr.
T?ve Fjeld, Agricultural University of Norway ที่ศึกษาว่าต้นไม้
ในที่ทำงาน ช่วยให้สุขภาพคนดีขึ้นจริงหรือ
จากรายงานพบว่าต้นไม้มีส่วนช่วยโดยแท้จริง โดยการทดลองสภาพ
แวดล้อมของ ห้องผู้ป่วยที่ไม่มีต้นไม้เลยมีแต่หน้าต่างมองไปที่ลานจอดรถ
กับห้องที่มีหน้าต่างมองเห็นต้นไม้เต็มตา พบว่าสุขภาพของคนป่วยในสภาพ
แวดล้อมหลังจะหายเร็วดีกว่าและการทดลองในห้องทำงานที่ไม่มีต้นไม้และ
ห้องที่มีต้นไม้ปรากฏว่า การตรวจสุขภาพหลังจากการทำงานผ่านไปสาม
เดือนเปรียบเทียบกัน คนทำงานในสภาพห้องที่มีต้นไม้มีสุขภาพ ความดัน
โลหิตดีขึ้นจากเดิมและคงที่ ในขณะที่คนทำงานในห้องที่ไม่มีต้นไม้ สุขภาพ
แย่ลง เมื่อมีข้อยืนยันการวิจัยเช่นนี้แล้ว เราจะหาต้นไม้เข้ามาประดับที่ทำงาน
เพิ่มเติมสักต้นสองต้นจะดีไหม โดยคุณ : ลักษณศิริ ศิริวรรณ
เท่านั้น เรายังพยา-ยามที่จะจัดระบบสภาพแวดล้อมให้กลมกลืนและมี
ประโยชน์ต่อความเป็นอยู่มากขึ้นทุกขณะ ซึ่งเรื่องนี้ถ้าดูไปแล้วนั บเป็นเรื่องใหญ่
มากที่เราต้องศึกษาความเป็นไปของสภาพแวดล้อมให้มากเพื่อปรับสภาพ
แวดล้อมให้เข้ากับเราอย่างมีประโยชน์คุ้มค่ามากที่สุด เพราะการพัฒนาความ
เจริญของมนุษย์เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง ทำลายสภาพแวดล้อม ครั้งแล้ว
ครั้งเล่า มันเป็นสภาพที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นแต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ดูตัวอย่างง่ายๆ จากบ้าน ยิ่งพื้นที่บ้านน้อยลง
พื้นที่ปลูกต้นไม้ยิ่งน้อย ลงไปด้วย สมัยก่อนเราอยู่กันในสภาพป่าล้อมเมือง ปัจจุบันกลายเป็น เมือง
ล้อมป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ทำงาน บางสำนักงานไม่มีที่ที่จะตั้งโต๊ะ
ทำงานอย่างพอเพียงด้วยซ้ำไปเนื่องจากค่าเช่าพื้นที่มีราคาแพง
การจะให้นำต้นไม้เข้าไปประดับให้สวยงามจึงนับเป็นเรื่องที่ไกลเกินฝัน
แต่เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงว่ามีรายงานออกมาเป็นทางการแล้วว่าต้นไม้ใน
อาคารโดยเฉพาะในห้องที่ไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวันเลยนั้น ต้นไม้มีส่วนช่วย
ลดความเครียดจากการทำงานและเพิ่ม ผลผลิตการทำงานให้มากขึ้นด้วย
การศึกษานี้เป็น ผลงานของ Virginia I. Lohr, Caroline H. Pearson-Mims,
and Georgia K. Goodwin แห่ง Department of Horticulture and
Lands cape Architecture Washington State University
บทสรุปของรายงานนี้ได้กล่าวถึงการศึกษาของการนำต้นไม้เข้าไปตก
แต่งในที่ทำงานที่ไม่มีหน้าต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องทำงานคอมพิว-เตอร์
ปรากฏว่าปริมาณ การทำงานเพิ่มขึ้น 12% และความดันโลหิตของ ผู้ปฏิบัติ
งานลดลงจากเดิมหนึ่งในสี่การเข้าใจถึงประ- โยชน์ของการนำต้นไม้มาปลูกไว้ในที่ทำงาน ช่วยให้
นักตกแต่งภาย ในมีเหตุผลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในการออกแบบการตกแต่ง
โดยนำสภาพแวดล้อมที่อำนวยประโยชน์สูง สุดต่อผู้ใช้งานในสถาน ที่นั้นๆ
มากยิ่งขึ้นมาเสนอเป็นทางเลือก ถ้าเจ้าของอาคารหรือผู้บริหารสำนักงานทราบว่าการมีต้นไม้ประดับ
สำนักงานช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทำงานลดความเครียดได้อย่างแท้
จริง เป็น เหตุผลสำคัญมาก กว่าการนำต้นไม้มาประดับเพื่อความสวย งาม
ในสำนักงานเพียงอย่างเดียว มีรายงานมาก่อนหน้านี้หลายฉบับแล้วว่าต้นไม้ในบ้านช่ว
ยลด มลภาวะ ที่เป็นพิษในอากาศลง โดยทั้งใบกิ่ง รากล้วนมีผลต่อการฟอกอากาศโดย
ธรรม ชาติอยู่แล้ว
การทดลองนำต้นไม้มาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นสาธารณะมากขึ้น
เช่น บริเวณสวนสาธารณะ ลานจอดรถ ตลาด ศูนย์การค้า ที่มีคนมากมายหลายประเภทมากขึ้น โดยประเด็นอยู่ที่ว่าสภาพแวดล้อมมีผลต่อมนุษย์ทางอารมณ์หรือร่างกาย
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผลการศึกษาพบว่าธรรมชาตินั้นมีผลต่อมนุษย์ทั้ง
ทางด้านจิตใจและร่างกายอย่างเห็นได้ชัดเจน ทำให้เกิดข้อสงสัยกันว่าทำไมจึงเป็นเช่น นั้น
คำอธิบายอย่างง่ายๆ คือมนุษย์นั้นเคยอยู่ป่ามาก่อน สภาพของป่าเป็นสภาพแวดล้อมดั้งเดิมที่ฝังลึกเกาะแน่นในจ
ิตใต้สำนึกของมนุษย์ แต่มนุษย์นั้นพร้อมที่จะปรับตัวตลอดเวลา เพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวด
ล้อมของป่าหรือสภาพแวดล้อมของเมือง การเข้ามาอยู่ในเมืองแม้จะสบาย
กายแต่ใจก็ยังมีจิตที่คิดถึงธรรมชาติเดิมอยู่ แต่ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือรายงานการศึกษาของ Prof. Dr.
T?ve Fjeld, Agricultural University of Norway ที่ศึกษาว่าต้นไม้
ในที่ทำงาน ช่วยให้สุขภาพคนดีขึ้นจริงหรือ
จากรายงานพบว่าต้นไม้มีส่วนช่วยโดยแท้จริง โดยการทดลองสภาพ
แวดล้อมของ ห้องผู้ป่วยที่ไม่มีต้นไม้เลยมีแต่หน้าต่างมองไปที่ลานจอดรถ
กับห้องที่มีหน้าต่างมองเห็นต้นไม้เต็มตา พบว่าสุขภาพของคนป่วยในสภาพ
แวดล้อมหลังจะหายเร็วดีกว่าและการทดลองในห้องทำงานที่ไม่มีต้นไม้และ
ห้องที่มีต้นไม้ปรากฏว่า การตรวจสุขภาพหลังจากการทำงานผ่านไปสาม
เดือนเปรียบเทียบกัน คนทำงานในสภาพห้องที่มีต้นไม้มีสุขภาพ ความดัน
โลหิตดีขึ้นจากเดิมและคงที่ ในขณะที่คนทำงานในห้องที่ไม่มีต้นไม้ สุขภาพ
แย่ลง เมื่อมีข้อยืนยันการวิจัยเช่นนี้แล้ว เราจะหาต้นไม้เข้ามาประดับที่ทำงาน
เพิ่มเติมสักต้นสองต้นจะดีไหม โดยคุณ : ลักษณศิริ ศิริวรรณ
จรรยาบรรณนักวิจัย: 9 ประการ
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้กำหนดจรรยาบรรณนักวิจัยไว้ 9 ข้อดังนี้
1. นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
นัก วิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ไม่นำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น ต้องให้เกียรติ และอ้างถึงบุคคล หรือแหล่งที่มาของข้อมูล ที่นำมาใช้ในงานวิจัย ต้องซื่อตรงต่อการแสวงหาทุนวิจัย และมีความเป็น ธรรมเกี่ยวกับ ผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย
2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณี ในการทำงานวิจัยตามข้อตกลง ที่ทำไว้กับหน่วยงาน ที่สนับสนุน การวิจัย และต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด
นัก วิจัยต้องปฏิบัติตามพันธกรณี และข้อตกลงการวิจัย ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน อุทิศเวลาทำงานวิจัย ให้ได้ผลที่ดีที่สุด และเป็นไปตามกำหนดเวลา มีความรับผิดชอบ ไม่ละทิ้งงานระหว่างดำเนินการ
3. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย
นัก วิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัยอย่างเพียงพอ และมีความรู้ความชำนาญ หรือมีประสบการณ์ เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ทำวิจัย เพื่อนำไปสู่งานวิจัยที่มีคุณภาพ และเพื่อป้องกันปัญหาการวิเคราะห์ การตีความ หรือการสรุปที่ผิดพลาดอันอาจก่อ ให้เกิดความเสียหายต่องานวิจัย
4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
นัก วิจัยต้องดำเนินการ ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและเที่ยงตรงในการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคน สัตว์ พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกและมีปณิธานที่จะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรและ สิ่งแวดล้อม
5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย
นัก วิจัยต้องไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการ จนละเลยและขาดความเคารพ ในศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ ต้องถือเป็นภาระหน้าที่ ที่จะอธิบายจุดมุ่งหมาย ของการวิจัยแก่บุคคล ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยไม่หลอกลวง หรือบีบบังคับและไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด โดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย
นัก วิจัยต้องมีอิสระทางความคิด ต้องตระหนักว่าอคติส่วนตน หรือความลำเอียงทางวิชาการ อาจส่งผลให้มีการบิดเบือน ข้อมูล และข้อค้นพบทางวิชาการ อันเป็นเหตุให้เกิดผลเสียหายต่องานวิจัย
7. นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ
นักวิจัยพึงเผยแพร่ผลงานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคม ไม่ขยายผลข้อค้นพบจนเกินความเป็นจริง และไม่ใช้ผลงานวิจัยไปในทางมิชอบ
8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น
นัก วิจัยพึงมีใจกว้าง พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการวิจัย ยอมรับฟังความคิดเห็นและ เหตุผลทางวิชาการ ของผู้อื่น และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยของตนให้ถูกต้อง
9. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ
นัก วิจัยพึงมีจิตสำนึกที่จะอุทิศ กำลังสติปัญญาในการทำวิจัย เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ เพื่อความเจริญและ ประโยชน์สุขของสังคมและมวลมนุษยชาติ
เจตนารมณ์ของการออก จรรยาบรรณนักวิจัย คราวนี้เชื่อว่ามิได้หวังว่า จะให้ใช้เฉพาะข้าราชการ ในสังกัดสำนักงาน คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเท่านั้น
หากแต่นักวิจัยจาก ทุกวงการควรจะยึดถือเป็นแนวทางอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิจัย ที่ชอบสำรวจความคิดเห็น ทางการเมือง ซึ่ง ถูกครหาว่าเป็นมือปืนรับจ้างควรคำนึงให้มากไว้.
โดยคุณ : ซี 12 -
1. นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
นัก วิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ไม่นำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น ต้องให้เกียรติ และอ้างถึงบุคคล หรือแหล่งที่มาของข้อมูล ที่นำมาใช้ในงานวิจัย ต้องซื่อตรงต่อการแสวงหาทุนวิจัย และมีความเป็น ธรรมเกี่ยวกับ ผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย
2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณี ในการทำงานวิจัยตามข้อตกลง ที่ทำไว้กับหน่วยงาน ที่สนับสนุน การวิจัย และต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด
นัก วิจัยต้องปฏิบัติตามพันธกรณี และข้อตกลงการวิจัย ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน อุทิศเวลาทำงานวิจัย ให้ได้ผลที่ดีที่สุด และเป็นไปตามกำหนดเวลา มีความรับผิดชอบ ไม่ละทิ้งงานระหว่างดำเนินการ
3. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย
นัก วิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัยอย่างเพียงพอ และมีความรู้ความชำนาญ หรือมีประสบการณ์ เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ทำวิจัย เพื่อนำไปสู่งานวิจัยที่มีคุณภาพ และเพื่อป้องกันปัญหาการวิเคราะห์ การตีความ หรือการสรุปที่ผิดพลาดอันอาจก่อ ให้เกิดความเสียหายต่องานวิจัย
4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
นัก วิจัยต้องดำเนินการ ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและเที่ยงตรงในการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคน สัตว์ พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกและมีปณิธานที่จะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรและ สิ่งแวดล้อม
5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย
นัก วิจัยต้องไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการ จนละเลยและขาดความเคารพ ในศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ ต้องถือเป็นภาระหน้าที่ ที่จะอธิบายจุดมุ่งหมาย ของการวิจัยแก่บุคคล ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยไม่หลอกลวง หรือบีบบังคับและไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด โดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย
นัก วิจัยต้องมีอิสระทางความคิด ต้องตระหนักว่าอคติส่วนตน หรือความลำเอียงทางวิชาการ อาจส่งผลให้มีการบิดเบือน ข้อมูล และข้อค้นพบทางวิชาการ อันเป็นเหตุให้เกิดผลเสียหายต่องานวิจัย
7. นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ
นักวิจัยพึงเผยแพร่ผลงานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคม ไม่ขยายผลข้อค้นพบจนเกินความเป็นจริง และไม่ใช้ผลงานวิจัยไปในทางมิชอบ
8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น
นัก วิจัยพึงมีใจกว้าง พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการวิจัย ยอมรับฟังความคิดเห็นและ เหตุผลทางวิชาการ ของผู้อื่น และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยของตนให้ถูกต้อง
9. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ
นัก วิจัยพึงมีจิตสำนึกที่จะอุทิศ กำลังสติปัญญาในการทำวิจัย เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ เพื่อความเจริญและ ประโยชน์สุขของสังคมและมวลมนุษยชาติ
เจตนารมณ์ของการออก จรรยาบรรณนักวิจัย คราวนี้เชื่อว่ามิได้หวังว่า จะให้ใช้เฉพาะข้าราชการ ในสังกัดสำนักงาน คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเท่านั้น
หากแต่นักวิจัยจาก ทุกวงการควรจะยึดถือเป็นแนวทางอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิจัย ที่ชอบสำรวจความคิดเห็น ทางการเมือง ซึ่ง ถูกครหาว่าเป็นมือปืนรับจ้างควรคำนึงให้มากไว้.
โดยคุณ : ซี 12 -
ความรู้เรื่องของ "ข้าว"
แป้งเป็นส่วนสำคัญต่อคุณสมบัติของข้าว ทั้งในด้านอาหารและการหุงต้ม
เมล็ดข้าวประกอบด้วยแป้งโดยประมาณ 75% และโปรตีน 15%
แป้งข้าวประกอบด้วย Amylopectin and Amylose
การแบ่งประเภทข้าว เขานิยมพูดเป็น %(น.น) ของ Amylose
ข้าวที่มี *Amylose สูง* จะดูดซืมน้ำได้มาก
ทำให้เมล็ดข้าวขยายตัวเป็น
ข้าวสุกได้มาก ที่เรียกว่า ข้าวหุงขึ้นหม้อ ข้าวสุกมีความแข็ง,นุ่ม
ร่วนเป็นเม็ด
ไม่เหนียวจับตัวเป็นก้อนแบบข้าวที่มี Amylose ต่ำ
ตัวอย่างเช่น ข้าวขาวตาแห้ง, ข้าวเสาไห้ ที่ปลูกตั้งแต่แถวสระบุรี
โคราช,
ข้าวพิจิตร (ไม่ใช่ข้าวจากนาพื้นที่นาลุ่ม แถบอยุธยาหรือแปดริ้ว)
ร้านขายข้าวแกง เกือบทุกร้านใช้ข้าวขาวตาแห้ง
เพราะลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของข้าวชนิดนี้ คือ
เมล็ดร่วนแข็งแต่นุ่ม ไม่แฉะ จึงหุงเก็บไว้ได้ทั้งวันไม่บูด
..ผมอนุญาติให้ใช้มุขนี้ไปทายเล่นกับเพื่อนได้
ข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิ มี *Amylose ต่ำ* ดูดน้ำได้น้อย
การหุงจึงไม่ใส่น้ำมาก
ปริมาณอมิโลส [ % นน]
ข้าวเหนียว = ไม่เกิน 0.2 (เหนียว)
ข้าวหอมมะลิชั้นดี =10-19 (นุ่ม เหนียว)
ข้าวหอมมะลิชั้นรอง =20-25 (นุ่มค่อนข้างแข็ง)
ข้าวหอมมะลิเก่า ความหอมลดลง อุณหภูมิแป้งสุกเพิ่มขึ้น
ขาวตาแห้ง = มากถึง 35% (ค่อนข้างแข็ง/นุ่ม ไม่หอม)
ผลผลิตจากข้าวพันธ์เดียวกัน จากที่นาแปลงเดียวกัน
จะมีคุณภาพไม่คงที่ สม่ำเสมอเท่ากันทุกปี
ขึ้นอยู่กับฮวงจุ้ย หมายถึงปัจจัยแวดล้อม เช่น เดียวกับไวน์ :-)
ด้านการค้า เขาหาวิธีตรวจสอบตัวแปรเพื่อควบคุม
โดยวัดค่า hardness ใช้วิธีง่ายๆ เอาตัวอย่างข้าวไปนึ่งให้สุก
แล้วกดวัดค่าความแข็ง ทำนองเดียวกับเครื่องวัดความแข็งของโลหะ
เมื่อวัดเสร็จจะได้ "หัวข้าว" กำหนดแยกแต่ละเบอร์เก็บไว้
เช่น พิจิตรxx, กข105, ปทุมxx, สุพรรณ1
นอกจากนี้เขายังวัดอุณหภูมิแป้งสุก คือ จุดที่แป้งเปลี่ยนสีเป็นสีใส
หรือเยล
อุณหภูมิยิ่งต่ำยิ่งดี ถ้าอุณหภูมิสูง ข้าวจะแข็ง
เมื่อนำหัวข้าวแต่ละเบอร์มาผสมกันตามขนาดที่คำนวณแล้ว
ก็จะได้ ข้าวผสม ที่มีมาตรฐานเดียวกัน ===>ใส่ถุงขาย
โดยวิธีนี้จะทำให้ ข้าวทุกถุง มีคุณสมบัติเหมือนกัน
โรงสีเจี่ยเม้ง หรือหงส์ทอง เขาควบคุมมาตรฐานได้ดี
ส่งออกเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศมานานกว่าห้าสิบปี
ไม่ค่อยเห็นวางขายในเมืองไทย
สุพิทย์
IMO: การกินข้าวที่มีปริมาณ Amylose ต่ำ มีผลกับการดูดซึมน้ำน้อย
ทำให้ได้น.น.ข้าว"มากกว่า" vs.
ข้าวที่"หุงขึ้นหม้อ"จะดูดซึมน้ำไว้ก่อนแล้ว
==> กินข้าวเหนียว จึงใช้เวลาย่อยนานกว่า เพราะคนกิน Mass เข้าไป
มากกว่า ทำให้ย่อยนานกว่า อิ่มนาน
ทำให้นึกถึง...เด็กๆที่กินมาม่าดิบๆ แล้วดื่มน้ำตามเข้าไป
อาจเป็นอันตรายได้ ! ....ระวัง ท้องแตก
โดยคุณ : "supit khuna" -
เมล็ดข้าวประกอบด้วยแป้งโดยประมาณ 75% และโปรตีน 15%
แป้งข้าวประกอบด้วย Amylopectin and Amylose
การแบ่งประเภทข้าว เขานิยมพูดเป็น %(น.น) ของ Amylose
ข้าวที่มี *Amylose สูง* จะดูดซืมน้ำได้มาก
ทำให้เมล็ดข้าวขยายตัวเป็น
ข้าวสุกได้มาก ที่เรียกว่า ข้าวหุงขึ้นหม้อ ข้าวสุกมีความแข็ง,นุ่ม
ร่วนเป็นเม็ด
ไม่เหนียวจับตัวเป็นก้อนแบบข้าวที่มี Amylose ต่ำ
ตัวอย่างเช่น ข้าวขาวตาแห้ง, ข้าวเสาไห้ ที่ปลูกตั้งแต่แถวสระบุรี
โคราช,
ข้าวพิจิตร (ไม่ใช่ข้าวจากนาพื้นที่นาลุ่ม แถบอยุธยาหรือแปดริ้ว)
ร้านขายข้าวแกง เกือบทุกร้านใช้ข้าวขาวตาแห้ง
เพราะลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของข้าวชนิดนี้ คือ
เมล็ดร่วนแข็งแต่นุ่ม ไม่แฉะ จึงหุงเก็บไว้ได้ทั้งวันไม่บูด
..ผมอนุญาติให้ใช้มุขนี้ไปทายเล่นกับเพื่อนได้
ข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิ มี *Amylose ต่ำ* ดูดน้ำได้น้อย
การหุงจึงไม่ใส่น้ำมาก
ปริมาณอมิโลส [ % นน]
ข้าวเหนียว = ไม่เกิน 0.2 (เหนียว)
ข้าวหอมมะลิชั้นดี =10-19 (นุ่ม เหนียว)
ข้าวหอมมะลิชั้นรอง =20-25 (นุ่มค่อนข้างแข็ง)
ข้าวหอมมะลิเก่า ความหอมลดลง อุณหภูมิแป้งสุกเพิ่มขึ้น
ขาวตาแห้ง = มากถึง 35% (ค่อนข้างแข็ง/นุ่ม ไม่หอม)
ผลผลิตจากข้าวพันธ์เดียวกัน จากที่นาแปลงเดียวกัน
จะมีคุณภาพไม่คงที่ สม่ำเสมอเท่ากันทุกปี
ขึ้นอยู่กับฮวงจุ้ย หมายถึงปัจจัยแวดล้อม เช่น เดียวกับไวน์ :-)
ด้านการค้า เขาหาวิธีตรวจสอบตัวแปรเพื่อควบคุม
โดยวัดค่า hardness ใช้วิธีง่ายๆ เอาตัวอย่างข้าวไปนึ่งให้สุก
แล้วกดวัดค่าความแข็ง ทำนองเดียวกับเครื่องวัดความแข็งของโลหะ
เมื่อวัดเสร็จจะได้ "หัวข้าว" กำหนดแยกแต่ละเบอร์เก็บไว้
เช่น พิจิตรxx, กข105, ปทุมxx, สุพรรณ1
นอกจากนี้เขายังวัดอุณหภูมิแป้งสุก คือ จุดที่แป้งเปลี่ยนสีเป็นสีใส
หรือเยล
อุณหภูมิยิ่งต่ำยิ่งดี ถ้าอุณหภูมิสูง ข้าวจะแข็ง
เมื่อนำหัวข้าวแต่ละเบอร์มาผสมกันตามขนาดที่คำนวณแล้ว
ก็จะได้ ข้าวผสม ที่มีมาตรฐานเดียวกัน ===>ใส่ถุงขาย
โดยวิธีนี้จะทำให้ ข้าวทุกถุง มีคุณสมบัติเหมือนกัน
โรงสีเจี่ยเม้ง หรือหงส์ทอง เขาควบคุมมาตรฐานได้ดี
ส่งออกเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศมานานกว่าห้าสิบปี
ไม่ค่อยเห็นวางขายในเมืองไทย
สุพิทย์
IMO: การกินข้าวที่มีปริมาณ Amylose ต่ำ มีผลกับการดูดซึมน้ำน้อย
ทำให้ได้น.น.ข้าว"มากกว่า" vs.
ข้าวที่"หุงขึ้นหม้อ"จะดูดซึมน้ำไว้ก่อนแล้ว
==> กินข้าวเหนียว จึงใช้เวลาย่อยนานกว่า เพราะคนกิน Mass เข้าไป
มากกว่า ทำให้ย่อยนานกว่า อิ่มนาน
ทำให้นึกถึง...เด็กๆที่กินมาม่าดิบๆ แล้วดื่มน้ำตามเข้าไป
อาจเป็นอันตรายได้ ! ....ระวัง ท้องแตก
โดยคุณ : "supit khuna" -
วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2547
ผู้หญิง "ฟัง" ด้วยสมองสองข้าง
AP - การศึกษาชิ้นใหม่พบว่า ผู้ชายฟังด้วยสมองเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
ใน การศึกษาสมองของ ชาย 20 คน และหญิง 20 คน ด้วยการสแกนพบว่า เวลาฟังผู้ชายส่วนใหญ่ใช้สมองซีกซ้าย ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าใจภาษา ส่วนผู้หญิงใช้สมองทั้งสองซีก
การ วิจัยชิ้นอื่นบอกว่า ผู้หญิง"สามารถฟังได้ทีละสองบทสนทนาในคราวเดียวกัน" ดร.โจเซฟ ที ลูริโต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านคลื่นวิทยุกล่าว "เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาใช้สมองมากกว่า" แต่ดร.ลูริโต บอกว่าไม่จำเป็นว่าผู้หญิงจะเป็นผู้ฟังที่ดีกว่า "มันอาจจะยากกว่าสำหรับพวกเขาก็ได้" เพราะต้องใช้สมองมากกว่าผู้ชายในการทำงานอย่างเดียวกัน
"ผมไม่ได้อยากจะเถียงเรื่องเพศ แค่อยากให้คนรู้ว่าผู้ชายและผู้หญิงมีกระบวนการรับรู้ภาษาต่างกันเท่านั้นเอง"
การ ค้นพบนี้มีแนวโน้มสนับสนุนคำแนะนำก่อนหน้า ว่าสมองของผู้หญิงจะทำงานทั้งสองข้างมากกว่า หรือใช้สมองด้านขวามากกว่า ในการทำงานบางอย่าง และเป็นประโยชน์สำหรับหมอในการรักษาโรคลมชัก โดยเข้าใจว่าสมองผู้ชายและผู้หญิงต่างกันอย่างไร เช่นเมื่อเป็นโรคลมที่มีผลกระทบต่อสมองด้านซ้าย ผู้หญิงจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าผู้ชาย แต่เรื่องนี้ก็ยังต้องศึกษากันต่อไป
ใน การศึกษาสมองของ ชาย 20 คน และหญิง 20 คน ด้วยการสแกนพบว่า เวลาฟังผู้ชายส่วนใหญ่ใช้สมองซีกซ้าย ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าใจภาษา ส่วนผู้หญิงใช้สมองทั้งสองซีก
การ วิจัยชิ้นอื่นบอกว่า ผู้หญิง"สามารถฟังได้ทีละสองบทสนทนาในคราวเดียวกัน" ดร.โจเซฟ ที ลูริโต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านคลื่นวิทยุกล่าว "เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาใช้สมองมากกว่า" แต่ดร.ลูริโต บอกว่าไม่จำเป็นว่าผู้หญิงจะเป็นผู้ฟังที่ดีกว่า "มันอาจจะยากกว่าสำหรับพวกเขาก็ได้" เพราะต้องใช้สมองมากกว่าผู้ชายในการทำงานอย่างเดียวกัน
"ผมไม่ได้อยากจะเถียงเรื่องเพศ แค่อยากให้คนรู้ว่าผู้ชายและผู้หญิงมีกระบวนการรับรู้ภาษาต่างกันเท่านั้นเอง"
การ ค้นพบนี้มีแนวโน้มสนับสนุนคำแนะนำก่อนหน้า ว่าสมองของผู้หญิงจะทำงานทั้งสองข้างมากกว่า หรือใช้สมองด้านขวามากกว่า ในการทำงานบางอย่าง และเป็นประโยชน์สำหรับหมอในการรักษาโรคลมชัก โดยเข้าใจว่าสมองผู้ชายและผู้หญิงต่างกันอย่างไร เช่นเมื่อเป็นโรคลมที่มีผลกระทบต่อสมองด้านซ้าย ผู้หญิงจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าผู้ชาย แต่เรื่องนี้ก็ยังต้องศึกษากันต่อไป
ทบทวนแนวทางการประชาสัมพันธ์-ความสัมพันธ์กับประชาชน
ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบัน การประชาสัมพันธ์
เป็นเสมือนแนวทางหนึ่งที่บุคคลกลุ่มต่างๆ ได้ให้ความสนใจ และพยายาม
นำมาใช้ราวกับเป็น "ยาชูกำลัง" ร่วมกับมาตรการต่างๆ ในการชี้นำทิศทางให้
กับสังคม ตลอดจนการแสวงหาทางออกในสภาวะวิกฤต
ย้อนดู "ราก" การประชาสัมพันธ์
โดยหากเรามองย้อนกลับไปสู่แก่นแท้ของคำว่าการประชาสัมพันธ์ เรา
อาจกล่าวได้ว่า รากศัพท์ของคำว่า "การประชาสัมพันธ์" ได้สะท้อนให้เห็นถึง
ความสำคัญของ "ประชา" ซึ่งได้แก่ กลุ่มประชาชนต่างๆ นอกจากนั้น คำดัง
กล่าว ยังได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความ "สัมพันธ์" หรือ "สัมพันธภาพ" ของ
กลุ่มบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอันเป็นที่มาของการพยายาม อธิบายว่า เป้า
หมายสูงสุดของการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ การสร้างและธำรงรักษาความ
สัมพันธ์ที่ดีระหว่างองค์กร กับประชาชน ตลอดจนการส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดี
งามระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆ
หัน ดู "ร่องรอย" การประชาสัมพันธ์
แต่หากพิจารณาถึงการนำแนวคิดเกี่ยวกับประชาสัมพันธ์ สู่การปฏิบัติ
ในสังคมต่างๆ เราอาจพบเห็นร่องรอยของแนว
ทางการปฏิบัติงานด้านการประชาสัมพันธ์ที่มีความหลากหลายกันไป
ตลอดจนความแตกต่างในด้านวิธี
คิดอันเป็นต้น ตอของแนวทางการปฏิบัติงานด้านการประชาสัมพันธ์ อาทิ
การประชาสัมพันธ์กับการทำให้เป็น "ข่าว"
โดยที่มาที่ไปของการประชาสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าว ได้แก่
ความ เชื่อที่ว่าการกระตุ้นความสนใจของสาธารณชน เป็นเงื่อนไขที่สำคัญสำหรับ
การดำเนินกิจกรรมใดๆ ก็ตาม ตลอดจนเป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จระดับต้นของ
กิจกรรมต่างๆ โดยนักประชาสัมพันธ์จะทำหน้าที่บอกเล่าข่าวคราว หรือเรื่อง
ราวที่ตนต้องการจะบอกเพื่อให้สังคมรับรู้ผ่านสื่อประเภทต่างๆ
นอกจากนั้น เพื่อให้การประชาสัมพันธ์สามารถสร้างกระแสความสนใจ
จากสาธารณชนได้ดี นักประชาสัมพันธ์ยังอาจพยายามแสวงหาหนทางที่
จะทำให้เรื่องราวดังกล่าวปรากฏในสื่อมวลชนหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ
หนังสือพิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงจากประชาชน เพราะนั่นหมายถึง โอกาสใน
การเข้าถึงประชาชนจำนวนมากนั่นเอง
จากความเชื่อดัง กล่าว นำไปสู่ความพยายามของนักประชาสัมพันธ์ ใน
การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับนักข่าว เพื่อให้เกิดความสะดวก คล่องตัวในการ
ประสานความร่วมมือ ตลอดจนการพยายามคิดหาวิธีการที่แปลกใหม่
ประหลาด หรือแม้แต่โหดๆเพื่อให้สื่อมวลชนหันมาสนใจกิจกรรมต่างๆ ที่
ต้องการจะประกาศให้สังคมรับรู้
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้เกิดการรับประกันถึงโอกาสในการเป็นข่าวได้มาก
ขึ้น หน่วยงานต่างๆ ยังพยายามควานหา นักข่าวที่สมัครใจจะผันตัวเองมา
ทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ ตลอดจนอาจดำเนินการจัดจ้างเอเจนซี่ทาง
การประชาสัมพันธ์ เข้ามาช่วยเหลือ ตลอดจนการติดต่อประสานงานเพื่อซื้อ
พื้นที่หรือเวลาในสื่อต่างๆ
หากจะว่าไปแล้ว ไม่มีอะไรเสียหาย ตราบใดที่ข่าวคราวดังกล่าวเป็น
ความจริง มิได้มีการบิดเบือน และที่สำคัญเป็นเรื่องราวที่มีประโยชน์กับ
ประชาชนการประชาสัมพันธ์กับ "การเผยแพร่" ข้อมูลข่าวสาร
โดยการประชาสัมพันธ์ในลักษณะนี้มีที่มาที่ไปจากความเชื่อที่ว่า ข้อมูล
ข่าวสารที่ตนมีอยู่ในครอบครองเป็นเรื่องที่สำคัญ และคนอื่นไม่ได้มีโอกาสรับ
รู้ ดังนั้น จึงเป็นภารกิจสำคัญของตนในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวสู่
ประชาชนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
โดยส่วนใหญ่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประชาสัมพันธ์ใน
ลักษณะดังกล่าว มักได้แก่ หน่วยงานของรัฐ ซึ่งมักใช้สื่อในความครอบครอง
ของตนทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว ตลอดจนประสานความร่วมมือกับ
สื่อต่างๆ เพื่อขยายฐานการเผยแพร่ข้อมูลออกไปสู่สาธารณชน
อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารมักดำเนินอยู่บนการพยายาม
หาจุดสมดุลระหว่างเรื่องราวที่เราต้องการเผยแพร่ให้ประชาชนรู้ กับเรื่องราว
ที่ประชาชนจำเป็นต้องรับรู้ ตลอดจนลักษณะของข้อมูลที่ประชาชนต้องการ
รับรู้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าถูกยัดเยียดข้อมูลให้
หรือเกิด อาการสำลักข้อมูล
หากจะว่าไปแล้ว สภาพการณ์ดังกล่าวข้างต้น ยังไม่ถึงกับเลวร้าย
ตราบใดที่การเผยแพร่ข้อมูล ไม่ได้มุ่งเน้นทำเพื่อโชว์ผลงานของบุคคล หรือหน่วย
งานอย่างออกนอกหน้า แต่หากมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์ กับประชาชนเป็นสำคัญ
การประชาสัมพันธ์กับ "การส่งเสริมการตลาด"
โดยจุดเริ่มต้นของแนวทางดังกล่าวมาจากความเชื่อที่ว่า การประชา
สัมพันธ์สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือของการตลาด
โดยเฉพาะในด้านการได ้รับ
ผลกำไรจากยอดการขายสินค้า
การผนวกการประชาสัมพันธ์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมด้านการ
ตลาด มีจุดเริ่มต้นมาจากองค์กรภาคธุรกิจ ซึ่งมุ่งหวังการทำผลกำไรให้กับสิน
ค้าของตน และผนวกกิจกรรมด้านการประชาสัมพันธ์รวมเข้าไปกับกิจกรรม
ส่งเสริมการขายในรูปแบบต่างๆ เพื่อบอกให้ลูกค้ารับทราบเกี่ยวกับคุณ
สมบัติของสินค้า ตลอดจนผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ
แต่สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ บ่อยครั้งที่ข้อความหรือกิจกรรมในการประชา
สัมพันธ์มิได้เกิดขึ้นจากเจตจำนง ในการแจ้งข่าวสารสู่กลุ่มลูกค้าเท่านั้น แต่
เกิดจากกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อค้นคว้าวิจัยเกี่ยว กับพฤติ
กรรมผู้บริโภค และนำข้อมูลดังกล่าวมาช่วยในการสร้างสรรค์สาร เลือกสื่อ
และกิจกรรมที่เหมาะสม ตลอดจนการกำหนดวัตถุประสงค์ในการประชา
สัมพันธ์
หากจะว่าไปแล้ว การประชาสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าว ไม่มีอันตราย
ร้ายแรง ตราบใดที่ผู้ประกอบธุรกิจยังคงยึดมั่นเกี่ยวกับจริยธรรมในการ
ประกอบธุรกิจการประชาสัมพันธ์กับ "การสร้างภาพ"
โดยแนวทางการประชาสัมพันธ์แบบนี้เติบโตมาจากเแวดวงทางธุรกิจ
เช่นกัน เพียงแต่ยึดมั่นในความเชื่อเกี่ยวกับการกำหนด "จุดยืน" ของสินค้าและ
การกระตุ้นศักยภาพของผู้บริโภคในการแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้า
ชนิดเดียวกัน แต่ต่างยี่ห้อกัน ตลอดจนการเชื่อมโยงการรับรู้และความ
ประทับใจ ของผู้บริโภคต่อโลโก้สินค้า สินค้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
โดยบ่อยครั้งการประชาสัมพันธ์มักผนวกพลัง กับการโฆษณา และ
กิจกรรมเชิงการรณรงค์ เพื่อสื่อสาร ให้เห็นถึงเรื่องราวอันก่อให้เกิดภาพ
แห่งความประทับใจของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมไปในทิศทางที่กลุ่มผู้สร้างภาพพึงประสงค์
อย่างไรก็ตาม ความน่ากลัวของการประชาสัมพันธ์ ในแนวทางการสร้าง
ภาพ อยู่ที่กิจกรรมเชิงการสร้างภาพลักษณ์ มิได้หยุดอยู่แค่ภาพของผลิต ภัณฑ์ หรือบริษัทธุรกิจต่างๆ เท่านั้น แต่ได้มีการผันตัวเข้าสู่การใช้การประชาสัมพันธ์เป็นเครื่องมือในการสร้าง ภาพให้ กับนักการเมือง พรรคการเมือง และกิจ
กรรมต่างๆ ทางการเมือง ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่นักการเมืองเข้าไป
เกี่ยวข้องด้วย ภายใต้การกำกับดูแลของกลุ่มนักธุรกิจการเมือง ราวกับว่านักการ
เมือง หรือพรรคการ เมืองเหล่านั้น เป็นเสมือน "สินค้า" ที่เสนอให้ประชาชน
สิ่งที่ น่าสนใจ และจับตาดูต่อไปก็คือ ความจริงที่ปรากฏในภาพเหล่านั้น
มีสักเท่าไร ตลอดจนใครจะเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบ และเผยแพร่ข้อเท็จจริง
ให้สาธารณชนได้รับรู้อย่างทันท่วงที การประชาสัมพันธ์กับ"การประสาน" สัมพันธภาพ
โดยการประชาสัมพันธ์ในลักษณะเกิดและเติบโต ในแวดวงธุรกิจ
ภายใต้กระแสความรับผิดชอบต่อสังคม และการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและ
กันระหว่างองค์กรกับประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยยึดถือหลักการที่ว่า
"หากประชาชนอยู่ไม่ได้องค์กรก็อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน"
โดยนักประชาสัมพันธ์ จะทำหน้าที่เป็นเสมือนเพื่อนของทุกฝ่าย ไม่ว่า
จะเป็นองค์กรของตน พันธมิตร คู่แข่ง หรือกลุ่มประชาชน ในขณะเดียว
กันก็พยายามเรียนรู้เกี่ยวกับมุมมองของฝ่ายต่างๆ ที่มีต่อองค์กรของตน และ
ประเมินผลกระทบต่างๆ ที่องค์กรกระทำต่อสังคมให้ผู้บริหารระดับสูงทราบ
ตลอดจนประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้บริหาร ในฐานะที่ปรึกษา เพื่อ
ผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เอื้อต่อการก่อเกิดสัมพันธภาพ ที่แนบแน่น ยาวนาน
และยั่งยืนกับกลุ่มบุคคลต่างๆ ในสังคม
แสวงหาแนวทางพัฒนาความสัมพันธ์กับประชาชนในอนาคต
ในขณะที่กระแสการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม
ต่างๆ ของภาครัฐกำลังมาแรง ในสังคมไทย ผนวกกับการที่กฎหมายและ
แนวนโยบาย ต่างๆ ก็เปิดโอกาสให้กิจกรรมเหล่านั้นมีความเป็น รูป
ธรรมมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการที่สังคมมีโอกาสตรวจสอบความโปร่งใสของ
ข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สะดวกยิ่งขึ้นนั้น
กลุ่มบุคคลที่จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดเกี่ยวกับ
ประชาชนและสร้างสัมพันธ์กับประชาชนอย่างเร่งด่วน ได้แก่ นักประชาสัมพันธ์
ผู้บริหารองค์กรของภาครัฐ บุคลากร ตลอดจนหน่วยงานเอเจนซี่ของภาคเอก
ชนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานด้านการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ มีความไว้วาง
ใจกลไก และกระบวนการทำงานของภาครัฐ ในขณะที่การเผยแพร่ข้อมูล
ข่าวสารสู่ประชาชนเต็มไปด้วยความถูกต้องและเป็นกลาง
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ท้าทายภาครัฐ และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาค
รัฐ ตลอดจนภาคเอกชนที่ได้รับสัมปทาน ก็คือ ทำอย่างไรที่กระบวนการ
ประชาสัมพันธ์ ที่เข้าไปสู่ประชาชนสู่ชุมชน
จะไม่เป็นเพียงแค่การพุ่งเป้าไปที่ การผลักดันให้เกิดโครงการโดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน หรือความคิดเห็นของ
คนกลุ่มต่างๆ หรือเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างภาพกับหน่วยงาน และ
บุคคล ที่เกี่ยวข้อง
และทำอย่างไรให้กระบวนการประชาสัมพันธ์มิใช่เป็นเพียงแค่การแจ้ง
ข้อมูลให้ประชาชนทราบ หรือเป็นการยัดเยียดข้อมูลด้านเดียว จนเกิดความ
สับสนและความขัดแย้งกันในชุมชนเป้าหมาย
แต่ทำอย่างไรที่การประชาสัมพันธ์จะเป็นการพัฒนาสัมพันธภาพที่ดี
ระหว่างประชาชนด้วยกัน และร ะหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประชาชน
อย่างไรก็ตาม คำตอบมิได้อยู่ในทฤษฎี หรือข้อคิดของผู้เชี่ยวชาญใดๆ
แต่คำตอบดังกล่าวอยู่ที่การที่ฝ่ายต่างๆ เปิดเผย ข้อมูล ข้อเท็จจริงร่วม
กัน มีความจริงใจ เปิดใจกว้าง แลกเปลี่ยนความคิด และรับฟังข้อมูล ข้อ
คิดระหว่างกัน โดยมีเป้าหมายที่จะเรียนรู้ และคบหากันภายใต้สัมพันธภาพ
ที่ดีงาม และยืนยาวเพราะความสัมพันธ์ มิใช่สิ่งที่สร้างและสิ้นสุดแค่ในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
โดยคุณ : ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ สโรบล
เป็นเสมือนแนวทางหนึ่งที่บุคคลกลุ่มต่างๆ ได้ให้ความสนใจ และพยายาม
นำมาใช้ราวกับเป็น "ยาชูกำลัง" ร่วมกับมาตรการต่างๆ ในการชี้นำทิศทางให้
กับสังคม ตลอดจนการแสวงหาทางออกในสภาวะวิกฤต
ย้อนดู "ราก" การประชาสัมพันธ์
โดยหากเรามองย้อนกลับไปสู่แก่นแท้ของคำว่าการประชาสัมพันธ์ เรา
อาจกล่าวได้ว่า รากศัพท์ของคำว่า "การประชาสัมพันธ์" ได้สะท้อนให้เห็นถึง
ความสำคัญของ "ประชา" ซึ่งได้แก่ กลุ่มประชาชนต่างๆ นอกจากนั้น คำดัง
กล่าว ยังได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความ "สัมพันธ์" หรือ "สัมพันธภาพ" ของ
กลุ่มบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอันเป็นที่มาของการพยายาม อธิบายว่า เป้า
หมายสูงสุดของการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ การสร้างและธำรงรักษาความ
สัมพันธ์ที่ดีระหว่างองค์กร กับประชาชน ตลอดจนการส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดี
งามระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆ
หัน ดู "ร่องรอย" การประชาสัมพันธ์
แต่หากพิจารณาถึงการนำแนวคิดเกี่ยวกับประชาสัมพันธ์ สู่การปฏิบัติ
ในสังคมต่างๆ เราอาจพบเห็นร่องรอยของแนว
ทางการปฏิบัติงานด้านการประชาสัมพันธ์ที่มีความหลากหลายกันไป
ตลอดจนความแตกต่างในด้านวิธี
คิดอันเป็นต้น ตอของแนวทางการปฏิบัติงานด้านการประชาสัมพันธ์ อาทิ
การประชาสัมพันธ์กับการทำให้เป็น "ข่าว"
โดยที่มาที่ไปของการประชาสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าว ได้แก่
ความ เชื่อที่ว่าการกระตุ้นความสนใจของสาธารณชน เป็นเงื่อนไขที่สำคัญสำหรับ
การดำเนินกิจกรรมใดๆ ก็ตาม ตลอดจนเป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จระดับต้นของ
กิจกรรมต่างๆ โดยนักประชาสัมพันธ์จะทำหน้าที่บอกเล่าข่าวคราว หรือเรื่อง
ราวที่ตนต้องการจะบอกเพื่อให้สังคมรับรู้ผ่านสื่อประเภทต่างๆ
นอกจากนั้น เพื่อให้การประชาสัมพันธ์สามารถสร้างกระแสความสนใจ
จากสาธารณชนได้ดี นักประชาสัมพันธ์ยังอาจพยายามแสวงหาหนทางที่
จะทำให้เรื่องราวดังกล่าวปรากฏในสื่อมวลชนหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ
หนังสือพิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงจากประชาชน เพราะนั่นหมายถึง โอกาสใน
การเข้าถึงประชาชนจำนวนมากนั่นเอง
จากความเชื่อดัง กล่าว นำไปสู่ความพยายามของนักประชาสัมพันธ์ ใน
การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับนักข่าว เพื่อให้เกิดความสะดวก คล่องตัวในการ
ประสานความร่วมมือ ตลอดจนการพยายามคิดหาวิธีการที่แปลกใหม่
ประหลาด หรือแม้แต่โหดๆเพื่อให้สื่อมวลชนหันมาสนใจกิจกรรมต่างๆ ที่
ต้องการจะประกาศให้สังคมรับรู้
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้เกิดการรับประกันถึงโอกาสในการเป็นข่าวได้มาก
ขึ้น หน่วยงานต่างๆ ยังพยายามควานหา นักข่าวที่สมัครใจจะผันตัวเองมา
ทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ ตลอดจนอาจดำเนินการจัดจ้างเอเจนซี่ทาง
การประชาสัมพันธ์ เข้ามาช่วยเหลือ ตลอดจนการติดต่อประสานงานเพื่อซื้อ
พื้นที่หรือเวลาในสื่อต่างๆ
หากจะว่าไปแล้ว ไม่มีอะไรเสียหาย ตราบใดที่ข่าวคราวดังกล่าวเป็น
ความจริง มิได้มีการบิดเบือน และที่สำคัญเป็นเรื่องราวที่มีประโยชน์กับ
ประชาชนการประชาสัมพันธ์กับ "การเผยแพร่" ข้อมูลข่าวสาร
โดยการประชาสัมพันธ์ในลักษณะนี้มีที่มาที่ไปจากความเชื่อที่ว่า ข้อมูล
ข่าวสารที่ตนมีอยู่ในครอบครองเป็นเรื่องที่สำคัญ และคนอื่นไม่ได้มีโอกาสรับ
รู้ ดังนั้น จึงเป็นภารกิจสำคัญของตนในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวสู่
ประชาชนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
โดยส่วนใหญ่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประชาสัมพันธ์ใน
ลักษณะดังกล่าว มักได้แก่ หน่วยงานของรัฐ ซึ่งมักใช้สื่อในความครอบครอง
ของตนทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว ตลอดจนประสานความร่วมมือกับ
สื่อต่างๆ เพื่อขยายฐานการเผยแพร่ข้อมูลออกไปสู่สาธารณชน
อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารมักดำเนินอยู่บนการพยายาม
หาจุดสมดุลระหว่างเรื่องราวที่เราต้องการเผยแพร่ให้ประชาชนรู้ กับเรื่องราว
ที่ประชาชนจำเป็นต้องรับรู้ ตลอดจนลักษณะของข้อมูลที่ประชาชนต้องการ
รับรู้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าถูกยัดเยียดข้อมูลให้
หรือเกิด อาการสำลักข้อมูล
หากจะว่าไปแล้ว สภาพการณ์ดังกล่าวข้างต้น ยังไม่ถึงกับเลวร้าย
ตราบใดที่การเผยแพร่ข้อมูล ไม่ได้มุ่งเน้นทำเพื่อโชว์ผลงานของบุคคล หรือหน่วย
งานอย่างออกนอกหน้า แต่หากมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์ กับประชาชนเป็นสำคัญ
การประชาสัมพันธ์กับ "การส่งเสริมการตลาด"
โดยจุดเริ่มต้นของแนวทางดังกล่าวมาจากความเชื่อที่ว่า การประชา
สัมพันธ์สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือของการตลาด
โดยเฉพาะในด้านการได ้รับ
ผลกำไรจากยอดการขายสินค้า
การผนวกการประชาสัมพันธ์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมด้านการ
ตลาด มีจุดเริ่มต้นมาจากองค์กรภาคธุรกิจ ซึ่งมุ่งหวังการทำผลกำไรให้กับสิน
ค้าของตน และผนวกกิจกรรมด้านการประชาสัมพันธ์รวมเข้าไปกับกิจกรรม
ส่งเสริมการขายในรูปแบบต่างๆ เพื่อบอกให้ลูกค้ารับทราบเกี่ยวกับคุณ
สมบัติของสินค้า ตลอดจนผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ
แต่สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ บ่อยครั้งที่ข้อความหรือกิจกรรมในการประชา
สัมพันธ์มิได้เกิดขึ้นจากเจตจำนง ในการแจ้งข่าวสารสู่กลุ่มลูกค้าเท่านั้น แต่
เกิดจากกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อค้นคว้าวิจัยเกี่ยว กับพฤติ
กรรมผู้บริโภค และนำข้อมูลดังกล่าวมาช่วยในการสร้างสรรค์สาร เลือกสื่อ
และกิจกรรมที่เหมาะสม ตลอดจนการกำหนดวัตถุประสงค์ในการประชา
สัมพันธ์
หากจะว่าไปแล้ว การประชาสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าว ไม่มีอันตราย
ร้ายแรง ตราบใดที่ผู้ประกอบธุรกิจยังคงยึดมั่นเกี่ยวกับจริยธรรมในการ
ประกอบธุรกิจการประชาสัมพันธ์กับ "การสร้างภาพ"
โดยแนวทางการประชาสัมพันธ์แบบนี้เติบโตมาจากเแวดวงทางธุรกิจ
เช่นกัน เพียงแต่ยึดมั่นในความเชื่อเกี่ยวกับการกำหนด "จุดยืน" ของสินค้าและ
การกระตุ้นศักยภาพของผู้บริโภคในการแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้า
ชนิดเดียวกัน แต่ต่างยี่ห้อกัน ตลอดจนการเชื่อมโยงการรับรู้และความ
ประทับใจ ของผู้บริโภคต่อโลโก้สินค้า สินค้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
โดยบ่อยครั้งการประชาสัมพันธ์มักผนวกพลัง กับการโฆษณา และ
กิจกรรมเชิงการรณรงค์ เพื่อสื่อสาร ให้เห็นถึงเรื่องราวอันก่อให้เกิดภาพ
แห่งความประทับใจของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมไปในทิศทางที่กลุ่มผู้สร้างภาพพึงประสงค์
อย่างไรก็ตาม ความน่ากลัวของการประชาสัมพันธ์ ในแนวทางการสร้าง
ภาพ อยู่ที่กิจกรรมเชิงการสร้างภาพลักษณ์ มิได้หยุดอยู่แค่ภาพของผลิต ภัณฑ์ หรือบริษัทธุรกิจต่างๆ เท่านั้น แต่ได้มีการผันตัวเข้าสู่การใช้การประชาสัมพันธ์เป็นเครื่องมือในการสร้าง ภาพให้ กับนักการเมือง พรรคการเมือง และกิจ
กรรมต่างๆ ทางการเมือง ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่นักการเมืองเข้าไป
เกี่ยวข้องด้วย ภายใต้การกำกับดูแลของกลุ่มนักธุรกิจการเมือง ราวกับว่านักการ
เมือง หรือพรรคการ เมืองเหล่านั้น เป็นเสมือน "สินค้า" ที่เสนอให้ประชาชน
สิ่งที่ น่าสนใจ และจับตาดูต่อไปก็คือ ความจริงที่ปรากฏในภาพเหล่านั้น
มีสักเท่าไร ตลอดจนใครจะเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบ และเผยแพร่ข้อเท็จจริง
ให้สาธารณชนได้รับรู้อย่างทันท่วงที การประชาสัมพันธ์กับ"การประสาน" สัมพันธภาพ
โดยการประชาสัมพันธ์ในลักษณะเกิดและเติบโต ในแวดวงธุรกิจ
ภายใต้กระแสความรับผิดชอบต่อสังคม และการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและ
กันระหว่างองค์กรกับประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยยึดถือหลักการที่ว่า
"หากประชาชนอยู่ไม่ได้องค์กรก็อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน"
โดยนักประชาสัมพันธ์ จะทำหน้าที่เป็นเสมือนเพื่อนของทุกฝ่าย ไม่ว่า
จะเป็นองค์กรของตน พันธมิตร คู่แข่ง หรือกลุ่มประชาชน ในขณะเดียว
กันก็พยายามเรียนรู้เกี่ยวกับมุมมองของฝ่ายต่างๆ ที่มีต่อองค์กรของตน และ
ประเมินผลกระทบต่างๆ ที่องค์กรกระทำต่อสังคมให้ผู้บริหารระดับสูงทราบ
ตลอดจนประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้บริหาร ในฐานะที่ปรึกษา เพื่อ
ผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เอื้อต่อการก่อเกิดสัมพันธภาพ ที่แนบแน่น ยาวนาน
และยั่งยืนกับกลุ่มบุคคลต่างๆ ในสังคม
แสวงหาแนวทางพัฒนาความสัมพันธ์กับประชาชนในอนาคต
ในขณะที่กระแสการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม
ต่างๆ ของภาครัฐกำลังมาแรง ในสังคมไทย ผนวกกับการที่กฎหมายและ
แนวนโยบาย ต่างๆ ก็เปิดโอกาสให้กิจกรรมเหล่านั้นมีความเป็น รูป
ธรรมมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการที่สังคมมีโอกาสตรวจสอบความโปร่งใสของ
ข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สะดวกยิ่งขึ้นนั้น
กลุ่มบุคคลที่จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดเกี่ยวกับ
ประชาชนและสร้างสัมพันธ์กับประชาชนอย่างเร่งด่วน ได้แก่ นักประชาสัมพันธ์
ผู้บริหารองค์กรของภาครัฐ บุคลากร ตลอดจนหน่วยงานเอเจนซี่ของภาคเอก
ชนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานด้านการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ มีความไว้วาง
ใจกลไก และกระบวนการทำงานของภาครัฐ ในขณะที่การเผยแพร่ข้อมูล
ข่าวสารสู่ประชาชนเต็มไปด้วยความถูกต้องและเป็นกลาง
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ท้าทายภาครัฐ และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาค
รัฐ ตลอดจนภาคเอกชนที่ได้รับสัมปทาน ก็คือ ทำอย่างไรที่กระบวนการ
ประชาสัมพันธ์ ที่เข้าไปสู่ประชาชนสู่ชุมชน
จะไม่เป็นเพียงแค่การพุ่งเป้าไปที่ การผลักดันให้เกิดโครงการโดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน หรือความคิดเห็นของ
คนกลุ่มต่างๆ หรือเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างภาพกับหน่วยงาน และ
บุคคล ที่เกี่ยวข้อง
และทำอย่างไรให้กระบวนการประชาสัมพันธ์มิใช่เป็นเพียงแค่การแจ้ง
ข้อมูลให้ประชาชนทราบ หรือเป็นการยัดเยียดข้อมูลด้านเดียว จนเกิดความ
สับสนและความขัดแย้งกันในชุมชนเป้าหมาย
แต่ทำอย่างไรที่การประชาสัมพันธ์จะเป็นการพัฒนาสัมพันธภาพที่ดี
ระหว่างประชาชนด้วยกัน และร ะหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประชาชน
อย่างไรก็ตาม คำตอบมิได้อยู่ในทฤษฎี หรือข้อคิดของผู้เชี่ยวชาญใดๆ
แต่คำตอบดังกล่าวอยู่ที่การที่ฝ่ายต่างๆ เปิดเผย ข้อมูล ข้อเท็จจริงร่วม
กัน มีความจริงใจ เปิดใจกว้าง แลกเปลี่ยนความคิด และรับฟังข้อมูล ข้อ
คิดระหว่างกัน โดยมีเป้าหมายที่จะเรียนรู้ และคบหากันภายใต้สัมพันธภาพ
ที่ดีงาม และยืนยาวเพราะความสัมพันธ์ มิใช่สิ่งที่สร้างและสิ้นสุดแค่ในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
โดยคุณ : ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ สโรบล
เซีย-ฮั้ง-หลุง คุณไม่จำเป็นต้องป่วย
ศิลปะการป้องกันตัวเบื้องต้น การวินิจฉัยอาการผิดปกติของตนเอง
ตามหลักปรัชญาแพทย์จีนแบบหยิน-หยาง
คนจีนเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติของตนเองนานแต่อดีตกาลว่าทุกสิ่งในธรรม
ชาติล้วนหมุนเวียนปรับเปลี่ยนตามวงโคจร จากวันเป็นคืน จากเดือนเป็นปี จากอากาศร้อนเป็นหนาว จากเมล็ดกลาย
เป็นต้น จากร้อนเป็นเย็น หรืออีกนัยหนึ่งจากสภาวะหยินสู่หยาง และหยางสู่หยิน
ร่างกายและสุขภาพก็เช่นกัน จากปกติสู่อาการผิดปกติ จากอาการผิดปกติเช่น อาการโรครุนแรงและเรื้อรังในที่สุด
ดังนั้น โรคภัยไข้เจ็บย่อมมีวงจรพัฒนาเหมือนกับสิ่งอื่น ไม่มีการยกเว้น
กว่า 1,800 ปีที่แล้วมา แพทย์จีนชื่อ จาง จง จิง ผู้เขียน
คัมภีร์เซีย-ฮั้ง-หลุง บัญญัติจากประสบการณ์การตรวจอาการของผู้ป่วยนับ
ร้อยสรุปได้ความว่า อาการผิดปกติของร่างกายคนเรา เมื่อเริ่มจะพัฒนาไปสู่การเป็นโรค
ล้วนมีอาการขั้นแรกคล้ายคลึงกัน และ โรคต่างๆ ก็ล้วนพัฒนาตามวงจรเหมือนกัน
โดยท่านระบุแบ่งเป็นภาษาหยิน-หยางว่า โรคทุกโรคพัฒนาจากอาการที่เป็นหยางสู่หยินและ
ในที่สุดหยินสุดคือ เสียชีวิต ในหยางและหยินแบ่งอีกเป็นหยาง 3 ช่วงก่อน
และต่อด้วยหยินอีก 3 ช่วง โรคพัฒนาจากหยาง 1 สู่หยาง 2 สู่หยาง 3
โรคสามารถบำบัดและบรรเทาได้ก็จะหายได้ในขั้นหยาง 3 แต่ถ้าอาการหยาง
ขั้น 3 เราไม่สามารถบรรเทาหรือแก้ไขได้ โรคจะพัฒนาเข้าสู่วงจรหยิน ซึ่งยากแก่การรักษาและ
ยิ่งหยิน 2 สู่หยิน 3 ยิ่งยากแก่การเยียวยาแก้ไข หากกินเวลาหยิน 3 การเสียชีวิตก็ เป็นไปได้สูง ดังนั้น ท่านจึงเขียนตำราอธิบายลักษณะของแต่ละขั้นตอนของ
อาการและการพัฒนาของโรค เพื่อเป็นความรู้และหลีกเลี่ยงการสูญเสียสุขภาพที่ไม่
สามารถรักษากลับคืนให้ดีเหมือนเดิมได้
การสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายในเบื้องต้นให้ดูว่า
เป็นอาหารหยิน-หยาง และอยู่ในช่วงใดของการพัฒนา
และภูมิต้านทานของร่างกาย เราอยู่ในระดับใดที่จะปรับดุลกับโรคได้
ทุกโรคเริ่มต้นด้วยการหยาง เพราะหยางคืออาการของการป้องกันตัว
โดย ธรรมชาติของระบบในร่างกาย และหยางก็คือ พลังชีวิตหรือ ภูมิต้านทานที่เราทุกคนมีอยู่แล้วในตัว เมื่อเริ่มผิดปกติ ทุกคนล้วนยังมีภูมิ
ต้านทาน มีพลังความร้อนต่อสู้ปรับตัวกับความผิดปกติทุกระดับ อาการหยางจึงเป็นอาการที่เรายังได้
เปรียบและมีโอกาสที่จะรักษาตัวหรือบรรเทาให้ลุล่วงกลับมาสู่สภาพปกิติได้
ไม่ยาก แต่หากเราปล่อยปละละเลยหรือไม่สนใจ ทั้งยังทำความผิดในเรื่อง
อาหารการกิน การอยู่ ฝืนธรรมชาติเพิ่มหนักขึ้น ร่างกายจะเริ่มอ่อนแอลงจนถึงจุดที่โรคพัฒนาเข้าสู่
วงจรของหยิน ซึ่งมีอาการที่ยากแก่การแก้ไขหรือต้องใช้เวลานานกว่า และต้องใช้ยาที่แรงกว่า ดังนั้น การหมั่น
สังเกตและทำความเข้าใจของอาการผิดปกติของร่างกาย ย่อมทำให้เราไม่ตั้ง
อยู่ในความประมาท ทั้งยัง การเป็นหมอประจำตัวเราเองก่อน ที่จะรอพึ่งผู้อื่น
การใส่ใจในสุขภาพจึงต้องเริ่มต้นนับแต่วันนี้ด้วยการเริ่มแบ่งอาการแบบหยิน-หยาง ง่ายๆ
ที่ต้องใช้เวลาและทำให้เราหันมาเข้าใจให้คุณค่าสุขภาพของตัวเราเองมากขึ้น
การทำความเข้าใจระดับขั้นของอาการของโรคจำเป็นต่อการตัดสินใจในการ
เลือกสรรหายาหรือสมุนไพร หรือวิธีการบำบัดให้ถูกโรค ถูกเวลาแต่ละขั้น
แต่ละอาการล้วนมีแนวโน้มและวงจรของอาการแฝงอยู่การเฝ้าสังเกตและรวบรวมข้อมูลของอาการย่อมเป็นการ ง่ายต่อการบำบัดให้
ถูกโรค และเป็นการเลี่ยงที่จะซ้ำเติมอาการที่กำลังจะทุเลากลับเป็นทรุดหนักลงไปอีก
แต่ละขั้นตอนของอาการของโรคนั้น แพทย์จีนได้บัญญัติรายละเอียดของส่วน
ประกอบต่างๆ ของตัวยาสมุนไพรหรืออาหารการกินเพื่อแก้พิษหรือเสริม
บำรุงไว้อย่างละเอียด และสรรพคุณน่าเชื่อถือ ได้ผลเป็นที่ยอมรับกันมา
หลายร้อยหลายชั่วคน จึงน่าเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนยุคปัจจุบันที่ไม่ประสงค์
จะพึ่งยาแผนปัจจุบันที่นับ วันมีแต่ผลข้างเคียงอันไม่พึงปรารถนา
โดยคุณ : ภูมิปัญญาตะวันออก -
ตามหลักปรัชญาแพทย์จีนแบบหยิน-หยาง
คนจีนเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติของตนเองนานแต่อดีตกาลว่าทุกสิ่งในธรรม
ชาติล้วนหมุนเวียนปรับเปลี่ยนตามวงโคจร จากวันเป็นคืน จากเดือนเป็นปี จากอากาศร้อนเป็นหนาว จากเมล็ดกลาย
เป็นต้น จากร้อนเป็นเย็น หรืออีกนัยหนึ่งจากสภาวะหยินสู่หยาง และหยางสู่หยิน
ร่างกายและสุขภาพก็เช่นกัน จากปกติสู่อาการผิดปกติ จากอาการผิดปกติเช่น อาการโรครุนแรงและเรื้อรังในที่สุด
ดังนั้น โรคภัยไข้เจ็บย่อมมีวงจรพัฒนาเหมือนกับสิ่งอื่น ไม่มีการยกเว้น
กว่า 1,800 ปีที่แล้วมา แพทย์จีนชื่อ จาง จง จิง ผู้เขียน
คัมภีร์เซีย-ฮั้ง-หลุง บัญญัติจากประสบการณ์การตรวจอาการของผู้ป่วยนับ
ร้อยสรุปได้ความว่า อาการผิดปกติของร่างกายคนเรา เมื่อเริ่มจะพัฒนาไปสู่การเป็นโรค
ล้วนมีอาการขั้นแรกคล้ายคลึงกัน และ โรคต่างๆ ก็ล้วนพัฒนาตามวงจรเหมือนกัน
โดยท่านระบุแบ่งเป็นภาษาหยิน-หยางว่า โรคทุกโรคพัฒนาจากอาการที่เป็นหยางสู่หยินและ
ในที่สุดหยินสุดคือ เสียชีวิต ในหยางและหยินแบ่งอีกเป็นหยาง 3 ช่วงก่อน
และต่อด้วยหยินอีก 3 ช่วง โรคพัฒนาจากหยาง 1 สู่หยาง 2 สู่หยาง 3
โรคสามารถบำบัดและบรรเทาได้ก็จะหายได้ในขั้นหยาง 3 แต่ถ้าอาการหยาง
ขั้น 3 เราไม่สามารถบรรเทาหรือแก้ไขได้ โรคจะพัฒนาเข้าสู่วงจรหยิน ซึ่งยากแก่การรักษาและ
ยิ่งหยิน 2 สู่หยิน 3 ยิ่งยากแก่การเยียวยาแก้ไข หากกินเวลาหยิน 3 การเสียชีวิตก็ เป็นไปได้สูง ดังนั้น ท่านจึงเขียนตำราอธิบายลักษณะของแต่ละขั้นตอนของ
อาการและการพัฒนาของโรค เพื่อเป็นความรู้และหลีกเลี่ยงการสูญเสียสุขภาพที่ไม่
สามารถรักษากลับคืนให้ดีเหมือนเดิมได้
การสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายในเบื้องต้นให้ดูว่า
เป็นอาหารหยิน-หยาง และอยู่ในช่วงใดของการพัฒนา
และภูมิต้านทานของร่างกาย เราอยู่ในระดับใดที่จะปรับดุลกับโรคได้
ทุกโรคเริ่มต้นด้วยการหยาง เพราะหยางคืออาการของการป้องกันตัว
โดย ธรรมชาติของระบบในร่างกาย และหยางก็คือ พลังชีวิตหรือ ภูมิต้านทานที่เราทุกคนมีอยู่แล้วในตัว เมื่อเริ่มผิดปกติ ทุกคนล้วนยังมีภูมิ
ต้านทาน มีพลังความร้อนต่อสู้ปรับตัวกับความผิดปกติทุกระดับ อาการหยางจึงเป็นอาการที่เรายังได้
เปรียบและมีโอกาสที่จะรักษาตัวหรือบรรเทาให้ลุล่วงกลับมาสู่สภาพปกิติได้
ไม่ยาก แต่หากเราปล่อยปละละเลยหรือไม่สนใจ ทั้งยังทำความผิดในเรื่อง
อาหารการกิน การอยู่ ฝืนธรรมชาติเพิ่มหนักขึ้น ร่างกายจะเริ่มอ่อนแอลงจนถึงจุดที่โรคพัฒนาเข้าสู่
วงจรของหยิน ซึ่งมีอาการที่ยากแก่การแก้ไขหรือต้องใช้เวลานานกว่า และต้องใช้ยาที่แรงกว่า ดังนั้น การหมั่น
สังเกตและทำความเข้าใจของอาการผิดปกติของร่างกาย ย่อมทำให้เราไม่ตั้ง
อยู่ในความประมาท ทั้งยัง การเป็นหมอประจำตัวเราเองก่อน ที่จะรอพึ่งผู้อื่น
การใส่ใจในสุขภาพจึงต้องเริ่มต้นนับแต่วันนี้ด้วยการเริ่มแบ่งอาการแบบหยิน-หยาง ง่ายๆ
ที่ต้องใช้เวลาและทำให้เราหันมาเข้าใจให้คุณค่าสุขภาพของตัวเราเองมากขึ้น
การทำความเข้าใจระดับขั้นของอาการของโรคจำเป็นต่อการตัดสินใจในการ
เลือกสรรหายาหรือสมุนไพร หรือวิธีการบำบัดให้ถูกโรค ถูกเวลาแต่ละขั้น
แต่ละอาการล้วนมีแนวโน้มและวงจรของอาการแฝงอยู่การเฝ้าสังเกตและรวบรวมข้อมูลของอาการย่อมเป็นการ ง่ายต่อการบำบัดให้
ถูกโรค และเป็นการเลี่ยงที่จะซ้ำเติมอาการที่กำลังจะทุเลากลับเป็นทรุดหนักลงไปอีก
แต่ละขั้นตอนของอาการของโรคนั้น แพทย์จีนได้บัญญัติรายละเอียดของส่วน
ประกอบต่างๆ ของตัวยาสมุนไพรหรืออาหารการกินเพื่อแก้พิษหรือเสริม
บำรุงไว้อย่างละเอียด และสรรพคุณน่าเชื่อถือ ได้ผลเป็นที่ยอมรับกันมา
หลายร้อยหลายชั่วคน จึงน่าเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนยุคปัจจุบันที่ไม่ประสงค์
จะพึ่งยาแผนปัจจุบันที่นับ วันมีแต่ผลข้างเคียงอันไม่พึงปรารถนา
โดยคุณ : ภูมิปัญญาตะวันออก -
จีเอ็มพีระบบคุณภาพด้านสุขอนามัย
กล่าวถึงมาตรฐาน "จีเอ็มพี" หลายคนอาจจะยังสงสัยว่าคือ อะไรกันแน่ และมีความสำคัญ หรือจำเป็นอย่างไร "จีเอ็มพี" หรือการพัฒนาวิธีที่ดีในการผลิต (Good Manufacturing Practice) นั้น เป็นระบบคุณภาพระบบหนึ่ง ซึ่งใช้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัย และความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยเน้นการควบคุมกระบวนการการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพ ตั้งแต่ด้านอาคารสถานที่ อุปกรณ์การผลิตที่เหมาะสม วัตถุดิบในการผลิตที่มีคุณภาพ กรรมวิธีการผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เป็นต้น โดยยึดหลักการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดยใช้การบันทึก
ปัจจุบัน มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง ในอุตสาหกรรมการขายสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยของผู้บริโภค ที่ครอบคลุมทั้งผู้ใช้ภายในและระหว่างประเทศ สินค้าดังกล่าว ได้แก่ ยา อาหาร เครื่องสำอาง และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น
ดังนั้น นับวันจีเอ็มพีจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหลายประเทศในทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือบางประเทศในทวีปเอเชียเอง ก็มีการกำหนดให้สินค้าดังกล่าวที่ส่งออกไปขายยังต่างประเทศต้องผ่านมาตรฐาน ดังกล่าว จากประโยชน์ที่จะได้ในแง่ผู้ผลิตคือ การลดต้นทุนการผลิต และการปรับปรุงระบบการผลิต ทั้งมีผลต่อผู้บริโภคที่ได้ใช้ผลิตภัฑณ์ที่มีคุณภาพ ทำให้ภาครัฐหันมาให้ความสนใจกับการใช้มาตรฐานดังกล่าว
โดยมาตรฐาน ดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนาคุณภาพ และกรรมวิธีการผลิตเพื่อการจำหน่ายในระดับสากล ซึ่งก็เป็นผลดีกับผู้บริโภคที่ลดความเสี่ยงในการบริโภคสินค้าที่ไม่ได้รับ มาตรฐาน ส่วนประเทศไทยเองขณะนี้ มีบริษัทในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจีเอ็มพีแล้วอย่างน้อย 3 แห่งจากคณะกรรมการอาหารและยา
ปัจจุบัน มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง ในอุตสาหกรรมการขายสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยของผู้บริโภค ที่ครอบคลุมทั้งผู้ใช้ภายในและระหว่างประเทศ สินค้าดังกล่าว ได้แก่ ยา อาหาร เครื่องสำอาง และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น
ดังนั้น นับวันจีเอ็มพีจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหลายประเทศในทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือบางประเทศในทวีปเอเชียเอง ก็มีการกำหนดให้สินค้าดังกล่าวที่ส่งออกไปขายยังต่างประเทศต้องผ่านมาตรฐาน ดังกล่าว จากประโยชน์ที่จะได้ในแง่ผู้ผลิตคือ การลดต้นทุนการผลิต และการปรับปรุงระบบการผลิต ทั้งมีผลต่อผู้บริโภคที่ได้ใช้ผลิตภัฑณ์ที่มีคุณภาพ ทำให้ภาครัฐหันมาให้ความสนใจกับการใช้มาตรฐานดังกล่าว
โดยมาตรฐาน ดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนาคุณภาพ และกรรมวิธีการผลิตเพื่อการจำหน่ายในระดับสากล ซึ่งก็เป็นผลดีกับผู้บริโภคที่ลดความเสี่ยงในการบริโภคสินค้าที่ไม่ได้รับ มาตรฐาน ส่วนประเทศไทยเองขณะนี้ มีบริษัทในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจีเอ็มพีแล้วอย่างน้อย 3 แห่งจากคณะกรรมการอาหารและยา
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)